แว่วเสียงการเวก [Yaoi] [จบแล้ว]

ตอนที่ 17 : รักเอย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,823
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 179 ครั้ง
    26 มี.ค. 61







B
E
R
L
I
N
 












อ้าว เราก็นึกว่าใครมายืนพูดชื่อของเราอยู่แถวนี้ ที่แท้ก็คุณหมอปีเตอร์นี่เอง

คุณเปรม...

เขาปรายตามามองผมเพียงเสี้ยววิแล้วเบือนหน้าไปสบตากับอีกคนแทน

...โดนโกรธเสียแล้ว...

บังเอิญเสียจริงที่เรามาได้ยิน มิทราบว่าคุณหมอมีอะไรจะพูดกับเราหรือไม่

ใบหน้าคมสันนั้นฉีกยิ้มและพูดเจรจาอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ผมรู้ดีว่าข้างในของเขากำลังเอ่อล้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง

ความรู้สึกที่แม้แต่ผมเองก็ไม่กล้ายืนยันว่ามันคืออะไร อาจจะเป็นความโกรธก็ได้ อาจจะเป็นความหงุดหงิดก็ได้

...หรือจะเป็นความหึงหวง?...

ผมเองก็สุดจะรู้

ไม่ครับ ผมไม่มีอะไรจะพูดกับคุณ แค่คุยกับน้องไปเรื่อยแล้วก็เลยถามไถ่ถึงคุณเพราะเห็นว่าน้องทำงานอยู่กับคุณ

น้อง?

น้องพ่อน้องแม่เอ็งสิไอ้หมอ ใครน้องมึง

ผมเงยหน้าขมวดคิ้วมองคนข้างตัวแทบจะทันที แต่อีกฝ่ายกลับดูไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ไม่แม้แต่จะหันมามองท่าทางงงเป็นไก่ตาแตกของผมด้วยซ้ำ

เพราะความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวทำให้ผมค่อยๆ เหลือบไปมองอีกคนที่อยู่ตรงหน้า

ใบหน้าคมเข้มนั้นขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะผ่อนคลายกลับคืนราวกับไม่รู้สึกอะไร

...ซะเมื่อไหร่ล่ะ...

นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นเหมือนมีเปลวไฟกองใหญ่กำลังคุกรุ่นอยู่ก็ไม่ปาน ถ้าตาคู่นั้นปล่อยแสงออกมาได้ เรือนของครูบุญคงไม่เหลือซากแล้ว

ไอ้หมอ พี่เขาโกรธจริงแล้วนะเว้ย

เพราะไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง ผมจึงเลือกที่จะหลบตาแล้วยืนเงียบๆ ปล่อยให้สองคนนั้นแผ่รังสีอำมหิตใส่กันและกันไปแบบนั้นล่ะดีแล้ว อย่าให้เขาเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นผมเลย

แหม ก็แม่สอนไว้ว่ารู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี

คนข้างตัวผมขยับเปลี่ยนอิริยาบถเป็นล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า

ไอ้คนไม่มีมารยาท ที่บ้านไม่เคยบอกเหรอว่าเวลาคุยกับคนไม่สนิทอย่าล้วงกระเป๋ากางเกงไปคุยไปน่ะ

วันนี้ผมก็เพียงแค่แวะมาเยี่ยม น้องเห็นเมื่อวานไม่ได้ไปทำงาน ก็เกรงว่าจะไม่สบายหรือเป็นกระไรไป

เขาจงจำย้ำคำว่าน้องจนผมต้องเงยหน้ามองอีกครั้ง

มึงจะย้ำอะไรนักหนาเนี่ย

เอาเป็นว่าผมไม่รบกวนคุณเปรมแล้วดีกว่า เช่นนั้นผมขอลาเลยแล้วกันนะครับ

เขาว่าอย่างนั้นก่อนจะยกมือไหว้อย่างคนมีมารยาท

อยากจะร้องแหมให้ถึงดาวอังคาร

ผมเห็นจากหางตาว่าคุณเปรมก็ยกมือรับไหว้อย่างเสียไม่ได้ ยังไม่ทันที่ผมจะได้หันไปมองหน้าเขาเต็มๆ ไอ้คนข้างๆ ก็พลันกระตุกให้ผมหันไปหาแล้วเอามือลูบหัวเบาๆ

เป็นบ้า มันเป็นบ้าไปแล้วครับ

พี่กลับก่อนนะน้อง เย็นนี้อย่าลืมมาทำงานล่ะ

พอพูดจบก็หันไปฉีกยิ้มให้คุณเปรมอีกทีก่อนจะเดินจากไปด้วยท่าทีเบิกบานใจเหมือนอย่างเคย แถมทิ้งระเบิดเอาไว้ให้ผมลูกเบ้อเริ่ม

ไอ้-หมอ-เวร

สถานการณ์ตอนนี้เรียกว่าเขาขั้นวิกฤต ความเงียบที่คั่นระหว่างพวกเราดูเหมือนจะแผ่ขยายกว้างขึ้นๆ ทุกที จนในที่สุดก็เป็นผมเองที่ทนไม่ไหว

คุณเปรมมาถึงนานหรือยังครับ ผมคิดว่าวันนี้คุณเปรมจะต้องไปทำงานเลยไม่ได้เข้ามาเสียอี...

ชอบเขาไหม

ฮะ?

ผมจ้องเขม็งเข้าไปในตาคู่นั้นเพื่อหาคำตอบ

...มันกรุ่นโกรธ มันดูอึดอัด...

เขาโกรธอยู่มอส เย็นไว้ เย็นไว้

ผมไม่ได้ชอบเขา

จริงรึ

น้ำเสียงที่ถามออกมามีแววประชดประชันอย่างเห็นได้ชัด

เย็นไว้มอส เย็นไว้

จริงครับ

เขากระตุกยิ้มเล็กน้อย

ถ้าไม่ชอบก็คงไม่ปล่อยให้เรียกว่าน้องแล้วก็ลูบหัวเช่นนั้นหรอกกระมัง

ยังครับ ไอ้คุณทวดยังไม่หยุด

พะเน้าพะนอกันเสียขนาดนั้น คงรักกันมากล่ะสิ

เหมือนผมได้ยินเสียงบางอย่างขาดผึงในหัว ผมเดินตรงดิ่งเข้าไปประชิดตัวคนตรงหน้าแล้วกระซิบเสียงต่ำ

ใจจริงก็อยากตะโกนด่าครับ แต่กลัวคนอื่นได้ยินแล้วจะโดนลากไปปาหิน

คุณเปรม ผมชอบคุณ ชอบคุณมากกว่าผู้ชายคนไหนในโลก แต่ถ้าคุณยังประชดประชันต่อไปแบบนี้ผมอาจจะไปชอบเขาจริงๆ ก็ได้ พี่เขาก็ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี

ผมว่าพลางยักคิ้วช่วงประโยคสุดท้าย

...ประชดมาประชดกลับไม่โกง...

