(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 23 : ทะเลาะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 363
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    5 ก.พ. 60

บทที่ 23 ทะเลาะ


มือข้างนึงของยงซอนก็รวบตรึงข้อมือทั้งสองของฮวาซาให้ยกสูงเหนือหัวแนบชิดผนังห้อง ส่วนมืออีกข้างก็จ่ออยู่ที่คอของฮวาซา มือที่จ่ออยู่ที่คอนั้นก็ยกขึ้นสูงเหมือนเตรียมตัวจะตะครุบเหยื่อ แต่แล้ว…

กร๊อบ!

เสียงกระดูกลั่นดังขึ้นพร้อมเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากลำคอขาว ยงซอนค่อยๆ ชำเลืองตาไปมองทางด้านขวาของตัวเอง

“ฮวีอิน” ยงซอนเปล่งเสียงเบาเหมือนกระซิบ แต่เนื่องจากห้องที่เงียบกริบทำให้เธอสามารถได้ยินคำพูดนั้นได้

กร๊อบ!

สิ้นเสียงครั้งที่สอง ฮวีอินก็ถอนคมเขี้ยวใหญ่ที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนออกมาจากลำคอของยงซอน เพียงเท่านั้นร่างของยงซอนก็ร่วงลงกับพื้นทันที เลือดไหลทะลักออกมาจากเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอขาวนั้นอย่างกับเขื่อนแตก ชุดนอนที่สะอาดสะอ้านในตอนแรกของยงซอนก็โชคไปด้วยเลือดสีแดงสด ฟันใหญ่คมของฮวีอินค่อยๆ หายไปจนเป็นปกติ แต่ปากนั่นก็ยังคงมีเลือดเปียกๆ ของยงซอนป้ายอยู่เต็มเปี่ยม ฮวีอินล้มตัวลงไปนั่งข้างๆ ยงซอนก่อนจะเอ่ยออกมาเสียงเบาปนสะอื้น

“หนูขอโทษ ฮึก พี่ยงซอน ถึงแม้พี่ตายไปพี่ก็ฟื้นขึ้นมาอีก ฮึก แต่ฮวาซามีแค่ชีวิตเดียว… หนูขอโทษ” พูดจบฮวีอินก็ปาดน้ำตานั่งฟุบแนบอกร่างที่ไม่ไหวติงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเหยียดยืนลุกขึ้น แล้วหันไปหาฮวาซาที่ยืนนิ่งจ้องมองมายังตัวเอง จากนั้นฮวีอินจูงมือของคนที่มองหน้ากันอยู่ออกจากห้องไป

เธอทำได้เพียงมองดูเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ไม่สามารถช่วยอะไรร่างที่นอนไร้ลมหายใจในกองเลือดนั่นได้เลย ยงซอนตายอีกแล้ว อ่า… ฉันนี่มันไร้ประโยชน์จริงๆ


***


“นี่ฮเยจิน” เธอหันไปมองตามเสียงเรียกของฮวีอินที่ตอนนี้เติบโตเป็นสาวแรกแย้มเต็มตัว

“หืม” เธอส่งเสียงขานรับออกไปน้อยๆ ให้อีกคนพูดสิ่งที่คิดออกมา

“ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง พรุ่งนี้วันเกิดครบรอบ 18 ปีของข้า ข้าขอเชิญให้เจ้าไปร่วมงาน เจ้าจะไปหรือไม่”

เธอหันหน้าไปมองฮวีอินที่ถามชวนเธอไปงานวันเกิดของเจ้าตัวทุกปีๆ ตั้งแต่เจอกันมา และเธอก็ตอบคำตอบเดิมไปทุกปีๆ เช่นเดียวกัน “ไม่”

ฮวีอินที่ตอนแรกทำตาโตสีหน้าเหมือนลุ้นในคำตอบก็ต้องคอตกลงทันที เมื่อได้ยินคำตอบออกมาจากปากเธอ “นี่ข้าชวนเจ้าทุกปีๆ เจ้าไม่คิดจะตอบตกลงข้าบ้างเหรอ” ฮวีอินส่งเสียงฟึดฟัดถามออกมา

