Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 9 : บทที่ 7: บังเอิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 287
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    12 พ.ย. 59

***** บทที่ 7: บังเอิญ *****


 

       ยูริตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างเดียว โดยไม่ฟังเสียงทัดทานใดๆ จากหญิงสาวในวงแขน เจสสิก้าจึงคร้านที่จะขัดสิ่งที่อีกคนทำ

ยิ่งเมื่อได้มาพินิจใบหน้าคนที่วิ่งหน้าตั้งใกล้ๆ ยิ่งทำเอาหญิงสาวไร้คำพูดจะกล่าว แสงไฟจากคบเพลิงทำให้มองเห็นเงาดำวูบไหวไปตามแรงลมซึ่งพัดเปลวไฟ ไล้ใบหน้าคมพอให้เห็นดวงตาที่ส่องประกาย จมูกคมสันที่ยิ่งมีเงาวูบวาบไล้ไปตามเครื่องหน้านั้นยิ่งขับให้เห็นสันจมูกเรียวงามได้ชัดเจน ริมฝีปากได้รูปจนน่าหลงใหล ใบหน้าเรียบเนียนที่รวมเครื่องหน้าทั้งหมดแล้วดูดีอย่างไม่อาจถอนสายตาได้

       และจะว่าไป เธอว่าใบหน้านี้ดูคุ้นตาอยู่ไม่น้อย

 

เจสสิก้ามองใบหน้าแสนดูดีครบเครื่องนั้นเพลินตา จนรู้ตัวอีกทียูริก็พาเข้ามายังกระท่อมหลังน้อยซึ่งเป็นที่พักเสียแล้ว

 

       “เฮ้อ...ถึงนี่แล้ว คงไม่มีใครตามมาหรอกนะ”

ร่างสูงที่มีหญิงสาวในอ้อมแขน เอื้อมมือไปเสียบคบเพลิงไว้ข้างประตูเพื่อให้ความสว่างภายในที่พักเล็กๆ พอเข้ามาก็เจอเตียงนอนอยู่ด้านในสุดของห้อง ที่เหลือก็มีเพียงพื้นที่ว่าง ไร้ซึ่งเฟอร์นิเจอร์อื่นใด

 

       “นี่..เจ้าพาข้ามาที่ไหนเนี่ย ปล่อยข้านะ”

เจสสิก้าเริ่มโวยวาย

 

       “เจ้าก็ปล่อยข้าก่อนสิ”

       “ข้าก็บอกเจ้าไปแล้วนี่ว่าข้าไม่ได้.....”

       “กอด..”

       “จับเจ้าไว้หรอกย่ะ”

ยูริอมยิ้มกับหญิงสาวที่ทำหน้าบูดบึ้งซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยอ้อมแขนที่โอบรอบตัวเธอแม้แต่น้อย

 

       “งั้นเหรอ...แต่แบบนี้แถวบ้านข้าเรียกว่ากอดนะ”

       “เจ้า....”

       “หืม...ข้าทำไมเหรอ”

ยูริยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับคนในวงแขนโดยไม่ยอมวาง ซึ่งเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัวเลยว่า สามารถรับน้ำหนักหญิงสาวได้อย่างไรอยู่นานสองนาน

 

       “ข้าไม่ได้อยากทำแบบนี้นะ แต่ข้าควบคุมแขนข้าไม่ได้ เจ้าเข้าใจมั้ยเนี่ย”

       “อ้อ.....เข้าใจ.....ใจเจ้าสั่งมาสินะ”

       “จะบ้าเหรอ...แขนข้ามันมาหาเจ้าเองต่างหาก”

“อืมๆๆๆ ข้ารู้แล้ว...เจ้าอยากกอดข้าสินะ”

       “โอ๊ย....ไม่ใช่ ทำไมเข้าใจอะไรยากแบบนี้เนี่ย ห๊ะ!!!!

เจสสิก้าโวยวาย แล้วตะโกนใส่หน้าคนที่อุ้มเธออยู่ จนยูริผงะไปเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ละสายตาจากคนตรงหน้า

       ยูริยักไหล่ แล้วอุ้มหญิงสาวเดินตรงไปที่เตียงซึ่งปูผ้าขนสัตว์ผืนนุ่มเอาไว้

 

       “นี่เจ้าจะทำอะไรน่ะ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ”

หญิงสาวเริ่มดิ้นขลุกขลัก

 

       “นี่เจ้าอย่าดิ้นสิ เดี๋ยวก็ตกลงไปหรอก”

ไม่ทันขาดคำร่างหญิงสาวก็หลุดออกจากวงแขนของยูริ แต่ว่ามือที่เกาะเกี่ยวอีกคนนั้นก็ยังไม่ยอมหลุด จึงช่วยไม่ได้ที่ร่างสูงจะล้มลงไปด้วยกัน

 

       ร่างเจสสิก้าล้มลงไปนอนบนเตียง โดยมีร่างยูริล้มลงไปทับตามแรงเหนี่ยวแขนของหญิงสาว จนหน้าแทบจะชนกัน หากยูริไม่ได้ท้าวแขนยันไว้ได้ทัน ใบหน้าทั้งสองคงไม่แคล้วจะปะทะกันเป็นแน่

 

       “นะ..นี่เจ้า....ออกไปเดี๋ยวนี้นะ”

เจสสิก้าประท้วง

 

       “หืม...”

ยูริกระพริบตาปริบๆ มองใบหน้าของอีกคนใต้ร่างแล้วก็อดจะแกล้งไม่ได้

 

       “เจ้าว่าอะไรนะ”

ยูริก้มลงไปกระซิบเสียงเบาข้างหูเจสสิก้าที่รีบเบือนหน้าหนี

 

       “เจ้ารีบๆ ลุกขึ้นสิ”

       “อืม”

ยูริพยักหน้าเหมือนจะทำตาม แต่กลับโถมตัวเข้ากอดอีกคนเสียเต็มรัก นอนทาบทับไปบนร่างบางเสียอย่างนั้น

 

       “นี่!!!! เจ้าทำอะไรของเจ้าน่ะ ออกไปนะ”     

       “อ้าว....ก็เจ้ากอดข้าเสียแน่นแบบนี้ ข้าก็คิดว่าเจ้าอยากให้ข้ากอดบ้างไง”

       “บ้าน่า...ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นน่ะไม่ได้ยินเหรอ”

       “หึๆๆ แน่ใจเหรอว่าเจ้าจะให้ข้าลุกขึ้น”

       “เร็วๆ เข้าเถอะน่า ข้าหนัก”

       “ฮ่าๆๆๆๆ”

ยูริหัวเราะเต็มเสียง แล้วก็ยันตัวเองขึ้นนั่ง แต่เจสสิก้าที่ติดกันเป็นตังเมก็ผุดขึ้นนั่งตามมาด้วย

 

       “เฮ้อ เจ้านี่ตลกจัง...”

       “ตลกอะไรของเจ้ากัน”

เจสสิก้าทำหน้าบูดเมื่อใบหน้าเธอไม่ได้ห่างจากอีกคนเท่าไหร่ ในเมื่อแขนต้องคำสาปของเธอเอาแต่เกาะติดอีกคนเสียแน่น

 

       “ก็เจ้าน่ะ เอาแต่กอดข้าแท้ๆ แต่กลับมาบอกให้ข้าปล่อยอยู่ได้”

       “ข้าไม่ได้บอกเจ้า”

       “อ้าว...ก็อยู่กันสองคน เจ้าไม่พูดกับข้าแล้วพูดกับใครล่ะ”

       “ข้าก็...พูดกับลมกับฟ้า นั่นมันเรื่องของข้า”

       “แบบนี้ก็มีด้วยแฮะ”

แสงไฟในห้องยามนี้สลัวๆ ทำให้ยูริมองใบหน้าอีกคนไม่ชัดนัก แต่จากโครงหน้าก็พอจะบอกได้ว่าอีกคนนั้นเป็นหญิงสาวที่สวยอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

 

       “เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม พาข้ากลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะ”

       “หืม...กลับตอนนี้เนี่ยนะ”

       “ใช่”

       “นี่มันมืดค่ำแล้วนะ เจ้าจะกลับก็กลับคนเดียวแล้วกัน ข้าขอนอนก่อนล่ะ”

แล้วยูริก็ดันร่างบางให้ชิดเข้าด้านในของเตียงก่อนจะพาตัวเองขึ้นไปนอนข้างๆ

 

       “นี่ๆๆ ไม่ได้นะ”

ยังไม่ทันได้ล้มตัวลงนอน เจสสิก้าที่กอดอีกคนแน่นนั้นขืนตัวไว้จนยูริต้องนั่งอยู่อย่างเดิม

 

       “ทำไมล่ะ”

       “ข้าจะกลับ”

       “ก็กลับสิ”

แล้วยูริก็ล้มตัวลง คราวนี้ถือโอกาสรวบตัวคนตรงหน้าที่ขืนตัวเองไว้ให้นอนลงมาด้วยกันเสียเลย เจสสิก้าที่ควบคุมแขนตัวเองยังไม่ได้มีหรือจะต้านแรงได้ จึงต้องล้มลงนอนตะแคงลงมานอนในอ้อมแขนยูริอย่างช่วยไม่ได้

 

       “นี่เจ้ากล้าขัดคำสั่งข้าเหรอ รู้มั้ยว่าข้าเป็นใคร”

       “หืม...จะใครก็ช่างเถอะ แต่นี่มันบ้านข้า และตอนนี้ข้าก็จะนอน ใครจะทำไม”

       “ถ้าเจ้าไม่ทำตามคำสั่งข้า ข้าจะ.....”

