Watinia [Fic snsd - Yulsic]

ตอนที่ 5 : บทที่ 4: อาจารย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ต.ค. 59

***** บทที่ 4: อาจารย์ *****

 

กว่าที่จุงกิจะลากตัวยูริที่ยืนสั่นพั่บๆ อยู่กับที่ให้ออกเดินทางได้ก็ใช้เวลานานโข เมื่อถึงจุดหมายปลายทางเขาลากตัวยูริที่เอาแต่หลับตามาตลอดทางลงจากเรือที่เข้ามาเทียบท่ากับตัวเขตพระราชวัง

 

          “นี่เจ้าลืมตาขึ้นมาแล้วก็เดินเองซักทีสิ”

       ชายวัยกลางคนบ่นอุบเมื่อยูริเอาแต่เดินไปตามแรงฉุดของเขาโดยไม่คิดจะมองทางเดิน

 

                “เป็นอะไรของเจ้าเนี่ย ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวซักนิด”

                “นะ...น่ากลัวสิ น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว”

ยูริตอบเสียงสั่นขณะค่อยๆ เปิดเปลือกตาออกมามอง และเริ่มโล่งใจเมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในส่วนของผืนดินแล้ว

 

            “ที่นี่ที่ไหนกันเหรอท่านพ่อ”

พอพ้นเขตน้ำขึ้นมาก็เริ่มมีสติขึ้นมาบ้าง

 

             “พระราชวังของแคว้นวอติเนียน่ะสิ เอาล่ะไปกันได้แล้ว”

 

ยูริกระพริบตาปริบๆ มองผู้เป็นพ่อที่เดินจ้ำเอาๆ และไม่คิดจะอธิบายอะไรต่ออีก เธอจึงต้องรีบจ้ำตามไป

 

       “อะ...เอ่อ....ท่านพ่อ....”

       “อย่าถามมากน่า เดินตามข้ามา”

 

       ยูริมองไปรอบกายที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่บนผืนดิน เหมือนว่าเธอจะขึ้นมาอยู่บนเกาะซักเกาะหนึ่ง พอเห็นแบบนั้นก็รู้สึกเบาใจได้บ้างที่เดินออกห่างทะเลน้ำลึกเมื่อครู่เสียที เธอออกเดินโดยไม่เหลียวหลังไปมองเรือที่พึ่งเทียบท่าส่งเลยซักนิด

ทางเดินขึ้นเกาะนี้มีต้นไม้รอบกายขึ้นครึ้ม สีเขียวขจีของใบอ่อนที่พึ่งแตกยอดทำให้ยูริรู้สึกสดชื่นขึ้นมา เธอรีบจ้ำเดินตามผู้เป็นพ่อที่เดินน้ำอยู่พลางสังเกตวิวแปลกตารอบตัวไปด้วย ไม่นานนักป่าไม้ก็เริ่มบางตาลง ก่อนจะเผยกำแพงหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่านตรงหน้า ทั้งยังยาวไปสุดลูกหูลูกตาทั้งซ้ายขวา

ชายวัยกลางคนเดินไปยังกำแพงนั้น แล้วยกมือขึ้นเคาะราวกับเคาะประตูบ้าน ขณะที่ยูริกำลังจะหัวเราะเยาะกับการกระทำนั้น บริเวณที่เคยเป็นกำแพงนั้นกลับกลายเป็นประตูบานหนาขึ้นมาเสียอย่างนั้น ทำเอาเจ้าตัวอ้าปากค้างกับมายากลตรงหน้าอย่างไม่รู้จะสรรหาคำพูดไหนมาบรรยายความรู้สึกตัวเอง

 

