คัดลอกลิงก์เเล้ว

[Fic]League of Legend: We don’t know how many next year left [Smeb/Reignover]

โดย ReignOverME

เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะมีปีหน้าเหลืออยู่สักกี่ครั้ง...//ฟิคแสนมโนและเมากาว//

ยอดวิวรวม

149

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


149

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


4
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  14 ก.ย. 60 / 11:11 น.
นิยาย [Fic]League of Legend: We don’t know how many next year left [Smeb/Reignover] [Fic]League of Legend: We don’t know how many next year left [Smeb/Reignover] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

We don’t know how many next year left. 
เราไม่รู้หรอกว่าจะมี ปีหน้าเหลืออยู่อีกสักกี่ปี



Talk: ฟิคเมากาว มีความสมองเบลอตั้งแต่KTแพ้ ทำใจไม่ได้ค่ะ ฮรืออ เขียนฟิคเรื่องนี้ออกมาแบบกาวมาก มึนๆอึนๆไปสักหน่อย แต่ถ้ามีคนอ่านรบกวนคอมเม้นท์ทีนะคะ ถ้าถึงจุดที่เราแต่งฟิคLoLแล้วไม่มีสักคอมเม้นท์เราจะเลิกเขียนค่ะ เก็บไว้มโนคนเดียวพอ T-T
ปล.สายเวิร์ลปีนี้ คนเชียร์ทั้งLongzhu Immortals และGAMอย่างเราปวดใจมาก พี่ท่านเล่นอยู่สายเดียวกันหมดเลย ร้องไห้แปป555+


ลงภาพสักเล็กน้อยเผื่อคนไม่เข้าใจทำไมเราชิพคู่นี้ เค้าเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่สมัยIMค่ะ (ปัจจุบันทีมIMก็คือลองชูที่ได้แชมป์LCKนั่นแหล่ะค่ะ) ถึงไม่ค่อยได้่เจอกันแต่พอเจอกันทีก็ไปไหนมาไหนด้วยกันนะคะ กดไลค์igกันตลอด ปีก่อนเรนจ์ยังไปนั่งเชียร์lckกับเสม็บและไทเกอร์อยู่เลย เพื่อนเก่าเรนจ์แกทั้งนั้น ตัวอยู่เมกาแต่เพื่อนทั่วถึงทั้งเกาหลี เมกา ยุโรป55

I just want someone look at me the way Smeb look at RO hahahaha
 













เนื้อเรื่อง อัปเดต 14 ก.ย. 60 / 11:11



We don’t know how many next year left. เราไม่รู้หรอกว่าจะมี ปีหน้าเหลืออยู่อีกสักกี่ปี
Pairing: Smeb/Reignover
Warning: เป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งขี้มโนเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นจริงใดๆ ไทม์ไลน์ในเรื่องบางอย่างจะไม่ตรงกับในโลกแห่งความเป็นจริงนะคะ

 


We don’t know how many next year left


________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________________

ผมมองดูแสงเงาจากกระจกหลากสีที่สะท้อนลงบนใบหน้าซีกหนึ่งของเขา
 ส่วนหนึ่งในหัวใจบอกว่า ต่อให้ต้องผิดต่อพระเจ้าองค์ไหนก็ตาม ผมก็ยังเลือกจะรักเขาอยู่ดี

 

,

                แสงสปอร์ตไลท์ที่ทำให้ตาพร่ามัว เสียงตะโกนของผู้คนที่ผ่านมาแล้วก็หายไปจากการรับรู้ ปีนี้สำหรับผมนั้นจบลงแล้ว และไม่ว่าด้วยความผิดหวัง เสียใจ หรืออะไรก็ตามแต่ หากผมไม่กล้าที่จะมองไปยังคนดู ผมไม่อยากเห็นความผิดหวังของพวกเขา เราเป็นทีมที่รวบรวมผู้เล่นระดับสูงรวมถึงอดีตแชมป์โลกไว้ด้วยกัน จุดประสงค์ของพวกเราชัดเจนมาตั้งแต่แรกและเหล่าแฟนคลับก็รู้ดีว่า KT ชุดนี้คือทีมที่ตั้งใจจะมาโค่นบรรลังก์พระเจ้าและคว้าตำแหน่งแชมป์โลก2017 แต่ผลที่ออกมาก็คือ ต่อให้เราทำผลงานได้ดีเท่าไหร่ ผู้เล่นของทีมเราได้รางวัลมากมายแค่ไหน แต่พวกเรากลับไม่ได้แม้แต่สิทธิ์ที่จะเข้าไปแข่งWorld Championshipเสียด้วยซ้้ำ