       “เจ้าจะทำอะไรข้าเหรอ สาวน้อย...”

ยูริก้มลงไปพูดกับคนในอ้อมแขนที่ตอนนี้ใบหน้าอยู่ในระดับต้นคอเธอ และยังไม่ทันได้เอ่ยอะไรไปมากกว่านั้นยูริก็ต้องร้องเสียงหลง

 

       “อ้าก!!!!! เจ้ากัดข้าทำไมเนี่ย โอ๊ย!!!!! ปล่อยๆๆๆ”

เจสสิก้ายืดตัวกัดเนื้อที่กระดูกไหปลาร้ายูริเสียเต็มแรง ยูริโวยวายพลางรีบใช้มือดันศีรษะอีกคนให้หลุดออกอย่างยากเย็น

 

       “โอ๊ยๆๆๆ นี่หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ ไม่อย่างนั้นข้าจะกัดเจ้าบ้างแล้วนะ”

หญิงสาวไม่มีทีท่าว่าจะคลายคมเขี้ยวออกเลย ยูริจึงจับไหล่มนดันออกไป ส่วนอีกมือก็จับคางน้อยๆ เอาไว้ ก่อนจะก้มลงไปกัดอีกคนคืนบนริมฝีปากอิ่มสวยที่พึ่งประทุษร้ายเธอ

 

       “อือ..อื้อ....”

เจสสิก้าเบิกตาโพลง เมื่อยูริบดขยี้ริมฝีปากเข้ามายับยั้งการกัดของเธอ กลายเป็นว่าเธอกำลังขบริมฝีปากอีกคนไปเสียแทน

       เมื่อเห็นอีกคนนิ่งไป ยูริก็ถอนปากออกมาเล็กน้อย แล้วขยับเข้าไปขบเม้มริมฝีปากล่างของอีกคนเบาๆ อย่างเผลอไผล

 

       “จุ๊บ...”

ยูริปล่อยริมฝีปากบางอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะมองไปยังสายตาที่ยังอึ้งไม่หายของอีกคน

 

       “นอนก่อนเถอะ วันนี้ทั้งวันข้าเหนื่อยจะแย่แล้ว พักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันแล้วกันนะ”

ยูริหลับตาหน้าตาเฉยแล้วโมเมกอดเจสสิก้าไว้อีกต่างหาก

 

       หญิงสาวที่พึ่งตื่นจากภวังค์มองอีกคนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

 

       “นี่เจ้ากล้า....”

พูดเท่านั้นเธอก็ได้แต่เม้มปากแน่น เธอไม่รู้จะทำอย่างไรเมื่อแขนของเธอถูกพันธนาการอยู่แบบนี้ จึงได้กระแทกหน้าผากตัวเองเข้ากับหน้าอกคนตรงหน้าอย่างจัง

 

       “อุ๊บ!!!

ยูริจุกอกลืมตาตื่นขึ้นมามองอีกคนอย่างคาดโทษ ก่อนจะพุ่งใบหน้าเข้าไปหมายจะจูบอีกคนอีกซักที แต่เหมือนเจสสิก้าจะรู้ทันรีบก้มหน้ามุดเข้าไปแนบกับอกของยูริทันที

 

       “นี่มันเจ็บนะ”

       “สมน้ำหน้า”

เจสสิก้าพูดเสียงอู้อี้ แล้วเริ่มใช้ขาเตะถีบอีกคน

 

       “นี่เจ้าจะนอนดีๆ ไม่ได้รึไง ข้าเหนื่อยนะเนี่ย”

ยูริพูดพลางใช้ขาตัวเองรวบขาอีกคนไว้เหมือนกัน อีกคนก็พยายามขัดขืนเต็มกำลัง

 

       “นี่ถ้าเจ้ายังไม่เลิกงอแงล่ะก็ ข้าอาจจะทำอะไรที่มันมากกว่าเมื่อกี้นะ อย่าคิดว่าข้าไม่กล้า...ข้าน่ะกล้าทำอะไรได้มากกว่าที่เจ้าคิดไว้เยอะ จะลองมั้ย”

เจสสิก้าหยุดดิ้นทันที ตัวเธอสั่นน้อยๆ อยู่ในอ้อมกอดของยูริ และซุกหน้าไว้กับอกอีกคนเสียแน่น

       ยูริถอนหายใจแล้วยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ที่ดูเหมือนหญิงสาวคนนี้จะกลัวคำขู่ของเธอ ยูริก้มหน้าลงไปมองร่างที่สั่นเทาเหมือนลูกแมวที่ซุกอยู่ในอ้อมแขน ก่อนจะแอบสูดเอาความหอมที่กลุ่มผมตรงหน้าเล็กน้อย แล้วหลับตาลง

 

สำหรับเจสสิก้านั้นเธอตัวสั่นด้วยความโกรธอย่างไม่เคยโกรธใครเท่านี้มาก่อน

 

นี่มัน....เรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมฉันต้องมาติดอยู่กับคนแบบนี้เนี่ย

เจสสิก้าหัวเสียมาก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อตอนนี้แขนของเธอเอาแต่กอดอีกคนไว้เสียแน่น ทั้งที่ใจจริงเธออยากให้มันกระซวกท้องอีกคนให้ไส้ไหลแท้ๆ เชียว มันช่างไม่ได้ดั่งใจเธอเลย นี่นับเป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่เจสสิก้าอยากให้ใครซักคนเป็นเหยื่อของแขนต้องสาปเสียเหลือเกิน

 

       ทุกๆ คืนเจสสิก้าไม่เคยได้นอนหลับสนิทเลย หญิงสาวได้แต่กังวล ระแวงว่าแขนต้องสาปที่เธอมีจะไปทำร้ายใครตอนที่เธอไม่รู้ตัวหรือเปล่า ยิ่งหลังจากที่น้องสาวของเธอถูกทำร้าย ยิ่งไม่มีคืนไหนเลยที่เจสสิก้าจะข่มตาให้หลับลงได้ เฝ้าแต่โทษตัวเองอยู่อย่างนั้น จนร่างกายที่ผอมอยู่แล้วเริ่มผ่ายผอมจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหนักไปอีก พักหลังนี้เธอจึงดูไม่แจ่มใสอย่างเห็นได้ชัด

 

       “เฮ้อ!!!

       พอยูรินอนนิ่งเหมือนเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้วโดยไม่ได้ทำอะไรเธอไปมากกว่านั้น เจสสิก้าจึงค่อยผ่อนคลายตัวเองได้ หลังยอมรับสภาพตัวเองที่ต้องตกอยู่ในอ้อมกอดของคนแปลกหน้าแล้ว คืนนี้ทั้งคืนเธอก็คงต้องติดอยู่กับคนคนนี้เสียแล้ว เจสสิก้าถอนหายใจหนัก

 

       ไม่ได้สิเราต้องตั้งสติเอาไว้ รอให้ถึงทีของเราบ้างเถอะ เจ้าคนพรรค์นี้น่ะ จะต้องได้รับบทเรียนแน่

เจสสิก้าคิดแล้วสูดหายใจลึกเรียกแรงฮึดของตัวเอง

 

       เอ๊ะ...กลิ่นอะไรน่ะ.........หอมจัง

เจสสิก้าเงยหน้าขึ้น ขยับจมูกไปดมฟุดฟิดใกล้ๆ ต้นคอของยูริ

 

       จากตรงนี้เหรอ....

เจสสิก้าแอบชำเลืองมองใบหน้าคมที่หลับตาพริ้ม ลมหายใจสม่ำเสมอไม่มีทีท่าวาจะตื่น ก่อนจะกดจมูกลงไปสัมผัสต้นคอเรียวระหงนั้นเบาๆ

 

       หอมจริงๆ ด้วย

หญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยให้อยู่ในท่าที่สบายกว่าเดิม วางหัวไว้บนแขนของยูริที่โอบรอบตัวเธอ ทำให้ใบหน้าของเธอเข้าใกล้กับลำคอของยูริได้มากกว่าเดิม

       เจสสิก้าหลับตาสูดกลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาจากร่างอีกคนอยู่อย่างนั้น และเธอก็รู้สึกได้ว่าวันนี้หนังตาของเธอดูจะหนักเป็นพิเศษ นี่เป็นเพราะอาการอดนอนที่สะสมมาเนิ่นนานพึ่งจะมาออกฤทธิ์วันนี้รึเปล่านะ หรือเป็นเพราะกลิ่นหอมละมุนที่ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นนี้กันแน่

 

‘แต่ว่า...แบบนี้มัน.......ดีจัง

 เจสสิก้าคร้านจะหาเหตุผลต่อไป ได้แต่ปล่อยให้เปลือกตาเธอปิดลงแบบนั้น คล้ายโหยหาการพักผ่อนมานานแสนนาน

      

 

*******************************************

 

 

ณ เมืองบีทูร่า

ในยามค่ำคืน คิม ฮโยยอน เคลื่อนตัวกระโดดไปตามหลังคาบ้านหลังแล้วหลังเล่าด้วยความเร็วสูง เล็ดลอดผ่านสายตาทหารยามของเมืองจนเข้าสู่เขตเมืองชั้นใน ตรงไปยังที่พักของเหล่าพ่อค้าที่พึ่งมาถึงเมืองวันนี้

