แว่วเสียงการเวก [Yaoi] [จบแล้ว]

ตอนที่ 26 : ความจริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,874
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 198 ครั้ง
    28 ต.ค. 60







B
E
R
L
I
N
 














หลังจากนั้นสองวัน ผมก็ได้ออกจากโรงพยาบาลสมใจ ชีวิตในช่วงแรกของผมเป็นไปอย่างทุลักทุเล

ขาใส่เฝือกทั้งสองข้าง แขนขวาก็ใส่เฝือก ส่วนแขนซ้ายไม่มีปัญหาด้านกระดูกแต่ก็มีปัญหาข้อมือซ้น สำคัญที่สุดคือคอก็ถูกใส่เฝือกอ่อนเอาไว้

บอกตามตรงว่าสภาพของผมโคตรจะคล้ายคลึงกับมัมมี่สุดๆ ไปเลย

ในตอนแรกผมตั้งใจจะดรอปเรียนเทอมนี้อยู่แล้ว แต่ไม้กับทีนกลับเสนอให้ผมเรียนวิชาที่ไม่เปิดในช่วงซัมเมอร์ในเทอมนี้ ส่วนวิชาไหนตามเก็บช่วงซัมเมอร์ได้ก็ไปถอนออกเพื่อจะได้ไม่เป็นภาระมากเกินไป ไปๆ มาๆ เลยกลายเป็นว่าผมเหลือวิชาที่ต้องเรียนอยู่แค่สามตัวซึ่งเป็นวิชาคณะทั้งหมด

หลังจากไปดีลกับอาจารย์โดยใช้ลูกอ้อนลูกตื้อเล็กน้อย อาจารย์ทั้งสามวิชาก็เห็นชอบกันให้ผมไม่ต้องเข้าเรียน แต่ต้องอ่านหนังสือและส่งงานเหมือนคนอื่นๆ ถ้ามีควิซก็ต้องมาสอบ ซึ่งแน่นอนว่ามันสบายกว่าต้องไปเข้าเรียนทุกคาบมากๆ แต่ก็ต้องแลกมากับความเสี่ยงของการไม่เข้าใจเนื้อหาและติดเอฟ แต่ผมก็โชคดีที่ยังมีไอ้ไม้ รายนี้ปกติก็ทำตัวติดกับผมเป็นตังเม สิงผมได้คงสิงไปแล้วแล้ว แน่นอนว่าเรื่องเรียนมันก็ไม่พลาดที่จะสิงผมเหมือนเดิม จากเมื่อก่อนที่ผมเป็นสายขยันส่วนมันเป็นสายเรียนๆ เล่นๆ พอมาตอนนี้มันกลับต้องกลายมาเป็นหัวเรือหลักจดเลคเชอร์ อัดเสียงอาจารย์และตั้งใจเรียนเพื่อลากผมผ่านเอฟไปด้วยกัน

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้มันเต็มๆ จากคนเรียนๆ เล่นๆ ต้องเปลี่ยนมาเป็นเด็กหน้าห้องคงไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญคือมันไม่จำเป็นต้องทำให้ผมขนาดนั้นเลยด้วยซ้ำ แต่มันก็ยังทำ

เพราะแบบนั้นผมเลยรู้สึกขอบคุณมันมากขึ้นไปอีก

บางทีผมก็อดแอบคิดไม่ได้ว่า ไม้อาจจะเป็นไอ้มั่นในชาติที่แล้วที่สำนึกได้ว่าตัวมันปล่อยปละละเลยผมจนกระทั่งถึงวันที่ผมถูกฆ่าก็แทบไม่ได้เจอหน้ากัน มาชาตินี้เจ้าตัวก็คงตั้งมั่นไว้ว่าอยากแก้ตัว ไอ้ไม้ก็เลยเกาะผมเป็นหมากฝรั่งเคี้ยวแล้วไม่เว้นแต่ละวัน

คำอธิษฐานนั้นมีพลังมากกว่าที่เราคิดนะโยม

ผมยังจำประโยคนี้ของหลวงลุงได้ดี

คำอธิษฐานก็คือคำขอ คำขอที่เกิดจากความปรารถนาอย่างแรงกล้าภายใน

เฮีย ทำให้ผมรับรู้ทุกอย่างเพราะอยากให้ผมให้อภัย

อาเจ้ กลับมาเป็นผู้ชายเพราะเธออยากเป็นผู้ชายมาตลอด

ไอ้มั่น กลับมาเกาะผมเป็นตังเมอาจจะเพราะมันอยากจะชดเชยในสิ่งที่มันไม่ได้ให้ผม

ทุกคนมีความปรารถนาและกลับมาเพื่อทำให้มันเป็นจริง

ชีวิตของคนเราก็ง่ายแค่นี้เอง วนลูปซ้ำไปซ้ำมาไม่มีจบเพื่อแก้บ่วงอธิษฐานไปทีละบ่วง

เท่านั้นเอง ชีวิตคนเราก็เท่านี้เอง

ตัวผมเองก็ยังมีบ่วงที่แก้ไม่ตกเหมือนกัน

หลังจากออกจากโรงพยาบาล ผมก็เทียวมาเทียวไประหว่างโรงพยาบาล หอพักและมหาวิทยาลัยโดยมีไม้และทีนอยู่ข้างตัวไม่ห่าง กว่าจะรู้ตัว ผม ไอ้ไม้ ทีนและพี่หมอพจน์ก็กลายเป็นเดอะแก๊งค์ไปไหนไปกันเสียแล้ว ถ้าวันไหนที่พวกผมว่างและพี่เขาว่าง พวกเราก็มักจะออกไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ

ตอนนี้ตัวผมเองก็เรียกเขาว่าพี่พจน์ ส่วนเขาก็เรียกผมว่าน้องมอส ดูไปดูมาก็เหมือนคู่พี่น้องกันจริงๆ จนหลังๆ พ่อกับแม่ก็เริ่มจะรับรู้เรื่องราวของพี่เขาแล้วชวนไปเที่ยวบ้านอยู่บ่อยๆ ผมจำได้แม่นว่าในวันตัดเฝือกพี่หมอยังอุตส่าห์เดินข้ามตึกมาให้กำลังใจผมทำกายภาพบำบัดขาที่ไม่ได้ใช้มาร่วมสองเดือนทั้งๆ ที่ตัวเองก็งานล้นมือแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

ทุกอย่างที่เขาทำ พาลทำให้ผมนึกถึงคำที่ป้าอิ่มเคยเล่าให้ผมฟัง


พี่สาวของเอ็งพูดถึงเอ็งบ่อยมากเลยรู้ไหม

ไอ้กรดีอย่างนั้น ไอ้กรดีอย่างนี้ เห็นมันนิสัยเช่นนั้นแต่มันก็รักเอ็งนะ ข้ายังจำได้อยู่เลย ตอนวันเกิดท่านเจ้าคุณ พี่สาวเอ็งนี่หาเรื่องไปทำงานในเรือนแจเลย ก็เพราะมันอยากจะไปดูเอ็งเล่นดนตรีน่ะสิ อู๊ย ข้านี่เหนื่อยใจจะบ่น

มันน่ะ ระริกระรี้จะไปดูเอ็งสีซอเสียให้ได้ พลางโอ้ชมเอ็งกับคนในโรงครัวยกใหญ่ว่าเอ็งน่ะเสียงดี พวกบ่าวมันก็เลยพากันไปฟัง อุบ๊ะ เสียงเอ็งนี่ใสอย่างกับนกการเวกอย่างไรอย่างนั้น เป็นเด็กผู้ชายแท้ๆ


พี่พจน์เป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ก็มักจะอวยผม ห่วงผมออกนอกหน้า

ชาติก่อนเป็นยังไง ชาตินี้ก็ยังเหมือนเดิม แม้จะไม่มีหลักฐานมายืนยันแต่ใจผมมันก็เชื่อไปแล้ว ต่อให้เขาไม่ใช่อาเจ้ของผมจริง แต่การรับเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเสียใจ ออกจะน่ายินดีด้วยซ้ำไป

เอาเข้าจริงผมก็คงต้องขอบคุณเฮียที่ทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวในอดีต เพราะไม่อย่างนั้นผมคงใช้ชีวิตในตอนนี้ไปวันๆ โดยไม่คิดอะไรเลย

....

เดี๋ยวนะ...มันมีบางอย่างแปลกๆ

....

