Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 8 : บทที่ 6: คืนเดือนมืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 220
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    31 ต.ค. 59

***** บทที่ 6: คืนเดือนมืด *****

 


เจสสิก้านั่งหน้าเศร้าอยู่ในห้องเช่าซึ่งยอมจีพักอยู่ ทั้งหมดตกอยู่ในความเงียบอยู่นาน

      

       “ข้ายังไม่ได้ขอบคุณพวกท่านเลยนะ ที่ช่วยชีวิตยูริลูกของข้า”

เป็นยอมจีที่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน

 

       “อ้อ...นั่นไม่ใช่เรื่องลำบากอะไรสำหรับเราอยู่แล้ว เห็นคนลำบากก็ต้องช่วยกัน”

เจสสิก้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาคู่สวยของคนตรงหน้า

 

       “ถ้าเช่นนั้น เรื่องของท่าน.....ข้าก็จะช่วยเอง”

       “ท่าน.....”

หญิงสาวตกใจอยู่บ้าง นั่นเพราะเธอทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขอให้อดีตผู้นำแคว้นวีพอเน่มาช่วยเหลือได้

 

       “พวกข้าคงช่วยได้ในเรื่องของคนทำพิธี แต่ในส่วนของเซ่นบวงสรวงนั้น พวกท่านคงต้องเตรียมกันเอง หวังว่าท่านคงไม่ลำบากเท่าใดนัก”

       “โอ้...นั่นแน่นอน เป็นพวกท่านต่างหากที่ต้องลำบากเพื่อเราแล้ว สำหรับของทำพิธีท่านบอกมาเถิดว่าต้องใช้สิ่งใดบ้าง ทางตระกูลข้าจะจัดหามาให้อย่างแน่นอน”

หญิงสาวยิ้มได้อีกครั้งหนึ่ง

 

       “ข้าก็คิดว่าการเบิกสิ่งเหล่านั้นจากท้องพระคลังหลวง ก็คงไม่ยากกระไรนัก”

ยอมจีกล่าววาจาที่ทำเอาผู้ติดตามทั้งสี่ของเจสสิก้าตาลุกโพลง แต่คนฟังอย่างเจสสิก้ากลับเพียงยิ้มกว้างมากขึ้น

 

       “ขนมมาแล้วค่า”

เสียงซูยองดังมาจากด้านในก่อนจะยกน้ำชา และขนมหวานหลายอย่างออกมาวาง พลางถือวิสาสะนั่งลงข้างๆ ยอมจีแล้วหยิบขนมเข้าปากตัวเอง ก่อนจะเอื้อมมือไปแจกจ่ายถ้วยน้ำชาให้คนอื่นทั้งที่ตัวเองเคี้ยวตุ้ย

 

       “นี่ซูยอง เจ้ายกขนมมาให้แขกกินหรือเจ้าจะกินเองกันแน่”

ยอมจียกถ้วยชาขึ้นมา พลางส่ายหน้าอย่างไม่จริงจังนัก

 

       “กินเอง....เอ๊ย...ยกมาให้แขกสิท่านป้า นี่ท่านเห็นข้าเป็นคนยังไงกันนะ”

       “เห็นแก่กิน”

       “ถูก...เฮ้ย! ไม่ใช่สิท่านป้า ข้าก็ผู้กล้าคนหนึ่งนะ”

ซูยองหันไปตบฝ่ามือลงบนอกตัวเอง แต่มืออีกข้างนึงก็หยิบขนมเข้าปากไปอีก

 

       “พวกเจ้าก็มากินกันสิ ขนมที่นี่อร่อยเชียวล่ะ ข้าชอบ”

       “ขอบใจนะซูยอง”

เจสสิก้ายิ้มรับน้อยๆ แล้วเอื้อมมือไปยกถ้วยชา

 

       “นี่พวกท่านคุยกันถึงไหนแล้วเหรอ”

       “เรื่องของผู้ใหญ่เจ้าอย่ารู้เลย”

       “ห๊ะ...อะไรอ่ะท่านป้า ข้าอยากรู้บ้างไม่ได้เหรอ”

ซูยองโอดครวญขณะมองฝ่ายที่มาสนทนากับญาติผู้ใหญ่ของเธอ ว่าไม่เห็นจะโตกว่าเธอไปซักเท่าไหร่เลย

 

       “ถ้าเจ้ารู้แล้วจะได้อะไรขึ้นมา”

ยอมจีพูดขณะที่ในมือยังประคองถ้วยชาขึ้นมาสูดกลิ่นหอมของเครื่องดื่มรสเลิศ

 

       “ก็........”

ซูยองทำท่านึกคิด ก่อนจะหยิบขนมโยนเข้าปาก

 

       “ก็...ไม่อยากรู้ก็ได้”

ร่างสูงยักไหล่ ทำเอาองครักษ์หญิงสี่คนที่ยืนอยู่หลังเจสสิก้าลอบยิ้มขำเบาๆ

 

       “เราก็แค่จะทำพิธีบูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์กันอีกรอบ”

ยอมจีพูดหลังจากจิบชาไปจิบหนึ่ง

 

       “อ้าว...แต่เจ้ายูลก็ฟื้นแล้วนี่ ท่านป้าจะทำพิธีอีกทำไม”

       “ครั้งนี้เพื่อคนอื่นต่างหากล่ะ”

หญิงกลางคนตอบพลางเหลือบมองเจสสิก้าที่กำลังจิบชาอย่างผ่อนคลาย

 

       ซูยองไม่ได้ติดใจอะไรอีก หยิบขนมเข้าปากไปอีกหลายคำ

 

       “นี่ซูยองเจ้าเอาโพยของที่ต้องใช้ในพิธีที่ข้าเคยจดให้เจ้าไป ให้ท่านหญิงซูยอนไปหน่อยสิ”

ซูยองไม่ว่ากระไรเพราะปากกำลังใช้งานเต็มที่ จึงแค่พยักหน้าแล้วล้วงเข้าไปหยิบกระดาษสีน้ำตาลแผ่นเล็กที่เหน็บอยู่ข้างเอว ยื่นส่งไปให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงกันข้าม

 

       เจสสิก้ารับมาเปิดอ่าน ก็ได้เห็นรายชื่อวัตถุดิบหายากหลายอย่าง บางอย่างเธอไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ

 

       “จอย...นี่เป็นหน้าที่เจ้านะ”

เจสสิก้าชูกระดาษไปด้านหลัง หญิงสาวผมสีเขียวก็รีบเอื้อมมือมารับเก็บไว้ในทันที

 

       “ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนะ...วันที่จะทำพิธีได้คงต้องรอเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงครั้งหน้า”

ยอมจีเอ่ยบอกขณะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ

 

       “เอ....วันนี้คืนเดือนมืดนี่นา ถ้าเช่นนั้นก็อีกสิบห้าวันสินะท่านป้า”

       “เจ้าก็ไม่ตกการคำนวณนี่ซูยอง ก็ยังถือว่าของที่กินไปไม่เสียเปล่า”

       “ท่านป้าก็”

ซูยองค้อนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่หยุดหยิบของกินเข้าปากตัวเอง

 

       “เช่นนั้นวันนี้ข้าคงต้องขอตัวไปจัดเตรียมการทำพิธีก่อน คงรบกวนท่านหญิงยอมจีเพียงเท่านี้”

เจสสิก้าวางถ้วยชาแล้วลุกขึ้น ค้อมตัวเล็กน้อยให้กับหญิงสูงศักดิ์ชุดแดงตรงหน้าซึ่งยืนขึ้นส่งเธอด้วยรอยยิ้ม

 

       “อ้าว..ทำไมรีบกลับล่ะ...ขนมข้าไม่อร่อยเหรอ”

ซูยองลุกขึ้นถาม

 

       “เอาไว้คราวหน้านะซูยอง ไว้ข้าจะมาเยี่ยมเพื่อนเจ้าด้วย”

       “อ่า..ใช่ๆๆ คราวหน้าข้าต้องพาเจ้ายูลมาเจอท่านแน่ๆ ท่านหญิง”

ซูยองเอ่ย

 

       “แล้วเราค่อยเจอกันที่เกาะหยดน้ำนะท่านหญิง ในวันนั้นข้ากับสามีของข้าจะไปอย่างทำพิธีให้ท่านอย่างแน่นอน”

ยอมจีกล่าวอย่างอ่อนโยน

 

       เจสสิก้าค้อมหัวอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมไปเอาฮู้ดเสื้อคลุมด้านหลังขึ้นมาคลุมศีรษะ แล้วเดินออกไปจากห้อง

 

 

*******************************************

 

 

       “เราไปกันเถอะพี่ยูริ”

เด็กน้อยที่เกี่ยวคอยูริแน่นเอ่ยอย่างร่าเริง

 

       “ไปไหนล่ะมินกุ๊กกี้”

       “ก็ไปฝึกวิชาไง เย้ๆๆๆ”

มินกุ๊กพูดพลางขย่มตัวเองอยู่ในวงแขนสีเข้ม จนยูริเกือบจะทานน้ำหนักไม่ไหว

 

       “นี่ๆๆ มินกุ๊กกี้อ่ะ เราพึ่งกินข้าวมา เจ้าอย่าโยกตัวแรงสิ”

ยูริพูดพลางเริ่มออกเดิน

 

