(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 2 : ข่าวใหญ่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 658
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    1 ม.ค. 60

บทที่ 2 ข่าวใหญ่

“สวัสดีครับ ขณะนี้เวลา 16 นาฬิกา ของวันที่ 17 เมษายน กลับมาพบกับผม คิมมินซอก ในข่าวเด่นเย็นนี้” เสียงโทรทัศน์ที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นดึงความสนใจของเธอกับเพื่อนอีกสองคนให้หันไปมองยังที่หมายเป็นตาเดียว และเมื่อเธอเลื่อนสายตากวาดไปรอบๆ ก็พบว่าเป็นแม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ๆ นั่นเองที่ยืนถือรีโมททีวี และกำลังนั่งดูทีวีอยู่

“ขณะนี้ก็มีเหตุแจ้งคนหายเข้ามายังสถานีตำรวจแล้ว 38 รายด้วยกันครับ โดยเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี จำนวน 15 ราย เป็นวัยรุ่นอายุ 13 ถึง 20 ปี 10 ราย วัยหนุ่มสาวอายุ 20 ถึง 30 ปี 2 ราย และที่เหลือเป็นวัยชราอายุ 60 ขึ้นไป อีก 11 ราย ทางสถานีตำรวจขอความร่วมมือไปยังหน่วยชุมชนทุกแห่ง และผู้ปกครองทุกท่าน ให้พยายามอยู่รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นกรณีพิเศษในวันนี้ ขอความร่วมมือไม่ทิ้งให้บุตรหลานของท่านอยู่แต่เพียงลำพัง…” ผู้ประกาศข่าวหนุ่มยังคงรายงานข่าวใหญ่นี้ต่อไป

ข่าวคนหายครั้งใหญ่แบบนี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วเห็นจะได้ เหตุเกิดครั้งแรกเมื่อปี 2011 โดยทุกวันที่ 17 เมษา ของปี จะมีคนจำนวนมากหายสาปสูญไปอย่างเป็นปริศนา ในปีแรกๆ ก็ไม่มีใครคิดอะไร ผู้ปกครองบางคนยังคิดว่าลูกตัวเองหนีออกจากบ้าน กว่าจะมาแจ้งทางการก็ผ่านไปเกือบสัปดาห์ แต่พอตำรวจไล่เรียงคดีดีๆ แล้ว ก็สรุปได้ว่าคนที่หายสาปสูญไปเหล่านั้นล้วนขาดการติดต่อไปในวันที่ 17 เมษา ของทุกปี ช่วงปีสองปีหลังมานี้เลยคึกคักกันใหญ่ ถ้าใครหายตัวไปในวันนี้ก็ให้แจ้งทางการทันที ก็คงมีทั้งของจริงบ้างของปลอมบ้างปะปนกันให้วุ่น แต่เรื่องอย่างนี้ ตำรวจจะไม่รับเรื่องก็คงจะไม่ได้ บางปีมียอดคนหายเป็นร้อยคนเลยทีเดียว แล้วจนป่านนี้ก็ไม่มีรายงานความคืบหน้าอะไรออกมาจากปากของตำรวจเลย

“นี่ๆ พวกเธอคิดยังไงกับเรื่องนี้น่ะ” คริสตัลถามพยักเพยิดหน้าไปทางทีวีเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่าเรื่องที่ตนหมายถึงคือเรื่องไหน แล้วหันหน้ากลับมามองหน้าเธอกับซึลกิสลับกันไปมา จะให้ตอบว่ายังไงดีนะ

“อืม… ฉันว่าต้องเป็นพวกลัทธิอะไรแน่เลย จับคนไปบูชายันต์เทพเจ้า ขอพรให้ตัวเองเป็นอมตะหรืออะไรทำนองนั้นน่ะ” สมแล้วที่เป็นซึลกิ ฉลาดเสมอต้นเสมอปลายดีจริงๆ เธอคิดชื่นชมเพื่อนตัวเองอยู่ในใจ

“หืม ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ ซึลกิ” เธอถามกลับออกไปด้วยอยากจะรู้ว่าทำไมอีกคนถึงคาดเดาเรื่องราวเช่นนั้น