 

       “หืม...นั่นมันอะไรน่ะ”

ฮโยยอนหลบอยู่ในเงามืดของหลังคาบ้านหลังหนึ่ง เมื่อสังเกตเห็นกลุ่มคนชุดดำหลายคนกำลังด้อมๆ มองๆ ที่พักของ คัง โฮดง

       เธอเร่งพลังเวทเพื่อกลบร่องรอยของตัวเองอีกชั้นทันที ด้วยสัญชาตญาณของเธอนั้นมันบ่งบอกว่า คนกลุ่มนั้นเป็นนักฆ่าชั้นยอดอย่างไม่ต้องสงสัย หากพวกมันตรวจพบการมาของเธอคงไม่เป็นผลดีแน่

 

       “บ้าจริง...นี่ใครมันมาปล้นเจ้าพวกนี้ก่อนเราเนี่ย”

ฮโยยอนบ่นอย่างหัวเสียเบาๆ ก่อนจะลอบมองต่อไป

 

       ภายในห้องพักโฮดงหลับอยู่บนเตียงอย่างไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้าไปหา จาง กึนซอก ทาสรับใช้ได้แต่นั่งหลับสัปหงกเฝ้าอยู่หน้าประตู ส่วนหญิงสาวทิฟฟานี่ที่ติดตามมาด้วยพักผ่อนอยู่อีกห้องหนึ่งข้างๆ กัน

 

       ร่างชุดดำห้าคนบุกเข้าไปในหน้าต่างห้องพักของโฮดง ส่วนอีกห้าคนคอยระวังอยู่ด้านนอก

 

       “นี่ดูท่าจะไม่ดีแล้วแฮะ”

ฮโยยอนบ่นก่อนจะยื่นมือออกมารวบรวมพลัง

 

       “เกาทัณฑ์อัคคี”

หลังเอ่ยคำครู่เดียว คันธนูสีแดงก็ปรากฏขึ้นมาอยู่บนฝ่ามือ เธอสร้างลูกศรเพลิงด้วยพลังเวทในตัวมาสามดอก แล้วง้างคันศรเล็งไปยังนักฆ่าที่เฝ้าอยู่ด้านนอก


        “ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ”    

เมื่อปล่อยมือลูกศรเพลิงทั้งสามดอกพุ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ทันที่นักฆ่าอีกสองคนจะขยับ ลูกศรเพลิงอีกสองดอกก็พุ่งตามมาติดๆ คร่าชีวิตสองนักฆ่าไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ

 

ฮโยยอนรีบเหินร่างขึ้นไปยังหลังคาห้องพักของโฮดง โดยไม่เร่งร้อนบุกเข้าไป ธนูสีแดงในมือหายไปแล้ว เธอจึงเอ่ยเสียงเบาว่า

 

“คมอัคคี”

มีดสั้นเพลิงปรากฎขึ้นมาแทน เธอค่อยๆ ใช้มันแงะกระเบื้องหลังคาออกมองดูด้านใน จึงได้เห็นว่านักฆ่ากำลังฝ่าค่ายกลบางอย่างที่เจ้าของห้องคงจะวางเอาไว้ก่อนนอนเพื่อป้องกันผู้บุกรุก

 

ฮโยยอนยกมือที่เรืองแสงสีแดงลูบดวงตาของตัวเอง

 

“เนตรอัคคี”

 เกิดแสงสีแดงวาบผ่านนัยน์ตาของเธอ แล้วจึงก้มมองลงไปอีกครั้ง เธอเห็นแสงสีฟ้าหลายเส้นโยงใยต่อกันคล้ายใยแมงมุมพาดผ่านอยู่ภายในห้องนั้น และดูเหมือนนักฆ่าที่เข้าไปจะมีฝีมือไม่ใช่น้อย เมื่อพวกมันกำลังพยายามเดินหลบเลี่ยงเส้นใยเหล่านั้นอย่างแผ่วเบา เพื่อตรงเข้าไปหา คัง โฮดง ที่นอนอยู่บนเตียง

 

ไม่นาน นักฆ่าคนหนึ่งก็เข้าใกล้มาถึงโฮดงอีกประมาณสามก้าวแล้ว แต่ดูเหมือนนักฆ่าคนที่เหลือจะตื่นเต้นจนลืมระมัดระวัง จึงเผลอสัมผัสเข้ากับเส้นใยใกล้ๆ เส้นใยสีฟ้าพุ่งมารัดตัวเขาไว้ทันที และเส้นใยอื่นๆ เริ่มขยับ ชายชุดดำที่อยู่ใกล้เตียงไม่รอช้า รีบพุ่งตัวชักกระบี่ออกมาเสือกแทงไปยังเตียงนอนทันที

 

เปรี๊ยะ!!!’

เสียงกระบี่กระทบกับบาเรียสีฟ้าใสหน้าเตียง ก่อนจะปรากฏร่างหญิงสาวที่ควรจะนอนอยู่ในห้องข้างๆ ขึ้นมาสาดพลังน้ำจากฝ่ามือเข้าใส่ตัวคนร้ายจนกระเด็นไปกระแทกประตูห้องเสียงดัง

       ชายชุดดำที่บุกเข้ามาคนหนึ่งถูกใยสีฟ้าพันธนาการร่างราวดักแด้ไว้ ส่วนอีกสามคนที่เหลือ ล้วนกำลังใช้กระบี่ต้านเส้นใยสีฟ้าที่บุกโจมตีอยู่ทุกทิศทาง

 

       “นะ..นี่...มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ นะ...นายท่าน”

จาง กึนซอกที่เปิดประตูเข้ามาในห้องยืนอึ้งๆ กระบี่หนึ่งพุ่งเข้าหาเขาอย่างรวดเร็ว ชายร่างผอมไม่มีทีท่าว่าจะหลบพ้น ดูเหมือนว่าเขาจะเข้ามาขวางทางหนีของชายชุดดำไว้พอดี จึงอาจต้องสังเวยชีวิตเพื่อเปิดทาง

 

       แสงสีฟ้าหลายเส้นพุ่งตรงมาหมายจะกระแทกด้านหลังชายชุดดำผู้นั้น แต่ชายชุดดำอีกสองคนกลับเข้ามาขวาง เพื่อให้อีกคนเปิดทางสำเร็จ แต่ก่อนที่ดาบจะทันเฉือนคอหอยกึนซอก แสงสีแดงก็พุ่งเข้ามาตวัดปลายกระบี่นั้นให้ออกห่างจนชายชุดดำต้องถอยหลังไปหลายก้าว

 

       ฮโยยอนกระโดดลงมาจากหลังคาเข้ามาในห้อง แล้วฉีกขาเตะชายชุดดำอีกสองคนที่กำลังสู้ติดพันกับเส้นแสงสีฟ้า จนชายทั้งสองกระเด็นไปคนละทาง ชายทั้งคู่ยังไม่ทันลุกขึ้น ก็มีคนชุดดำอีกหลายคนกระโดดเข้ามาทางหน้าต่างห้องทั้งสองด้าน

 

       “บัดซบ นี่มันยังมีนักฆ่าอีกชุดเหรอเนี่ย”

ฮโยยอนสบถก่อนจะรีบรับมือกับอาวุธที่ถูกซัดเข้าหาเธอทันทีจากผู้ที่มาใหม่ นักฆ่าอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้สนใจเธอ แต่พุ่งตรงไปยังเตียงนอนของโฮดง ซึ่งตอนนี้ทิฟฟานี่กางม่านน้ำขวางไว้อยู่ แต่เพียงไม่นาน ม่านน้ำนั้นก็ถูกเยือกแข็งจากพลังของผู้มาใหม่ คนชุดดำอีกคนซัดเปรี้ยงเดียวกำแพงน้ำแข็งนั้นก็พังทลายลงทันที

       ทั้งหมดกรูกันเข้าหมายรุมทำร้ายหญิงสาว ทิฟฟานี่ตวัดมือเล็กน้อย

 

       “คฑาวารี”

 เส้นแสงสีฟ้าที่เคยอยู่รอบห้องพุ่งเข้ามาหาเธอแล้วรวมตัวเป็นคฑาสีฟ้าอยู่ในมือ เธอโบกสะบัดมันไม่กี่ครั้ง

 

       “มายาวารี”

ลูกพลังสีฟ้าก็ลอยออกมาจากคฑาพุ่งเข้าหาคนชุดดำเหล่านั้นทันที

       เมื่อลูกพลังสีฟ้าสัมผัสกับคนชุดดำกลับซึมหายเข้าไปในร่างโดยไม่แตกปะทุใดๆ ทั้งสิ้น แต่ร่างของพวกเขากลับหยุดชะงักและเริ่มดิ้นทุรนทุรายคล้ายเห็นภาพหลอน

 

       ในกลุ่มคนเหล่านั้นมีสองร่างที่ยับยั้งไม่สัมผัสลูกพลังนั้น คนหนึ่งคือคนที่เยือกแข็งม่านน้ำก่อนหน้านี้ ที่เลือกให้พลังของตัวเองเยือกแข็งลูกพลังสีฟ้านั้นได้ทันเสียก่อน และอีกคนหนึ่งคือคนที่ต่อยม่านน้ำแข็งจนพัง คนผู้นี้เลือกที่จะต่อยลูกพลังสีฟ้านั้นจนแตกสลายก่อนสัมผัสมัน

