[Fic] Wanna One : ฟิค AllHwang , AllMin

ตอนที่ 1 : Chapter 1 : Farewell

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 106
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ม.ค. 62


Note: แฟนฟิคเรื่องนี้เป็นฟิคที่ดัดแปลงมาจากฟิคเกม LOL ที่เราเคยแต่งไว้นะคะ ดังนั้นอาจจะดูแปลกๆไปบ้าง เพราะจริงๆต้นฉบับเป็นเรื่องของโปรเกมเมอร์ค่ะ พอมาดัดแปลงเป็นไอดอลแล้วมันก็ดูฝืนๆไปหน่อย ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่า แล้วเราไม่ค่อยได้แต่งฟิคศลป.เกาหลีเท่าไหร่ เห็นว่าจะมีทำ # กันใช่มั้ยคะ งั้นเรื่องนี้เป็น #ยอมแพ้องมิน  ละกันค่า

     

 Chapter 1

       ผมเฝ้ามองจันทร์เสี้ยวดวงนั้นใต้ดวงดาวนับล้าน ไม่อาจตอบได้ว่า ระหว่างจันร์เสี้ยวแหว่งเว้าไม่ครบดวง กับช่องวางกลวงๆในอกของผมนั้น สิ่งใดกันแน่ที่น่าเศร้ากว่ากัน..

 


                มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ผมไม่รู้

อาจจะตั้งแต่ที่ดวงตาคู่นั้นมองมา

ตอนที่เห็นน้ำตาของเขาในวันประกาศผลเดบิวต์

หรืออาจจะเป็นเพราะความอ่อนโยนที่เขามีให้กับทุกๆคนเสมอ

ผมอาจไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง แต่ที่ผมรู้ก็คือ ผมหลงรักเขา

ผมรักผู้ชายที่ชื่อว่าฮวังมินฮยอน

                ในปลายปี 2018 มันเป็นช่วงเวลาที่ตารางงานวุ่นวายที่สุด แต่เราก็ยังคงทำกันเต็มที่ เพราะรู้ดีว่า ต่อจากนี้ เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน 11 คนอีกแล้ว จะไม่ได้มีชื่อ Wanna one อยู่นำหน้าชื่อของเราอีกต่อไปแล้ว

                ผลของการทำงานอย่างหนักเพื่อตอบแทนวันนาเบิลที่คอยสนับสนุนพวกเราอยู่เสมอ สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านสปอตไลท์ เสียงปรบมือของผู้คน และถ้วยรางวัลแดซังศิลปินแห่งปีที่อยู่ในมือ

                การที่วงซึ่งเพิ่งเดบิ้วต์คว้ารางวัลศิลปินแห่งปีมาได้ อาจสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวเน็ทอยู่บ้าง อันที่จริงพวกเราก็ชินไปแล้วล่ะ กับคำที่พูดที่ว่าได้รางวัลเพราะเป็นลูกรัก M net แต่ถึงอย่างนั้น พวกเราก็ไม่เคยท้อ หรือว่านึกเสียใจเลย ในเมื่อความจริงก็คือ เราได้รับความรักมากมายจากแฟนๆทั่วโลกขนาดนี้

 

                ผมร้องไห้ออกมา อันที่จริง ภาพของคังแดเนียลที่กำลังร้องไห้นั้นหายาก ปกติผมเป็นคนเข้มแข็ง... อย่างน้อยก็คิดอย่างนั้นมาตลอด น้ำตาทำให้สายตาของผมพร่ามัว เสียงสั่นจนไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้

                อันที่จริงแล้วผมไม่ได้ร้องไห้เพราะได้รางวัลหรอกนะ แต่เพราะว่านี่เป็นงานประกาศรางวัลปลายปี และผมรู้ว่า ช่วงเวลาที่ต้องจากกัน อยู่ห่างออกไปเพียงแค่ระยะห่างของเวทีกับพื้นด้านล่างเท่านั้น

หากแต่จมอยู่กับความเศร้าได้ไม่นาน มือนุ่มๆก็ได้วางลงบนศรีษะของผม ไม่ต้องหันไปมองผมก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะคนที่ยืนอยู่ข้างๆผม และสามารถลูบหัวผมได้ก็คงหนีไม่พ้นฮวังมินฮยอน