ทันทีที่ผมพูดจบฝ่ามือใหญ่ก็เอื้อมมาจับแขนผมอย่างแรง

คุณเปรมผมเจ็บ

ถึงจะเจ็บก็ยังกระซิบครับ กลัวชาวบ้านชาวช่องได้ยิน

ผมยอมรับว่าตัวเองในตอนนี้ก็เริ่มจะมีน้ำโหขึ้นมาบ้างแล้วเหมือนกัน ผมเงยหน้าสบตาอีกฝ่ายอย่างดื้อรั้น

ฝ่ามือใหญ่นั้นยังไม่ยอมปล่อย ตรงกันข้ามกลับบีบแขนผมแรงขึ้นอีก

คุณเปรม ปล่อยนะ ผมเจ็บ

เธอเจ็บ เราก็เจ็บ

ฮะ?

เจ็บไปหมดทั้งใจ หึงจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว

เขาสบตากับผมนิ่ง ภาพของผมที่สะท้อนอยู่ในแววตาของเขาทำให้ผมรู้ว่าทุกอย่างที่เขาพูดมันออกมาจากใจจริง

บ้าจริง เขาบีบแขนมึงอยู่นะมอส จะใจเต้นทำไมเล่า

ตอนที่มันบอกว่าอยากจูบ เราก็กลัวว่าเธอจะยอมให้มันจูบจริงๆ

ผมก้มหน้างุดด้วยความเขินอาย

เขิน เขินมาก ช่วยด้วย ไม่ไหวแล้วเว้ย

 “กร มองตาเรา

ไม่มอง ไม่มองอะไรทั้งนั้นล่ะ

กร

ไม่มองโว้ย

น้องมองตาพี่หน่อยได้ไหม

ไอ้เหี้ย เอาไปเลย เอาหัวใจไปเลย ปาให้ไปเลย

น้ำเสียงเว้าวอนถ่ายทอดมาถึงผมโดนตรง มันอ่อนหวาน ฟังแล้วอดเลี่ยนชวนจั๊กจี้ไม่ได้

แต่ยอมรับว่าผมชอบ และเพราะชอบเลยต้านทานไม่ได้

ผมค่อยๆ เงยหน้าสบตากับเขา นั่นจึงทำให้ผมรู้ว่าพวกเราอยู่ใกล้กันมากแค่ไหน

ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดลงบนจมูกของผม

พี่คงจูบน้องที่นี่ไม่ได้

ผมรู้

แต่พี่อยากตระกองกอดเจ้าไว้เหลือเกิน

ผมก็อยาก

น่ากลัวว่าพี่จะรักน้องเข้าแล้ว

นั่นสิ

...น่ากลัวว่าผมเอง...ก็รักเขาเข้าแล้วเหมือนกัน...

รึเปล่านะ?

ให้ตายสิ ความรักนี่ เข้าใจยากจริงๆ

 






นี่ หลังจากผมกลับ เธอก็ไม่ได้โดนเปรมทำอะไรแปลกๆ ใช่ไหม

คำถามที่ถูกส่งตรงมาจากด้านหลังทำให้ผมต้องใช้หางตาปรายใส่คนถามเล็กน้อยแล้วหันกลับมาเหมือนไม่สนใจ

ทุกอย่างเกิดขึ้นก็เพราะมันนั่นล่ะครับ น่าตบให้หัวทิ่ม

ถึงแม้อีกฝ่ายจะขอให้ผมเปิดใจรับความรักจากเขาบ้าง แต่ตัวผมเองกลับทำไม่ได้

ผมสบายใจที่จะอยู่กับเขาพอๆ กับการอยู่ใกล้คุณเปรม

ผมสนุกที่ได้พูดคุยกับเขาพอๆ กับการต่อปากต่อคำกับคุณเปรม

...แต่มันไม่เหมือนกัน...

ความสบายใจเวลาอยู่กับเพื่อนกับคนที่ชอบยังไงก็ไม่เหมือนกัน

จะอธิบายให้เจ้าฝรั่งหัวรั้นนี่ฟังยังไงดีนะ

เมินคำถามแบบนี้อยากโดนไล่ออกเหรอ

ผมถอนหายใจเงียบๆ

จะไล่ออกก็เชิญเถอะครับ แต่ตอนนี้ผมมีปัญหาด้านการเงินมาก ต่อให้คุณไล่ผมก็ไม่ไปหรอก

หน้าด้านไว้ก่อน พ่อไม่ได้สอนด้วยครับ

ผมรับรู้ได้ถึงเสียงขยับเก้าอี้

เกิดอะไรขึ้นรึ

แหม ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเหมือนกันนะเราเนี่ย

พี่ชายผมไปก่อเรื่องไว้นิดหน่อยครับ

เรื่องอะไรล่ะ กู้หนี้ยืมสินรึ

ผมยักไหล่อย่างเคยชิน

ขโมยของเขาน่ะครับ

“Oh my god...

เขาไม่ได้แสดงน้ำเสียงตกใจ มันเป็นเพียงการลากเสียงอย่างเวทนา

...ก็สมควรเวทนา...

ผมไม่ได้ตอบอะไรออกไป ไม่แม้แต่จะแสดงท่าทีฉงนสนเท่ หรือเข้าใจกับคำพูดของเขา

ขืนทำตัวว่าเข้าใจเขาก็สงสัยสิ

ไม่เป็นไรหรอก ทุกอย่างต้องผ่านไปได้ด้วยดี

แหม พูดดีขนาดนี้ ขอยืมสักห้าสิบจะได้ไหม

คิดครับแต่ไม่พูด กลัวโดนด่า

ผมทำเพียงฉีกยิ้มแห้งให้เขาแล้วหันกลับมาทำงานต่อ

ก็แหม ผมไม่ถนัดฟังคำปลอบสักเท่าไหร่ พอมาโดนปลอบแบบนี้เลยรู้สึกแปลกๆ จนทำตัวไม่ถูก การยิ้มแห้งตอบไปน่ะเหมาะสมที่สุดแล้ว

จู่ๆ ผมก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบางอย่างที่แนบลงบนหัว ครั้นพอเงยหน้าขึ้นไปมองจึงพบว่าคนที่นั่งสบายอารมณ์อยู่บนเก้าอี้เมื่อครู่มายืนลูบหัวอยู่ข้างๆ ผมแล้ว

ณ จุดๆ นี้ ผมอนาถความเชื่องช้าของตัวเองมากครับ ถ้าเป็นงูคงฉกตายไปนอนคุยกับอาเหล่ากงแล้วแน่นอน