       คนที่นี่เล่นมายากลกันเก่งจริงวุ้ย

ยูริยังไม่ทันได้พิจารณาให้ถ้วนถี่ จุงกิก็ผลักบานประตูเปิดดัง ผลั่วะเขาผลักบานประตูหนานั้นแล้วเดินทะลุเข้าไปอีกด้านของกำแพง ยูริจึงเดินตามไป เมื่อได้เข้ามามองใกล้ๆ ยิ่งน่าสนใจ เธอเดินข้ามไปแล้วหันกลับไปมอง แอบลูบคลำขอบประตูที่ให้ความรู้สึกถึงเนื้อไม้จริงๆ ทั้งที่ก่อนหน้าตรงนี้น่ะเป็นกำแพงอยู่ชัดๆ

เมื่อประตูปิดลงก็กลับกลืนหายไปกับกำแพงหินต่อหน้าต่อตายูริ

 

“นี่เจ้าจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกนานมั้ย”

จุงกิหันมาบ่น

 

       ยูริที่มัวแต่สงสัยกับบานประตูที่หายไปรีบหันมาหาเจ้าของเสียงเรียก แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสายตากลับทำให้คิ้วเธอขมวดมากขึ้นไปอีก ด้านหลังกำแพงหินนี้มีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่ต่อหน้าเธอ เป็นอาคารที่ยูริคิดว่าคล้ายกับปราสาทในยุคกลาง หรือยุคไหนซักยุคของยุโรปล่ะมั้ง


       ยูริก้าวเท้าตามจุงกิไปตามทางเดินที่เลียบผ่านลัดเลาะสิ่งก่อสร้างเหล่านั้น มันดูเหมือนหอคอย ป้อมปราการอะไรเทือกนั้นที่ยูริคิดว่าเคยเห็นแต่ในหนังสงครามยุคอัศวินของชาวอังกฤษ ต่างกันแค่หนังทุกเรื่องที่เธอเคยดูปราสาททุกหลังมีสีเทาหรือไม่ก็จะเป็นสีของอิฐบล๊อคธรรมดา

แต่นี่ตึกที่เธอเห็นตอนนี้ทุกตึกนั้นสร้างด้วยหินสีขาวสลับกับสีน้ำเงินช่างดูแปลกตาสำหรับเธอมากทีเดียว ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนเธอเข้ามาอยู่ในเทพนิยายซักเรื่องที่เคยอ่านสมัยเด็ก

 

“นี่ถ้ามีเจ้าชายกับรองเท้าแก้วโผล่มานะ ใช่เลย ซินเดอเรลลาชัดๆ....”

ยูริพึมพำ ยังไม่ทันจบประโยคดีเธอก็เลี้ยวมาเจอมหาปราสาทหลังใหญ่ตรงหน้า ซึ่งใหญ่โตกว่าทุกหลังที่ผ่านมา แต่ยังคงสร้างจากบล๊อคหินสีขาวสลับน้ำเงินคล้ายกับตาหมากรุกตลอดทั้งหลัง มีเพียงปลายยอดปราสาทที่เป็นโดมแหลมสีขาวล้วน ซึ่งไม่รู้ว่าสร้างจากอะไร

 

       “เอ่อ...ท่านพ่อ”

       “....................”

       “ท่านพ่อ”

       “....................”

       “ท่านพ่อ!!!!

       “อะไรเล่า อยู่ใกล้กันแค่นี้เจ้าจะตะโกนทำไมเนี่ย”

       “ก็ท่านไม่ตอบข้านี่”

ยูริก้มหน้าก้มตาพูดหงอยๆ

 

       “จะพูดอะไรก็พูดสิ เอาแต่เรียกข้าอยู่ได้”

       “อ้าว....ข้าอยากรู้นี่ท่านพ่อ ทำไมพระราชวังของแคว้นนี้ถึงได้มีแต่สีขาวกับน้ำเงินอย่างนั้นล่ะ”

       “ก็เพราะว่าสีประจำแคว้นหลวงของเราคือสีน้ำเงินน่ะสิ”

      

ยูริคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามถึงเมืองที่เธอกำลังเหยียบยืน คุ้นๆ ว่าชื่อเมืองวอติเนียไงสินะ

