แว่วเสียงการเวก [Yaoi] [จบแล้ว]

ตอนที่ 27 : ความรัก [บทส่งท้าย] [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,878
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 339 ครั้ง
    12 พ.ย. 60




















หลังจากวันที่ผมไปถามหลวงลุงก็ผ่านล่วงเลยมาสองเดือนแล้ว

ทุกอย่างในชีวิตของผมยังดำเนินไปตามปกติ ผมยังคงใช้ชีวิตเหมือนเด็กนักศึกษาทั่วไปตามปกติ ทั้งตามเก็บซัมเมอร์อย่างขะมักเขม้นจนจบคอร์สมาจนได้ ทั้งจัดการเก็บกิจกรรมต่างๆ นาๆ ชดเชยช่วงที่หยุดเรียนจนเรียบร้อยตามประสาเด็กเรียนทั่วๆ ไป แม้จะเหงาไปบ้างที่ต้องเรียนซัมเมอร์ตามลำพัง เพราะทั้งไม้ทั้งทีนก็ต่างแยกย้ายกันกลับบ้านกันหมด แต่เพราะผมมักจะหาโอกาสไปเยี่ยมหลวงลุงบ้าง ไปหาพี่หมอพจน์ที่โรงพยาบาลบ้าง ก็เลยพอจะคลายเหงาไปได้บ้าง

ทุกอย่างดูธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ผมรู้อยู่แก่ใจดี ว่าใจของผมมันไม่เหมือนเดิม

ผมกำลังเฝ้ารอ...รอพวกเขาทั้งสองคนอย่างใจจดใจจ่อ เรื่องของพวกเรามันคาราคาซังมาเนิ่นนานเกินไปจนผมตัดสินใจว่า เป็นตายร้ายดียังไง เรื่องทั้งหมดก็ต้องจบลงในชาตินี้ แต่ไม่ว่าจะเฝ้ารออย่างตั้งใจแค่ไหนผู้คนรอบข้างผมก็ยังเป็นคนหน้าเก่าๆ เหมือนเดิม

....ไม่มีวี่แววของหมอหรือคุณเปรมเลย....

คำสัญญาที่ผมพูดออกไป ถ้าผมทำไม่ได้หมอจะโกรธผมไหมนะ

เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันนะ...

อ้วน พี่หมอมาแล้วลูก

เสียงตะโกนเรียกจากชั้นล่างของแม่ทำให้หลุดจากภวังค์ ผมกุลีกุจอกวาดของทั้งหมดบนโต๊ะลงกระเป๋าสะพายใบโปรดแล้ววิ่งลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว

ผมไปก่อนนะครับแม่ เดี๋ยวค่ำๆ กลับมานะ

จ้า บอกพี่หมอขับรถระวังๆ ด้วยนะ

คร้าบ

พอพูดจบผมก็ถีบตัววิ่งไปหาคนที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน

รถเก๋งสีขาวคุ้นตากับร่างสมส่วนที่ยืนโบกมือหยอยๆ ให้ผมอยู่หน้าบ้านในเสื้อลายดอกกับกางเกงขาสั้นสีขาว

ดูอีกกี่ทีก็ตลกเหมือนเดิม

ผมหลุดขำให้กับการแต่งกายที่เหมือนลืมส่องกระจกออกจากบ้านของอีกฝ่ายแล้วยกมือไหว้

สวัสดีครับพี่หมอ

ขำขนาดนี้ไม่ต้องเรียกพี่แล้วมั้ง

อะ พูดเองนะพจน์

เอ้อ ไอ้นี่ก็ยุง่ายเนอะ

พอพูดจบพวกเราก็ปล่อยหัวเราะออกมาพร้อมกัน

พี่หมอพจน์เป็นคนสบายๆ ไม่ต่างกับอาเจ้ในอดีต ผมสามารถพูดหยอกล้อกับเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ พอๆ กับที่เขาเองก็ดูจะขี้อวยผมในหลายๆ ด้านเหมือนอาเจ้ไม่มีผิด ทุกครั้งที่ไปหาเขาที่โรงพยาบาล คนขี้อวดก็จะหนีบคอผมแล้วเดินบอกคนในวอร์ดไปทั่วว่าผมเป็นน้องชายของเขา

พอนึกถึงเรื่องในอดีต ผมก็พาลนึกไปถึงหลวงลุงไปด้วย

หลวงลุงคือคุณชื่น แม้ท่านจะไม่เคยพูดยืนยันความคิดของผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทุกอย่างที่ผมสัมผัสได้มันแจ่มชัดยิ่งกว่าคำพูดใดในโลกหล้า บรรยากาศที่โอบล้อมรอบตัวของหลวงลุงไม่ต่างจากคุณชื่นเลย 

ความอบอุ่น อ่อนหวาน อ่อนโยนและเฉลียวฉลาด ความรู้สึกที่มองแล้วรู้สึกว่าคนๆ นี้แตกต่างจากทุกคนที่เคยเจอ ความรู้สึกของคนที่มองแล้วรู้สึกน่าเคารพ ทุกอย่างที่ผมสัมผัสได้จากหลวงลุงคือทุกอย่างที่ผมเคยสัมผัสได้จากคุณชื่น

เหมือนท่านเองก็รู้ว่าผมรับรู้ตัวตนของท่านในแง่ไหน ท่านจึงเลือกที่จะเรียกคุณเปรมว่าคุณเปรมโดยไม่คิดจะปิดบัง

ผมยังจำเรื่องเล่าของท่านในครั้งล่าสุดที่ผมไปเยี่ยมท่านได้ดี


คุณเปรมท่านรักกรวิกมาก...มากเสียจนอาตมายังไม่แน่ใจเลยว่าจะรักใครแบบนั้นได้ไหม หลังจากกรวิกตาย ท่านก็เอาแต่ทำงานตามหาฆาตกรจนเจอ ท่านสั่งให้แม่อิ่มปรุงขนมไทยสูตรของบ้านกรวิกรับประทานทุกวัน อีกทั้งยังช่วยใช้หนี้ให้บ้านกรวิกจนหมด หลังจากมีลูกกับคุณชื่นได้คนหนึ่ง ท่านก็ไม่แตะต้องคุณชื่นอีกเลย อีกทั้งยังคอยดูแลคุณชื่นไม่เคยขาด แต่คุณชื่นเป็นคนบุญน้อย อายุเพียงสี่สิบปีก็สิ้นใจด้วยอาการป่วย ในขณะที่คุณเปรมนั้นอายุยืนยาวถึงเก้าสิบเก้าปี ตอนที่คุณชื่นเสีย คุณเปรมอายุสักสี่สิบแปดปีได้ โยมมอสเชื่อไหม ห้าสิบเอ็ดปีที่เหลือหลังจากคุณชื่นเสีย คุณเปรมไม่เคยมีใครอีกเลย ทุกคนต่างเข้าใจกันว่าคุณเปรมรักคุณชื่นมากเสียจนไม่อาจมีใครใหม่ได้ แต่อาตมารู้ดี ท่านรักกรวิกต่างหาก เพราะกรวิกต่างหากท่านจึงครองตัวเป็นโสดจนถึงวันสิ้นลม


หัวใจผมสั่นไหวกับเรื่องเล่านั้นอย่างรุนแรง

รุนแรงมากพอที่จะทำให้ผมตกหลุมรักเขาได้อีกครั้ง


ส่วนหมอปีเตอร์นี่ อาตมาก็สุดรู้ แต่แว่วข่าวว่าเขาย้ายออกจากพระนครไป หากให้อาตมาคาดเดา คงเป็นเพราะเขาก็คงไม่สามารถใช้ชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำระหว่างเขากับกรวิกได้ คุณเปรมบอกว่านอกจากคุณเปรมแล้วก็มีหมอปีเตอร์นี่ล่ะที่รัก เจ้านกน้อยพอๆ กับท่าน


ผมจำได้ว่าแววตาของหลวงลุงเหมือนทอดมองกลับไปยังสถานที่ที่ไกลแสนไกล


คุณเปรมเป็นสามีที่ดี เป็นลูกที่ดี เป็นข้าราชการที่ดี เป็นคนดี แต่เป็นคนรักที่ไม่ดีเอาเสียเลย แต่เขาก็ยอม...ยอมจะสละความรักเพื่อรักษาทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ ในขณะที่หมอปีเตอร์เองก็เป็นคนดี เป็นหมอที่ดี เป็นคนรักที่ดี และทุ่มเทให้กับความรักยิ่งกว่าสิ่งใด เพราะเขาไม่มีอะไรให้ต้องรักษา เขามีเพียงความรักที่ต้องดูแล ในขณะที่คุณเปรมท่านมีหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่แบกไว้บนบ่า พอเป็นแบบนี้จะให้มาบอกว่าใครดีกว่าใครคงไม่ได้หรอก ต้องถามใจเรามากกว่าว่าชอบคนแบบไหนมากกว่ากัน


สายตาฝ้าฟางนั้นจับจ้องอยู่ที่ผม


แต่สุดท้ายแล้วความรักมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมากะเกณฑ์กันได้เลย เรื่องจิตใจนั้นยากจะคาดเดาเหลือเกิน ดูอย่างคุณชื่นและคุณเปรมนั่นสิ ต่างฝ่ายต่างเป็นคนดี ต่างฝ่ายต่างเหมาะสมกัน แต่สิ่งที่พวกเขามีให้กัน กลับมีเพียงความเป็นห่วงเป็นใยฉันท์เพื่อนที่ดี คุณชื่นไม่เคยรักคุณเปรมแบบคนรัก ในขณะที่คุณเปรมก็ไม่เคย


ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นหันไปทางแม่น้ำสายใหญ่


ความรักมันก็เข้าใจยากแบบนี้ล่ะโยม


ประโยคนั้นมันตรึงใจผมไม่รู้ลืม

ความรักมันก็เข้าใจยากแบบนี้เอง...ยากเกินไปด้วยซ้ำ

เอ้าๆ ถึงแล้ว

เสียงร้องเตือนจากสารถีทำให้ผมสะดุ้งเบาๆ เพราะกลัวเขาจะจับสังเกตได้ผมจึงรีบหัวเราะกลบเกลื่อน

แหม ขับเร็วจังเลยนะครับ ยังกับวิน ดีเซล

วิน ดีเซลอะไร ขับมาสี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเนี่ย เหม่อไปไหนนะเราน่ะ

ไม่ว่าเปล่ายังเอามือมาเขกหัวผมไปหนึ่งที ผมแสร้งทำเป็นลูบหัวปอยๆ แล้วเดินงอนๆ ลงจากรถจนพี่พจน์ต้องกระโดดมาคว้าคอไปยีหัวเล่นจนผมร้องห้ามแทบไม่ทัน

แหม นี่มันสถานที่สาธารณะนะครับ ต้องรักษามารยาทนิดนึง

ถ้าให้ท้าวความอย่างสั้นถึงสาเหตุที่พี่หมอมาอยู่ที่นี่ก็คือ หลังจากที่ผมเรียนซัมเมอร์จบแล้วกลับมานอนอืดอยู่ที่บ้านได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ พี่หมอพจน์ก็โทรมาบอกว่าอยากมาเทียวจังหวัดบ้านเกิดผม แน่นอนว่าเจ้าบ้านที่ดีย่อมต้องบริการให้ถึงใจ ตอนแรกกะจะให้เขามาพักที่บ้านผมด้วยซ้ำ แต่ด้วยความขี้เกรงใจของเจ้าตัว เขาเลยแอบหนีไปจองโรงแรมเงียบๆ คนเดียวแล้วให้ผมเป็นคนนำเที่ยวอย่างเดียว โดยมีค่าจ้างเป็นการเลี้ยงอาหารอร่อยๆ หลายต่อหลายมื้อ ไอ้ผมมันก็คนนิสัยดีมีความเกรงใจเหมือนกัน เป็นเจ้าบ้านทั้งทีจะให้แขกมาเลี้ยงอยู่ตลอดก็น่าเกลียด ผมเลยถือโอกาสพาเขามาเลี้ยงข้าวมื้อใหญ่ก่อนกลับแทน

ร้านที่ผมตัดสินใจพาพี่พจน์มาเลี้ยงมื้อใหญ่ในวันนี้เป็นร้านประจำของครอบครัวผมมาตั้งแต่จำความได้ ตัวร้านเป็นอาคารไม้เก่าแก่ติดริมทะเล แว่วๆ มาว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หก ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำ แต่ก็ผุพังไปตามกาลเวลา เลยมีการต่อเติมนิด ขยับขยายหน่อยจนเป็นอาคารอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

พวกเรามาถึงก่อนเวลาจองราวครึ่งชั่วโมง ทำให้ยังไม่มีโต๊ะรองรับ ผมจึงชวนเขาไปเดินเล่นที่ชายหาดด้านหลังร้าน บรรยากาศของท้องทะเลในยามเย็นชวนให้รู้สึกดี แสงแดดสีส้มสาดส่องกระทบผืนทรายสีขาวและผืนน้ำสีคราม ใบสนทะเลที่พลิ้วไหวล้อไปกับสายลมกับแสงแดดนั้นช่างเป็นภาพที่น่ามอง

ผมนึกถึงเพลงนั้นขึ้นมาอีกแล้ว


- กริ้ง กริ้ง -


ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงบางอย่างก็ดังแทรกขึ้นมาในห้วงความคิด

คนข้างผมยกมือเป็นเชิงขอตัวแล้วเดินห่างออกไปรับโทรศัพท์ที่แผดเสียงดังไม่หยุดหย่อน

เมื่ออยู่คนเดียว ผมจึงเลือกที่จะหย่อนตัวลงนั่งแล้วปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับเกลียวคลื่นและสายลม

ชายหาดนี้เป็นหาดที่แม่ชอบพาผมมาตอนเด็กๆ มันทั้งเงียบสงบและสวยงาม เพราะความสงบนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงอิสระ

ผมอยากร้องเพลง

แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา

พระอาทิตย์สาดแสงสว่างเสียจนแสบตา

แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล ยามนี้จำต้องพรากจากดวงใจ ไกลแสนไกลสุดห่วงยอดดวงตา

คนที่ผมรอคอย เขาจะสบายดีไหมนะ

โอ้ยามเย็น จวบยามนี้เป็นเวลาสุดอาวรณ์ ยามไร้ความสว่างห่างทินกร ยามรักจำจะจรจากกันไปไป

พวกเราจะได้กลับมาพบเจอกันไหมนะ

“'Tis sundown. The golden sunlight tints the blue sea.”

ท้องทะเลสีคราม ช่วยฟังคำขอของผมที

“Paints the hill and gilds the palm tree, happy be, my love, at sundown.”

พาพวกเขากลับมาที ส่งเสียงของผมไปให้ถึงพวกเขาที

บอกพวกเขาทีว่ารีบกลับมา...กลับมาทำให้เรื่องราวของเรามันจบสักที

เสียงคุณเพราะจังเลยนะครับ

คำพูดที่ดังขึ้นมาไม่ให้สุ้มให้เสียงทำให้ผมต้องหันขวับไปมอง

เขาเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อคมอย่างคนไทย ผิวสีแทน ผมสีดำสนิทเหมือนดวงตาคมที่กำลังมองมาที่ผมอย่างอ่อนโยน

สถานการณ์แบบนี้ มันคุ้นๆ ยังไงไม่รู้

ขอบคุณครับ

แต่คราวนี้คำตอบของผมต่างออกไป

ไม่มีแล้วที่ต้องปิดบัง ผมคือมอสและนี่คือโลกที่ผมอยู่

โลกที่ผมจะเป็นตัวของผมเอง ไม่ใช่กรวิก ไม่ใช่ใครทั้งนั้น

คุณ...มาทานอาหารที่ร้านนี้เหรอครับ

ครับ ผมมากับพี่ชาย

ผมว่าพลางชี้ไปทางพี่หมอที่ยังยืนคุยโทรศัพท์หน้าตาเคร่งเครียด

เขาหันไปมองตามแล้วพยักหน้าเข้าใจ ผมจึงได้โอกาสถามกลับ

แล้วคุณล่ะครับ มาทานที่นี่ครั้งแรกหรือครับ

เขายิ้ม

ยิ้มทั้งปาก ยิ้มทั้งตา

มันเป็นลักษณะการยิ้มที่คุ้นตาผมเหลือเกิน

ครับ เพิ่งมาครั้งแรก แต่ยังไม่ถึงรอบที่จองไว้ก็เลยมาเดินเล่นก่อน ไม่คิดเลยว่าจะได้ยินคนร้องเพลงที่ผมชอบ

ผมเลิกคิ้ว

บนโลกนี้ยังมีคนชอบเพลงยามเย็นอย่างจริงจังเหมือนกับผมอยู่ด้วยเหรอ

คุณชอบเพลงยามเย็นเหรอครับ...คือผมหมายถึงใครๆ ก็ชอบเพลงนี้ แต่ทุกคนก็แค่ชอบแบบฟังได้ แต่คุณชอบแบบชอบรึเปล่าครับ

เขาหัวเราะร่วนทันทีที่ผมพูดจบ

โอเค ก็ยอมรับว่าเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องอยู่ประมาณนึง

....

อะ จริงๆ ก็พูดไม่รู้เรื่องมากๆ นั่นล่ะ

ชอบครับ ชอบมาก ไม่รู้ทำไมถึงชอบมากขนาดนี้

เขาฉีกยิ้มกว้าง

กว้างเสียจนดูสดใสกว่าพระอาทิตย์เสียอีก

คราวก่อนไปทำบุญที่วัดระฆัง ผมก็ฮัมเพลงนี้จนพระท่านถามเลยว่าทำไมถึงชอบเพลงนี้ ผมก็เลยตอบไปว่าก็ไม่รู้เหมือนกัน

พอพูดจบ เขาก็หัวเราะร่าเสียจนผมต้องหัวเราะตาม

ทำไมถึงสดใสได้ขนาดนี้กันนะ

เดี๋ยวนะ...วัดระฆังเหรอ...

...อ๋อ...คนๆ นี้นี่เองที่หลวงลุงพูดถึง...

อย่างนั้นเหรอครับ

ผมรับคำแค่นั้นแล้วไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเองก็เช่นกัน

แม้บรรยากาศที่โอบล้อมรอบพวกเราคือความเงียบ แต่นั่นเป็นความเงียบที่...สบายใจ

สายตาอบอุ่นที่ทอดมองมาที่ผมนั้นไม่ได้ทำให้อึดอัดเลยสักนิด

หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันทำให้ผมเริ่มมั่นใจว่าเขาเป็นใคร

แต่ยังหรอก ผมยังอยากพิสูจน์อีกอย่าง...

