คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic] Wanna one/PD 101 : ตีสามสี่สิบ 3:40​ [holin]

โดย ReignOverME

มันจะดีแค่ไหนนะ... ถ้าหากได้เป็นดวงดาวอยู่บนฟ้า (Holin​ fan FICTION)

ยอดวิวรวม

94

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


94

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  10 ม.ค. 62 / 05:55 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


ฟิคโฮลินค่ะ​ เคยลงไว้ในจอยแล้ว​ แต่นึกขึ้นได้ว่ายังไม่เคยมาลงเด็กดี​ เลยลองเอามาโพสต์​ดู​ เป็นฟิคตั้งแต่สมัยแก้บนบัตรคอนโน่นค่ะ​ จนตอนนี้ยังยังหาเวลามาเคาะสนิมแต่งเรื่องใหม่ไม่ได้สักที​555



เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 10 ม.ค. 62 / 05:55

บันทึกเป็น Favorite


Talk : สวัสดีค่ะทุกคน  นี่เป็นฟิคแก้บนของเราค่ะ สารภาพว่าเป็นฟิคไอดอลเกาหลีเรื่องแรกเลยด้วย เราไม่ถนัดเอาซะเลย​ ดังนั้นอาจจะง่อยไปบ้างแต่เรารักคู่นี้มากจริงๆ​ ถ้ามีโอกาส​และเวลาก็อยากเขียนอีกค่ะ​ ฮาาา
คำเตือน : ฟิคมีความมึนเหมือนคนแต่งที่แอบเจียดเวลาทำงานมาเขียน ดังนั้นด่าได้แต่อย่าแรงนะคะ เสพกาวก่อนอ่านก็ดีค่ะ เพราะฟิคเมามากจริงๆ 5555

 


 

แสงไฟจากตัวเลขดิจิตัลแสดงเวลาตีสามสี่สิบ... เสียงแอร์คอมเพสเซอร์ และกลิ่นบุหรี่

นี่คือสามสิ่งที่ผมรับรู้ ผ่านดวงตา สองหู และปลายจมูก

ผมนั่งอยู่บนเตียงของตัวเอง จ้องมองนาฬิกาอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปเปิดประตูระเบียงเพื่อระบายกลิ่นบุหรี่ที่ตกค้างอยู่ภายใน แม้ไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะคล้ายกับว่ากลิ่นของมันจะฝังแน่นอยู่ในเฟอนิเจอร์ทุกชิ้นของห้องไปแล้ว

แต่ก็นั่นแหละ เขามักติดนิสัยลงมือทำไปก่อน แม้บางครั้งก็ไม่รู้ว่ามันจะได้ผลมั้ย...

ท้องฟ้าของเวลาตีสามกว่าๆยังคงเป็นสีดำสนิท ไฟถนนสีส้มมองดูคล้ายกับพระจันทร์กลมๆดวงเล็กเมื่อมองจากชั้นบนสุดของหอพักขนาดกลางแห่งนี้

เงียบ... และอบอ้าว ฤดูร้อนเป็นสิ่งที่เขาเกลียด ความเงียบ และกลิ่นบุหรี่ เขาก็เกลียดมันเช่นกัน

อาศัยช่วงขายาวๆเพียงสองก้าว เขาก็พาตัวเองมายืนแนบขอบปูนซีเมนต์ของระเบียงห้องตัวเอง จ้องมองออกไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมาย เขามองเห็นพื้นถนนที่ว่างเปล่า แสงรำไรจากร้านสะดวกซื้อใต้ตึกฝั่งตรงข้าม และผ้าม่านสีอ่อนที่ดูขมุกขมัวอยู่หลังประตูกระจกที่ปิดสนิทของหอพักอีกฝั่ง

เมื่อไหร่จะหมดหน้าร้อนกันนะ...

เขาคิดอย่างเบื่อหน่าย แม้ว่าสมัยเด็กเขาเคยชอบฤดูร้อน... หรือจะให้พูดอีกอย่างคือ เขาชอบที่ไม่ต้องไปโรงเรียนต่างหาก วันปิดเทอมที่ได้นอนตากแอร์อยู่บ้าน กินไอศกรีม หรือออกไปวิ่งเล่นกับเพื่อน แต่สิ่งเหล่านั้นก็เป็นเพียงช่วงเวลาวัยเด็กที่แสนสั้นเท่านั้น เมื่อโตขึ้นและไม่มีสิ่งที่เรียกว่าปิดเทอมภาคฤดูร้อนอีกต่อไป ก็ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงที่ว่าตัวเองเกลียดหน้าร้อนมากแค่ไหน

ไม่นับรวมสภาพอากาศ แดดที่ทำให้ผิวของเขาแสบร้อน ยังมีเรื่องของเสียงจั๊กจั่นอีก เจ้าแมลงตัวเล็กที่ส่งเสียงได้ดังผิดกับขนาดตัวของมัน เสียงวิ๊งๆที่ดังวนอยู่ในหู บวกกับความร้อนมักทำให้เขาประสาทเสีย และไล ควานลิน จะไม่แปลกใจเลยเวลาเห็นข่าวคนฆ่าตัวตายช่วงหน้าร้อน ในเมื่อเสียงแหลมๆนี่มันชวนให้คนที่เครียดอยู่แล้วยิ่งหน้ามืดเข้าไปใหญ่

เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ลมแห้งๆพัดผ่าน ทำให้เส้นผมสีดำปลิวเล็กน้อย มันยาวมากแล้ว และเขาเองก็จำไม่ได้ว่าเดินเข้าร้านตัดผมครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

ตีสามกว่าๆ... เป็นเวลาที่ฟ้ายังมืด ไม่รู้จะเรียกว่าดึก หรือว่าช่วงใกล้เช้าดี

รู้แต่ว่ามันยังเร็วเกินกว่าที่ควรจะลุกออกมาจากเตียง...

******

"ช่วงนี้นอนหลับดีมั้ย"เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้เขาต้องละสายตาออกจากตัวหนังสือบนกระดาษ เพื่อที่จะยิ้มให้กับอีกฝ่ายแทนคำทักทาย

"ก็นอนเช้านะพี่ เช้าแบบสว่างเลยอะ"

"นั่นไง ตาถึงได้ดำแบบนี้"คนอายุมากกว่าพูดเสียงดุ เขานั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม หันไปสั่งกาแฟกับบริกรสาวของร้าน แล้วจึงเบือนสายตากลับมายังคู่สนทนาอีกครั้ง

"พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าโต้รุ่ง ฟังกันบ้างมั้ย"

"ก็ฟัง... แต่มันใกล้สอบแล้วนี่หน่า พี่ดงโฮก็รู้ว่าคณะผมทั้งสอบ ทั้งควิซเยอะจะตาย" ว่าที่นักวิทยาศาสตร์บ่น แต่ครั้นเห็นสายตาดุๆยังคงจ้องเขม็งมาไม่เลิก เขาจึงวางชีทที่อ่านค้างอยู่ลง แล้วลูบหลังมือของคนโตกว่าเป็นการง้อ

"โธ่พี่ อย่าโกรธกันสิ ตอนพี่งอนไม่น่ารักเหมือนผมหรอกน้าา ดีกันเร็ว"

คังดงโฮมองแฟนที่อายุน้อยกว่าตัวเองถึงสิบสามปีแล้วถอนหายใจ ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนไลควานลินงอนนั้นน่ารักกว่าเขาจริงๆนั่นแหละ รวมถึงตอนง้อก็ด้วย

"ไม่โกรธก็ได้ แต่พี่เป็นห่วงเราน่ะสิ อดนอนมากๆเดี๋ยวน็อคคาห้องสอบไปจะทำไง"

อันที่จริงดงโฮก็พอจะรู้ว่าเด็กคณะวิทย์เรียนหนักขนาดไหน แต่พอเห็นอีกฝ่ายอดหลับอดนอนจนซีดไปทั้งตัวยกเว้นใต้ตาก็อดไม่ได้ที่อยากจะจับควานลินม้วนใส่ผ้าห่มแล้วบังคับให้นอนนิ่งๆสักสิบชั่วโมง

"ตั้งใจเรียนก็ดี แต่ต้องดูแลตัวเองบ้าง แล้วนี่อยู่หอคนเดียวกินอะไรบ้างป่าวเนี่ย พี่จะไปอยู่ด้วยเราก็ไม่ยอม"

"สตูพี่อยู่ไกลจะตาย แถมผมไม่ชอบกลิ่นบุหรี่อะ แค่พี่มาห้องผมบ่อยๆกลิ่นก็ติดผ้าไปหมดแล้ว"ควานลินบ่นกระปอดกระแปด 