จริงสิ ถ้าเฮียเป็นคนทำให้ผมระลึกถึงอดีต ทำไมเสียงที่ผมได้ยินได้ช่วงแรกๆ ถึงเป็นเสียงของคุณเปรมล่ะ

บ้าจริง ทำไมผมถึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้นะ

ตลอดเวลาสองเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของผมวุ่นวายอยู่กับการเรียนและสุขภาพจนไม่มีเวลาว่างได้มานั่งคิดทบทวนอะไรเลย กว่าจะนึกขึ้นได้เวลาก็ผ่านไปมากโข

ผมดึงลิ้นชักใต้โต๊ะออกมาแล้วหยิบสมุดปกหนังขึ้นมาวางบนโต๊ะ

บอกตามตรงว่าผมไม่กล้าอ่าน

ตาของผมจับจ้องมันอยู่อย่างนั้นหลายนาทีทีเดียวกว่าผมจะกล้าเปิดมันขึ้นมา ผมไล่เปิดมันทีละหน้า กวาดตาผ่านหน้าที่เคยอ่านมาแล้วไปผ่านๆ ตั้งใจว่าจะเริ่มอ่านตั้งแต่หน้าสุดท้ายที่อ่านค้างไว้เป็นต้นไป แต่พอเปิดไปถึงจริงๆ กลับพบว่าวันที่บันทึกกระโดดข้ามไปอย่างน่าแปลก

ผมจำได้ว่าหน้าสุดท้ายที่ผมอ่านบันทึกไว้ว่าเป็นวันที่ 3 มีนาคม 2460 ซึ่งเป็นวันที่กรวิกตกน้ำ

เป็นวันที่ผมได้ไปที่นั่นเป็นครั้งแรก

มาถึงตรงนี้ก็เพิ่งจะคิดอะไรบางอย่างได้

ทำไมเฮียต้องพาผมกลับไปในวันนั้นด้วยล่ะ ทำไมถึงไม่พาผมย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยเด็กๆ เผลอๆ ถ้าผมได้เห็นภาพพวกเรารักใคร่กันฉันพี่น้อง ผมอาจจะให้อภัยเขาไปก่อนหน้านี้แล้วก็ได้

แปลก แปลกจริงๆ

ผมเลิกคิดแล้วกลับมาให้ความสนใจกับวันที่ในบันทึกต่อ

หลังจากวันที่ 3 มีนาคม 2460 หน้าถัดมากลับกระโดดข้ามมาที่เดือนพฤษภาคมเสียอย่างนั้น



วันนี้เป็นวันเกิดของคุณพ่อ มีแขกเหรื่อแวะมาแสดงความยินดีกันคับคั่ง แต่ก็มีเพียงเรากับคุณพ่อเท่านั้นที่คอยรับหน้า พักนี้อาการคุณแม่แย่ลงกว่าเก่า หมอทุกคนต่างพากันบอกว่าท่านคงอยู่ได้อีกไม่นาน ด้วยเหตุนี้เราจึงอยากให้ท่านได้สมความปรารถนาก่อนสิ้นใจ เมื่อท่านหาคู่มาให้เราจึงมิได้คัดค้านอะไร อย่างไรเสียเราเองก็มีหน้าที่ในการสืบต่อวงศ์ตระกูลและเป็นเสาหลักของบ้านสืบไปอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้แต่งงานกับคนที่พึงใจก็คงไม่เป็นไร เพราะเขาเองก็มิได้จากไปไหนไกล เจ้านกการเวกน้อยของเรายังคงบินวนอยู่ใกล้ๆ ยังคงขับขานบทเพลง พูดจาเจื้อยแจ้วให้ฟังไม่ห่างหายไปไหน เพียงเท่านี้ใจเราก็สุขมากเกินพอแล้ว


 

วันที่ ๑๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖o



เหมือนมีบางอย่างมาจุกอยู่ในอก

เจ้านกการเวกน้อยของเรา

คำๆ นี้ช่างเสียดแทงใจผมเหลือเกิน

ผมค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษเพื่ออ่านต่อ



เรามิรู้จะเขียนพรรณนาความรู้สึกในอกเราออกมาอย่างไรดี ความรู้สึกร้อนรุ่มแลอึดอัดนี้คืออะไรกันหนอ เจ้าดอกการเวกของพี่ เหตุใดเจ้าจึงพูดจาเยี่ยงนั้นออกมา สายสวาทที่เราเคยมีต่อกันขาดสะบั้นไปแล้วหรือ เหตุใดใบหน้าเจ้าจึงทุกข์ระทมถึงเพียงนั้น แม้อยากจะเข้าไปกอดปลอบเจ้าเพียงใด แต่ตัวพี่เป็นใคร ตัวเจ้าเป็นใคร พวกเราเป็นใครใยจักไม่ตระหนักถึง ความรักของเราหากจะกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ก็คงไม่ผิด หากพี่ขอแค่ให้เจ้าอยู่ใกล้ๆ มิบินจากไปไหนไม่ได้เลยหรือ บุญกุศลที่ได้ทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันในวันนี้ หากสามารถนำพาให้เรามาเจอกันแลรักกันอย่างปกติสุขในชาติภพหน้าได้ก็คงเป็นเรื่องน่ายินดี


วันที่ ๑๗ เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖o




ผมดีใจ

ผมดีใจที่อย่างน้อยเขาก็ยังคิดถึงผมบ้าง คุณเปรมที่ผมรู้จักไม่ใช่คนช่างอธิบาย เขาแทบไม่ปริปากถึงสิ่งที่คิดออกมาให้ผมฟังเลยสักนิด จนหลายครั้งที่ผมเผลอ...ไม่เชื่อ...ไม่เชื่อในคำว่ารักของเขาว่ามันจะเป็นของจริง

แต่ตอนนี้ผมพอใจแล้ว แค่รู้ว่าเขารักผมจากใจจริงก็พอแล้ว

ผมพลิกกระดาษเพื่ออ่านหน้าต่อไป




ความรักของเรานั้นจบสิ้นลงแล้ว เขาบอกลาเราแล้ว เจ้านกน้อยบินจากอ้อมอกเราไปแล้ว ดอกการเวกในมือเราเหี่ยวเฉาลงเสียแล้ว หัวใจของเรา...แหลกสลายเสียแล้ว


วันที่ ๔ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๖o




บันทึกหน้านี้เป็นเพียงประโยคสั้นๆ แต่เมื่ออ่านจบหัวใจผมกลับปวดร้าวเหลือเกิน

รัก

ผมรักเขาจริงๆ ด้วย

ผมรักใครไม่ได้แล้วจริงๆ ด้วย

มือสั่นเทาของผมทาบปิดใบหน้าของตัวเอง ผมรู้ดีว่าตัวเองกำลังร้องไห้ ในวันนั้นคงเป็นวันที่ผมบอกลาเขา คงเป็นวันที่เขาเจ็บที่สุด

คงเป็นวันที่หัวใจของพวกเราบาดเจ็บที่สุด

ผมหยุดให้ตัวเองได้ตั้งสติอีกครั้ง เมื่อหยาดน้ำตาเริ่มแห้งเหือดผมจึงพลิกหน้าต่อไป

พลิกไปทั้งๆ ที่รู้ว่าวันพรุ่งนี้เขาจะเขียนว่าอะไร

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกกับบันทึกหน้านี้ไม่ใช่ข้อความที่สะดุดตา แต่เป็นร่องรอยบางอย่างบนกระดาษ กระดาษเก่าๆ หน้านี้มีร่องรอยเหมือนเคยโดนความชื้นมาก่อน ที่สำคัญรอยพวกนั้นไม่ได้กระจายไปทั้งหน้า แต่มันมีลักษณะเป็นหยดๆ เหมือน...

น้ำตา

ผมพึมพำกับตัวเอง

พูดกับตัวเองเพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่สัมผัสได้คือของจริง

เขาร้องไห้....คุณเปรมร้องไห้

เพราะแบบนั้นผมจึงต้องรีบอ่านข้อความ



หัวใจเราเจ็บราวกับจะแหลกสลายในคราที่เจ้านกน้อยบอกลา แต่ในยามนี้หัวใจเราเหมือนมีใครมาทุบทำลาย บดขยี้แล้วเอาไปทาเกลืออย่างไรอย่างนั้น เมื่อยามที่ได้ทราบข่าวว่าเจ้าดอกการเวกของพี่ถูกทำร้ายสาหัสปางตาย พี่รีบรุดไปแล้ว ไปยังโรงหมอของปีเตอร์ที่เคยสาบานกับตนเองไว้ว่าจักไม่ไปเยือน แต่พี่ยอมตระบัดสัตย์เพื่อดวงใจของพี่ ครั้นพอไปถึง ที่นั่นก็มีคนอยู่มากมาย ทั้งมั่น พ่อแม่ของน้อง รวมไปถึงปีเตอร์ด้วย มั่นเล่าให้พี่ฟังว่าพี่ชายของน้องก็ถูกทำร้ายเช่นกัน แต่เสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้ว ส่วนน้องนั้น ปีเตอร์บอกว่ามีภาวะติดเชื้อในโลหิต มั่นอาจจักไม่เข้าใจ แต่พี่เข้าใจดี น้องจักไม่คืนกลับมาหาพี่อีกแล้ว เพราะเหตุใดเล่าเจ้าจึงไม่อยู่ต่ออีกสักนิด อยู่ให้พี่ได้ขอโทษ อยู่ให้พี่ได้ตระกองกอดเจ้าไว้ในอ้อมแขน พี่เพียงอยากบอกว่ารักเจ้าอีกสักครั้งเท่านั้น แม้แต่วาระสุดท้ายของเจ้าพี่ก็ไม่อาจเข้าไปกุมมือได้ บางคราพี่ก็นึกอิจฉาปีเตอร์เหลือเกิน อิจฉาที่เขาสามารถรักเจ้าได้อย่างเปิดเผย ภาพที่เขานั่งกุมมือเจ้าอยู่ข้างเตียงแลร่ำไห้ปานจะขาดใจนั้นยังตราตรึงอยู่ในใจของพี่มิรู้ลืม