“แล้วข้าปฏิเสธเจ้าทุกปีๆ เจ้าไม่คิดจะเลิกถามบ้างเหรอ” เธอยอกย้อนกลับไป

“นี่เจ้า!…” ฮวีอินชี้นิ้วมายังเธอ แต่แล้วก็เก็บอาการ ยกนิ้วนั้นลงพร้อมลดเสียงลงอย่างสุขุม ซึ่งถ้าเป็นหนูน้อยฮวีอินอย่างครั้งแรกที่พบกันล่ะก็ ไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่ “งั้นข้าขอถามเจ้าดีๆ เจ้ามีเหตุผลอะไรที่ไม่ยอมไปงานวันเกิดข้า”

“ก็ข้าเคยบอกแล้วไง ว่าไม่อยากออกจากป่า”

“ก็ได้” ฮวีอินยอมเลิกเซ้าซี้ “งั้นข้าขอถามเจ้าอย่างนึง” ฮวีอินพูดแล้วก็ชูนิ้วเป็นเลขหนึ่งขึ้นมา เธอเพียงเลิกคิ้วส่งไปให้อีกคน แล้วปากนั้นก็พูดต่อขึ้นมาทันที “เจ้าเกิดวันเดือนปีอะไร”

ข้าไม่รู้ เป็นคำตอบเดียวที่เธอนึกได้ หลายครั้งหลายคราที่ฮวีอินจะมารบเร้าถามหาวันเกิดของเธอ และทุกทีเธอก็ทำเพียงตอบปัดออกไปด้วยประโยคเดิม “ข้าไม่รู้” ซึ่งจะเรียกว่าตอบปัดก็อาจจะไม่ถูก เพราะเธอไม่รู้มันจริงๆ

ตั้งแต่จำความได้ เธอก็อยู่เพียงลำพังมาโดยตลอด ไม่เคยมีใครจะมาสนใจอะไรเธอ ไม่เคยมีใครถามหาชื่อเธอ ไม่เคยมีใครถามหาวันเกิดเธอ แม้แต่เจ้าโกโมแมวตัวน้อยของเธอที่ตอนนี้โตใหญ่จนเกือบเต็มหน้าตักก็ทำได้เพียงร้องเหมียวๆ เท่านั้น จนกระทั่งเธอได้พบกับฮวีอิน ฮวีอินที่คอยพูดเสียงเจื้อยแจ้วแม้บางที่เธอจะไม่อยากรับฟัง ฮวีอินที่ทำให้เธอรู้สึกว่าการที่ได้พูดคุยหรือแม้กระทั่งการเถียงกับใครสักคนก็เป็นเรื่องสนุก ถึงแม้เธอจะจำชื่อของเธอได้ แต่วันเกิด... เธอจำมันไม่ได้จริงๆ

“หึ เจ้าจะไม่รู้วันเกิดของตัวเองได้อย่างไร เจ้าไม่อยากบอกข้ามากกว่าล่ะสิ” ฮวีอินค่อนขอด

“เอาเถอะ ข้าไม่อยากจะมานั่งเถียงกับเจ้า แล้วปีนี้เจ้าอยากได้อะไรเป็นของขวัญล่ะ” เธอเปลี่ยนเรื่องโดยเอาของขวัญที่มักจะถามความต้องการของอีกคนก่อนเสมอทุกปีว่าอยากได้อะไรมาเป็นตัวล่อ

ฮวีอินก้มหน้านิ่งเงียบ แต่แล้วก็หน้านั้นก็เงยขึ้นมาสบกับเธอ แววตาที่ส่งมานั้นดูจริงจังกว่าทุกทีจนเธออดรู้สึกเกร็งและแปลกใจไม่ได้ ก่อนปากของคนที่เธอจ้องมองอยู่นั้นจะขยับพูดออกมา “ข้าอยากให้เจ้าถอดผ้าคลุมที่เจ้าใส่อยู่นี่ออกซะ”