                สัมผัสของเขายังคงเป็นสิ่งที่ทำให้ผมอบอุ่นใจได้เสมอ สติของผมกลับมาในทันที ผมกลับมาจดจ่อกับภาพตรงหน้าอีกครั้ง สีหน้าเป็นห่วงของแฟนๆและรุ่นพี่ รุ่นน้องในวงการ ทำให้ผมยิ้มออกมาได้ในที่สุด

                สำหรับผมนั้นคิดว่า รางวัลแดซังศิลปินแห่งปีนั้นยิ่งใหญ่เกินความสามารถของเรามากๆเลยครับผมเริ่มพูด แต่ขอขอบคุณแฟนๆทุกคนที่คอยให้กำลังใจพวกเราอยู่เสมอ พวกเรานั้นเคยเป็นเด็กฝึกที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อนเลยใช่มั้ยครับ แต่เพราะความรักของทุกๆคน ทำให้พวกเราได้มายืนอยู่ตรงนี้ ทุกคนร่วมเดินทางกับเราตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย จนกระทั่งเป็น Wanna one ที่สามารถหยัดยืนได้อย่างแข็งแกร่ง

ผมมองลงไปข้างล่าง นึกย้อนไปถึงรอบไฟน่อลของ PD101 ที่ราวกับเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน พวกเราที่ในตอนนั้นต่างก็กังวล และไม่รู้อนาคตของตัวเอง แต่ในที่สุดก็ได้เดบิวต์ด้วยกัน เติบโตด้วยกัน จนถึงวันที่เราต้องแยกจากกัน

                รางวัลนี้เป็นของพวกเรา แต่ก็เป็นของวันนาเบิลทุกคนด้วยจากนี้ไป พวกเราก็จะเติบโตขึ้น เป็นศิลปินที่ดีขึ้น แม้ว่าต่อไปจะต้องแยกจากกัน แต่พวกเราทุกคนก็จะเดินไปบนเส้นทางที่โรยไปด้วยดอกไม้ และขอให้ทุกคนช่วยจดจำ Wanna one ไว้ในใจตลอดไปนะครับ พวกเราจะยังอยู่ด้วยกันเสมอ ในหัวใจของกันและกัน ขอบคุณครับ

นี่อาจจะเป็นการพูดหลังรับรางวัลที่ยาวที่สุดในชีวิตของผมแล้วก็ได้ และไม่รู้ว่าต่อไปนี้จะมีโอกาสได้พูดอีกหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆคือผมรู้สึกอย่างที่กล่าวไปทุกอย่าง

                หลังจากที่พูดจบ ผมก็หันกลับไปมองเพื่อนๆ แอบตกใจนิดๆที่แต่ละคนกำลังร้องไห้จนตาแดง ผมมองไปยังมินฮยอน อีกฝ่ายก็กำลังสบตาผมอยู่ ในดวงตาที่มีประกายของน้ำตานั้นเหมือนกับเก็บเอาดวงดาวมาใส่ไว้นับร้อยดวง เขาพยัคหน้าให้ผม ขยับปากโดยไร้เสียงพูดว่า นายทำดีแล้ว

และนั่นทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะซบหน้าลงกับไหล่ของเขาเบาๆ

 

พวกเราทยอยเดินลงจากเวที ในตอนนี้มือของผมไม่ได้ถือถ้วยรางวัลอีกแล้ว แต่กำลังจับมือของมินฮยอนเอาไว้ เขาคงไม่รู้หรอกว่า ในใจของผมภาวนาต่อพระเจ้าไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ขอร้องล่ะครับช่วยทำให้เวลาเดินช้าลงสักนิดก็ยังดี

**************

                ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา แต่สำหรับพวกเขาทั้ง 11 คน งานเลี้ยงนั้นดูจะเลิกเร็วเกินไปจนน่าใจหาย

                คุณเคยอยู่ในปาร์ตี้ช่วงหัวค่ำที่กำลังสนุกที่สุด แล้วอยู่ๆไฟก็ดับลง จนทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันกลับบ้านมั้ยครับ Wanna one ก็คล้ายๆแบบนั้นเลย พวกเราต่างก็ก้าวเข้าใกล้จุดสูงสุดในวงการไอดอลในเกาหลีขึ้นทุกที ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากทำด้วยกัน อยากอยู่ด้วยกันมากกว่านี้ เรียนรู้ และเติบโตไปพร้อมๆกันให้มากว่านี้ แต่ก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว ทั้งๆที่พวกเราต่างก็รู้ดีถึงระยะเวลาที่จำกัดนี้ตั้งแต่ต้น แต่การทำใจบอกลาก็เป็นเรื่องยากเสมอ