                มันเจ็บปวดที่เราพลาดในเรื่องเดิมๆ เจ็บปวดที่เราทำให้ทีมผิดหวัง ทำให้คนที่คอยเป็นกำลังใจให้เรามาตลอดตั้งแต่ต้นซีซั่นผิดหวัง... แต่ผมก็ต้องยอมรับ ทั้งIMที่ปัจจุบันคือลองชู พวกเขาทำผลงานได้ดีจริงๆ เอาชนะSKTในรอบชิงแชมป์LCK ทำให้เขาได้รับซีทแรกในการเข้าสู่เวิร์ล และนั่นหมายถึงการที่ตารางจะผลักKTให้ต้องไปชิงซีทที่สาม และเราก็พลาด... กับสกอร์3-0ที่เราไม่เคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น แสดงชัดเจนว่าSSGเหมาะสมแล้วกำตำแหน่งซีทสามในการไปWorld 2017

                ไม่มีการแข่งอื่นใดที่เหลืออยู่อีกแล้วสำหรับผู้แพ้ LCKไม่ได้รับสิทธิ์ในการส่งทีมไปเล่นในรอบPlay in บางทีอาจดูไม่ยุติธรรมสำหรับลีคที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างเกาหลีที่ไม่ได้รับสิทธิ์นี้ทั้งๆที่มาตรฐานลีคของเรานั้นสูงกว่าที่อื่น แต่หากมองในทางกลับกัน การที่ทีมจากLCKจะได้ไปลงรอบPlay inอีก ก็คล้ายกับการันตีได้เลยว่าเกาหลีจะมี4ทีมในWorld Championship และทางไรออทคงไม่ปลื้มนักหรอก
                บรรยากาศภายในทีมแปลกไปหมด ทุกคนต่างก็ผิดหวัง ผมเข้าใจดี พวกเราไม่เคยคิดมาก่อนจริงๆว่าเราจะไม่ได้ไปเวิร์ลในปีนี้ทั้งๆที่เราทำผลงานได้ดีมาตลอด ผมเก็บของเพื่อกลับไปอยู่กับครอบครัว ในเมื่อซีซั่นนี้สำหรับพวกผมจบลงแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องอยู่ที่เกมมิ่งเฮาส์อีกต่อไป
                จากเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผมคิดถึงใครบางคน ซึ่งในปีที่แล้วประสบกับเหตุการณ์คล้ายกันนี้ เขาบอกผมว่า ไม่สำคัญหรอกว่าจะทำผลงานได้ดีขนาดไหน ชนะมากเท่าไหร่ ได้รางวัลผู้เล่น
MVPหรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ชนะแมทช์สำคัญที่ตัดสินผู้เข้ารอบไปแข่งWorld ตลอดทั้งซีซั่นที่ผ่านมาก็จะไร้ความหมายไปเลย... ตอนนี้ผมเข้าใจความรู้สึกของเขาแล้ว
                และผมก็คิดถึงเขาเหลือเกิน....

                ผมเปิดดูอินสตราแกรม พบรูปของเขาในชุดยูคาตะสีขาวที่ถูกแทคมา พร้อมแชร์โลเคชั่นที่วัดอาซาคุสะ ใช่แล้ว... ญี่ปุ่น คนใจร้ายอย่างคิมยูจินที่พอกลับเกาหลีมา ไม่ทันจะอยู่ดูผมแข่งก็บินไปเที่ยวโตเกียวซะแล้ว
                ผมถอนหายใจออกมาเมื่อไม่พบแม้แต่ข้อความใดๆจากคนในรูป เอาเถอะ เขาคงยังไม่รู้ผลการแข่งละมั้ง ผมคิด จากนั้นก็มุ่งหน้ากลับไปที่บ้าน ไปหาครอบครัวที่ไม่ว่าผมจะแพ้หรือชนะ พวกเขาก็ยังคงมีรอยยิ้มและคำพูดอ่อนโยนให้ผมเสมอ ความเสียใจและผิดหวังดูเหมือนจะหายไปหลายส่วนเมื่อแม่กอดผม มันคงผ่านไปได้ยากกว่านี้ถ้าหากไม่มีคนที่รักและเข้าใจเราคอยอยู่ข้างๆ...
                เป็นเวลาค่อนข้างดึกกว่าที่ผมจะได้รับข้อความแรกจาก
Reignover ผมรีบกดเข้าไปอ่านในทันที
               
นายโอเคใช่มั้ย?’
               