 

              “ท่านพ่องั้นแสดงว่าที่นี่นั้นมันมีสีประจำเมืองอีกหลายเมืองงั้นเหรอ”

              “อืม...ก็หัวไวดีนี่ ที่นี่คืออาณาจักรวอติเนีย มีทั้งหมด 9 เมือง ที่เราอยู่นี่ก็คือเมืองวอติเนียซึ่งถือเป็นแคว้นหลวง แล้วก็มีเมืองลูกอีก 8 เมือง คือ เมืองเซลล่า เมืองวีพอเน่ เมืองบีทูร่า เมืองคัลซ่า เมืองไอออนนีย่า เมืองเบรธ เมืองมัดซีร่า แล้วก็เมืองจิลล่า แต่ละเมืองก็จะมีสีประจำเมืองต่างกันไป”

 

จุงกิตอบทั้งที่ยังไม่หยุดเดิน

 

“แล้วเมืองอื่นๆ อยู่บนน้ำแบบนี้มั้ยท่านพ่อ”

ยูริถามอย่างมีความหวัง

 

“อืม...ทุกเมืองเราก็สร้างที่อยู่ของเราเหนือผืนน้ำทั้งนั้นแหละ มีแต่ที่ตั้งของสถานที่สำคัญกับมหาปราสาทเท่านั้นที่จะมีผืนดินรองรับสิ่งก่อสร้าง ส่วนที่นี่ถือเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ ปราสาททุกหลังที่นี่สร้างจากหินอ่อนสลับกับเทอควอยซ์สีน้ำเงินด้วย”

จุงกิพยายามอธิบาย

 

       “ทำไมต้องสร้างด้วยสีน้ำเงินสลับกับขาวด้วยล่ะ ทั้งที่ใช้สีใดสีหนึ่งล้วนๆ เลยอย่างเดียวไม่ง่ายกว่าเหรอ หรือว่าหินอ่อนมันราคาแพงกัน”

       “เปล่า ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะคนที่นี่มีความเชื่อว่าหินอ่อนมีพลังอำนาจขจัดสิ่งชั่วร้าย และยังช่วยเสริมพลังจากหินเทอควอยซ์ด้วยน่ะสิ”

       “พลังจากหิน? หินนี่ให้พลังได้ด้วยเหรอ”

       “ใช่แล้ว พลังจากธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่ที่สุด เพียงแต่เราต้องรู้จักใช้มัน”

       “แล้วมันใช้ยังไงล่ะ”

       “อย่าพึ่งถามมากเลยน่า เรื่องนั้นเจ้าก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปก็แล้วกัน”

เจ้าหนูจำไมได้แต่จุ๊ปากขัดใจที่ไม่ได้คำตอบ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรเซ้าซี้คนที่จ้ำเอาๆ อีก ใช่ว่าจะเกรงใจอะไร เพียงแต่ยูริไม่แน่ใจว่าฝ่ามือพิฆาตทองคำนั้นจะลอยมาใส่ตัวเองเมื่อไหร่ก็เท่านั้น


เมื่อสุดเขตปราสาทด้านหลังมีสวนดอกไม้นานาพรรณกำลังแข่งกันเบ่งบานอวดความงามของมันสู่สายตาผู้มาเยือน

     ทั้งสองคนเดินตัดสวนไปจนสุดกำแพงหินอีกด้าน แล้วเดินเลียบไปตามกำแพงนั้นซึ่งมีเถาไม้เลื้อยซึ่งยูริไม่รู้จักขึ้นอยู่เต็มไปหมดจนแทบจะบดบังเนื้อหินของกำแพงนั้นไปจนหมด บางเถาเริ่มมีดอกหลากสีขึ้นประปราย ส่วนใหญ่ดูจะเป็นดอกตูมเสียมากกว่า แต่ก็ยังพอมีสีสันแซมออกมาให้ยูริได้ยกยิ้มขึ้นมาเมื่อได้เห็นของสวยงามตรงหน้า