                ก่อนที่วันหมดสัญญาจะมาถึง เป็นช่วงเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ว่างที่สุดตั้งแต่พวกเราเดบิวต์ด้วยกันมา เราเที่ยวด้วยกัน ใช้ชีวิตสนุกสนานของพวกเราเหมือนกับปกติ แต่ในค่ำคืนหนึ่ง ในขณะที่ทุกคนหลับไปแล้วจากการเล่นสนุกมาตลอดทั้งวัน ผมหันหน้าไปมองคนที่นอนอยู่ข้างๆ ใบหน้าของฮวังมินฮยอนยังคงชวนมองเหมือนเช่นทุกครั้ง และดวงตาคู่นั้นที่สบตากับผมก็ยังคงเปล่งประกายเหมือนกับดวงดาวบนท้องฟ้า

                มินฮยอนฮยองผมเรียกเขา ไม่รู้ว่าอะไรดลใจผมหรอกนะ แต่ผมก็ถามเขาไปว่า เราไปปารีสกันมั้ย

และผมก็ไม่รู้ว่าเขาไปเมาน้ำชามาจากไหน หรืออาจจะเป็นเพราะเสียงหัวใจบ้าๆที่เต้นดึงจนทำให้หูผมเพี้ยนไปแล้ว เพราะคำตอบที่ผมได้ยินก็คือ

เอาสิ

*****************

 

                คุณเคยทำเรื่องบ้าๆมั้ยครับ?

ไม่เอาน่า อย่างน้อยในชีวิตวัยรุ่นก็ต้องมีสักครั้งแหละจริงมั้ย

                อย่างเช่นการที่ผมเดินเข้ามาซื้อตั๋วเครื่องบินที่เคาน์เตอร์โดยไม่ได้จอง บินตรงไปปารีสพร้อมกับกระเป๋าใส่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด และบัตรเครดิตใบเดียว กับคนที่ไม่รู้นึกยังไงถึงได้เออ.ออมากับผมด้วย

เอาเป็นว่าที่นี่ไม่มีฮวังกัดเหลียงที่ชอบวางแผนอีกแล้ว แต่เป็นฮวังมินฮยอนคนเด๋อต่างหาก

                พวกเราจองที่พักผ่านทางเว็บ เอากระเป๋าไปเก็บ หลังจากนั้นก็เดินเตร่ไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย เราทำให้การมาปารีสเหมือนกับแค่นั่งรถออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะที่โซลอย่างไรอย่างนั้น

                แล้วนี่นายไม่คิดจะบอกใครหน่อยหรอ ว่าเรามาเดินเตะฝุ่นอยู่ปารีสกันสองคนเนี่ยฮวังมินฮยอนบ่นขึ้นมา เมื่อถูกคนเป็นรุ่นน้องห้ามไม่ให้ตอบข้อความที่กระหน่ำมาไม่หยุดตั้งแต่พวกเขาตัดสินใจออกมาจากหอพักในคืนนั้น

ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวก็โดนด่าแล้วก็ลากตัวกลับกันพอดีผมตอบ อุส่าได้ออกมาเที่ยวแบบนี้แล้ว ไม่รู้จะมาฟังคนบ่นให้เสียอารมณ์ทำไม

แต่คนอื่นเขาจะเป็นห่วงกันนะ เดี๋ยวก็ไปแจ้งความกันให้วุ่นวายหรอก

ไม่สิจะพูดอีกที การฟังมินฮยอนบ่นหงุงหงิงคนเดียวก็พอแล้ว

เอาจริงๆผมก็สงสัยนะผมเปลี่ยนเรื่องพูด ว่าทำไมอยู่ๆฮยองถึงตอบตกลงมากับผมได้เนี่ย

ดูเหมือนคำถามของผมจะทำให้เขาหยุดบ่นได้จริงๆ คิ้วเรียวขวดเข้าหากันเล็กน้อย เหมือนกำลังหาคำตอบให้ตัวเอง