"ไม่ดีหรอไง คนอื่นจะได้รู้ว่ามีเจ้าของ"

"พี่เป็นหมาหรอถึงได้ใช้กลิ่นจองที่เนี่ย"เขาแยกเขี้ยวใส่คนที่พูดประโยคเมื่อครู่ออกมาได้หน้าตาเฉย และแน่นอนว่ามันไม่ได้ดูน่ากลัวเลยสักนิด

นักเปียโนวัยสามสิบห้ามองภาพนั้นแล้วก็ได้แต่ยิ้ม แม้หลายๆคนจะบอกว่าเขาเป็นคนยิ้มยาก แต่ไม่รู้ทำไมเวลาอยู่กับควานลินเขาถึงได้ยิ้มบ่อยจนชักกลัวว่าตีนกาจะขึ้นเอาสักวัน 

เส้นผมสีดำ ตัดกับผิวขาว รอยยิ้มหวานกับลักยิ้มข้างแก้ม ควานลินเป็นคนหน้าตาดีจนบางครั้งก็ช่วยไม่ได้จริงๆที่เขาจะทั้งหวงและห่วงน้อง ด้วยวัยที่ต่างกัน กับเวลาว่างที่ไม่ค่อยตรงกันนัก ทำให้เขากลัวว่าสักวันจะไม่มีสิทธิ์ได้มองรอยยิ้มหวานๆนี้อีกต่อไป

"หลิน... ถ้าสักวันหลินเบื่อพี่แล้ว ช่วยให้สัญญาณกับเวลาให้พี่ทำใจก่อนนะ"

ประโยคที่อยู่ๆก็ถูกพูดขึ้นโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยทำให้เจ้าของชื่อชะงักไป คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันด้วยความกังวล

"ทำไมพี่พูดแบบนั้นล่ะ"

"ก็เราเด็กกว่าพี่ตั้งสิบกว่าปี แล้วพี่ก็รู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดีอะไร ทั้งพูดไม่เก่ง เอาใจไม่้เก่งอีก"ดงโฮตอบ เขาอายุมากพอจะเข้าใจอะไรหลายๆอย่างของชีวิต และแน่นอนว่ารวมถึงเรื่องความรักด้วย เขารู้ว่าการรักษาความสัมพันธ์นั้นยากกว่าการเริ่มต้นขนาดไหน โดยเฉพาะระหว่างผู้ชายสองคน ในช่วงชีวิตวัยเรียนที่เต็มไปด้วยวัยรุ่นหัวสมัยใหม่ มันไม่ยากหรอกที่จะบอกใครว่าตัวเองมีแฟนเป็นผู้ชาย แต่ในสังคมภายนอกนั้นต่างกันลิบลับ ประเด็นเรื่องเพศทางเลือกยังคงอ่อนไหวอยู่ในสังคมเอเชียที่เข้มงวดเสมอ เขาอยู่กับมันมาทั้งชีวิต แต่ก็ไม่รู้ว่าควานลินจะคิดยังไง

ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้ใจน้อง... แต่บางครั้งเขาก็กลัวว่าตัวเองกำลังทำลายชีวิตของอีกฝ่ายอยู่รึเปล่า น้องอายุยังน้อย ยังมีโอกาสได้เจอกับคนที่ดีกว่าเขามากนัก...

"คิดมากไปแล้ว"คนเด็กกว่าพูด "ผมไม่ได้ชอบพี่เพราะว่าพูดเก่ง หรือเอาใจเก่งสักหน่อย ผมรักที่พี่เป็นพี่นี่แหละ คนอะไรตัวใหญ่ซะเปล่าแต่ชอบคิดเล็กคิดน้อย แถมขี้บ่นอีกต่างหาก แต่พี่ก็บ่นเพราะเป็นห่วงผมใช่มั้ยล่ะ"

ดวงตากลมใต้เลนส์แว่นมองสบกับตาคมของคนตรงหน้า มั่นคงและจริงใจ

"ผมต่างหากที่ต้องกลัวว่าพี่จะเบื่อที่ต้องคอยดูแลผม... พี่ดงโฮ คือผมรู้นะว่าถ้าเทียบกับพี่แล้ว ผมก็แค่เด็กคนหนึ่ง คนเรารักกันได้ก็เลิกกันได้ใช่มั้ยล่ะ แต่พี่เชื่อเถอะว่าผมรักพี่มากพอที่จะรับมือกับปัญหาอะไรก็ตามในอนาคต" 

ไม่รู้ว่าพวกเขาสบตากันอยู่นานเท่าไหร่  จนกระทั่งควานลินรู้สึกถึงน้ำหนักจากมือหนาที่กำลังลูบศรีษะของตน

"พี่เชื่อ"เสียงทุ้มกล่าว ในตอนนี้ดงโฮรู้สึกอบอุ่นไปทั้งใจ และหากไม่ติดว่าพวกเขาอยู่ในที่สาธารณะล่ะก็ เขาคงดึงตัวอีกฝ่ายมากอดแล้ว

"พี่รักหลิน"

คนโดนบอกรักแบบไม่ทันตั้งตัวหน้าร้อนผ่าว ปกติแล้วดงโฮเป็นคนปากหนัก ดังนั้นควานลินจึงชินที่จะเป็นฝ่ายบอกมากกว่า คราวนี้จึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะเขินจนต้องยกชีทขึ้นมาบังหน้าตัวเอง

"พอเลยพี่ จะอ่านหนังสือต่อแล้ว!"

"แต่หลินถือชีทกลับหัวอยู่นะ"

"พี่ดงโฮ!!"

*****************

อีกครั้งกับตัวเลขตีสามสี่สิบ เสียงหึ่งๆจากเครื่องปรับอากาศ และแน่นอน... กลิ่นบุหรี่

เขาเปิดประตูระเบียงบานเดิม และเดินออกไปข้างนอกอีกครั้ง

วันนี้ก็เหมือนกับทุกวัน ฟ้ามืด อากาศร้อนอบอ้าว แสงไฟสีส้ม ท้องถนนที่ว่างเปล่า อ้อ... ไม่นับสุนัขจรจัดที่มาจากไหนก็ไม่รู้

ไลควานลินเคาะนิ้วกับปูนเป็นจังหวะมั่วซั่ว อาจเป็นหนึ่งในทำนองของเพลงที่พี่ดงโฮเคยเปิดในรถรึเปล่านะ? เขาเองก็ไม่แน่ใจ

เปลือกตาปิดลง ในตอนที่ทุกอย่างมืด ก็เหมือนจะทำให้การรู้รับเสียงนั้นดีขึ้น เขาได้ยินเสียงแผ่วๆของจั๊กจั่น ไม่ได้ดังจนหนวกหูเหมือนตอนกลางวัน แต่เขาก็เกลียดมันอยู่ดี

ตายสิ ทำไมฤดูร้อนปีนี้ถึงนานจังนะ...

เวลาตีสามกว่าๆที่ยังมืดเกินกว่าจะตื่น แต่เขาก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้งแล้ว...

*************

เขาจำได้ดีว่าครั้งแรกที่พบกับคนชื่อคังดงโฮคือฤดูหนาวในตอนที่เขาเพิ่งเข้ามหาลัย หนึ่งในการแสดงของพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่คือการบรรเลงเพลงของวงออเครสต้าซึ่งทุกคนเป็นศิษย์เก่าจากหลายๆคณะของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทว่าท่ามกลางคนนับร้อยบนเวที เขากลับละสายตาไปจากนักเปียโนไม่ได้

เส้นผมสีดำตัดสั้นอย่างเรียบร้อย เข้ากันกับชุดสูทสีเดียวกัน ทั้งๆที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้หน้าตาดีไปกว่าใครแท้ๆ แต่เมื่อได้เล่นเปียโนแล้วกลับมีเสน่ห์อย่างอธิบายไม่ถูก

และเมื่อดวงตาดุๆนั้นมองมา ไลควานลินในวัยสิบเก้าก็รู้สึกเหมือนตัวเองลืมวิธีหายใจไปเสียแล้ว...

เรื่องราวในตอนนั้นก็เหมือนกับความฝันตื่นหนึ่ง เขาไม่เคยคิดเลยว่าอีกไม่นานจะได้พบกับพี่ดงโฮอีกครั้งที่ร้านกาแฟในซอกหลืบหนึ่งแถวมหาลัยที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก (ถึงในภายหลังพี่ดงโฮจะสารภาพว่าจงใจมาดักรอเขาก็ตาม...) คุยกันมากขึ้น เริ่มกล้าชวนอีกฝ่ายไปซื้อของด้วยกัน ใช้เวลาอยู่ถึงหนึ่งปีเต็มกว่าจะถึงขั้นที่เรียกว่าเป็นแฟน...