จะไปทำอาหารให้นะ

มือคู่นั้นอ่อนโยนและอบอุ่นจนผมเผลอพยักหน้าตอบ กว่าจะนึกได้ว่าลูกจ้างที่ดีไม่ควรให้เจ้านายทำอาหารให้ก็สายไปเสียแล้ว ร่างสูงใหญ่นั้นเดินกระฉับกระเฉงหายไปด้านในเรียบร้อยแล้ว

ให้ตายเถอะ เป็นเจ้านายประสาอะไรกันนะ

ผมหัวเราะเบาๆ ให้กับความแปลกของเขาแล้วเริ่มลงมือทำงานต่อ

เอกสารตรงหน้าเป็นทั้งประวัติคนไข้ เอกสารทางการแพทย์รวมไปถึงประวัติบุคลากร ผมเพิ่งจะรู้เมื่อตอนบ่ายวันนี้เองว่าที่นี่มีพยาบาลอยู่อีกสองสามคน แต่พวกเขาเป็นมิชชั่นนารีด้วยทำให้ไม่ได้พักอยู่ที่นี่และไม่ได้มาทำงานทุกวัน เพราะเหตุนั้นเองทำให้ไม่มีใครว่างพอจะมาจัดการงานเอกสารที่กองเป็นภูเขาเพราะแค่รักษาคนไข้ให้ทันเวลากลับโบสถ์ก็แทบแย่กันแล้ว การมีผมมาช่วยจัดการจึงถือเป็นเรื่องประเสริฐสุดสำหรับโรงหมอไร้ระบบแห่งนี้

น่าเห็นใจ น่าเห็นใจ

หมอบอกผมว่าจะให้ค่าจ้างเดือนละห้าบาท พอมาคิดคำนวณแล้วรวมสามเดือนก็สิบห้าบาท อีกสองวันถัดจากนี้ผมจะมีงานต้องไปแสดงกับวงดนตรีประจำบ้านของคุณเปรม งานนี้ยังไม่ได้ตกลงค่าจ้าง แต่คิดว่าก็คงได้ไม่มากไม่น้อย

จะทำยังไงถึงจะหาเงินห้าสิบบาทได้ในเวลาสามเดือนนะ

หรือจะไปรับจ้างร้องเพลงดี?

หลังจากฝึกร้อง ฝึกเล่นกับวงดนตรีไทยมาพักใหญ่ๆ ทำให้ผมค้นพบว่าตัวเองมีพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงมากแค่ไหน มันเป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่แตกเนื้อหนุ่มแล้วแต่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่ ทำให้เสียงไม่ทุ้ม ไม่แหลมจนเกินไป ฟังแล้วรื่นสบายหู ถ้าเปรียบเทียบก็คงจะเป็นเสียงเทเนอร์ในการร้องประสานเสียง

แต่ใครมันจะไปจ้างล่ะ

ผมหัวเราะให้กับความคิดของตัวเองแล้วเบนสายตามองตามแสงสีส้มที่ลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในห้อง

เย็นป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย...

แสงสีส้มของพระอาทิตย์ยามเย็นทำให้ผมนึกถึงวันเวลาในวัยเด็ก

...ชมรมลีลาศ เพื่อนและครอบครัว...

มันทำให้ผมนึกถึงชีวิตที่ผมจากมา

อยู่คนเดียวก็ฟุ้งซ่านแบบนี้ล่ะครับ

ถึงจะคิดตลกๆ กับตัวเองไปแบบนั้น แต่ภาพเก่าๆ กลับหลั่งไหลเข้ามาในสมองไม่มีหยุดหย่อน

พ่อกับแม่มักจะกลับบ้านช้าเพราะชอบทำงานเกินเวลา ทำให้ผมที่นั่งรอพ่อแม่มารับที่โรงเรียนต้องหาอะไรทำแก้เบื่อ จำได้ว่าตอนนั้นผมเลือกจะเข้าชมรมลีลาศ เอาเข้าจริงก็ไม่เชิงว่าเลือกเอง แต่เกิดจากการเสนอแรงจูงใจที่สมน้ำสมเนื้อ ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นห้าคะแนนพิเศษในวิชาพละ

ผมนี่ก็เป็นพวกบ้าเกรด บ้าคะแนนอยู่เหมือนกันนะ

ตอนนั้น จำได้ว่าในชมรมมีแต่เด็กผู้หญิง ผมที่เป็นเด็กผู้ชายเลยกลายเป็นของหายาก เพราะแบบนั้นก็เลยได้เต้นทุกเพลง ได้เต้นทุกรอบ เต้นจนร้องไห้บอกครูว่าไม่เอาแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็อยู่ชมรมนี้มาจนจบชั้นมัธยม พอกลับไปคิดแล้วก็ตลกดี

จู่ๆ ผมก็ดันมีเพลงผุดขึ้นมาในหัว มันเป็นเพลงเต้นลีลาศที่ผมชอบและทำมันได้ดี ไม่รู้เพราะอะไรผมถึงอยากร้องมันออกมา

แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา

 ผมเริ่มร้อง

หลังจากเรียนร้อง เรียนเล่นกับครูบุญมาพักใหญ่ ทำให้ผมติดนิสัยร้องเพลงไป ซึบซับเนื้อเพลงไป ครูบอกว่าถ้าทำแบบนั้นจะทำให้เราร้องเพลงได้ดีขึ้น

ภาพเหตุการณ์บางอย่างกำลังไหลกลับเข้ามาในหัวเหมือนภาพฉายจากฟิล์มเก่าๆ

แดดรอนรอน เมื่อทินกรจะลาโลกไปไกล ยามนี้จำต้องพรากจากดวงใจ ไกลแสนไกลสุดห่วงยอดดวงตา

ผมนึกถึงแม่ ทุกครั้งที่มองอาม้า ผมเห็นภาพของแม่ลอยขึ้นมาทับซ้อนอยู่เสมอ

ตอนนี้แม่จะสบายดีไหมนะ

โอ้ยามเย็น จวบยามนี้เป็นเวลาสุดอาวรณ์ ยามไร้ความสว่างห่างทินกร ยามรักจำจะจรจากกันไปไป

ถ้าผมไม่ได้กลับไป ถ้าเราต้องจากกันไปตลอดกาล

...แม่จะยังยิ้มได้อยู่ไหมนะ...

หยดน้ำอุ่นๆ ที่กระทบกับฝ่ามือทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนไปร้องท่อนภาษาอังกฤษแทน

อย่างน้อยก็จะได้ไม่เห็นภาพความทรงจำพวกนี้

...แต่ผมคิดผิด...

“'Tis sundown. The golden sunlight tints the blue sea.”

ผมกำลังนึกถึงภาพชายหาดในยามเย็น

“Paints the hill and gilds the palm tree, happy be, my love, at sundown.”

จำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่ชอบพาผมหนีพ่อไปเที่ยวที่ชายหาดไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ มันไม่ใช่ชายหาดที่สวย น้ำไม่ใส ทรายก็ไม่ร่วนขาวละเอียด

แต่ผมชอบ

มันเป็นความทรงจำที่ดี แม่นั่งอยู่ตรงนั้น แม่ยิ้มอยู่ตรงนั้น

...อยากกลับไปจัง...