       นี่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองคนนี้มีฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ ทิฟฟานี่ไม่ผลีผลามจ้องมองคนทั้งคู่อย่างระมัดระวัง

 

 

       ด้านของฮโยยอนนั้นถูกกลุ้มรุมด้วยคนชุดดำซึ่งใช้แส้เป็นอาวุธหลายคนเข้ารุมทำร้ายทันทีหลังจากที่เธอหลบอาวุธซัดพ้น ก็ต้องรีบกระโดดหลบแส้ที่ฟาดเข้ามาพัลวัน ฮโยยอนมองซ้ายขวากระโดดขึ้นลงอยู่กลางวงล้อม โดยยังไม่โดนแส้ฟาดแม้แต่ทีเดียว

เธอตัดสินใจคว้าจับปลายแส้ทุกด้านที่ฟาดลงมาแล้วรวบไว้ด้วยสองมือก่อนจะปล่อยพลังเข้าไปในแส้ ไม่นานแส้ทุกเส้นก็ลุกติดไฟพรึ่บจนคนใช้งานต้องรีบปล่อยมันไป

 

ฮโยยอนชักดาบที่คาดอยู่กับเอวออกมา

 

“อสรพิษเพลิง”

 เมื่อมันออกมาจากฝักแล้วกลับกลายเป็นแส้เพลิงเส้นยาว เธอฟาดใส่เหล่าคนชุดดำทันที แล้วจากนั้นก็ซัดมีดสั้นที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงตามใส่ไปติดๆ คนที่หลบแส้พ้น ก็ยังไม่พ้นคมมีดสั้นเพลิงที่ซัดตามมา

อาวุธเวทนั้นต่างจากอาวุธทั่วไปโดยสิ้นเชิง แม้ว่าคนผู้นั้นจะสวมเกราะหนาเท่าใด อาวุธเวทก็สามารถเจาะเข้าไปทำร้ายได้อย่างไม่ยากเย็น พวกมันร้องเสียงครวญครางกับอาการบาดเจ็บที่ได้รับ และพยายามรีบหาทางหนี แต่ก็ช้ากว่าแส้เพลิงที่ตวัดมาฟาดข้อเท้าเอาไว้จนล้มระเนระนาด

ฮโยยอนซัดมีดสั้นเพลิงเข้าอีกครั้ง คราวนี้เน้นที่จุดตายทุกจุด ดังนั้นเสียงที่เคยระงมเมื่อครู่ก็กลับกลายเป็นเงียบสงัดในพริบตาเมื่อมีดสุดท้ายที่ฮโยยอนได้ขว้างออกไปตัดเส้นเลือดใหญ่นักฆ่าที่เคยรุมเธอ

 

เสียงอึกทึกทำให้เจ้าของห้องอย่าง คัง โฮดง ต้องตื่นขึ้นมานั่งอยู่บนเตียง ซึ่งอยู่ด้านหลังทิฟฟานี่ เขาไม่ได้มีท่าทีร้อนรนอย่างกึนซอกที่เอาแต่นั่งหน้าซีดตัวสั่นอยู่หน้าประตูทางเข้า

ฮโยยอนมองสองนักสู้ชุดดำที่ประจันหน้ากับหญิงสาวซึ่งกำลังใช้คฑาในมือต้านดาบน้ำแข็งที่พุ่งเข้าปะทะกันอย่างสุดกำลัง ขณะที่ทั้งสองโรมรันกันอยู่ คนชุดดำอีกคนกลับพุ่งตัวไปหาโฮดง ซึ่งทิฟฟานี่ก็ไม่สามารถละมือไปจากอีกคนได้ นั่นทำให้ชีวิตของพ่อค้าหน้าเลือดนั้นตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันที

หมัดลุ่นๆ ที่กำลังจะปะทะเข้ากับร่างของโฮดง พลันหยุดเมื่อปะทะกับอะไรบางอย่างก่อน บาเรียใสสีฟ้าที่ทิฟฟานี่สร้างขึ้นนั่นเองที่หยุดมันเอาไว้ แต่นั่นก็ทำให้เธอเสียจังหวะการควบคุมพลังไปเล็กน้อย จนเปิดช่องว่างให้คนที่กำลังปะทะกับเธอเสียบดาบน้ำแข็งเข้าไปยังหัวไหล่มนของเธอได้

 

ฉึก!!!!!’   

ฮโยยอนที่ดูอยู่อีกด้านรีบเหินตัวแล้วสาดแส้เพลิงพุ่งไปคว้าข้อเท้าของคนที่กำลังเสียบดาบน้ำแข็ง เธอกระตุกแส้จนอีกคนถอยหลัง ไม่ได้ใส่แรงปักดาบได้เต็มที่ ส่วนร่างที่พุ่งมาของเธอก็เล็งฟาดขาเข้ากับซอกคอของคนทีกำลังจะทำร้ายโฮดงเข้าเต็มแรงจนเซ

ฮโยยอนพลิกกลับมายืนขวางหน้าเตียงประจันหน้ากับสองนักสู้ ก่อนจะเปลี่ยนแส้เพลิงในมือให้เป็นดาบเพลิง รังสีสีแดงและความร้อนแผ่ออกมารอบตัวฮโยยอน เธอพุ่งตัวออกไปแล้วฟาดดาบเพลิงใส่นักสู้ที่ใช้ดาบน้ำแข็ง การปะทะกลับทำให้ดาบน้ำแข็งแตกหักลง

และขณะนั้นนักฆ่าอีกคนกำลังจะฉวยโอกาสบุกเข้ามาบ้าง ฮโยยอนก็ตวัดดาบในมือออกอีกครา พร้อมกับรังสีความร้อนที่พวยพุ่งออกมาราวก๊อกแตก

 

       “ทัณฑ์โลกันต์!!!

เพลิงลุกเผาผลาญรอบตัวนักฆ่าชุดดำทั้งสองทันที ชายที่ดีแต่ใช้แรงดิ้นทุรายทุรายอยู่ในกองเพลิง ส่วนคนที่ใช้ดาบน้ำแข็งนั้นพยายามเร่งเร้าพลังสร้างเกราะน้ำแข็งห่อหุ้มตัวเองอยู่ภายในกองเพลิง

 

       ฮโยยอนที่เห็นภาพนั้นยกยิ้ม ก่อนจะยืดตัวเก็บดาบไว้ในฝักที่หลังเอว แล้วยกฝ่ามือขึ้น

 

       “เกาทัณฑ์อัคคี”

ฮโยยอนง้างธนูเพลิงเล็งตรงไปยังคนชุดดำในเกราะน้ำแข็ง ลูกศรเพลิงฝ่าทะเลเพลงแล้วเจาะเกราะน้ำแข็งเข้าไปอย่างง่ายดาย ลูกศรเสียบปักเข้ากลางลำคอคนชุดดำจนตาเบิกค้าง ร่างนั้นล้มลงอย่างไร้ทางต่อต้านใดๆ อีก

 

       ฮโยยอนหันมามองทิฟฟานี่ที่ยืนกุมแผลที่บาดเจ็บ แล้วเหลียวไปมองโฮดง ซึ่งพึ่งจะได้เอ่ยคำ

 

       “นี่...ลูกสาวเจ้าเมืองอย่างท่านมาทำอะไรที่นี่น่ะ คงไม่ได้บอกว่าบังเอิญผ่านมาหรอกนะ”

พ่อค้าหน้าเลือดหรี่ตามองคนตรงหน้า

 

       “คมอัคคี”

ฮโยยอนกล่าวเพียงเท่านั้นก็ซัดมีดสั้นเพลิงเข้าไปยังทิศทางที่โฮดงอยู่ทันที

 

       “นี่เจ้า!!!

 

 

*******************************************

 

      

เช้าวันใหม่ในเมืองวอติเนีย

ยูริปรือตาขึ้นมาเมื่อได้ยินเหมือนเสียงนกร้องจากที่ไกลๆ สิ่งแรกที่เห็นเมื่อปรับระยะโฟกัสสายตาแล้วก็คือร่างเล็กของใครบางคนที่ซุกหน้าเข้ากับซอกคอเธอ เห็นแบบนี้แล้วพอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนก็ทำเอายูริยกยิ้มออกมา

 

       “นี่ใช่คนที่แว้ดๆ ใส่ฉันเมื่อคืนนี้แน่เหรอเนี่ย”

ยูริพยายามขยับตัวเพื่อมองหน้าอีกคนให้ชัดๆ แต่คงเป็นเพราะแขนเธอที่อีกคนหนุนต่างหมอนมันขยับ เปลือกตาร่างบางจึงเริ่มกระตุก

       ยูริรีบหลับตาแกล้งหลับทันที

 

       “อือ..อือ...อื้ม....อือ.....”