"ถ้าตอนนั้นผมไม่ขอพี่คบ พี่คิดจะพูดบ้างมั้ยอะ"ควานลินถาม อาจเป็นเพราะการได้มองแผ่นหลังกว้างของคนที่เพิ่งเล่นเปียโนจบ ทำให้เขาคิดถึงเรื่องเก่าๆขึ้นมาได้

ใช่... เขานี่แหละที่เป็นคนขอพี่ดงโฮเป็นแฟน 

"ตอบยาก"เจ้าของสตูดิโอพ่วงที่พักอาศัยหันหน้ากลับมามองคนถามที่กำลังนอนเท้าคางอยู่บนเตียง

"พี่ไม่เคยชอบคนที่เด็กกว่าขนาดนี้มาก่อน ก็เลยกลัวว่าถ้าบอกไปแล้วหลินไม่ได้ชอบพี่จะทำไง"

"โถ่พี่ิื ยอมให้ไปรับไปส่งแบบนั้นยังดูไม่ออกอีกหรอ แฟนใครทำไมโง่จัง"

"ถ้าโง่แล้วได้คบกับหลินพี่ก็โอเคนะ"ดงโฮยิ้ม เขามองควานลินที่กำลังทำแก้มป่องแล้วอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปหอมแก้มอีกฝ่ายฟอดใหญ่

"วันนี้ไม่ต้องกลับหอหรอก"

"ได้ไงเล่า พี่บอกมีนัดไม่ใช่รึไง"คนเด็กกว่าแย้ง ทั้งยังดิ้นไปมาเมื่อโดนไรหนวดสากๆถูไปทั่วหน้าจนรู้สึกจั๊กจี้

ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วเขาก็อยากจะอยู่ขลุกกับพี่ดงโฮในสตูแทนที่จะต้องเดินตากลมของช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิเพื่อกลับหอก็เถอะ แต่การคบคนที่อายุมากกว่าทำให้เขาต้องพยายามไม่ทำตัวรบกวนอีกฝ่ายมากเกินไปจนเสียงานเสียการ

แต่ดูเหมือนพี่แกจะไม่คิดแบบนั้นนี่สิ...

"แค่แม่พี่อยากให้ลองไปเจอคนรู้จักน่ะ ไม่ใช่นัดสำคัญ"นักเปียโนเจ้าของห้องว่า เขาทิ้งตัวลงคร่อมอีกฝ่ายเอาไว้ จ้องมองใบหน้าที่ต่อให้มองนานเท่าไหร่ก็ไม่เคยเบื่อ

"หลินสำคัญกว่าเยอะ"

พูดจบ เขาก็ไม่รอให้้อีกฝ่ายได้เถียง จูบหนักๆถูกใช้แทนคำผูกมัด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาจูบกัน... และไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อย่างน้อยก็ในคืนนี้ 

สิ่งหนึ่งที่เขาทำได้ดีนอกจากการเล่นดนตรี ก็คือการทำให้ใบหน้าชวนมองกับผิวขาวๆของควานลินกลายเป็นสีแดงนั่นเอง

*******

ตีสามสี่สิบเหมือนเดิม... แต่ที่ต่างออกไปคือเขาได้ยินเสียงฝน

ร่างสูงผุดลุกขึ้นจากเตียง แล้วรูดผ้าม่านออกจากประตูกระจก

เป็นฝนที่ตกลงมาจริงๆ... ฝนแรกของฤดูร้อน สำหรับเขาแล้วสวยงามเหมือนกับหิมะแรกของฤดูหนาว

มือขาวเลื่อนประตูออก แล้วเดินออกไปข้างนอก ไม่สนว่าตัวเองจะต้องเปียก

อาจเพราะฝนชะล้างเอาความร้อนที่ัฝังอยู่บนพื้นถนนขึ้นมา อากาศจึงยังคงอบอ้าว แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าลมแห้งๆที่ทำให้ระคายผิว

ควานลินชอบฝน... อาจเป็นเพราะว่าชื่อของเขามีที่มาจากมัน หรือไม่ก็แค่เพราะเขาเกลียดฤดูร้อนมากจนอยากให้มันผ่านไปไวๆ

ยืนให้ฝนสาดอยู่พักใหญ่ เขาก็ตัดสินใจเดินกลับเข้ามาในห้อง ถอดเสื้อที่ชื้นฝนโยนไว้อีกทาง ตอนนี้เขารู้สึกอารมณ์ดีมากพอที่จะเริ่มเก็บของที่กระจุยกระจายไปทั่วห้องลงกล่องพร้อมกับฮัมเพลงไปด้วย

เสื้อผ้า... ชีทเรียน... หนังสือ... ขยะพวกนั้นก็ต้องเอาไปทิ้ง แล้วอะไรอีกนะ

หางตาเหลือบไปเห็นซองกระดาษตกอยู่บนพื้นข้างถังขยะ เขาถอนหายใจให้กับความรกของห้อง แล้วเก็บซองนั้นชึ้นมา โยนมันขึ้นไปไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็เริ่มจัดของต่อ

ยังห่างจากกำหนดการเดิมที่คิดไว้อยู่สี่วัน แต่ช่างมันเถอะ จะไปเร็วกว่าสักวันสองวันคงไม่เป็นไร

ดวงตาคู่สวยมองไปยังปฏิทินที่มีวงกลมสีแดงวาดเอาไว้ ก่อนจะหยิบมันออกมา แล้วโยนลงกล่องไปรวมกับของชิ้นอื่นๆ

คงไม่ต้องใช้แล้วล่ะมั้ง...

*********

เขามองขึ้นไปยังระเบียงห้องที่ว่างเปล่าของหอพักอีกฝั่ง บอกไม่ถูกว่าเมื่อไหร่กันที่เขาเริ่มจะมองไปยังห้องนั้นทุกคืน

ทุกอย่างคงเริ่มต้นที่กลางดึกของต้นฤดูร้อน เขาที่กำลังปวดหัวกับการเขียนงานวิจัยเพื่อเข็นตัวเองให้จบป.โท อยู่ๆไม่รู้อะไรดลใจให้เงยหน้าขึ้นไปมองหอพักฝั่งตรงข้าม

และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นเด็กคนนั้น... คนที่ไม่รู้แม้แต่ชื่อ รู้แค่เพียงว่าเงาร่างที่้มองเห็นอย่างเลือนลางในความมืดนั้นผอมบาง เส้นผมยาวเกือบแตะบ่าทำให้ตอนแรกเขาเกือบร้องออกมาเพราะนึกว่าเจอผี แต่เมื่อจ้องดูดีๆแล้ว คังแดเนียลก็รู้สึกว่าถ้าอีกฝ่ายเป็นผี ก็เป็นผีที่หน้าตาน่ามองจริงๆ

นั่นเป็นครั้งแรก... แต่ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เพราะแดเนียลพบว่าในทุกๆคืน เวลาตีสามกว่าซึ่งเป็นช่วงที่เขาเพิ่งทำงานเสร็จพอดี เด็กคนนั้นก็จะเดินออกมาตากลมริมระเบียง เพียงแค่ยืนนิ่งๆราวสิบนาทีแล้วก็เดินกลับเข้าห้องไป

เรียนหนักจนเป็นบ้ารึเปล่าวะ?

เขาคิด เพราะไม่รู้ว่าลมแห้งๆของหน้าร้อนมันมีดียังไง อีกฝ่ายถึงได้ลุกจากเตียงมาได้ทุกคืนแบบนั้น แต่จะว่าไป เขาก็คงบ้าพอกันที่นั่งเท้าคางชะเง้อมองอยู่ได้ทุกวัน

แต่วันนี้กลับต่างออกไป อยู่ๆฝนก็ตกลงมากลางดึก ตอนแรกเขานึกว่าเจ้าของห้องประหลาดของหอฝั่งตรงข้ามคงจะไม่มาแล้ว แต่ก็ผิดคาดที่เห็นร่างผอมๆรีบวิ่งออกมาจากห้องเพื่อ....ยืนให้ฝนสาด?