       “งั้นเราฝึกกันเลยนะ”

 มินกุ๊กจ้องหน้ายูริเขม็งทำเอาเธอหนาวๆ ร้อนๆ

 

       “เดี๋ยวๆๆๆๆ อย่าพึ่งสิ วันนี้วันแรกเอง พี่ต้องไปเตรียมที่พักก่อนนะ มินกุ๊กกี้ แดฮันนี่ มันเซย่า จะช่วยพี่ได้รึเปล่า”

       “ฮะได้สิฮะ”

มันเซพูดเสียงดังใส่ข้างหูยูริ ขณะที่เอี้ยวตัวมาคล้องคอจากด้านหลัง ซึ่งตอนนี้ยูริรวบผมสีชมพูไว้ลวกๆ

      

       “เอางั้นก็ได้ฮะ”

มินกุ๊กยักไหล่ แล้วก็โยกตัวอย่างมีความสุข ส่วนแดฮันทำเพียงพยักหน้า แล้วจ้องมองหน้ายูริไม่วางตา

 

       “นี่ๆ พวกเราน่ะทำแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอ”

ยูริถามขณะก็อุ้มเด็กสามแฝดแล้วเดินกลับที่พัก ซึ่งเธอก็ไม่ทันรู้ตัวว่าตัวเองเอาเรี่ยวเอาแรงมาจากไหน ถึงอุ้มเด็กสามคนที่ตัวก็ไม่ได้น้อยเท่าไหร่พร้อมกันได้

 

       “ทำอะไรฮะ”

มินกุ๊กผู้ช่างเจรจาเอ่ยถามทั้งที่โยกตัวไปมาหัวสั่นหัวคลอน

 

       “ก็ใช้พลังจิตพวกนั้นไง”

       “ข้าดื่มนมท่านแม่ แล้วข้าก็ทำได้เลย”

มันเซตอบพลางชูแขนสูงแล้วกลับมาคล้องคอยูริไว้อีก

 

       มินกุ๊กนิ่งไปนิดนึง ก่อนจะพยักหน้าแล้วพูด

       “มินกุ๊กกี้ก็จุ๊บท่านพ่อ แล้วก็ทำได้เลย”

 

ยูริอึ้งไปนิดกับคำตอบ ก่อนจะหันไปคาดหวังกับพี่ชายคนโตของสามแฝดที่ยังนิ่งอยู่ในอ้อมแขนเธอ

 

       “แดฮันนี่ไม่รู้ฮะ แค่อยากทำก็ทำ”

       เหอะ เหอะ ให้มันได้อย่างนี้สิ

ยูริกลอกตามองท้องฟ้าที่เริ่มเย็นย่ำ ฉาบฉายด้วยแสงสีแดงอมส้ม

 

       “เมื่อไหร่จะถึงฮะ”

มันเซถามพลางเอาคางมาวางพาดไหล่ยูริ

 

       “นั่นสิพี่ยูริช้าจัง กระโดดเลยสิฮะ”

       “กระโดด?”

       “แบบนี้ไง”

มันเซพุ่งตัวขึ้นจากหลังยูริแล้วไปอยู่บนยอดไม้ทันที

 

       “อะ...เอ่อ....”

มินกุ๊กที่เห็นแบบนั้นก็พุ่งตัวไปอยู่ข้างมันเซ

 

       “เดี๋ยวสิ”

ยูริงงหนักมาก เลยพยายามจินตนาการว่าตัวเองเป็นซูเปอร์แมน แล้วกระโดดดูบ้าง


ผลที่ได้คือ.... ตัวเองยังคงอยู่ที่เดิม

 

       “พี่ยูริทำอะไรฮะ....ตอนประลองพี่ยูริกระโดดไกลมากเลยนะฮะ พวกเราอยากทำบ้างจัง”

มินกุ๊กพูดพลางกระโดดโลดเต้นอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่

 

       “นั่นสิพี่มัวทำอะไรอยู่อ่ะ”

มันเซพูด

 

       “แบบ....แบบว่าพี่แค่จะลองดูว่าพื้นดินแถวนี้มันแน่นดีรึเปล่าน่ะ”

พูดแล้วก็กระทืบเท้าลงไปอีกสองสามที ยูริคิดหาข้อแก้ตัวเร็วจี๋ ตอนนี้ให้เด็กๆ คิดว่าเธอมีฝีมืออยู่บ้าง คงจะดีกว่าเป็นยูริผู้อ่อนด๋อย ซึ่งดีไม่ดีเด็กแสบเหล่านี้อาจจะแกล้งเธออีก หากได้รู้ว่าเธอไม่ใช่ผู้กล้าที่เก่งกาจอะไรนั่น

 

หลังพูดจบแดฮันดิ้นดุ๊กดิกเหมือนอยากออกจากอ้อมกอดของยูริอีกคน ยูริรีบกระชับอ้อมแขนแน่นไม่อยากปล่อยให้แดฮันออกไป พลางสมองก็คิดเร็วจี๋อีกครั้งเพื่อรับสถานการณ์ตรงหน้า แล้วก็ปิ๊งไอเดียบางอย่าง

 

“เดี๋ยวสิ...แดฮันนี่ได้ดูพี่ประลองรึเปล่านะ ตอนนั้นน่ะ”

เด็กน้อยในอ้อมแขนหยุดดิ้นแล้วพยักหน้าอย่างแรง ทั้งดวงตายังเปล่งประกายระยิบ ยูริที่ได้เห็นก็ยิ้มยินดี แล้วเริ่มแผนตัวเองต่อ

 

       “งั้นแดฮันนี่ว่าพี่เก่งมั้ย”

แดฮันยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองมือ

 

       “แล้วอยากเก่งแบบพี่รึเปล่า”

คราวนี้เด็กน้อยพยักหน้าแรง และมีรอยยิ้มร่าเริง

 

       “อยากฮะ”

       “ถ้างั้นก็ต้องฝึกบ่อยๆ นะ เอางี้เริ่มจากแดฮันนี่ลองใช้พลังยกตัวพี่ให้ลอยไปถึงฐานเราเลยได้มั้ยล่ะ”

       “เด็กน้อยขมวดคิ้วย่น”

       “เอาน่า...แค่ฝึกนิดๆ หน่อยๆ แดฮันนี่ทำได้ใช่มั้ย แล้วจะได้เก่งเหมือนพี่ไง”

เด็กน้อยตาโต ก่อนจะพยักหน้า

ยูริจึงปล่อยให้แดฮันยืนกับพื้น ก่อนที่เธอจะคิดได้ว่า ไม่ควรพูดแบบนั้นเลย

 

“เหวอ!!!!

เมื่อเท้าแตะพื้นเด็กน้อยแดฮันจ้องยูริแล้วใช้พลังบังคับผลักร่างยูริให้ลอยตัวขึ้น ก่อนจะเร่งความเร็วตามมินกุ๊กและมันเซที่กระโดดตามยอดไม้ไปก่อนหน้า

       แต่ด้วยแดฮันไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนความสูงที่เขาทำได้จึงไม่ได้สูงเท่าเดิมที่จะพ้นยอดไม้ แต่ถึงอย่างนั้นก็สูงพอให้ยูริได้แต่ร้องโวยวาย

 

       “ว้าก!!! ต้นไม้ๆๆๆๆ ชนแล้วๆๆๆ ว้าก!!! แดฮันนี่!!!!!

 

แดฮันใช้พลังจิตยกตัวยูริไปด้วย เคลื่อนตัวไปข้างหน้าด้วย ซึ่งความเร็วนั้นไม่น้อยเลย เนื่องจากพี่ชายกลัวจะตามน้องๆ ไม่ทัน จึงเร่งความเร็วในระดับสูงสุด ชนิดที่ยูรินึกว่านั่งอยู่บนรถไฟเหาะ เพราะเมื่อเจอสิ่งกีดขวางทีไร แดฮันจะหลบในระยะประชิดทุกครั้งไป ทำเอายูริใจหายใจคว่ำไม่หยุด

 

สุดท้ายร่างยูริก็หล่นตุ้บลงมานั่งอยู่ที่หน้ากระท่อมโกโรโกโสของเธอ ด้วยสภาพที่ดูไม่จืด ผมเผ้ายุ่งเหยิง เต็มไปด้วยใบไม้เสียบแซม เสื้อผ้าขาดวิ่นไปบ้าง แต่ยังดีที่อวัยวะยังอยู่ครบสามสิบสอง

 

“เฮ้อ...รอดแล้วเรา”

ยูริพึมพำหลังสำรวจร่างกายตัวเองแล้ว

       เด็กน้อยแดฮันยิ้มแต้พลางเดินมาหวังรับความดีความชอบจากยูริ

 

       “ดีมากจ้ะ แดฮันนี่”

ยูริกัดฟันพูด และยกมือลูบหัวเด็กน้อย แต่เหมือนเด็กน้อยยังไม่พอใจ กลับทำแก้มป่องยื่นมาตรงหน้ายูริเสียนี่

       คนหัวฟูจึงไม่รู้จะทำอย่างไรได้ นอกจากรีบจุ๊บแก้มน้อยนั้นไป ด้วยกลัวว่าหากไม่ทำเด็กน้อยจะเปลี่ยนใจใช้พลังยกตัวเธอขึ้นมาแทน แดฮันดูพออกพอใจมากก่อนจะหันมาจุ๊บแก้มยูริเสียฟอดใหญ่