ตัวพี่เองก็อยากทำเยี่ยงนั้นไม่ต่างกัน แต่พี่จักทำได้อย่างไร ฐานะของพี่ ตระกูลของพี่ ทุกสิ่งที่พี่แบกไว้บนบ่าทำให้พี่ทำได้แค่มองเจ้าค่อยๆ สิ้นลม ไม่อาจแม้แต่จะเดินเข้าไปกุมมือ ทำได้เพียงจิกเล็บเข้าไปในมือตนเอง จิกจนกว่าเลือดจะไหลหมดกาย เพื่อห้ามตัวเองไม่ให้พุ่งเข้าไปตระกองกอดเจ้าไว้ในอ้อมแขน

อภัยให้พี่เถิดดวงใจพี่ พี่ขอโทษ พี่รักเจ้าเหลือเกิน อีกไม่นาน จักตามไปหา ถึงครานั้น คำแรกที่พี่จักพูดเมื่อเราได้พบกันคือคำว่าขอโทษ พี่จักขอโทษดวงใจพี่จนกว่าเจ้าจะให้อภัย แม้จะต้องใช้เวลาอีกกี่ร้อยกี่พันชาติพี่ก็ไม่หวั่น ขอเพียงได้พบเจ้า ได้รักเจ้า ได้ขอโทษเจ้าอีกสักครา แค่นั้นก็มากเกินพอแล้ว


วันที่ ๕ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๖o




ทันทีที่อ่านจบผมก็ร้องไห้ออกมาเหมือนจะขาดใจ

ผมไม่สนอีกแล้ว ต่อให้ทีนจะกลับมาเห็นตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแค่ได้ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นนี้ออกมาก็พอ

ผมรักเขา ผมรักเขาจริงๆ ด้วย

ตัวผมร้องไห้ไปนานแค่ไหนไม่รู้ กว่าจะรู้ตัวอีกที ตาทั้งสองข้างก็บวมแดงเกินกว่าจะมีน้ำตาไหลออกมาได้อีก ผมถอนหายใจยาวๆ เพื่อพยายามระงับอารมณ์แล้วรวมรวบสติที่กระเจิดกระเจิงไปกลับมา

มือสั่นเทาค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษต่อจากนั้นแล้วก็ต้องแปลกใจที่มันไม่มีอะไรต่อจากนั้นเลย

ไม่มีบันทึกต่อ

ไม่มีอะไรเขียนไว้

ไม่มีอะไรเลย ...จนกระทั่งหน้าสุดท้าย

ผมกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอแล้วไล้มือบนหน้ากระดาษอย่างเหม่อลอย

เพลงยาวบทนี้มันแสนจะ...คุ้นเคย

...เพลงยาวที่เขาแต่งให้ผม....


กลอนเพลงยาวร้อยหัวใจอันสุขี

ด้วยคะนึงถึงยอดมารตี

ขอน้องนี้รับรักด้วยเมตตา

 

เสียงเจ้าหวานปานนกการเวก

ความปัจเจกเอกลักษณ์คือหรรษา

หวังนอนฟังหากเจ้ากรุณา

เพียงพบหน้าพาใจได้ภิรมย์

 

เจ้าเป็นจีนงามหมวยสวยบาดจิต

หากน้องฝากชีวิตคงสุขสม

ต่างเชื้อชาติใช่ต่างรักต่างนิยม

พี่สัญญาจักชื่นชมเจ้านิรันดร์

 

หากเจ้าเป็นมาลีพี่เป็นผึ้ง

ใช่ทะลึ่งมีแต่รักมากมหันต์

หากเจ้าเป็นโลกนี้พี่เป็นจันทร์

อยู่คู่กันตลอดไปด้วยรักเอย

                                                                                                                                               

ตรงท้ายกลอนมีข้อความสั้นๆ เขียนไว้สองสามบรรทัด



ในที่สุดพี่ก็ตามหาตัวคนที่ทำร้ายดวงใจพี่จนเจอ แต่กว่าจะพบความจริง คนผู้นั้นก็สิ้นชีพไปเสียก่อนแล้ว เขายังไม่ได้ชดใช้ให้น้องด้วยซ้ำ สิ่งที่พี่ทำได้คือทำลายทุกอย่างที่เขาเหลืออยู่บนโลกใบนี้ เขาว่ากันว่าเมื่อคนเราสิ้นไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความดีงาม แต่พี่จักทำให้มันไม่เหลืออะไรเลย เหมือนกับที่มันทำให้ชีวิตของพี่สิ้นไร้แสงสว่างในวันนั้น



จากที่อ่าน คุณเปรมคงรู้แล้วว่าทั้งหมดคือฝีมือของท่านเจ้าคุณเอื้อ ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาทำอะไร แต่อย่างน้อยเขาก็ทำมันเพื่อผมและผมก็มั่นใจว่าคนอย่างเขาย่อมไม่ใช้วิธีสกปรกแน่

ชายคนนี้มีอุดมการณ์เป็นของตัวเอง ขนาดตอนผมจะตาย เขายังรักษาอุดมการณ์ไว้ไม่สั่นคลอน เขายอมที่จะมองผมตายโดยไม่ได้เข้ามากอด ดีกว่าสูญเสียจุดยืนของตัวเองไป

คนแบบนี้นี่....มันเหลือเกินจริงๆ

ผมหัวเราะฝืดๆ ให้กับคำปรามาสเขาของตัวเองแล้วไล่สายตาไปมองที่ปกสมุดจึงเห็นกระดาษแผ่นน้อยแนบอยู่...


พฤษภกาสร           อีกกุญชรอันปลดปลง

โททนต์เสน่งคง      สำคัญหมายในกายมี

นรชาติวางวาย      มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

สถิตทั่วแต่ชั่วดี       ประดับไว้ในโลกา


...กฤษณาสอนน้องคำฉันท์...

ผมเคยได้ยินกลอนบทนี้ตอนไปหาหลวงลุงที่วัดกับทีน และจำได้แม่นว่าหลวงลุงบอกผมว่านี่เป็นกลอนที่คุณทวดของทีนชอบ แต่ผมมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ลายมือคุณเปรม ฉันท์นี้ถูกเขียนขึ้นด้วยลายมือที่บรรจงกว่า ประณีตกว่าและอ่อนช้อยกว่า ดูๆ ไปแล้วก็เหมือน...

...ลายมือผู้หญิง...

...คุณชื่น...นั่นเป็นชื่อเดียวที่ผมนึกออก

ถ้าคุณชื่นเป็นคนเขียนจริง แสดงว่าเธอต้องได้อ่านข้อความทั้งหมดที่ถูกบันทึกเอาไว้ในนี้

เธอทนได้เหรอ เธอจะรู้สึกยังไงกันนะ เธอจะรู้รึเปล่าว่าคนที่คุณเปรมกล่าวถึงคือผม

ปริศนามากมายถาโถมเข้ามาในหัวเสียจนผมนั่งไม่ติด

ไม่ได้แล้ว ผมต้องทำอะไรสักอย่าง

ผมเงยหน้ามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนังห้องแล้วเริ่มไล่เรียงตารางชีวิต

ตอนนี้ผมเดินเหินได้สะดวกเหมือนเก่า สำคัญที่สุดคือสอบเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นชีวิตผมตอนนี้จึงอยู่ในโหมดว่างถึงว่างที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็กลับบ้านไม่ได้เพราะต้องรอเรียนซัมเมอร์ต่อ ทีนก็ไปทำงาน ไอ้ไม้ก็มีสอบ

ทางสะดวกสุดยอด

พอคิดได้แบบนั้นผมเลยกุลีกุจอเก็บของลงกระเป๋าแล้วบึ่งออกไปจากหอสู่จุดหมายปลายทางที่ผมมั่นใจว่าปริศนาทั้งหมดจะคลี่คลาย

หลวงลุงเท่านั้นที่จะช่วยผมได้

 







วัดที่แสนคุ้นตายังร่มรื่นไม่ต่างจากหลายเดือนที่แล้ว ผู้คนมากหน้าหลายตาหลั่งไหลเข้ามาทำบุญไม่ขาดสายเหมือนเดิม เด็กๆ วิ่งเล่นเจี๊ยวจ๊าวกันอยู่แถวร้านอาหารเหมือนเดิม อากาศเมืองไทยยังร้อนเหมือนเดิม ทุกอย่างดูปกติสุขเหมือนเดิม

ผมเองก็มาที่นี่ด้วยความกังวลใจเหมือนเดิม

แต่ที่แย่กว่าเดิมคือผมไม่รู้ว่าผมจะหาหลวงลุงได้ที่ไหนนี่สิ ชื่อของท่านผมก็ไม่รู้ กุฏิท่านอยู่ตรงไหนยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แย่จริงๆ

หลังจากเดินวนไปวนมาอยู่หลายรอบ ในที่สุดผมก็ตัดสินใจที่จะลองเดินไปยังศาลาริมน้ำที่ผมเคยพบท่านเมื่อนานมาแล้ว สถานที่แห่งนั้นยังคงสงบร่มเย็นเหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่น่าแปลกที่คราวนี้กลับไม่มีใครอยู่ละแวกนี้เลยสักคน

ไม่มีเลยสักคน

หลังจากหันซ้ายหันขวาดูหลายรอบจนแน่ใจแล้วผมก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้

ต้องทำยังไงถึงจะได้เจอท่านนะ จะให้ไปถามพระรูปอื่นในวัดก็ไม่รู้ว่าจะถามยังไงดี ชื่อก็บอกไม่ได้ ลักษณะก็อธิบายยากเกินไป

เมื่อทำใจแล้วว่ายังไงเสียวันนี้ก็ต้องถอดใจ ผมจึงค่อยๆ พาตัวเองเดินไปนั่งรับลมในศาลาแทนการยืนอยู่กลางลานร้อนอบอ้าว

เหมือนภาพเหตุการณ์ในวันเก่ายังไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ ผมยังจำได้ดีว่าในวันนั้น...ในวันที่ผมมาที่วัดนี้เมื่อหลายเดือนก่อน ผมได้ยินเสียงตัวเองร้องเพลงลาวดวงเดือน ผมได้ยินเสียงของ...