ซึ่งท่าทางแบบนี้น่ะ บอกได้เลยว่าน่ารักจนบางครั้งผมก็มองอีกฝ่ายเป็นพี่ไม่ได้จริงๆ

อันที่จริง ฮยองก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลยเนี่ย สงสัยวันนั้นจะเมาฮวังมินยอนตอบไปอย่างนั้น ใครๆก็รู้ว่าเขากินเหล้าได้ซะที่ไหน

คงเพราะสายตาของแดเนียลที่มองมา หรือความรู้สึกที่ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ได้ที่พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน รู้ตัวอีกที เขาก็มาเหยียบพื้นสนามบินชาร์ล เดอ โกล เสียแล้ว

เมาน้ำชาหรอฮยอง

พอเห็นคนอายุน้อยกว่ากำลังยิ้มล้อเลียนเขาจนตาแทบปิด มินฮยอนก็นึกอยากจะตบหัวทุยๆนั่นสักที แล้วหนีกลับโซลซะจริงๆ

โอเคๆ ผมไม่พูดมากแล้วก็ได้พอเห็นท่าทางเริ่มจะโดนงอน ผมก็เลยหยุดการล้ออีกฝ่ายไว้เพียงเท่านี้ อากาศของปารีสในเดือนธันวาหนาวจนผิวขาวๆของมินฮยอนกลายเป็นสีแดงไปหมด ผมเลยถือโอกาสจับมือเขาไว้แบบเนียนๆ อ้างว่าจะไม่ได้หนาว แต่จริงๆแค่อยากจับต่างหาก

เราต่างเดินดูร้านรวงต่างๆที่เริ่มประดับไฟคริสมาต์กันแล้ว แต่น่าเสียดายที่เราคงอยู่ถึงช่วงคริสมาต์ไม่ได้

 

                ฮยองเชื่อเรื่องซานตาครอสมั้ยผมถาม พอหันไปมองก็เห็นสายตาที่แทนคำตอบได้ทุกอย่างของอีกฝ่าย เฮ้ย ไม่ต้องมองผมแบบนั้นเลย

นายอายุยี่สิบสามแล้วนะ

อายุไม่เห็นเกี่ยวกับความเชื่อเลยนะ พูดแบบนี้แสดงว่าฮยองไม่เชื่อน่ะสิ

มินฮยอนยิ้มขำ ปลายนิ้วเรียวยาวยกขึ้นปัดผมหน้าม้าที่เริ่มจะยาวออก ใต้ช่อมิสเซิลโท และแสงไฟที่ตกกระทบเสี้ยวหน้าด้านข้าง รอยโค้งเล็กๆที่นุ่มนวลตรงมุมปากคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ภาพตรงหน้าของคังแดเนียลสวยงามราวจนเกือบเผลอเอื้อมมือไปแตะเพื่อให้แน่ใจว่ามีอยู่จริง

ก็ไม่เชิงหรอกดวงตาสีน้ำตาลเข้มจ้องมองไปยังตุ๊กตารูปซานตาครอสบนต้นคริสมาต์ ก่อนจะเบือนมาสบตากับคนอายุน้อยกว่า ขนาดนายยังไม่เชื่อว่าฮยองจะยอมมากับนายเลยนี่ แต่สุดท้ายเราก็มายืนหนาวอยู่ที่ปารีส ดังนั้นสิ่งที่ไม่น่าเป็นจริง บางครั้งมันก็เป็นจริงได้ใช่มั้ยล่ะ

คำตอบนั้นทำให้ผมหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ ผมจับมือเขาไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนที่เราจะเริ่มเดินต่ออีกครั้ง

***********

 

                ช่วงเวลาค่ำคืนเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเดินชมแสงไฟ ถึงแม้ว่าอากาสหนาวจะทำให้รู้สึกอยากกลับโรงแรมก็ตามที แต่ผมก็ยังเดินต่อไปเรื่อยๆ เพราะรู้ว่าเวลานั้นลดน้อยลงทุกที

ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่จะสามารถเดินข้างกันได้แบบนี้

ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่เราจะได้คุยกัน หัวเราะไปด้วยกัน

อีกนานแค่ไหนที่ผมจะมีสิทธิ์จับมือของฮวังมินฮยอน

                นายมีแผนอะไรหลังจากนี้มินฮยอนถามขึ้น พวกเขากำลังเดินขึ้นสะพานปงเนิฟ สองข้างมีทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่น