ผมแสร้งทำเป็นหันหน้ามองออกไปทางทะเล

ผมเคยสัญญากับคนๆ หนึ่งไว้ว่าผมจะรักเขา แต่ถ้าผมทำไม่ได้ คุณว่าเขาจะโกรธผมไหมครับ

เขาเงียบไป แต่ผมก็เลือกที่จะจ้องมองท้องทะเลอยู่แบบนั้น

ผมขี้ขลาดเกินกว่าจะหันไปสบตาเขา ถ้าได้เห็นแววตาเจ็บปวดของคนๆ นี้ ผมคงรู้สึกผิดไปจนตาย

ผมก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนยังไง เพราะฉะนั้นคงตอบแทนไม่ได้

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย

แต่ถ้าเป็นผม ผมไม่โกรธหรอกนะ เพราะผมเข้าใจดีว่าความรัก...มันบังคับกันไม่ได้

น้ำเสียงอ่อนล้านั้นบังคับให้ผมต้องหันกลับไปสบตาเขา

นัยน์ตาสีดำสนิทนั้นดูเหนื่อยล้าแต่มันกลับถ่ายส่งความอ่อนโยนมาให้ผมมากมายเหลือเกิน

ถ้าความรักมันใช้สมองได้ ป่านนี้คนเราก็คงรักคนดีกันหมดแล้ว

ความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นมาจนจุกอก

จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะร้องไห้ก็ร้องไห้ไม่ออก

เขาสบตาผมนิ่ง

ความรักไม่ใช่เรื่องที่จะมากะเกณฑ์กันได้เลย รักก็คือรัก แค่นั้นเอง

ผมพยายามควบคุมสีหน้าให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความรู้สึกเห่อร้อนที่ปลายจมูกและดวงตาทำให้ผมต้องแสร้งทำเป็นเบนหน้าไปมองทะเล

รีบหันหนีเสียก่อนที่น้ำตาจะไหลลงมา

ผมไม่ได้พูดอะไร เขาเองก็ไม่ได้พูดอะไร พวกเรายืนข้างกันเงียบๆ อย่างนั้นจนกระทั่งพี่หมอพจน์เดินกลับมา ทีแรกที่เห็นพี่หมอเดินเข้ามา ผมกะจะรีบชวนเขากลับเข้าไปในร้านเพื่อหนีจากคนข้างๆ เสียที แต่โชคชะตามักจะเล่นตลกกับเราเสมอ...

อ้าว ไอ้ปลื้ม มาได้ยังไงล่ะ

...ปลื้มเหรอ...

เดี๋ยวสิ พวกเขารู้จักกันเหรอ!

ผมมองอีกคนตาค้าง ในขณะที่เขาหันมายิ้มบางๆ ให้ผมอย่างคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่

เอ้อมึง ขอแนะนำให้รู้จักไว้ นี่น้องกู ชื่อมอส

ใบหน้าคมสันหันไปหาคนพูดสลับกับมองหน้าผม

เออ ก็หน้าเหมือนกันอยู่นะ แต่น้องมึงเอาตามาเยอะกว่ามึงเย๊อะ

ไอ้เวรนี่

ยังไม่ทันพูดจบประโยค มือของพี่แกก็ฟาดหัวของอีกคนไม่เบานัก พี่พจน์แกเป็นคนมือปากไปไวครับ พูดจริง โบกจริง ไม่มีออมแรง แต่ดูเหมือนอีกคนก็ไม่ได้มีปัญหากับนิสัยนี้ของพี่แกมากนัก

ใบหน้าคมเข้มนั้นยังคงระบายยิ้มกว้าง

...ยิ้มกว้างๆ เหมือนหมอไม่มีผิด...

มอส นี่ไอ้ปลื้ม เพื่อนพี่เอง เรียนด้วยกันมาตั้งแต่มัธยม เข้าหมอจบหมอมาด้วยกัน

ผมยกมือไหว้อีกฝ่ายตามมารยาทที่ดี เขาหยักหน้าลงน้อยๆ แล้วทอดสายตาอ่อนโยนมาหาผมอย่างไม่คิดปิดบัง

ผม...คิดถึงสายตาแบบนี้จังเลย

ตอนที่มอสมาถึงโรงพยาบาลใหม่ๆ ก็ได้ไอ้ปลื้มนี่แหละที่เป็นคนดูแลรักษาก่อนจะโอนเคสมาให้พี่ เพราะมันต้องไปรับเคสผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง ไม่ได้มันนี่เราตายไปแล้วนะเนี่ย

พี่หมอว่าพลางตบไหล่อีกคนเบาๆ

คืนนั้นพี่จำได้แม่นเลยว่าไอ้ปลื้มมันออกเวรแล้ว จริงๆ มันไม่ต้องรับเคสเราด้วยซ้ำ แต่มันก็ยอมเดินกลับเข้าไปในห้องฉุกเฉิน จำได้ว่าคืนนั้นมันร้องไห้ด้วย พอถามว่าร้องทำไมมันก็บอกว่า กูสงสารน้องเขารักษาคนอื่นมาเป็นหกเจ็ดปี มึงก็ไม่สงสารเขาเลยเนอะ

คนหน้ากลมแป้นนั้นพูดแซ็วกลั้วหัวเราะ ริมฝีปากนั้นฉีกยิ้มเสียจนตาปิด แต่ผมไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ผมอยากรู้...

พี่ร้องไห้ทำไมเหรอครับ


บางคราพี่ก็นึกอิจฉาปีเตอร์เหลือเกิน อิจฉาที่เขาสามารถรักเจ้าได้อย่างเปิดเผย ภาพที่เขานั่งกุมมือเจ้าอยู่ข้างเตียงแลร่ำไห้ปานจะขาดใจนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจของพี่มิรู้ลืม


เหมือนมีใครบางคนพูดประโยคในสมุดบันทึกของคุณเปรมขึ้นมาให้ผมฟัง

หมอปีเตอร์เคยเสียใจตอนที่กรวิกตายเสียจนอยู่ในพระนครต่อไม่ได้นั้นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ทำไมคนที่ไม่รู้จักกันต้องมาร้องไห้เสียใจให้กันด้วยล่ะ เขาเองก็เป็นหมอแท้ๆ เรื่องเกิดดับของชีวิตน่าจะเป็นเรื่องที่เขาคุ้นชินแท้ๆ

ทำไมกันล่ะ

ผมกำลังคาดหวังคำตอบบางอย่างจากเขา

นัยน์ตาสีดำสนิทนั้นจ้องลึกเข้ามาในตาของผมด้วยแววตาบางอย่าง

แววตากึ่งคะนึงหา กึ่งโศกเศร้า

พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่ตอนนั้นรู้สึกว่าถ้าต้องเห็นเราตายไปต่อหน้าต่อตา พี่คง...ให้อภัยตัวเองไม่ได้แน่

น้ำเสียงนั้นฟังดูสับสน

แต่พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม

เขาสบตาผมด้วยแววตาสับสน แต่ในความสับสนนั้นมันมีประกายบางอย่าง

ดูๆ ไปก็คล้ายความคิดถึง

บางอย่างในใจกู่ร้องบอกว่าใช่แล้ว...คนๆ นื้คือคนที่รอคอยแน่แล้ว

สายตาอบอุ่นที่ทอดมอง

รอยยิ้มกว้างอบอุ่นอ่อนโยนราวกับพระอาทิตย์ในยามเย็น

บรรยากาศคุ้นเคยที่โอบล้อมรอบตัว

...คิดถึง...

ความรู้สึกปลื้มปริ่มฟองฟูในอกเมื่อได้รับรู้ถึงการกลับมาของ...คนสำคัญในชีวิตที่แสนดี

...หมอครับ หมอว่าชาตินี้ผมจะรักหมอได้ไหมนะ...

นี่คือจะยืนมองกันจนกว่าน้ำทะเลจะลากลงไปถูกไหม

คำถามกึ่งแซ็วของพี่พจน์ทำให้ผมต้องหันไปหัวเราะหน่ายๆ ใส่ แต่เหมือนอีกคนยังไม่ยี่หระ

อะ นี่ก็มองน้องกูจัง อยากได้รึไง

คำถามที่โพล่งออกมาทำให้ใจผมกระตุกวาบ

ถ้าเขาตอบว่าอยากล่ะ ผมควรจะทำยังไงดี เพราะผม...ไม่สามารถคิดกับเขาในแง่นั้นได้เลย ชาติที่แล้วผมเคยรู้สึกกับเขายังไง ชาตินี้ก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เขายังสำคัญกับผมเหมือนเดิม แต่ผมก็ไม่อาจคิดเกินเลยกับเขาได้เหมือนเดิม

ได้โปรดเถอะหมอ อย่ารักผมเลย

อย่า...

ถ้าบอกว่าอยาก มึงจะยกให้กูรึไง

ฝันเหอะมึง น้องกู กูหวง

ผมได้ยินเสียงหัวเราะทุ้มต่ำคลอไปกับเสียงเกลียวคลื่นจากท้องทะเล

ต่อให้มึงให้หรือไม่ให้ กูก็อยากได้อยู่ดี

นัยน์ตาคู่นั้นอ่อนโยนเหลือเกิน

อยากดูแลไปตลอดอยู่ดี

ดีมาก สมกับเป็นเพื่อนสนิทกู น้องกูก็เหมือนน้องมึงจำไว้ มึงจำได้ไหม...

เหมือนหูของผมดับไปแล้ว ผมจับใจความคำพูดของพี่พจน์ต่อจากนั้นไม่ได้อีกเลย สิ่งที่รับรู้ได้มีเพียงแววตาอ่อนโยนกึ่งเศร้าที่ทอดมองมา

แววตาของคนที่รักแต่รู้ว่ารักไม่ได้

ผมรู้สึกถึงหยาดน้ำอุ่นๆ ก็ไหลร่วงลงจากตา

หนึ่งหยด

สองหยด

จนไหลหลากออกมาเป็นสาย

เฮ้ยๆ มอสเป็นไร ใครทำอะไรบอกพี่สิ

พี่พจน์เดินเข้ามาโอบไหล่ผมอย่างเป็นห่วงเป็นใย แต่ผมไม่อาจละสายตาจากคนตรงหน้าได้เลย

ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มอ่อนล้าชวนสะท้อนใจ

ผมทำเขาเจ็บมามากมายเหลือเกิน ทำตามสัญญาก็ไม่ได้ ดูแลเขาก็ไม่ได้ ทำไมเขาถึงยังให้อภัยผมอยู่ร่ำไป

...ทำไมเขาถึงยังรักผมอยู่อีกนะ...

ไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับพี่พจน์

ผมสบตากับคนตรงหน้า

แค่ทรายเข้าตาเท่านั้นเอง

โถๆ ไปๆ ไปล้างตาที่ห้องน้ำไหม

ไม่เป็นไรหรอกครับพี่

ผมมองหน้าคนที่ยังยืมยิ้มเศร้า แววตาเขาสั่นระริกเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมาพร้อมกับผมอย่างไรอย่างนั้น แต่ดีแล้วที่เขาไม่ร้องออกมา เพราะถ้าเขาร้องออกมา...

...ผมคงรู้สึกผิดจนไม่อาจมองหน้าเขาได้อีกแล้ว...

ผมเสียอีกที่ต้องขอโทษ

ฮะ?

ผมหันไปสบตาพี่พจน์แล้วเบนกลับมามองเขาตามเดิม

ขอโทษคุณทรายที่ไม่เคยทำอะไรให้เขาได้เลย ทำได้แค่มอง แค่ใช้ประโยชน์จากเขา แต่ทำอะไรให้เขาไม่ได้เลย ให้เขามาเข้าตาทำผมเจ็บบ้างก็ดีเหมือนกัน เพราะผมไม่อยากให้เขาต้องเจ็บคนเดียวอีกแล้ว

สิ้นคำพูดของผม หยาดน้ำตาก็ไหลลงมาจากดวงตาคม แต่ก่อนที่พี่พจน์จะสังเกตเขาก็รีบหันหน้าหนีเสียก่อน

ฝ่ามือใหญ่ทำท่าควานหาอะไรบางอย่างในกระเป๋ากางเกง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหูแล้วก้มหัวเป็นการขอตัวจากไป

เขาเดินจากไปแล้ว ทิ้งผมไว้ท่ามกลางหาดทรายสีขาวกับแสงพระอาทิตย์สีส้มในยามเย็น

ผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมวันนั้นในนิมิตผมจึงเลือกที่จะร้องเพลงยามเย็น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมคิดถึงแม่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผมรำลึกถึงอดีต แต่ยังมีอีกส่วนที่สำคัญที่สุดที่ผมไม่เคยนึกถึงเลยสักครั้ง

มัน...เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึก...มีค่า

จำได้ว่าผมตอบหลวงลุงไปแบบนั้น

ใช่ มันเป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึกมีค่า ทุกครั้งที่คิดถึงคนที่ให้ทำให้ผมรู้สึกมีค่า เพลงนี้จะดังขึ้นมาในหัว วันนั้นที่ผมนึกถึงเพลงนี้ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเขา

เป็นเพราะหมอ...คนที่ทำให้ผมรู้สึกมีค่า รู้สึกถึงการถูกรัก รู้สึกถึงการเป็นที่รักของใครสักคน

เพลงยามเย็นสำหรับผม แต่เดิมคือส่วนประกอบของแม่และเพื่อนที่รักผม หลังจากนี้คงจะเป็นส่วนประกอบของแม่ เพื่อนที่รักผมและหมอ

...ขอบคุณ...

ผมอยากบอกเขาว่าขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ขอบคุณที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผม ขอบคุณที่รักกัน

...ขอบคุณ...

มอส

เสียงเรียกนั้นทำให้ผมหันไปมอง เจ้าของใบหน้าแป้นแล้นนั้นเหมือนมีคำถามติดอยู่ที่ริมฝีปากมากมาย แต่เมื่อเห็นหน้าผม เจ้าตัวก็เลือกที่จะเงียบแล้วถอนหายใจเบาๆ

ไปที่ร้านกันเถอะ ได้เวลาแล้ว

ผมตอบรับคำชวนนั้นด้วยรอยยิ้มบาง มือของเรากุมเข้าหากัน ความอบอุ่นที่ส่งผ่านมาจากอีกคนทำให้ผมรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้

เราอยู่ด้วยกันตรงนี้...ไม่เหมือนในอดีต

เราจะไม่ทิ้งกันเหมือนในอดีตอีกแล้ว

จริงสิ นี่คือปัจจุบัน เรื่องราวต่างๆ ยังไม่ถูกเขียน ผมต่างหากที่เป็นคนลิขิตมัน

หากอยากให้หมอมีความสุข ผมก็ต้องเป็นคนปลดปล่อยเขา

ต้องทำให้เขามีความสุขเสียที

พี่พจน์ครับ เดี๋ยวพี่เข้าไปในร้านก่อนเลยนะ เดี๋ยวมอสขอไปหาป้าขายขนมตรงนู้นหน่อย ไม่รู้ว่าเขายังขายอยู่รึเปล่า

ให้พี่ไปด้วยไหม

ไปกับผมร้านแคนเซิลโต๊ะไม่รู้ด้วยนะพี่

เออจริง

ผมหัวเราะแล้วดันหลังอีกคนไปทางร้าน เหมือนพี่พจน์เองก็รู้งาน เขาหันมากำชับให้ผมรีบตามไปแล้วยอมเดินจากไปแต่โดยดีผิดวิสัยช่างซักไซ้ของเจ้าตัว

...ดีแล้ว...

ผมมองร่างสูงคุ้นตาที่ยืนมองทะเลเงียบๆ อยู่ไกลๆ บรรยากาศรอบตัวเขาดูโศกเศร้าขัดกับแสงอาทิตย์อบอุ่นที่สาดส่องกระทบตัว

เท้าสองข้างของผมเดินย่ำไปบนผืนทรายละเอียด ไม่นานนักพวกเราก็อยู่ใกล้กันแค่เพียงช่วงแขนเดียว

เขารับรู้ถึงการมาของผมแล้ว แต่ก็เลือกที่จะไม่หันมามอง

...ดีแล้ว...อย่าให้ผมเห็นดวงตาโศกเศร้านั้นเลย

หมอครับ

ผมเลือกทีจะใช้คำเรียกเดิมเหมือนอย่างในอดีต ไม่รู้ว่าเพราะอะไร บางทีผมอาจจะแค่อยากพูดกับเขา...อยากพูดกับพี่หมอที่ผมคุ้นเคยอีกครั้ง

ผมกับพี่เราไม่มีทางรักกันได้เลย

ผมไม่รู้หรอกว่าเขาเข้าใจคำพูดผมในฐานะหมอปลื้มหรือหมอปีเตอร์ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้สึกถึงความพิเศษในตัวผมได้ไหม

ผมก็แค่พูดสิ่งที่ต้องพูด

เขาไม่ได้ตอบอะไรออกมาเลยสักคำ ร่างสูงใหญ่นิ่งงันไปพักใหญ่แล้วตัวเขาก็ค่อยๆ สั่น

ตัวเขาสั่นเทิ้มเสียจนผมต้องเข้าไปเอามือหน้าข้างหนึ่งมากุมไว้

ผมไม่รู้ว่าพี่จะเชื่อในสิ่งที่ผมกำลังจะพูดไหม แต่ผมต้องพูด เป็นตายยังไงผมก็ต้องพูด

ผมบีบมือเขาแน่นขึ้นหน่อย

ครั้งหนึ่งผมเคยสาบานกับตัวเองว่าจะรักพี่ พี่เป็นบ่วงเดียวที่ผมยอมเอามาผูกตัวเอง แต่ผม...

พี่เชื่อ

ในที่สุดเขาก็ยอมหันใบหน้าเปียกชื้นนั้นมามองผม

เขาร้องไห้หนักขนาดนี้เชียวเหรอ

พี่เชื่อเพราะอะไรรู้ไหม

ผมไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับเอาปลายนิ้วก็เอื้อมไปเกลี่ยน้ำตาให้เขาแทน

มือใหญ่สองข้างย้ายมาซ้อนทับเข้ากับหลังมือของผมแล้วกดมันแนบเข้ากับหน้าของเขาเอง

ตั้งแต่อายุยี่สิบเป็นต้นมา ก็ไม่มีคืนไหนเลยที่พี่ไม่ฝันถึงเรา

ลมหายใจผมสะดุด

ยิ่งเห็นก็ยิ่งชอบ ยิ่งชอบก็ยิ่งรัก

เขาดึงมือผมเข้าไปจูบ

รักจนไม่รู้จะรักยังไงแล้ว

เพียงเท่านั้นร่างทั้งร่างผมก็เหมือนไร้เรี่ยวแรง แต่ผมยังทรุดไม่ได้ ผมอ่อนแอมามากเกินพอแล้ว

ผมต้องพูดในสิ่งที่ควรพูด

ผม...ผมอยากให้พี่เลิก...

เลิกรักเหรอ

เขายิ้มด้วยแววตาเศร้าสร้อยลึกล้ำ

พี่ทำไม่ได้หรอก

ผมบีบมือของอีกคนแน่นขึ้นอีกหน่อย

แต่ผม...ผมไม่อยากให้พี่รออย่างไรจุดหมายแบบนี้เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าจะรักพี่ได้เมื่อไหร่

พวกเราสบตากัน

ผมพยายามแล้วจริงๆ ผมพยายะ...

น้องไม่ต้องพยายามอะไรเลย

เขาพูดตัดบทแล้วขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย

ไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่ต้องบอกให้พี่เลิกรัก ไม่ต้องพยายามมารักพี่เลย ขอแค่อย่า...