จริงสิ ทำไมผมถึงเพิ่งนึกได้นะ

ถ้าจำไม่ผิด ในวันนั้นผมได้ยินเสียงคนร้องเพลงลาวดวงเดือนแต่ไม่รู้ว่าเป็นเสียงของใคร เลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นเสียงอย่างที่ได้ยินทุกที พอได้ยินเสียงคนท่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ก็เลยพาลนึกไปว่าน่าจะเป็นคนเดียวกัน แต่พอกลับมานึกดูดีๆ เสียงที่ได้ยินในตอนนั้นมัน...ไม่เหมือนเสียงของคุณเปรมเท่าไหร่ เสียงนั้นใสกระจ่างกว่า แหลมกว่า เหมือนเสียงของผู้หญิง

เหมือนเสียงของคุณชะ...

อ้าว โยมมอสไม่ใช่รึ

ผมสะดุ้งโหยงกับเสียงร้องทักที่ดังแทรกเข้ามาในห้วงภวังค์ก่อนจะหันขวับไปมองทันทีที่ตั้งสติได้

ร่างสูงวัยคุ้นตาในชุดภิกษุทำให้ผมผลุดลุกขึ้นยืนแทบไม่ทัน

นมัสการครับหลวงลุง ผมตามหาหลวงลุงแทบพลิกวัดเลยครับ

ท่านไม่ได้ตอบอะไร ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเพียงฉีกยิ้มบางแล้วค่อยๆ หย่อนตัวลงบนม้านั่งปูนในศาลา เมื่อเห็นดั่งนั้นผมจึงย่อตัวลงนั่งกับพื้นบ้าง

สงสัยงานนี้คงคุยกันยาว

เมื่อเห็นว่าหลวงลุงไม่มีท่าทีจะเริ่มบทสนทนาผมจึงพนมมือขึ้นบริเวณอกแล้วเริ่มพูด

หลวงลุงครับ ผมมีหลายเรื่องที่อยากจะถามหลวงลุงครับ คือว่า...

ถ้าหากจะถามว่า พี่ชายของโยมในชาติที่แล้วคือต้นเหตุให้โยมกลับไปเห็นอดีตจริงหรือไม่ อาตมาขอตอบว่าจริง แต่หากจะถามว่าโยมได้ย้อนกลับไปในอดีตหรือไม่ อาตมาก็ขอตอบว่าไม่จริง

คำตอบนั้นช่างเสียดแทงใจ

หลวงลุงยังเหมือนเดิม ท่านหยั่งรู้ทุกอย่างเสียจนผมนึกกลัว แต่อีกใจมันก็อยากรู้

อยากรู้จนยอมเผชิญหน้ากับความกลัวในใจ

แล้วที่ผมเห็นมันคืออะไรหรือครับ

ท่านก้มมองหน้าผมนิดนึงก่อนจะหันไปทอดมองแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลเอื่อยอยู่ไม่ไกล

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือนิมิตนั่นล่ะโยม

ผมส่ายหน้ารัว

ไม่จริงหรอกครับ ถ้าเป็นนิมิต ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนตัวเองไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นล่ะครับ ถ้าเป็นนิมิตผมควรที่จะเป็นผู้ดู ผมควรที่จะ...

โยมมอส

เสียงอ่อนโยนนั้นหยุดคำพูดทั้งหมดของผมแล้วเรียกความสนใจให้สบเข้าไปในดวงตาฝ้าฟาง

นัยน์ตานั้นอ่อนโยนเหลือเกิน อ่อนโยนเสียจนผมรับรู้ได้ถึงความสงสารและเห็นใจ

โลกใบนี้ก็มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่อาจจะเข้าใจหรือพิสูจน์ได้ สิ่งที่โยมเจอ อาตมาก็สุดจะสรรหาคำมาอธิบาย

ท่านสบตาผมนิ่ง

สิ่งที่โยมเผชิญมาคือสภาวะหนึ่งของจิตที่ถูกนำพาไปให้เห็นเหตุการณ์ที่ผู้นำพาอยากให้เห็น แต่เพราะเหตุใดโยมจึงรู้สึกเหมือนกลับไปอยู่ในเหตุการณ์นั้น หรือทำไมโยมจึงได้ยินเสียงของคุณเปรมแทนเสียงของพี่ชาย หรือแม้กระทั่งเหตุผลว่าทำไมเหตุการณ์ที่โยมเห็นจึงเริ่มต้นหลังจากกรวิกตกน้ำ อาตมาเองก็สุดรู้

ท่านเว้นจังหวะอยู่อึดใจแล้วเบนสายตากลับไปทอดมองแม่น้ำใหญ่

ชีวิตคนเราก็เหมือนสายน้ำนั่นล่ะโยม กว่าจะมาถึงที่ๆ อยู่ตอนนี้ก็ผ่านอะไรมามากมาย จะให้จำ จะให้รู้ ทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้หรอก

แล้วท่านก็กลับมาสบตาผม

สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ว่าเราได้อะไรมาบ้างระหว่างทาง ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าตลอดเส้นทางที่ผ่านมาแก่นแท้ของมันคืออะไร ปลาในน้ำมันคงไม่จำหรอกว่าเส้นทางที่ว่ายผ่านมามีกรวดอยู่กี่ก้อน มีหญ้าช้องอยู่กี่กอ แต่มันรู้ว่ามันมีจุดหมายให้ไป มีหน้าที่ต้องสืบทอดเผ่าพันธุ์ ต้องมีชีวิตอยู่

ความรู้สึกบางอย่างตีขึ้นมาจนจุกอก

แล้วโยมล่ะ ตอบตัวเองได้ไหมว่าจากเหตุการณ์ที่ไปรับไปรู้มา โยมได้อะไร แก่นแท้ของมันคืออะไร คนๆ นั้นให้โยมกลับไปรับรู้อดีตเพื่ออะไร

ผมรู้สึกว่าร่างทั้งร่างสั่นเทิ้มจนผมต้องหยุดสูดหายใจเข้าสองสามครั้งจึงสงบลง ในหัวค่อยๆ คิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ อยู่พักใหญ่จึงค่อยเงยหน้าขึ้นตอบ

เขา...อยากให้ผมให้อภัย

ใบหน้าสูงวัยประดับยิ้มกว้าง

แล้วโยมว่าอย่างไรเล่า

ผมกับเขา เราจบสิ้นกันแล้ว ไม่มีอะไรค้างคา ไม่ว่าจะทุกข์จะสุข ผมตัดหมดแล้ว

ผมเห็นท่านพยักหน้าน้อยๆ พร้อมกับรอยยิ้มบาง

นั่นคงเป็นทุกอย่างที่ท่านอยากจะบอก แต่นั่นยังไม่พอ

ผมยังมีเรื่องที่อยากรู้

แล้วเรื่องของคุณเปรมกับหมอปีเตอร์ล่ะครับ

ท่านหันมามองผมแล้วอมยิ้มเงียบๆ

ไม่พูด ไม่ถามจนน่าแปลก แต่เพราะแบบนั้นผมจึงได้พูดต่อ

ผมจำได้ว่าตัวเองช่วยทำซีพีอาร์ให้แม่เด็กที่ตกน้ำ ผมจำได้ว่าผมโดนหมอปีเตอร์จับผิดครั้งแล้วครั้งเล่าเรื่องที่ผมมีความรู้ผิดลูกชาวบ้านทั่วไป เรื่องพวกนั้นมัน...