ก้อนความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ที่อกจนผมไม่สามารถร้องต่อได้ การร้องเพลงจึงหยุดอยู่แค่นั้น

...ภาพความทรงจำก็ควรหยุดอยู่แค่นั้น...

เสียงเธอเพราะจัง

ฉิบหาย ผมลืมไปเสียสนิทว่าไม่ได้อยู่คนเดียว

เสียงตะโกนบอกที่ดังมาจากด้านในทำให้ผมตัวแข็งทื่อ ในใจมีแต่คำว่าซวยแล้ววิ่งวนอยู่เต็มไปหมด

เอาไงดี เอาไงดี

ผมหันหลังกลับไปมอง ใจคิดว่าต้องเห็นเขายืนทำหน้ายียวนอยู่ด้านหลังแน่ แต่กลับผิดจากที่คาดไปถนัด เขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ คำพูดนั้นก็เป็นเพียงเสียงตะโกนมาจากห้องครัวเท่านั้น

งั้นแถไปก่อนแล้วกัน

ผมหันกลับไปมองคนที่เพิ่งเดินถือจานอาหารออกมาจากในครัวอย่างเป็นธรรมชาติ

อะไรเหรอหมอ

เขาเดินเร็วๆ มาวางจานอาหารร้อนระอุลงบนโต๊ะก่อนจะหันมายิ้มให้

ก็เพลงที่เธอร้องไง ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีทีเดียว

ผมแสร้งขมวดคิ้วยุ่ง

ไม่ใช่เสียงผมหรอกครับ ผมพูดอังกฤษได้ที่ไหน

เขาหันมาสบตากับผมแล้วกระตุกยิ้ม

ทำไมดูอันตรายจังนะ

ใช่ ผมก็สงสัยอยู่ว่าทำไมถึงได้ยินเพลงอังกฤษ แต่รับรองได้ว่าในโรงหมอนี้ไม่มีใครรองเพลงนั้นได้หรอก ผมเองยังไม่เคยได้ยินเพลงนั้นมาก่อนเลย

เขาเอามือล้วงกระเป๋าแล้วเอนตัวไปพิงโต๊ะด้านหลัง

ที่สำคัญตอนนี้เราอยู่กันแค่สองคนเองนะ

ไอ้คนฉลาด ไอ้คนสมองดี

แต่อย่าได้ดูถูกความสามารถด้านการแสดงของผมไป

ผมว่าหมอหูแว่วแล้วล่ะครับ ผีหลอกรึเปล่าหมอ

ไม่ว่าเปล่ายังทำเป็นหันซ้ายหันขวาแล้วลูบแขนแกล้งขนลุกซู่

ใครก็ได้ส่งออสการ์มาให้มอสที

เขาหัวเราะในคอแล้วส่งแววตาแปลกๆ กลับมา

มันเป็นแววตากึ่งเจ้าเล่ห์กึ่งจับผิด ดูไม่น่าไว้ใจชอบกล

ก็คงคิดว่าหูแว่ว ถ้าไม่บังเอิญได้ยินภาษาไทยในเพลงด้วย

โว้ย ผมล่ะเบื่อความฉลาดของมันจริงๆ

ผมว่าหมอหูฝาด

ฉลาดมาก็หน้าด้านกลับ ในเมื่อไม่มีทางให้ไปก็ยืนกระต่ายขาเดียวไปเลย

เขาหัวเราะเบาๆ

อ้าวเหรอ ก็คงจะเป็นเช่นนั้นกระมัง ว่าแต่...

เขาทอดจังหวะอย่างจงใจ

เพลงนี้ชื่อเพลงอะไรรึ

อีผี ถามอย่างนี้ก็บอกมาเลยก็ได้ว่าผมดูโง่เง่าแค่ไหน

ในเมื่อหลบไม่ได้แล้วเราก็ต้องยอมรับความจริงครับ

หมอรออีกสักยี่สิบเก้าปีเดี๋ยวก็ได้ฟังเองล่ะครับ

ทำตัวให้เป็นปริศนาแม่งไปเลย อยากจับผิดนักก็ไปให้สุดเลยครับพี่

ผมเห็นเขาขมวดคิ้วยุ่งแต่ก็คร้านจะใส่ใจแล้ว

อีกยี่สิบเก้าปี?

ผมพยักหน้าแบบขอไปที

ทำไม ทำไมต้องรออีกยี่สิบเก้าปี

เอ้า ถ้าบอกก่อนจะให้รอทำแปะก๊วยอะไรล่ะ

รอไปสิหมอ เดี๋ยวก็รู้เองแหละ

เขากวักมือเรียกผมเข้าไปใกล้ๆ และเพราะผมเป็นคนใสซื่อไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเลยยอมเดินตามไปจนโดนดีดหน้าผากดังปั้ก

นิ้วทำจากเหล็กเหรอ

เจ็บนะหมอ

ก็ดีดให้เจ็บไง ยียวนนักนะ เดี๋ยวนี้เอาใหญ่แล้ว

ผมเบ้ปาก

พูดอย่างกับรู้จักผมมานานอย่างนั้นล่ะ

เขาหัวเราะฮึๆ ในคอ

ก็นานพอจะรู้ว่าเป็นเด็กดื้อแถมนิสัยไม่ดีล่ะนะ

ผมยักไหล่แสดงให้เห็นความไม่แยแส ถ้าเป็นเพื่อนผู้หญิงในคณะก็คงพูดว่า โนแคร์ โนสนอะไรทำนองนั้น

ผมหน้าตาดีก็แล้วกัน

ครับ หลงตัวเอง ยอมรับ

คราวนี้อีกฝ่ายกลับหัวเราะร่ากับคำตอบของผม ไร้ร่องรอยของชายขี้จับผิดเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

ตลกจริงนะ

เขาลดเสียงหัวเราะลงแล้วสบตาผมนิ่ง แววตานั้นลุ่มลึกน่าหลงใหล

แต่ก็ไม่เถียงว่าเป็นความจริง

...ไอ้เวร ไอ้หมอเวร....

 






ผมเพิ่งจะนึกออกว่าไอ้มั่นเคยบอกว่าจะพาผมไปหาหลวงลุงของมันก็ตอนที่ผมเห็นพระเดินเข้ามาในรั้วบ้าน เรื่องของเรื่องมันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากไปกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านเจ้าคุณอธิป พ่อของคุณเปรม ที่บ้านของเขาเลยมีการจัดงานบุญขึ้นใหญ่โต พวกผมที่เป็นวงดนตรีประจำบ้านเลยได้โอกาสมาเปิดตัว

เรื่องมันควรจะเรียบง่ายและสงบสุข ถ้าไม่ติดที่ว่า...