เขาดึงผมเข้าไปในอ้อมกอด

อย่าบอกให้พี่เลิกรักก็พอ

ผมรู้สึกถึงความแสบร้อนที่ปลายจมูก

แต่ผมอยากให้พี่มีความสุข

ความอบอุ่นที่คุ้นเคยประทับลงที่หัวแล้วไล้ลงเบาๆ

เชื่องช้าและอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยน

พี่มีความสุขแล้ว พี่มีความสุขแล้วจริงๆ

สิ้นคำพูดนั้น ผมก็ไม่อาจควบคุมอารมณ์ตัวเองได้อีกต่อไป

ร่างทั้งร่างโถมเข้าใส่คนตรงหน้า ผมกอดเขา ฝังใบหน้าลงกับหน้าอกของเขา

ผมยอมรับกับตัวเองแล้วว่าไม่มีใครแทนที่หมอได้จริงๆ เขาคือคนสำคัญ เป็นคนสำคัญที่ผมทำอะไรให้เขาไม่ได้เลย

น้องไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่ให้พี่รัก ยิ้มให้พี่เห็นก็พอแล้ว ต่อให้น้องไม่รักพี่ แต่พี่ก็จะขอตกหลุมรักน้องแบบนี้ทุกภพทุกชาติไปอยู่ดี

ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมผมถึงรักคนๆ นี้ไม่ได้นะ

ผมเกลียดตัวเอง...เกลียดตัวเองเหลือเกิน

ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องเกลียดตัวเองนะ

เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกหน่อย

ไปรักคนที่อยากรัก ไปใช้ชีวิตอย่างที่อยากทำ น้องไม่ต้องห่วงพี่หรอก เพราะต่อให้น้องไม่รักพี่ไปจนชั่วนิรันดร์ พี่ก็จะรักน้องเหมือนเดิมอยู่ดี

เขาลูบหัวผมเบาๆ

คำสัญญาที่เคยมีต่อกันมา ลืมมันไปเถอะนะ อย่าได้เอาคำสัญญาพวกนั้นมาผูกมัดตัวน้องเอาไว้อีกเลย

ขอบคุณ...ขอบคุณจริงๆ

แค่คำนี้เท่านั้นที่ผมนึกออก

แค่นี้จริงๆ









กว่าผมจะหยุดร้องไห้แล้วพาตัวเองกลับเข้ามาในร้านได้ก็ผ่านไปหลายสิบนาที

พี่พจน์บ่นจนอิ่มแล้วมั้งนั่น

ผมคิดขำๆ ในใจไปพลาง ล้างหน้าไปพลาง ภาพสะท้อนของคนในกระจกตอนนี้ดูไม่ได้เลยสักนิด ตาบวมช้ำจากการร้องไห้อย่างหนัก ปลายจมูกก็ขึ้นสีแดงจัดเหมือนไปวิ่งชนอะไรมาสักอย่าง

แต่นี่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่อีกคนต้องเผชิญ

น้ำตาแค่นี้ทดแทนความเจ็บปวดของเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ

ผมมองตัวเองในกระจกแล้วถอนหายใจเบาๆ แล้วนึกย้อนไปถึงประโยคที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่

ไปรักคนที่อยากรัก ไปใช้ชีวิตอย่างที่อยากทำ น้องไม่ต้องห่วงพี่หรอก เพราะต่อให้น้องไม่รักพี่ไปจนชั่วนิรันดร์ พี่ก็จะรักน้องเหมือนเดิมอยู่ดี

ความรักที่ไม่ได้ครอบครองมันจะรู้สึกเจ็บปวดขนาดไหนกันนะ

ในตอนแรกผมเคยตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่าความรักที่ไม่ได้ครอบครองมันจะยืนยาวได้แค่ไหนกันนะ ผมถึงขั้นเคยมั่นใจด้วยซ้ำว่าสักวันหนึ่งพี่หมอต้องเลิกรักผมแน่ แต่วันนี้เขากลับพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความรักมันเข้าใจยากกว่าที่เราคิดมากนัก

เพื่อนๆ ผมมักจะพูดว่าเวลาจะเยียวยาทุกอย่าง ต่อให้รักแฟนเก่ามากแค่ไหน แต่เมื่อห่างกันไปนานๆ สักวันความรู้สึกมันก็จะจางลง แต่คำพูดนั้นคงใช้กับเขาไม่ได้เลย

น้องไม่ต้องทำอะไรเลย แค่อยู่ให้พี่รัก ยิ้มให้พี่เห็นก็พอแล้ว ต่อน้องไม่รักพี่ แต่พี่ก็จะขอตกหลุมรักน้องแบบนี้ทุกภพทุกชาติไปอยู่ดี

เขาเป็นคนที่ต่างกับผมเหลือเกิน สำหรับผมแล้ว หากรักไม่ได้ ผมก็จะไม่รัก เหมือนอย่างที่ผมเลิกรักคุณเปรมในอดีต...

...

...เปล่าเลย ผมไม่เคยเลิกรักคุณเปรมเลย...

...

อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้นี่เอง

ความรู้สึกที่ว่าต่อให้อีกคนไม่รักหรือรักไม่ได้ แต่ก็ยังดันทุรังจะรัก มันเป็นแบบนี้นี่เอง

ในที่สุดผมก็เข้าใจเขาเสียที

ผมคิดพลางหัวเราะกับความคิดตัวเองเบาๆ หากนัยน์ตาผมยังสบนิ่งกับเงาสะท้อนในกระจก

นี่

ผมเอ่ยทักภาพที่สะท้อนกลับมา

ความรักนี่...เข้าใจยากจังเลยนะ

ไม่มีเสียงตอบรับจากภาพในกระจก

มันก็แน่อยู่แล้ว...มอสเอ๊ย ต้องมาคุยกับภาพสะท้อนตัวเองในกระจกแบบนี้ ท่าจะเป็นเอามากแล้วมั้ง

ผมหลับตาตั้งสติกับตัวเองอีกอึดใจแล้วฉีกยิ้มให้เงาสะท้อนในกระจก

ยิ้มไว้ไอ้มอส อย่าทำให้พี่หมอหมดสนุกเชียว

พอพูดจบผมก็หมุนตัวเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่ยังไม่ทันที่จะพ้นประตูดีก็ดันมีอีกคนโผล่พรวดพราดเข้ามาชนจนผมเสียหลักเกือบล้มไปจับกบที่พื้น โชคดีที่เขาคว้าตัวผมไว้ทัน

อันที่จริงต้องบอกว่าคว้าเอวเอาไว้ทัน เพราะตอนนี้ตัวผมอยู่ในอ้อมแขนของเขาไปเรียบร้อยแล้ว

หัวใจผมเต้นถี่รัวเหมือนจะหลุดออกมาจากอก

ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันนะ...

...ผมคิดถึงอ้อมกอดนี้จัง...

บ้าแล้วมอส เราจะไปคิดถึงอ้อมกอดใครก็ไม่รู้ได้ยังไงกัน

นัยน์ตาของเราสบกันอย่างตื่นตระหนก ก่อนที่อีกคนจะได้สติแล้วปล่อยผมให้เป็นอิสระ

ใบหน้าหล่อเหลานั้นเลิ่กลั่กไปมา มือไม้สองข้างดูเกะกะจนเจ้าตัวต้องเอามันลูบเสื้อผ้าไปมา เขาเป็นผู้ชายที่จัดอยู่ในเกณฑ์หน้าตาดี มีผิวขาวเหลือง ใบหน้ารูปไข่ไม่คมเข้มแต่ก็ไม่ได้ค่อนไปทางคนไทยเชื้อสายจีนนัก รูปร่างสูงโปร่งสมส่วน ไม่หนาไม่บางจนเกินไป

นายแบบรึเปล่านะ

หลังจากต่างฝ่ายต่างยืนเงียบกันไปชั่วอึดใจ เขาก็เป็นฝ่ายเริ่มเปิดปากก่อน

ขอโทษครับ

ผมคลี่ยิ้มบางๆ

ไม่เป็นไรครับ

ประโยคสนทนามันควรจะจบลงแค่นั้น ถ้าไม่ติดที่ว่าอีกคนยังดูเลิ่กๆ ลั่กๆ ชอบกล เขามองหน้าผมแล้วหลบตา เงยหน้ามองแล้วหลบตา ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นจนผมเริ่มทนไม่ไหว

มีอะไรรึเปล่าครับ

เขาอ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็นิ่งไปแล้วส่ายหัวช้าๆ

ไม่ครับ...ไม่มี

ถ้างั้นขอทางด้วยครับ

ทาง...อะ อ๋อ ครับ ขอโทษครับ ขอโทษที

ท่าทางตลกนั้นทำให้ผมเผลอหลุดขำจนเขาหันมามองแต่ไม่ได้พูดอะไร ผมจึงเลือกที่จะส่งยิ้มให้เขาน้อยๆ แล้วเดินจากมา

น่ารัก น่าดึงดูดแปลกๆ จังเลยให้ตายสิ

ฟุ้งซ่านแล้วมอสเอ๊ย

นี่ไปซื้อขนมถึงปราจีนเลยถูกมะ รอจนอิ่มแล้วเนี่ย

ยังไม่ทันหย่อนก้นลงนั่งคำบ่นก็ถูกร่ายยาวมาเป็นชุดจนผมต้องใช้สกิลอ้อนขั้นเทพ

พี่หมออ่า

ไม่ว่าเปล่ายังเอาตัวเองไปนั่งฝั่งเดียวกับอีกคนแล้วคล้องแขนไว้แน่น

น้องเพลินไปหน่อย น้องขอโทษ

ผมได้ยินเขาหัวเราะก่อนที่หัวของผมจะถูกผลักอย่างแรง

เจ็บครับ แต่กำลังง้ออยู่ มอสจะไม่บ่น

ทำมาเป็น

เขาสะบัดแขนผมออกไปพลางหัวเราะไปพลาง

เอ้อ ง้อง่ายดี ชอบๆ

แล้วนี่...

เขาสบตาผมอย่างมีเล่ห์นัย

ไอ้ปลื้มไปไหนแล้วล่ะ

ผมพยายามเก็บสีหน้าแล้วส่ายหัวเบาๆ อย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่รู้สิครับ ผมไม่ได้ไปกับเขาสักหน่อย

แววตาที่ส่งมาดูจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าไม่เชื่อ แต่ถึงจะไม่เชื่อยังไงพี่เขาก็เลือกที่จะไม่ถามต่อแล้วเปลี่ยนหัวข้อไปเสียเฉยๆ

เหมือนเขาเองก็รู้ว่าผมไม่อยากเล่า

เรื่องที่ถูกหยิบมาพูดบนโต๊ะอาหารอาหารเป็นเพียงหัวข้อธรรมดาทั่วไป บ้างก็เป็นการเล่าเรื่องของเขา บ้างก็เป็นการเล่าเรื่องของผม บ้างก็เป็นการพูดคุยถึงหัวข้อที่เราต่างสนใจด้วยกันทั้งคู่

มันเป็นบทสนทนาที่เรียบง่ายและสนุกสนาน

ผมเกือบจะลืมเรื่องราวเมื่อตอนเย็นไปแล้วถ้าสายตาเจ้ากรรมไปดันเหลือบไปเห็นอีกคนเสียก่อน

...หมอปลื้ม...