โยมจำคราวที่เราเจอกันในวัดในนิมิตโยมได้ไหม

ผมนิ่งคิด

ภาพเหตุการณ์ที่ผมเจอท่านที่วัดคราวนั้นผุดขึ้นมาเป็นฉากๆ


 “การรับรู้ของคนเรา เกิดขึ้นจากการรับรู้ของจิต ถ้าจิตรับรู้เรื่องในอดีต เราก็จะคิดไปว่าเราย้อนอดีต

พูดให้ง่าย สิ่งที่โยมรับรู้อยู่ตอนนี้ ทั้งหมดล้วนเกิดจากจิตของโยมเอง จิตของโยมกำลังรับรู้เรื่องในอดีต เพราะมีใครบางคนอยากให้โยมรับรู้มัน

จำไว้นะโยมมอส จิตของเราปรุงแต่งทุกอย่างที่เรารับรู้ ตอนนี้จิตใหม่ของโยมกำลังรับรู้เรื่องราวในชาติเก่า

 “ทุกสิ่งที่รับรู้ได้ในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด

 “แต่ความรู้สึกอันเป็นแก่นแท้นั้นเป็นของจริง


ผมเงยหน้าสบตาท่าน

หลวงลุงหมายความว่าเรื่องพวกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงเหรอครับ

ท่านยิ้มน้อยๆ

ถูกและไม่ถูกในคราวเดียวกัน

ท่านส่งยิ้มให้ผมเล็กน้อย

โยมคิดว่าถ้าโยมกับพ่อของโยมกินข้าวเช้าจานเดียวกันกับโยม พ่อของโยมจะทำทุกอย่างเหมือนอย่างที่โยมทำไหม

ผมขมวดคิ้วยุ่ง

อะไรเนี่ย งงไปหมดแล้ว

ก็...สมมุติว่าโยมกินอาหารจานเดียวกับพ่อของโยม โยมคิดว่าปริมาณพริกน้ำปลาหรือลักษณะท่าทางการกินของพ่อกับตัวโยมเองจะเหมือนกันไหม

ผมส่ายหน้าช้าๆ

มันก็เหมือนกันล่ะโยม โยมกินข้าวจานเดียวกับกรวิก ไปเจอเหตุการณ์เดียวกับกรวิก แต่คนกินคือโยม ไม่ใช่กรวิก กรวิกอาจจะไม่เติมพริกไทยลงในข้าว แต่โยมอาจจะเหยาะลงไปนิดหน่อย แล้วรสชาติอาหารมันจะไปเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วได้อย่างไร

พอพูดจบท่านก็อมยิ้ม

แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมว่ามันคืออาหารจานเดียวกัน

ผมพยักหน้าช้าๆ ในหัวพยายามประมวลผลคำพูดพวกนั้น

อะ ยอมรับว่าโง่ มอสงง มอสไม่เข้าใจ

ผมได้ยินเสียงหัวเราะขำๆ จากพระภิกษุตรงหน้า

ที่อาตมาบอกว่าถูกคือเหตุการณ์ที่โยมเห็น มันไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมดอย่างที่โยมคิดน่ะถูกแล้ว แต่ที่บอกว่าผิดก็เพราะเหตุการณ์พวกนั้นเคยเกิดขึ้นจริงๆ โยมไม่ได้นึกไปเอง เพียงแต่รายละเอียดอาจไม่ได้เป็นอย่างที่โยมรับรู้

ผมมองหน้าท่านด้วยสายตาสงบนิ่งแล้ว...

ยิ้มแห้งสิครับรออะไร มอสโง่ มอสไม่เก็ทอะไรทั้งนั้น

ผมได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ

โอ้โห หลวงลุงด่าผมว่าโง่เถอะครับ

แต่โชคดีที่ท่านไม่ได้ทำแบบนั้น ภิกษุชราทำเพียงอมยิ้มแล้วชี้มือข้างหนึ่งของท่านไปที่นกตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนต้นไม้ไม่ไกลนัก

โยมมอสเห็นนกตัวนั้นไหม

ผมพยักหน้า

สิ่งที่โยมเห็นเกี่ยวกับนกตัวนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจ แต่ก็ยอมตอบแต่โดยดี

มันเป็นนก...นกพิราบตัวเล็ก ที่กำลัง...เกาะอยู่บนกิ่งไม้เฉยๆ...ครับ

ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองควรจะตอบอะไรออกไป แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นท่านก็ฉีกยิ้มกว้างให้กับคำตอบของผม

หากอาตมาจะบอกว่านกตัวนั้นกำลังนอนหลับอยู่ โยมว่าเหตุการณ์ที่เราเห็นมันจะเปลี่ยนไปไหม

ผมนิ่งคิดแล้วส่ายหน้า

แล้วถ้าหากสมมุติว่าเจ้านกนั้นพูดได้แล้วบอกพวกเราว่าเขาไม่ได้หลับ เขาไม่ได้เกาะอยู่เฉยๆ แต่กำลังรอลูกๆ กลับรัง โยมว่าเหตุการณ์ที่เราเห็น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมันจะเปลี่ยนไปไหม

ผมนิ่งคิดอยู่อึดใจแล้วค่อยๆ ส่ายหัว ในใจเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

เหตุการณ์เดียวกัน ต่างมุมมอง ใช่ว่าเหตุการณ์นั้นจะไม่เคยเกิด รายละเอียดอาจจะไม่เหมือนเดิมเพราะคนที่มอง ไม่ใช่คนเดียวกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นสิ่งเดียวกัน

ผมถึงบางอ้อแทบจะทันที

สิ่งที่ผมเห็นทั้งหมด เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่นั่นล้วนเกิดขึ้นจริง รายละเอียดอาจจะไม่เหมือนกันแต่ทุกสิ่งเคยเกิดขึ้นจริง

ผมเคยช่วยหมอดูแลผู้หญิงตกน้ำคนนั้นจริง แต่อาจจะไม่ใช่ด้วยวิธีซีพีอาร์

ผมเคยทำงานกับหมอจริง แต่อาจจะเป็นงานแบบอื่นหรือกรวิกอาจจะมีความรู้ภาษาอังกฤษเหมือนกับผมก็ไม่อาจจะรู้ได้

แย่จริง ถึงจะรู้เรื่องราวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกเป็นตัน

แต่เดี๋ยวสิ มันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้นี่นา...

แต่หลวงลุงครับ ผมเคยร้องเพลงยามเย็นที่นั่นแล้วก็โดนหมอปีเตอร์ทักว่าทำไมถึงร้องเพลงนี้ได้ เพลงนี้คือเพลงอะไร ผมเลยตอบไปว่าให้รอฟังอีกยี่สิบเก้าปี เหตุการณ์นี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แล้วทำไม...

โยมมีอะไรฝังใจกับเพลงยามเย็นรึ

แทนที่จะตอบคำถาม ท่านกลับเลือกที่จะถามกลับ แถมเป็นประโยคเดียวแต่ทิ่มกลางใจจนทะลุเสียด้วย

สมแล้วที่เป็นหลวงลุง

เมื่อเห็นว่าปิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ผมจึงค่อยๆ เปิดปากเล่า

มัน...เป็นเพลงที่ทำให้ผมรู้สึก...มีค่า

ผมหยุดเรียบเรียงคำพูดเล็กน้อย

ผมเคยใช้เพลงนี้ซ้อมลีลาศในชมรมเล็กๆ ที่โรงเรียน ที่นั่นผมมีเพื่อนหลายคน ผมได้คุยกับคนหลายคน ทุกคนต้องการผมเพราะผมเป็นผู้ชายซึ่งเป็นของหายากในชมรม ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยมีเพื่อนครับ สมัยมัธยมผมไม่มีเพื่อนสนิทด้วยซ้ำไป พอขึ้นมหาวิทยาลัยก็มีเพื่อนคบอยู่สี่ห้าคน แต่ละคนก็แปลกๆ ทั้งนั้นเลย

พอพูดจบผมก็หัวเราะ

แถมเนื้อเพลงที่ฟังก็ทำให้ผมนึกถึงตอนเด็กๆ ที่แม่ชอบพาผมไปเที่ยวทะเล มัน...เป็นช่วงเวลาที่มีคนอยู่ข้างๆ ผม เห็นคุณค่าของผม ผมก็เลย...รู้สึกดีเวลาได้ยิน ทุกครั้งที่รู้สึกแย่ผมก็จะชอบร้องเพลงนี้ เพราะผมจะได้รู้สึกว่าตัวผมยังมีคนที่ต้องการให้ผมไปหา

ผมหันไปหาคู่สนทนาตรงหน้า

แล้ว...หลวงลุงถามผมทำไมหรือครับ

ท่านฉีกยิ้มกว้าง...กว้างกว่าครั้งไหนที่เคยเห็น

อาตมาก็แค่สงสัยว่าทำไมโยมจึงเลือกเพลงยามเย็นก็เท่านั้น บทเพลงมีเป็นร้อยเป็นพัน การที่เราจะเลือกเพลงสักเพลงขึ้นมาร้องมันย่อมต้องมีเหตุอยู่เสมอ

ผมนิ่งเงียบแล้วพยายามคิดตาม เอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับหลวงลุงสักเท่าไหร่ เวลาคนเราจะร้องเพลงออกไปแตะขอบฟ้าของพี่ตูนมันต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่าความอยากร้องด้วยเหรอ

ช่างเถอะ ถึงจะสงสัยแต่ก็ไม่กล้าพอที่จะถามออกไปอยู่ดี

ความจริงแล้วมันก็มีมากกว่าความอยากรู้ของอาตมาเองอยู่เหมือนกัน

คำพูดเนิบนาบที่หลุดออกมาทำให้ผมตะโกนลั่นในใจ

นั่นไง มอสเคยสงสัยอะไรแล้วผิดที่ไหนกัน

ภิกษุชรามองหน้าผมแล้วทำท่าครุ่นคิด

เมื่อหลายวันก่อน อาตมาได้มีโอกาสเจอคนๆ หนึ่งที่ชอบเพลงยามเย็นเหมือนกับโยม แต่เขาไม่มีเหตุผล เขาบอกว่าเขาชอบเพราะเขาชอบ อาตมาเลยอยากรู้

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักของบทสนทนา

แล้วตกลงว่าเหตุการณ์นั้นมัน...

