(MAMAMOO - MoonSun) ปิศาจ

ตอนที่ 11 : เพื่อน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 403
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    30 ม.ค. 60

บทที่ 11 เพื่อน


THU 19/05/2016 (9:45 PM)

หลังจากเธอตัดสินใจว่าจะอยู่เป็นเพื่อนยงซอน เธอก็อาบน้ำแต่งตัวโดยเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืดกางเกงวอมแบบสบายๆ ของยงซอน เอ๊ หายไปไหน เธอออกมาจากห้องน้ำแต่กลับต้องพบห้องนั่งเล่นที่ว่างเปล่า เธอจึงเดินไปแง้มประตูห้องนอนของอีกคนดูว่าเจ้าตัวหลับไปแล้วหรือยัง แต่ก็พบยงซอนกำลังคุ้ยหาอะไรในลิ้นชักห้องนอนอยู่ เธอจึงเดินเข้าไปถาม

“หาอะไรน่ะคุณ”

“เจอแล้ว!” ยงซอนยกอุปกรณ์ทำแผลขึ้นมาก่อนจะหันหน้ามาทางเธอแทนคำตอบ

ยงซอนเดินไปนั่งบนเตียงแล้วมองมาทางเธอจากนั้นก็ตบเตียงสองสามที หืม ให้ฉันนั่งหรอ เธอนึกสงสัยในใจจึงชี้ไปที่ตัวเองและเตียงนั่นสลับไปมา ส่วนอีกคนก็ทำเพียงพยักหน้าแล้วตบลงบนเตียงที่เดิมอีกรอบ

เมื่อเธอเดินไปนั่งบนเตียงเรียบร้อย ยงซอนก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร แกะซองอุปกรณ์ปฐมพยาบาลออกมากระจายรอบตัว ก่อนจะดึงแขนเธอมาจับไว้แล้วเอายานั่นป้ายไปบนแผล เธอปล่อยให้อีกคนทำแผลตามแขนทั้งสองข้างเสร็จเรียบร้อยก่อนจะพูด “ขอบคุณนะ” แล้วยิ้มหวานไปให้

อีกคนที่ยังคงไม่พูดอะไร ทำเพียงปล่อยแขนของเธอลง แล้วอยู่ดีๆ ก็ดึงขาของเธอที่ขัดสมาธิอยู่ซะเธอเกือบหงายหลังพร้อมทั้งถลกกางเกงของเธอมาขึ้นมาเกือบสุด

“เห้ย! เดี๋ยวๆๆ คุณจะทำอะไรน่ะ” เธอรีบดึงกางเกงของตัวเองกลับลงไป

“ที่ขาคุณก็มีแผล ฉันก็จะทำแผลให้นี่ไง” ยงซอนชี้ไปยังแผลที่ขาของเธอ

“เดี๋ยวฉันทำเองก็ได้” พูดจบก็รีบฉกอุปกรณ์ทำแผลจากยงซอนแล้วหันหลังให้อีกคนทันที จากนั้นก็ทำแผลที่ขาทั้งสองข้างด้วยตัวเองเงียบๆ

หันกลับมาอีกทีก็เจอยงซอนนั่งตาปรือมองมาที่เธอ คงง่วงแล้วสินะ เธอเลยเก็บอุปกรณ์ทำแผลเอาไปใส่ไว้ในลิ้นชักที่เห็นยงซอนรื้อตอนเข้ามาในห้อง จากนั้นก็หันไปบอกคนหน้าง่วงนั้น

“ตาปรือแล้วคุณ นอนเถอะ เดี๋ยวฉันไปนอนบนโซฟาข้างนอกเอง” พูดจบก็เดินจะออกไปยังห้องนั่งเล่น

“นี่คุณ เตียงออกจะใหญ่ นอนด้วยกันก็ได้” เดี๋ยวๆๆๆ ถึงแม้จะบอกกับฮวีอินว่าต้องนอนกอดยงซอนอีกให้ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้ เธอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนหันกลับมามองไปที่เตียงนั่น แต่ไหนๆ เจ้าตัวก็ชวนแล้ว ไม่เป็นไรมั้ง คิดได้ดังนั้นเธอก็ปิดไฟห้องนอนแล้วค่อยๆ เดินไปที่เตียงข้างที่ว่าง แล้วสอดตัวลงไปนอนข้างๆ คนที่อยู่บนเตียงอยู่แล้ว