เขานั่งไกลออกไปจากผมประมาณสามโต๊ะ ใบหน้าอ่อนโยนนั้นฉีกยิ้มนิ่มนวลให้ผม

ใจดีเสียจนผมแสลงใจ แต่พอหลบตาไปอีกด้านก็ดันสบตาเข้ากับผู้ชายที่บังเอิญเจอในห้องน้ำ เขาสบตาผมด้วยแววตาที่แสนคุ้นเคย

...ดวงตาวิบวับราวกับดวงดาวบนฟากฟ้า...

สวัสดีครับแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน

เสียงจากไมโครโฟนบนเวทีเล็กๆ กลางร้านดึงความสนใจของผมให้หันไปมอง ชายรูปร่างท้วมคุ้นหน้าคุ้นตายืนฉีกยิ้มอยู่บนนั้น ใบหน้าจ้ำม่ำดูโอบอ้อมอารี ถ้าจำไม่ผิดเขาคือลูกชายของเจ้าของร้านคนปัจจุบัน ผมเห็นเขามาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อก่อนเขาเป็นยังไง เดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นอย่างงั้น

ทางร้านของเรายินดีเป็นอย่างยิ่งเลยครับที่ได้ต้อนรับ...

เขาพูดขอบคุณลูกค้าอย่างนอบน้อมและเป็นธรรมชาติ

ตามธรรมเนียมของร้าน ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน จะมีการสุ่มแขกในร้านขึ้นมาโดยการจับฉลากแล้วให้แขกแสดงการแสดงเล็กๆ น้อยๆ บนเวที แล้วทางร้านก็จะมอบของขวัญตอบแทนเป็นอาหารฟรีหนึ่งมื้อ พูดง่ายๆ ก็คือสุ่มคนที่จะได้กินข้าวฟรีนั่นล่ะ

ผมชอบร้านนี้ก็เพราะธรรมเนียมนี้นี่แหละ

และสำหรับวันนี้ ผู้โชคดีก็คือ...

ผมจำได้ว่าตั้งแต่มากินข้าวที่ร้านนี้ร่วมสิบปี บ้านผมได้รับรางวัลแค่สามครั้งเห็นจะได้

เป็นบ้านคนอับโชคน่ะครับ

ถ้าครั้งนี้หวยออกโต๊ะผมคงตลกน่าดู...

โต๊ะที่สองครับ!”

ผมอ้าปากค้างพร้อมๆ กันกับพี่หมอ เสียงปรบมือดังขึ้นจากทั่วบริเวณเหมือนเป็นการกดดันกลายๆ

ฉิบหายล่ะงานนี้

ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าอยากร้องเพลงอะไรดีครับ หรือจะเป็นเล่นดนตรีดี

โอ้โห ช้อยยากมาก ยากถึงยากที่สุด

ผมสบตากับพี่หมอเหมือนต่างฝ่ายต่างรู้ความนัยน์โดยไม่ต้องพูด พี่พจน์ส่ายหน้ารัวๆ จนผมต้องปลงใจ

เอ้า กูก็กูวะ

ผมจะร้องเพลง...

ในขณะที่คิดชื่อเพลงสายตาของผมก็ดันเหลือบไปเห็นหมอปลื้มจนเกือบจะพูดคำว่า ยามเย็นออกไปอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดที่ว่าผมดันบังเอิญไปสบตาเข้ากับคนอีกคน

ชายที่ผมไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อ แต่ในใจกลับคะนึงหาอย่างไม่มีเหตุผล

ไม่มีเหตุผลเลย

ลาวดวงเดือนครับ

ฮะ?

เสียงตกใจของคนถือไมค์ทำให้ผมต้องย้ำคำตอบอีกครั้ง

ลาวดวงเดือนครับ

น้องเป็นคนแรกเลยนะที่เลือกเพลงแนวนี้

เขาแซ็วขำๆ ก่อนจะผายมือเชิญผมขึ้นไปบนเวที

เครื่องดนตรีในวงไม่มีเครื่องดนตรีไทยเลยสักชิ้น แต่เมื่อพี่นักดนตรีบอกว่าเล่นได้ ผมก็จะเชื่อตามนั้น...

เดี๋ยวๆ รอเดี๋ยว

พี่ลูกเจ้าของร้านวิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาบนเวทีพร้อมกับขลุ่ยในมือ

ไหนๆ วันนี้ก็เป็นแนวเพลงพิเศษทั้งที ผมก็ขอร่วมด้วยแล้วกันนะครับ

สิ้นคำพูดของเขา เสียงปรบมือก็ดังขึ้นอีกครั้งแต่เพียงไม่นานก็เงียบลง เสียงดนตรีบรรเลงดังขึ้นมาแทนที ทำนองนั้นคุ้นหู อาจจำต่างไปหน่อยเนื่องจากเครื่องดนตรีที่ใช้แต่ทำนองที่ได้ยินก็มากพอที่จะเรียกความทรงจำทั้งหมดกลับมา

โอ้ละหนอดวงเดือนเอย พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง

ผมเริ่มเปล่งเสียงร้อง

ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผมเหมือนอย่างในวันนั้นไม่มีผิด

วันที่มีระนาดเอกบรรเลงอยู่ด้านหลัง วันที่ซอสามสายยังอยู่ในมือคู่นี้ของผม

พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม จะหาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย

ผมสบตาเข้ากับชายคนนั้นโดยบังเอิญอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมกลับไม่สามารถดึงสายตาตัวเองกลับมาได้เลย นัยน์ตาสีดำลึกล้ำคู่นั้นเหมือนมีมนต์สะกด

มันพราวระยับราวกับดวงดาว อบอุ่นราวกับแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ

หอมกลิ่นเกสร เกสรดอก ไม้ หอมกลิ่นคล้ายคล้ายเจ้าสูเรียมเอย

ใบหน้าหล่อเหลานั้นค่อยๆ คลี่ยิ้มให้ผมทีละนิด

หอมกลิ่นกรุ่นครัน หอมนั้นยังบ่เลย เนื้อหอมทรามเชยเอ๋ยเราละหนอ

สิ้นเนื้อเพลงท่อนสุดท้าย เขาก็ยกมือขึ้นมาในระดับหน้าไม่ให้ผิดสังเกตแล้วคลี่มือออกทีละน้อยจนเห็นสิ่งที่อยู่บนฝ่ามือ

...ดอกการเวก...

หัวใจของผมสั่นรัวเสียจนไม่สามารถร้องต่อได้ ทุกคนจับจ้องมาที่ผมอย่างงุนงง แต่โชคดีที่พี่ลูกเจ้าของร้านมีไหวพริบดีพอที่จะตัดจบเพลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี

เขาเดินมาตบบ่าผมแล้วพูดปลอบใจด้วยรอยยิ้มใจดีเหมือนอย่างเคยของเจ้าตัว ในทีแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไรจนกระทั่งนึกได้ว่าฝีมือขลุ่ยของเขาดีเหลือเกิน แถมเทคนิคการเล่นก็ฟังคลับคล้ายคลับคลาคล้ายผมเคยได้มาก่อนหน้านี้ชอบกล แต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ผมจึงเลือกที่จะปล่อยให้ความคิดนั้นผ่านไปแล้วหันไปสนใจกับคนที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผมแทน

ดอกการเวกนี้...พี่ให้

ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอแต่ยังสบตาเขานิ่ง

ทำไมเหรอครับ

ดวงตาคู่นั้นทอดมองผมอย่างไม่คิดปิดบังความในใจ ถ่ายทอดความเสน่หา ความรักใคร่ทั้งหมดมาอย่างไม่คิดปิดบัง

พี่ว่าเราไปคุยกันข้างนอกดีไหม

ผมสาดสายตามองรอบตัวจึงเพิ่งรู้ว่าตัวผมเป็นจุดเด่นพอสมควร...

จริงๆ ก็มากอยู่

ในตอนที่หันไปมองรอบๆ นั้นเองที่เผลอไปสบตาเข้ากับดวงตาคู่หนึ่งที่ทอดมองมาอย่างอ่อนโยนและเศร้าหมอง

...หมอ...

ผมเห็นเขาพยักหน้าลงเบาๆ เหมือนเป็นการบอกความนัยบางอย่าง

...เหมือนเป็นการบอกว่าไม่ต้องห่วงเขา...

ผมละสายตาจากเขาแล้วสูดหายใจเข้าออกสงบสติอยู่อึดใจ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้คนตรงหน้า แล้วเดินนำออกไปอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่เท้าผมก้าวออกนอกร้านร่างทั้งร่างก็ถูกดึงเข้าไปในอ้อมกอดอุ่น ผมกะจะร้องด่าอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่าอ้อมกอดนี้มันคุ้นเคยเหลือเกิน...

ถ้าไม่ติดที่ว่า...

คิดถึงเหลือเกิน

คำพูดเพียงคำพูดเดียวที่ทำให้คำด่าทั้งหมดถูกกลืนลงคอ

ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาใช่...ใช่คุณเปรมหรือเปล่า แต่หัวใจเจ้ากรรมก็ดันเต้นรัวกับคำพูดนั้นไปเสียแล้ว

ใจง่ายจริงๆ เลยมะ...

ปักษาสวรรค์ของพี่

ผมเบิกตาโพล่งนิ่งค้างด้วยความตกใจสุดชีวิต

คำพูดนั้น...ทำไม...ทำไมกัน

ทันทีที่ได้สติผมก็รีบหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับเขา

ทำไมคุณ...