โยมมอส

น้ำเสียงที่เรียกชื่อผมนั้นฟังดูทั้งระอาทั้งเอ็นดู

อาตมาบอกว่าอย่างไรจำได้ไหม เหตุการณ์ทั้งหมดเคยเกิดขึ้นจริง แต่โยมกับกรวิก แม้จะเป็นคนๆ เดียวกัน แต่ชาติภพใหม่ ดวงจิตก็ย่อมแปรสภาพไปไม่คงเดิม การที่โยมไปรับรู้เหตุการณ์ในครั้งเก่าก่อนด้วยดวงจิตใหม่ เหตุการณ์ที่โยมเห็นย่อมขึ้นอยู่กับความนึกคิดของจิตโยมเอง แล้วมันจะไปเหมือนเดิมทุกสิ่งได้อย่างไรกัน ในเมื่อจิตโยมไม่ได้เหมือนเดิม

หลวงลุงหมายความว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดขึ้นจริง แต่กรวิกอาจจะร้องเพลงอื่น หรืออาจจะทำอย่างอื่น แต่เขาอยู่ตรงนั้น กินข้าวกับหมอที่นั่นเหมือนอย่างที่ผมทำ อย่างนั้นหรือครับ

ท่านคลี่ยิ้มแล้วพยักหน้าลงเบาๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

เดี๋ยวสิ...

แล้วถ้ารายละเอียดเหตุการณ์มันเปลี่ยนไป มันจะไม่ส่งผลกระทบต่อเหตุการณ์จนเปลี่ยนไปหมดหรือครับ

นัยน์ตานั้นทอดมองผมอย่างเอ็นดู

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ต่อให้โยมพยายามจะเปลี่ยนมันอย่างไร มันก็ไม่เปลี่ยนหรอกนะ

ท่านหลับตาลง

คนเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้หรอกนะโยม

กระจ่างกันเลยทีเดียว

แต่คราวนี้ดันมีปัญหาใหม่ขึ้นมา....

แล้วผมจะรู้ได้ยังไงกันล่ะว่าคำพูดไหนเกิดขึ้นจริง คำพูดไหนเป็นเพียงสิ่งที่จิตใหม่ของผมคิดขึ้นเอง เอาเข้าจริงผมว่าเฮียก็คงไม่ได้คิดถึงเรื่องจิตใหม่ จิตเก่ามากนักหรอก เขาก็แค่พาผมกลับไปเพื่อให้ผมรับรู้ทุกอย่างแล้วกล่าวให้อภัยเขาเสีย แต่ขนาดทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ยังไม่วายไม่วางทำให้ชีวิตผมยุ่งเหยิงขึ้นกว่าเดิม

ผมนึกขำๆ กับตัวเอง คนๆ นั้นขยันหาเรื่องให้ผมไม่หยุดไม่หย่อน พอนึกได้ว่าจากนี้ไม่ต้องข้องเกี่ยวกันแล้ว ผมนี่แทบลุกขึ้นจุดพลุ

แล้วคำสัญญานั้นล่ะ ผมจะทำยังไงกับมันดี

หลวงลุงครับ

ท่านมองผมนิ่ง นัยน์ตาแฝงไว้ซึ่งประกายบางอย่าง

ผมเอะใจ แต่ก็ไม่หยุดถาม

ผม...ตัวผมในอดีตเคยสัญญา...สัญญาอะไรกับใครไว้ไหมครับ

ริมฝีปากยับย่นระบายยิ้ม

ตัวโยมกับกรวิกมีนิสัยไม่ต่างกันนักหรอก...จะเรียกว่าเหมือนก็คงไม่ผิด

หลวงลุงพูดเพียงเท่านั้น พอพูดจบท่านก็หลับตาลงเงียบๆ แต่นั่นก็มากเกินพอ

คำพูดนั้นมันบ่งบอกคำว่า ใช่ออกมามากเกินพอแล้ว

แล้วถ้าเกิดเราไม่ได้เจอกันล่ะ ถ้าเกิด....ถ้าเกิดผมรักเขาไม่ได้ล่ะ

เอาเถอะ ยังไงซะนั่นก็เป็นเรื่องของอนาคต สิ่งสำคัญคือปัจจุบันต่างหาก

ผมพยายามนั่งนึกคำถามที่อยากถามต่อ ไหนๆ ก็มาแล้วก็อยากให้ทุกอย่างกระจ่างชัดไปเลยทีเดียว

อ่า จริงสิ เรื่องนั้นไง...

หลวงลุงรู้เรื่องที่สูตรขนมประจำตระกูลมาจากคุณทวดชาย...คุณเปรมใช่ไหมครับ

ท่านพยักหน้าช้าๆ

คุณทวดเขาเอาสูตรมาจากกรวิกหรือเปล่าครับ ทำไมผมถึงไม่เห็นเหตุการณ์นี้เลย

นัยน์ตาของพระภิกษุตรงหน้าลืมขึ้นช้าๆ แววตาเหมือนตกอยู่ในห้วงภวังค์ก่อนจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเหมือนเดิม

เมื่อกี้นี้มัน...อะไรกัน

พี่สาวในชาติที่แล้วของโยมเคยบอกสูตรพวกแม่ครัวไว้ พอกรวิกเสีย คุณเปรมท่านก็ไปถามสูตรแล้วจดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อไม่ให้สูญหาย จะได้มีไว้รำลึกถึงนกน้อยของเราท่านว่าไว้แบบนั้น

น้ำเสียงแหบแห้งมีโทนเสียงที่แปลกไป จากเนิบนาบอ่อนโยนกลับเหมือน...

เหมือนถูกอะไรเข้าสิงแล้วพูดออกมาอย่างไรอย่างนั้น คำพูดคำจาก็แปลก หลวงลุงพูดราวกับว่าตัวเองเป็นคนที่ได้รับฟังประโยคนั้นจากปากคุณเปรมอย่างไรอย่างนั้น

แปลก แปลกจริงๆ

แต่เรื่องที่ผมอยากรู้ก็มีอยู่มากมายเสียจนไม่อาจหยุดถามได้

 “หลวงลุงครับ

ท่านหันมามองตามคำเรียกแล้วอมยิ้มเหมือนจะถามว่า มีอะไรรึโยม

พอเห็นแบบนั้นผมจึงกล้าถามต่อ

จะเป็นไปได้ไหมครับที่ทีนจะเป็น...คุณเปรม

ผมสงสัยเรื่องนี้มานานมากแล้ว จะเป็นไปได้ไหมที่เขาจะเป็น....

ทีนรึ

พระชราหัวเราะออกมาเบาๆ

อะไรทำให้โยมคิดอย่างนั้นล่ะ

ผมนิ่งคิด

ก็...เขาชอบทำท่าทางเหมือนชอบผมน่ะครับ

พอได้ยินดังนั้นท่านก็ยิ่งหัวเราะมากขึ้นไปอีก

ตอนทีนอายุสี่เดือน คุณเปรมยังไม่เสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นอาตมาขอยืนยันว่าทีนไม่ใช่คุณเปรมแน่นอน เรื่องความชอบพึงพอใจกัน ใช่ว่ามันจะต้องมาจากอดีตชาติแต่เพียงอย่างเดียวนะโยม

ท่านส่งยิ้มให้ผม

ก่อนที่เราจะเกี่ยวพันกับใคร เรากับเขาก็ต้องเคยเป็นคนแปลกหน้ากันมาก่อน ถ้าในหนึ่งภพหนึ่งชาติของเราจะเจอทั้งคนใหม่คนเก่า ก็ไม่แปลกไม่ใช่รึโยม

ภิกษุตรงหน้าอมยิ้มแล้วเบนสายตาไปทอดมองแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกล

ในหนึ่งชีวิตคนเรา คนที่เคยมีบ่วงต่อกันก็ต้องเจอ คนที่เพิ่งมาเจอกันแล้วเกี่ยวพันกันเพราะโชคชะตาก็ต้องเจอ ความจริงแล้วอาตมากับโยมเองก็เคยเกื้อหนุนกันมาก่อนเช่นกัน หรือจะพูดให้ถูก โยมเคยเกื้อหนุนอาตมามาก่อน พอมาชาติภพนี้ อาตมาเลยมาเกื้อหนุนโยมบ้าง

ผมอ้าปากค้างกับคำพูดเนิบนาบนั้น

มันจะอะเมซซิ่งเกินหน้าเกินตาไปแล้วนะครับหลวงลุง

ผมกับหลวงลุงก็เคยเจอกันเหรอครับ

ท่านพยักหน้าเล็กน้อยแต่ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าท่านเคยเป็นใคร เมื่อเห็นว่าท่านไม่อยากบอกผมก็ไม่ดันทุรังที่จะถาม แค่นี้ก็มากพอแล้ว

ผมรู้มากเกินพอแล้ว

...จริงสิ ยังมีอีกอย่างที่ผมสงสัย...