       แล้วยูริก็ต้องแปลกใจเมื่อทางด้านที่พวกเธอกำลังจะเดินไปเป็นทางที่นำไปสู่ป่าไม้ที่เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จุงกิพายูริเดินเข้าไปในป่าหนาทึบของเกาะนี้ไม่นานทั้งสองก็หยุดอยู่หน้ากระท่อมโกโรโกโสหลังเล็กหลังหนึ่งซึ่งตั้งใกล้กับกำแพงหินที่พวกเธอเดินเลียบเข้ามา ต่างกันก็แค่กำแพงแถวนั้นไม่มีไม้เถาแปลกตาขึ้นอยู่เลย

 

       “เอาล่ะถึงซักที”

       “หืม....ท่านแน่ใจว่าเป็นที่นี่แน่เหรอท่านพ่อ”

       “อืม...เจ้าไปเคาะเรียกหน่อยสิ”

       “หะ...หา ข้าเหรอ”

ยูริมองเหวอๆ ที่อยู่ๆ คนที่เดินนำมาตลอดกลับไหว้วานให้เธอทำอะไรบางอย่าง

       ยูริมองไปยังกระท่อมหลังน้อยที่ตั้งตรงหน้าอย่างชั่งใจ

 

       “นี่รีบไปตามว่าที่อาจารย์ของเจ้าออกมาสิเร็วเข้า”

 

ยูริหันมองจุงกิพลางคิดว่าเขาจะทดสอบอะไรเธอก่อนหรือไม่ ในเมื่อเขาบอกว่าจะพามาฝึกพลัง

 

       ใช่แล้ว ทดสอบเราแน่ๆ หึๆ ไม่ได้กินควอน ยูริ คนนี้หรอก

 

ยูริเดินอย่างมั่นใจไปที่กำแพงด้านหลังกระท่อมแล้วยกมือขึ้นเคาะไปสองสามทีเหมือนที่จุงกิเคยทำก่อนหน้านี้กับกำแพงปราสาท

 

       “บ้านอาจารย์คงจะต้องอยู่หลังกำแพงสินะ ประตูลับจงเปิดต้อนรับท่านยูริคนนี้ซะสิ ภาพลวงตาพรรค์นี้หลอกข้าไม่ได้หรอก ฮ่าๆๆๆๆ”

ยูริยืนหัวเราะอยู่กับกำแพงที่ไม่มีปฏิกิยาใดเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อยหลังเจ้าตัวเคาะไป

 

       “นั่นเจ้ามัวไปทำบ้าอะไรอยู่ตรงนั้นน่ะหา”

       “อ้าว ก็ท่านพ่อบอกให้เรียกอาจารย์”

       “เฮ้อ...ก็ไปเคาะประตูบ้านนู่นสิ นี่เจ้าบ้ารึเปล่าเดินไปเคาะกำแพงทำไมกัน”

       “เอ๋?”

 

     จุงกิไม่สนใจจะรอยูริอีก เขาเดินไปเคาะประตูไม้เก่าๆ ตรงหน้า ไม่นาน ประตูบานที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ก็แง้มออกมา พร้อมกับใบหน้าเหี้ยมที่มีหนวดเครารกครึ้มโผล่ตามออกมา

 

 “อ้าว...ท่านพี่จุงกินั่นเอง ลมอะไรหอบท่านมาถึงนี่ล่ะ มาๆๆๆ เข้ามาข้างในบ้านก่อน”

ชายหน้าเหี้ยมเปิดประตูกว้างให้สองพ่อลูกเข้าไป

     สภาพภายในทำเอายูริอ้าปากค้างนานไปหลายวินาที กับความโอ่โถง สวยงาม และใหญ่โตเกินกว่าสภาพภายนอกที่เห็นลิบลับ 

 

               “นะ...นี่มัน เหลือเชื่อไปเลยแฮะ”