ไปทำให้สัญญา Wanna One ยืดออกไปอีกสักปีสองปีแดเนียลตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมๆกับคนถามนั่นแหละ เมื่อครู่เป็นการพูดล้อเล่นก็จริง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าลึกๆแล้ว เขาก็แอบหวังให้เป็นจริงอยู่เหมือนกัน

 

แล้วฮยองล่ะเขาถาม แต่อันที่จริงก็พอจะเดาคำตอบได้อยู่แล้ว

ก็กลับ Nu’est นั่นแหละ เจ้าพวกนั้นรอฉันนานแล้ว

                พวกเขาสองคนหยุดเดิน วางมือบนราวสะพาน สายตามองออกไปยังวิวแม่น้ำและอาคารต่างๆ ในทุกๆดวงไฟที่ระยิบระยับราวกับสามารถมองเห็นความทรงจำตลอดสองปีที่ผ่านมา

ถ้าหากว่า...คนอายุน้อยกว่าเอ่ยขึ้น แต่ก็หยุดชะงักไปเล็กน้อยคล้ายลังเล แต่ในที่สุด เขาก็ยังเลือกที่จะพูดต่อไป ถ้าหากว่าวงของเราไม่ใช่แค่วงชั่วคราว ฮยองจะยังอยู่กับผมมั้ย

พอถามออกไปแล้วแดเนียลก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเอง หรือภาวนาให้เสียงลมพัดเมื่อครู่ทำให้มินฮยอนไม่ได้ยินที่เขาถาม แต่ก็ไม่ทันแล้ว

ช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา ฮยองมีความสุขมากจริงๆนะ ที่ได้อยู่กับนาย ได้อยู่กับทุกคนเสียงทุ้มหวานกล่าว ดวงตาคู่สวยไม่ได้หันมามองคู่สนทนา แต่กลับมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า

ปารีสยามค่ำคืนนั้นสวยงามราวกับความฝัน

แต่ถึงยังไง จุดประสงค์ที่มา PD101 ก็คือเพื่อต่ออายุให้ Nu’est จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน เพราะอย่างนั้น ถ้า Wanna one เป็นวงถาวร ฮยองก็คงไม่เซ็นสัญญาตั้งแต่แรกหรอก

คำตอบนั้นตรงกับสิ่งที่แดเนียเดาไว้อยู่แล้ว Nu’est เป็นวงที่ผูกพันธ์กันมากขนาดไหน ใครๆก็รู้ดี แต่ไม่รู้ว่าทำไม เขาถึงได้รู้สึกปวดใจแบบนี้

เขาหันมามองเสี้ยวหน้าของมินฮยอน อากาศเย็นทำให้ผิวขาวนั้นขึ้นสีแดง และเป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายหันมาหาเขาพอดี

นายโกรธ?”

                ดวงตาสองคู่มองสบกัน ตอนนี้แดเนียลไม่รู้ว่าตัวเองมีสีหน้ายังไง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความชานี้เกิดเพราะความหนาวเย็นของอากาศ หรือจากสาเหตุอื่น ไม่รู้กระทั่งว่าควรตอบกลับไปว่าอย่างไร

โกรธหรอเขาจะโกรธไปทำไม

ก็แค่อีกฝ่ายเลือก Nu’est ไม่เลือก Wanna one และมินฮยอนไม่เลือกเขา

 

รู้สึกน้อยใจทั้งที่รู้ว่าไม่มีสิทธิ์ เขาหลับตาลง กล้ำกลืนความรู้สึกด้านลบทั้งหมดลงไปแล้วจึงเริ่มพูด

                บ้าน่า ผมจะไปโกรธฮยองทำไมแดเนียลขำ ผมก็แค่พูดไปเรื่อยนั่นแหละ ตั้งแต่แรก พวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าสัญญาจะหมดปีนี้ การที่ฮยองมาแข่งเพื่อวง ผมเองก็ยังชื่นชมอยู่เลย แล้วผมจะไปโกรธฮยองทำไมเล่าเขาพูดต่อไป ทุกคำในประโยคล้วนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม หากแต่ทุกคำเหล่านั้นก็ทำให้หัวใจหนักอึ้งขึ้นทุกที

ความจริงแล้ว...