“นั่นสิ ทำไมเธอคิดอย่างนั้นล่ะ แต่ฉันว่ามันก็เป็นไปได้นะ ไม่งั้นคนจะหายไปครั้งละหลายๆ คนทำไม แล้วถ้ามีคนลักพาตัวไป จะทำไปเพื่ออะไร แต่ที่สงสัยยิ่งกว่านั้นก็คือ ทำไมถึงไม่พบศพใครเลยต่างหาก” ก็เพราะมัน ไม่เหลือศพ น่ะสิ

“ฉันก็คิดอย่างที่เธอพูดนั่นแหละคริสตัล คนหายเยอะๆ อย่างนี้มันจะเป็นอะไรไปได้อีก เท่าทีเคยมีในประวัติศาสตร์แล้วฉันคิดออกก็มีอย่างเดียวเท่านั้นแหละ  การบูชายันต์ไงล่ะ ส่วนเรื่องที่ไม่พบศพก็… ก็นั่นสินะ ทำไมไม่พบศพใครเลยล่ะ เรื่องนี้ก็น่าสงสัยจริงๆ นั่นแหละ” ก็บอกแล้วไง ว่าศพน่ะมัน ไม่เหลือ ต่างหากล่ะ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า

“นี่ทุกคน เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเถอะ งานกลุ่มเราล่ะไปถึงไหนแล้ว ส่วนของฉันใกล้เสร็จแล้วนะ คิดว่าทำอีกสักสิบยี่สิบนาทีก็เรียบร้อย” เธอพูดเปลี่ยนเรื่องก่อนที่อีกสองคนนั่นจะเดาสุ่มอะไรไปต่างๆ นาๆ

“ของฉันก็ใกล้เสร็จแล้วแหละ” ซึลกิตอบเสียงใสพร้อมยิ้มแป้นตาหยีมองกลับมาที่เธอ

“อืม ของฉันก็… อีกพักนึงละนะกว่าจะเสร็จ… พักใหญ่ๆ น่ะนะ” ตามเดิม ช่างมันยังไงครั้งนี้ยังไงก็เป็นตาคริสตัลอยู่ดีที่ต้องเรียบเรียงรวมเล่ม

“เอาเถอะ จะทำเสร็จเมื่อไหร่ก็ช่าง เสร็จให้ทันส่งเป็นพอ เพราะงานนี้ ตาเธอเป็นคนเรียบเรียงรวมเล่มนี่นา” เธอบอกออกไปทั้งทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวส่งไปยังคริสตัล เพื่อนสนิทของเธอที่ครั้งหนึ่งเธอเคยแอบชื่นชมนักหนาว่าสวยอย่างงั้นสวยอย่างงี้ จนอยากจะจีบมาเป็นแฟน แต่พอตีสนิทจนได้มาเป็นเพื่อนแล้วความคิดนั้นก็เปลี่ยนไปในทันที เป็นเพื่อนกันนี่แหละดีแล้ว ฉันไม่อยากฆ่าตัวตาย

“โอ้ย ที่รักขา ไหนๆ งานของที่รักก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ส่วนงานของเค้าเหลือเท่าภูเขา ที่รักจะไม่ใจดีช่วยแบ่งเบาภาระเค้าหน่อยหรอคะ นะนะนะ คนดี นะ~” คริสตัลพูดอ้อนวอนเธอเสียงอ่อนเสียงหวาน เขยิบตัวมากอดแขนเธอพร้อมทั้งเอาหน้าถูๆ ไถๆ กับแขนเสื้อฮู้ตของเธอเป็นเชิงอ้อน

“ที่รักขา~” เธอยิ้มตอบมองกลับไปยังคริสตัล

“ว่าไงคะที่รัก~” คริสตัลยังคงไม่หยุดใช้หน้าตัวเองถูไถกับแขนเสื้อฮู้ตสีน้ำเงินของเธอต่อไป

“เอาหน้าออกไปค่ะ เสื้อฉันมันเปื้อนเครื่องสำอางเธอหมดแล้ว!” ไม่พูดเปล่า เธอผลักหน้าของคริสตัลออกจากตัวจนคริสตัลแทบจะตกจากเก้าอี้

“เออ! ไม่ทำก็ไม่ทำ เชอะ” หึ รู้ว่าอ้อนไม่ได้ผลก็ยังจะทำ เครื่องสำอางเธอมันซักยากไม่ใช่เล่นเลยนะยะ ยัยซูจอง เธอคิดในใจไปก็จ้องหน้าหาเรื่องอีกคนไปในตัว