ในคราแรกพี่ไม่มั่นใจว่าใช่น้องแน่หรือไม่ แต่เมื่อได้ยินเสียงเมื่อครู่ก็แน่ใจแล้ว

ไม่ ไม่ใช่เรื่องนั้น

ผมสบตาเขาด้วยแววตาสั่นไหว

ทำไมคุณถึงจำได้

เขาเอื้อมมือมาลูบหัวผมช้าๆ

คงเพราะพี่เฝ้าอธิษฐานทุกวันกระมัง

ผมรู้สึกเหมือนโดนอัญมณีสีนิลนั้นดูดให้จมลึกลงไปในห้วงความรู้สึกที่แสนล้ำลึก

ขอให้จำได้ ขอให้ได้รักกัน ขอให้เจอกันอีกครั้ง ขออย่าให้ลืมอย่าให้เลือน

ปลายจมูกโด่งได้รูปเลื่อนเข้ามาแตะกับปลายจมูกของผม

พี่เสียเวลามามากเกินพอแล้ว พี่จะไม่ยอมเสียมันไปอีกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

ลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดลงบนริมฝีปากบังคับให้ผมหลับตาลง

จะไม่ยอมเสียเวลาที่จะได้รักน้องไปอีกแล้ว

เขาประทับความอุ่นชื้นลงบนริมฝีปากแล้วถอนออก

จะไม่ยอมปล่อยปักษาตัวนี้ไปไหนอีกแล้ว

นัยน์ตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาผมด้วยแววตาเศร้าสร้อย

จะไม่ยอมปล่อยให้เจ้าต้องตายอย่างเดียวดายอีกแล้ว

สิ้นคำพูดของเขาร่างทั้งร่างของผมก็ถูกดึงเข้าไปกอดพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าครั้งนี้มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความเศร้าเหมือนอย่างทุกที

...ผมมีความสุขเหลือเกิน...

แล้วทำไมเราถึงจำได้ล่ะ

เสียงทุ้มนั้นถามไปพลางลูบหัวผมไปพลาง

ผมซุกหน้ากับหน้าอกแกร่งแล้วยกยิ้มกว้าง

ไม่บอก

เขากันตัวผมออกห่างเล็กน้อยแล้วเอื้อมมือมาบีบจมูกเบาๆ

ทะเล้นนักนะ

พวกเราสบตากันนิ่งอยู่อึดใจก่อนจะปล่อยระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน

...ผมเฝ้ารอสิ่งนี้มานานแค่ไหนกันนะ...

เขากอดผม

เราสบตากัน

หัวเราะด้วยกัน ยิ้มด้วยกัน

ขอแค่มีคนๆ นี้อยู่ข้างๆ ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

ขอแค่เราได้รักกัน ผมก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว

ความรักของพวกเรามันแปลกแสนแปลก

คนๆ หนึ่งยอมอดทนที่จะรักแม้รู้ว่าไม่มีวันได้ความรักตอบ

คนๆ หนึ่งยอมรอมานานแสนนานเพียงเพื่อจะได้รัก

แล้วผมล่ะ...ความรักทำให้ผมเป็นคนยังไงกันนะ

ริมฝีปากนุ่มหยุ่นที่ประทับลงบนแก้มทำให้ผมได้คำตอบ

ความรักทำให้ผมกลายเป็นคน...สอดรู้สอดเห็นล่ะมั้ง

ผมขำความคิดตัวเองเบาๆ

หัวเราะอะไร

ผมหัวเราะแล้วซบหน้าลงกับไหล่กว้าง

กำลังคิดว่าความรักทำให้ผมกลายเป็นคนสอดรู้สอดเห็น

พอได้ยินเขาก็หัวเราะตาม

ไม่ใช่ความรักหรอกที่ทำ เป็นอยู่แล้วต่างหาก

คุณเปรม!”

ชื่อเรียกชินปากที่หลุดออกไปทำให้ผมชะงักไปนิดหน่อยแต่อีกคนกลับยิ้มกริ่ม

แล้วตกลงว่าทำไมถึงรู้เรื่องในอดีตได้ล่ะ

พี่ชายมาเข้าฝันน่ะครับ

เขาพยักหน้าอย่างเข้าใจ

รู้ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเสียเวลาจีบนาน

คุณเปรม!”

เขาหัวเราะร่วน

พี่ลงทุนถึงขนาดใช้ชื่อเดิมเชียวนะ จะได้ไม่ต้องจำเยอะอย่างไรเล่า

ผมเบ้ปาก

ขี้เกียจคิดใหม่ก็บอกเถอะครับ

เขาบีบจมูกผมไม่เบานัก

ลามปาม

แล้วพวกเราก็หยุดมองหน้ากันเสี้ยวสินาทีก่อนจะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ทั้งๆ ที่เขาทำกับผมไว้เยอะขนาดนั้น

ทั้งๆ ที่ผมทำกับเขาไว้เยอะขนาดนั้น ทำไมสุดท้ายเราถึงยังรักกันนะ พอคิดให้ดีจึงรู้ว่าความรักนี้เข้าใจยากจริงๆ

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอแต่งงานเลยดีไหม เดี๋ยวไอ้หมอมันมาแย่งอีก คราวนี้ไม่ยอมแล้วจริงๆ ด้วย

ถ้าเขาจำเรื่องราวในอดีตได้ แสดงว่าเขาก็จำเรื่องนั้นได้สินะ

...เรื่องราวที่ผมพลาดพลั้งนอกกายเขาไป...

คุณเปรม เรื่องนั้น...โกรธผมไหม

เขาทำสีหน้าดุดัน

โกรธ

ผมหลุบตาลงต่ำอย่างรู้ตัว

...ไม่โกรธสิแปลก...

แต่อดีตก็คืออดีต

เขาเอามือมาช้อนคางผมขึ้น

โกรธแล้วยังไง เพราะต่อให้โกรธไปก็เลิกรักไม่ได้อยู่ดี

เขาขยับข้ามาใกล้จนรับรู้ถึงลมหายใจที่เป่ารดแก้ม

น้องเองก็เคยโกรธพี่ แต่น้องก็ยังรักพี่ไม่ใช่รึ

นัยน์ตาคู่นั้นทอประกายวิบวับเหมือนครั้งแรกที่เจอ

...เหมือนครั้งแรกที่ตกหลุมรักกัน...

สุดท้าย เราก็เลิกรักกันไม่ได้อยู่ดี

สิ้นคำพูด ริมฝีปากนุ่มก็โจนจ้วงเข้ามาช่วงชิงลมหายใจผมอย่างอ่อนหวานนุ่มนวลเสียจนรู้สึกเหมือนร่างกายล่องลอยอยู่ในอากาศ

ความรักนี่...เข้าใจยากจริงๆ ด้วย




กลอนเพลงยาวร้อยหัวใจอันสุขี

ด้วยคะนึงถึงยอดมารตี

ขอน้องนี้รับรักด้วยเมตตา

 

เสียงเจ้าหวานปานนกการเวก

ความปัจเจกเอกลักษณ์คือหรรษา

หวังนอนฟังหากเจ้ากรุณา

เพียงพบหน้าพาใจได้ภิรมย์

 

เจ้าเป็นจีนงามหมวยสวยบาดจิต

หากน้องฝากชีวิตคงสุขสม

ต่างเชื้อชาติใช่ต่างรักต่างนิยม

พี่สัญญาจักชื่นชมเจ้านิรันดร์

 

หากเจ้าเป็นมาลีพี่เป็นผึ้ง

ใช่ทะลึ่งมีแต่รักมากมหันต์

หากเจ้าเป็นโลกนี้พี่เป็นจันทร์

อยู่คู่กันตลอดไปด้วยรักเอย 





********************************************************************************************************






B
E
R
L
I
N
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 339 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,164 ความคิดเห็น

