Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 6 : บทที่ 5: ฝึกวิชา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ต.ค. 59

***** บทที่ 5: ฝึกวิชา *****

 

ยูริไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่หันหลังคลานออกมาให้ห่างจากฝั่งแม่น้ำ ซึ่งภาพที่เห็นช่างไม่น่าดูเอาเสียเลย หากใครซักคนในแคว้นวอติเนียแห่งนี้มาเห็น คงไม่เชื่อแน่ว่าผู้กล้าแห่งอาณาจักรที่พวกเขานับถือจะมีสภาพน่าอดสูเช่นนี้ แต่ยูริผู้ข้ามมิติมาเป็นตัวแทนผู้กล้าคนนั้นคงไม่ได้รับรู้อะไรเรื่องนั้นด้วยหรอก

      

       “ฮ่อล! ฉันจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย ที่นี่ไม่มีน้ำประปารึไงนะจะได้ไม่ต้องเดินมาหาความเสี่ยงแบบนี้”

ยูริมองระยะทางจากตัวบ้านกับลำธารที่ห่างไกลไม่ถึงกิโลเมตรดี ก็ยิ่งใจหวิวๆ พาลจะเป็นลมขึ้นมาอีก จึงต้องรีบพาตัวเองไปให้ถึงบ้านด้วยการคลานไปเรื่อยๆ โดยไม่สนว่าจะมีใครเห็น เพราะรอบด้านนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบออกอย่างนี้

 

       “อ๊ะ! นั่นตัวอะไรน่ะ รีบไปดูกันเถอะมินกุกกี้”

เสียงเจื้อยแจ้วดังมาจากยอดไม้ซักต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่ยูริอยู่

 

       “อะไรเหรอมันเซย่า”

ร่างเล็กสองร่างกระโดดข้ามไปมาตามยอดไม้ตามกันมาติดๆ มุ่งตรงมายังยูริ โดยมีร่างเล็กอีกร่างกำลังตามมาห่างๆ ด้วย

 

       “สงสัยเป็นสัตว์อสูรพันธุ์ใหม่นะ รีบไปจับกันเถอะ”

เจ้าของเสียงพุ่งตัวมายังยูริที่กำลังก้มหน้าก้มตาคลานกลับบ้านทั้งเนื้อตัวมอมแมมจากการซ่อมแซมหลายๆ อย่าง แถมตอนนี้สติยังไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวดี จึงไม่ได้ยินเสียงเล็กๆ ที่กำลังมีเป้าหมายมายังตัวเอง

 

              ตุ้บ!!!’                                         “โอ๊ย!!!

ร่างเล็กทิ้งน้ำหนักตัวลงบนหลังยูริและคล้องคอเอาไว้แน่นจนยูริร้องเสียงหลง ยังไม่ทันได้เงียบเสียงดีก็มีแรงกระแทกพุ่งมาทับบนหลังอีกแรงจนตัวเธอแทบแบนติดดิน

 

       “อ๊ากกกก ตัวอะไรเนี่ย ลงไปจากหลังฉันนะ”

       “เอ๋???”

พอได้ยินเสียงคน ร่างเล็กสองร่างที่นั่งทับยูริอยู่ก็หยุดชะงักค้าง

 

       “นี่มินกุกกี้ มันเซย่า จับไม่ได้นะ นั่นน่ะคนนะ”

ร่างเล็กที่ตามมาทีหลังทิ้งตัวลงมายืนอยู่ไม่ห่างพูดขึ้น

 

       “อ๋า...รู้แล้วล่ะน่าแดฮันนี่”

ทั้งสองร่างลุกขึ้นจากตัวของยูริไปยืนรวมกลุ่มกับผู้มาใหม่ ร่างทั้งสามนั่นเป็นร่างของเด็กชายตัวน้อย อายุราวสามขวบ ซึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้ายูริ รอให้คนที่กำลังจูบผืนดินเงยหน้ามาพูดกัน

 

       “ว้า ไม่สนุกเลยนะ แดฮันนี่น่าจะบอกเร็วกว่านี้สิ ดูสิข้าอุตส่าห์รีบมาทั้งที ไม่มีสัตว์อสูรพันธุ์ใหม่ซะได้”

เด็กน้อยคนแรกที่มาถึงบ่นกระปอดกระแปด

      

       “โอย...นี่มันอะไรกันเนี่ย”

ยูริยันตัวเองขึ้นมาก่อนจะมองไล่เรียงไปยังใบหน้าที่เหมือนกันอย่างกับแกะสามร่างตรงหน้า ทั้งยังสวมใส่ชุดเหมือนกันอีกต่างหาก

 

       “เห? นี่เราตาลายขนาดเห็นคนแยกเป็นสามร่างเลยเหรอเนี่ย ไม่ไหวๆ สงสัยจะอยู่ใกล้น้ำมากเกินไป”

       “นี่ๆ เจ้าเป็นใครน่ะ มาทำอะไรที่นี่”

เด็กน้อยช่างเจรจาคนหนึ่งถามยูริ

 

        “ใช่ๆ”

อีกคนก็ก้าวออกมาพูดสำทับ สำหรับอีกคนนั้นทำเพียงพยักหน้าเท่านั้น

 

       “บะ...บะ....บ้าน่า.....ไม่ได้ตาลายหรอกเหรอ”

ยูริขยี้ตาตัวเองก่อนจะเอื้อมมือไปจับเด็กน้อยตรงหน้าทีละคน

 

       “นี่ๆ ทำไมไม่ตอบพวกข้าล่ะ เจ้ามาทำอะไรที่ฐานของพวกข้า”

เด็กน้อยที่พุ่งมาถึงคนแรกถามพลางปัดมือยูริออกไปจากตัวพวกเขา

 

       “ฐาน?”

ยูริทวนคำงงๆ

 

       “ใช่....นั่นไง”

เด็กน้อยที่ดูหน้าตากวนๆ กว่าอีกสองคนเดินมาหา แล้วชี้ไปยังกระท่อมหลังเก่าด้านหลัง

 

ยูริหรี่ตามองพิจารณาทั้งสามคนพลางพยายามรวบรวมสติให้มั่น

 ลองมองดูดีๆ ยูริก็เห็นว่าเด็กสามคนก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว คนที่หนึ่งรูปร่างออกท้วม หน้าตากวนโอ๊ย อีกคนก็รูปร่างกลมพอกันแต่แก้มยุ้ยอย่างกับอมซาลาเปา ส่วนอีกคนดูผอมเพรียว ตัวสูงกว่าเด็กอีกสองคน แถมเอาแต่ทำหน้านิ่งอีกต่างหาก

 

       “นั่นบ้านข้า”

       “บ้านเจ้าได้ยังไง นั่นฐานพวกข้าต่างหาก”

เด็กหน้าตากวนๆ ตอบอย่างเอาเรื่อง ขณะที่ยูริพยายามลุกขึ้นเพื่อจะยืนคุยกับเด็กๆ เหล่านั้น

 

       “อะไรกันเด็กน้อย พวกเจ้าอย่ามาขี้ตู่สิ นี่บ้านอาจารย์ข้า ยกให้ข้าแล้ว จะเป็นของพวกเจ้าได้ยังไง”

ยูริยืนโซเซ ก่อนจะพยายามค่อยๆ ก้าวขาออกเดินไปยังตัวบ้าน

 

เด็กน้อยหน้ากวนดูจะไม่เชื่อและโกรธขึ้ง แต่กับอีกคนนั่นเม้มปากแน่นเหมือนกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ส่วนคนหน้านิ่งก็ยังคงยืนหน้านิ่งอยู่อย่างนั้น

 

       “อย่ามาว่าพวกข้าขี้ตู่นะ เจ้านั่นแหละออกไปเดี๋ยวนี้”

เด็กหน้ากวนพูดพลางเปล่งออร่าสีแดงรอบตัวเรืองขึ้นมา ก่อนที่บนฝ่ามือจะมีลูกพลังก้อนกลมสีแดงเข้มเล็กๆ ลูกหนึ่งขนาดประมาณลูกเบสบอล แล้วขว้างออกไปยังจุดที่ยูริยืน

 

       ‘บึ้ม!!!!!’