พวกเอ็งต้องตั้งใจเล่นให้ดีรู้ไหม งานนี้เป็นงานใหญ่ ข้าราชการมากันหลายคน ถ้าเราเล่นไม่ดีท่านเจ้าคุณก็จะพลอยเสียหน้าไปด้วย เช่นนั้นแล้วก็คงจะไม่จ้างงานพวกเราอีก

พอพูดจบครูบุญยกมือขึ้นปาดเหงื่อเล็กน้อย วันนี้ครูอยู่ในชุดเป็นทางการกว่าทุกวัน ไม่มีผ้าขาวม้าพาดคอเป็นเครื่องประดับเหมือนอย่างปกติ กางเกงจีนที่ใส่อยู่ดูก็รู้ว่าซื้อมาใหม่ เสื้อที่ใส่ด้านในเป็นเสื้อคอกลมสีขาวเหมือนอย่างทุกที แต่คราวนี้ครูคลุมทับด้วยเสื้อคลุมฝ้ายอย่างดี อาจจะดูไม่มีราคาค่างวดเท่าไหร่ แต่ก็รับรู้ได้ว่าครูตั้งใจกับงานวันนี้มาก

เพราะแบบนั้นไงผมเลยยิ่งรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่

อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อน ท้องฟ้าโปร่งโล่งสดใสสมเป็นวันดีๆ แต่สิ่งที่ครูบุญพูดเมื่อครู่กำลังรบกวนจิตใจผมอย่างหนัก

ถ้าทำได้ไม่ดีล่ะ

ถ้าผมทำไม่ได้ล่ะ

ไอ้กร

เสียงคนคุ้นเคยที่กระซิบเบาๆ ทำให้ผมต้องทำตัวเหมือนปกติ

มีอะไร

มือหยาบกร้านของมันบีบบ่าผมหนักๆ อยู่สองสามที

มึงทำได้ ข้ารู้

ทั้งสั้น ทั้งห้วน แต่กลับสามารถเรียกกำลังใจผมคืนมาได้มากโข

ผมยิ้มตอบมันไปบางๆ แล้วเงยหน้ามองฟ้า

ขอให้วันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยเถิด

สายลมแผ่วเบาพัดผ่านราวกับคำตอบรับของเทวดาที่ผมภาวนาถึง ผมหรี่ตาสู้แสงมองกิ่งไม้เหนือหัวที่กำลังโบกกิ่งพริ้วสะบัดไหว

...อยากไปหาอาเจ้จังเลยน้า...

ถึงจะคิดอย่างนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะได้ทำอย่างที่ใจคิด ตอนนี้พวกเราทั้งวงถูกพามายืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนใกล้กับโรงครัว เสียงสนทนาของแขกเหรื่อมากมายบริเวณหน้าบ้านผสมโรงเข้ากับเสียงโหวกเหวกวุ่นวายจากโรงครัวทำให้ผมยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก

ถึงผมจะเคยเรียนดนตรีไทยมาแต่ก็เป็นการเรียนแบบงูๆ ปลาๆ ประกงประกวดก็ไม่เคย จู่ๆ มาทำอะไรแบบนี้จะให้ไม่ตื่นเต้นเลยก็คงทำได้ยาก

...จริงสิ...

ไอ้มั่น

มันหันมาทำหน้างงเป็นเชิงว่า เรียกทำไม

ไหนมึงบอกว่าจะพากูไปหาหลวงลุงมึงไง

มันเบิกตาโตแล้วตบเข่าฉาด

เออว่ะ ข้าลืมไปเสียสนิทเลย

มันตบบ่าผมสองสามที

ไม่ต้องกังวลไป ประเดี๋ยวพรุ่งนี้เราไปกันเลยดีไหม ข้าว่างพอดี มึงล่ะว่างไหม

...พรุ่งนี้เหรอ...

กูว่างทั้งวันยกเว้นช่วงบ่าย ต้องไปทำงานให้หมอ

มันพยักหน้าเข้าใจ

เช่นนั้นไปช่วงเช้าก็ได้ จะได้ไปทำบุญเสียด้วย

นั่นสิ ผมห่างจากการทำบุญมานานแค่ไหนแล้วนะ

เออ ดีเหมือนกัน ช่วงนี้รู้สึกซวยๆ พิกล

ยังไม่ทันที่มันจะอ้าปากตอบกลับ พวกเราทั้งวงก็ถูกบ่าวคนหนึ่งมาตามให้เริ่มเข้าประจำที่

ให้ตายสิ ผมกลับมาตื่นเต้นอีกแล้ว

ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่แล้ว แต่พอเริ่มก้าวเข้ามาในงานใจของผมก็เต้นแรงมากขึ้นทุกที มันไม่ใช่งานบุญใหญ่ แต่จะเรียกว่าเป็นงานเล็กๆ ก็คงไม่ถูก ผู้คนที่เดินไปมาในงานล้วนอยู่ในชุดหรูหรามีราคา เห็นตั้งแต่ห้าร้อยเมตรก็รู้ว่าเป็นคนมีฐานะ มีหน้ามีตาในสังคม

นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมได้คิดถึงความจริงที่ว่า...ผมกับคุณเปรมต่างกันมากแค่ไหน

รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคิด แต่ใจมันก็ประหวัดคิดขึ้นมาเสียได้ ผมพ่นลมหายใจไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว เหลือไว้เพียงความตื่นเต้นกับหัวใจที่เต้นแรงจนเจ็บในอก

ผมทำได้ ต้องทำได้สิ

แต่ทุกอย่างมันยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เมื่อผมเห็นว่ามีคนมากมายขนาดไหนนั่งอยู่ด้านใน เก้าอี้มากมายทั้งถูกจับจองแล้วและยังไม่ถูกจับจองหันหน้าเข้าหาอาสนะของพระสงฆ์ที่อยู่ด้านหน้าสุด ส่วนด้านข้างอาสนะเป็นเวทีไม้ขนาดเล็กที่มีบ่าวสองสามคนกำลังจัดย้ายเครื่องดนตรีไทยเพื่อเปลี่ยนรูปแบบวงจากวงปี่พาทย์ให้กลายเป็นวงมโหรีเครื่องเล็ก

เมื่อครู่คงมีการเล่นวงปี่พาทย์ประกอบการทำบุญตอนเช้าตามธรรมเนียม ไอ้พวกผมที่ฝึกกันมาแบบวงมโหรีจึงไม่ได้มีส่วนร่วมกับพิธีการตรงส่วนนี้มากนัก คนที่มารับหน้าที่บรรเลงตรงนี้อาจจะเป็นนักดนตรีอีกกลุ่มหรือยังไง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการตามหาตัวผู้บรรเลงวงปี่พาทย์เมื่อครู่คือเครื่องดนตรีไทยที่อยู่บนเวทีนั่นต่างหาก