“รู้นะว่ามองมาอย่างนั้นอะคิดอะไรอยู่ เชอะ ถึงแม้จะรู้ว่าอ้อนไม่ได้ผลก็ขอลองหน่อยไม่ได้รึไง เผื่อฟลุ๊กไง เผื่อฟลุ๊กน่ะ เข้าใจไหม” คริสตัลพูดจบก็ปิดหนังสือที่เจ้าตัววางแผ่หลาบนโต๊ะอยู่สองเล่มเก็บลงกระเป๋า แล้วก็เอื้อมมือมาฉุดหนังสือในมือของเธอออกไปหน้าตาเฉย จากนั้นก็ปิดหนังสือเล่มนั้นลงอย่างแรงแล้วเก็บเข้ากระเป๋าตามสองเล่มแรกไป

“เห้ย! เล่มนั้นฉันอ่านอยู่ จะเก็บไปทำไม” เธอเอ่ยท้วงการกระทำของอีกคนขึ้นมา

“เสียใจ แต่ฉันเป็นคนยืมมา!” ยัยนี่มัน คริสตัลพูดตอบพร้อมก้มหน้าไปควานหาอะไรบางอย่างจากกระเป๋าเป้ตัวเอง จากนั้นไม่นานก็หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาพร้อมลุกขึ้นเตรียมเดินออกไปจากโต๊ะ แล้วนั่นมันจะไม่ไหนของมัน เธอได้แต่ตั้งคำถามอยู่ในใจ สายตาก็ยังคงมองตามร่างนั้นที่เดินห่างออกไป จนอยู่ดีๆ ร่างนั้นก็หยุดชะงักแล้วหันหลังกลับมา

“จะไม่มีใครถามหน่อยเหรอว่าฉันจะไปไหน” คริสตัลหันกลับมาส่งสายตาหงุดหงิด พร้อมด้วยหน้าบูดๆ ที่เธอรู้ดีว่ามันคืออาการงอนของเพื่อนสนิทเธอนั่นแหละ ฮิๆ คิดแล้วก็อดขำไม่ได้

“ก็เธอจะไปซื้อข้าวไม่ใช่เหรอ ถือกระเป๋าตังเดินตรงไปร้านข้าวซะอย่างนั้น” ฮ่าๆๆๆ ซึลกินี่มันซึลกิจริงๆ อยากจะจับหน้านั่นมาหอมแก้มให้รางวัลสักฟอดนึง

“อะ อืม หิวข้าวน่ะ ซื้อข้าวแป๊ป เดี๋ยวมา” คริสตัลก็ได้อ้ำๆ อึ้งๆ แล้วหันหน้ากลับไปทางร้านข้าวดังเดิม

เธอกับซึลกิอดที่จะมองหน้ากันพร้อมทั้งอมยิ้มให้กับอาการนั้นไม่ได้ แล้วเราสองคนก็พยักหน้าเป็นเชิงตกลง จัดการเก็บหนังสือทั้งหมดลงกระเป๋า ควานหากระเป๋าสตางค์ของตัวเองแล้วเดินตามคริสตัลไป

เธอเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังคริสตัลที่กำลังมองดูรายการอาหาร “โอย หิวข้าววววว” เธอพูดออกมาก่อนจะเอาคางไปเกยกับไหล่ของคนด้านหน้า

ไม่นานน้ำหนักของบางอย่างกดทับลงมาที่ไหล่ข้างซ้ายของเธอ จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงของซึลกิพูดอยู่ชิดหูด้านซ้ายนั่น “โอย หิวข้าววววว”

“โอยยยย อยากขายเหมือนกันค่ะ สั่งซะทีสิจ๊ะแม่หนูๆ” เสียงของพ่อค้าร้านกับข้าว ที่ถึงตัวจะเป็นผู้ชายร่างใหญ่ท้วม แต่ใฝ่ฝันจะไปยืนเป็นดาวจรัสแสงอยู่บนเวทีทิฟฟานี่โชว์เอ่ยออกมาพร้อมท่าทีกรีดไม้กรีดมือเฉพาะตัวของเจ้าหล่อน