เสียงดังสนั่นลั่นป่า ต้นไม้แถบนั้นลุกติดไฟเป็นหย่อม ผืนดินที่ลูกบอลพลังตกกระทบแตกเป็นหลุมลึก ยูรินั่งมองตาค้าง นี่ถ้าเมื่อครู่นี้เธอไม่ได้เกิดซวยสะดุดล้มลงก้นจ้ำเบ้าตอนกำลังจะพยายามเดิน หัวเธอคงจะเละเป็นจุล ไม่รู้ว่าความซวยหรือว่าความโชคดีมากกว่ากัน

 

       “อูย....ดะ...ดะ....เดี๋ยวสิ”

ยูริรู้สึกว่าสะโพกจะครากซะแล้ว

 

       “อ๊ะ! กล้าดียังไงหลบบอลจิตของข้า”

เด็กน้อยดูขัดใจ

 

       ‘เอ้า...ขืนไม่หลบฉันก็ถูกเผาแบบนั้นสิเจ้าเปี๊ยก

ยูริคิดบ่นว่าในใจแต่ไม่กล้าว่ากล่าวออกมาแม้เพียงซักครึ่งคำ

 

เด็กน้อยยกมือที่มีลูกบอลพลังสีแดงขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ขนาดใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย

 

       “ดีล่ะ ถ้างั้นต้องเจออีกลูก”

       “เฮ้ย!

ยูริได้แต่เบิกตากว้างไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่นั่งอยู่ที่เดิมรู้สึกเจ็บลึกไปถึงก้นกบอยู่เลยตอนนี้จะลุกยังไงไหว

       แต่ก่อนที่มือของเด็กน้อยจะขยับ มือเล็กอีกมือก็คว้าจับยับยั้งลูกบอลพลังนั้นไว้ก่อน

 

       “เดี๋ยวสิมันเซย่า อย่าทำแบบนี้”

เด็กน้อยที่เอาแต่เม้มปากเมื่อครู่เดินมาจับมือน้อยนั้นไว้

 

       ใช่แล้วๆ ห้ามไว้แบบนั้นแหละเด็กดี”

ยูริแอบยินดีอย่างลิงโลดอยู่ในใจ

 

       “เสียงดังแบบนี้เดี๋ยวท่านพ่อก็มาหรอก เจ้านี่ปล่อยให้ข้าจัดการดีกว่าน่า”

เด็กน้อยยกแก้มยุ้ยๆ ขึ้นมา ก่อนจะชี้นิ้วมายังยูริ แล้วลำแสงสีขาวก็พุ่งออกจากปลายนิ้วน้อยนั้นมากระแทกที่หน้าผากของยูริอย่างจัง

 

       “เฮือก!!

       ยูรินิ่งมองตาค้าง จับหน้าผากตัวเอง เธอไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไร แต่เริ่มรู้สึกถึงความเย็นที่ลามขึ้นมาจากปลายเท้า พอก้มมองดูก็เห็นว่ามีสายน้ำกำลังค่อยๆ เอ่อท่วมขึ้นมา ท่วมขาเธอ เลยขึ้นมาจดเอวและยังขึ้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จนท่วมอก ในขณะที่เด็กทั้งสามคนลอยตัวขึ้นเหนือผิวน้ำ

 

       ใจยูริเต้นระรัว ลมหายใจติดขัด กับภาพที่เห็นตรงหน้า น้ำที่กำลังท่วมมาถึงคอ ปลายคาง และเริ่มจะปริ่มริมฝีปาก ยูริเกร็งไปทั่วร่าง ทั้งที่อยากวิ่งหนีใจแทบขาด แต่ก็นั่นแหละอย่าว่าแต่ก้นกบพังเลย เวลาเจอน้ำลึกทีไร แข้งขาเธอก็พาลไม่ทำงานเสียทุกที ทั้งยังไม่มีแรงจะดิ้นรนทั้งที่น้ำกำลังจะท่วมจมูกของเธอแล้วแท้ๆ

 

       “พอเถอะมินกุ๊กกี้ พ่อกำลังจะมาถึงแล้ว”

เด็กชายหน้านิ่งที่ยืนมองอยู่นาน เดินมาจับไหล่เด็กน้อยที่กำลังจ้องมองยูริไม่วางตา

 

แล้วภาพน้ำที่เอ่อท่วมก็หายวับไปกับตาเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

และไม่กี่อึดใจร่างสูงใหญ่ของ ซง อิลกุก ก็ปรากฏตัวขึ้น

 

       “นั่นพวกเจ้าเล่นอะไรกันอยู่น่ะ แดฮัน มินกุ๊ก มันเซ!!!!”

อิลกุกเอ่ยถามเสียงดัง

 

       “.....................................”

เด็กน้อยสามคนไม่ตอบได้แต่ก้มหน้างุดมายืนตรงหน้าชายกลางคน

 

       “นี่เจ้าเป็นยังไงบ้าง ยูริ”

อิลกุกเดินไปตรงหน้ายูริที่ยังนั่งเหมือนวิญญาณออกจากร่างอยู่ที่พื้น ก่อนจะรู้ตัวตอนที่ชายร่างสูงมาอยู่ตรงหน้า

 

       “หะ...หา...ข้า.....ข้าไม่เป็นไรท่านอาจารย์”

ยูริเริ่มหาเสียงตัวเองเจอ เมื่อพบว่ายังไม่ได้จมอยู่ใต้น้ำ

 

อิลกุกพยักหน้า ก่อนจะหันตัวไปจ้องมองเด็กน้อยสามคนตรงหน้า

       “นี่พวกเจ้าเล่นซนอะไรอีก พ่อบอกไม่ให้รังแกคนอื่นใช่มั้ย แล้วก็ไม่ให้ทำลายข้าวของด้วย จำได้มั้ย”

 

       “พวกเราไม่ได้....”

       “ไม่ต้องมาเถียง!

เด็กน้อยสามคนสะดุ้งหดคอกลับไปตามๆ กัน

 

       “ดูสิต้นไม้พวกนั้นไหม้หมดแล้วนั่น นี่เจ้าจะเผาป่ากันหรือไง นี่มันยังใกล้เขตพระราชวังด้วยนะ หา!!!

       “...............................................”

ทั้งสามคนนิ่งเงียบ

 

       “มันเซ!

       “ฮะ...ท่านพ่อ”

เด็กน้อยรับคำเสียงสั่น

 

       “เล่นซนต้องถูกลงโทษรู้ใช่มั้ย”

       “ข้า...ทะ...ทราบ”

เด็กน้อยเบะปากเหมือนจะร้องไห้ ยูริที่นั่งมองเด็กน้อยทั้งสามถูกดุจนหน้าจ๋อยอยู่นานก็อดจะรู้สึกสงสารไม่ได้ ก็นั่นพวกเขายังเด็กอยู่แท้ๆ นี่นา ถึงเมื่อกี้จะพยายามฆาตกรรมเธอก็เถอะ แต่ยูริก็ไม่ชอบใจที่คนเป็นพ่อจะดุด่าและขึ้นเสียงกับลูกๆ รุนแรงอย่างนั้น

 

       “อะ...เอ่อ... ท่านอาจารย์”

       “ไม่เป็นไรยูริ เดี๋ยวข้าจะลงโทษพวกเขาที่มาแกล้งเจ้าเอง”

       “ไม่ใช่อย่างนั้นท่านอาจารย์ พวกเขาแค่มาช่วยข้าเท่านั้น ไม่ได้แกล้งข้าหรอก ท่านอย่าลงโทษพวกเขาเลย”

       “หืม....เจ้าพูดอะไร หลุมลึกอย่างนั้นน่ะนะ จะไม่ใช่ฝีมือเจ้าเด็กพวกนี้ งั้นฝีมือเจ้างั้นเหรอ”

       “เอ่อ.....นั่นมันก็ฝีมือพวกเขา...”