 

       “อ้า!!!! แดฮันนี่ขี้โกง”

มินกุ๊กกับมันเซตะโกนขึ้นพร้อมกัน เมื่อเห็นภาพตรงหน้า แล้วก็วิ่งดุ๊กๆ มาหายูริกันยกใหญ่

 

       “เดี๋ยวๆๆๆ มิกกุ๊กกี้..มันเซย่า”

       “ทำไมล่ะฮะ จุ๊บพวกเราด้วยสิฮะ พี่ยูริไม่ยุติธรรมอ่า”

มินกุ๊กโวยวาย

 

       “ไม่ใช่ซักหน่อย พี่จุ๊บให้แดฮันเป็นรางวัลที่ทำความดีต่างหาก มินกุ๊ก กับมันเซทำรึยังล่ะ”

       “ทำอะไรฮะ”

มันเซถาม

 

       “ก็แดฮันนี่ฝึกใช้พลังกับพี่ไง”

       “งั้นพวกเราด้วย”

มินกุ๊กกำลังจะชี้นิ้วเข้าใส่ยูริ แต่ดีที่อยู่ในระยะใกล้ ยูริจึงรีบพุ่งตัวไปรวบแขนน้อยๆ นั้นไว้ได้ก่อน

 

       “ไม่ใช่สิ....หมายถึงใช้พลังทำอย่างที่พี่บอกได้ต่างหาก”

       “ทำไมต้องทำอย่างที่พี่ยูริบอกด้วยล่ะ”

มินกุ๊กช่างเป็นเด็กน้อยขี้สงสัย

 

       “อ่า...ก็....ถ้าทำแล้วจะได้เก่งแบบพี่ไง”

       “เก่งแบบพี่ยูริเหรอ”

มันเซเดินมาตรงหน้ายูริอีกคน

 

       “ใช่ๆๆ เก่งแบบพี่ที่ใช้พลังในวันงานประลองไง”

ยูริไม่รู้ว่ายูลแฝดผู้น้องของเธอไปสร้างอภินิหารอะไรเอาไว้ เด็กน้อยทั้งสามจึงได้ตาเป็นประกายอยากมีพลังถึงขนาดนั้น หลังได้ฟังคำหลอกล่อของเธอ

 

       “งั้นก็ได้ฮะ พี่ยูริจะให้เราทำอะไร”

ยูริเลิกลั่กเพราะยังไม่ทันคิด

 

       “เร็วๆ สิฮะ”

มันเซเร่งหนัก

 

       “อ่า...งั้นมันเซทำให้หลุมนี่ลึกอีกหน่อยสิ แล้วก็ยิงพลังไปตรงแม่น้ำให้น้ำจากลำธารไหลมาที่หลุมนี้นะ ทำได้รึเปล่า”

ยูริลุกขึ้นเดินไปชี้หลุมจากแรงระเบิดก่อนหน้านี้ ที่อยู่ด้านข้างบ้าน

 

       “สบายมากฮะ”

มันเซวิ่งดุ๊กๆ ไปยังหลุมนั้นแล้วหย่อนลูกบอลพลังสีแดงขนาดเท่าลูกมะนาวลงไปแล้ววิ่งกลับมาหายูริ ก่อนที่เสียงดังกัมปนาทจะดังขึ้นตามหลัง 


       “บึ้มมมมมม!!!!!”


แล้วเศษดินก็พุ่งกระจายขึ้นมาเสียคลุ้ง

 

       “เสร็จแล้วฮะ”

มันเซว่า ขณะที่ยูริมองตาค้าง

 

       มันเซยื่นหน้ามาหายูริ

      

       “ยังสิ มันเซเอาน้ำมาด้วยสิ”

       “พี่ยูริก็ไปตักสิฮะ”

       “......................”

 

ยูริกัดริมฝีปากตัวเองไปนิดนึง ก่อนจะอุ้มมันเซเดินไปนั่งข้างๆ หลุมระเบิดเมื่อครู่ ซึ่งฝุ่นเริ่มจาง

 

       “เนี่ย มันเซเอาบอลพลังจิตยิงไปที่แม่น้ำตรงนั้นนะ เห็นมั้ย”

       “เห็นฮะ”

มันเซพยักหน้า พลางเรียกบอลพลังขนาดย่อมขึ้นมาในมือ แล้วขว้างไปที่ลำธารทันที

 

       “ตู้ม!!!!!

เสียงน้ำแตกกระจาย สัตว์น้ำหลายชีวิตกระเด็นขึ้นมาด้วยอย่างช่วยไม่ได้

 

       “เอ่อ...”

ยูริกุมขมับกับการสื่อสารกับมันเซ ที่กำลังยื่นแก้มป่องๆ มาหาเธออีกแล้ว

 

       “มันเซย่า...”

       “ฮะ จุ๊บฮะ จุ๊บๆๆๆ”

เด็กน้อยชี้แก้มตัวเอง

 

       “เดี๋ยวสิ อีกทีนะ มันเซย่า แค่ยิงตรงพื้นดินเนี่ยให้บอลไถลไปจนสุดทางที่ลำธารนั่นน่ะ ได้มั้ยจ๊ะ”

       “โธ่...แล้วก็ไม่บอกตั้งแต่แรก”

มันเซเรียกบอลพลังขึ้นมาแล้วโยนด้วยท่าทางคล้ายโยนโบว์ลิ่ง ลูกบอลพลังจิตสีแดง ก็พุ่งออกไปเลียดพื้นดิน ถากเอาหน้าดินไปเป็นร่องตามที่ลูกบอลวิ่งผ่านจนไปสุดที่ลำธาร

 

       ซ่า!!!!!!!’

เสียงน้ำไหลมาตามร่องดินนั้นแล้วมาตกลงไปยังหลุมระเบิดพอดี ได้ดังใจยูริจนต้องรีบดึงตัวเด็กน้อยมาหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนที่เด็กน้อยจะยิ้มชอบใจแล้วดึงหน้าเธอไปหอมตั้งสองฟอด

 

       “มินกุ๊กกี้ด้วยฮะ มินกุ๊กกี้ด้วย”

เด็กน้อยตัวกลมวิ่งมาหายูริ

 

       “ใช่ๆ มินกุ๊กกี้ด้วยเนอะ...ทำอะไรดีเนี่ย”

ยูริเกาหัวตัวเอง แล้วก็มีใบไม้ติดมือออกมา

 

       “อ่า...รู้แล้ว”

       “ให้มินกุ๊กกี้ทำอะไรฮะ”

ขณะที่มินกุ๊กถาม แดฮันกับมันเซก็เดินไปดูน้ำที่ไหลจากลำธารมายังหลุมอย่างตื่นตาตื่นใจ

 

       “งั้นมินกุ๊กกี้ลองสร้างเกราะพลังจิตรอบตัวเองหน่อยสิ เอาช้าๆ นะ ..อ่า...ไม่ๆๆ เอาแค่เกราะรอบกำปั้นมินกุ๊กกี้ก็พอนะ”

ยูริพูดพลางเอื้อมมือไปดึงมือเด็กน้อยมากำไว้

 

       “แค่นี้เหรอฮะ”

       “ใช่”

       “แล้วมินกุ๊กกี้จะเก่งขึ้นเหรอฮะ”

       “จ้ะ”

       “แล้วมินกุ๊กกี้ต้องทำนานมั้ยฮะ”

       “ก็ไม่นานหรอกแต่ช้าๆ แล้วบอกพี่ด้วยว่ามินกุ๊กกี้ทำยังไง”

       “เสร็จแล้วฮะ”

ยูริได้ยินแล้วอยากจะเอาหัวโขกพื้นเสียเดี๋ยวนี้ แต่ก็ยังต้องแสร้งยิ้ม

 

       “ไม่ใช่สิ ก่อนจะทำมินกุ๊กกี้ทำยังไง พูดออกมาด้วยสิ”

       “ทำอะไรฮะ”

       “ก็เกราะพลังจิตนี่ไง”

มินกุ๊กชูกำปั้นขึ้น

 

       “ก็แค่คิดว่าจะสร้างเกราะฮะ”

ยูริพยักหน้า

 

       “ตรงนี้”

มินกุ๊กกำมือยกขึ้นแล้วหมุนๆ มือที่กำของตัวเอง

 

       “เสร็จแล้วฮะ”

       “หะ...”