ผมจะคอยเชียร์ฮยองนะ

ผมไม่อยากให้เราต้องจากกันเลยสักนิด....

มินฮยอนไม่ได้พูดอะไรออกมาในทันที เขามองคนข้างกาย ในแววตามีประกายผิดหวังบางเบา ก่อนจะถูกทำให้หายไปหลังการกระพริบตา     

ฮยองก็จะคอยเชียร์นายนะ ไฟท์ติ้งคนอายุมากกว่าหัวเราะเบาๆ แล้วเป่าลมออกจากปาก อากาศหนาวทำให้มันกลายเป็นไอควันล่องลอย ก่อนจะสลายหายไป

เรากลับกันเลยมั้ยเขาถาม แล้วหันมายิ้มให้แดเนียล

รอยยิ้มของฮวังมินฮยอนยังคงดูนุ่มนวล และเอาใจใส่ เหมือนทุกครั้ง เป็นเมื่อก่อนเขานั้นชื่นชอบรอยยิ้มนี้เหลือเกิน ทว่าในตอนนี้กลับไม่อยากเห็น

...มันราวกับว่าฮยองกำลังยิ้มในตอนที่เพิ่งบอกว่าจะทิ้งผมไป

                ในตอนนั้นเอง กระแสลมวูบหนึ่งก็ได้พัดผ่านพวกเขา ลมของเดือนธันวานั้นทั้งแรงและหนาวจับใจ การที่โดนปะทะเข้าหน้าตรงๆทำให้มินฮยอนต้องหลับตาลง แดเนียลอาศัยจังหวะนั้นเอื้อมมือไปแตะใบหน้าของอีกฝ่าย สัมผัสได้ถึงการสั่นสะท้านหากเขาเลือกจะเมินเฉยต่อมัน เขาไล่ปลายนิ้วไปบนบนผิวแก้มเย็นๆเพราะอากาศหนาว ดวงตาคู่สวยจับจ้อง จดจำทุกรายละเอียด ทั้งดวงตา คิ้ว จมูก เรียวปาก ก่อนที่จะค่อยๆโน้มหน้าเข้าไปใกล้

อย่าเพิ่งลืมตานะเขากระซิบแผ่วเบาข้างใบหู ถ้าฮยองลืมตาตอนนี้ล่ะก็ ผมคงไม่เหลือความกล้าอีกแล้ว

                ช่วงเวลานี้ราวกับกาลเวลาได้หยุดนิ่งลง กระแสน้ำในแม่น้ำแซน แสงไฟที่สาดส่อง ผู้คนที่เดินผ่านไปมา ทุกสิ่งค่อยๆเลือนหายไปจากการรับรู้ของเด็กหนุ่ม ด้วยความไม่แน่ใจ ด้วยความลังเล ด้วยความหวาดกลัว และด้วยความรวดร้าวในหัวใจ เขาค่อยๆแนบริมฝีปากลงไปบนเรียวปากของอีกฝ่าย

 

เพียงไม่กี่วินาที แผ่วเบา สั่นระริก และไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น แดเนียลโอบกอดมินฮยอนแน่น น้ำตาไหลผ่านแก้ม ตกและซึมลงบนไหล่ของอีกฝ่าย

ความรู้สึกมากมายที่มี ทุกความครุมเครือเหมือนเฉดสีที่สาดทับปะปน สุดท้ายแล้วกลั่นกรองออกมาได้เพียงประโยคประโยคหนึ่ง...

จบแล้วสินะ

มินฮยอนหลับตาลง สองมือค่อยๆยกขึ้นกอดตอบอีกฝ่าย

ไม่หรอกเขาตอบ มันไม่เคยเริ่มขึ้นด้วยซ้ำพูดพลางลูบแผ่นหลังของคนอายุน้อยกว่าเบาๆเป็นเชิงปลอบโยน เขากรอกตาขึ้นฟ้า ไม่อาจให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเองก็กำลังร้องไห้เช่นกัน

ปารีสยามค่ำคืนนั้นสวยงามราวกับความฝันแต่ฝันนั้น ต่อให้งดงามเท่าไหร่ สุดท้ายก็ต้องตื่นขึ้นมาอยู่ดีจริงไหม?