เด็กน้อยทั้งสามสะดุ้งโหยงที่ยูริแฉความผิดมาเต็มๆ

 

       “แต่นั่นเพราะข้าขอให้พวกเขาทำต่างหาก”

       “เจ้าขอรึ?”

       “ใช่แล้วอาจารย์ เอ่อ...ข้าอยากให้มีบ่อน้ำเล็กๆ ไว้ใกล้ๆ บ้าน ข้าจะได้ไม่ต้องเดินไปไกลถึงลำธารน่ะ”

       “ไกล?”

อิลกุกดูจะแปลกใจเมื่อเหลือบมองไปด้านหลัง แค่เพียงไม่กี่อึดใจนั่นก็ถึงลำธารใหญ่แล้วแท้ๆ น่ะนะ

 

       “อ๊ะ..มะ..ไม่ใช่ๆ ข้าพูดผิด ข้าหมายถึงอยากจะได้บ่อน้ำร้อนไว้ใกล้ๆ บ้านน่ะ ก็เลยต้องมีหลุม แล้วก็ไฟแบบนี้ นี่จริงๆ เมื่อกี้ก็เกือบจะมีน้ำแล้วนะ”

ยูริยิ้มแห้งๆ ขณะที่เด็กทั้งสามคนยืนจ้องหน้ายูริเขม็ง

 

       “เป็นอย่างนั้นเหรอแดฮัน”

อิลกุกหันไปถามเด็กน้อยที่ยืนหน้านิ่ง ซึ่งก็พยักหน้าหงึกหงักรัวเร็วหลังจากได้ยินคำถาม

 

       “เฮ้อ...งั้นก็ดีที่พวกเจ้าเข้ากันได้ดี ข้าจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก เอาล่ะงั้นไปกินข้าวกันได้แล้ว”

 

       “อ๊า...ข้าวเหรอ กินข้าวๆๆๆ”

เด็กน้อยผู้มีแก้มย้วยพุ่งตัวขึ้นเหนือยอดไม้แล้วเหินร่างจากไปอย่างรวดเร็วเป็นคนแรก

 

       “อ๊ะ! รอด้วยสิมินกุ๊กกี้ มันเซก็อยากกินนะ”

เด็กน้อยหน้ากวนก็เหินร่างตามไป

 

       “......................................”

เด็กน้อยหน้านิ่งไม่ได้พูดอะไร แต่รีบเหินร่างขึ้นไปติดๆ อย่างรวดเร็ว

 

       “เฮ้อ...เจ้าเด็กพวกนี้ พูดเรื่องของกินเป็นไม่ได้เลย”

แล้วร่างอิลกุกก็หายแวบไป

 

       “อ้าว...เฮ้ย!!! เดี๋ยว.....”

ดูเหมือนว่ายูริจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว แค่วันนี้วันเดียวไม่รู้ว่าเธอเหวอไปแล้วกี่รอบ

 

       “แล้วแบบนี้ฉันจะได้กินข้าวมั้ยอ่ะ”

ยูริยกมือเกาหัวตัวเองอย่างเซ็งๆ  

 

 

*******************************************

 

 

       “อ้าวมากันแล้วเหรอ ข้ากำลังรออยู่เลย เชิญพวกท่านเข้ามาข้างในเถอะ”

บานประตูสีทองเปิดต้อนรับกลุ่มคนในชุดคลุมสีขาวห้าคนเข้าไป เมื่อคนทั้งหมดเข้าไปก็ปลดผ้าคลุมศีรษะออกเผยให้เห็นใบหน้าขาวนวล เครื่องหน้าสวย ประดับด้วยริมฝีปากแดงระเรื่อน่าหลงใหลของหญิงสาววัยแรกแย้ม

 

       “เชิญพวกท่านนั่งก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะไปตามท่านป้ามาให้”

หญิงสาวร่างสูงในชุดเสื้อเกราะเหล็กผายมือเชิญแขกด้วยรอยยิ้ม พลางเดินหันกลับไปด้านใน

แต่ก่อนจะเดินไป หญิงสาวซึ่งเดินนำมาคนแรกกลับเอ่ยปากถามขึ้นมาเสียก่อน ร่างสูงจึงหยุดยืนคุยด้วย

 

“เดี๋ยวเจ้า...เอ่อ..ซูยองสินะ ข้าเรียกเจ้าแบบนี้ได้ใช่มั้ย”

“อ้อ...ใช่แล้ว ได้สิท่านหญิง”

“ข้าขอไปเยี่ยมเพื่อนเจ้าคนนั้นหน่อยสิ”

“หืม...เพื่อนข้า?”

“ก็คนที่ข้าช่วยไว้คราวก่อน...”

       “อ้อ....จริงด้วยๆๆ เจ้ายูลนั่นเองน่ะนะ.....วันนี้คงไม่ได้อีกแล้วล่ะท่านหญิง ข้าต้องขอโทษท่านจริงๆ”

ซูยองค้อมหัวเล็กน้อย

 

       “ทำไมล่ะ ไหนเจ้าว่าเค้าฟื้นแล้วไม่ใช่เหรอ”

       “ใช่ๆๆ แถมเดินปร๋อ ออกไปทำธุระกับท่านลุงแล้วล่ะ”

       “อ้อ... อย่างนั้นหรอกเหรอ”

       “เอาไว้คราวหน้านะ ข้าจะพาเพื่อนข้ามาขอบคุณท่านด้วยตัวเองแน่นอนเลยที่ช่วยชีวิตมันไว้น่ะ”

       “ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ข้าก็แค่อยากรู้ว่าหลังจากผ่านพิธีบูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วเค้าเป็นอย่างไรบ้าง”

       “อ้อ...”

ซูยองพยักหน้าว่าเข้าใจ

 

       “ใครมาน่ะซูยอง”

ยอมจีเดินออกมาจากด้านในด้วยชุดกระโปรงยาวสีแดงตลอดตัว มีลวดลายขลิบทองเป็นรูปมังกรอยู่บนตัวชุด บ่งบอกสถานะได้อย่างดีว่าเธอมาจากชนชั้นสูง

 

หญิงสาวที่ยืนคุยกับซูยองก่อนหน้านี้ลุกขึ้นแล้วย่อกายทำความเคารพ หญิงสาวที่เหลืออีกสี่คนก็ทำตามเช่นกัน

 

       “หืม...พวกท่านทำแบบนี้ รู้เหรอว่าข้าเป็นใคร”

ยอมจีเอ่ยถามหลังคนทั้งหมดทำความเคารพเธอแบบนั้น

 

       “ท่านก็คือท่านหญิงยอมจี ภรรยาอดีตผู้นำเมืองวีพอเน่ ไม่ใช่รึ”

หญิงสาวซึ่งเป็นผู้นำการเคารพเมื่อครู่ตอบ พลางส่งยิ้มสวย

 

       “นั่นใช่ข้าเอง แต่ไม่นึกเลยว่าพวกเจ้าจะดูออก พวกเจ้าก็คงจะไม่ใช่คนในตระกูลธรรมดาเช่นกันสินะ”

       “เรื่องนี้ท่านหญิงโปรดอภัยที่ข้าบอกไม่ได้”

ยอมจีพยักหน้าแล้วเดินไปนั่งตรงข้ามกับหญิงสาว

 

       “แล้วชื่อของเจ้าเล่า บอกได้รึเปล่า”

       “เชิญท่านเรียกข้าว่า ซูยอนเถิด”

หญิงสาวบอกชื่อพลางนั่งลง

 

ยอมจียกยิ้มเมื่อได้ยินชื่อนั้น

 

       “อืม...ท่านหญิงซูยอนรึ.... เป็นท่านงั้นรึ”