ยูริพึมพำพลางหันมองไปทั่วไม่หยุด ชายเจ้าของบ้านมองยูริเขม็ง

 

            “นั่นยูริหายดีแล้วเหรอพี่จุงกิ”

             “ก็พึ่งจะฟื้นแต่ยังไม่ดีนักหรอก วันนี้ข้าก็เลยอยากจะมาขอความช่วยเหลือจากเจ้านี่แหละอิลกุก”

               “โอ้...ท่านพี่มีอะไรจะให้ข้าช่วยก็บอกมาเถอะ ชีวิตของข้าที่ท่านช่วยไว้ จะทุ่มเททำมันให้สุดความสามารถแน่นอน”

              “ขอบใจมากนะอิลกุก ข้าแค่อยากให้เจ้าช่วยฟื้นพลังของยูลเท่านั้น ถ้าท่านแม่ทัพแห่งราชวงค์อย่างเจ้าช่วยข้า ข้าก็วางใจที่สุดแล้ว”

จุงกิเดินไปตบบ่าชายร่างใหญ่ตรงหน้าซึ่งสวมชุดอยู่บ้านสบายๆ

 

 “นี่ยูลมานี่สิ”

ยูริเดินตามมางงๆ เอาแต่มองห้องหับอื่นๆ ที่ยังแยกออกไปจากโถงนี้เดินกลับมายังชายทั้งสองเมื่อได้ยินจุงกิเรียก

 

                “นี่แม่ทัพ ซง อิลกุก จะเป็นอาจารย์ของเจ้าตั้งแต่วันนี้ไป ทำความเคารพท่านซะสิ”

จุงกิจับหัวยูริให้ก้มลงคำนับร่างใหญ่ตรงหน้า

 

               “ฮ่าๆๆๆ ไม่ต้องมากพิธีหรอกท่านพี่จุงกิ ให้ผู้กล้าแห่งอาณาจักรมาเป็นลูกศิษย์ข้า นับว่าเป็นเกียรติของข้ามากกว่า”

           “ไม่หรอก พลังของเจ้านี่ยังอ่อนด้อยนัก คงต้องฝึกพลังกันตั้งแต่ต้นทีเดียว”

           “โอ้ การต่อสู้ครั้งนั้น มีผลกระทบมากมายเพียงนี้เชียว”

           “อืม... และข้าอยากจะขอเจ้าให้เก็บเรื่องพลังที่ยังไม่ฟื้นตัวของเจ้าเด็กนี่เป็นความลับได้หรือไม่”

           “ได้แน่นอนอยู่แล้วท่านพี่จุงกิ แต่ว่าหากต้องฟื้นพลังกันตั้งแต่ต้น ข้าเกรงว่า...”

            “ข้าเข้าใจว่ามันต้องใช้เวลา ข้าจึงจะให้เด็กนี่มาอยู่กับเจ้าเพื่อจะได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่นะ ได้หรือไม่”

              “ฮ่าๆๆๆ ได้อยู่แล้วท่านพี่จุงกิ นี่ลูกชายของข้าคงจะดีใจเป็นแน่ หากได้ยินว่า ผู้กล้าไร้พ่ายของอาณาจักรจะมาพักอยู่ด้วยกัน พวกเขาชื่นชมลูกท่านมากเมื่อตอนที่เข้าแข่งขัน”

                “งั้นคงต้องลำบากเจ้าแล้วนะอิลกุก เจ้าอย่าได้เกรงใจว่าเป็นลูกข้า สามารถอบรมสั่งสอนเจ้านี่ได้เต็มที่นะ ข้าอนุญาต”

ยูริที่ฟังอยู่นานตาเหลือก

 

               ‘สั่งสอนเต็มที่อะไรกัน ตาลุงนี่เป็นพ่อเราได้ไม่กี่วัน นี่กล้าอนุญาตถึงขนาดนี้ได้ยังไง