ยูริงง

 

“เสร็จแล้วเหรอ”

“ฮะ”

มินกุ๊กเดินเบียดตัวเองเข้ามาเอาแก้มป่องๆ มาตรงหน้ายูริจนเธอแทบไม่ต้องขยับไปไหน แก้มยุ้ยก็มาแนบชิดริมฝีปากเธอเองแล้ว

 

       “ทำไมมันเร็วนักล่ะ ก่อนหน้านี้ยังใช้เวลาตั้งนาน”

       “ก็นี่มันแค่เกราะเล็กๆ นี่ฮะ แป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว”

มินกุ๊กเขย่งตัวหอมแก้มยูริที่นั่งยองๆ อยู่ แล้วเด็กน้อยก็วิ่งไปเล่นน้ำที่กำลังไหลมาเช่นเดียวกับพี่น้อง มินกุ๊กจุ่มกำมือลงไปในธารน้ำไหลสายน้อยนั้นก่อนที่มันจะไหลลงไปในบ่อระเบิดของมันเซ

       ยูริมองเด็กทั้งสามเล่นน้ำอย่างร่าเริงก็อดจะยิ้มตามไม่ได้ จึงลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากตัวแล้วเดินตามไปดูใกล้ๆ มินกุ๊ก เพราะที่ตรงนี้มีเพียงสายน้ำน้อยๆ ตื้นๆ ซึ่งมันยังห่างไกลบ่อน้ำลึกอยู่น่ะสิ เธอถึงยังเดินสบายๆ อยู่ได้

พอเข้าใกล้เด็กน้อยยูริก็เบิกตากว้าง เมื่อเห็นน้ำไม่เปียกมือของเด็กชายมินกุ๊กที่จุ่มลงไปเลย มีบาเรียใสน้อยๆ ห้อมล้อมมือของเขาอยู่ ซึ่งมินกุ๊กกำลังวักน้ำไปสาดน้องชายอย่างสนุกสนาน


       “นี่มัน....เจ๋งชะมัด...เกราะกันน้ำเหรอเนี่ย”

ยูริตาเป็นประกาย

 

       “ใช่เลย...นี่แหละวิชาในฝันของฉัน”

      

      

*******************************************

 

 

       “นอนหลับฝันดีนะคริส”

เจสสิก้าก้มตัวไปจูบหน้าผากน้องสาวที่นอนหลับตาอยู่บนเตียงด้วยน้ำตาคลอหน่วย

      

       “อย่ากังวลไปเลยลูก คริสตัลต้องหายแน่ๆ”

พระราชาที่ยืนอยู่ข้างเตียงลูบผมลูกสาวคนโตอย่างรักใคร่

 

       “นั่นสิ...วันนี้คืนเดือนมืด ลูกก็รีบไปพักผ่อนเถอะนะเจสสิก้า”

พระราชินีที่ยืนอยู่ด้วยโอบไหล่ลูกสาวพลางมองไปยังนอกหน้าต่าง ที่แสงสีแดงยามเย็นกำลังจะลาลับขอบฟ้า

 

       “เพคะ เช่นนั้นลูกขอทูลลาท่านพ่อ ท่านแม่”

เจสสิก้าเดินถอยมาทำความเคารพคนทั้งคู่ ก่อนจะเดินหันกายจากไปยังห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของมหาปราสาท โดยมีเยรินนางกำนัลคนสนิทเดินตามไป

 

       “เยรินวันนี้เจ้าไปพักผ่อนซะ ไม่ต้องอยู่รับใช้ข้า”

เจสสิก้าบอกกับนางกำนัลเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้อง

 

       “เพคะองค์หญิง”

หญิงสาวย่อกายถวายความเคารพแล้วจากไปอย่างรู้งาน

 

       “ซึลกิ”

เจสสิก้าเอ่ยเรียกทั้งที่ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ

       แต่ร่างหญิงสาวผมสีส้มกลับปรากฏกายคุกเข่าตรงหน้าเจสสิก้าทันที

 

       “เพคะองค์หญิง”

       “บอกคนของเจ้าว่าวันนี้ไม่ต้องมาอยู่เฝ้าข้า”         

       “ไม่ได้เพคะองค์หญิง”

       “นี่! เจ้าจะขัดคำสั่งข้ารึ!

เจสสิก้าขึ้นเสียงจนซึลกิผงะ

 

       “เอ่อ...หม่อมฉันไม่กล้า”

       “ถ้างั้นเจ้าก็จงฟังคำข้า อย่าให้ใครมาอารักขาข้าในคืนนี้ ไม่ว่าเจ้าจะได้ยินเสียงอะไร ก็อย่าเข้ามา เข้าใจหรือไม่”

       “เอ่อ...ทำไมล่ะเพคะ”

       “เฮ้อ....”

เจสสิก้าถอนหายใจหนัก

 

       “คืนนี้น่ะ ไม่มีใครจะทำอันตรายข้าได้หรอก.....มีแต่ข้าเท่านั้นแหละ....ที่อาจจะทำร้ายคนอื่น”

หญิงสาวเอ่ยด้วยดวงตาเศร้าสร้อย

 

       “เพราะงั้น เจ้าอย่าได้ให้ใครก้าวล้ำเข้ามาใกล้บริเวณห้องของข้า หรือแม้แต่ในเขตปราสาทหลังนี้ รวมถึงหน่วยของพวกเจ้าด้วย ได้ยินมั้ย”

       “เพคะองค์หญิง”

ซึลกิรีบรับคำแล้วหายตัวไปทันทีไม่กล้าถามคำถามใดอีก พร้อมกับที่เจสสิก้าเดินเข้าไปแล้วปิดประตูห้อง

 

       เจสสิก้าเดินไปนั่งบนเตียงอย่างอ่อนแรง แล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลามองเพดานทั้งชุดสามัญชนที่เธอใส่ออกไปข้างนอกวังมา

 

       “เฮ้อ...หวังว่าพิธีบูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จะพาน้องพี่กลับมานะ”

หญิงสาวพึมพำอยู่คนเดียว

 

 

*******************************************

 

 

ณ เมืองบีทูร่า

 

เรือขนาดใหญ่กำลังเข้าเทียบท่าจอดเข้าเมือง โดยมีผู้นำของเมืองอย่าง คิม จองกุ๊ก กับคนสนิทไม่กี่คนมายืนต้อนรับชายร่างอ้วนซึ่งกำลังเดินลงมาจากลำเรือ

 

       “ยินดีที่ได้พบกันนะท่าน คัง โฮดง”

จองกุ๊กเอ่ยทัก

 

       “ฮ่าๆๆๆ ข้าก็ยินดีมากๆๆๆ ที่ได้พบท่านเจ้าเมืองคิม จองกุ๊ก”

ชายร่างอ้วนถือวิสาสะตบไหล่ท่านเจ้าเมืองเสียหลายป้าบ โดยคนถูกกระทำเพียงแค่ย่นคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ไม่พูดว่าอะไร

 

       “ท่านโฮดง ท่านนำของที่ท่านเจ้าเมืองสั่งมารึเปล่า”

นายทหารที่ติดตามมากับจองกุ๊กเอ่ยถาม

 

       “หืม...แน่นอนสิ แน่นอนฮ่าๆๆๆ ทั้งยังมีของแถมมาให้ท่านอีกมาก แต่ว่าวันนี้ข้าเดินทางมาเหนื่อยมากเลย เอาไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้ทีหลังไม่ดีกว่าเรอะ....ท่านเจ้าเมือง”

โฮดงหันหลังไปหยิบพัดที่หญิงสาวในชุดเดรสสีชมพูกรอมเท้า เข้ากับใบหน้าสวยสีขาวอมชมพูของนางส่งพัดในมือไปให้

 

       “อา...ใช่แล้วท่านเดินทางมาไกล ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำท่านไปที่พักกันก่อนนะ เชิญตามข้ามาทางนี้เถิด”

ร่างสูงใหญ่ของเจ้าเมืองออกเดินนำคณะพ่อค้าซึ่งมีเพียง พ่อค้าใหญ่ร่างอ้วน ผู้ติดตามชายร่างผอม และสาวงามอีกหนึ่งคน ที่เดินตามไป ส่วนลูกหาบคนอื่นๆ ยังคงอยู่บนเรือ

 

       “ท่านโฮดง ให้คนของท่านเข้าเมืองเราด้วยก็ได้นะ ในเมืองเราพอมีที่พักเพียงพอสำหรับพวกท่านอย่างแน่นอน”

       “อ้อ...เจ้าพวกนั้นเหรอ อย่าพึ่งเลย เรายังไม่ได้ตกลงทำการค้ากันอย่างครบถ้วนเลยนี่ จริงมั้ย”

จองกุ๊กได้ยินคำกล่าวนั้นก็สะอึกไป

       ช่างไม่เกินเลยไปจริงๆ ที่ใครก็ว่า คัง โฮดง เป็นพ่อค้าหน้าเลือดยิ่งกว่าใคร แต่ก็นั่นแหละใครใช้ให้ความสามารถในการหาและส่งสินค้าของเขานั้น เป็นของจริงกันล่ะ

 

       “อืม...ท่านกล่าวถูกแล้ว ถ้าเช่นนั้นเชิญท่านชมเมืองข้าก่อนซักสองสามวันเป็นอย่างไร เมื่อท่านสบายใจแล้วเราค่อยมาคุยเรื่องนั้นดีหรือไม่”

       “ฮ่าๆๆๆๆ สมกับเป็นท่านเจ้าเมืองคิม... ไปๆๆ เราเข้าไปชมเมืองกันเถอะ”

ชายร่างอ้วนเดินส่ายก้นอาดๆ เข้าเมืองนำไปหน้าตาเฉย โดยมีผู้ติดตามชายหญิงตามไป นายทหารที่ตามจองกุ๊กมากัดฟันกรอด กำมือแน่น หากไม่ติดว่าตอนนี้สภาพบ้านเมืองกำลังอดอยาก แร้นแค้น ผู้กล้าอย่างพวกเขา ก็ไม่ต้องมาตามเอาใจพวกพ่อค้าหน้าเลือดเช่นนี้

       จองกุ๊กเดินมาตบบ่าผู้ติดตามให้ใจเย็น ก่อนจะพากันเดินตามคณะพ่อค้าไป

 

       “ขโมย!!!!!! ช่วยจับขโมยหน่อยจ้า”

อยู่ๆ ก็มีชายร่างยักษ์พร้อมกับขวานยักษ์ในมือ อีกข้างหนึ่งก็ถือกระสอบป่านใบใหญ่ วิ่งตรงมายังคณะพ่อค้าและเจ้าเมือง ขณะที่มีเสียงหญิงชราตะโกนไล่หลัง

 

       “เอาข้าวของข้าคืนมานะ เจ้ายักษ์! ช่วยด้วยจ้า! จับขโมยด้วยจ้า”

แม้จะชราแต่ถึงกระนั้นดูเหมือนว่านางจะใช้แรงฮึดที่มีทั้งหมดพยายามวิ่งตามโจรยักษ์ขโมยข้าว

 

       “เฮ้ย!!! หลบไปนะโว้ย ใครไม่อยากตาย อย่ามาขวางทางข้า!