หญิงสาวเพียงแต่ยิ้มอ่อน

       ซูยองแปลกใจที่ดูเหมือนท่านป้าของเธอจะรู้จักท่านหญิงน้อยคนนี้เสียด้วย นี่นางคงต้องมาจากตระกูลสูงยิ่งอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

 

       “นี่ซูยองข้าวานเจ้าไปเตรียมของว่างมาหน่อยนะ”

       “อ้อ ได้เลยท่านป้า”

ซูยองค้อมตัวรับคำแล้วเดินเข้าไปด้านใน

 

       “ท่านต้องการรู้เรื่องพิธีบูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อน้องสาวงั้นหรือ”

ยอมจีถามพลางมองกวาดสายตาสีนิลไปยังกลุ่มหญิงสาวที่ยืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย ซึ่งเธอสัมผัสได้ถึงพลังเวทอันกล้าแข็งแผ่ออกมาจากหญิงสาวทั้งสี่คนนั้น

 

ดวงตาของหญิงสาวที่ได้ยินคำถามสั่นไหวเล็กน้อย

 

       “ใช่....ใช่แล้ว... นั่นเพื่อน้องสาวข้า”

ยอมจีทอดสายตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างอ่อนโยนก่อนจะตอบคำ

 

       “ได้งั้นข้าจะบอกท่าน....ท่านต้องการรู้เรื่องอะไรบ้างล่ะ ถามมาเถิด”

       “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นั่นมีจริงๆ รึ เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยิน หากรักษาคนได้จริง ผู้คนไม่แห่แหนกันไปแล้วหรอกหรือ”

       “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรนั่นตั้งอยู่ที่เกาะหยดน้ำมานับร้อยๆ ปี สะสมพลังตะวันจันทราและธาตุทั้งมวลไว้มากจึงมีพลานุภาพ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถรับพลังนั้นได้”

       “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

เจสสิก้าซึ่งใช้ชื่อปลอมเพื่อปกปิดฐานะเริ่มกลัดกลุ้มเมื่อได้ยินอย่างนั้น

 

       “การจะได้รับพลังนั้นจะต้องทำพิธีบูชาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นพิธีที่ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็ทำได้ อีกทั้งหากผู้ที่ถูกรักษาไม่มีชะตาที่เข้ากันกับบ่อน้ำแล้ว ก็น้อยครั้งนักที่จะสำเร็จ”

       “พิธีนั้นพิเศษอย่างไรหรือ ผู้คนที่รู้ถึงได้ไม่ลองเสี่ยงไปรักษาตัวที่นั่น หากนั่นคือทางเดียวสำหรับชีวิตรอดของพวกเขา”

หญิงสาวถามอย่างไม่เข้าใจ

 

       “การจะทำพิธีต้องมีของบวงสรวงหายากหลายอย่าง รวมถึงผู้ประกอบพิธีจะต้องมีจิตวิญาณ รวมถึงพลังเวทหรือพลังจิตที่กล้าแข็งในระดับพิสุทธิ์ ซึ่งท่านก็น่าจะรู้นะว่าคนประเภทนั้นในอาณาจักรของเราน่ะ มีไม่มากนักหรอก อีกทั้งหลังการทำพิธีอาจจะมีสะเก็ดพลังจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แทรกซึมเข้าสู่ร่างของผู้ทำพิธีได้อีก ด้วยเหตุนั้น แค่หาคนที่เหมาะสมจะทำพิธีก็ยากแล้ว แต่ว่าการหาคนยอมเสี่ยงมาทำพิธีให้ยังยากกว่าหลายเท่านัก”

เมื่อเจสสิก้าได้ฟังก็สะท้อนใจ นึกถึงผู้คนที่มีพลังพิเศษในอาณาจักรซึ่งมีไม่มากนักจริงๆ พลังเหล่านั้นจะติดตัวมาแต่กำเนิด เด็กที่มีพรสวรรค์จะมีพลังได้จากหนึ่งในสองสายหลัก คือพลังสายจิต และพลังสายเวท และทั้งสองสายพลังยังแบ่งระดับชั้นความกล้าแข็งของพลังเป็นอีกสามระดับคือ ระดับต่ำสุดที่ระดับปฐพี ขั้นกลางที่ระดับจักรพรรดิ และระดับสูงสุดที่ระดับพิสุทธิ์ ซึ่งยิ่งระดับสูงมากเท่าใดก็ยิ่งมีคนถือกำเนิดมาพร้อมพรสวรรค์เหล่านั้นน้อยเท่านั้น

       ระดับจิต และระดับเวทนั้นขึ้นอยู่กับสายเลือดของผู้ให้กำเนิด ยิ่งมีความบริสุทธิ์ของสายเลือดมากเท่าใด ความเข้มข้นของพรสวรรค์ที่จะติดตัวบุตรก็ยิ่งมีมากเท่านั้น

 

       “นั่นมันทำได้ยากจริงๆ สินะ”

เจสสิก้าว่าพร้อมนัยน์ตาหม่นเศร้า

 

 

*******************************************

 

 

       “เอาล่ะเดี๋ยวข้าจะแนะนำทุกคนให้เจ้ารู้จักนะ”

ซง อิลกุก เอ่ยกับยูริขณะนั่งกันอยู่บนโต๊ะอาหารของครอบครัว หลังจากที่นึกได้ว่าลืมพายูริมาด้วยกัน เขาก็รีบหายตัวกลับไปรับยูริอีกครั้ง

 

       “นี่ภรรยาคนสวยของข้า ชื่อ ซง ซึงยอน”

ยูริก้มหัวทักทายหญิงสาวร่างเล็กที่หน้าตาสวยงาม ผมสีทองยาวสลวย ซึ่งนั่งอยู่ข้างอิลกุก

 

       “นั่นก็ลูกๆ ของข้า พวกเค้าเป็นฝาแฝดกันน่ะ เจอกันแล้วนี่ใช่มั้ย”

 

       “ค่ะ แล้วพวกเค้านี่แฝดสามเลยเหรอคะ”

ยูริยิ้มแล้วถาม

 

       “อืม...นี่ ซง แดฮัน เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาแฝดนะ”

อิลกุกลูบหัวเด็กชายหน้านิ่งที่นั่งอมข้าวอยู่อีกข้างหนึ่งของเขา

 

       “นี่ก็ ซง มินกุ๊ก เป็นคนรอง”

อิลกุกเอื้อมมือไปหยิกแก้มยุ้ยๆ ของเด็กชายตัวกลมที่นั่งอยู่อีกฟากของโต๊ะกินข้าว

 

       “ส่วนนั่นก็ ซง มันเซ เป็นคนเล็กสุดน่ะนะ ฮะ ฮะ”

อิลกุกชี้ไปหัวเราะไปกับเด็กชายหน้ากวนที่นั่งอีกฟากฝั่งโต๊ะ ซึ่งกำลังพยายามตักอาหารเส้นเข้าปากอย่างขมีขมัน และมีอาหารเปรอะเปื้อนเต็มแก้มจนน่าขัน

 

       “นี่ๆ พวกเราน่ะฟังพ่อก่อนสิ คนนี้น่ะนะ เค้าคือผู้กล้าแห่งอาณาจักร ควอน ยูรินะ”

เด็กน้อยทั้งสามคนหยุดการง่วนกินตรงหน้าหันมามองหน้ายูริโดยพร้อมเพรียงกัน

 

       “นี่คือท่านควอน ยูริ ผู้กล้าไร้พ่ายคนนั้นเหรอฮะ”

มินกุ๊กถามพลางขมวดคิ้ว เม้มปากจ้องมองหน้ายูริเป็นการใหญ่

 

       “อื้ม ใช่สิ”

อิลกุกตอบ

 

       “ไม่เห็นจะเหมือนเลย”

มินกุ๊กว่า

 

       “ใช่ๆ”