คนที่ได้แต่บ่นในใจเบนสายตาไปสำรวจรอบกายอีกคร้้ง

 

                     “เอาล่ะ งั้นข้าก็คงกลับก่อนล่ะ ฝากด้วยนะอิลกุก”

ชายร่างใหญ่ค้อมหัวรับคำและเดินไปส่งจุงกิที่ประตู

 

              “ฮะ...เฮ้ย ...เดี๋ยวสิ ท่านพ่อ รอข้าด้วย”

             “ไม่ต้องตามข้ามา เจ้าต้องอยู่ที่นี่นะยูริ เมื่อใดที่เจ้ามีพลังมากพอแล้วจึงค่อยไปตามหาพวกข้าที่เมืองวีพอเน่ของเรา”

จุงกิเอ่ยเสียงเฉียบจนยูริไม่กล้าขยับ เมื่อกล่าวจบจุงกิก็เดินจากไปอย่างรวดเร็วกว่าขามามากนัก

 

              ‘อะไรเนี่ย...มีพ่อแม่แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แล้วมันต่างจากเด็กกำพร้าอย่างเดิมตรงไหนเนี่ย

ยูริหดหู่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอย่างทำใจที่จะต้องอยู่คนเดียวเหมือนที่ผ่านมาอีกครั้ง ไม่สิ ตอนนี้ไม่ได้อยู่คนเดียวนี่ มีตาลุงหน้าโหดที่จะมาเป็นอาจารย์เขายืนอยู่ตรงหน้านี้อีกคน ซึ่งยูริก็คงได้แต่ภาวนาว่า ความซวย จะไม่ตามติดตัวเธอมาในมิติแห่งนี้ด้วย

 

 

**********************************

 

 

                “นายท่านเราน่าจะพักตรงนี้กันก่อนเข้าเมืองดีรึไม่”

                “หืม...มันใกล้ถึงเมืองบีทูร่าแล้วงั้นรึ”

ชายร่างท้วมนอนเอกเขนกพัดร่างอยู่บนดาดฟ้าเรือสินค้าลำโตที่ลอยลำอยู่กลางมหาสมุทร

 

                “หมู่เกาะด้านหน้านั่นนายท่าน”

ชายร่างเล็กผอมกะหร่อง ชี้ไปยังแผ่นดินที่อยู่ให้เห็นไกลลิบตรงหัวเรือ

 

                “อืม...ดี ข้าได้ยินว่าที่นั่นตอนนี้แร้นแค้นนัก แบบนี้การค้าของข้าคงจะทำกำไรได้บ้าง ฮ่าๆๆๆ”

       “แต่นายท่าน เมืองบีทูร่าที่มีแต่นายพรานล่าสัตว์เช่นนั้น จะร่ำรวยได้เช่นไร เราคงจะทำกำไรได้ไม่มาก”

เจ้าโง่! กำไรใช่ว่าต้องเป็นแค่เม็ดเงินเท่านั้น ที่นั่นมีคนฝีมือดีอยู่มากทีเดียวนะเท่าที่ข้ารู้ โดยเฉพาะตระกูลคิมนั่น และข้าก็ได้ข่าวว่าตอนนี้สถานการณ์ที่นั่นไม่ค่อยดี นี่ไม่ใช่โอกาสของข้าหรอกรึ ฮ่าๆๆๆๆ”

            “อ่า... นายท่านของข้าช่างฉลาดนัก แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”

ชายร่างผอมเกาหัวยิกๆ

 

                “หึ คนโง่อย่างเจ้า จะมาคิดเทียบทันพ่อค้าอัจฉริยะ คัง โฮดง ผู้นี้ได้เยี่ยงไรเล่า ฮ่าๆๆๆๆ”

                “โอ...นั่นมันแน่นอน มันเป็นเช่นนั้นนายท่าน”