เจสสิก้าร้องครางคลายความเมื่อยขบของตัวเอง ก่อนจะลืมตาขึ้น หลับตาลงอีกครั้งอย่างไม่อยากตื่น แล้วเบิ่งตาโตยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ออกมา เมื่อระลึกได้ถึงบางอย่าง

ร่างบางก้มมองสภาพที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้ เธอกำลังกอดคนแปลกหน้าอยู่ ส่วนเจ้าคนไร้มารยาทคนนี้ก็กอดก่ายเธอทั้งขาทั้งแขนพันกันจนยากจะแกะออกจนน่าจะตบซักเปรี้ยง

 

เจสสิก้าลองขยับแขนตัวเองดูแล้วก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อเธอสามารถควบคุมมันได้แล้ว เธอพยายามแงะตัวเองออกจากร่างที่ไม่ยอมปล่อยให้เธอเป็นอิสระง่ายๆ

 

“นี่เจ้า ปล่อยข้านะ”

เธอเอ่ยพลางใช้มือทุบหลังอีกคน

 

       “หืม...เจ้าตื่นแล้วเหรอ”

ยูริแสร้งทำเป็นพึ่งตื่น และไม่ยอมคลายพันธนาการง่ายๆ

 

       “หลับอยู่มั้ง...เห็นอยู่ก็ยังจะมาถามอีก เจ้ารีบปล่อยข้าเลยนะ”

       “ทำไมล่ะ แบบนี้สบายดีออกนะ”

       “โอ๊ย!!! เจ้าสบายคนเดียวน่ะสิ ปล่อยข้า”

       “โอเคๆ”

ยูริพูดพลางคลายอ้อมแขน และยกขาที่พาดก่ายอีกคนออก เจสสิก้าผุดลุกขึ้นนั่งทันที

 

       “โอเค? เจ้าพูดอะไรของเจ้า”

เจสสิก้าถามอย่างไม่ไว้ใจแล้วรีบจัดชุดตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง

 

       “เปล่า...ที่ข้าบอกไปหมายถึงตกลงน่ะ”

ยูริพูดพลางมองไหล่ขาวเนียนที่โผล่ออกมาจากชุดเดรสสีหวานซึ่งอีกคนกำลังดึงแขนเสื้อที่หลุดลงไปให้กลับมาปิดไหล่ขาวดุจไข่มุกอีกครั้ง

 

       “เจ้ากล้าทำแบบนี้กับข้า.... ข้าจะเอาโทษเจ้าให้หนักเชียว”

เจสสิก้ายังไม่ได้ลุกทันทีเพราะรู้สึกเมื่อยล้าที่ขาซึ่งถูกอีกคนทับมาทั้งคืน จึงนั่งมองหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันคาดโทษคนที่ยังนอนจ้องเธออยู่

 

       “งั้นเหรอ....เจ้าจะบอกข้าว่าเจ้าเป็นคนสำคัญของที่นี่เหรอ แต่ว่าดูจากชุดที่เจ้าใส่แล้ว ข้าว่ามันไม่น่าจะใช่อย่างที่เจ้าบอกเลยนะ”

เจสสิก้าก้มมองชุดตัวเองซึ่งเป็นชุดกระโปรงสีหวานเรียบง่าย ที่เธอแต่งเลียนแบบสามัญชนออกไปข้างนอกวังเมื่อวาน แล้วก็ถอนใจ

 

       “นั่น..มันไม่เกี่ยวกับชุดข้าหรอกน่า”

       “อืม...แต่ข้าว่าชุดแบบนี้......อยู่ในวังแบบนี้....”

ยูริลุกขึ้นนั่งข้างๆ แล้วมองสำรวจอีกคนขึ้นลง

 

       “เจ้ารู้แล้วสินะ....ว่าข้าเป็นใคร...”

เจสสิก้าเชิดหน้าขึ้นมองจ้องตาคนที่พอนั่งแล้วดันสูงกว่าเธอนิดหน่อย

 

       “อืม...ข้าว่าเจ้าคงเป็นนางกำนัลในวังล่ะสิ”

       “.............................................”

เจสสิก้าอ้าปากค้าง

 

       “เจ้านี่มีตาแต่ไร้แววจริงๆ”

หญิงสาวผลักไหล่ยูริข้างหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นบนเตียงหมายจะเดินข้ามยูริเพื่อลงจากเตียง เพราะเธอนอนอยู่ด้านในของเตียงที่ชิดผนังอยู่แบบนี้ แต่เหมือนอาการเมื่อยล้าของขายังไม่ค่อยคลายดี แข้งขาจึงพาลอ่อนแรงแล้วล้มลงนั่งทับตัวยูริเสียอย่างนั้น

 

       “ว้าย!

       “อ๊ะ...เจ้าอยากกอดข้าอีกแล้วล่ะสิ”

ยูริยิ้มประคองเอวหญิงสาวที่ล้มมานั่งทับตัก ทั้งหญิงสาวยังคล้องแขนรอบคอเธอเสียเสร็จสรรพ

 

       “บ้า...ใครเค้าอยากกอดคนไร้มารยาทอย่างเจ้ากัน ปล่อยนะ”

เจสสิก้ารีบยันไหล่อีกคนเพื่อจะลุก

       ยูริกลับตวัดแขนรอบเอวหญิงสาวให้เข้ามาใกล้จนเจสสิก้าตกใจ

 

       “จะ...เจ้า”

       “แต่ข้า...อยากกอดเจ้านะ”

ยูริกระซิบข้างหูคนในอ้อมกอด ก่อนจะคลายวงแขนออกอย่างเชื่องช้า

 

       “เอาล่ะ ข้าไม่แกล้งเจ้าแล้วก็ได้ ฮ่าๆๆๆ”

ยูริหัวเราะหญิงสาวที่ทำหน้าบูดบึ้งทั้งขึ้นสีเลือดฝาดนิดๆ เมื่อออกจากอ้อมแขนเธอได้

 

       “เจ้าน่ะ ตายซะเถอะ”

พูดจบเจสสิก้าก็ใช้มือซ้ายพุ่งไปใส่หน้าท้องยูริทันที

 

       “โอ๊ะ!!!

ยูริมองตามแขนเปล่าเปลือยจากแขนเสื้อของหญิงสาว มีลายอักขระสีดำรายล้อมรอบแขนเรื่อยลงมาจนจดข้อมือ ยูริเอื้อมมือไปจับมือน้อยนั้นที่จ้วงแทงเหมือนจะควักไส้กัน แล้วมองไล่รายละเอียดของอักขระสีดำกลับขึ้นไปมองหน้าหญิงสาว

 

       “เจ้าจะทำอะไรน่ะ ถ้าจะจับกล้ามท้องข้าล่ะก็ ข้าไม่หวงนะ ขอกันดีๆ ก็ได้ ข้ารู้ว่ามันแน่นใช่มั้ยล่ะ”

ยูริยิ้มภูมิใจ แต่เจสสิก้ากลับมองหน้าอีกคนอย่างคาดไม่ถึง

 

       “ทะ...ทำไม”

       “ทำไมมันแน่นเหรอ...ข้าก็ไม่รู้สิ พ่อแม่ให้มาล่ะมั้ง ฮ่าๆๆๆ ว่าแต่แขนเจ้าน่ะ สวยจังเลยนะ เพนท์ลายแบบนี้ที่ไหนเหรอ สวยเชียว เมื่อคืนมันคงมืดมาก ข้าไม่ยักเห็น”

ยูริไล้มือไปลูบตามรอยอักขระบนแขนบอบบางนั้น

       เจสสิก้าสะดุ้งสะบัดมือ ชักแขนกลับทันที แล้วเป็นเธอเองที่ก้มมองพินิจพิเคราะห์แขนของตัวเอง

 

       “เจ้านี่ก็ยังไม่หายไป แต่ทำไมมันไร้พลังล่ะ”

เจสสิก้าขมวดคิ้ว แล้วยกยิ้มเล็กน้อย

 

       หรือว่าคำสาปจะคลายแล้วนะ

เจสสิก้ารีบลุกออกวิ่งไปนอกตัวบ้านทันที

 

       “นี่เจ้า...เดี๋ยวสิ”

ยูริรีบผุดลุกตามเจสสิก้าออกไป

 

       หญิงสาวร่างบางมองซ้ายขวา ต้นไม้รอบบริเวณมีรอยไหม้ดำเหมือนพึ่งถูกเผามา เธอจึงเดินไปข้างก้อนหินใหญ่แทน แล้วฟาดฝ่ามือซ้ายลงไปบนหินก้อนนั้น

      

       เปรี้ยง!!!!!’

หินก้อนนั้นแหลกละเอียดเป็ยผุยผงภายในพริบตาเดียว

 

       ยูริที่เดินตามออกมาตาค้างกว้างยิ่งกว่าไข่ห่าน เมื่อเห็นว่าหญิงสาวร่างบอบบางตรงหน้าทำลายก้อนหินก้อนยักษ์ได้เพียงแค่วางฝ่ามือลงไปเบาๆ

       บะ...บะ...บ้าไปแล้ว ตายแน่ ควอน ยูริ

 

รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวจางหายไป ได้แต่ก้มมองมือตัวเองที่สั่นสะท้าน

 

       “คำสาปบ้าๆ นี่ มันไม่หายไปหรอกเหรอ”

เจสสิก้าพึมพำก่อนจะหันหน้ามาเห็นยูริ หญิงสาวก้าวเท้าเข้าหาอีกคน ยูริก็ถอยหนีออกไป

 

       “อะ..อะ...เอ่อ...ข้าว่า...มีอะไรเราค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะ”

เจสสิก้าเดินเข้าใกล้ยูริไปเรื่อยๆ ยูริตัดสินใจหันหลังจะออกวิ่ง และด้วยความซวยของเจ้าตัวกลับสะดุดก้อนหินล้มหน้าคะมำเสียตรงนั้น

       ร่างเล็กเดินมาหายูริอย่างรวดเร็วแล้วฟาดฝ่ามือเข้ากลางหลังยูริอย่างแรง

 

       “โอ๊ย!!!!!