โอเคสิ นายคิดว่าฉันเป็นใครกัน หือ ผมพิมพ์ตอบกลับไป ถึงแม้ว่าความจริงผมจะรู้สึกไม่ค่อยดีก็ตาม แต่มันเป็นนิสัยไปแล้วที่จะกวนประสาทคนแบบนี้ กระทั่งกับคนที่เป็นทั้งเพื่อนสนิททั้งแฟนก็ตามที
               
เออ ฉันลืมไปว่านายมันคนเก่ง
ผมแทบจะจินตนาการถึงรอยยิ้มและเสียงถอนหายใจของเขาได้ในทันทีเมื่ออ่านประโยคนั้น
               
ส่วนนายก็เป็นคนใจร้าย ฉันแข่งทั้งทีก็หนีไปเที่ยวซะได้
                ‘โว้ๆ ไหนคุยไว้ว่าแบกได้ชิวๆไง แล้วฉันก็จองตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว ช่วยไม่ได้
                ‘ครับๆ กระผมผิดเองแหละ แล้วนี่จะกลับเมื่อไหร่?’
                ‘ทำไม คิดถึงหรอ?’
                เออ คิดถึง มากด้วย
 เขาคงไม่คิดว่าผมจะตอบไปตรงๆแบบนั้น ข้อความตอบกลับถึงได้เว้นระยะไปช่วงหนึ่ง ซึ่งปกติผมก็คงจะกวนเขาไปตามประสา แต่ไม่ใช่ในตอนนี้ ความผิดหวังที่ได้รับจากการพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่ลืมไปได้โดยง่าย สำหรับโปรเพลย์เยอร์แล้วการไปเวิร์ลก็คือเป้าหมายสำคัญด่านแรกในแต่ละปี โดยเฉพาะกับทีมในLCK พวกเราต่างก็หวังจะเป็นแชมป์โลกให้ได้ ตอนนี้ผมยอมรับว่าต้องการกำลังใจจากคนรอบข้าง เพื่อน ครอบครัว และจากเขา...
               
ไม่นานหรอก มะรืนนี้ก็กลับแล้ว
                เขาตอบกลับมาในที่สุด พวกเราคุยอะไรต่อจากนั้นเล็กน้อย ก่อนที่จะบอกลากันเมื่อพบว่ามันดึกมากแล้ว
ผมล้มตัวลงนอน ในขณะที่หลับตาก็คาดหวังให้เวลาที่ผมจะได้เจอกับเขามาถึงโดยเร็ว....

*************

เวลาสองวันผ่านไปแบบค่อนข้างซึมเซา ผมไม่ได้คุยเรื่องอนาคตของทีมเลย ไม่มีใครคุย ทุกคนต่างรู้ว่ามันไม่ใช่เวลาที่สมควร เช่นเดียวกับที่ลึกๆแล้วก็รู้ว่าปีหน้า KTชุดนี้ก็คงไม่มีอีกแล้ว
                ผมไม่ได้ไปรับยูจินที่สนามบิน แต่กลับนัดเจอกันในวันถัดมาแทน สิ่งแรกที่เขาทำเมื่อเราเจอกันคือกอดผม หนึ่งคือเป็นการทักทาย อีกหนึ่งคือการปลอบใจ
                “นายผอมลงรึเปล่าเนี่ย”เขาพูดขึ้น หลังจากมองสำหรวดผมขึ้นๆลงๆ ในขณะที่ผมก็จ้องเขากลับไปเช่นกัน การที่เล่นอยู่ในลีคคนละทวีป ทำให้ในปีนึงเราได้พบกันไม่บ่อยนัก ส่วนมากก็คือช่วงพักระหว่างซีซั่น และผมบอกได้เลยว่าเขาดูเปลี่ยนไปทุกครั้งที่เจอ ตอนอยู่
IM Reignoverก็เป็นแค่เด็กหนุ่มตัวผอมแห้งคนหนึ่ง พอกลับมาจากFnatic เขาก็ดูดีขึ้นผิดหูผิดตา ทั้งรูปร่างที่ไม่ได้ผอมเกินไป ทำผมสีน้ำตาลที่ดูน่ารักสุดๆ เช่นเดียวกับปีที่แล้วซึ่งเขาไปจัดฟันมา ส่วนปีนี้... ผมบอกได้เลยว่าอาหารในอเมริกาคงดีอย่างที่เจ้าตัวเคยพูดไว้จริงๆ
                “ส่วนนายก็อ้วนขึ้นอีกแล้ว”ผมพูด แล้วโยกตัวหลบศอกของอีกฝ่าย ยูจินหัวเราะแล้วกอดไหล่ผมแทนอย่างไม่คิดถือสาอีก
                “อันนี้ยอมรับก็ได้ นายต้องลองมาอยู่อเมริกา ของกินดีเป็นบ้า”

                ทอปเลนหัวเราะออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น เรื่องสถานที่ในการประกอบอาชีพโปรเพลย์เยอร์ พวกเขาคุยกัน ทะเลาะกันไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว สุดท้ายจึงได้ข้อตกลงกันว่าจะไม่ก้าวก่ายกัน ผมจะไม่เรียกร้องให้เขากลับมาเล่นในLCKถ้าเขาไม่ต้องการ เช่นเดียวกับที่เขาจะไม่บอกให้ผมย้ายไปLCSเช่นเดียวกัน บนความสัมพันธ์ระยะไกลที่ดูเหมือนจะยากลำบาก แต่ก็แปลกที่พวกเราผ่านมันมาได้สามปีอย่างค่อนข้างราบรื่น อาจเป็นเพราะเรารู้จักกันมาดีจากการเป็นเพื่อนกันมาก่อนก็เป็นได้ ทุกอย่างตั้งอยู่บนข้อแม้เดียวที่ว่า หากใครอยากคบคนอื่นให้บอกกันตรงๆ ซึ่งน่าดีใจที่มันยังไม่เกิดขึ้นสักครั้ง
                ผมและเขาต่างเดินไปพลางคุยไปพลาง สถานที่นัดเจอของเรายังคงเป็นห้างสรรพสินค้าแห่งเดิมซึ่งมาด้วยกันบ่อยๆ กินข้าวที่ร้านเดิมๆ แต่สำหรับผมแล้ว แม้มันจะเป็นอะไรที่ดูเรียบง่ายจำเจ แต่เมื่อได้อยู่กับยูจินมันก็เป็นสิ่งที่พิเศษเสมอ อาจเพราะในปีนึงเรามีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก เสียงที่ได้ยินผ่านหูฟังเทียบไม่ได้กับรอยยิ้มและเสียงที่ดังอยู่ข้างหู เขาอยู่ตรงนี้ มีตัวตนและสัมผัสได้ ไม่ใช่เพียงผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ทมาจากอีกฟากหนึ่งของโลก และผมสงสัยว่าเขาจะรู้สึกเหมือนกันมั้ย บางทีอาจจะไม่... ยูจินเป็นประเภทที่บางครั้งขี้เกียจเกินกว่าจะใส่ใจกับสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้
                พวกเราเดินเตร่ไปเรื่อยๆ ผ่านสวนที่ร่มรื่นเข้ามายังโบถส์คริสต์สีขาว ผมเองเป็นเหมือนคนเกาหลีส่วนใหญ่ที่ไม่มีศาสนา หมายถึง ผมไหว้พระได้ เข้าโบถส์ได้ แต่ยูจินนั้นเป็นคริสเตียน ในช่วงเวลาอันยากลำบากที่ต่างแดน ห่างไกลจากครอบครัวและประเทศบ้านเกิด ในเวลาที่ผมไม่สามารถอยู่ข้างๆเขา เขาบอกว่าพระเจ้าคือที่พึ่งทางใจที่ดี การสวดภาวนาทำให้ได้รับพรซึ่งก็คือความมั่นใจกลับคืนมา และผมก็เคารพในความเชื่อของเขา
                ศิลปะแบบโกรธิค รูปสลักพระเยซูสีขาวและกระจกสีรูปนักบุญและเหล่าเทวดา ประกอบกับภายในซึ่งไร้ผู้คนทำให้บรรยากาศดูขลังอย่างประหลาด พวกเรานั่งอยู่บนม้านั่งยาว ไร้ซึ่งบทสนทนาอยู่ครู่หนึ่ง
                “นายโอเคจริงๆใช่มั้ย”ในที่สุดเขาก็เอ่ยปากถามผมออกมาอีกครั้ง ดวงตาใต้เลนส์แว่นดูจริงจัง และผมรู้ดีว่าเขาเป็นห่วงผมมากแค่ไหน
                “จริงๆก็ไม่”คราวนี้ผมตอบกลับไปตรงๆ “ฉันไม่คิดมาก่อนเลยจริงๆว่าปีนี้จะไม่ได้ไปเวิร์ล... มันก็เลย ไม่รู้สิ เหมือนใจหาย
? เสียใจ เจ็บใจ ปนๆกันไปหมด”
                “ฉันเข้าใจ”
Reignoverกล่าว เขาพูดเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆไม่ใช่เพียงแค่พูดส่งๆไปเท่านั้น “ปีก่อนในIMT ทั้งๆที่ทุกคนต่างก็คิดว่าทีมจะชนะLCSแล้วได้ไปเวิร์ล แต่สุดท้ายเราก็แพ้อยู่ดี มันยากที่จะทำใจยอมรับ คยองโฮ ฉันเข้าใจนายดีเลยล่ะ”
                ยูจินหันมามองผม เขายังคงมีรอยยิ้มแบบเดิมที่มักประดับอยู่บนใบหน้า รอยยิ้มอ่อนโยนเอาใจใส่ที่ทำให้คนมองรู้สึกสบายใจเสมอ
                “ปีหน้าเรามาพยายามด้วยกันใหม่ ส่วนตอนนี้... คิดซะว่าฉันก็ไม่ได้ไปเวิร์ล นายก็ไม่ได้ไป เราก็ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันมากขึ้นไง”
                 ประโยคนั้นเป็นเหมือนอ้อมกอดที่ถาโถมมาสู่หัวใจของผม มันทั้งอบอุ่น แต่ก็รู้สึกสะท้านด้วยคลื่นความคิดบางอย่างที่ประดังประเดเข้ามา มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายออกมาเป้นคำพูดไม่ถูก
                ปี
หน้า? จะมีปีหน้าอีกสักกี่ครั้งกัน? เราไม่สามารถลงแข่งไปตลอดชีวิตได้ อย่างมากคงอีกสักสามปีหรือห้าปี แล้วจากนั้นก็ต้องวางมือ
                ปีหน้า? ผมมองหน้ายูจิน ไม่รู้ว่าจะมีปีหน้าอีกสักกี่ครั้งที่เขาจะกลับไปอเมริกา หรือยุโรป ผมไม่คิดว่าเขาจะกลับมาที่LCKหรอก ยูจินรักอเมริกา และเขามีเพื่อนมากมายอยู่ที่นั่น  
                ปีหน้า... เราต่างมีคำว่าปีหน้าน้อยลงทุกที ผมไม่อยากนึกถึงมันเลย ผมกลัวว่าสักวันหนึ่งจะไม่มีคำว่าปีหน้าอีกต่อไป ไม่มีปีหน้าสำหรับการพยายามเพื่อไปให้ถึงแชมป์โลก ไม่มีปีหน้าสำหรับการเฝ้ารอเขากลับมาอยู่ข้างๆผม...
                ชีวิตของมนุษย์เราเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน สี่ปีก่อนพวกเรายังเป็น
Incredible failure ปีถัดมาพวกเราก็ได้ไปเหยียบเวทีเวิร์ลแชมป์ ปีก่อนผมเป็นทอปเลนที่เก่งที่สุดในโลก ขณะที่ปีนี้ผมกลับกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความล้มเหลวของซุปเปอร์สตาร์ทีมอย่างKT
               
ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้ผมนึกกลัวขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง ผมจับมือเขาเอาไว้ และมันคงสั่น ยูจินถึงได้มองมาด้วยสายตาสงสัยแบบนั้น
                “ฉันไม่รู้เลยว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น มันอาจจะแย่ไปกว่านี้ ทั้งในลีค แล้วก็เรื่องของเรา ฉันต้องทำยังไงนายถึงจะอยู่ข้างๆฉันยูจิน ในปีหน้า ปีต่อๆไป...”ผมพึมพำ ความอ่อนแอของจิตใจทำให้สภาพอารมณ์ของผมไม่มั่นคง ผมเริ่มจิตนาการแย่ๆถึงอนาคตที่เส้นทางอาชีพของผมจะตกต่ำลงอีก อนาคตที่
Reignoverจะไม่กลับมาเกาหลี เขาอาจจะทิ้งผมไป หรืออะไรก็ตามแต่ ผมนึกถึงพี่ชานยอง งานแต่งงานของเขาที่ผมเองก็ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่สำหรับผมกับยูจิน... มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
                “ถ้าเกิดว่าสักวันหนึ่ง...”ผมเริ่มพูด ยังคงจับมือของเขาเอาไว้ “ในอนาคต ที่ในสักแห่ง จะเป็นไปได้มั้ยที่นายกับฉันจะแต่งงานกัน”
               