มันเซก็ว่าทั้งที่ปากยังเคี้ยวไม่หยุด

 

       “โธ่....คิก คิก ก็ตอนนี้หน้าตาพี่เค้ามอมแมมแบบนั้น มันก็น่าอยู่หรอกที่จะจำไม่ได้”

ซึงยอนที่นั่งฟังลูกๆ ว่าพลางหัวเราะน้อยๆ

 

       “อ่ะ นี่จ้ะ เช็ดหน้าเช็ดตาก่อนดีกว่านะ”

ซึงยอนส่งผ้าขนหนูชุบน้ำมาให้ยูริ ซึ่งก็รีบยื่นมือรับมันไปอย่างยินดี

 

       “อ้า....นั่น.....ใช่ท่านผู้กล้า ควอน ยูริ จริงๆ ด้วย”

มินกุ๊กชี้หน้ายูริที่เช็ดคราบสกปรกออกหมดแล้ว

 

       “เห?...ใช่เหรอเนี่ย”

แดฮันที่เงียบอยู่นานเอ่ยขึ้น ทั้งที่ยกมือชี้หน้ายูริด้วยคน

 

       “นั่นๆๆๆ ควอน ยูริ นี่ ผู้กล้าไร้พ่ายอ่ะ”

มันเซพูดพลางก็ชี้หน้ายูริใหญ่

 

       “นี่ๆๆๆ พวกเจ้า ไปชี้หน้าแขกอย่างนั้นได้ยังไง มันเสียมารยาทนะ”

พวกเด็กๆ รีบเก็บมือลงไปทันที แต่กลับมองจ้องยูริด้วยดวงตาเป็นประกายแทน

 

       “มิน่าล่ะ ถึงหลบบอลพลังจิตของข้าได้ ท่านผู้กล้านี่เอง”

มันเซหยุดตักของเข้าปากแล้วจ้องยูริอย่างจริงจัง

 

       ‘นั่นฉันสะดุดล้มต่างหากเล่า

ยูริว่าในใจแล้วเฉไฉไปตักกับข้าวตรงหน้ามาชิม ซึ่งรสชาติดีทีเดียว เธอจึงตักมาใส่จานตัวเองมากขึ้น โดยไม่สนใจว่ามันคืออะไร แล้วทำมาจากอะไร นี่เธอก็หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว

 

       “อื้ม...ท่านผู้กล้าไม่กลัวภาพหลอนจิตของข้าด้วยล่ะ เจ้าก็เห็นใช่มั้ยแดฮัน ตอนนั้นท่านสงบสุดๆ ไปเลย สมแล้วที่เป็นผู้กล้าไร้พ่าย ไม่ดิ้นรน ทุรนทุราย เหมือนคนอื่นๆ เลย”

มินกุ๊กชูช้อนในมือพร้อมกับพูดอย่างร่าเริงไปอีก

 

       ‘เอ่อ นั่นฉันก็สตั๊นอยู่มั้ยล่ะเจ้าหนู

ยูริคิดแล้วก็ขนลุก เริ่มสยองขึ้นมาอีกรอบเหมือนกัน

 

       “ใช่ๆๆๆ พี่เค้าต้องรู้ว่าท่านพ่อกำลังมาเหมือนข้าแน่เลย เลยไม่ตอบโต้อะไรพวกเราเลยล่ะท่านพ่อ....”

แดฮันพูดพลางพยักหน้าหงึกหงัก

 

       “อ้าว...ไหนว่าไม่ได้แกล้งพี่เค้าไง แล้วทั้งบอลพลังจิต ภาพหลอนจิตนั่นมันอะไรกัน”

อิลกุกพูดเสียงเข้มไปยังลูกชายทั้งสาม

 

       “โอ๊ะ!

เด็กน้อยสามคนรีบยกสองมือปิดปาดตัวเองด้วยท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู จนผู้ใหญ่ในโต๊ะทั้งสามคนหัวเราะออกมา

 

       “ฮ่าๆๆๆ เอาเถอะ ถือว่าวันนี้เป็นวันแรกทำความรู้จักกัน พ่อจะไม่เอาความที่พวกเจ้าเล่นซนก็แล้วกัน”

       “เย้!!!

       “ยังๆ...ไม่ต้องมาเย้เลย หลังจากนี้พวกลูกๆ ต้องมาเป็นคู่ซ้อมให้ท่านผู้กล้าเค้าด้วยนะ”

       “คู่ซ้อม?”

เป็นยูริที่เอ่ยอย่างงงๆ ขณะที่เด็กน้อยทั้งสามคนยิ่งยิ้มกว้างมากขึ้น จนปากจะฉีกถึงรูหูอยู่แล้ว

 

       “ใช่ พลังพื้นฐานเดิมของเจ้าก็คือสายจิตระดับพิสุทธิ์ ตอนนี้เราต้องปลุกพลังนั้นขึ้นมา มันก็ต้องมีคู่ซ้อมที่มีฝีมือกันซักหน่อย”

       “แต่ว่าจะดีเหรอคะ พวกเค้ายังเด็กอยู่เลย”

       “หึๆๆ นี่เจ้าพูดแบบนี้เพราะยังไม่รู้ถึงความแสบของเจ้าสามแสบนี้น่ะสิ”

จะว่าไปเหมือนยูริจะรู้อยู่นิดๆ นะ

 

       “ไม่ต้องห่วงหรอก ลูกข้าเองก็มีพลังจิตเช่นกันแล้วยังอยู่กันคนละสายอีกด้วย นี่เหมาะแก่การเป็นคู่มือของเจ้าเชียวล่ะ สายจิตที่แบ่งเป็นสามสายน่ะพวกเรามีกันครบ พร้อมฝึกให้เจ้าดีทีเดียวล่ะ”

       “หะ...หา......”

ยูริอ้าปากค้าง

 

..............

.............................

........................................

 

       หลังมื้ออาหาร ซึงยอนจัดการเก็บโต๊ะอาหาร ปล่อยให้อิลกุกพายูริกับเด็กแฝดสามคนแยกตัวออกมา

 

       “ท่านอาจารย์”

ยูริเรียกอิลกุกที่กำลังเดินนำมาในป่าข้างบ้าน

 

       “หืม”

       “ข้าฝึกแค่จิตสายใดสายหนึ่งไม่ได้เหรอ”

พอยูรินึกถึงพลังของเด็กชายสองคนที่เล่นกับเธอก่อนหน้านั้นแล้ว ก็เกิดสยองขึ้นมา หากเด็กพวกนั้นพลั้งมือ ชีวิตที่พึ่งตื่นใหม่ของเธอก็คงจบเห่

 

       อิลกุกหยุดเดินหันมาจ้องหน้ายูริเขม็ง

 

       “ไม่ได้หรอก เมื่อวันประลองข้าเห็นว่าเจ้าถือเป็นผู้มีพรสวรรค์หายากยิ่ง สามารถใช้สายจิตได้ทั้งสามสายนี่นา เราก็ต้องฝึกพลังจิตทั้งสามสายนั่นให้ตื่นขึ้นมา”

       “หา....ท่านดูผิดไปรึเปล่า”

       “ไม่มีทาง....ข้ารู้จักพลังจิตของอาณาจักรเราดีนะ พลังจิตสามสายมี สายจิตสื่อสาร จิตปะทุ และจิตประสาน ซึ่งผู้มีพลังเหล่านี้จะมีมันมาตั้งแต่เกิด ถึงแม้ผู้มีพลังส่วนใหญ่จะมีพลังเพียงสายใดสายหนึ่ง ส่วนน้อยมีพลังสองสายผสมกัน และส่วนที่หาได้ยากที่สุดก็คือมีพลังสามสายอยู่ในตัว วันประลองนั้นเจ้าแสดงพลังออกมาทั้งหมด คนทั้งสนามประลองต่างก็เห็นว่าเจ้ามีมันทั้งสามสายนั่นไม่ผิดแน่ ข่าวนี้ยังแพร่ไปทั่วทั้งอาณาจักร จนผู้คนต่างนับถือเจ้ายิ่งอย่างนั้นไงเล่า เพราะผู้มีพลังจิตสามสายที่หายากทั้งยังอยู่ในระดับพิสุทธิ์นั้นแข็งแกร่งยิ่ง”