  1. #1163 pmrr+ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2563 / 12:27
    เสียน้ำตามากมายเลยค่ะ ได้แต่ถามว่าทำไม ทำไม ทำไมหมอต้องเสียใจ ... แต่สุดถ้ายแล้วก็อย่างที่หมอบอกเนอะ ถ้ารักใครได้ง่ายๆ มันก็ไม่ใช่ความรักแล้ว ... ฮืออออ T___T
    #1,163
    0
  2. #1162 pinkpeach🍑 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 12:57
    เป็นตอนที่น้ำตานองเต็มหน้า สงสารพี่หมอมาก แต่คนไม่ใช่คู่กันอ่ะเนอะ แงงงงงง
    #1,162
    0
  3. #1134 vvii (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 01:55
    เรือล่ม เหม่อเรย ฮือ5555555555555 แต่ดีมากกกกกกกกกกกกกกกกกก ดีมากๆๆๆๆ รักคุณไรท์มาก แต่งดีมากแบบอินไม่ไหวแล้วจะร้องไห้ มันหน่วงมันมีปมให้ต้องคิดน้องมอสก็ตลกมีมุมอบอุ่นมีทุกอารมณ์เลย เป็นเรื่องที่ดีมากๆเลยค่ะ เราชอบมากจริงๆ ขอให้ชาตินี้รักน้องให้ดีๆแล้วกันนะคุณเปรม แต่ต้องยอมความรักของทั้งเปรมทั้งหมอเลย มั่นคงแบบเสาเอกต้องยอม ขอให้หมอปลื้มได้รักใครใหม่สักวัน สงสารอะ แง หมอแสนดีมาก อยู่ข้างน้องมาด้วย;_____; ชิปเป้อหมอกับน้องมอสอย่างเราก็เจ้บหัวจัย ใดๆก็ตามเราชอบมากค่ะ ถึงเรือจะล่มแต่คุณไรท์เก่งมาก ไว้เราจะมาอ่านอีกหลายรอบแน่ๆ ขอบคุณนะคะที่แต่งนิยายดีๆให้อ่าน รักคุณไรท์มากกว่าทุกตัวละครเลยคับผม
    #1,134
    0
  4. #1129 ไป๋อ้าย-Bai ai (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 เมษายน 2563 / 14:24
    โอ้ยดีมากกกกกกแต่พี่หมอคะถ้ารักเขาทุกภพทุกชาติก็รั้งแต่จะปวดใจเศร้าใจอยู่อย่างนี้เพราะเขามีคนรักอยู่แล้วมูฟออนค่ะหมอมอสมีคนเดียวมุแง้
    #1,129
    0
  5. #1119 NthSarobee (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2563 / 05:44
    ตาบวมจ้า ดีเหลือเกิน
    #1,119
    0
  6. #1115 tungpangpaw_ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:22
    รักกกกกแงงงงรักคุณเปรมรอมาขนาดนี้ได้ยังไงแต่ก็สงสารหมอเข้าใจเลย ฮือออออ นิยายดีมากเราเกือบจะเลิกอ่านตอนนี้กรนอกกายไปหาหมอแน่ก็ขอบคุณตัวเองที่อ่านจนจบ ขอบคุณนักเขียนที่เขียนเรื่องดีๆขนาดนี้ให้อ่านนะคะ ขอบคุณจริงๆค่ะ ;-;
    #1,115
    0
  7. วันที่ 17 มกราคม 2563 / 18:52
    ฮือออ สงสารหมอปีเตอร์มากเลยอะ ใจเจ่บแทน หมอแบบ ฮืออ เพราะรัก
    #1,111
    0
  8. #1075 tk_earn95 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 02:31
    ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่านนะคะ เราชอบมากอินมาก ตอนนี้อ่านจบแล้วแต่ยังติดอยู่ในนิยายอยู่เลย ชอบภาษา ชอบวิธีการคุยของพี่กับน้อง ขอบคุณที่เขียนให้จบแบบนี้ด้วยค่ะ ไม่งั้นเราขาดใจแน่
    #1,075
    0
  9. #1074 nuiguide (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2562 / 00:12
    สงสารหมอแทบขาดใจ แต่กะคุณเปรมก้อแบบ ไม่ไหวอะ ยอมใจรักของเขาจริงๆ
    #1,074
    0
  10. #1065 배고파 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 เมษายน 2562 / 23:14
    คุณเปรมมมมมมมมมมมม​ ฮื่ิิออออออออ​ อบอุ่นเหลือเกินนนนนน
    #1,065
    0
  11. #1062 kami-chun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 02:21
    ตอนแรกเรือเปรม ซักพักลี้ภัยมาเรือหมอแม้ออร่าพระรองจะพุ่งกระฉูดไม้พายในมือก็ยังอยู่...ซักพักก็เปลี่ยนเรือมา3P เหนื่อยมากค่ะ!!!!
    #1,062
    0
  12. #1059 ang_9potion (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 10 มีนาคม 2562 / 00:16
    น้ำตามารัวๆ สงสารพี่หมอมาก ความรักในเรื่องนี้ดูวุ่นวายซับซ้อนและเข้าใจยากจริงๆ
    #1,059
    0
  13. #1057 Kk21985925 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 5 มีนาคม 2562 / 14:45
    เป็นเรื่องที่อ่านแล้วตราตรึงใจมาก ชอบคุณไรท์ที่แต่งขึ้นมาได้ดีมากขนาดนนี้นะคะ
    #1,057
    0
  14. #1056 Jeonjungkook1997 (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 / 20:44
    เหมือนจะสุขแต่ก็สุขไม่สุด สงสารหมอมากอ่ะ เชียร์หมอมาตลอด แอบเศร้านิดนึง
    #1,056
    0
  15. #1051 MS.ALIEN (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:57
    จบแล้วววว ได้รักกันแล้ว แต่คือช่วยด้วยนิยายจบเราไม่จบ สงสารคุณหมอ คุณหมอชอบผู้หญิงสิคะ เดี๋ยวจะดูแลคุณหมอให้เอง ฮืออออออ เขียนเก่งมากเลยค่ะ ตอนแรกอาจจะดูเนิบแต่หลัง ๆ สนุกจริง ๆ ทุกตอนเลย ดีใจกับมอส ส่วนคนที่เป่าขลุ่ยอาจจะเป็นคนในวงหรือไม่ก็ครูบุญรึเปล่าน้า 5555555
    #1,051
    0
  16. #1028 kray khunkhun (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 22:29
    แงงงงงง ฮืออออ จบดีมาก ประทับใจนิยายเรื่องนี้มากๆค่ะ ภาษาสวย ภาษาดี เนื้อเรื่องก็ดี ดีไปหมด ตอนได้ยินคำว่า ปักษาสวรรค์ของพี่ ตอนท้ายคือน้ำตาร่วงเลย รับรู้ได้ถึงความรู้สึกโหยหา ความรู้สึกคิดถึง มันดีมากจริงๆค่ะ อธิบายไม่ถูกเลย เสียน้ำตาให้กับคุณหมอไปเยอะมาก มีคุณหมอขายที่ไหนไหมคะ จะเอา จะดูแลเอง แงงงงงง จะรู้สึกโล่งกว่านี้ถ้าคุณหมอไม่ต้องเจ็บปวด ตอนนี้เลยเป็นความรู้สึกหน่วงตอนจบเพราะสงสารคุณหมอ แต่ก็ประทับใจค่ะ ขอบคุณไรท์ที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้นะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #1,028
    0
  17. #1017 BREAKDOWN (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 00:06
    สนุกมากค่ะ แต่ปวดใจเหลือเกนที่หมอได้ครั้งแรกของน้องไป ปวดใจแทนคุณเปรม
    #1,017
    0
  18. #1016 fuengfufu (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 03:58
    วนมาอ่านกี่รอบก็ยังคงสนุกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนค่ะ ขอบคุณที่ยังเปิดให้อ่านอยู่ตลอดนะคะ
    #1,016
    0
  19. #1010 MMAIIII (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 00:00
    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆนะคะ ชอบมากกก ถึงจะยอกว่าทีมคุณหมอแต่จริงๆเราหวังว่าคงเป็นพี่เปรมม แล้วก็ใช่ รักกกกกมากกก
    #1,010
    0
  20. #1000 kaohom_d (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 03:51
    คือดีมากกกกกค่ะ ดีมากๆ เราอินมาก และนี่ทีมพี่หมอ แต่ก็รักคุณเปรม แบบเอาจริงๆโคตรเข้าใจน้องเลย หมอดีมาก คนแบบนี้ที่ควรฝากชีวิตไว้ด้วย แต่เราอ่านเราก็ไม่ได้รักตัวละครหมอ แต่รักตัวละครคุณเปรม ก็เลยแบบเอ๊าาา นี่ไรต์เขียนดีเกินไปหรืออะไร5555
    #1,000
    0
  21. #999 ชานพิงค์♡ (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 22:38
    ขอถามอะไรที่ดูโง่นิดนึงนะคะ แง อยากรู้ว่าคุณเปรมมาเกิดใหม่หรือเป็นสิ่งที่เรียกว่าอะไรหรอคะ คือว่าตอนที่หลวงลุงอธิบายว่าทวดของทีนเสียหลังจากทีนเกิดแสดงว่าคุณเปรมที่มาเกิดใหม่อายุก็ต้องน้อยกว่าทีนและมอสไม่ใช่หรอคะ ทำไมถึงกลายเป็นคนที่ดูจะโตกว่าไปได้ทั้งที่น่าจะมาเกิดเป็นคนที่อายุน้อยกว่ามอสแท้ๆ
    #999
    1
    • #999-1 MoPorY(จากตอนที่ 27)
      21 ธันวาคม 2561 / 16:14
      คุณเปรมที่กลับมาเกิดใหม่อ่อนเดือนกว่าทีนค่ะ อารมณ์ว่าทีนเกิดพฤษภาคม แต่พี่เปรมเกิดธันวาคมน่ะค่ะ แต่ที่ดูโตกว่ามากๆ ก็เพราะพี่เปรมเป็นคนที่จำทุกอย่างจากอดีตชาติได้มากกว่ามอสค่ะ อารมณ์เหมือนผู้ใหญ่ที่อยู่ในร่างเด็กน่ะค่ะ ประสบการณ์ ความทรงจำทุกอย่างมีมากล้ำหน้าลักษณะภายนอกไปเยอะเลย

      สงสัยอะไรถามได้ตลอดเลยนะคะ ^^
      #999-1
  22. #995 Yckrise (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 14:40
    มันกินใจมากๆเลยอ่า แต่งได้ดีมากเลยค่ะ ชอบมากๆเลย
    #995
    0
  23. #984 pukiest (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 12:54
    หมอเก่งมากๆเลย หมอเก่งมากๆ ดีใจกับคุณเปรมกับมอสด้วย ในที่สุดก็ได้รักกันซักทีเนอะ ได้รักแบบที่อยากจะรัก เหนือสิ่งอื่นใดขอบคุณคุณนักเขียนมากๆที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา กินใจมากๆ ทั้งภาษาที่ใช้ คาแรกเตอร์ของแต่ละคน ความรู้ที่สอดแทรก เราชอบมากๆ อินมากๆ ร้องไห้จนตาบวมด้วย อยากจะซื้อต้นดอกการเวกมาปลูกที่บ้านให้ได้เลย ขอบคุณมากๆนะคะ
    #984
    0
  24. #964 tothemoonnnn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 22:09
    ประทับใจคุณเปรมมาตลอด เข้าใจคุณเปรมเสมอค่ะ ฮือออ คุณเปรมมมมมมมม
    #964
    0
  25. #959 Rainyseasonnn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 21:33

    ฮือ น่ารักมากเลยค่ะ แต่ยังไงนี่ก็ชอบหมอมากๆอยู่ดีแงงง ขอบคุณคนเขียนมากนะคะ

    #959
    0