“คุณ จับมือหน่อยได้ไหม” ยงซอนพูดออกมาท่ามกลางความเงียบ เธอไม่พูดตอบอะไร เพียงแต่ยื่นมือไปที่หน้าอีกคนเหมือนไม่คิดอะไรมาก แต่ความจริงแล้วกลับรู้สึกถึงมือที่ชื้อเหงื่อขึ้นมาเสียดื้อๆ จนถึงกับต้องแอบเช็ดก่อนจะยื่นมือไปให้อีกคน แสงจันทร์และแสงไฟจากภายนอกช่วยส่องให้เธอมองเห็นมือข้างนั้นได้ชัดเจนในความมืด และไม่นานเธอก็เห็นมือของยงซอนที่จับตอบกลับมาก่อนจะลดมือคู่นั้นวางลงบนเตียงที่ช่องว่างระหว่างสองเราคน

เวลาแห่งความเงียบผ่านไปได้ครู่หนึ่ง “นี่คุณ หลับรึยัง” เสียงยงซอนเอ่ยเรียกเธอพร้อมกระตุกมือเล็กน้อย

“ยัง” เธอตอบกลับไป แต่คนที่เรียกเธอเมื่อครู่กลับนิ่งเงียบไปซะเฉยๆ เธอเลยพูดต่อไปอีก “คุณ คุณเรียกฉันว่ามุนบยอลก็ได้นะ” พูดจบเธอก็หันหน้าไปทางอีกคนที่ไม่รู้หันมามองเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ สบตากันอยู่เพียงครู่เสียงของยงซอนก็ถูกเปล่งออกมาจากปาก

“คุณก็เรียกฉันว่ายงซอนก็ได้นะ”

ตกลง ยงซอน เธอเพียงแต่คิดในใจ ไม่ได้เอ่ยปากพูดประโยคนั้นออกไป ก่อนความเหนื่อยล้าจะเข้าครอบงำตัวเธอ และทำให้เธอดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา...


ภายในบ้านไม้หลังเล็กสีอบอุ่น เธอที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกโดยมีแมวสีขาวแต้มน้ำตาลตัวหนึ่งนอนอยู่บนตักก็ได้แต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ถึงแม้จะเห็นวิวนอกหน้าต่างได้ชัดเจน แต่บางมุมก็จะเห็นหน้าของตัวเธอเองที่สะท้อนมาจากกระจกนั้นด้วย เธอมองไปยังเขาสองข้างที่โผล่ขึ้นพ้นจากผมสั้นสีฟ้าน้ำเงินของเธอเพียงหนึ่งถึงสองนิ้วที่สะท้อนอยู่บนกระจกนั่น ถ้าเราไม่มีเขาจะเป็นยังไงนะ คิดแล้วก็ลองเอามือไปขยับดึงเขาทั้งสองบนหัวดู ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ว่าเธอจะพยายามดึงแค่ไหน เขาคู่นั้นก็ไม่มีทางหลุดออกมา... เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเธอไงล่ะ

มาแล้วสินะ ทันใดนั้นเธอก็รับรู้การมาถึงของบุคคลที่เธอเฝ้ารอมาตลอดเกือบสัปดาห์ ไม่ว่าใครจะเดินเข้าหรือออกบริเวณป่าแห่งนี้ เธอสามารถรับรู้ได้หมด ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นมนุษย์ธรรมดา เป็นแม่มดผู้ทรงพลัง เป็นปิศาจน้อยใหญ่ หรือแม้แต่เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน ทุกสิ่งมีชีวิตที่เหยียบเท้าเข้ามาในป่าแห่งนี้ ล้วนต้องผ่านสายตาเธอทั้งหมด แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะต้องสนใจทุกอย่าง และตอนนี้มีเพียงสิ่งมีชีวิตเดียวเท่านั้นที่เธอสนใจ สิ่งมีชีวิตที่ชื่อ อีฮวีอิน

เธอหยิบผ้าคลุมสีดำมาสวมบดบังเขาน้อยๆ บนหัว และเพียงกระพริบตา สภาพรอบตัวที่แต่เดิมอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กก็กลับกลายมาเป็นต้นไม้ใหญ่เล็กของป่า ณ ที่ที่เดิม ที่ที่เธอเคยบอกว่าจะมารอฮวีอินอยู่ตรงนี้ เธอนั่งลงบนโขดหินใกล้ๆ รออีกคนที่เธอรู้สึกได้ว่ากำลังเดินมา สายตาก็ยังคงมองไปทางที่ฮวีอินจากไปเมื่อครั้งก่อน

และแล้วเธอก็เห็นร่างน้อยๆ นั่นเดินดุ่มๆ มา ก่อนที่ร่างนั้นจะหยุดชะงักหันมองซ้ายมองขวาเหมือนหาอะไรบางอย่าง

“บ้านเจ้าอยู่แถวนี้หรอ” เสียงของฮวีอินตัวน้อยเอ่ยถามขึ้น

“บ้านข้าอยู่ในป่าลึกเข้าไปอีก”

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าจะมา หรือเจ้ามารอข้าตรงนี้ทุกวัน” เสียงนั้นถามขึ้นอย่างสงสัย