 

       “เฮ้อ....แล้วเหตุใดการมีพลังสามสายในตัวนั้นถึงได้หายากเช่นนั้นนะ”

ยูริรำพึง

 

       “มันขึ้นอยู่กับสายเลือด และพลังในตัวผู้ให้กำเนิดที่ต้องกล้าแข็งอย่างยิ่ง จึงจะทำให้เกิดการรวมพลังสองสายในร่างเดียวได้ ยิ่งสามสายยิ่งต้องมีพลังจิตวิญญาณที่เข้มแข็งเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งคนที่จะมีคุณสมบัติเช่นนั้นหาได้ยากยิ่งนัก แล้วจะแปลกอะไรที่คนระดับนั้นต้องมาเจอกัน รักกัน และจึงให้กำเนิดทายาทในระดับตำนานออกมาได้น่ะ มันจะต้องยากยิ่งอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”

 

       “แล้วข้าเกิดขึ้นมาได้ยังไงล่ะเนี่ย ตัวตนระดับตำนานยิ่งใหญ่ขนาดนั้น แต่ข้ามันเหมือนแค่ต้นถั่วที่งอกออกมาจากกระบะทิชชูเปียกน่ะนะ”

 

       “หืม...เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ เจ้าเองก็เป็นส่วนหนึ่งของราชวงค์ที่ขึ้นปกครองเมืองวีพอเน่เชียวนะ ถึงตอนนี้ผู้ครองบัลลังค์เมืองจะเป็นท่านชางวุค พระอนุชาของท่านจุงกิก็เถอะ แต่เจ้าจะปฏิเสธสายเลือดอดีตผู้นำซึ่งเป็นถึงนักสู้อันดับหนึ่งของเมืองไม่ได้หรอกนะ อีกทั้งท่านยอมจี แม่ของเจ้า ยังเป็นผู้มีพลังเวทที่กล้าแข็งหาผู้ใดเปรียบ เจ้าเกิดมาเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่งเช่นนี้ก็สมควรแล้ว”

 

       เฮ้อ...นั่นมันเจ้ายูลลูกรักต่างหากเล่า อย่างข้าน่ะก็แค่ต้นถั่วงอกเท่านั้น ทำไงดีล่ะเนี่ย พลังจะมีกับเค้าจริงๆ รึเปล่าก็ไม่รู้

ยูริทำหน้าอมทุกข์

 

       “เจ้าอย่ากังวลเลยน่า พลังที่เจ้าเคยมีมันไม่หายไปไหนหรอก เพียงแต่มันหลับลึกอยู่ในตัวเจ้าเท่านั้น”

       “ถ้างั้น ข้าไม่ฝึกไม่ได้เหรอ  ไม่นานมันจะกลับมาเองใช่มั้ยท่านอาจารย์”

       “นั่นมันก็ใช่”

ยูริยิ้มกว้างทันทีเมื่อได้ฟัง

 

       “แต่.....เจ้าต้องตาย”

 

ยูริอ้าปากค้าง

       อะไรว้า....ตายอีกละ...บ้านนี้เมืองนี้มันเป็นอะไร เอะอะก็ตายลูกเดียวเนี่ย

 

“ถ้าไม่ฝึกก็ไม่มีทางแข็งแกร่งหรอกนะ และเจ้าก็ไม่อาจใช้ชีวิตในอาณาจักรที่เต็มไปด้วยผืนน้ำแห่งนี้ได้ เหตุนั้นเจ้าจึงอาจตายได้ยังไงเล่า”

“อ้อ....ข้าคิดว่าท่านจะฆ่าข้าซะอีก”

“มันก็ไม่แน่”

“เฮ้ย!!

“ข้าไม่ได้ล้อเจ้าเล่นนะ ยิ่งเจ้าเป็นถึงผู้กล้าแห่งอาณาจักร มีคนมากมายต้องการท้าทายต่อสู้ ซึ่งเจ้าจะปฏิเสธไม่ได้ เจ้าจะทำเช่นไรเมื่อไร้พลัง เช่นนั้น....เจ้าก็ต้องตาย”

 

ยูริกุมขมับ

 

       “งั้นฝึกแค่ขั้นพื้นฐานได้มั้ย ไม่นานพลังข้าก็กลับมานี่นา”

คนกำลังเครียดพยายามต่อรอง

 

       อิลกุกจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลของยูริ

 

       “เจ้าคิดว่าคนสองคนที่มีสายพลังเดียวกัน และมีระดับพลังเท่ากัน จะต่างกันตรงไหน ทั้งสองคนหากสู้กันใครจะชนะ”

       “..............................................”

ยูริส่ายหน้า

 

       “ถึงแม้พลังและระดับจะเหมือนกัน แต่ความคล่องแคล่วในการเรียกใช้พลัง และรู้จักรับมือกับสถานการณ์นั้นต่างกัน หากเจ้าไม่ฝึกแล้วด้อยกว่าคู่ต่อสู้เพียงนิด นั่นหมายถึงเจ้าต้องจ่ายด้วยชีวิตของเจ้า”

 

ยูริรู้สึกมึนตึ๊บเมื่อได้ฟังข้อมูลเหล่านั้น และต้องพยายามทำใจว่าคงจะหลีกเลี่ยงเผชิญหน้ากับเด็กสามคนนั่นพร้อมกันไม่ได้

 

       “อะ...เอ่อ....ถ้าเช่นนั้นเด็กสามคนนั้นมีพลังอะไรกันบ้างเหรอท่านอาจารย์”

 

อิลกุกยิ้ม

 

       “เป็นเพราะว่าข้ากับซึงยอนเป็นผู้มีพลังจิตสองสายในร่าง ลูกๆ ของเราจึงพิเศษ”

       “ท่านเป็นผู้มีพลังจิตสองสายงั้นเหรอ”

       “ใช่...ข้าสามารถใช้พลังจิตสื่อสาร กับจิตปะทุได้ ส่วนเมียข้ามีพลังจิตสื่อสาร กับจิตประสาน ในระดับจักรพรรดิ ลูกๆ ของเราจึงได้มีพลังสายจิตสื่อสาร จิตปะทุ และจิตประสานได้อย่างละคน”

       “อ้อ...ถ้าเช่นนั้นเด็กๆ มีพลังอยู่ในระดับใดหรือ”

ยูริถามอย่างมีความหวัง

       หากความต่างชั้นของพลังมีผลต่อความแตกต่างจริง อิลกุก และซึงยอน มีพลังอยู่ในระดับจิตจักรพรรดิ ซึ่งระดับชั้นต่ำกว่ายูริที่มีพลังจิตระดับจิตพิสุทธิ์ ก็คงจะรับมือได้ไม่ยาก หากว่าพลังนั้นมันมีอยู่ในตัวยูริจริงๆ น่ะนะ

 

“แม้เราทั้งคู่มีเพียงระดับจิตจักรพรรดิ แต่เด็กๆ ของข้าทั้งสามคนล้วนเกิดมามีพลังในระดับจิตพิสุทธิ์”

อิลกุกยิ้มอย่างภูมิใจ

 

ยูริรู้สึกปวดต้นคอขึ้นมาตงิดๆ เมื่อได้ฟังคำตอบ

 

       สงสัยได้ตายอีกรอบ ไม่ต้องทงต้องเที่ยวมันแล้ว ควอน ยูริ

 

แต่จะทำไงได้ ในเมื่อชีวิตนี้ของเธอมันมีทางเลือกไม่มากนัก

 