ชายร่างยักษ์ตะโกน พลางกวัดแกว่งขวานในมือนำมา จนเกือบจะมาถึงตรงหน้าคณะเดินทาง

 

       นายทหารผู้ติดตามรีบเข้าไปขวางทางร่างยักษ์นั้นทันทีก่อนที่จะปะทะกับกลุ่มพ่อค้า

 

       “เจ้าช่างหาที่ตาย กล้าขโมยของต่อหน้าท่านเจ้าเมืองรึ รู้มั้ยเจ้ามีความผิดสถานใด”

นายทหารสามนายที่ตามจองกุ๊กมาเข้าล้อมหัวขโมยพร้อมอาวุธคู่กาย

 

       “ฮ่าๆๆๆ ท่านเจ้าเมืองเรอะ น่าหัวร่อ หากท่านเจ้าเมืองช่วยให้พวกเราไม่ต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ เช่นนี้ได้ มีเหรอข้าจะต้องทำเช่นนี้ นี่ไม่นับว่าเป็นความผิดเจ้าเมืองหรอกเหรอ พวกเจ้าหลีกไปซะ”

ชายร่างยักษ์กวาดขวานไปทีเดียว ลมหอบใหญ่ก็กวาดเอานายทหารล้มระเนระนาด

       แต่ก่อนที่เขาจะเข้าถึงตัว คิม จองกุ๊ก ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ซ่านอยู่ด้านหลังจนต้องรีบเบี่ยงตัวหลบ

 

รังสีสีแดงฉานพุ่งผ่านบริเวณที่ชายร่างยักษ์เคยยืน จากนั้นแสงสีแดงฉกกลับไปฟาดใส่ร่างใหญ่ราวกับงู จนชายร่างยักษ์ต้องยกขวานขึ้นมาปัดป้องพัลวัน

       ทุกสายตาในที่นั้นเห็นหญิงงามในชุดเกราะกระโดดลงมาฟาดแส้ไฟใส่หัวขโมยไม่ยั้ง

       ด้านที่ขวานปัดป้องไว้ไม่ได้ เสื้อผ้าเขาก็ลุกติดไฟพรึ่บพรั่บทันที

 

       “เฮ้ย!!!!

ยังไม่ทันได้หายใจ ชายร่างยักษ์รีบใช้กระสอบข้าวเหวี่ยงมาดับไฟบนร่างตัวเอง แล้วเร่งเข้าประชิดตัวผู้บุกรุก โดยสาดขวานเข้าใส่เต็มพลัง

       แต่แส้เพลิงสีแดงเมื่อครู่กลับเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นดาบเพลิงขนาดใหญ่เข้าต้านโดยฉับพลัน ผลักดันให้ร่างยักษ์กระเด็นออกไปแล้วเจ้าของดาบเพลิงก็พุ่งตัวเข้าไปตัดแขนข้างที่ถือกระสอบข้าวของหัวขโมยจนขาดเลือดสาดกระเด็น

      

       “อ้าก!!!!!

ชายร่างยักษ์กุมแผลที่ขาดก่อนจะรีบหาทางหนี

 

       “บรึ้มมมมมม!!!!!!!

เสียงพื้นดินบริเวณที่ชายร่างยักษ์เคยยืนแตกกระจายพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชน

 

       “มันเป็นใครกัน?”

หัวขโมยใช้แรงฮึดกระโดดหลบพลังไฟนั้นมาได้แล้วหันซ้ายขวา ก่อนจะหน้าหันจนคอแทบหักเมื่อปะทะเข้ากับฝ่าเท้าเล็ก ซึ่งแรงไม่เล็กตามจากหญิงสาวผมบรอนด์ทองที่กระโดดมาเตะเข้าเต็มใบหน้าทั้งที่ในมือยังมีดาบที่เปลวไฟระอุอยู่ทั่วตัวดาบ

       ร่างยักษ์ล้มตึงโดยไม่สามารถรู้สึกตัวขึ้นมาได้อีกภายใต้ฝ่าเท้าเล็กนั้น ซึ่งยังคงแผ่รังสีความร้อนออกมา ผมสีทองยาวสยายโบกสะบัดเต็มแผ่นหลัง โดยสายตายังนิ่งสงบไม่มีใครเดาอารมณ์ของเธอได้

 

       “นี่มันไม่หนักมือไปหน่อยหรือ ฮโยยอน”

จองกุ๊กเอ่ยทัก หญิงสาวจึงได้ลดรังสีความร้อนลงแล้วเก็บดาบไว้ที่ฝักซึ่งคาดอยู่กับเอวด้านหลัง

       นายทหารที่ล้มไปเมื่อครู่กรูกันเข้าจับชายร่างยักษ์ไว้ทันที

 

หญิงสาวหน้านิ่งเดินมาค้อมศีรษะให้จองกุ๊ก

 

       “ท่านโฮดง นี่ลูกสาวข้า ชื่อ คิม ฮโยยอน”

       “โอ้..ฮโยยอนผู้โด่งดังคนนั้นนั่นเอง ฝีมือเก่งกาจสมกับที่เค้าเล่าลือกันจริงๆ”

ชายร่างอ้วนโบกสะบัดพัดในมือ พลางมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วยกยิ้มมุมปาก ฮโยยอนค้อมหัวให้เล็กน้อย


       กว่าจะคณะพ่อค้าจะได้เข้ามาถึงที่พักก็นานโข เมื่อโฮดงเล่นเดินออกนอกเส้นทางเป็นว่าเล่นไปเสียเกือบทั่วเมือง จนใกล้พลบค่ำจึงถึงที่หมาย ฝ่ายคณะเจ้าเมืองรีบร้อนลากลับ ประหนึ่งมีธุระเร่งร้อน ซึ่งพ่อค้าหนุ่มก็เพียงโบกพัดให้แล้วเข้าที่พัก

 

       “ดูเหมือนพวกเขาจะรีบร้อนแปลกๆ นะนายท่าน”

ชายร่างผอมที่ขนสัมภาระเดินตามไปในห้องพักเอ่ยถามเจ้านายที่เดินไปนั่งสบายอยู่โต๊ะกลางห้อง

 

       “ฮ่าๆๆๆ มันใกล้ค่ำแล้วนี่ พวกเค้าก็ต้องรีบกลับบ้านเป็นธรรมดา”

       “แต่ข้าว่ามันไม่ค่อยธรรมดาเท่าไหร่”

       “ใช่....ที่จริงก็ไม่ธรรมดา ฮ่าๆๆๆ”

ชายร่างผอมจัดวางสัมภาระ ขณะที่หญิงสาวที่เดินตามมาตั้งแต่เช้าเพียงแต่จัดน้ำชาเพื่อส่งให้ คัง โฮดง

 

       “อา...นายท่านของข้าช่างฉลาดเฉลียว รอบรู้ไปเสียทุกอย่าง บอกข้าเถิด พวกเขารีบร้อนไปไหนกันหรือ”

       “เจ้าก็เดาดูสิ....จาง กึนซอก”

       “ข้าเดาไม่ถูกหรอกนายท่าน”

ชายร่างเล็กค้อมตัวลงตรงหน้า เมื่อเก็บของเสร็จแล้ว

 

       “ถ้างั้นทิฟฟานี่ล่ะ เจ้าคิดว่ายังไง”

โฮดง หันไปถามหญิงสาวที่รินชาแล้วลงนั่งตรงข้ามกัน

 

       “หากให้ข้าเดา คงเพราะพิษพันปีศาจ”

หญิงสาวเอ่ยเสียงนุ่มนวลดุจแพรไหม

 

       “ฮ่าๆๆๆๆๆ ใช่ๆๆ ถูกต้อง สมกับเป็นลูกศิษย์ข้า”

โฮดงหัวเราะชอบใจ พลางโบกสะบัดพัดในมือแรง

 

       “หืม...เจ้ารู้ได้ยังไง”

ชายร่างผอมจ้องเขม็ง

 

       “เพราะการค้าครั้งนี้ นายท่านนำยาถอนพิษพันปีศาจมาเป็นจำนวนมาก และยาเหล่านี้ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ แสดงว่าคนที่นี่คงมีความจำเป็นต้องใช้มาก ใช่หรือไม่นายท่าน”

       “ฮ่าๆๆๆ ใช่ๆ เจ้านี่ช่างสังเกตไม่เบา”