เครื่องดนตรีไทยบนเวทีเป็นเครื่องใหม่เอี่ยมทั้งวง ประเมินด้วยสายตาก็รู้ว่ามีราคามากแค่ไหน เผลอๆ อาจจะมากกว่าเครื่องดนตรีทุกชิ้นในบ้านครูบุญรวมกันด้วยซ้ำ

โอ๊ย กดดันโว้ย

แต่อย่างน้อยก็โชคดีว่าไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่กดดัน ผมหันไปเห็นไอ้มั่นที่ยืนอ้าปากค้างกับพี่ๆ ในวงอีกเจ็ดคนที่มีสภาพไม่ต่างกันเท่าไหร่ก็อุ่นใจขึ้นมาอีกเปาะนึง

อย่างน้อยผมก็ไม่ได้เสร่ออยู่คนเดียวล่ะนะ

ครูบุญหันมาทำหน้าดุใส่พวกผม

เอ้า ไอ้เจ้าพวกนี้ ยืนนิ่งกันอยู่ได้ ประจำที่สิ

เสียงเอ็ดนั้นไม่ดังนักแต่ก็มากพอที่จะทำให้พวกเราทุกคนได้สติแล้วเริ่มเข้าประจำที่ของตัวเอง

วงของพวกเรามโหรีเครื่องเล็ก แม้ว่าวงมโหรีจะไม่ได้รับความนิยมในการแสดงบรรเลงต่อหน้าสาธารณชน แต่เมื่อคุณเปรมยืนยันว่าอยากได้วงมโหรีก็คงไม่มีใครขัดได้

ในวงของพวกเรามีเครื่องดนตรีรวมทั้งหมดสิบชิ้น เดิมทีผมมีหน้าที่เล่นฆ้องวงใหญ่ แต่เพราะคุณเปรมอยากให้ผมขับร้องเลยกลายเป็นว่าผมต้องโยกย้ายมาเป็นคนเล่นซอสามสายแทน แต่ละวันที่ซ้อมนั้นแสนลำบากยากเย็น อย่างที่บอกไปว่าผมเองก็ห่างหายจากการเล่นดนตรีไทยมานานมากแล้ว จู่ๆ ต้องมาทั้งเล่นทั้งร้อง ความวินาศเลยบังเกิด ไหนจะต้องเรียนเล่น ไหนจะต้องเรียนขับร้องควบคู่ไปด้วย กลายเป็นว่าผมทุ่มเทเวลาทั้งวันทั้งคืนในการซ้อมร้องซ้อมเล่นจนแทบไม่เป็นอันจะทำอะไร

...เอาจริงผมก็บ่นไปงั้นล่ะ...

ถึงจะพูดบ่นไปมากแค่ไหนแต่ก็ต้องยอมรับว่าผมสนุกกับมันมากเหลือเกิน ดนตรีไทยเป็นสิ่งที่อยู่เคียงข้างผมในวันคืนที่ยากลำบาก คืนไหนที่ความคิดของผมฟุ้งซ่านเกินจะระงับ ผมก็จะเริ่มขับร้องเพลงที่ได้ร่ำเรียนมา คืนไหนที่ผมหวาดกลัวกับความมืดยามค่ำคืน เสียงซอสามสายที่ได้รับมาจากครูบุญจะคอยปลอบประโลมผม

เพราะดนตรีไทยนี่เองที่ทำให้ผมสนุกเสียจนลืมเวลา

เพราะดนตรีไทยนี่เองที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

พักหลังมานี้ผมเลิกแบ่งแยกตัวเองกับกรวิกแล้ว คงเพราะผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ล่ะมั้ง

เอ้า เตรียมพร้อมนะ

เสียงกระซิบอย่างขึงขังของครูบุญทำให้ผมหลุดจากภวังค์มามองภาพตรงหน้า

คุณเปรมในชุดราชปะแตนกับผ้าม่วงโจงกระเบนก้มลงสวัสดีแขกเหรื่ออย่างนอบน้อมก่อนจะเดินตรงเข้ามายังวงดนตรี

...เดินตรงมายังตำแหน่งระนาดเอกที่ยังว่างอยู่...

...สวัสดี สมาชิกคนที่สิบของวง...

ผมจำได้ว่าเพลงแรกที่ต้องเล่นคือเพลงโหมโรงไอยเรศที่ผมต้องเป็นคนขึ้นเพลง จากนั้นก็...

“เอ้า ไอ้กร เริ่มสิ”

เสียงกระซิบของไอ้ไม้ที่ดังเตือนขึ้นทำให้ผมต้องจับคันซอแล้วสูดลมหายใจตั้งสมาธิ

เอาว่ะ เป็นไงเป็นกัน

...ต้องใช้ใจเล่นแล้ว...

...แล้วทุกอย่างก็เริ่มบรรเลงอย่างที่มันควรจะเป็น...

เพลงถูกขับกล่อมออกมา เพลงแล้ว เพลงเล่า ทั้งเพลงบรรเลงและเพลงร้อง

ผมทำมันได้ ทำได้ดีทีเดียว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่คิด

ไม่มีการร้องผิดเนื้อ ไม่มีการสีซอผิดโน้ต ไม่มีการลืมเนื้อเพลง

ผมทำได้ ทำได้จริงๆ

แล้วโน้ตตัวสุดท้ายก็จบลงพร้อมกับเสียงปรบมือจากผู้ฟัง ตอนนั้นเองที่ผมเพิ่งได้รู้ว่าตัวผมในตอนนี้มาไกลกว่าเก่าแค่ไหน

เสียงตึกตักในอกของผมมันดังก้องจนน่าหนวกหู แต่น่าแปลกจริงๆ ที่ผมกลับหุบยิ้มไม่ได้

...ความภูมิใจมันเป็นอย่างนี้นี่เอง...

...เวลาที่ทำอะไรแล้วคุ้มค่าความพยายาม...มันเป็นแบบนี้นี่เอง...

...ดีจัง...ดีใจจัง...