เอาเถอะ เขารู้ว่าการพยายามจะทำความเข้าใจคนที่ออกมาตากลมได้ทุกคืนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็ไม้รู้ว่าทำไมถึงละสายตาไปไม่ได้เลย

นั่นเขายิ้มอยู่รึเปล่านะ... แดเนียลคิด พยายามเพ่งสายตาผ่านความมืด 

ถึงแม้จะมองเห็นไม่ชัดว่าเด็กคนนั้นยิ้มอยู่รึเปล่า แต่ที่แน่ๆคือตอนนี้ตัวเขาเองกำลังยิ้ม แต่ด้วยสาเหตุอะไรเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน

อา... หัวใจเต้นผิดจังหวะแบบนี้ หรือเพราะว่าอดนอนมากเกินไปกันนะ? พรุ่งนี้มีเรียนเช้าแท้ๆ

ดวงตาเหลือบมองตัวเลขตีสามสี่สิบห้านาทีบนนาฬิกาแล้วก็ถอนหายใจ

เวลาตีสามกว่าๆ เร็วไปที่จะตื่น แต่ก็สายเกินกว่าที่จะนอนแล้วเช่นกัน...

*********

กว่าเขาจะพาตัวเองกลับมาที่ห้องได้ก็เป็นเวลาดึกมากแล้ว ตีหนึ่งล่ะมั้ง? ควานลินไม่ได้ใส่ใจ เขาปลดไทด์ที่ชวนอึดอัดออก โยนสูทไปไว้ที่มุมหนึ่งของเตียง แล้วล้มตัวลงนอน

ห้องที่เคยเต็มไปด้วยข้าวของ ตอนนี้เหลือเพียงลังกระดาษใบใหญ่หลายใบ บ่งชี้ชัดเจนว่าเจ้าของกำลังจะย้ายออก ห้องโล่งๆผิดกับหัวสมองที่ยุ่งเหยิงด้วยความคิด ความทรงจำ และความรู้สึกที่กำลังตีกันมั่วเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล

กลิ่นบุหรี่จางๆบนหมอนที่เขาฟุบหน้าอยู่ทำให้อดคิดถึงคนที่ทิ้งมันเอาไว้ไม่ได้ 

คิดถึง... ทั้งๆที่ก็เพิ่งได้เจอ อยากได้ยินเสียง อยากมองปลายนิ้วที่กำลังกดไปตามคีย์เปียโน อยากกอด... อยากจูบ...

การรักใครสักคนมากๆ บางทีก็คงคล้ายกับการติดยาเสพติดล่ะมั้ง 

เขาหลับตาลง บทเพลงที่เพิ่งได้ฟังเมื่อหัวค่ำยังคงดังวนเวียนเหมือนเพลย์ลิสต์ที่เปิดซ้ำ และเขาก็สามารถนอนฟังมันได้เป็นชั่วโมงๆ จนกระทั่งมีเสียงของฝนตกกระทบพื้นในโลกแห่งความจริงดังแทรกขึ้นมา เขาถึงได้ยันตัวขึ้นจากเตียง ดวงตาแดงก่ำเพราะเหล้าที่กินเข้าไปอย่างไม่เจียมตัวมองออกไปยังระเบียง เรียวปากขยับขึ้นเป็นรอยยิ้มเล็กน้อย

ควานลินชอบฤดูฝน... เพราะมันเหมือนชื่อของเขา เพราะเขาเกลียดฤดูร้อน และเพราะว่าถ้าหากยืนอยู่กลางฝนล่ะก็ แม้จะร้องไห้ หรือเศร้าแค่ไหนก็ไม่มีใครมองเห็น...

เขาล้วงเอาซองกระดาษพรมน้ำหอมอย่างดีออกมาจากระเป๋ากางเกง มันถูกกำจนยับไปหมดแล้ว ทั้งยังเป็นซองเดียวกับที่เขาเก็บขึ้นมาจากข้างถังขยะ แต่ตอนนี้คงถึงคราวต้องทิ้งจริงๆแล้ว

สุดท้ายแล้วเขาก็อ่อนแอกว่าที่ตัวเองคิด ไงล่ะควานลินคนปากเก่ง สุดท้ายก็ต้องไปพึ่งเหล้า ทั้งๆที่เคยเอาแต่เป็นฝ่ายพร่ำบอกคนอื่นว่าอย่ากินแท้ๆ

เขาวามันลงบนโต๊ะข้างเตียง บิดขี้เกียจเพื่อไล่ความเมื่อยเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก

วันนี้ฝนตกหนักมากพอที่มันจะสาดเข้ามาถึงด้านในระเบียง ละอองเย็นๆของฝนคล้ายกับจะทำให้สติแจ่มชัดขึ้นเล็กน้อย เขาลองกางมือออก หลับตาลง แล้วจินตนาการว่าตัวเองอยู่ในหนังสักเรื่องที่ชอบมีฉากแบบนี้

เสื้อเชิ้ตขาวเปียกชุ่มจนแนบไปกับเนื้อ เช่นเดียวกับเส้นผมสีดำที่ไม่ได้ตัดมานานจนมันยาวเกือบแตะไหล่ หลังจากตากฝนจนพอใจแล้ว เขาก็ลืมตา ก้มลงมองไปทางหอพักฝั่งตรงข้าม แล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย

อืม... เหมือนว่าจะมีคนเห็นท่าบ้าๆของเขาเมื่อครู่ซะแล้ว ชักจะเริ่มอายแหะ...

เขาพยักหน้าเบาๆให้อีกฝ่ายที่เขามองไม่เห็นหน้า เห็นก็แต่ผมสีชมพูแสบตา ซึ่งนั่นก็พอจะทำให้มั่นใจได้ว่าไม่ใช่คนรู้จักของตัวเอง

ควานลินเดินกลับเข้ามาในห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บสูทที่โยนทิ้งไว้ขึ้นมาแขวนให้เรียบร้อย หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จ เขาก็พบว่าเป็นเวลาตีสามสี่สิบแล้ว

อากาศร้อน เสียงจั๊กจั่น กลิ่นบุหรี่ และอาจต้องเพิ่มเจ้าเวลาตีสามสี่สิบ กับซองกระดาษยับๆบนโต๊ะเข้าไปในลิสต์ของสิ่งที่เขาเกลียดด้วย 

ไลควานลินหยิบยาบนเคาน์เตอร์ขึ้นมากิน แม้ดื่มน้ำตามแล้วรสขมฝาดก็ยังเหลือทิ้งไว้บนลิ้น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน แต่ก็จำใจกลืนมันลงไป

ร่างสูงผอมเดินลากขากลับไปที่เตียงอีกครั้ง เขาหลับตาลง และหวังว่าตัวเองจะหลับได้สนิทดีเพื่อที่จะได้เตรียมตัวสำหรับการเดินทางอันยาวนาน

ตีสามกว่าๆเป็นเวลาที่เร็วเกินกว่าที่จะตื่น และสายเกินกว่าที่จะหลับสำหรับคนบางคน แต่ควานลินพบว่ามันเป็นเวลาที่ไม่เลวเลยสำหรับการเดินทาง…

**********

 

เสียงฝนสาดลงมาทำให้มือที่กำลังพิมพ์อยู่บนคีย์บอร์ดชะงักไป เขาบิดตัวไปมาจนได้ยินเสียงลั่นของข้อกระดูก รู้สึกปวดเมื่อยไปหมดจากการนั่งพิมพ์งานเป็นเวลานาน

อืม... เกือบตีสามแล้วสินะ

นักศึกษาป.โทวัยยี่สิบหกที่กำลังขะมักเขม้นกับงานวิจัยมองออกไปนอกหน้าต่าง ท่ามกล่างม่านขมุกขมัวของสายฝนทำให้ทัศนียภาพดูเลือนลางไปบ้าง แต่กระนั้นภาพร่างผอมๆที่กำลังกางแขนตากฝนอยู่ก็ยังคงทำให้เขาหลุดขำจนแทบสำลักน้ำลายตัวเอง

ทำอะไรของมันอีกล่ะนั่น...

คังแดเนียลเท้าคางมองคนที่ตัวเองไม่รู้จักกระทั่งชื่อ จะว่าไปนี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เบื่อที่จะได้แอบมองอีกฝ่ายเลย

อืม... ผอมลงสินะ… รึเปล่า?

เขาคิด เมื่อมองดูเสื้อเชิ้ตขาวที่เปียกแนบร่าง เผยให้เห็นผิวเนื้อด้านในอย่างเลือนลาง สาบาญว่าไม่ได้อยากคิดอะไรแบบนี้เลย แต่แม่งดูโคตรเซ็กซี่...