                “นี่ทิฟฟานี่ลูกศิษย์ข้าทำอะไรอยู่ ไปเรียกนางมาหาข้าสิ คุยกับนางได้ประโยชน์กว่าคุยกับเจ้ามากนัก ไปตามนางมา”

                “ข้าทราบแล้ว นายท่าน”

ชายร่างผอมกล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป พร้อมกับแอบทำหน้าเบื่อหน่ายเจ้านาย ชายร่างอ้วนซึ่งนอนอย่างสบายใจมองหมู่เกาะที่ได้ชื่อว่ามีป่าไม้ และสัตว์ป่ามากที่สุดแล้วก็ยิ้มย่องอยู่เพียงผู้เดียว

 

 

               เมืองบีทูร่าเป็นอีกเมืองหนึ่งในอาณาจักรวอติเนียซึ่งเต็มไปด้วยสัตว์ป่าดุร้าย ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้จึงมีอาชีพนายพรานเพื่อประทังชีพเสียส่วนใหญ่ แต่หลายปีให้หลังนี้ สัตว์ป่าดุร้ายกว่าเดิมมาก ทั้งยังลดจำนวนลงอย่างน่าแปลกใจ ชาวเมืองที่เคยจับสัตว์มาขายก็ทำได้น้อยลง ทั้งที่เคยแบ่งมาทำอาหารก็ยังต้องแก่งแย่งกัน จนเกิดเหตุจลาจลย่อมๆ บ่อยครั้ง หากไม่มีตระกูลคิมซึ่งเป็นเจ้าเมืองกันมาหลายชั่วอายุคนดูแลความสงบสุข ทั้งเมืองคงยิ่งแย่กว่านี้

              ภายในเมืองไม่ได้คึกคักนัก ผู้คนต่างเดินกันอย่างอ่อนแรง คิม จองกุ๊ก ผู้นำตระกูลคิมเดินสำรวจเมืองอย่างอ่อนใจ

 

                “ท่านเจ้าเมือง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปคนของเราต้องอดตายกันเป็นแน่”

  นายทหารคนสนิทที่เดินตามหลังเอ่ยขึ้น

 

                “อีกไม่นานหรอก ข้าส่งคนไปติดต่อพ่อค้าจากต่างเมืองมาแล้ว ไม่นานของที่ข้าสั่งไปก็คงจะมาถึง”

                “แต่ว่า....มูลค่าของมันก็คงไม่น้อยเช่นกันไม่ใช่หรือท่าน”

                “มากเท่าไร เราก็คงต้องยอม เพื่อความอยู่รอดของชาวเมือง”

                “นี่แคว้นหลวงไม่คิดจะช่วยเราบ้างหรือไร นครหลวงวอติเนียมั่งคั่งออกปานนั้น เหตุใดจึงไม่ช่วยเหลือพวกเราบ้าง”

นายทหารบ่นอุบ

 

                “อืม...นั่นสิ ข้าก็ส่งข่าวเข้าไปนานแล้ว หากแต่ทางนั้นกลับเอาแต่เงียบ มันเพราะอะไรกันนะ”

                “หรือว่านครหลวงจะทอดทิ้งพวกเราเสียแล้ว”

 

 

**********************************

 

 

                “ที่นี่แหละ ที่พักของเจ้า”

ยูริยิ้มอย่างดีใจเมื่อเห็นกระท่อมหลังน้อยสภาพพอดูได้ตรงหน้า เมื่ออิลกุกพาเดินออกมาจากบ้านที่ภายในหรูหราเมื่อครู่มายังป่าด้านหลังที่ลึกเข้าจากเดิมอีก จนเจอกระท่อมหลังนี้

 

     ยูริเปิดประตูเข้าไปอย่างยินดี แล้วก็ต้องเบิกตาค้าง ยูริตัดสินใจปิดประตูแล้วเปิดเข้าไปอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดกับสิ่งที่เห็น

 

                    “นะ...นี่....ท่านอาจารย์จะให้ข้าอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ”