ลุกได้แล้วมึง

ผมหลุดออกจากภวังค์ตอนที่ไอ้มั่นกระซิบเรียก พอหันไปมองจึงเห็นว่าคนอื่นๆ ทยอยลุกกันไปหมดแล้ว

สติมีขายที่ไหนบ้าง เอามาให้มอสที

ผมพยักหน้ารับแบบงงๆ แล้วเดินตามมันออกไป

พวกเราทั้งสิบคนยืนหยุดรอคุณเปรมกวักมือเรียกบ่าวคนหนึ่งเข้ามาหา เขาพูดอะไรกับชายคนนั้นสองสามคำก่อนจะหันมาฉีกยิ้มให้พวกผม

วันนี้ทำได้ดีมาก เสร็จงานแล้วก็ไปพักเถอะ จะให้อยู่พาไปที่โรงครัว เดี๋ยวจะมีคนเอาเงินไปให้ ค่าจ้างวันนี้จะได้คนละห้าบาท กลับไปแล้วก็ขอให้ขยันหมั่นฝึกซ้อม หากมีงานคราวหน้าจะได้ทำได้ดีเฉกเช่นวันนี้อีก

ทุกคนพูดขอบคุณพร้อมกับพนมมือไหว้แทบจะพร้อมกัน

ห้าบาท รวมกับที่จะได้จากหมอในสามเดือนก็ยี่สิบบาท

จะทำยังไงกับเงินสามสิบบาทที่เหลือดีนะ

จริงสิ...ผมยังมีอาเจ้นี่นา

พอคิดได้แบบนั้นผมเลยตั้งใจจะไปหาอาเจ้แล้วเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวเท้าตามคนอื่นๆ ไป ผมก็ถูกฝ่ามือใหญ่ดึงเอาไว้เสียก่อน

คุณเปรมจับแขนผมแล้วยิ้มให้

เก่งมาก

เขาเอามือลูบหัวผมหนึ่งที

...แค่หนึ่งที แต่อุ่นวาบไปทั้งหัวใจ...

หลังจากนั้นเขาก็ปล่อยแขนผมแล้วเดินไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

...ความรักนี่...บ้าบอดีจริง...






 






********************************************************************************************************************
[เกร็ดความรู้]



                         "เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น หรือ  Love at Sundown เพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๒ ทรงพระราชนิพนธ์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๙ ขณะยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย และท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา แต่งคำร้องภาษาอังกฤษ แล้วพระราชทานเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีคำร้องสมบูรณ์ทั้งสองภาษาให้นายเอื้อ สุนทรสนาน นำไปให้นายบิลลี่หรือนาย คีติ คีตากร นักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นนักดนตรีในวงดนตรีสุนทราภรณ์เรียบเรียงเสียงประสานจนสมบูรณ์จึงได้นำออกบรรเลงในงานของสมาคมปราบวัณโรค ณ เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกที่นำออกบรรเลงสู่ประชาชน เป็นเพลงที่ร่าเริงแจ่มใสเหมาะสำหรับการเต้นรำในสมัยนั้น จึงเป็นเพลงยอดนิยมของพสกนิกรไทยทันที"


          ถ้านับเวลาตามเนื้อเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2460 เพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็นจะถูกเผยแพร่ออกสู่ประชาชนหลังจากนี้ 29 ปีพอดี


อ้างอิงประวัติเพลงยามเย็น : ยามเย็น




วงมโหรี       
                    วงมโหรีเกิดจากการประสมกันระหว่าง 
                    1.วงบรรเลงพิณ (โบราณาจารย์เรียก การขับร้องเป็นลำนำพร้อมกับการดีดพิณน้ำเต้า ในคนๆเดียว แต่มึสองลำนำขึ้นไปประสานเสียงกันว่า "วง") 
                    และ 
                    2. วงขับไม้ (ผู้สีซอสามสายเป็นลำนำ ร่วมกับผู้ไกวบัณเฑาะว์) 
                   
                    เกิดขึ้นครั้งแรกไม่น้อยกว่าสมัยกรุงสุโขทัย ภายหลังจึงประสมเครื่องดนตรีเพิ่มมากขึ้นโดยลำดับ เป็นวงมโหรีเครื่องสี่. หก. และประสมเครื่องดนตรีวงปี่พาทย์ตามวิวัฒนาของวงปี่พาทย์เครื่องคู่. และเครื่องใหญ่แต่มีระเบียบวิธีที่เป็นข้อยึดถือเสมอมา คือ กำหนดให้ซอสามสาย และการขับร้องเป็นประธาน และยึดบันไดเสียงกลุ่มเสียงระดับเพียงออ ร่วมกับเน้นลักษณะการขับกล่อม เป็นสำคัญ แม้นเมื่อประสมด้วยเครื่องปี่พาทย์ตามยุคต่าง ๆ ก็ดี ดุริยางคศิลปิน มักจะสร้างสรรค์ให้เครื่องปี่พาทย์ปรับเข้าหาเครื่องสาย และใช้โทน รำมะนา ในการกำกับจังหวะ เนื่องจากเป็นวงประเภทการขับกล่อมเพื่อสุนทรีย์ ด้วยการปรับขนาดเครื่องดนตรีให้เล็กลงเพื่อให้เสียงกลมกลืนกันกับเครื่องสาย และกำหนดให้เสียงลูกยอดของระนาดเอกจะพอดีกับเสียงนิ้วก้อยสายเอกของซอด้วง ตลอดจนเมื่อขนาดของเครื่องดนตรีปี่พาทย์เล็กลงจะใช้ไม้นวมบรรเลง


อ้างอิง: วงมโหรี



                      สาเหตุที่ปิงปองเลือกใช้วงมโหรีในเนื้อเรื่องแทนวงปี่พาทย์ที่เป็นที่นิยมกันในสมัยนั้นเพราะว่าปิงปองปูเนื้อเรื่องให้กรวิกเป็นคนที่มีเอกลัษณ์ที่เสียงขับร้องมาแต่ต้น ครั้นจะให้เปลี่ยนไปใช้วงปี่พาทย์ซึ่งไม่มีการขับร้องก็คงไม่ได้ ต้องขอโทษในความผิดพลาดทำให้อาจจะดูไม่สมจริงไปบ้างจริงๆค่ะ TT





โหมโรง
               เพลงโหมโรง คือ เพลงที่ใช้บรรเลงเป็นอัน ดับแรกก่อนที่จะมีการแสดงมหรสพต่างๆ หรือก่อนที่จะมีการร้องส่งเพลงอื่นๆ ต่อไป เพื่อเป็นเครื่องหมายว่า การแสดงมหรสพหรือการร้องส่งกำลังจะเริ่มแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นเพลงสำหรับวงดนตรีที่บรรเลงประโคมในงานพิธีมงคลต่างๆ บรรเลงเป็นอันดับแรก เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่งาน และเพื่อเป็นการประกาศว่า งานพิธีได้เริ่มขึ้นแล้ว

          เพลงโหมโรงมี 2 ชนิด คือ

          ก. เพลงโหมโรงที่เป็นเพลงชุด ที่โบราณาจารย์ได้นำเพลงหน้าพาทย์หลายๆ เพลงมาเรียบเรียงไว้และบรรเลงต่อเนื่องกัน แต่ละเพลงมีความหมายในทางศักดิ์สิทธิ์ เพลงโหมโรงชนิดนี้ เป็นเพลงโหมโรง สำหรับวงปี่พาทย์เท่านั้น ใช้บรรเลงในงานพิธีมงคล ต่างๆ และบรรเลงก่อนการแสดงมหรสพต่างๆ เช่น โขน ละคร หนังใหญ่ และลิเก โหมโรงชนิดนี้ ได้แก่ โหมโรงเช้า โหมโรงกลางวัน และโหมโรงเย็น