ทว่าในขณะที่กำลังมองเพลินๆ อยู่ๆดวงตาของคนโดนแอบมองก็หันมาทางนี้พอดี ทั้งยังรอยยิ้มเล็กๆนั่นอีก ทุกอย่างทำให้มือที่กำลังเท้าคางอยู่ลื่นพรืดด้วยความตกใจ แล้วร่างสูงของคังแดเนียลก็ร่วงจากเก้าอี้แบบหมดมาดคนหล่อสาวกรี๊ด

ชิบหาย! เขาจะคิดว่าเราโรคจิตป่าววะ?!

คนตกเก้าอี้คิดขณะที่ลุกขึ้นยืน แต่เมื่อหันไปมองยังระเบียงห้องเจ้าปัญหา เขาก็ไม่พบอีกฝ่ายแล้ว

ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เกือบจะโล่งใจแล้วหากไม่ติดใจอะไรขึ้นมาซะก่อน

ไม่... ไม่ใช่ร่างขาวๆในเสื้อเชิ้ตบางๆ หรือรอยยิ้มน่ารักนั่นหรอก แต่เป็นสิ่งที่แทบจะโดนเม็ดฝนบดบังต่างหาก

เด็กนั่น... ร้องไห้อยู่รึเปล่านะ?

จริงอยู่ว่าการแยกน้ำตากับฝนออกจากกันเป็นเรื่องที่แทบจะทำไม่ได้ ยิ่งเขามองจากอีกฝั่งแบบนี้ คังแดเนียลจึงไม่กล้าพูดว่าตัวเองเห็นเด็กคนนั้นร้องไห้

แต่ไม่รู้ว่าทำไม เขาถึง "รู้สึก" ว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้อยู่ก็ไม่รู้

ดวงตาคู่เรียวเหลือบมองนาฬิกาที่มุมขวาของจอคอมพิวเตอร์ และมันกำลังบอกเวลาตีสามกับอีกสิบนาที

********

            หากไม่มีใครพูด… เรื่องก็คงไม่จบ

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มมองดูดวงดาวบนท้องฟ้า แผ่นหลังของเขาแนบสนิทกับพื้นจนได้กลิ่นของใบหญ้า ปะปนไปกับกลิ่นน้ำหอมของตัวเอง และกลิ่นบุหรี่จากคนที่กำลังนอนอยู่ข้างกัน

“หนาวมั้ย”เสียงทุ้มเอ่ยถาม แต่เขาส่ายหน้าเบาๆแม้ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังมองอยู่รึเปล่า

“นี่ใกล้จะหน้าร้อนแล้ว ไม่หนาวแล้วล่ะ”เขาตอบไปแบบนั้น

            ดวงดาวเกลื่อนฟ้า เจ้าจุดสีขาวระยิบระยับท่ามกลางความมืด สายลมเอื่อยๆ และมือที่จับกันเอาไว้ ควานลินตอบไม่ได้หรอกว่าพวกเขาออกมานอนดูดาวด้วยกันแบบนี้กี่ครั้ง แต่ที่ตอบได้ก็คือ เขารู้ว่าคืนไหนที่จะเป็นครั้งสุดท้าย…

            “พี่ว่า… เป็นดาวบนฟ้าจะมีความสุขมั้ย”เด็กหนุ่มถาม ยังคงไม่ละสายตาไปจากผืนฟ้าตรงหน้า

            “ไม่รู้สิ”

            คำตอบห้วนสั้นตามเดิมอย่างที่คาดไว้ทำให้ควานลินถอนหายใจออกมา ใบหน้าขาวหันกลับมามองคนข้างๆ และพบว่าอีกฝ่ายกำลังมองเขาอยู่ก่อนแล้ว

            “ไม่โรแมนติคเลยนะพี่ดงโฮ”

            “ก็พี่ไม่ใช่ดาวนี่”คนแก่กว่าตอบ อันที่จริง ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นนักเปียโนและนักแต่งเพลงก็ตาม แต่ต่อให้เขียนเพลงรักออกมาสักกี่เพลง ก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็นคนพูดน้อยและไม่โรแมนติคสักนิดไม่ได้อยู่ดี

            “ก็จินตนาการได้นี่หน่า”

            “แล้วหลินคิดว่ายังไงล่ะ ถ้าเป็นดาวแล้วจะมีความสุขมั้ย”ดงโฮถามกลับ อันที่จริงนี่ก็เป็นรูปแบบบทสนทนาที่คุ้นเคยดี ระหว่างพวกเขา ควานลินมักจะเป็นฝ่ายพูดมากกว่า และเขาก็มีความสุขที่ได้ฟังเสียงนุ่มๆนั้นจ้อไปเรื่อยๆ

            มีความสุขเสียจนไม่อยากให้เวลาเดินต่อ….

“ก็คงไม่มีหรอก”คนโดนคำถามของตัวเองย้อนกลับมาถามตอบ เรียวปากสีชมพูเข้มขยับเป็นรอยยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มข้างแก้ม “ก็เพราะดาวไม่มีความรู้สึกนี่หน่า แถมบนท้องฟ้าก็ไม่มีคังดงโฮด้วย”

หัวใจของคนฟังสั่นไหวเมื่อได้ยินประโยคนั้น เขาเพิ่มแรงที่กุมืออีกฝ่ายเอาไว้ ไม่อาจอธิบายได้เลยว่าคนที่ชื่อไล ควานลิน มีอิทธิพลต่อเขาขนาดไหน… สำคัญกับเขามากแค่ไหน…

“แต่ว่านะ… ”คนเด็กกว่าเริ่มพูดต่อ รอยยิ้มค่อยๆจางหายไป จนเหลือเพียงเส้นโค้งจางๆที่มุมปาก “เพราะว่าดาวไม่มีความรู้สึกนี่แหละ ผมถึงได้อิจฉาไง ถึงไม่มีความสุข แต่ก็ไม่ต้องเศร้า เหงา หรือว่าเจ็บปวด…”

“หลิน…”

ดงโฮมองหน้าอีกฝ่าย ใบหน้าอ่อนวัยนั้นยังคงดูหล่อเหลา นุ่มนวล และชวนมองเหมือนสายฝนเบาบางที่ตกลงบนดอกไม้และใบหญ้า ทว่าเขารู้ดีว่าครั้งนี้ไม่ใช่เพียงฝนปรอย แต่เป็นม่านน้ำสีเทาของพายุที่บดบังทุกสิ่งให้ขุ่นมัว…

“ผมเจ็บ… เจ็บมากเลยนะพี่ แค่คิดถึงก็หายใจลำบากแล้ว แต่ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงดี”ควานลินพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น พยายามไม่ร้องไห้ เพราะรู้ว่าถ้าเผลอร้องออกมาล่ะก็ ทุกอย่างที่จำเป็นต้องพูด ทุกสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ก็คงพังทลายลงทั้งหมด รวมถึงหัวใจของเขาเองด้วย…

“ก็ไม่ต้องทำยังไง… พี่จะอยู่กับหลินเอง”

“พี่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”

มันผิดพลาดตรงไหนกันนะ…

“ออกจากประเทศนี้กันเถอะ วันนี้เลย ไปที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะไต้หวัน อังกฤษ หรือฝรั่งเศษ… หลินเคยบอกว่าอยากไป พี่จะพาไปเอง”

ผิดตรงที่เขาได้ยินบทสนทนาของพี่ดงโฮกับแม่…

“จะบ้าหรอพี่ ตั๋วเอย ที่พักเอย ไม่มีสักอย่าง”

ผิดตรงที่อีกฝ่ายปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาถึงตอนนี้…

“ไม่งั้นเราขับรถไปที่ไหนไกลๆก็ได้ ซื้อบ้านสักหลัง ปลูกต้นไม้แบบที่หลินชอบ”

ผิดตรงที่ ทั้งๆที่เคยบอกว่าพร้อมเผชิญหน้ากับอุปสรรค แต่สุดท้ายเขาก็ไม่มั่นคงมากพอที่จะผ่านปัญหานี้ไปด้วยกัน….