ผ้าคลุมสีดำที่เธอไม่เคยถอดออกต่อหน้าฮวีอินเลยเป็นเวลาร่วมสิบปีที่ได้รู้จักกันมา ผ้าคลุมที่ปิดไล่ตั้งแต่ส่วนหัวมาจนถึงกลางน่องของเธอ เธอกระชับผ้าที่คลุมที่อยู่ส่วนหัวของเธอเล็กน้อย แล้วมองลึกเข้าไปในตาของฮวีอิน ตาคู่นั้นของฮวีอินไม่มีแววหวั่นไหวหรือลังเลใดๆ ทั้งสิ้น

“ตกลง วันเกิดของเจ้าพรุ่งนี้ ข้าจะถอดชุดคลุมนี่ออกให้เป็นของขวัญแก่เจ้า” เธอรับปากเสียงเรียบ

“เจ้ารับปากแล้วนะ”

“เจ้าก็รู้ ว่าข้าไม่เคยผิดคำพูด”

ทันใดนั้นฮวีอินก็เดินไปยังประตูแล้วใช้มือผลักยันประตูเล็กน้อย ก่อนที่จะหันหน้ากลับมาพูดกับเธอ “ข้ากลับบ้านก่อน ไว้เจอกันพรุ่งนี้”

เธอเดินตามอีกคนออกไป หวังจะไปส่งที่เดิมที่เธอส่งอีกคนเป็นประจำตั้งแต่วันแรกที่ฮวีอินหลงทางครั้งยังเป็นเด็กและเธอได้ไปช่วยเอาไว้ แต่เมื่อออกมายืนยังหน้าประตูบ้าน เสียงของฮวีอินกลับเอ่ยขัดความต้องการของเธอ “เจ้าไม่ต้องไปส่งหรอก ข้าเดินจากหน้าป่ามาบ้านเจ้าเป็นร้อยเป็นพันรอบแล้ว ไม่หลงหรอก”

“อืม” เธอส่งเสียงพร้อมพยักหน้ารับรู้ความต้องการของอีกคน จากนั้นฮวีอินก็เดินจากไป เธอมองร่างที่ค่อยๆ เล็กลงๆ เรื่อยๆ ตามระยะทางที่ไกลห่างออกไป เธอมองจนร่างนั้นลับสายตาไป เธอค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงสัมผัสถึงความมีอยู่ของดวงจิตน้อยๆ ของฮวีอิน ดวงจิตนั้นค่อยๆ เคลื่อนไปยังทางที่เธอกับฮวีอินเดินเป็นประจำ แล้วดวงจิตนั้นก็ผ่านต้นไม้ใหญ่ที่ครั้งหนึ่งฮวีอินดื้อรั้นจะปีนขึ้นไปให้ได้ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากเห็นวิวป่าจากมุมสูงดูว่ามันจะสวยแค่ไหน และสุดท้ายเธอก็ต้องปีนขึ้นไปบนต้นไม้นั้นด้วยตามคำรบเร้าของอีกคน แล้วดวงจิตนั้นก็ไปถึงยังโขดหินที่เธอนั่งรอฮวีอินอยู่เป็นประจำ และไม่นาน ดวงจิตนั้นก็หายออกจากป่าไป เธอไม่หลงทางจริงๆ ด้วย ฮวีอิน

เมื่อฮวีอินหายพ้นป่าไป เธอก็กลับเข้ามาในบ้านอีกครั้ง เธอมองบ้านที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกประหลาดที่ตัวเธอเองไม่เคยรู้สึกมาก่อน เธอเดินไปยังเก้าอี้โยกไม้ริมหน้าต่างตัวประจำ และเหมือนเจ้าแมวจะรู้ใจ กระโดดขึ้นมานั่งบนตักทำท่าออดอ้อน เธอยกมือลูบไปที่เจ้าโกโมเบาๆ

“ถ้าข้าตายไป ฝากเจ้าดูแลฮวีอินด้วยนะ” สิ้นคำ สายตาก็ทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง มองวิวร่มรื่นของป่าอย่างไร้จุดหมาย พรุ่งนี้แล้วสินะ ที่เจ้าจะได้รู้ความจริง…


***


FRI 12/08/2016 (5:30 PM)