      ข. เพลงโหมโรงที่เป็นเพลงๆ เดี่ยว หรืออาจะเป็น 2 เพลงต่อเนื่องกัน เป็นต้น เรียกว่าโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวา เหตุที่เรียกว่า โหมโรงเสภา เนื่องมาจาก ในสมัยก่อน เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงก่อนที่จะมีการเล่นเสภา หรือการร้องส่ง ซึ่งแต่เดิมทีเดียวการโหมโรงก่อนการเล่นเสภาก็เป็นเพลงชุดดังข้อ ก. ต่อมาเห็นว่านานเกินไป จึงตัดเหลือแต่เพลงวา เพลงโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวาเป็นเพลงโหมโรง สำหรับวงดนตรีไทยทุกประเภท ทั้งวงเครื่องสาย วงปี่พาทย์ และวงมโหรี ได้มีผู้แต่งเพลงโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวาไว้เป็นจำนวนมาก แต่ในบรรดาเพลงโหมโรงชนิดนี้ ด้วยกันแล้ว เพลงโหมโรงไอยเรศได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุด




อ้างอิง: โหมโรง (เพลง)




***********************************************************************************************************************

เม้นวันละนิด เพื่อเป็นกำลังใจให้ปิงปองลูกน้อยๆคนนี้นะคะ XD







ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 179 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,164 ความคิดเห็น

  1. #1153 pinkpeach🍑 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 07:42
    สู้น้าาา
    #1,153
    0
  2. #1072 nuiguide (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 15:34
    ได้ความรู้สอดแทรก ได้ความละมุน โอยยย ดีงงาม
    #1,072
    0
  3. #1042 MS.ALIEN (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 / 09:42
    ห้าสิบบาทคือเยอะมากสู้ๆนะมอส
    #1,042
    0
  4. #977 pukiest (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 03:24
    คุณเปรม ดิชั้นไม่ไหวแล้วววววววโอยยยยยยย หัวใจจจจจจ
    #977
    0
  5. #939 PloypailinB. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 00:19
    จังหวะลูบหัวคือแบบ โอ้ยยยยยย คุณเปมทัตจะอบอุ่นอะไรเบอร์นั้นคะะะ ฮือๆๆๆ
    #939
    0
  6. #902 yunjaelife (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2561 / 18:28

    เขินตัวแตกกกกกกก

    #902
    0
  7. #882 bearbayy (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 19:46
    เราชอบในความใส่ใจรายละเอียดเรื่องนี้มากๆเลยค่ะ หาข้อมูลมาดีมากๆเลย ขอบคุณนะคะ เหมือนเราได้ความรู้เพิ่มจากการได้อ่านเรื่องนี้ไปด้วยเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ!
    #882
    0
  8. #881 Aoy Soothi'nie (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 16 สิงหาคม 2561 / 11:35
    เก่งมากๆเลยเจ้ามอส
    #881
    0
  9. #852 Mune (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2561 / 02:21
    น้องเก่งมากจริงๆ ทั้งซอสามสายทั้งขับร้องไม่ง่ายเลย คุณเปรมน่ารักจริงๆ สงสารหมอเหมือนกัน หาคู่ให้คุณหมอสักคนได้ไหมคะ 5555
    #852
    0
  10. #806 maielf13 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 23:43
    น้ำตาไหลแล้วฮือออออออออ
    #806
    0
  11. #683 mchesshire (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 22 มกราคม 2561 / 16:58
    ยังไม่อยากให้จบเลยค่ะ ภาษาสวยมากจริงๆ
    #683
    0
  12. #649 Chopoom94 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 00:10
    เกือบซวยแล้วมอส นี่กะลังสับสนว่าจะมอสหรือกรดี เรียกได้หมดแหละถ้างั้น แหะๆ มีหวานๆตอนท้ายด้วย ><
    #649
    0
  13. #638 Doraemon_fa12 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 17:16
    คุณเปรมอบอุ่นเว่อร์
    #638
    0
  14. #594 "KiHae129" (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 มกราคม 2561 / 17:28
    คุณเปรม
    #594
    0
  15. #571 `peach (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 21:47
    ปล่อยให้น้องคู่กับคุณเปรม ส่วนเราจะเสียสละคู่กับหมอ ฮือ หมออออ
    #571
    0
  16. #533 xxnhhzt68 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 10 มกราคม 2561 / 00:48
    ฉากกรร้องยามเย็นเราเกือบร้องไห้55555
    #533
    0
  17. วันที่ 9 มกราคม 2561 / 17:18
    ขอบคุณที่แต่งให้อ่านนะคะ
    #508
    0
  18. #498 Naruthaik1972 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 14:53
    คุณหมอคะมอสไม่หวั่นไหวแต่รีดหวั่นไหวละลายไปกับหมอแล้ว
    #498
    0
  19. #473 คุณชิกกี้ (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 9 มกราคม 2561 / 01:11
    ดีจังเลยค่ะ ความรู้แน่นมากๆเลย
    #473
    0
  20. #412 mykray (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 19:03
    ตอนนี้ใจบางมากอ่ะ คำพูดคำจามอสนี่นะ มันทำให้เราหลงอ่ะ
    #412
    0
  21. #405 Teddybear_EPN (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 7 มกราคม 2561 / 17:02
    โอ๊ย แล้วสามสิบบาทที่เหลือมอสจะทำยังไงดี ตั่วเฮียนี่น้าาาาาาาาาาา
    #405
    0
  22. #343 Hiro Hiro Shi (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 6 มกราคม 2561 / 21:20
    ฮืออออ คุณหมออย่าทำแบบนี้ หนูหวั่นไหวมากบอกเลย ได้แต่กล่าวขอโทษคุณเปรมในใจ ฮึกกก คุณหมอเองก็ดีต่อใจไม่ต่างจากคุณเปรม ฮืออออ
    #343
    0
  23. #252 Yamapi80 (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 15:20
    โอ้ยยย ไม่ไหวแล้ววว คุณเปรมออกมาทีไรยิ้มเขินทุกที สกิลป้อนี่ล้ำเลิศมาก งืออใจบางไปหมดแล้ว ขอบคุณสำหรับเกร็ดความรู้ด้วยค่ะ เราก็เป็นคนนึงที่ชอบเพลงพระราชนิพนธ์เหมือนกัน
    #252
    0
  24. #67 With Wolffy Pritty (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2560 / 13:29
    โอ้ยยยยยยยดาเมจแรงมากกกกกกกกเลือกไม่ถูกแล้วง่าา~คุณหมอหรือคุณเปรมดีอ่าาาาาาา~
    #67
    0
  25. #66 วิ้ปปิ้งครีม (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 19:35
    หลงหมออ หลงคุณเปรมม  กรโชคดีมากเลยที่มีทั้งเพื่อนและคนรักที่ดี 
    #66
    0