“ขอสระน้ำด้วยได้มั้ย” ควานลินถาม รอยยิ้มเริ่มปรากฏอยู่บนมุมปาก

“ได้”

“สนามหญ้ากว้างๆไว้นอนดูดาว”

มือของเราจับกันไว้แน่น… ราวกับว่าการกุมมือกันไว้แบบนี้จะทำให้ไม่ต้องแยกจากกันตลอดกาล

“ได้”

“แล้วก็มีโซฟากว้างๆไว้ให้ผมได้นอนดูพี่เล่นเปียโนทุกวัน”

“ได้”

ไม่สิ… อันที่จริง…

“พี่ตามใจผมมากไปแล้วนะ”

มันผิดพลาดตรงที่เขารักคนชื่อคังดงโฮมากเกินไปต่างหาก…

            ควานลินสบตากับดวงตาคมๆ นี่อาจเป็นครั้งแรกที่เขาเห็นน้ำตาภายในนั้น น้ำตาของผู้ชายที่เขาเคยเชื่อว่าเข้มแข็งที่สุดในโลก…

            “ผมรักพี่นะครับ”

มือขาวเอื้อมไปแตะใบหน้าของอีกฝ่าย ไล่ไปตามไรหนวดสากๆของคนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเอง เขายิ้มออกมา ด้วยรอยยิ้มที่กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จริงใจมากที่สุดเท่าที่หัวใจของคนชื่อไล ควาลิน จะมอบให้ได้

            “เพราะอย่างนั้นผมจะพูดเอง”

ต้องมีสักคนที่พูดมันออกมา… เหมือนตอนที่ทุกอย่างเริ่ม เช่นเดียวกับตอนที่ทุกอย่างจบ ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมพูด เขาก็จะทำมันอีกครั้ง… ในความหมายที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่หัวใจปรารถนาที่สุด

            “เราเลิกกันเถอะ”

ควานลินตอบไม่ได้หรอกว่าพวกเขาออกมานอนดูดาวด้วยกันแบบนี้กี่ครั้ง แต่ที่ตอบได้ก็คือ เขารู้ว่าคืนไหนที่จะเป็นครั้งสุดท้าย…

            …คืนนี้…

ไม่ว่าจะเป็นบ้านกว้างๆ สวนที่เต็มไปด้วยต้นไม้ สระน้ำ เปียโน โซฟา หรือจะเป็นเพียงแค่ห้องที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากพวกเขา ทั้งหมดล้วนแต่ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงหยดน้ำหนึ่งหยดที่มองเห็น แต่ไขว่คว้ามาไม่ได้

            และบางที น้ำหยดนั้นก็คงเป็นสิ่งเดียวกับที่ไหลผ่านแก้มของเขาไปเมื่อครู่นั่นเอง…

***************

            พี่ดงโฮมาส่งเขาที่หอเหมือนทุกครั้ง ในรถเต็มไปด้วยความเงียบ และเมื่อถึงจุดหมาย เขาก็ลงจากรถ กล่าวขอบคุณและบอกให้อีกฝ่ายกลับบ้านดีๆ พยายามไม่แยแสต่อมือที่ทำท่าจะเอื้อมมาหา เขารีบปิดประตูรถในทันทีโดยไม่สนใจเรื่องมารยาทใดๆอีกต่อไป สองขาพาร่างที่ชาไปทั้งตัวขึ้นมายังห้องของตัวเองให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

            ไม่ไหวแล้ว…

ควานลินเพิ่งรู้ว่า คำพูดที่ว่าแม้แต่หายใจยังเจ็บปวดเป็นยังไง มันยากที่จะพูด… ยากที่จะบอกลา ยากที่จะตัดใจวิ่งขึ้นมาโดยไม่รอฟังคำพูดใดๆ เพราะถ้าอยู่ตรงนั้นนานอีกนิด แม้แต่หัวใจของเขาเองก็คงจะรับไม่ไหวอีกแล้ว

            ควานลินคิดอยู่เสมอว่าตัวเองไม่ใช่คนอ่อนแอ… เขาผ่านช่วงเวลาที่สูญเสียครอบครัวมาได้ และย้ายมาใช้ชีวิตคนเดียวในประเทศที่ไม่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้เขาไม่มั่นใจอีกแล้วว่าตัวเองเข้มแข็ง หรือแค่พยายามหนีไปให้ไกลจากความเจ็บปวดกันแน่

            พี่ดงโฮจะแต่งงาน…

นั่นคือสิ่งที่เขารู้ ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายหลอกเขา ควานลินรู้ว่าพี่ดงโฮพยายามปฏิเสธเรื่องนี้อยู่ แต่ทางครอบครัวของพี่ก็ยื่นคำขาดมาแล้วว่าต้องแต่ง มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับการเกิดมาในครอบครัวชาวเอเชียที่เข้มงวด แต่นั่นยังไม่เจ็บปวดเท่ากับการได้ยินว่าแม่ของพี่ดงโฮเกลียดเขามากแค่ไหน

            ไม่ใช่แค่เพราะเป็นผู้ชาย แต่เพราะเขาไม่ได้เป็นแม้กระทั่งคนเกาหลี…

แน่นอนว่าควานลินรู้ ว่าในประเทศเกาหลียังคงมีความชาตินิยมสูงเพียงใด แต่เขาแค่ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเรื่องแย่ๆเหมือนละครน้ำเน่าห่วยๆกับตัวเองแบบนี้

            ไม่สิ… ถ้านี่เป็นละคร ตัวเอกจะต้องหนีตามกันไปโดยไม่สนใจอุปสรรคต่างหาก…

แต่เพราะว่ามันคือชีวิตจริง เขาจึงทำอย่างนั้นไม่ได้ ตัวเขาเองไม่มีครอบครัวที่ต้องห่วง แต่ไม่ใช่กับพี่ดงโฮ และเขารู้ว่าพี่ดงโฮรักครอบครัวมากแค่ไหน

            เพราะอย่างนั้นอีกฝ่ายถึงตัดสินใจไม่ได้ซะที จนในที่สุดเขาก็ต้องเป็นฝ่ายจบมัน… เขาได้เห็นน้ำตาของพี่ดงโฮเป็นครั้งแรก ทว่าพี่ดงโฮก็ไม่ได้รั้งเขาไว้อย่างจริงจัง ไม่เป็นไรหรอก… เขาเข้าใจว่ามันยากแค่ไหน ทางหนึ่งก็พ่อแม่ อีกทางหนึ่งก็คนรัก เขาเข้าใจ… เพียงแต่ยากที่จะทำใจก็เท่านั้น

            บางครั้งการรักใครมากเกินไป ก็ทำให้เราไม่ต้องการเห็นเขาต้องลำบากใจหรือเจ็บปวดเพราะมีเราเป็นต้นเหตุ…

            ข้าวของในห้องที่เคยเป็นระเบียบถูกกวาดทิ้งจนกระจุยกระจาย การทำแบบนี้ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่เขารู้ว่าถ้าไม่ระบายออกมาเลย เขาจะต้องเป็นบ้าแน่ๆ

            น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าร่วงหล่นจากดวงตาแดงก่ำ ร่างสูงทรุดตัวลงกับพื้น ไม่รู้ว่านั่งอยู่นานเท่าไหร่ แต่เมื่อร้องไห้จนไม่เหลือกระทั่งน้ำตาสักหยดแล้ว เขาก็เหลือบไปเห็นนาฬิกาที่แสดงเวลาตีสามสี่สิบพอดี

            เขาเดินไปยังประตูระเบียง กลิ่นบุหรี่ที่อบอวนอยู่ภายในห้องทำให้เขาคิดถึงคนที่ทิ้งมันเอาไว้จนแทบทนไม่ได้ ควานลินเปิดประตูออก ลมจากภายนอกที่แตะโดนผิวเป็นลมแห้งๆที่เจือไอร้อนเบาบาง

            ฤดูร้อนใกล้มาถึงแล้วสินะ…

***********

            การใส่รองเท้าแตะวิ่งขึ้นบันไดแปดชั้นคือประสบการณ์ที่คังแดเนียลคิดว่าชีวิตนี้คงไม่มีวันทำอีกแล้ว

เพราะเป็นคนที่เชื่อมันในสัญชาติญาณของตัวเองมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น ทำให้เขาตัดสินใจออกมาจากหอของตนมายังหอพักข้างๆ แต่ความซวยที่ค้นพบก็คือว่าลิฟต์ที่มีเพียงตัวเดียวนั้นเสีย ทำให้เขาต้องวิ่งขึ้นบันไดมาทั้งๆที่ใส่รองเท้าแตะนั่นแหละ

            ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆนี่ นอกจากจะโดนด่าว่าโรคจิตแล้ว ยังต้องเจ็บเท้าฟรีอีกด้วย…

และหลังจากที่พยายามเดินวนหาห้องที่คิดว่าใช่อยู่นาน เขาก็มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูบานหนึ่งที่มีป้ายชื่อนักศึกษาเจ้าของห้องแปะไว้ข้างๆ

            ไล… ควานลิน?

            อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ได้รู้แล้วว่าเจ้าเด็กบ้าที่ชอบออกมายืนตากลมตอนดึกๆดื่นๆไม่ใช่คนเกาหลี

ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาต้องถ่อมาถึงที่นี่น่ะหรอ? ก็คือความรู้สึกล้วนๆ เขาคงบ้าไปเองที่รู้สึกว่าคืนนี้อีกฝ่ายดูแปลกๆ ทั้งยังเหมือนจะร้องไห้อีก ทั้งที่พยายามลบความรู้สึกนี้แล้วกลับไปทำงานต่อ แต่จนแล้วจนรอดก็รู้สึกร้อนใจจนทนไม่ได้ สุดท้ายรู้ตัวอีกทีก็กำลังวิ่งขึ้นบันไดมาแล้ว

            เอาเถอะ ไหนๆก็มาแล้ว เป็นไงเป็นกัน!

เขาเคาะประตูเบาๆเพื่อลองเชิง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ

“คุณครับ… คุณไล ควานลิน”

คราวนี้ลองเรียกดูบ้าง แต่หลังจากที่ทั้งเคาะทั้งเรียกก็ยังไม่มีเสียงตอบรับ ทำให้คิ้วบนใบหน้าคมขมวดเข้าหากันเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงความผิดปกติทันที เพราะถ้าคิดๆดูแล้ว ระยะเวลาที่เขาเห็นอีกฝ่ายตากฝนอยู่ที่ระเบียงกับตอนนี้ยังผ่านไปไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำ เป็นไปไม่ได้ที่คนข้างในจะหลับลึกขนาดไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแบบนี้

            และก่อนที่จะโดนห้องข้างๆด่าเอา แดเนียลก็ลองหมุนลูกบิดประตูดู และก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าประตูไม่ได้ล็อค

            ไม่ปกติแล้วมั้งแบบนี้…

เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาทันที ดังนั้นเรื่องมารยาทจึงถูกพับเก็บเอาไว้ก่อน ประตูห้องถูกเปิดออก เผยให้เห็นแสงสว่างรำไรจากไฟหรี่สีส้มที่ถูกเปิดทิ้งไว้ เขาเดินเข้าไปในห้อง พบว่านอกจากเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นแล้ว ก็มีแต่ลังใส่ของที่ถูกปิดผนึกอย่างเรียบร้อย ราวกับว่าเจ้าของห้องเตรียมตัวจะย้ายออกเร็วๆนี้

            เพียงกวาดสายตามองไวๆครั้งเดียว คังแดเนียลก็สังเกตเห็นเงาร่างของคนที่น่าจะเป็นเด็กประหลาดคนนั้นกำลังนอนอยู่บนเตียง เขาค่อยๆเดินเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ถึงแม้ว่าการทำแบบนี้จะไม่ต่างจากโจรหรือพวกโรคจิตก็ตาม แต่เขาก็ห้ามขาของตัวเองได้จริงๆ หัวใจของเขาเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน มันปนเปไปด้วยความตื่นเต้นและความกลัวอันไร้ที่มาที่ไป

            ในที่สุด เขาก็หยุดอยู่ห่างจากเตียงโดยเว้นระยะห่างไปสองเก้า และหลังจากที่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากแล้ว เขาก็ตัดสินใจส่งเสียงเรียก

“คุณครับ…”

*******************

            เขาไม่รู้จะเรียกการส่งการ์ดแต่งงานมาให้แฟนเก่าที่เพิ่งเลิกกันไปนั้น จะเรียกว่าโหดร้ายได้รึเปล่า…

แต่ความจริงแล้ว ควานลินรู้ดีว่าพี่ดงโฮแค่อยากเจอเขาเท่านั้น เพราะหลังจากที่เลิกกันไป เขาก็เปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่สนใจพี่ดงโฮที่พยายามมารอเขาหน้าหอหรือมหาวิทยาลัย เขาทำกระทั่งโดดเรียนด้วยซ้ำ ขอเพียงไม่ต้องเห็นหน้า ไม่ต้องได้ยินเสียง เขาก็พอจะหลอกตัวเองได้บ้างว่าถึงไม่มีพี่ดงโฮ เขาก็อยู่ได้

            ทั้งๆที่ความจริงเขาก็แค่ต้องการหนีเท่านั้น…

หลังจากที่พยายามหลบหน้าอยู่เป็นเดือน พี่ดงโฮก็หายไป และเพิ่งได้ข่าวคราวอีกครั้งก็เป็นตอนที่เปิดตู้จดหมายออกมาแล้วเจอบัตรเชิญไปงานแต่งงานนี่แหละ

            อา… ที่หายไปก็เพราะยุ่งกับการเตรียมงานนี้สินะ…

เขาทั้งอยากจะหัวเราะและร้องไห้ออกมาในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำทั้งสองอย่าง ดวงตาเหลือบไปมองปฏิทินบนผนัง เสียงของจั๊กจั่นที่ดังลอดเข้ามาถึงในห้อง กับแดดจ้าที่ส่องทะลุผ้าม่านทำให้เขายิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่

            เขาเกลียดหน้าร้อน… เกลียดมากจริงๆ และเขาไม่แปลกใจเลยเวลาเห็นข่าวคนฆ่าตัวตายช่วงหน้าร้อน ในเมื่อทั้งสภาพอากาศและเสียงแหลมๆนี่มันชวนให้คนที่เครียดอยู่แล้วยิ่งหน้ามืดเข้าไปใหญ่

แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่เขา… ควานลินไม่เห็นว่าการฆ่าตัวตายในฤดูร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ดีตรงไหน ทั้งๆที่ความทรงจำสุดท้ายควรจะเป็นเรื่องที่สวยงามหรือน่าจดจำแท้ๆ

ใช่… อย่างเช่นฤดูฝน….

 

            เขาหยิบสูทในตู้มาใส่ ในที่สุดก็ตัดสินใจมาร่วมงาน เขาคิดว่าอย่างน้อยตัวเองก็คงพอที่จะยืนมองจากสักมุมหนึ่งของงานได้ แต่ว่าเขาคิดผิด เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียงเปียโนแว่วๆ กับการได้เห็นพี่ดงโฮจากที่ไกลๆก็ทำเอาปวดใจจนทนไม่ไหว

            เพลงที่พี่ดงโฮเคยเล่นให้เขาฟังคนเดียว เพลงที่อีกฝ่ายแต่งให้เขา… ควานลินรู้ว่าอีกฝ่ายเล่นมันในคืนนี้เพราะหวังว่าเขาจะมา แต่พี่ดงโฮคงคิดไม่ถึงว่าแท้จริงแล้วตัวตนของไล ควานลิน นั้น ขี้ขลาดขนาดไหน เขาหันหลัง กำบัตรเชิญที่ถือมาแน่น ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากงาน เดินไปให้ไกลที่สุด และจบลงที่เหล้าขวดหนึ่ง

            เจ็บปวดเกินไป… รักมากเกินไป… คิดถึงมากเกินไป… และทำร้ายตัวเองมากเกินไป…

            เขากลับมาที่ห้องของตัวเอง มองดูห้องโล่งๆ ไม่ต่างอะไรกับความทรงจำระหว่างเขากับพี่ดงโฮที่ซีดจางลงทุกวัน เขาไม่ต้องการเป็นภาระของคนอื่น ดังนั้นข้าวของต่างๆจึงจัดใส่ลังไว้อย่างเรียบร้อย รอส่งต่อไปยังคนที่อาจต้องการมัน

            เขาชอบฝน… ท่ามกลางสายฝนที่ต่อให้ร้องไห้ออกมาก็ไม่มีใครเห็น เขาคิดว่ามันคงเป็นการร้องไห้ครั้งสุดท้าย… ไม่สิ เขาจะ “ทำ” ให้มันเป็นการร้องไห้ครั้งสุดท้าย

            ไล ควานลินยิ้มให้กับคนที่บังเอิญมาเห็นตอนที่ตนกำลังตากฝนอยู่พอดี คนๆนี้ก็จะเป็นคนสุดท้ายที่เขาได้เจอเช่นกัน คนที่เขาไม่รู้กระทั่งชื่อ หรือหน้าตา ที่มองเห็นก็มีแต่เส้นผมสีชมพูเท่านั้น

            ร่างสูงจัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกชุ่มออก และมองไปที่ขวดยา การเดินทางที่แสนยาวไกลนั้นถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่เขาตัดสินใจเดินจากคนที่รักมากที่สุดมา เขาไม่มีครอบครัว ไม่มีใครที่ต้องดูแล เขามาที่เกาหลีด้วยตัวคนเดียว และก็จะจากไปคนเดียวเช่นกัน

            ใช่แล้ว… คนที่ชื่อไล ควานลินนั้น ขี้ขลาดเช่นนี้เอง เขาเอาแต่หนี ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ว่าจะหนีไปไกลเท่าไหร่ ก็ไม่เคยวิ่งไปได้ไกลกว่าความเจ็บปวดเลยสักครั้ง