ครืด ครืดดด~

เธอรู้สึกถึงแรงสั่นน้อยๆ มาจากกระเป๋ากางเกง ซึ่งก็คงไม่ใช่อะไรนอกจากโทรศัพท์ของตัวเองที่อยู่ในนั้น ตาก็ละจากสไลด์พาวเวอร์พ้อยที่อาจารย์อธิบายอยู่ตรงหน้าลงมามอง เธอเพียงดึงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเล็กน้อยแค่ให้พอเห็นชื่อผู้ติดต่อ พี่ผู้จัดการ เธอช่างใจอยู่เพียงครู่ว่าจะรับสายนั้นดีไหม แต่แล้วก็ตัดสินใจค่อยๆ ลุกเงียบๆ เดินออกจากห้องเลคเชอร์ไป

เมื่อเดินออกมายังโถงทางเดินหน้าห้องก็กดรับสายนั้นทันที “สวัสดีค่ะ”

(“นี่มุนบยอล ยงซอนกับฮวีอินเขาทะเลาะอะไรกันน่ะ”)

เรื่องนี้นี่เอง เธอก็พอจะเดาได้ว่าหลังจากวันนั้นที่ฮวีอินงับคอยงซอนไป สถานการณ์ระหว่างสองคนนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ แต่เธอเองก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ยงซอนก็ทำตัวเหมือนปกติเวลาที่อยู่กับเธอ ส่วนฮวีอิน... เธอเองก็โมโหเจ้าหมาบ้านั่นอยู่เหมือนกัน ทั้งๆ ที่เธอไว้ใจคอยให้ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ แต่กลับมาหักหลังกันได้ เธออยากจะเข้าไปทุบตี เข้าไปต่อว่า เข้าไปบีบคอให้รู้แล้วรู้รอด แต่พอได้เห็นหน้าละห้อยเศร้าสร้อยไร้ชีวิตชีวาเหมือนผีดิบเดินได้ของฮวีอินมันกลับทำให้เธอรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยังไงบอกไม่ถูก และมันก็พาลให้เธอโมโหตัวเองไปด้วย ที่ดันเกลียดเจ้าหมานั่นไม่ลง

          “ไม่รู้สิคะ ทำไมพี่ไม่ลองถามยงซอน ไม่ก็ถามฮวีอินดูล่ะคะ” เธอตอบคำตอบที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดออกไป

(“ถ้าฉันถามแล้วได้คำตอบฉันจะมาถามเธอไหม ห๊ะ? ถามยงซอน ยงซอนก็บอกให้ไปถามฮวีอิน ถามฮวีอิน ฮวีอินก็บอกให้ไปถามยงซอน แถมฮวีอินยังจะมาทำท่าเบะปากน้ำตาจะไหล มาดราม่าใส่ฉันอีกแหนะ กินข้าวกันทีนี่ฉันล่ะอึดอัด จะกินข้าวทางจมูกอยู่แล้วเนี่ย”)

“ก็อยากจะช่วยพี่อยู่หรอกนะ แต่ฉันไม่รู้จริงๆ” เธอโกหกหน้าตายออกไป

(“เมื่อกี้เธอบอกว่าอยากช่วยใช่ไหม”)

“ห๊ะ? อะไรนะ ฉันพูดอะไรจำไม่เห็นได้”

(“ไม่ต้องมาไก๋ ฉันได้ยินที่เธอพูดชัดเจนทุกถ้อยคำ”)

“อะๆๆ แล้วจะให้ฉันช่วยยังไง”

(“มากินข้าวด้วยกันเหอะนะ นะๆๆๆๆ ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ กินข้าวแบบกระอักกระอ่วนมาเป็นสัปดาห์แล้ว ประสาทฉันจะเสีย นี่น้ำหนักฉันลงไปสามโลแล้วเนี่ย นะมุนบยอล มาช่วยฉันแบ่งเบาความเครียดหน่อย”) พี่ผู้จัดการพูดเสียงอ้อนวอน

“แล้วทำไมพี่ต้องไปกินกับสองคนนั้นด้วยล่ะ ก็ปล่อยเขาไปสิ” ก็โตๆ กันแล้ว ใช่ว่าจะต้องมีผู้จัดการคอยกินข้าวด้วยตลอดซะหน่อย จริงมะ?