เพื่อนรักทั้งสามได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามองกันสลับไปมา แล้วจึงส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างพร้อมเพรียงอย่างกับนัดกันเอาไว้ “ฮ่าๆๆๆๆๆๆ” เสียงทั้งสามหัวเราะอยู่พักใหญ่จนกระทั่งมีเสียงหัวเราะของคนหนึ่งในกลุ่มหายไป เสียงของบุคคลนั้นแปรเปลี่ยนเป็นคำถามเปล่งถามออกมา

“ว่าแต่เจ๊ต้องขายอีกกี่ปี ถึงจะอัพเกรดร่างเป็นมิสทิฟฟานี่ได้ล่ะเจ๊” ยัยคริสตัล


หลังจากกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามก็ตกลงจะเอางานที่เหลือกลับไปทำต่อกันที่บ้านแล้วส่งงานให้คริสตัลภายในคืนนี้ คริสตัลเป็นคนเดียวที่มีรถขับไปไหนมาไหนตามใจชอบ เพราะต้องไปรับงานถ่ายแบบที่นู่นนี่นั่นบ่อยๆ ทางด้านซึลกิก็อยู่หอใกล้ๆ มหาลัยนี่เอง ซึ่งบางทีพวกเธอก็ต้องอาศัยพักพิงหอของซึลกินี่แหละเป็นแหล่งพักอาศัยเมื่อมีงานจำเป็น และเจ้าตัวก็ไม่ได้ทำงานที่ไหนไกล ตอนนี้ก็รับสอนวาดรูปด้านที่เจ้าตัวถนัด โดยถือวิสาสะใช้พื้นที่มหาลัยนั่นแหละเป็นสถานที่สอน จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีรถคู่กาย ส่วนตัวเธอเอง สะดวกกับการขึ้นรถประจำทางมากกว่า แถมเธอก็ไม่ได้ทำงานที่ไหน เลยไม่เคยคิดที่จะอยากได้รถส่วนตัว เธอจึงขึ้นรถเมล์ไปไหนมาไหนเป็นประจำ ซึ่งก็รวมถึงไปกลับมหาลัยนี่ด้วยเช่นกัน

“ป๊ะ ขึ้นรถ” เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดเป็นประจำเมื่อเราสามคนกลับบ้านพร้อมกัน ทั้งสามคนจะขึ้นรถของคริสตัลที่มีเจ้าตัวเองเป็นคนขับ เธอนั่งอยู่ด้านข้างคนขับ และซึลกินั่งอยู่ที่เบาะด้านหลัง

คริสตัลเหยียบคันเร่งเคลื่อนรถออกไปจากที่จอดอย่างคล่องแคล่ว ส่วนตัวเธอเองก็มองเส้นทางด้านหน้าไปเรื่อยเปื่อย หูก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ขับเคลื่อนตัวอย่างนุ่มนวล บ้างก็เป็นเสียงเครื่องปรับอากาศในตัวรถที่คอยเป่าลมสบายๆ ที่ไม่ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไปสำหรับสภาพอากาศในฤดูใบไม้ผลิของเดือนเมษายนนี้ และบางครั้งก็จะได้ยินเสียงเปาะแปะเป็นจังหวะของสัญญาณไฟเลี้ยวบ่งบอกเจตนารมณ์ของผู้ขับ ไม่มีบทสนทนาอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่ก็น่าแปลกที่เธอไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนหรืออึดอัดใจอะไรกับความเงียบนี้เลย เธอกลับรู้สึกสงบและสบายใจอย่างน่าประหลาด และแล้วเราก็มาถึงจุดหยุดรถที่แรก สถานที่ที่คุ้นเคย หอซึลกิล่ะ

หอซึลกิก็เป็นหอทั่วๆ ไปเนี่ยแหละ ไม่ได้วิเศษวิโส หรือแปลกพิศดารอะไร เป็นอาคารหอพัก 5 ชั้น ซึ่งซึลกิก็เลือกอยู่ชั้นบนสุดซะด้วยสิ จะเรียกว่าเลือกก็คงจะไม่ถูก เรียกว่าเหลือจะดีกว่า ด้วยความที่ห้องอื่นมีผู้พักอาศัย หรือไม่ก็ถูกจองไปเรียบร้อยแล้ว จะเหลือก็แต่ห้องพักชั้น 5 ที่ว่างอยู่ 3 ห้อง ทำให้เจ้าตัวก็ต้องจำใจพักอยู่ที่ชั้น 5 อย่างไม่มีทางเลือก