แดเนียลหลับตาลง น้ำตายังคงไหลริน สองแขนยังคงกอดร่างของคนที่เขารับรู้อยู่เต็มหัวใจว่าไม่ปรารถนาจะปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปสักนิด

...ผมรักฮวังมินฮยอน

เราต่างก็ทิ้งทุกอย่างมาที่ปารีส บนสะพานเหนือแม่น้ำแซน พวกเขาจูบกันครั้งแรกและครั้งสุดท้าย เพื่อที่จะบอกลาจากทุกความรู้สึกอันครุมเครือนี้ชั่วนิรันด์...

 

***********

 

บางครั้ง เราต่างก็ขี้คลาดเกินกว่าที่จะยอมรับความจริง

                แสงอาทิตย์สีส้มจัดของยามเย็นส่องไปทั่วสวนสาธารณะ เงาสะท้อนผ่านแมกไม้ลงมายังพื้นที่ถูกทับถมด้วยหิมะสีขาว ในวันที่หนาวจับใจขนาดนี้ มีไม่กี่คนหรอกที่จะเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงกับไข้หวัดด้วยการนั่งอยู่นอกบ้าน ดังนั้นบรรยากาศจึงเรียกได้ว่าแทบจะวังเวง

ผมนั่งฟังเพลงเงียบๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจต่อสิ่งรอบข้าง จนกระทั่งรู้สึกได้ว่ามีใครทิ้งตัวนั่งลงข้างๆนั่นแหละ

องผมเรียกชื่อเขาด้วยความแปลกใจ ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เจออีกฝ่ายที่นี่

ไม่หนาวหรือไงเขาถาม ส่วนผมส่ายหน้า ซองอูจ้องหน้าผมเหมือนกับกำลังมองคนที่ทำความผิด ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าตัวเองไปทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจ แล้วคร้านจะถามด้วย

องซองอูไม่ได้พูดอะไรออกมา ลงท้ายแล้วพวกเขาจึงได้แต่นั่งข้างกันเงียบๆ โดยที่หูฟังข้างหนึ่งถูกเพื่อนสนิทฉกไปโดยไม่ขอ

คนที่นั่งอยู่ข้างผมเป็นคนหนึ่ง แต่คนที่วนเวียนอยู่ในหัวของผมกลับเป็นอีกคนหนึ่ง

คังแดเนียล

ผมนึกถึงเขา นึกถึงรอยยิ้มกว้างๆจนตาปิด แดเนียลบนเวทีนั้นดูอันตราย แต่แท้จริงแล้วก็เป็นแค่เด็กตัวโตๆคนหนึ่ง

ทั้งๆที่ไม่เหมาะกับน้ำตาเลยแท้ๆทั้งๆที่เคยเป็นคนปลอบอีกฝ่าย แต่ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น สุดท้ายแล้ว คนที่ทำให้แดเนียลร้องไห้ก็คือผมเอง

องผมเป็นฝ่ายทำลายความเงียบในที่สุด ฉันทำร้ายคนที่รักฉันไปอีกคนแล้วล่ะ

ผมพูดโดยไม่ได้หันไปมองคนข้างๆสักนิด แต่ก็พอรู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้มองมาที่ผมเช่นกัน

ปฏิเสธไปแล้วหรอ

คงงั้นมั้งผมไหวไหล่คล้ายไม่ใส่ใจ ทั้งๆที่ความจริงแล้วตรงกันข้ามเลยต่างหาก อันที่จริง เด็กนั่นไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ

                บางครั้ง มินฮยอนก็นึกสงสัย

ถ้าหากวันนั้นแดเนียลพูดออกมา บอกว่ารู้สึกยังไง บางทีตอนจบของความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาอาจไม่ใช่การจากกันทั้งอย่างนี้

แต่ก็นั่นแหละทุกอย่างจบลงโดยที่ไม่เคยเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ

แล้วนายล่ะซองอูถาม ทำไมนายถึงไม่พูด

ครั้งนี้ผมหันไปมองเขา เป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงตาคู่คมมองมาพอดี การสบตาโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้ผมชะงักไปเล็กน้อย