(“ถ้าฉันทำได้ฉันทำไปแล้ว แต่ท่านประธานน่ะสิ บอกให้ฉันลากสองคนนี้ไปกินข้าวปรับความเข้าใจกันให้ได้”)

“โอเคๆ แต่ตอนนี้เข้าคลาสอยู่ ยังไม่ว่าง อีกสักครึ่งชั่วโมงถึงชั่วโมงนึงน่าจะเลิก”

       (“ไม่เป็นไร ตอนนี้สองคนนั้นก็ยังซ้อมเต้นอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวฉันจะบังคับให้ซ้อมไปเรื่อยๆ เธอเลิกแล้วก็มาที่บริษัทละกันนะ”)

     “โอเคค่าาา” เธอตอบเสียงยานคางพร้อมกรอกตามองบนใส่ลมฟ้าอากาศ “แค่นี้ก่อนนะคะ ออกมานาน เดี๋ยวอาจารย์บ่น” พูดจบเธอก็วางสายลงทันที

          จากนั้นก็เดินกลับไปยังห้องเลคเชอร์แล้วแทรกตัวผ่านประตูเข้าไปเงียบๆ ด้วยไม่ต้องการให้เป็นจุดสังเกต แล้วก็เดินมานั่งยังโต๊ะเลคเชอร์ตัวเดิมที่อยู่ตรงกลางระหว่างคริสตัลกับซึลกิ

“แฟนโทรตามรึไง คุยซะนาน” คริสตัลยื่นหน้ามากระซิบถาม

“แฟนเฟินอะไร ไม่ใช่ทั้งนั้นอะ” เธอตอบเสียงเบาไปให้คริสตัลแล้วหันหน้าพร้อมเอื้อมมือไปสะกิดถามซึลกิ “เออกิ ช่วงนี้เจอคุณฮวาซาบ้างไหม”

“ก็เจอบ้างไม่เจอบ้าง เหมือนทุกทีแหละ”

“แล้วตอนที่เจอเขาดูเป็นไงบ้างอะ” เธอถามต่อ

“ก็…” ซึลกินิ่งคิดก่อนจะตอบออกมา “ก็นิ่งๆ เหมือนเดิมอะ แต่เหมือนคนคิดมาก ดูเหม่อๆ กว่าเดิม บางทีโบกมือทักไปก็ไม่ยอมตอบ แล้วก็ดูเศร้าๆ ด้วย ถึงแม้ตอนแรกจะหน้าอมทุกข์อยู่แล้วก็เหอะ แต่ตอนนี้เศร้ากว่าหลายเท่า เศร้าจนฉันจะเศร้าไปด้วยเลย”

“อะไร นี่แกมีคุณยงซอนแล้วยังจะถามหาแม่ฮวาซานั่นอีกหรอ หลายใจนะแกอะ” คริสตัลยื่นหน้ามามากขึ้นเพื่อร่วมวงสนทนา

เธอหันไปทางคริสตัล “ไม่แทรกสักเรื่องจะได้ไหมคะ คุณซูจอง” พูดจบก็ยิ้มแดกดันไปให้

“ไม่ได้ค่ะ คุณบยอลอี” คริสตัลที่ไม่มีท่าทียอมแพ้ก็ส่ายหน้าพร้อมส่งยิ้มแบบเดียวกันกลับคืนมา

“งั้นฉันขอแทรกนิดนึงจะได้ไหมคะ คุณจองซูจอง คุณมุนบยอลอี” เธอเงยหน้ามองไปทางด้านบนก็พบหญิงในแว่นหนาเตอะมีริ้วรอยทั่วใบหน้าบ่งบอกอายุขัย มือของหญิงคนนั้นจิ้มมายังหนังสือเล่มใหญ่ของเธอที่กางแผ่อยู่บนโต๊ะ “บทที่ 1 ถึง 5 อ่านแล้วสรุป หาเรฟเฟอเรนส์เพิ่มเติมมาอีกไม่ต่ำกว่า 10 บทความ เรียบเรียงทำส่งภายในเดือนนี้ งานเดี่ยว เข้าใจไหมคะ” เธอฟังคำพูดนั้นตาปริบๆ แล้วพยักหน้ารับคำเบาๆ ก่อนร่างนั้นจะหันหน้าผละออกจากเธอไปยืนอยู่กลางห้อง “เลิกคลาส!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น