ยูริร้องเสียงดังลั่นจนป่าแทบแตก

 

       “ทำไมถึงเป็นแบบนี้เนี่ย”

เจสสิก้าพึมพำ

 

       “อะ..เอ๋?”

       ยูริรีบสำรวจร่างกายตัวเอง นอกจากความเจ็บแสบที่กลางหลังแล้ว ร่างกายทุกส่วนของเธอยังอยู่ครบ ไม่ขาดหาย หรือแตกกระจายเป็นฝุ่นผงแม้ซักนิดเดียว ก็โล่งใจขึ้นมา

 

       “ค่อยยังชั่ว....นี่เจ้าแกล้งข้าทำไม ข้าเจ็บนะ”

       “เจ้าเจ็บเหรอ เจ็บตรงไหน”

เจสสิก้ามองสำรวจยูริที่ค่อยๆ ยืนลุกขึ้น หรือว่ามีบาดแผลที่ภายในแทนกันนะ เจสสิก้าขมวดคิ้ว

 

       “เจ็บตรงเนี้ย หลังข้าเนี่ยจะหักแล้ว เจ้าลูบดูสิ มันช้ำมั้ยอ่ะ”

ยูริดึงตัวเจสสิก้าเข้ามากอดหน้าตาเฉย

 

       “เจ้านี่มัน.....”

เจสสิก้ากัดฟันแน่น แล้วผลักอีกคนออกไป

 

       “น่ารัก น่าทะนุถนอมใช่มั้ยล่ะ เจ้าอย่าแกล้งข้าเลยนะๆๆๆ”

ยูริรีบใช้ลูกอ้อนเพราะกลัวชีวิตจะแตกดับเหมือนก้อนหินก้อนยักษ์นั้น

 

       “มันน่าตบให้ตายซักร้อยทีล่ะสิไม่ว่า”

       “ง่า....ข้ายอมแพ้แล้วจ้า เจ้าจะเอายังไงก็ได้ แต่อย่าให้ข้าถึงตายเลยนะ”

ยูรินั่งลงคุกเข่า ยกมือสองข้างชูขึ้นเหนือหัว

 

       “ทำอะไรของเจ้าน่ะ”

เจสสิก้าขมวดคิ้วมองคนตรงหน้า จนลืมใส่ใจเรื่องพลังของแขนต้องสาปไปเสียสนิท

 

       “อ่า...คนที่นี่เค้าไม่สำนึกผิดกันด้วยวิธีนี้หรอกเหรอ...ทำไงดีเนี่ย”

ยูริเกาหัวตัวเอง พลางก้มหน้า มองปลายเท้าเปล่าเปลือยของหญิงสาวตรงหน้า

 

       “อ๊ะ! รู้แล้ว”

ยูริลุกขึ้นแล้วไปช้อนตัวอีกคนขึ้นมาอุ้มทันที

 

       “ว้าย! เจ้าจะทำอะไรเนี่ย”

       “ข้าก็จะพาเจ้าไปส่งไง เมื่อคืนเจ้าบอกให้ข้าพากลับไม่ใช่เหรอ ป่ะ...กลับกันเลยนะ”

ยูริออกเดิน แต่เจสสิก้ากลับตีขาใหญ่โต

 

       “หยุดเลยนะ ปล่อยข้าลงเดี๋ยวนี้ ข้าเดินเองได้”

       “ไม่ได้หรอก”

       “ข้าบอกว่าได้ไงเล่า”

       “ไม่ได้หรอก เจ้าไม่ได้ใส่รองเท้านะ”

เจสสิก้าหยุดดิ้นแล้วมองเท้าตัวเอง

 

       “...............................”

       “ข้าจะไปส่งเจ้าที่วังก็แล้วกัน”

พูดจบยูริก็อุ้มคนในอ้อมแขนเดินไปตามทางที่ทำเครื่องหมายไว้อย่างเมื่อคืน

 

       “นี่เจ้าคนไร้มารยาท เจ้าห้ามพูดเรื่องของข้าให้ใครฟังเข้าใจมั้ย”

ยูริไม่ได้ตอบว่าอะไรแต่เดินอมยิ้มไปเรื่อยๆ

 

       “นี่เจ้าได้ยินที่ข้าพูดรึเปล่า”

พออีกคนไม่ตอบ เจสสิก้าเลยรัวกำปั้นทุบไหล่คนที่อุ้มเธออยู่ อย่างไม่เกรงกลัวอีกคนจะตกตายเพราะแขนต้องคำสาปของเธอ ก็มันเห็นชัดๆ อยู่แล้วว่าเจ้าแขนนั่นช่างไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้ายูริ

 

       “โอ๊ยๆๆๆ ข้าเจ็บนะ เจ้ามาทุบข้าแบบนี้ได้ยังไง ข้าไม่ได้ชื่อคนไร้มารยาทซะหน่อย ทำไมข้าต้องตอบเจ้าเล่า”

       “ไม่ยอมตอบคำคนอื่น เจ้ามันคนไร้มารยาทชัดๆ”

       “ถ้าเจ้าเรียกชื่อข้าว่า 'ควอน ยูริ' ข้าก็คงจะตอบเจ้าไปแล้วนะรู้ป่ะ....นางกำนัลคนสวย”

ยูริยักคิ้วเหลือบมองคนในอ้อมแขน

 

       “ข้าไม่ใช่...”

       “ไม่ใช่คนสวยเหรอจ๊ะ”

       “ไม่ใช่นางกำนัลสิยะ เจ้าคนไร้มารยาท”

เจสสิก้าตวาดใส่หน้ายูริ อย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน แต่ยูริกลับยกยิ้มอันทรงเสน่ห์ขึ้นมา

 

       “อืมๆๆๆ แต่ถ้าเจ้าอยากสวยเจ้าก็ต้องเป็นนางกำนัลของข้านะ”

       “อย่ามาพูดเพ้อเจ้อน่า เจ้าคนไร้มารยาท”

เจสสิก้าหน้าขึ้นสีกับคำที่ฟังแล้วมีความหมายกำกวมแปลกๆ

 

       “เดี๋ยว ข้าขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นของเจ้า”

เจสสิก้าเอื้อมมือซ้ายไปคว้าจับต้นไม้ข้างๆ แล้วยกตัวขึ้นมาตะโกนใส่หูอีกคนเพื่อให้ยูริหยุดเดินแล้วฟังคำพูดเธอให้ชัดๆ

 

       “ครึ่กๆๆๆ ครืน.....โครม”

ต้นไม้ที่เจสสิก้าพึ่งจับไปล้มครืนลงมาเสียงดัง ทำเอายูริกลืนน้ำลายอึกใหญ่

 

       “จะ...จ้า....ไม่ใช่เพื่อนเล่นจ้า”

ยูริรับคำ

 

       “งั้นเจ้าก็รีบๆ วิ่งให้เร็วๆ หน่อยสิ เดินช้าแบบนี้เมื่อไหร่จะถึงกันเล่า”

       “โธ่...จะรีบไปไหนล่ะ ข้าจำทางไม่ค่อยได้นะ เดี๋ยวหลงนะรู้เปล่า”

       “จะวิ่งไม่วิ่ง”

       “วิ่งจ้าวิ่ง”

พอได้ยินน้ำเสียงเย็นๆ จากร่างบาง ยูริก็รีบออกวิ่งทันที

 

       พอมาถึงชายป่าที่ติดกับพระราชวังเจสสิก้าก็บอกให้ยูริหยุดอยู่ตรงนั้น

 

       “ถอดรองเท้าเจ้ามาให้ข้า”

       “หา?”

       “วางข้าลง แล้วก็ถอดรองเท้าเจ้ามาให้ข้า ได้ยินชัดมั้ย”

เจสสิก้าเอี้ยวตัวไปตะโกนข้างหูยูริอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการแกล้งอีกคน แต่ส่วนลึกๆ แล้วเธอต้องการสูดกลิ่นหอมจากต้นคอของอีกคนด้วยต่างหาก หญิงสาวแอบแตะจมูกลงไปด้วยอย่างแผ่วเบา จนยูริไม่ทันรู้สึก

 

       “โอย...ขี้หูข้าเต้นระบำหมดแล้วเนี่ย...ข้าไปส่งเจ้าให้ถึงที่เลยก็ได้นะ”

       “ไม่ได้ ขืนเข้าไปเจ้าต้องโดนทหารจับตัวแน่”

       “หา...จับตัดหัวเสียบประจานเลยเหรอ งั้นข้าไม่ไปแล้ว”

       “คิกๆๆ หูเจ้านี่เพี้ยนไปแล้วล่ะ”

เจสสิก้าหัวเราะคิก

      

ยูริถอดรองเท้าตัวเองออก แล้วค่อยๆ ปล่อยเจสสิก้าให้ยืนเหยียบลงบนรองเท้าของเธอ แล้วประคองให้หญิงสาวใส่รองเท้าจนเสร็จ

 

“นี่เจ้าค่อยๆ เดินนะ รองเท้านี้ดูไม่ค่อยพอดีเท่าไหร่ เดี๋ยวเจ้าล้มหน้าจิ้มดินจะหาว่าข้าไม่เตือน”

       “หึ ลาขาดละนะ เจ้าคนไร้มารยาท”

เจสสิก้าหันหลัง แล้วเดินออกไปจากชายป่า

      

       “นี่ข้าก็มีชื่อนะ เรียกชื่อข้าเซ่...เอ๋....เดี๋ยวก่อน นี่แล้วเจ้าชื่ออะไรน่ะ”

       “.............................”

ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากหญิงสาวที่เดินจากไปแล้ว หญิงสาวเพียงแต่ยกมือโบกให้ทั้งที่หันหลังอย่างนั้น

 

       “เฮ้อ...”

ยูริยกยิ้มเหมือนที่ยิ้มมาตามทางก่อนจะเอ่ยคำ

 

       “ลาก่อน นางกำนัลคนสวย”

 

......

...............

..........................

 

ยูริเดินไปยังบ้านของอิลกุก เพื่อกินข้าวเช้า ซึงยอนภรรยาของเขาเห็นว่ายูริไม่ได้ใส่รองเท้าก็เลยไปหาคู่ใหม่มาให้ วันนี้อิลกุกก็ไม่ได้สอนอะไรยูริเป็นพิเศษ เพียงแต่ฝากยูริไว้กับสามแฝดเช่นเคย หรือจะบอกว่าฝากสามแฝดไว้กับยูริดี ก็พอกินข้าวเสร็จปุ๊บ อิลกุกก็หายตัวไปปั๊บเลยทันที ซึงยอนเป็นคนบอกอีกทีว่าอิลกุกให้ยูริฝึกกับสามแฝดไปก่อน

ร่างสูงไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะวันนี้รู้สึกอารมณ์ดี จึงเดินไปอุ้มสามแฝดเดินออกมาจากบ้านแล้วเข้าป่าไป

 

“นี่ๆๆ พี่ยูริเป็นอะไรอ่ะ ยิ้มคนเดียวอยู่ได้ตั้งนาน”

มันเซที่ยูริอุ้มอยู่ข้างซ้ายจิ้มๆ แก้มยูริ

 

       “นั่นสิฮะ พี่ยูริเอ๋อเหรอ”

มินกุ๊กที่ยูริอุ้มอยู่ข้างขวาก็จิ้มๆ แก้มยูริอีกข้าง ส่วนแดฮันที่ขี่หลังอยู่ก็แค่พยักหน้า

 

       “นี่ๆๆ ให้มันน้อยๆ หน่อยนะแดฮันนี่ มินกุ๊กกี้ มันเซย่า พี่แค่มีความสุขเฉยๆ”

       “มีความสุขก็เลยยิ้มเหรอฮะ”

มินกุ๊กช่างซักถามเหมือนเคย

 

       “ใช่จ้า คนเรามีความสุขก็ต้องยิ้มสิใช่มั้ย”

ทั้งสามแฝดพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน

 

       “แล้ววันนี้พี่ยูริจะไปไหนฮะ”

       “ไปฝึกวิชากัน เอ...แถวนี้มีแหล่งน้ำตื้นๆ อยู่บ้างมั้ยนะ”

       “มีฮะมีฮะ”

มันเซรีบยกมือตอบ

 

       “จริงเหรอ งั้นเราไปที่นั่นกัน”

ยูริเดินไปตามทางที่มันเซกับมินกุ๊กช่วยกันบอก ตอนเช้านี้สามแฝดพึ่งกินข้าวกันมาชามโต เลยเต็มใจให้ยูริอุ้มมากกว่าจะออกแรงกระโดดดึ๋งๆ อย่างเคย

 

       “ที่นี่เหรอ....”

พอมาถึงสถานที่จริงเข้าแล้วยูริกลับขาสั่นขึ้นมาทันที เมื่อเห็นแหล่งน้ำที่อยู่ตรงหน้า

 

       “แล้วเราจะทำอะไรกันฮะ”

ทั้งสามแฝดลงมายืนบนพื้นมองสระน้ำตรงหน้าขนาดไม่ใหญ่นัก มีพืชน้ำขึ้นอยู่ประปราย โดยเฉพาะพืชดอกชนิดหนึ่งออกดอกสีเหลืองสวยชูช่อให้พรึ่บเต็มสระ

ดอกไม้น้ำนี้ยูริได้เห็นจากซึงยอนเมื่อวานนี้ เธอไม่รู้หรอกว่าดอกนั้นชื่ออะไร รู้แต่ว่ามีกลิ่นหอมมาก อีกทั้งที่ก้านชูดอกยังมีกระเปาะที่คล้ายจะบรรจุน้ำหวานซึ่งดูคล้ายน้ำมันหอมระเหยอย่างมากอยู่ เธอลองเจือจาง และผสมมันเข้ากับน้ำในถัง ก็พบว่ามันหลอมรวมกับน้ำได้ดีอย่างน่าประหลาด เธอจึงใช้มันแทนสบู่เหลวอาบน้ำไปเมื่อวาน

 

“งั้นเด็กๆ ไปเก็บดอกไม้ให้พี่หน่อยนะ เจ้าดอกสีเหลืองนั่นน่ะ เอามาเยอะๆ เลยนะ”

“แค่นั้นเหรอฮะ”

“แค่นั้นที่ไหน เรามาแข่งกันดีกว่าว่าใครจะเก็บได้เยอะที่สุด ดีมั้ย”

ยูริหลอกล่อเด็กน้อยทั้งสาม

 

       “ดีฮะ ดีๆ”

       “งั้นเก็บมาจนกว่าจะถึงตอนเย็น ใครเก็บได้มากที่สุดคนนั้นชนะ”

       “เย้ ไปกันเถอะ”

มินกุ๊กกระโดดนำแฝดพี่น้องไป

       เมื่อเด็กๆ ไปแล้ว ยูริก็หันหลังให้สระน้ำ ก่อนจะเริ่มตั้งจิตรวมพลังไว้ที่ฝ่าเท้า

      

       “ทำไงดีนะเรา”

ยูรินึกถึงตอนที่งอช้อนก่อนหน้านี้

 

       “ตอนนั้นให้คิดเหมือนว่าใส่ถุงมือเหรอ...ถ้างั้นตอนนี้คิดว่าใส่รองเท้าจะได้มั้ยนะ”

เสร็จแล้วเธอก็ถอดรองเท้าออกแล้วหลับตา พลางคิดคำนึงถึงการสร้างเกราะที่เข้ามาห่อหุ้มฝ่าเท้าเอาไว้

      

       ใส่รองเท้า ใส่รองเท้า ใส่รองเท้า

ยูริครุ่นคิดในใจ ไม่นานร่างของเธอก็ค่อยๆ ยกตัวเลยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย หากไม่สังเกตก็จะไม่เห็นว่าฝ่าเท้าของเธอลอยขึ้นมาจากพื้นนิดนึง

 

       ร่างสูงลืมตา ก้มมองเท้าตัวเองแล้วยิ้มกว้าง

 

       “ทำได้แล้ว”

       ตุบ

ดีใจได้ไม่นาน ร่างเธอก็ยืนบนพื้นเหมือนเดิม

 

       “อ๊า แป๊บเดียวเอง ทำไงดี”

 

       “อ่าถ้าคิดว่าใส่ถุงเท้าล่ะ ฮะๆ เรานี่ฉลาดจริงๆ”

ยูริลองคิดแล้วเพ่งจิตอีกครั้ง คราวนี้ก็ทำได้เหมือนเดิมอีกเธอพยายามสงบใจและเดินไปมาบนพื้นดิน โดยไม่สนใจเด็กสามแฝดที่ผลัดกันกลับมา เพื่อเอาดอกไม้มาวางกองอยู่แถวนั้น

จากครั้งแรกทำได้ไม่นาน แต่ครั้งถัดมาก็ทำได้นานขึ้นเรื่อยๆ และเวลาที่ใช้สร้างเกราะก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ

       เมื่อเห็นว่าพอใช้ได้ ยูริเดินหาไม้ยาวๆ แถวนั้นมาถือเป็นไม้เท้า ก่อนจะเพ่งจิตสร้างเกราะที่เท้าแล้วค่อยๆ เดินถอยหลังไปยังบึงน้ำด้านหลังอย่างช้าๆ ใจเต้นระส่ำ

       เธอหลับตาเดินไปเรื่อย และยืนบนผิวน้ำริมตลิ่งได้จริงๆ แต่พอลืมตาพลังก็สลายไปอย่างรวดเร็ว ดีแต่ว่าน้ำตื้นเพียงหน้าแข้ง และยูริก็ถือไม้คอยพยุงตัวเองไม่ให้ล้มไว้อยู่

 

       “ว้าว..พอไหวแฮะ”

พูดแล้วก็รีบวิ่งจู๊ดขึ้นมาจากน้ำแล้ว ทำซ้ำแบบเดิมอีกรอบ บาเรียใสบางๆ ห่อหุ้มอยู่รอบเท้าของยูริ มีระยะห่างจากผิวน้ำเพียงน้อยนิด หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะเห็นเพียงร่างของยูริเดินอยู่บนผิวน้ำ โดยเพิ่มระยะห่างจากตลิ่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ

 

       “เยส!!! ข้าทำได้”

ยูริยืนเอาทาบอกเมื่อเดินได้ไกลจนถึงครึ่งบึงแล้วกลับมายังฝั่งได้สำเร็จ เธอมัวแต่ฝึกพลังจนลืมเลือนเวลามาถึงเย็นย่ำ

       เด็กแฝดทั้งสามคนต่างแย่งกันพุ่งตัวมาหายูริยกใหญ่

 

       “พี่ยูริ ~~~~

เด็กๆ โถมตัวเข้าใส่ยูริจนเกือบล้มไปด้วยกัน

 