       “แล้วการที่พวกท่านเจ้าเมืองรีบกลับ มันเกี่ยวกับพิษพันปีศาจยังไงเหรอ”

       “โธ่...กึนซอกเอ๊ย...เจ้าช่างโง่ดักดานสมกับที่เป็นได้แค่ลูกหาบจริงๆ นี่ข้าให้เจ้าติดตามใกล้ชิดขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย”

       “ขออภัยนายท่านที่ข้ามันโง่เง่านัก ขอนายท่านไขความกระจ่าง”

แม้จาง กึนซอก จะเจ็บช้ำกับคำพูดของพ่อค้าหน้าเลือดคนนี้เพียงใด ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนฝืนใจทนเท่านั้น นั่นเป็นเพียงตัวเลือกเดียวของทาสที่ถูกลงตราประทับทาสซึ่งพึ่งถูกซื้อมาอย่างเขา

 

       “พิษพันปีศาจน่ะ มีผลต่อพลังเวทในร่าง และมักจะออกฤทธิ์รุนแรงตอนกลางคืน หากไม่ได้ยาระงับเวท พลังเวทที่แปรปรวนในร่างกายจะโหมกระพือจนร่างแทบจะแตกเป็นเสี่ยงทีเดียว ดังนั้นหากไม่ต้องการเจ็บเจียนตายเยี่ยงนั้น ก็ต้องใช้ควันจากหญ้าหนวดมังกรระงับเวทไว้ ซึ่งมันก็ช่วยได้แค่ระดับหนึ่งน่ะนะ ถึงจะไม่ตาย แต่ก็เจ็บไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาที่ถูกพิษพันปีศาจนี้จะรีบกลับไปก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก”

       “พลังเวท? หมายความว่าพวกเขาเป็นผู้ใช้เวทอย่างนั้นหรือนายท่าน”

       “จิ๊ๆๆ ความรู้เจ้าช่างน้อยนิดจริงๆ แต่เอาเถอะวันนี้ข้าอารมณ์ดี จะเล่าให้เจ้าฟังก็ได้ ตระกูลคิมเป็นผู้ใช้เวทโดยสายเลือดเข้มข้นมาแต่โบราณแล้วนะ”

       “สายเลือดเข้มข้น แล้วมันเป็นอย่างไรเล่านายท่าน”

 

       “เจ้าโง่!!!!

โฮดงตวาดจนกึนซอกคอหด แต่ก็ยอมเล่าต่อ

 

       “อย่างพวกเราคนธรรมดาจะใช้พลังเวทหรือพลังจิตย่อมไม่ได้ นอกจาก...นอกจากอะไรเจ้ารู้มั้ย”

       “หากเรามีหินธาตุก็ใช้เวทได้นี่นายท่าน อย่างเช่นลอยไปนู่นนี่ซักแป๊บนึงน่ะ”

       “หึๆ นับว่าเจ้ายังพอมีตาอยู่บ้าง.... ใช่แล้วผู้มีพลังสายจิตนั้นถือว่าเป็นตัวตนระดับเทพเจ้าในหมู่เรา แล้วเราก็ไม่สามารถใช้พลังจิตได้หากไม่ได้มีสายเลือดเดียวกับพวกเขา แต่กับผู้มีพลังสายเวทไม่เหมือนกัน พวกเขาสามารถเชื่อมต่อและดึงพลังจากหินธาตุที่เหมาะสมมาให้พวกเราคนธรรมดาใช้พลังเวทเพียงชั่วคราวได้ อย่างเวทเหินหาวนั่นก็เป็นของเล่นอย่างหนึ่งที่พวกเราใช้กัน เพียงมีหินธาตุสายลมเราก็ลอยตัวไปไหนๆ ได้ แต่ก็ขึ้นกับพลังจากหินว่ามากแค่ไหน”

       “อะ...เอ่อ….. แล้วผู้มีพลังสายเวทนี่ เก่งมั้ยนายท่าน”

       “ฮ่าๆๆๆ เจ้าก็ลองดูอย่างลูกสาวท่านเจ้าเมืองคนเมื่อเช้าสิ นั่นน่ะ คิม ฮโยยอน ผู้มีพลังสายเวทไฟ เจ้าว่าเค้าเก่งมั้ยล่ะ และข้าว่านั่นยังไม่ใช่แค่เสี้ยวหนึ่งของพลังของนาง ขนาดข้ามีหินธาตุรัตติกาลระดับสูงข้ายังหยั่งไม่ถึงเลยว่านางจะมีพลังเวทที่ระดับใด”

จาง กึนซอกตาโตเมื่อได้ฟัง

 

       “ระดับเวทหรือนายท่าน”

       “ใช่...สายเวทนั้นมี 5 สาย คือสายเวทไฟ เวทน้ำ เวทลม เวทพฤกษา และเวทรัตติกาล ทั้งห้าสายเวทมีความต่างชั้นคล้ายสายจิต คือ เวทปฐพี เวทจักรพรรดิ และเวทพิสุทธิ์ ที่จะรุนแรงตามลำดับขั้น อีกทั้งถ้ามีสายเลือดบริสุทธิ์แล้วล่ะก็ยิ่งมีพลังมากกว่าพวกเลือดผสมมากนัก เจ้าว่าตัวตนอย่างตระกูลคิม ที่มีเลือดบริสุทธิ์ของพลังสายเวทนั้นจะแข็งแกร่งเพียงไหนล่ะ”

       “แต่ว่าหากพวกเขาถูกพิษพันปีศาจ ซึ่งออกฤทธิ์ต่อพลังเวทอย่างท่านว่า พลังคงจะลดน้อยถอยลงไปมากใช่หรือไม่”

       “ฮ่าๆๆๆ ถูกแล้ว พิษพันปีศาจนั้น แม้จะไม่ได้ทำลายพลังเวทในร่าง แต่กลับทำให้สายเวทแปรปรวน ไม่สามารเรียกใช้พลังได้ ยิ่งมีพลังเวทมากเท่าใด ก็ยิ่งเจ็บปวดมากเท่านั้น....ดังนั้นข้ามั่นใจยิ่งนัก ว่าข้าจะต้องได้กำไรงามจากการค้าครั้งนี้แน่นอน ฮ่าๆๆๆๆ”

กึนซอกอ้าปากจะถามคำถามอีกแต่กลับมีมวลน้ำก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นมาปิดปากเขาไว้ ยิ่งอยากจะพูดมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องกลืนก้อนน้ำเข้าไปมากเท่านั้น


       “ได้เวลาพักผ่อนของนายท่านแล้ว เจ้าหยุดปากมากซักทีเถอะ”

หญิงสาวในห้องปรายตามองกึนซอกที่ปิดปากตัวเองแน่นเพื่อไม่ให้มวลน้ำที่ลอยอยู่ตรงปากเข้าไปได้

 

       “ฮ่าๆๆๆๆ ข้ารู้แล้วฟานี่ พลังเวทน้ำของเจ้าก็ยังประทับใจข้าเหมือนเคย ฮ่าๆๆๆๆ”

คัง โฮดงหัวเราะอารมณ์ดี แล้วลุกขึ้นเดินไปยังเตียงนอน ก่อนที่ผู้ติดตามทั้งสองคนจะเดินออกจากห้องไป

 

…….

…………

………………..

 

       “ท่านพ่อ เหตุใดจึงต้องให้เจ้าพ่อค้านั่นเดินดูโน่นนี่นั่นของเมืองเราด้วย”

คิม ฮโยยอนถามอย่างไม่ค่อยพอใจ เมื่อกลับมาถึงที่พักหลังส่งคณะพ่อค้าเข้าที่พักแล้ว

 

       “ลูกก็น่าจะรู้ พวกเรามีทางเลือกไม่มากนักนะ”

       “แต่ว่ามันน่าโมโหนี่นา ทั้งที่มีเสบียงพร้อมแจกจ่าย แต่พวกมันก็ไม่ยอมนำออกมาให้เรา ทั้งที่เราพร้อมจะจ่ายให้แท้ๆ”

       “ใจเย็นๆ น่า... ถ้าเจ้ายิ่งกดดันมาก มันอาจจะไม่ขายของที่เราต้องการให้เราเลยก็ได้”

       “โธ่...พ่อค้าประเภทไหนกัน ที่ไม่ยอมทำการค้า”

       “ข้าคิดว่า คัง โฮดง จะต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่ มิเช่นนั้นคงไม่กล้าแล่นเรือฝ่าเกาะหินอ่อนมาถึงนี่ได้...อะ...อุ่ก...”

จองกุ๊กพูดไม่ทันจบก็รู้สึกจุกแน่นหน้าอกขึ้นมา จนเกือบล้ม

 

       “ท่านพ่อ!!!

ฮโยยอนรีบเข้าไปพยุงจองกุ๊กให้นั่งลงยังเก้าอี้สีทองข้างๆ แล้วรีบจุดตะเกียงกลางห้อง แล้วหยิบสมุนไพรบางอย่างลงไปในเตาด้วย ก่อนที่ควันกรุ่นๆ จะลอยขึ้นมา

 

       “ค่อกๆๆๆ ข้า...ไม่เป็นไร”

       “นี่อาการพิษพันปีศาจมันกำเริบอีกแล้วสินะท่านพ่อ นับวันมันก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ถ้ายังไม่ได้ยาถอนพิษล่ะก็ ข้าว่าอาการมันจะยิ่งแย่กว่านี้แน่”

ฮโยยอนหุนหันจะออกจากห้อง แต่จองกุ๊กคว้าข้อมือเอาไว้เสียก่อน

 

       “เจ้าจะไปไหน”

       “ข้าจะไปปล้นมัน”

       “ไม่ได้!!