หลวงลุงครับ แล้วทำไมเฮียต้องให้พวกโจรเอาดอกการเวกมาให้ผมล่ะครับ หรือเขาจะติดต่อกับคุณเปรมแล้ว...

ท่านส่ายหน้าเบาๆ

ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกโยม ชื่อเก่าของโยมคือกรวิก แปลว่านกการเวก ดอกการเวกก็พอจะแทนชื่อโยมได้ เขาก็คงคิดเพียงเท่านั้นล่ะ คุณเปรมกับหมอปีเตอร์เขาก็ไปเกิดตามทางของเขาแล้วล่ะ

อ๋อ อย่างนี้นี่เอง

ผมนั่งนิ่งคิดว่ายังมีอะไรที่คาใจอีกไหม

...อ๋อใช่ เรื่องนั้นไง...

หลวงลุงรู้เรื่องเกี่ยวกับคุณชื่นบ้างไหมครับ

เมื่อเห็นท่านขมวดคิ้วเล็กน้อย ผมจึงถือโอกาสอธิบายเพิ่ม

ในนิมิต ผมเคยบอกเฮียไปว่าคุณเปรมจะแต่งงานกับคุณชื่น แล้วเฮียก็ทำหน้าตกใจ ผมไม่รู้ว่าคำพูดพวกนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่จริง แต่ผมแค่...

อยากรู้ว่าทำไมพี่ชายของโยมจึงตกใจใช่ไหม

ผมพยักหน้า ในขณะที่หลวงลุงมีสีหน้าหม่นหมองลง

พี่ชายของกรวิกเป็นชู้กับภรรยาท่านเจ้าคุณเอื้อจึงได้รับรู้ข่าวสารในแวดวงข้าราชการมาบ้าง เขาก็คงรู้มาบ้างว่าท่านเจ้าคุณเอื้ออยากได้คุณชื่นไปเป็นภรรยารอง ทั้งพยายามบีบคุณพระมิ่ง บิดาของคุณชื่นให้คืนหนี้ที่ยืมบ้าง ส่งคนไปดักที่บ้านบ้าง ยิ่งช่วงที่คุณชื่นจะแต่งเข้าบ้านคุณเปรมยิ่งหนักข้อเข้าทุกที แต่โชคดีที่คุณพระมิ่งท่านเป็นคนอดทนอดกลั้น ท่านทนจนถึงที่สุดเพื่อให้ลูกสาวของท่านได้ตบแต่งเข้าบ้านคุณปรม หลังจากพิธีสมรส ท่านเจ้าคุณเอื้อจึงได้ยอมวางมือไป

หลวงลุงเว้นจังหวะพูดไปเล็กน้อย

ท่านเจ้าคุณเอื้อเป็นคนบารมีสูง เกิดมาในตระกูลดี แต่ทำตัวเองให้ต่ำลง จนในที่สุดก็สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งความดีก็ไม่เหลือไว้ให้คนนึกถึง

ผมนิ่งฟังเรื่องราวที่หลวงลุงเล่าออกมาพลางคิดสงสารท่านเจ้าคุณเอื้ออยู่ไม่น้อย

...สงสารที่ไม่เคยมีใครอบรมสั่งสอนจนเติบโตมาเป็นคนแบบนี้...

ต้องถูกเลี้ยงดูมาแบบไหนถึงโตมาเป็นคนแบบนี้ได้นะ

ช่างเถอะ ยังไงซะก็หมดเวรหมดกรรมกันไปแล้ว

...เรื่องทุกอย่างที่อยากรู้ก็กระจ่างชัดหมดแล้วด้วย...

ความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนคนที่ออกมาพบแสงสว่างหลังจากหลงอยู่ในวังวนของความมืดที่เรียกว่าความไม่รู้อยู่นานแสนนาน มันทั้งโล่ง ทั้งสบายใจอย่างบอกไม่ถูก แม้เรื่องบางเรื่องจะไม่เป็นอย่างที่คิด แต่อย่างน้อยผมก็เข้าใจ รู้เหตุของมัน แค่นั้นก็เกินพอแล้ว

...แค่นั้นก็ทำให้ผมสบายใจมากพอแล้ว...

เมื่อลองทบทวนแล้วพบว่าตัวเองไม่มีอะไรจะถามอีก ผมจึงเลือกที่จะบอกลาหลวงลุงเพื่อให้ท่านได้ไปพักผ่อน ท่านกล่าวอวยพรผมสองสามคำ จากนั้นผมก็ก้มลงกราบนมัสการลาแล้วลุกขึ้นยืน

ผมเกือบจะเดินพ้นศาลาอยู่แล้วแต่ดันนึกเรื่องนึงขึ้นมาได้เสียก่อน

หลวงลุงครับ

ท่านหันมามองหน้าผมตามเสียงเรียก

ทำไมหลวงลุงถึงเรียกคุณเปรมว่าคุณเปรมล่ะครับ หลวงลุงต้องเรียกว่าคุณปู่ไม่ใช่เหรอครับ

ท่านไม่ตอบอะไร ใบหน้าแก่ชรามีเพียงรอยยิ้มบางแล้วหันไปทอดมองสายน้ำในเจ้าพระยาที่ไหลเอื่อย

แล้วจู่ๆ ภาพๆ หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

ภาพความทรงจำจางๆ ของเด็กสาวคนหนึ่งที่มีใบหน้าสะสวย กริยาเรียบร้อยงดงามและฉลาดเฉลียวกำลังทอดมองคลองที่ไหลเอื่อยผ่านสวนในบ้านของคุณเปรม

...คุณชื่น...

ท่านนิ่งเงียบเสียจนผมไม่กล้าถาม ตัวท่านเองก็ดูไม่อยากเอ่ยปากบอก ผมจึงทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยแล้วหมุนตัวกลับเพื่อเดินจากไป ถ้าไม่ติดที่ว่า...

โยมมอส

เสียงเรียกนั้นทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง

พระภิกษุชรายังนั่งอยู่ที่เดิม ใบหน้ามีริ้วรอยนั้นยังคงฉีกยิ้มบางเหมือนเดิม แต่บางอย่างในนัยน์ตาฝ้าฟางคู่นั้นแปลกไป

...เหมือนผมกำลังสบตากับใครบางคนที่ผมคุ้นเคย...

อาตมาชอบกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ เพราะมันเป็นบทกลอนที่ดีเอาไว้เตือนใจคนว่าแม้ในยามที่เราตาย ก็มีเพียงความชั่วดีเท่านั้นที่ยังคงอยู่ แต่การจะรู้ว่าอะไรดีหรือชั่วมันก็ต้องมาจากการได้รับการสั่งสอน ได้รับความรู้ จำไว้นะโยม...

ท่านค่อยๆ หันมาสบตาผมอย่างเชื่องช้า

ความรู้ที่ได้จากการศึกษาจักพอกพูนคุณค่าในตัวคน

...แล้วคำถามในใจของผมก็ได้รับคำตอบ....










*******************************************************************************************************



มีใครเดาถูกมาแต่แรกไหมเอ่ยว่าหลวงลุงคือใคร ถ้าเดาไม่ถูกจะดีใจมากเลยค่ะ เพราะตั้งใจให้นึกไม่ถึงอยู่แล้ว แต่ถ้าเดาถูกแสดงว่าเก่งมากๆ เลย XD


ตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายแล้วค่ะ ขอบคุณจริงๆ ที่ติดตามนิยายเรื่องนี้มาตลอด ขอบคุณทุกยอดวิว ทุกยอดคอมเม้นต์ ยอด fav จากนักอ่านใจดีทุกๆ ท่าน ปิงปองไม่ใช่นักเขียนที่เก่ง ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนา แต่ทุกคนก็ยังอุตส่าห์มาอ่าน มาคอมเม้นต์ให้กำลังใจปิงปองอยู่เสมอๆ อยู่ข้างกันไม่ทิ้งไปไหน ขอขอบคุณจากใจจริงเลยค่ะ

อีกนิดเดียวก็จะจบแล้ว ฝากติดตามกันไปจนถึงตอนสุดท้ายด้วยนะคะ ^^



*******************************************************************************************************

[เกร็ดความรู้]


ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

"ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด หรือ Septicemia  Sir William Osler แพทย์ชาวแคนาดา  เป็นคนแรกที่ค้นพบว่า บางครั้งสาเหตุการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไม่ได้เป็นผลมาจากเชื้อโรคโดยตรง แต่มาจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่มีต่อเชื้อโรค ต่อมาในปีพ.ศ. 2457 Schottmueller แพทยชาวเยอรมันได้ ให้ นิยามคำว่า Septicemia คือการที่เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่กระแสเลือดและทำให้เกิดอาการต่างๆ"