เด็กสามแฝดที่ร่าเริงผิดหูผิดตาเดินมาหยุดอยู่ใกล้ๆ วงสนทนา แล้วก็จ้องยูริประหนึ่งได้ของเล่นชิ้นใหม่กัน

 

       “ท่านพี่ผู้กล้าไร้พ่ายยูริ”

ยูริยิ้มขำกับชื่อที่เด็กน้อยแก้มยุ้ยตรงหน้าเรียกเธอ

 

       “ฮ่าๆๆๆ ข้าไม่ได้ชื่อยาวอย่างนั้นนะ เรียกว่า พี่ยูริ แค่นั้นก็ได้นะมินกุ๊ก”

       “งั้นเหรอๆ ดีจังๆ งั้นข้าให้พี่ยูริเรียกข้าว่า มินกุ๊กกี้ ด้วยก็ได้”

       “มินกุ๊กกี้ เหรอ น่ารักจังนะ”

       “ก็ข้าน่ารักไง”

       “อ๊ะ! ไม่ได้นะ ข้าน่ารักกว่า พี่ยูริเรียกข้าว่า มันเซย่า นะ”

เด็กน้อยหน้าตากวนๆ เดินมาทำท่าเก๊กหน้าหล่ออยู่ข้างมินกุ๊ก

 

       “แดฮันนี่”

จู่ๆ เด็กน้อยหน้านิ่งเดินมาพูดพร้อมกับใช้นิ้วโป้งชี้อกตัวเองที่ยืนยืดอยู่ตรงหน้ายูริอีกคน

 

       “อ่า...จ้าๆๆ แดฮันนี่ มิกกุกกี้ มันเซย่า นะ”

ยูริยิ้มพลางเรียกทวนชื่อเด็กน้อยซึ่งพอไม่แผลงฤทธิ์เดชก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูจนอยากจะอุ้มมาฟัด

 

       “เอาล่ะอย่ามัวแต่พูดเล่นกันอยู่เลย ฝึกเลยนะ”

       “หะ..หา...เดี๋ยวๆๆๆๆๆ ท่านอาจารย์”

       “ได้...เดี๋ยวนี้เลยนะ”

       “อาจ๊ารย์”

       “ไม่ต้องเสียงสูง ก่อนอื่นเจ้ามาดูเด็กๆ ใช้พลังกันก่อนก็แล้วกัน”

       “เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว”

ยูริคิดว่าจะต้องวิ่งป่าราบหนีบอลพลังจิตมหาโหดของเด็กน้อยมันเซเป็นอย่างแรกเสียแล้ว

 

       “มันเซน่ะมีพลังสายจิตปะทุ สามารถปล่อยบอลพลังจิตที่มีพลังทำลายล้างสูงได้ ยิ่งมีเวลารวบรวมพลังให้ขนาดลูกบอลใหญ่เท่าใด พลังทำลายก็ยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน มันเซย่าทำให้พี่เค้าดูหน่อยสิลูก”

 

ไม่ต้องรอให้อิลกุกพูดซ้ำ เด็กน้อย ซง มันเซ ก็เดินอาดๆ ออกมายกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นมาระดับอก ลูกบอลพลังจิตสีแดงขนาดเท่าผลส้มหนึ่งลูกก็ปรากฏขึ้นมาบนอุ้งมือเล็ก

       เด็กน้อยขว้างออกไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตั้งไกลหลายร้อยเมตร ลูกบอลสีแดงลอยละลิ่วฝ่าทะลุดงไม้ ไปกระทบต้นไม้ใหญ่นั่นเสียงดังตูมใหญ่

 

       “ตู้ม!!!!!!

ต้นไม้ระเบิดเป็นจุลไม่เหลือเศษซากแม้แต่น้อย มันเซยิ้มอย่างพอใจกับผลงานของตัวเอง

 

       “ข้าทำดีมั้ยท่านพ่อ”

       “ดีมาก....กำหนดจิตได้ดีมาก เป็นเพราะเจ้ากำหนดจิตได้ดีบอลพลังจิตจึงไม่แตกก่อนเมื่อกระทบกับต้นไม้ที่ไม่ได้เป็นเป้าหมาย ลูกพ่อเก่งขึ้นแล้วนะเนี่ย”

อิลกุกลูบหัวมันเซที่รีบเดินมาหาอย่างออดอ้อน

 

       “สำหรับมินกุ๊กน่ะมีพลังสายจิตประสาน อย่างที่เจ้าได้เคยเห็นไปแล้วเค้าสามารถสร้างภาพหลอนจิตได้เมื่อจิตของคนถูกบงการอ่อนแอ ก็จะถูกดึงเอาส่วนความกลัวในจิตใต้สำนึกออกมา ซึ่งมินกุ๊กสามารถใช้พลังได้ทั้งกับคนและสัตว์อสูร นอกจากนี้จิตสายนี้ยังเด่นด้านการป้องกันอย่างสูงอีกด้วยเจ้าลองดูก็แล้วกัน มิกกุ๊กกี้ตาลูกแล้วนะ.....”

เด็กน้อยแก้มย้วยก้าวเดินจนแก้มกระเพื่อมออกมายืนตรงหน้าอย่างสดใส

มิกกุ๊กยืนอยู่ครู่ใหญ่แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษ

 

“มินกุ๊กนี่”

เด็กน้อยมันเซเดินออกมาเริ่มรวมบอลพลังจิตขนาดเท่าเมื่อครู่แล้วขว้างเข้าใส่จุดที่มินกุ๊กยืนอยู่

 

“อย่า!!!!

ยูริตะโกน

 

       “บึ้ม!!!!!!!!

ควันคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

       ยูริยกมือขึ้นมาบังสายตาตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อลดมือลงมองฝ่าดงฝุ่นเข้าไปจึงได้เห็นว่า มินกุ๊กไม่ได้มีแม้แต่รอยขีดข่วน แต่รอบกายมินกุ๊กมีบาเรียกลมใสอยู่ล้อมรอบตัวเขาเอาไว้

 

       “ว้าว”

ยูริมองอย่างทึ่งๆ

 

       “ข้าทำได้ดีใช่มั้ยท่านพ่อ”

หลังฝุ่นสงบมินกุ๊กก็วิ่งดุ๊กๆ มาออดอ้อนที่ขาอิลกุก

 

       “ดีมากลูกพ่อ บาเรียใส จนมองไม่เห็นแล้ว นี่ถ้าไม่มีฝุ่นพ่อคงไม่เห็นมัน แต่จะดีกว่านี้นะถ้ามินกุกกี้ทำให้บาเรียแนบติดร่างกายได้น่ะ”

       “ก็มันยากนี่นา”

มินกุ๊กทำปากยื่น

 

       อิลกุกก้มตัวลงไปอุ้มเด็กชายตัวน้อยขึ้นมาแล้วหอมแก้มยุ้ยๆ นั่นไปหลายฟอด จนเด็กน้อยกลับมายิ้มเต็มแก้ม

 

       “ลูกพ่อทำได้อยู่แล้วเนอะ”

เด็กน้อยทำตาใสพยักหน้าให้คนเป็นพ่อ

 

       อิลกุกหันมายิ้มให้ยูริที่นั่งทำหน้าเหวออยู่เมื่อได้ยินว่าอิลกุกยังบอกว่าที่มินกุ๊กทำไปเมื่อครู่มันยังไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด

 

       “สำหรับแดฮันนะ เค้ามีพลังสายจิตสื่อสาร ซึ่งสามารถได้ยินเสียงระยะไกลได้ เหมือนหูทิพย์อะไรประมาณนั้น อีกทั้งยังคุยผ่านจิตได้ด้วย”

       “คุยผ่านจิต?”