       “ทำไมล่ะท่านพ่อ ท่านว่ามันเอายาถอนพิษนั่นมาด้วยนี่”

       “เจ้า....เจ้าจะทำ.....ให้ชาวเมือง...เดือดร้อน”

       “แล้วที่ครอบครัวเราทั้งหมดถูกพิษพันปีศาจเล่า....นั่นยิ่งทำให้กองกำลังป้องกันเมืองของเราอ่อนแอลง เพราะข่ายเวทกักอสูรของต้นตระกูลอ่อนลง ทำให้พวกอสูรกายชั้นสูงเข้ามารุกล้ำจนใกล้เขตเมืองแบบนี้ ชาวบ้านก็เข้าป่าล่าสัตว์เหมือนเช่นเดิมไม่ได้ แบบนี้ยังไม่เรียกว่าเดือดร้อนอีกหรือท่านพ่อ”

ฮโยยอนตัดพ้อกับผู้เป็นพ่อยาวเหยียด

       จองกุ๊กใช้มือกุมหน้าอกอย่างอึดอัด แต่ก็ฝืนส่งยิ้มแล้วยกมือลูบผมลูกสาวคนเดียวของตระกูล

 

       “แต่พวกเรายังมีเจ้านี่ ......เจ้าไม่ได้ถูกพิษ.....แค่เจ้าไม่เป็นไรก็พอแล้ว...ส่วนงานเมืองน่ะ....ปล่อยให้พ่อจัดการเอง”

ชายกลางคนสูดหายใจลึก หลับตาผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะจับไหล่ลูกสาวไว้แน่น

 

       “แต่แบบนี้มัน....”

       “หน้าที่ของเจ้า.....คือเฝ้าข่ายเวทเอาไว้ อย่าให้มันอ่อนลงไปกว่านี้อีก....เจ้าทำไม่ได้รึ”

       “ไม่ใช่เช่นนั้นท่านพ่อ แต่ด้วยพลังของข้าคนเดียวนั้นทำอะไรได้ไม่มากนี่นา ท่านก็รู้ว่าข้าน่ะมีพลังเวทอ่อนที่สุดในตระกูลแล้ว”

       “แต่เรื่องลงไม้ลงมือน่ะ....เจ้าก็ไม่ได้น้อยหน้าใครนี่...ใช่มั้ย”

หญิงสาวผมบลอนด์ทองพยักหน้าเนือยๆ

 

       “ยันมันไว้ให้ถึงที่สุด.... จนกว่าเราจะเจรจาการค้าสำเร็จ....ทนหน่อยนะลูกพ่อ”

ฮโยยอนมองใบหน้าเจ็บปวดของผู้เป็นพ่อ แล้วได้แต่รับคำอย่างเสียไม่ได้

เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำหน้าที่ที่ได้รับนี้ได้อีกนานแค่ไหน อย่างที่บอกว่าพลังเวทของเธอนั้นด้อยที่สุดในตระกูล ตอนนี้ข่ายเวทต้านได้เพียงอสูรกายชั้นสูงบางตัวก็เต็มกลืนแล้ว จึงมีอสูรกายชั้นต่ำบางตนหลุดรอดข่ายเวทเข้ามาอาละวาดในเมืองได้อยู่บ่อยครั้ง


 เมื่อออกมาจากห้องพักของจองกุ๊กแล้ว เธอก็เดินเลียบขึ้นไปยังบนกำแพงเมือง จ้องมองไปยังป่าด้านหลังเมืองอันมืดดำ ความเงียบปกคลุมไปทั่วบริเวณ ยิ่งคืนนี้ไร้ซึ่งแสงจันทร์แล้วยิ่งทำให้ป่าดำทะมึนน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม

       ฮโยยอนได้แต่ทอดถอนใจ หากแคว้นหลวงส่งปราชญ์แห่งอาณาจักรมาช่วยงานเมืองที่นี่ซักคนสองคน ด้วยพลังและทรัพยากรระดับนั้น ชาวเมืองและครอบครัวของเธอก็คงไม่ต้องลำบากกันขนาดนี้

       ทุกคนในครอบครัวของฮโยยอนถูกพิษพันปีศาจเมื่อครั้งพยายามออกไปต่อสู้กับอสูรกายเคเรบอสซึ่งเชี่ยวชาญการใช้พิษที่จะบุกเข้าเมือง แม้จะสู้จนได้ชัย แต่ทุกคนกลับติดพิษกลับมา มีเพียงเธอที่อยู่เฝ้าเมือง จึงไม่ได้ถูกพิษไปด้วย แต่แบบนั้นมันก็ยิ่งทำให้ปวดใจ ที่เห็นคนที่เธอรักต้องมีอาการเจ็บปวดรุมเร้าอยู่ทุกคืน โดยที่เธอแบ่งเบาอะไรไม่ได้เลย

      

       ฮโยยอนเดินเลียบกำแพงเมืองตรวจตราความเรียบร้อย จนเดินไปบรรจบทิศที่มองเข้าไปในเมือง มีแสงไฟจากบ้านเรือนอยู่ประปราย เมืองที่เคยคึกคักก็กลับเงียบเหงา เพราะโจรขโมยชุกชุม อสูรกายออกอาละวาด ชาวบ้านจึงปิดบ้านกันหมด ไม่มีใครอยากจะต้อนรับแขกแปลกหน้า...

 

       นั่นสินะ....แขกแปลกหน้าเหรอ...เราน่าจะไปทักทายซักหน่อย

หญิงสาวเอื้อมมือไปลูบคลำด้ามดาบที่เอวก่อนจะพุ่งตัวไปยังตัวเมืองด้วยความเร็ว

 

 

*******************************************

 

 

       “ทำไมถึงเป็นแบบนี้เนี่ย....”

เจสสิก้ากอดแขนซ้ายที่เริ่มสั่นไหวไว้กับตัว

 

       “หยุดก่อเรื่องได้แล้วนะเจ้าแขนบ้าเอ๊ย”

หญิงสาวพยายามใช้มือข้างขวาจับแขนที่สั่นไหวด้วยดวงตาที่ตระหนก เมื่อแรงสั่นมากขึ้นยิ่งกว่าครั้งไหน อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

       “ทำไมถึงเป็นแบบนี้เนี่ย....ไม่ใช่ว่าอยากดื่มเลือดอีกหรอกนะ”

ลวดลายอักขระแปลกตารอบแขนซ้ายเรืองแสงสีดำพวยพุ่งออกมา จนหญิงสาวผงะ ปล่อยมือที่จับไว้ออก ไม่นานเส้นแสงสีดำก็จางหายไปพร้อมกับลวดลายบนแขนเธอกลับเลือนหายไป ประหนึ่งลวดลายนั้นจมหายไปในผิวหนังสีขาวเนียนของเธอ

 

       “อะ...อะไร...อะไรกันเนี่ย”

ยังไม่ทันที่เจสสิก้าจะได้พิจารณาความเปลี่ยนแปลงให้ถ้วนถี่ ก็เหมือนมีแรงฉุดจากแขนซ้ายให้เธอผุดลุกขึ้นจากเตียง

 

       “ว้าย!!!

แขนข้างนั้นเหมือนถูกฉุดกระชากด้วยแรงมหาศาล ลากให้เจสสิก้าลุกขึ้นเดินตามไปตามแรงดึงอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังเปิดประตูเองเสียเสร็จสรรพ

      

       “นี่เจ้าแขนบ้า...จะ...จะ....ไปไหนน่ะ”

เจสสิก้าพึมพำทั้งที่พยายามขืนตัวเองไว้อย่างที่สุด แต่ก็ต้านทานไม่ไหว ร่างบางได้แต่เดินไปตามแรงดึง เพราะเมื่อเธอลองล้มตัวลงกับพื้น เจ้าแขนต้องสาปบ้านี่ก็กระชากลากถูเธอไปทั้งอย่างนั้น นั่นยิ่งทำให้เธอลำบากไปกันใหญ่

       หากมีคนมองอยู่ไกลๆ คงจะเหมือนองค์หญิงคนสวยกำลังถูกฉุดกระชากอยู่กับใครบางคนที่มองไม่เห็น

 

       เจสสิก้าพยายามหันซ้ายหันขวา ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในปราสาทของเธอวันนี้ ไม่อย่างนั้นคงต้องโชคร้ายเป็นผู้สังเวยเลือดให้แก่แขนต้องสาปเป็นแน่

 

       “แปลกจริง ทุกครั้งเจ้าไม่กระหายรุนแรงขนาดนี้นี่ หรือเพราะว่ามันอยากจะดื่มเลือดคริสตัลอีกรึเปล่า”

เจสสิก้าหน้าซีดเผือด แต่เมื่อคิดอีกที หนทางที่เจ้าแขนนี่ลากเธอไปนั้น เหมือนจะออกจากปราสาท มากกว่าจะมุ่งกลับไปหาน้องสาว

       หญิงสาวโล่งใจขึ้นมาบ้าง เมื่อไม่พบเจอใครระหว่างทางออกจากปราสาทมุ่งสู่ป่าที่อยู่ติดกับพระราชวัง

 

       “นี่เจ้าจะไปไหนกันนะ”

เธอพึมพำและเดินไปเรื่อยๆ อย่างค่อยๆ คลายใจ คิดว่าในป่ายามนี้คงไม่ใครบ้ามากพอจะมาเดินเตร็ดเตร่

       แต่ดูเหมือนว่าเธอจะคิดผิด

 

       ร่างสูงร่างหนึ่งถือคบไฟเดินออกมาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเธอไกลๆ

 

       “ไม่นะ!!