“ข้าบอกเจ้าแล้ว ว่าข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้ ฮวีอิน”

ฮวีอินทำหน้าสงสัยอยู่เพียงครู่ก็ปัดมันออกไป “เอาเถอะ แล้วเจ้าให้ข้ามาเนี่ย เจ้าจะให้ข้าทำอะไร” ฮวีอินยักไหล่แล้วถามกลับมา

นั่นสิ ทำอะไรดีนะ เธอนิ่งคิดเพียงครู่แล้วก็นึกถึงเรื่องครั้งก่อนที่ฮวีอินบอกให้ฟัง ก่อนจะพูดตอบกลับไป “เมื่อครั้งที่แล้วเจ้าบอกว่าจะมาสำรวจป่านี่ไม่ใช่หรอ ข้าพาเจ้าเดินสำรวจป่าดีไหมล่ะ”

“หึ ข้าน่ะโตแล้ว ถึงไม่มีคนพาไป ข้าก็สำรวจป่าของข้าคนเดียวได้” ฮวีอินพูดแล้วกอดอกเชิดหน้าขึ้น แต่แล้วก็หันมามองทางเธออีกครั้งก่อนจะเสนอ “แต่ถ้าเจ้าอยากมาสำรวจกับข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าจะยอมให้เจ้าสำรวจป่านี้เป็นเพื่อนข้า ดีไหมล่ะ”

“เพื่อนงั้นหรอ” เธอถามออกมาเสียงเบา

“ใช่ เพื่อนไงล่ะ” ฮวีอินตอบกลับด้วยเสียงสดใสแต่ยังคงปนความถือดีในตัว

“งั้นตกลง ข้าจะเป็นเพื่อนกับเจ้า” พูดจบก็ยื่นมือไปตรงหน้าฮวีอิน และไม่นานก็ได้มือเล็กนั่นจับตอบกลับมา... เพื่อน

“อ้อ ข้าลืมไป วันนี้คงสำรวจป่าไม่ได้แล้วแหละ” ฮวีอินพูดด้วยหน้ายู่ๆ

“ทำไมล่ะ”

“ก็ข้าไม่รู้ว่าจะได้มาสำรวจป่านี่ เลยไม่ได้เอาอุปกรณ์มา”

“เจ้าต้องใช้อะไรบ้างล่ะ” เธอถามออกไปอย่างใคร่รู้ว่าการสำรวจป่ามันต้องมีอุปกรณ์อะไรเป็นพิเศษด้วยหรือ

“เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเอาซะเลย” ฮวีอินชูนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วส่ายนิ้วน้อยๆ นั่นไปมาข้างหน้าเธอ “ในเมื่อมาสำรวจป่าที่ไม่มีใครเคยสำรวจมาก่อน แน่นอนว่าแผนที่ต้องไม่มี ดังนั้นเราต้องสร้างแผนที่ขึ้นมายังไงล่ะ” พูดแล้วก็วาดมือเป็นวงกว้างเหมือนเล่าเรื่องอะไรใหญ่โต “การที่จะวาดแผนที่ได้ ก็ต้องมีกระดาษแผ่นใหญ่ๆ ดินสอ แล้วก็เข็มทิศยังไงล่ะ”

“เห… ข้าว่าที่บ้านข้ามีสิ่งที่เรียกว่ากระดาษกับดินสอนะ ข้าเห็นคนทำตกไว้ในป่า เลยหยิบมา”

“เจ้าเป็นขโมยรึยังไง ไปหยิบของคนอื่นเขามา”

“เจ้าของได้ทิ้งของสิ่งนั้นไว้อย่างไม่ต้องการ ข้าเลยหยิบมา ข้าไม่ใช่ขโมยซะหน่อย”

“ยังไงก็ตาม ถึงเจ้าจะมีกระดาษกับดินสอ แต่ก็ไม่มีเข็มทิศอยู่ดี”

“เข็มทิศคืออะไร” เธอหรี่ตาเอียงคอสงสัย

สิ้นคำถามของเธอฮวีอินก็ทำตาโตทันที “นี่เจ้าไม่รู้จักเข็มทิศหรอกรึ” เธอส่ายหัวให้เป็นคำตอบ ฮวีอินจึงพูดกลับมาอีก “อืม… แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะเคยเห็นเข็มทิศหรอกนะ ถือว่าเจ้าโชคดีที่ได้มาช่วยเหลือข้าในการสำรวจป่าครั้งนี้ เมื่อพบกันครั้งหน้าข้าจะนำเข็มทิศมาให้เจ้าดูเป็นบุญตา”