“บาย ซึลกิ” เสียงของเธอและคริสตัลพูดออกมาพร้อมกัน อีกทั้งหันไปโบกไม้โบกมืออำลาซึลกิอย่างที่เคยทำเป็นเป็นจำ

“บาย มุนบยอล บาย คริสตัล ขอบใจนะที่มาส่ง” ซึลกิพูดพร้อมทั้งเปิดประตูลงจากรถไป จากนั้นก็เดินไปยังหอพักของตน


หลังจากนั้นไม่นาน รถของคริสตัลก็มาจอดยังป้ายรถเมล์ป้ายประจำของเธอ เธอปลดเข็มขัดนิรภัยออกแล้วหันไปลาคริสตัล

“บาย แทงคิ่ว” เธอกล่าวอำลาพร้อมขอบคุณด้วยสำเนียงจัดเต็มของเธอ เรียกเสียงขำเล็กๆ จากทางด้านคนขับ

“เออ บาย ไปละนะ” คริสตัลตอบกลับมาพร้อมกับเสียงขำๆ ที่ยังคงค้างอยู่


***


“พ่อ หวัดดีค่า” เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วก็จัดแจงทักทายคนเป็นพ่ออย่างที่ทุกทีทำ ขาก็ก้าวเตรียมขึ้นบันไดหวังจะไปล้างเนื้อล้างตัวให้สดชื่นก่อนจะทำงานแล้วส่งให้คริสตัลอย่างที่รับคำไว้

“เออนี่ มุนบยอล วันอังคารที่จะถึงนี่ลูกต้องเข้ามหาลัยรึเปล่า” เสียงของพ่อดังมาจากทางห้องรับแขก ทำให้เธอต้องหยุดชะงักเท้าที่จะก้าวขึ้นบันได สมองของตนก็คิดทบทวนว่าเธอมีนัดอะไรรึเปล่า หลังจากทบทวนจนแน่ใจก็ตอบผู้เป็นพ่อกลับไป

“ไม่มีอะไรนี่คะ ไม่เข้าอะ”

“งั้น วันอังคารตื่นแต่เช้านะ เราจะไปบ้านยายกัน” หืม ร้อยวันพันปีไม่เคยจะชวนไปบ้านยาย นอกซะจากจะเป็นวัน ไหว้พระจันทร์ ของทุกๆ ปี ที่เธอจำเป็นจะต้องกลับไปหายายของเธอ เห็นพ่อไปบ้านยายทีไรก็ปั้นหน้ายักษ์ใส่หญิงที่ครั้งหนี่งเคยเรียกเธอว่า ลูก ทุกที แต่ไหงวันนี้ถึงมาชวนเธอกัน

เธอชะโงกหัวหันหน้าไปมองทางห้องรับแขกหวังจะพบหน้าผู้ที่ตนสนทนาด้วย แล้วจึงถามออกมาสงสัย “มีอะไรรึเปล่าคะพ่อ”

“เลขาคุณยายลูกเสียน่ะสิ ยายเลยอยากให้ลูกไปด้วย” ทั้งหมาทั้งแมวจะกัดกันก็ตอนนี้สินะ

------------------------------------------------------------------------------------------------
เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองแต่แฟนฟิคเกาหลี ชื่อเดิมนักข่าวออกจะไทยไปหน่อย เลยมาอีดิทให้เป็นเกาหลีค่ะ 5555555555555

อีดิท: มาแก้คำผิด + แก้ข้อความเล็กน้อยเพื่อความสับสนที่น้อยลง(?)
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น

  1. #5 fumake (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2559 / 09:03
    โอ้โห คนหายแบบนี้รีดกลัวแทนเลยอะ555+
    ระวังตัวดีๆนะทั้งสามคน
    สวัสดีปัใหม่ค่ะไรท์ สู้ๆนะคะ
    #5
    1
    • #5-1 mosedoc(จากตอนที่ 2)
      1 มกราคม 2560 / 16:48
      สวัสดีปีใหม่ค่ะ :)
      #5-1