            ดังนั้น… พอแล้วล่ะ นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ…

เขานอนลงบนเตียง มองไปยังเพดานห้อง ทว่าที่เขาเห็นไม่ใช่ปูนสีขาว แต่ว่าเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าที่ไหนสักแห่ง

            เวลาตีสามกว่าๆ เป็นเวลาที่เร็วเกินกว่าจะตื่น แต่ก็ช้าเกินกว่าที่จะหลับ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาสามารถคิดทบทวนเรื่องราวหลายๆอย่าง เวลาที่เงียบเสียจนความเหงาค่อยๆกัดกินหัวใจของตัวเองทีละเล็กทีละน้อย…

            เสียงฝนพรำคล้ายกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหู ไพเราะกว่าเสียงของจักจั่นยามฤดูร้อนเป็นไหนๆ

========

            บางครั้งต่อให้เรารีบมาแค่ไหน ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่งเสมอ…

คังแดเนียลมองดูใบหน้าของคนที่กำลังหลับ เส้นโค้งของคิ้วและริมฝีปากที่ดูนุ่มนวล การได้มองอีกฝ่ายใกล้ๆเป็นครั้งแรก ทำให้เขาพบว่าเด็กประหลาดที่ชอบออกมายืนตากลมตากฝนนั้นหน้าตาดีกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก

            เส้นผมสีดำยาวเกือบแตะไหล่ ผิวขาวซีดที่สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวไม่แพ้กัน ไลควานลินนั้นดูงดงามราวกับภาพวาด เสียแต่ว่าต่อให้เขาเรียกเสียงดังแค่ไหน คนๆนี้ก็ไม่มีวันตื่นขึ้นมาอีกแล้ว

            ถ้าหากว่าเขามาเร็วกว่านี้อีกนิดล่ะก็…

เขาเม้มปากแน่น จดหมายที่ถูกเตรียมไว้ กับห้องที่เก็บกวาดอย่างดี บ่งบอกว่าคนๆนี้คงเตรียมการมาสักพักแล้ว เขามาสายเกินไป… ทั้งๆที่ควรจะเอะใจเร็วกว่านี้ โกรธตัวเองที่เอาแต่มองโดยที่ไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายเจอกับเรื่องเจ็บปวดมามากแค่ไหน

            ร่างสูงคุกเข่าลงข้างเตียง ถือวิสาสะจับมือของอีกฝ่ายไว้ มันยังคงอบอุ่น กลิ่นฝนจางๆปะปนไปกับกลิ่นบุหรี่ภายในห้อง

            “สวัสดีควานลิน นายคงไม่รู้จักฉันหรอก”เขาเริ่มพูด อันที่จริงแล้วก็เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า กระบอกตาเริ่มร้อน ตอนนี้แดเนียลรู้สึกว่าตัวเองคงบ้าไปแล้ว กระนั้นก็ไม่สามารถหยุดการกระทำของตัวเองได้เลย

            “ฉันเองก็ไม่รู้จักนายเหมือนกัน”

            เพียงแค่ได้เฝ้ามองในทุกวัน ทีละเล็กทีละน้อย แต่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองทำผิดพลาดครั้งใหญ่

            “แต่ฉันก็ชอบนายไปซะแล้ว”

            พลาดครั้งแรกที่เผลอชอบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และพลาดอีกครั้งคือการที่ทุกอย่างสายเกินไป

บางครั้งต่อให้เรารีบมาแค่ไหน แต่เราก็ตามสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาไม่ทันอยู่ดี…

***********

 

‘สวัสดีครับ ผมชื่อไล ควานลิน เป็นเจ้าของห้องนี้

ไม่ต้องกังวลไปนะครับ ผมไม่ได้เมา… อันที่จริงก็ดื่มมานิดหน่อย แต่เรื่องนี้ผมตัดสินใจถี่ถ้วนดีแล้ว และเตรียมการไว้ตั้งแต่หลายเดือนก่อน ผมทำทุกอย่างไปโดยที่ยังมีสติครบถ้วน และเต็มใจ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องสืบคดีอะไรให้วุ่นวายหรอก

ผมไม่มีครอบครัว ถ้าไม่นับญาติห่างๆที่แทบจะไม่เคยเจอกัน แต่ก็มีคนที่เป็นห่วงอยู่ ถ้าเกิดได้เจอคนที่ชื่อ คังดงโฮ ล่ะก็ ช่วยบอกเขาทีว่าผมขอโทษ และมันไม่ใช่ความผิดของพี่ ขอให้พี่ใช้ชีวิตต่อไปให้ดี ผมรู้ว่าทำแบบนี้ไป พี่ก็คงรู้สึกผิด และต้องโทษตัวเองแน่ๆ เพราะอย่างนั้นผมถึงต้องขอโทษไง ที่ผมทำไปทั้งหมดคงเห็นแก่ตัวมากใช่มั้ย ผมถึงบอกพี่ว่าอย่าตามใจผมมากเกินไป เพราะพี่ใจดี ผมก็เลยเสียคนแบบนี้นี่แหละ ดังนั้นพี่โกรธผมได้นะ แต่ขอโทษที่ผมไม่อยู่ให้พี่ได้บ่นอีกแล้ว ผมรักพี่นะครับ พี่รู้อยู่แล้วใช่มั้ย เพราะอย่างนั้นผมถึงอยากให้พี่มีชีวิตที่ดีไง ชีวิตที่ถึงไม่มีผมพี่ก็อยู่ได้ ส่วนผมก็จะไปเป็นดวงดาวอยู่บนฟ้า พี่จำได้ใช่มั้ยครับ ดาวบนฟ้าที่ไม่มีคังดงโฮ ไม่มีความสุข แต่ก็ไม่ต้องเศร้าเช่นเดียวกัน… พอผมเขียนแบบนี้ คนคงเอาไปพาดหัวข่าวฉาวๆแบบนักศึกษาคลั่งรัก หรืออะไรประมาณนั้นแน่ๆ แต่ผมไม่สนหรอก ก็เพราะถึงตอนนั้นผมก็ไม่รู้อะไรแล้วนี่หน่า… ขอโทษ ขอบคุณ และลาก่อน สามคำนี้สำหรับผมแล้ว เมื่อพูดกับพี่ ทุกๆคำมันก็หมายความว่า “ผมรักพี่” เหมือนกันนั่นแหละ ดังนั้นสุดท้ายแล้ว ผมจะไม่ทำตัวแบบละครที่ขอให้พี่ลืมผมหรอก เพราะต่อให้อยากลืมก็ลืมไม่ได้แล้วใช่มั้ย เพราะอย่างนั้นจำผมเอาไว้นะครับ เพราะผมเองก็คิดถึงพี่จนถึงวินาทีสุดท้ายเช่นกัน

ขอโทษคนเจอจดหมายคนแรกด้วยนะครับ คงน่าขนลุกใช่มั้ยล่ะ แต่ผมพูดจบแล้วล่ะ ในห้องของผมมีข้าวของมีค่านิดหน่อย เสื้อผ้า กับชีทเรียน ถ้าเห็นว่าพอจะทำประโยชน์ได้บ้างก็เอาไปแจกได้นะครับ หรือจะทิ้งไปก็ได้ ผมจัดเอาไว้แล้วล่ะ

คุณคงมองว่าผมโง่และคิดสั้น ก็คงเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ผมต้องการ ดังนั้นช่วยเคารพการติดสินใจกันหน่อยนะครับ

 

เวลา 3:48 กับฤดูฝนที่มาถึงสักที

ไล ควานลิน’

 

 

            น้ำตาของคังดงโฮหยดลงบนหน้ากระดาษตรงตัวอักษรคำว่ารักอย่างเงียบงัน…

= End =

 

Talk: นี่ฉันเขียนอะไรออกมา orz' กราบขออภัยทุกท่านที่เข้ามาอ่าน เป็นการเขียนฟิคด้วยความมึนมากค่ะ ส่วนตัวเป็นคนชอบโทนหม่นๆ  [จริงๆฟิคแก้บนควรเป็นเรื่องที่แฮปปี้ไม่ใช่เรอะ!?] ผิดพชาดประการใดต้องขออภัย​ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ​ ไม่ได้แต่งฟิคนานมากแล้วจริงๆ ฮรืออ


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ReignOverME จากทั้งหมด 66 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 เมษายน 2562 / 04:22
    ตามมาจากจอยค่าา☺️อยากเฟบเก็บไว้
    #1
    0