Reignoverอึ้งไปเล็กน้อยกับคำถามที่ได้ยิน เขามองดูคนตรงหน้า Smebในตอนนี้ดูทั้งสับสนและเจ็บปวดกับอะไรบางอย่าง ซึ่งเขาคิดว่าตัวเองเข้าใจมันดี ตัวเขาเคยเป็นยิ่งกว่านี้สมัยที่เกือบจะกลายเป็นโรคซึมเศร้า สำหรับผู้เล่นที่เก่งและพรสวรรค์สูงอย่างคยองโฮ การที่สิทธิ์ไปเวิร์ลซึ่งเคยอยู่ในมือหลุดลอยไปเป็นเรื่องที่ทำใจลำบาก อันที่จริงก็ลำบากสำหรับทุกคนในKT. League of Legendเป็นเกมที่ความมั่นใจส่งผลต่อเกมสูง และเมื่อแพ้ทั้งๆที่ทำได้ดีมาตลอดทำลายความมั่นใจเหล่านั้น พวกเขาเป็นทีมที่รวบรวมเอาผู้เล่นที่โด่งดังของเกาหลีมาไว้ด้วยกัน ก็คล้ายกับIMTซึ่งรวมเอาผู้เล่นดังๆในLCSมาฟร์อมทีม แน่นอนว่าการเล่นในทีมแบบนี้ล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวังของทั้งทางเพลย์เยอร์ องค์กรณ์ และแฟนๆที่คอยติดตาม
                “อันที่จริง... เรื่องฉันกับนายมันผิดต่อพระเจ้า รู้มั้ย”เขาพูดออกไปในที่สุด ในฐานะที่นับถือศาสนาคริสต์ ความรักของคนเพศเดียวกันนั้นผิดต่อคำสอนอย่างเห็นได้ชัด “ถ้าเป็นหลายสิบปีก่อน มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ฉันจะคบกับนาย แต่พอเวลาผ่านไป โลกก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช่ เราไม่รู้อนาคตหรอก แต่มันก็ไม่ใช่ทุกๆเรื่องที่จะเปลี่ยนไปในทางเลวร้ายหรอกนะ”
จังเกิ้ลเลอร์บีบมือของอีกฝ่ายเบาๆ และแม้จะน่าเก้อเขินในการจะเอ่ยออกมาสักหน่อย แต่สุดท้ายเขาก็พูดประโยคต่อมาว่า
                “ถ้าในอนาคตพวกเรายังเหมือนเดิมล่ะก็... ฉันว่าฉันคงจะตอบตกลงนะ กับคำขอแต่งงานของนาย”
พูดแล้วก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนจนต้องเบือนหนีไปอีกทาง เขาไม่ใช่คนที่จะพูดเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้อย่างไม่กระดากปากอย่างคยองโฮ เมื่อฝืนพูดออกไปจึงรู้สึกวางตัวไม่ถูกในทันที
               
Smebหันมามองคนที่พอให้คำตอบเสร็จก็รีบหันหน้าหนี รู้สึกติดสตั้นไปเล็กน้อยก่อนที่จะหัวเราะออกมา ผลคือโดนคนข้างๆศอกเข้าเต็มๆ
                “โทษทีๆ แต่เห็นเวลานายเขินแล้วตลกดี”ผมพูด พยายามจะกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ในตอนนี้หัวใจและสมองรู้สึกปลอดโปร่ง ความคิดด้านลบบ้าบอต่างๆนาๆปลิวหายไปจนหมดสิ้น ใช่... อนาคตมันไม่แน่นอน ไม่ใช่ทุกสิ่งจะสวยงามเหมือนที่ฝัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างมันจะแย่ อย่างน้อยการกระทำของตัวเราก็กำหนดอนาคตได้บางส่วน และผมพร้อมจะสู้เพื่อที่ไปให้ถึงจุดสูงสุดของอาชีพโปรเพลย์เยอร์ พร้อมๆกับที่จะรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้อย่างหวงแหนเช่นเดียวกัน
               