ยูริขมวดคิ้วเมื่อได้ฟัง

 

       “ก็คล้ายๆ เสียงทิพย์ที่คุยกับคนที่อยู่ไกลๆ ได้ แต่ก็มีขอบเขตว่าคนคนนั้นจะต้องเป็นคนที่แดฮันเคยสัมผัสตัวเพื่อเชื่อมจิตมาก่อนแล้วน่ะนะ”

       “อ๋อ เหมือนคุยโทรศัพท์มือถือ ก็ต้องมีเบอร์โทรกันก่อนอะไรประมาณนี้สินะ”

       “เจ้าว่าอะไรนะ”

อิลกุกถามเมื่อไม่เข้าใจสิ่งที่ยูริสื่อสารออกมา

      

       “อ่า...เปล่าๆๆๆ ท่านอาจารย์ ท่านพูดต่อเถอะ”

       “พลังจิตสื่อสารก็ยังสะดวกนะหากมีหินธาตุทองอยู่กับตัว ก็จะสามารถหายตัวไปยังที่ที่เคยไปแล้วมีหินธาตุทองอีกก้อนซึ่งเป็นคู่กันอยู่ที่นั่น เหมือนกับที่ข้าหายตัวกลับไปที่บ้านนั่นล่ะ”

ยูริพยักหน้าว่าเข้าใจ มันก็คงเหมือนการเทเลพอร์ตผ่านประตูสองบานอะไรประมาณนั้น

 

       “อืม...นอกจากนั้นพลังของแดฮันที่ค่อนข้างอันตรายก็คือ การควบคุมสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิตในระยะสายตาของเค้า”

       “หืม...ยังไงเหรอท่าน....”

ยูริยังถามไม่ทันจบ

 

       “เพี๊ยะ!

ฝ่ามือตัวเองก็ฟาดหน้าด้านขวาของตัวเองเข้าอย่างจัง

 

       “เฮ้ย!! ทำไมข้าบังคับมือตัวเองไม่ได้”

       “เพี๊ยะ!

ฝ่ามือซ้ายฟาดแก้มซ้ายตามมาติดๆ จนยูริน้ำตาเล็ด

 

       “โธ่! ตบหน้าทั้งซ้ายทั้งขวามาได้ ไม่ต้องเท่าเทียมกันขนาดนี้ก็ได้นะแดฮันนี่”

ยูริโอดครวญ เมื่อเห็นแดฮันหัวเราะคิกคัก

 

       “ก็ประมาณนี้ล่ะนะสิ่งที่แดฮันมองเห็น เค้าจะควบคุมมันได้ทุกอย่าง”

ขณะที่อิลกุกพูดแดฮันก็เพ่งมองไปที่ก้อนหินก้อนโตข้างๆ ซึ่งมันลอยขึ้นมาจากพื้นแล้วพุ่งตรงมาหายูริ

 

       “ฮะ...เฮ้ย!!!

ยูริตาโต เมื่อเห็นก้อนหินลอยมาตรงหน้า แต่มันก็หยุดชะงักแล้วตกลงบนพื้นหน้ายูริ ห่างปลายจมูกไปไม่กี่มิลลิเมตร

 

       “เลิกเล่นได้แล้วแดฮันนี่”

อิลกุกปรามพลางเดินไปอุ้มแดฮันมาไว้ในวงแขนอีกคน

 

       “เก่งมากนะแดฮันนี่ลูกพ่อ”

อิลกุกหอมแก้มลูกชายไปฟอดใหญ่ ก่อนที่ลูกชายจะหอมแก้มกลับมาอีกหลายฟอด

 

       “ท่านพ่ออ่ะ อุ้มข้าด้วยสิ”

มันเซทำปากจู๋ ก่อนจะเริ่มพาตัวเองปีนขึ้นไปบนตัวของอิลกุก แล้วไปเกาะหลังอยู่พลางเกาะเกี่ยวคอพ่อเสียแน่น

 

       ยูริกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่

       นี่สาบานว่าเด็กสามขวบ

 

       “อ่ะ...ทีนี้ก็ตาเจ้าแล้วนะ ยูริ”

       “หะ....หา...ข้าเหรอ”

ยูริชี้หน้าตัวเอง

 

       “ใช่”

       “แล้วข้าต้องทำไงล่ะอาจารย์บอกตามตรง ข้าว่าข้าลืมๆ วิธีที่จะเรียกพลังไปแล้วแน่ๆ อ่ะ”

       “มานี่สิ”

อิลกุกเรียกให้ยูริเดินเข้าไปหา

 

       “อ่ะ”

เขาส่งเด็กน้อยในอ้อมแขนสองคนให้ยูริอุ้มต่อ พลางพยักเพยิดให้มันเซกระโดดเปลี่ยนไปเกาะหลังยูริแทน

 

       “เจ้าก็สังเกตการใช้พลังของเด็กๆ ดู เดี๋ยวเจ้าก็ทำได้เองแหละ”

       “หะ...หา....เอาจริงดิ”

       “ข้ารู้มันต้องใช้เวลา แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ลูกๆ ข้าน่ะเวลาเหลือเฟือ เจ้าก็เล่นกับพวกเค้าไปแล้วกัน ส่วนข้าคงต้องไปตรวจกองทัพเสียหน่อย”

       “อะ...อ้าว...”

       “ข้าพึ่งลงจากตำแหน่งองครักษ์ขององค์หญิงมารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ เช่นนั้นข้าต้องรีบไปทำหน้าที่ก่อนนะ เดี๋ยวลูกน้องจะครหาว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง”

 

“ดะ...เดี๋ยวสิ ท่านอาจารย์”

ไม่ทันที่ยูริจะได้พูดอะไรอีก ร่างของอิลกุกก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาพร้อมกับรอยยิ้มพรายอย่างโล่งใจเหมือนกับได้ปลดภาระอะไรบางอย่าง

 

       ยูริมองหน้าเด็กๆ ที่ยิ้มแต้พลางเกาะคอเธอเสียแน่น อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร

 

       นี่ฉันต้องฝึกวิชา หรือเป็นพี่เลี้ยงเด็กกันเนี่ย

 

 

 

*** คุยกะไรท์เตอร์กันนิด ***

ตอนนี้อธิบายเรื่องพลังที่ใช้ในเรื่องกันหน่อย ก็เลยยาวเนอะ 555 คือแบบก็ยาวกว่าทุกทีแล้วน่ะนะ ตอนแรกกะว่าจะต่อด้วยพาร์ทของนางเอกต่ออีกหน่อย แต่หมดแรงแล้วอ่ะ เอาเป็นยกยอดไปตอนหน้าละกันนะคะ แหะๆ

แคว้นวอติเนียนี่มีแต่คนแปลกๆ มั้ยเนี่ย จริงๆ คือไม่นะ ที่จริงมีคนธรรมดาเป็นส่วนใหญ่ พวกมีพลังพิเศษน่ะเป็นส่วนน้อย แต่คนส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ชีวิตในเมืองที่มีแต่น้ำและน้ำนี้ได้ยังไง ตอนหน้ามาเฉลยค่ะ

สำหรับระดับพลังพิเศษในเรื่องนี้ขอสรุปอีกทีนะคะเผื่องง

ผู้มีพลังสายจิต มี 3 สายย่อย

- สายจิตปะทุ => เน้นทำลาย

- สายจิตประสาน => เน้นป้องกัน

- สายจิตสื่อสาร => เน้นการติดต่อ เดินทาง

 

แต่ละสายย่อยก็จะมีระดับความแข็งแกร่งและพลังที่ต่างกันอีก ดังนี้

พลังต่ำสุด ระดับปฐพี

พลังกลางๆ – ระดับจักรพรรดิ

พลังสูงสุด – ระดับพิสุทธิ์

 

อีกด้านหนึ่งคือ ผู้มีพลังสายเวท มี 5 สายย่อย ซึ่งตอนนี้ยังไม่ขออธิบายนะคะ เก็บไว้ตอนหน้าอีกละ 5555

 

เอารูปแฝดสามน่ารักๆ มาฝากค่ะ

แดฮันนี่   มินกุ๊กกี้   มันเซย่า


 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น