                    “หืม ก็ใช่น่ะสิ บ้านข้าออกจะคับแคบทั้งยังอยู่กันหลายคน เจ้าคงจะไม่สะดวก”

                     “อ่า....ขอบคุณท่านอาจารย์ แต่ข้านั้นไม่เกี่ยงเรื่องความคับแคบหรอกนะ”

                     “อืม...เอาน่าข้ายกบ้านหลังนี้ให้เจ้านะ มันเป็นของเจ้าแล้ว ดูแลมันด้วยล่ะ”

ยูริทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกแต่ก็ไม่รู้จะพูดว่าอะไรอีก

 

                     “ขอบคุณท่านอาจารย์”

                     “วันนี้เจ้าทำความสะอาดที่พักไปก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวตอนกินข้าวเย็นข้าจะแนะนำเจ้าให้รู้จักกับครอบครัวของข้า”

                     “ข้าเข้าใจแล้วท่านอาจารย์”

ยูริหันหลังเปิดประตูเข้าไปในตัวบ้านด้วยน้ำตาคลอหน่วย กับสภาพบ้านที่ดูเก่าโทรมและเล็กกระจ้อยตรงหน้า ซึ่งเป็นสภาพจริงทั้งในและนอกเหมือนกัน ช่างต่างจากบ้านของซง อิลกุกที่ยูริเห็นมาเมื่อครู่ลิบลับ

 

          นี่ความซวย คงตามเธอมาไม่เลิกจริงๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเพียงก้มหน้ารับชะตากรรม เริ่มปัดกวาด ซ่อมแซมบ้านให้พออยู่ได้ขึ้นมา ซึ่งก็ไม่ได้ลำบากนัก ก็อย่างที่บอกเธอชินกับการอยู่คนเดียวมานานแล้ว ไม่ว่าซ่อมประตู ต่อหลังคา เธอก็ทำได้ทั้งนั้น เว้นอยู่อย่างเดียว ก็คือการตักน้ำจากลำธารมาใช้นี่แหละ

          

               "ฉันอยากจะบ้า โลกนี้มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะ"

ยูริโอดครวญ ทรุดตัวนั่งอยู่ข้างลำธาร

          

 

 

*** คุยกะไรท์เตอร์กันนิด ***

เล่าเรื่องกันเป็นสองฝั่งเนอะ ฝั่งยูลสิก กับ ฝั่งผองเพื่อนที่เหลือ สลับกันไปนะคะ

 ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักยูรินั่นถูกแล้วค่ะ ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นเลย หุหุ มันมีเหตุผลของมันอยู่ค่ะ สปอยมั้ย ไม่เนาะ 555 ช่วงนี้มีอารมณ์มาต่อฟิคซักเล็กซักน้อย อิ อิ


หมายเหตุ --- พอดีคิดว่าที่ลงไปก่อนหน้ามันสั้นไปหน่อย เลยกลับมารีไรท์แก้ไขขยายความบางช่วงบางตอนแต่เนื้อหารวมๆ ก็ยังเหมือนเดิมนะคะ กำลังพิมพ์ตอนใหม่อยู่ถ้าทันก็ลงต่อ แต่ถ้าไม่เสร็จก็พรุ่งนี้นะคะ ^^

 

สปอยตอนหน้า

"โอ๊ะ! นั่นท่านหญิงจะไปไหนคะ อย่าบอกนะคะว่าจะไปช่วยคนจมน้ำอีกแล้ว"

     


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

55 ความคิดเห็น

  1. #39 MATAZUB (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 กันยายน 2559 / 05:10
    สนุกมากๆๆๆๆๆฮับ
    #39
    0
  2. #38 Tifff_J (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 09:53
    ความโชคดีในความโชคร้ายของยูรินี่คือเจสสิก้านี่เองงง
    #38
    0
  3. #37 Pond (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2559 / 07:50
    ชีวิตเก่าหรือใหม่ก็น่าเอ็นดู
    #37
    0