ผมมองดูแสงเงาจากกระจกหลากสีที่สะท้อนลงบนใบหน้าซีกหนึ่งของเขา ส่วนหนึ่งในหัวใจตะโกนบอกว่า ต่อให้ต้องผิดต่อพระเจ้าองค์ไหนก็ตาม ผมก็ยังเลือกจะรักเขาอยู่ดี
                ผมใช้สองมือจับหน้าของเขาให้หันมาสบตาด้วย แล้วยิ้มกว้างจนตาหยี
                “รักนายนะยูจิน”
                ความอบอุ่นของผิวเนื้อ สัมผัสบางเบาจั๊กจี้ของเส้นผมที่ระอยู่บนหลังมือ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มใต้เลนส์แว่น ทั้งหมดนี้คือปัจจุบันที่แสนสำคัญของผม
                “รู้อยู่แล้วน่า”
                และจะเป็นอนาคตที่ผมสัญญากับตัวเองว่าจะรักษาไว้ให้ได้ตลอดไป ไม่ว่าจะเหลือปีหน้าอีกสักกี่ครั้งในชีวิตของผมก็ตาม....

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ ReignOverME จากทั้งหมด 66 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 ตุลาคม 2560 / 19:38
    งืออออ ทำไมเพิ่งเจออออ เดะจะไล่เม้นท์ใหหมดเลยตัวเอง*w*) เดี๋ยวนี้หาคนแต่งฟิคแอลไม่ค่อยได้แล้ว แล้วยิ่งคู่แรร์ๆแบบนี้ด้วยย /แต่นั่งอ่านไปแล้วน้ำตาจะไหล อย่างอิน 555/
    #2
    2
    • 8 ตุลาคม 2560 / 19:39
      แอบเซ็งด้วย ตอนแรกนึกว่า KT จะเข้าไปกับ SKT แท้ๆ ........ /ปาแซมซังในมือทิ้ง/
      #2-1
    • 9 ตุลาคม 2560 / 11:29
      ขอบคุณสำหรับเม้นท์ค่า ฟิคแอลไม่ค่อยมีคนอ่านเลย ยิ่งเป็นฟิคโปรเพลย์เยอร์ที่ไม่ได้อยู่SKTยิ่งหาคนอ่านยาก คนส่วนมากดูแต่ลีคLCKหรือเฉพาะที่SKTแข่ง orz
      ปีนี้KTไม่ได้ไปไรท์ก็เชียร์LZแทนค่ะ เป็นทีมที่ติดตามมาตั้งแต่ยังเป็นIM ฮาา
      #2-2
  2. #1 Ewell (@Ewell) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 03:05
    เมปที่ขอแต่งงานแบบโต้งๆกับเรนจ์ที่ตกลงแบบเขินๆนี่มันน่ารักมาก ดราม่าอยู่ดีๆก็หวานน้ำตาลขึ้น เตรียมใจไม่ทัน ขอแว่นกันแดดด้วยค่ะความรักเข้าตา @w@//แอบเสียดายแทนktเหมือนกันค่ะ มาต้าเป็นโปรคนแรกๆที่เราชอบเลย ถึงตอนนี้จะติ่งเพิ่มหลายคนมาก แกก็ยังอยู่ในลิสเสมอ นี่เชียร์ssgแต่แมทช์นั้นก็ทำปวดไตแท้ๆ._.
    #1
    1
    • #1-1 MyDearGackt (@moresocool) (จากตอนที่ 1)
      14 กันยายน 2560 / 11:25
      ฟิคสนองนี้ดค่ะ กาวมาก555 // เราก็ชอบมาต้าค่ะ แต่หลังๆนางคอลไฟท์แปลกๆไงไม่รู้TvT ขอบคุณสำหรับคอมเม้นท์ค่า ดีใจมาก ฮรือ
      #1-1