พูดอย่างง่ายก็คือภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดถูกค้นพบก่อนปีพ.ศ. 2457 แต่มีการให้นิยามอาการอย่างจริงจังขึ้นในปีพ.ศ. 2457 เผื่อหลายๆ คนงงว่าเอ...ในสมัยที่น้องกรเสียชีวิต เราจะรู้จักภาวะนี้กันแล้วจริงๆ รึเปล่า จึงขอตอบว่าความรู้เรื่องภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดถูกค้นพบก่อนปีที่น้องกรจะเสียชีวิต ในเรื่องน้องกรเสียชีวิตตอนพ.ศ.2460 ซึ่งก็คือ 3 ปีให้หลังจากการบัญญัตินิยามอย่างจริงจังของอาการนี้ ปิงปองเลยคิดว่าในปีที่น้องกรเสียชีวิต ความรู้เรื่องภาวะนี้ก็น่าจะเป็นที่แพร่หลายออกไปพอสมควร และด้วยความที่ทั้งคุณเปรมและหมอปีเตอร์ล้วนเคยอยู่ในวัฒนธรรมต่างชาติกันมาก่อน ปิงปองเลยขออนุมานเอาว่าทั้งสองมีความรู้ในเรื่องนี้อยู่พอสมควรเนอะ 


ที่มา: ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 198 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,164 ความคิดเห็น

  1. #1161 pinkpeach🍑 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 08:03
    โหหห ไรต์สุดยอด เดาทางไม่ถูกเลย
    #1,161
    0
  2. #1133 vvii (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 28 เมษายน 2563 / 01:28
    คุณไรท์แต่งเก่งมากจริงๆนะ ฮือ อ้าปากค้าง5555555555555555 อึ้งมาก อึ้งที่สุด ถ้าเราเป็นมอสเราปสดก่อนเลย แง แต่ซีนที่น้องมอสเล่าว่าทำไมชอบยามเย็น เราชอบมาก ปูแบคกราวตัวละครดีมากเลยค่ะ ชอบมากๆๆๆ
    #1,133
    0
  3. วันที่ 17 มกราคม 2563 / 13:22
    อเมซมากๆเลยค่ะแม่ โอ้วววสสสสสสสส
    #1,110
    0
  4. #1070 _tubtim (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 / 17:27
    โอโหหหหหหหห เดาไม่ถูกblankมากๆๆ
    #1,070
    0
  5. #1061 Vivee1230 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 มีนาคม 2562 / 18:32
    คุณชื่นตายก่อนคุณเปรมแล้วมาเกิดเป็นลูกของคุณเปรมมาเป็นลุงของทีนงี้อ่อ โห อเมซิ่ง
    ไม้คือมั่น
    หมอพจน์คืออาเจ้
    โห..มีใครอีกมั้ย5555แล้วๆพี่หมอปีเตอร์ละเป็นใครในชาตินี้ เขียนดีมากเลยค่ะ ภาษาสวยอ่านง่าย
    #1,061
    0
  6. #1050 MS.ALIEN (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:28
    คุณชื่นคือที่สุดในเรื่อง งั้นก็แปลว่าคุณชื่นเสียไปก่อนคุณเปรมจะเสียนานเลยสิ
    #1,050
    1
    • #1050-1 MS.ALIEN(จากตอนที่ 26)
      15 กุมภาพันธ์ 2562 / 12:29
      พอมาคิด ๆ ดูแล้ว ไม่สิ เพราะคุณเปรมมาเข้าฝันเรื่องพินัยกรรมนี่นา คิดมากแล้วเบลอแบบนี้555555555
      #1050-1
  7. #998 ChimChim1112 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 16:50
    คุณชื่นคือพีคสุด
    #998
    0
  8. #983 pukiest (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 12:13
    แอบเดาถูกด้วยแฮะ ตอนหน้าจะจบยังไงน้อ
    #983
    0
  9. #958 Rainyseasonnn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 13:56

    ขนลุกเลยยย เอฟซีคุณชื่นเจ้าค่ะ

    #958
    0
  10. #953 DusdeeHwanyen (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2561 / 01:57
    หน้าชามากกกก ตอนนี้
    #953
    0
  11. #946 PloypailinB. (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 04:59
    อหหหหหหหหหหห คิดไม่ถึงจริงๆค่ะะะ เอาจริงเราเดาอะไรไม่ถูกเลย แงง้
    #946
    0
  12. #907 yunjaelife (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2561 / 20:48
    โอ้มายก้อดดดดดดดด คุณชื๊นนนนนน
    #907
    0
  13. #893 กรwig (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2561 / 22:08

    พีคคคคคค แม่เจ้าาาา อึ้งไปเลยยยย สุดยอดเลยค่ะ เข็มขัดสั้น(คาดไม่ถึง)มากๆเลยค่ะTT

    #893
    0
  14. #884 bearbayy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 สิงหาคม 2561 / 23:52
    เดาผิดหลายจุดมากเลยค่ะ สุดยอดเลย โฮรรรร
    #884
    0
  15. #873 Armmie (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2561 / 23:03
    ชั้นช็อคคคคคคค
    #873
    0
  16. #829 onionringo (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 / 21:23


    กรี้ชลบขุ่นชื่น!!!!!!!!
    #829
    0
  17. #818 อาชวิน เดชสกุล (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 10:03
    ชอบเรื่องนี้มากครับ รอติดตามผลงานอื่นๆอยู่นะครับ เป็นนิยายที่ภาษาสละสลวย ไม่ตลาด ดูชวนติดตาม ชอบมากๆเลยครับ
    #818
    0
  18. #814 maielf13 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 03:03
    ก็คิดอยู่ตั้ฃนานว่าหลวงลุงคือใคร อมกช้อคอีกแล้วนางๆที่จะเจอผญในเรื่องที่แสนดีแบบนี้น้ำตาจะไหลแงงงงงงงงงั้นทีนก็ไม่ใช่ใครในอดีตเลยใช่มั้ยรู้สึกโล่งใจมาทีนมาหาเรามา หมอด้วยรักหมอนะคะ555555
    #814
    0
  19. #789 หยาดน้ำค้าง. (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2561 / 23:42
    พี่หมอ=พี่พลอย
    เพื่อนไม้=เพื่อนมั่น
    หลวงลุง=คุณชื่น
    เพื่อนทีน=ม๊า? รึเปล่า
    #789
    0
  20. #769 dhpnwc43 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2561 / 21:40
    ฮือ ขนลุกซู่เลยค่ะ
    #769
    0
  21. #761 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 / 10:59
    เรานึกว่าหลวงลุงเป็นลูกของคนที่กรเคยช่วยที่ตกน้ำ
    #761
    0
  22. #733 piling (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 19:31
    ไรท์แต่งดีมากๆเลยค่ะ เดาไม่ถูกเลยย
    #733
    0
  23. #730 ladyinvisible (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 มีนาคม 2561 / 16:53
    เห็นภาระที่คุณเปรมแบกไว้บนบ่าค่ะ มีหลายอย่างมากกว่าที่จะทิ้งเพื่อความรัก คนสมัยนู้นความคิดเยอะสิ่งกว่าสมัยนี้นักค่ะ สงสารคุณเปรม น่าจะอธิบายให้น้องเข้าใจดีๆ ดันปากหนักอีก ทีนี้ก็ทรมานไปจนตาย น้องกรวิกเจ็บแปปเดียว แถมมีคุณหมออีก โฮ สงสารคุณเปรม
    #730
    1
    • #730-1 ladyinvisible(จากตอนที่ 26)
      24 มีนาคม 2561 / 16:53
      คุณหมอเธอชาวตะวันตกอ่ะเนอะ...
      #730-1
  24. #688 Ga-Gi-ii-nn (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 10:28
    ไรท์คะ เราสงสัย + งง นิดหน่อย ตอน:ความจริง ที่มอสไปเจอหลวงลุง แล้วถามเรื่องชาติที่แล้ว ตอนคุยเรื่องที่ว่า ทีน คือคุณเปรมกลับชาติมาเกิดใช่มั้ย แต่หลวงลุงบอก ตอนทีนอายุสี่เดือน คุณเปรมยังมีชีวิตอยู่เลย แล้วแบบนี้ คุณเปรมเสียก็ต้องมาเกิดที่หลังทีนกับมอสรึป่าวคะ ต้องเป็นรุ่นน้องสิงั้น แต่แชปสุดท้ายตอนจบ ที่มอสเจอกับคุณเปรมที่ร้านอาหารริมทะเล มอสเรียกคุณเปรมพี่ และคุณเปรมก็เรียกมอสน้อง นี่ยังงงเลยอยู่ค่ะ 55555 หรือคุณเปรมอยู่ในร่างคนที่เด็กกว่ามอส?? หรืออะไรยังไง
    ปอลิง อันนี้ความสงสัยส่วนตัวของเราเองนะคะ เราอาจคิดลึกไปหน่อย555
    #688
    1
  25. #674 Tatangts 🐋 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 18:46
    โอ้ย คิดไม่ถึงจริงๆ คุณชื่นนี่เอง
    #674
    0