ฉัน...ผมเม้มปากเขาหากัน ชั่วขณะหนึ่งนั้น ผมพบว่าตัวเองกำลังอับจนด้วยคำพูด

นั่นสิแดเนียลไม่พูด แล้วทำไมผมถึงไม่เป็นฝ่ายบอก

ผมกรอกตาขึ้นฟ้า ขอบตาแสบร้อนจนแทบทนไม่ไหว

ฉันมันขี้ขลาด ซองอูมินฮยอนพึมพำ ยอมรับความจริงอย่างไม่มีอะไรจะแก้ตัว

เพราะกลัวความรู้สึกของตัวเอง เพราะอีกฝ่ายเป็นน้อง เพราะเป็นผู้ชาย และเพราะรู้ว่าต่อให้รักก็ต้องแยกกันอยู่ดี

คังแดเนียลรักฮวังมินฮยอน

ฮวังมินฮยอนรักคังแดเนียล

แต่การที่ไอดอลชายสองคนรักกัน เรื่องแบบนี้สังคมจะยอมรับได้ยังไง...

                องซองอูมองดูเพื่อนสนิทที่พยายามกลั้นน้ำตาจนตาแดงก่ำแล้วก็ถอนหายใจ เขาถอดหูฟังออก อันที่จริงมินฮยอนเปิดเพลงอะไรบ้างนั้น เขาไม่รู้เลยด้วยซ้ำ เพราะเขากังวลมากเกินกว่าจะมีสมาธิกับการฟังเพลงได้

เพราะแบบนั้นถึงได้ทำให้น้องมันเสียใจน่ะหรอ แล้วก็มาร้องไห้อยู่แบบนี้

                ซองอูรู้ ว่ามินฮยอนต้องเถียงว่าไม่ได้กำลังร้องไห้ เขาจึงตัดปัญหาด้วยการดันหัวอีกฝ่ายให้มาพิงไหล่ของตนไว้ แล้วพูดต่อทันทีว่า ฉันถึงเคยบอกไง ว่านายน่ะใจร้าย

                มินฮยอนกลืนคำพูดที่เตรียมจะเถียงลงคอไป มือขาวกำแน่น ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วยอมนั่งพิ่งไหล่ของเพื่อนแต่โดยดี น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้กลายเป็นความพยายามที่ไร้ค่าเมื่อเขาได้ยินคำพูดต่อมาของซองอู เขาร้องไห้ออกมาเงียบๆ ไม่มีกระทั่งเสียงสะอื้น เพียงแค่ปล่อยให้ความเจ็บปวดกลั่นกรองออกมาเป็นหยดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่า

                หิมะสีขาวที่ทับถมอยู่บนพื้นมีทั้งร่องรอยขรุขระจากการถูกเหยียบย่ำ และคราบฝุ่นสกปรก สะท้อนกับแสงอาทิตย์สีส้มของยามเย็นเป็นประกายจนตาพร่าพราย ไม่ได้งดงามเทียบเท่าผืนน้ำยามค่ำคืนที่ปารีส แต่กลับร้าวรานไม่แพ้กัน

                เสียงกระซิบสุดท้ายขององซองอูยังคงดังอยู่ริมโสต คล้ายกับแทร็คเพลงในเอียพอทที่ถูกเปิดซ้ำ และเขาก็ได้แต่จมอยู่กับมันกระทั่งจันทร์เสี้ยวแหว่งเว้าปรากฏบนเส้นขอบฟ้า

ฉันถึงเคยบอกไง ว่านายน่ะใจร้าย...

.

.

.

แต่ฉันก็ยังรักนายอยู่ดี

***********


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

8 ความคิดเห็น

  1. #5 If_it_rain (@rtatachi) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2562 / 22:49
    ไรท์เขียนดีมากๆเลย เราอิน! ฮือออ อยากจับพวกเขามากอดแน่นๆ แต่ต้องกอดตัวเองก่อนเพราะเราก็ไม่ไหว นึกถึงบรรยากาศเก่าๆตอนยังมีวอนนาวันอยู่แล้วรู้สึกหน่วงมาก คิดถึงช่วงเวลาพวกนั้นมากจริงๆนะ ฮึก ;-;
    #5
    0
  2. #3 0634614850 (@0634614850) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:32

    บบรรยายดีมาอ่ะะะ

    #3
    0
  3. #1 nachyxm (@tangmo1512) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มกราคม 2562 / 13:55
    คุณไรท์บรรยายออกมาได้ดีมากเลยค่ะ รู้สึกอินไปด้วยเลย สงสารทั้งสามคน 😭
    #1
    0