เจสสิก้าตกใจ ที่เมื่อเจ้าแขนยิ่งออกแรงฉุดเธอมากยิ่งขึ้นเมื่อเห็นแผ่นหลังของใครคนนั้น

 

       “นี่เจ้า! หนีไป....รีบหลบไปสิ เร็วเข้า หลบไป!!!!

เจสสิก้าตะโกนสุดเสียงให้คนตรงหน้าหันกายกลับมามองด้วยความฉงน

 

       “หืม....”

คนที่หันมาพร้อมคบไฟ เขม้นมองไปในความมืดที่เธอได้ยินเสียงแว่วๆ แต่ยังมองไม่เห็นอะไรในเงามืด

 

       “เสียงอะไรน่ะ.... ไม่น่ายอมอยู่เล่นกับเจ้าสามแฝดจนป่านนี้เลยเรา”

ร่างสูงหันซ้ายหันขวา และค่อยๆ เดินถอยหลังไป เพียงไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงแผ่วเมื่อครู่ชัดเจนขื้น

 

       “หนีไป!!!

       “หืม..หนีไปเหรอ.....หนีทำไมนะ”

ยูริยิ่งหยุดยืนถือคบเพลิงส่องตรงไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงดังมา ไม่นานก็มีร่างของหญิงสาวบอบบางร่างหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาเธอ

 

       “งี่เง่า...ข้าบอกให้หนีไปไงเล่า เจ้าอยากตายเหรอ...”

       “เห?”

จบคำกล่าวของหญิงสาวแขนซ้ายของเธอก็กลับมาเกี่ยวกระหวัดกอดตัวยูริเอาไว้เสียแน่น จนยูริตกใจเกือบเผลอปล่อยคบเพลิงทิ้ง

 

       “อะ...อะไรกัน....”

กลับเป็นหญิงสาวร่างเล็กที่เอ่ยคำอย่างสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะที่ยูรินั้นยืนนิ่งเป็นรูปปั้นหินไปแล้ว เมื่อได้รับสัมผัสนิ่มหยุ่นที่บดเบียดกายกัน

 

 

       “นี่ปล่อยนะ”

เจสสิก้าตวาดแว้ด เมื่อมือยูริข้างหนึ่งกำลังลูบหลังเธออยู่

       ยูริสะดุ้งโหยงรีบยกมือข้างนั้นขึ้นทันที

 

       “อะ...อะ....ขะ...ข้าขอโทษ”

ยูริก้มมองหญิงสาวร่างเล็กที่ยังซุกอยู่ในอ้อมอกเธอ ทั้งยังเกี่ยวแขนกอดเธอเสียแน่น ใบหน้านั้นดูคุ้นตาอยู่ไม่น้อย

 

       “นี่ข้าบอกให้ปล่อยไงเล่า!

       “หืม...ข้าก็ไม่ได้จับเจ้าไว้แล้วนี่นา”

ยูริยกมือขึ้นข้างนึง ถือคบไฟไว้ข้างหนึ่ง เห็นได้ชัดๆ ว่าคนที่จับนะ ร่างเล็กตรงหน้านี่ต่างหาก

 

       “ข้าไม่ได้บอกเจ้า”

       “เห? เจ้าไม่ได้บอกข้า แล้วคุยกับใคร นี่อย่าบะ...บอก...นะ”

ยูริเหลียวซ้ายแลขวาอย่างหวาดเสียว ขนแขนเริ่มจะลุกตั้งชันแปลกๆ

 

       “นี่ปล่อยซักทีสิ เจ้าบ้า”

เจสสิก้าพยายามดึงตัวเองออกจากอ้อมอกของคนตรงหน้า แต่เจ้าแขนซ้ายที่เกี่ยวกอดร่างสูงนี้กลับคว้าจับมือข้างขวาของเธอเอาไว้เสียแน่น เลยกลายเป็นว่าเธอต้องยืนกอดคนคนนี้อยู่อย่างช่วยไม่ได้

 

       “อ้าว....เจ้าว่าใครบ้า....ข้าไม่ได้จับเจ้าไว้ซักหน่อย มีแต่เจ้านั่นแหละที่จับข้าอยู่ เพราะฉะนั้นเจ้านั่นแหละ ต้องปล่อยข้า”

       “นี่เจ้า!! ข้าหมายถึงแขนข้ามันไม่ปล่อยต่างหากเล่า”

       “หืม...แขนเจ้าเหรอ...เจ้าอยากกอดข้าล่ะสิ”

       “บ้า!!!!! ใครเค้าอยากจะกอดเจ้า”

เจสสิก้าพยายามเบนหน้าหนี แต่ก็หนีไปไหนไกลไม่ได้ จึงได้แต่เงยหน้าขึ้นมาสบกับดวงตาคู่งามของอีกคนที่สูงกว่าเธอ

 

       “งั้นเหรอ.... แล้วที่ทำอยู่นี่ไม่เรียกกอดรึ ข้ากำลังจะกลับบ้านของข้าแท้ๆ อยู่ๆ เจ้าก็บอกให้หนีไป แล้วก็วิ่งมากอดข้าเองนะ”

       “เจ้า!!!

       “จริงสิ...เมื่อกี้เจ้าบอกให้ข้าหนีทำไมเหรอ”

ยูริก้มหน้าเล็กน้อยมองดวงหน้าที่คุ้นตาอีกที ทั้งที่ตอนนี้ก็รู้สึกเคลิ้มๆ กับสัมผัสนุ่มนิ่มจากร่างเล็กยังไงชอบกล

 

       “ก็ข้าคิดว่าเจ้าต้องตายอย่างอนาถที่สุดน่ะสิ”

       “หา!!! อย่าบอกนะว่าเจ้ากำลังหนีใครซักคนที่ตามฆ่าเจ้ามาน่ะ”

ยูริชะเง้อคอยืดคอยาวตามหลังหญิงสาว

 

       “มะ....”

ยังไม่ทันได้ตอบคำจบ ยูริก็ช้อนตัวหญิงสาวขึ้นมาอุ้มแนบอกแล้วออกวิ่งทันที

 

       “ว้าย!!! เจ้าจะทำอะไรน่ะ”

       “งั้นเรารีบหนีเลยเหอะนะ.... ข้ายังไม่อยากตายอีก ได้เกิดใหม่ทั้งทีให้ข้าได้เที่ยวบ้างเหอะ”

       “นี่..ไม่ใช่นะ อร๊ายยย!!

ยูริเหมือนจะไม่ได้ยินคำทัดทานใดๆ ทั้งสิ้น ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งเลาะซ้าย เลาะขวา ตามต้นไม้ไปตามทางที่แอบทำเครื่องหมายไว้ ตอนขาหลอกพาเด็กๆ เดินกลับไปส่งที่บ้าน ไม่อย่างนั้นเธอจะกลับที่พักถูกได้อย่างไรล่ะ

      

      

      

*** คุยกะไรท์เตอร์กันนิด ***

นี่พี่ยูริแค่อยากพาสาวกลับบ้านก็บอกมาเถอะ ทำเป็นเนียนวิ่งหนี ทั้งที่มีสาวติดมือมาด้วย ฮ่าๆๆๆๆ


ตอนนี้กล่าวถึงพลังสายเวทกันบ้าง

ผู้มีพลังสายเวท มี 5 สายย่อย

สายเวทไฟ =เน้นทำลาย ใช้พลังจากไฟ

- สายเวทน้ำ => เน้นป้องกัน ใช้พลังจากน้ำ

- สายเวทลม => เน้นการเดินทาง ใช้พลังจากลม

- สายเวทพฤกษา => เน้นการสร้างพิษ ใช้พลังจากพืชและดิน

- สายเวทรัตติกาล => เน้นการรักษา ใช้พลังจากอากาศและห้วงมิติ

 

 

แต่ละสายย่อยก็จะมีระดับความแข็งแกร่งและพลังที่ต่างกันอีก ดังนี้

พลังต่ำสุด – ระดับปฐพี

พลังกลางๆ ระดับจักรพรรดิ

พลังสูงสุด ระดับพิสุทธิ์

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น

  1. #45 2015-mj (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2559 / 13:32
    ได้คุยกันแล้ววว มาต่อนะไรท์เพิ่งมาอ่านชอบๆๆๆ
    #45
    0
  2. #44 MATAZUB (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 23:55
    เห้ยยยน่ารักๆ
    #44
    0
  3. #43 Pond (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 11:39
    ยูริเจอวิชาในฝันแล้ว คงตั้งใจฝึกขึ้นนะ

    แต่หลอกเด็กแฝดทั้งสามเก่งเหลือเกิน
    #43
    0