เธอตื่นขึ้นมาจากความฝันที่เปลี่ยนไปอีกครั้ง หรือป็นเพราะยงซอนจริงๆ ที่ทำให้ความฝันของฉันเปลี่ยนไป เธอมองไปข้างๆ ที่เมื่อคืนอีกคนนอนอยู่ แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า เธอยกมือที่เมื่อคืนสอดประสานกับอีกคนไว้ขึ้นมามองอย่างเหม่อลอย ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปยังห้องนั่งเล่น เธอเห็นยงซอนที่กำลังกินข้าวกับฮวีอินอยู่บนโต๊ะอาหารเลยเดินเข้าไปหา

ยงซอนที่เงยหน้ามาจากการกินมาเห็นเธอเอ่ยทักขึ้น “ตื่นแล้วหรอ กินข้าวไหมมุนบยอล พอดีฉันเห็นคุณหลับอยู่ เลยไม่อยากปลุกน่ะ”

ฮวีอินที่นั่งหันหลังให้เธอก็หันหน้ามามองไม่พูดอะไร ด้วยคงเป็นเพราะข้าวที่เจ้าตัวเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่เต็มปาก แต่ฮวีอินกลับชูนิ้วโป้งสองนิ้วส่งมาให้เธอพร้อมทำตาโตเป็นประกาย

เธอเดินมาสอดส่องเมียงมองกับข้าวที่วางอยู่บนโต๊ะ และเหมือนยงซอนจะอ่านใจเธอได้จึงพูดออกมา “เมื่อกี้พี่ผู้จัดการเพิ่งแวะเอาข้าวมาให้น่ะ ยังมีข้าวเปล่าอยู่ตรงนู้นน่ะ คุณตักมานั่งกินด้วยกันสิ” เธอมองตามมือของยงซอนที่ชี้ไปบนเคาน์เตอร์ครัวก็เจอเข้ากับหม้อหุงข้าวสีขาวใบหนึ่ง

เห็นดังนั้นเธอที่ก็เริ่มหิวข้าวแล้วเหมือนกันจึงเดินไปตักข้าว แล้วเดินกลับมาร่วมโต๊ะกับสองคนที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว นั่งลงกำลังจะตักกับข้าวมากินฮวีอินที่เคี้ยวข้าวคำโตนั่นเสร็จแล้วก็หันมาพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“โห พี่บยอลอี พี่นี่สุดยอดเลย” สุดยอดอะไรของมัน เธอคิดอยู่ในใจแล้วก็ได้ยินเสียงฮวีอินพูดต่อ “ที่เมื่อวานพี่บอกหนูว่าจะนอนกับ-” เห้ย! เธอรีบวางตะเกียบแล้วปิดปากอีกคนอย่างรวดเร็วก่อนที่จะโพล่งอะไรไปมากกว่านี้

“เธอสองคนมีความลับอะไรกัน” ยงซอนเอ่ยมาพร้อมกับหน้าสงสัยที่แฝงความดุขี้เล่น

เธอไม่ตอบคำถามนั้นแต่เฉไฉเปลี่ยนเรื่องไป “เรื่องคุณเมื่อวานน่ะ คุณพร้อมฟังยัง”

เมื่อพูดจบสีหน้าปนเล่นของยงซอนก็มีแววตึงเครียดทันที เธอเห็นหน้ากังวลนั้นมองไปทางฮวีอิน เธอจึงเอี้ยวตัวไปกระซิบถามเบาๆ ไม่ต้องการให้ฮวีอินได้ยิน “คุณเชื่อใจฮวีอินไหมล่ะ” ไม่ทันที่ยงซอนจะตอบ ฮวีอินก็พูดแทรกเข้ามาเรียบๆ

“หนูได้ยินนะ แต่ถ้าพี่มีเรื่องอะไรไม่อยากให้ได้ยิน หนูก็จะไม่ฟัง” หมานี่หูดีสมคำล่ำลือจริงๆ

“ถ้าฉันบอกว่าเมื่อวานฉันตาย เธอจะว่ายังไง ฮวีอิน” อยู่ดีๆ ยงซอนก็โพล่งถามออกไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ฮวีอินทำหน้าตกใจจ้องมองไปที่ยงซอนไม่วางตา เธอที่เห็นท่าทางนั้นของฮวีอินจึงพูดเสริมขึ้น “เป็นอีกข้อนึงที่เธอยังไม่รู้เกี่ยวกับราชาแมวยังไงล่ะ ฮวีอิน” จากนั้นฮวีอินจึงเบนหน้ามามองเธอเหมือนต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่านี้

“สิ่งที่แตกต่างระหว่างปิศาจแมว กับราชาปิศาจแมว นอกจากประสาทสัมผัสที่ไวกว่า และพละกำลังที่มีมากกว่าอย่างที่เธอบอกมา ยังมีอีกอย่างนึงที่แตกต่างกัน... ราชาแมวมีเก้าชีวิตยังไงล่ะ”


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

62 ความคิดเห็น