       “ว่าไง แดฮันนี่ มินกุ๊กกี้ มันเซย่า”

       “พวกเราเก็บดอกไม้เสร็จแล้วฮะ”

       “เหรอไหนดูสิ....เหวอ”

ยูริตะลึงเมื่อเห็นกองดอกไม้สามกองสูงเกือบท่วมหัวเธออยู่ตรงหน้า

 

       “นี่ดอกไม้ในบึงนี่เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”

       “บึงนี้ไม่เยอะหรอกฮะ พวกเราก็เลยข้ามไปเก็บที่สระน้ำฝั่งโน้นมาเพิ่มไงฮะ ยังไงๆ มันเซก็ต้องชนะฮะ”

       “ใครว่ามินกุ๊กกี้ต่างหาก”

สองหนุ่มน้อยเดินมาประจันหน้ากัน

 

       “เดี๋ยวๆๆๆ ทั้งสองคนบอกพี่หน่อยสิมีบึงอยู่แถวนี้อีกเหรอ”

       “ใช่ฮะ สระมรกตฝั่งนู้นน้ำใสมากเลยล่ะฮะ พวกพี่สาวที่วังก็ชอบไปเล่นกันบ่อยๆ ด้วยล่ะ”

       “งั้นเหรอ อืม...น่าสนใจแฮะ พาพี่ไปดูหน่อยสิ”

ยูริครุ่นคิดอย่างอยากลองวิชาอีกหน่อย เพราะบึงแห่งนี้จุดลึกสุดอยู่เพียงแค่ต้นขาเธอแค่นั้นเอง ได้ฟังว่าน้ำใสจนสาวๆ ไปเล่นบ่อยเธอก็อยากจะไปเห็น นี่แค่อยากไปเห็นน้ำใสๆ จริงๆ นะ

 

       “แล้วใครชนะล่ะฮะ”

มันเซถาม

 

       “เดี๋ยวเราค่อยมานับดอกไม้กันน่า ไปเล่นน้ำกันก่อนมั้ย นี่ดูสิมอมแมมไปหมดแล้วพวกเราน่ะ”

ยูริโน้มน้าวแล้วเดินไปอุ้มมันเซ กับมินกุ๊กไว้ในอ้อมแขน แดฮันก็รีบกระโดดเกาะหลังเธอมาด้วยอีกคน

 

       “งั้นก็ได้ฮะ”

มินกุ๊กบอกทางไปยังสระมรกต พอไปถึง แม้จะยังไม่ได้เข้าไปใกล้ยูริก็เห็นสระน้ำสีเขียวใสส่องประกายระยับ สะท้อนแสงแดดยามเย็นมาแต่ไกล เธอปล่อยให้เด็กๆ วิ่งลงไปเล่นน้ำกันอย่างร่าเริง แต่ตัวเองยังยืนทำใจในระยะห่างๆ แล้วชะเง้อ ชะแง้คอมองไปรอบๆ บริเวณ

 

       “ไหนว่ามีสาวมาเล่นน้ำไง นี่หลอกกันมั้ยเนี่ย”

ยูริว่าพลางเดินไปเมียงมองกอดอกไม้น้ำที่ขึ้นอยู่ริมตลิ่ง ยูริสังเกตว่าที่ใดมีดอกไม้น้ำขึ้น บริเวณนั้นน้ำมักจะไม่ลึกมาก เจ้าตัวเดินไปมองดอกไม้ที่ดูเหมือนจะต่างไปจากดอกที่เธอให้เด็กๆ ไปเก็บ ดอกนี้ลักษณะคล้ายดอกบัวที่มีสีแดงเข้มเหมือนเลือด ลอยปริ่มอยู่บนผิวน้ำ

       ขณะที่เพ่งพินิจดอกไม้ หูยูริก็ได้ยินเหมือนเสียงคนคุยกันอยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่สิ ฟังดีๆ แล้วเสียงเหมือนสาวๆ หยอกเย้า เล่นน้ำกันมากกว่า

 

       “นั่นไง...ดีล่ะ”

ยูริใช้พลังสร้างเกราะที่เท้าแล้วเดินเหยียบไปบนผิวน้ำ ฝ่าดงใบไม้พืชน้ำที่สูงจนท่วมหัวไปหาเสียงหวานเหล่านั้น

       ยูริค่อยๆ แหวกใบพืชน้ำและเดินไปเรื่อยๆ จนใกล้พอที่จะแอบมองลอดใบพืชพวกนั้นไปเห็นทัศนียภาพอีกด้านหนึ่ง

 

       ร่างหญิงสาวห้าคนลอยคอเล่นน้ำอยู่ตรงหน้า คนผมสีส้มวักน้ำหยอกล้อกับสาวสวยผมสีชมพู

 

       “นะ...น่ารักจัง”

ยูริมองภาพนั้น แล้วสำรวจมองเห็นกองเสื้อผ้าสาวๆ วางอยู่ริมฝั่ง นี่หมายความว่าสาวๆ พวกนี้

             

       “แบบนี้ก็......โนบราสินะ อิ อิ อิ”

ยูริยิ้มชั่วร้ายก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงคล้ายนั่งยองๆ อยู่บนพื้นน้ำ แล้วชะเง้อมองต่อไป

       หญิงสาวผมสีเขียวกำลังว่ายน้ำไปเกาะพลังอีกคนที่ผมสีน้ำเงิน แล้วว่ายน้ำไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน

ยูริมัวแต่มองสาวๆ เล่นน้ำเสียเพลินตา จนลืมสังเกตไปว่าร่างทั้งร่างของสาวๆ จมลงใต้น้ำโผล่พ้นมาแค่คอเท่านั้น

 

       “อืม...ทำไมคนคนนั้น เล่นน้ำอยู่คนเดียวตรงนั้นนะ”

ยูริชะเง้อมองหญิงสาวผมสีน้ำตาลที่ว่ายตีน้ำอยู่มุมหนึ่งคนเดียว

 

       “แต่เดี๋ยวนะ....ทำไมต้องตีขาในน้ำตื้นกันด้วยน่ะ....หรือว่า.....”

ยูริเหมือนพึ่งสำนึกความจริงบางอย่าง ใจเริ่มสั่น แต่ก็รีบหลับตาตั้งจิตไว้ให้มั่น

 

       “ไม่มีอะไร ควอน ยูริ อย่าคิดมาก น้ำตื้นเว้ย น้ำตื้น”

ยูริพึมพำปลอบใจตัวเอง ไม่นานก็สงบใจได้ เกราะที่เท้ากลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง ยูรินั่งเกร็งตัวนิ่ง ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พอมองออกไปด้านนอกก็สบตาเข้ากับร่างบางผมสีน้ำตาลที่จ้องมองมาพอดี

       นั่นคงไม่ทำให้ใจยูริเต้นเท่ากับ ดวงตาและใบหน้านั้นคุ้นเคยกับยูริเป็นอย่างดี เมื่อเธอพึ่งแยกจากมาเมื่อเช้านี้เอง

 

       “นี่มัน...จะบังเอิญไปหน่อยแล้วมั้ง”

ใจยูริกระตุกวูบ เมื่อร่างบางยกมือเสยผมที่เปียกน้ำ แล้วเนินเนื้อสีขาวสล้างโผล่พ้นน้ำมานิดหนึ่ง

 

       ตูม!!!!’

       “อ๊ะ!!! เสียงอะไรน่ะ”

หญิงสาวผมสีเขียวหันไปมองตามเสียง

 

       “มีคนอยู่ตรงนั้น กำลังจมลงไปแล้วนะ”

หญิงสาวผมสีส้มตื่นตัวเร็วที่สุด มองไปยังมุมที่ยูริเริ่มจมน้ำ

 

       “หืม....”

ร่างบางผมสีน้ำตาลที่ตีน้ำอยู่หันไปมองพลางจะขยับตัว

 

       “โอ๊ะ! นี่ท่านหญิงจะไปช่วยคนจมน้ำอีกแล้วเหรอคะ”

หญิงสาวผมสีชมพูจับไหล่บางแล้วถามก่อนที่อีกคนจะว่ายน้ำไป

 

 

 

*** คุยกะไรท์เตอร์กันนิด ***

เรื่องนี้พี่ยูริมีความหื่นค่ะ ฮ่าๆๆๆๆ แหมก็แค่หื่นเธอทั้งควง คือห่วงเธอทั้งคืนแค่นั้นเอ๊ง...จมน้ำอีกละ จะรอดมั้ยพี่

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น

  1. #54 เอ็มเจ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 01:07
    มาต่อเร็วๆส้รอยุนะค่ะอยากอ่านอยากอ่าน
    #54
    0
  2. #51 Nick (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 / 00:27
    สนุกมากๆเลยค่ะไรท์มาต่อเรื่องไวๆนะ
    #51
    0
  3. #50 MATAZUB (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 / 09:14
    555555 ฮายูริ
    #50
    0
  4. #49 Pond (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 22:36
    ยูริลามก 55 ตอนอยู่กับองค์หญิงมีความทะเล้นน่ารัก
    #49
    0
  5. #48 2015-mj (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 20:23
    โถ่ยูริอาาา ทำไมเป็นคนแบบนี้55555
    #48
    0
  6. #47 Ahha (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2559 / 11:01
    ยูรินี่เจอองค์หญิงในน้ำตลอดเลยนะ
    #47
    0