[Reupload][จบแล้ว] เงื่อนรักพันธนาการใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,066,761 Views

  • 7,858 Comments

  • 9,509 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    525

    Overall
    1,066,761

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 ออกผจญภัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 51955
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 112 ครั้ง
    29 มี.ค. 62

ข้าเดินกลับเข้าสู่เขตชุมชนที่พลุกพล่านด้วยคน มือกุมกระชับห่อผ้าไว้อย่างแน่นหนาแล้วยืนนิ่งอึ้งไม่รู้ว่าตอนนี้ตนควรจะเริ่มทำสิ่งใดก่อนดี

“เจ้าบ้า...ยืนขวางทางอยู่ได้” เสียงบุรุษก่นด่าด้วยความหงุดหงิด

“ขอโทษขอรับ ๆ” ข้าค้อมปลก ๆ

“ข้าควรไปทางไหนดี” ข้าเกาหัวแล้วพูดคุยกับตนเองงึมงำ ถึงอย่างไรครั้งนี้ก็จะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ข้าจะออกเดินทางผจญภัย

หลังจากใช้เวลาใคร่ครวญไปเล็กน้อยแล้วก็ตัดสินใจหวังพึ่งโชคชะตาเป็นผู้ตัดสิน ข้าหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วโยนครั้งหนึ่ง

“ออกหัวไปทางเมืองเยว่ ออกก้อยไปเมืองหมิง” หลังจากเหรียญถูกโยนแล้วกลิ้งหลุน ๆ ก่อนที่จะหยุดนิ่ง ดวงตาข้าจับจ้องเหรียญไม่วางตา

“ออกหัว เช่นนั้นเดินทางไปเมืองเยว่เสียแล้วกัน” ข้ายิ้มอย่างอารมณ์ดีแต่ก่อนที่จะก้มลงไปเก็บเหรียญก็ถูกเตะออกไป ข้าวิ่งตามแล้วตะปบเหรียญให้หยุดนิ่ง

“ออกก้อยหรือ เช่นนั้นก็ได้ หากสวรรค์ต้องการให้ข้าเดินทางไปเมืองหมิง ข้าก็จะไปเมืองหมิง” ข้าชูมือขึ้นฟ้าทีหนึ่งแล้วออกเดินทางด้วยจิตใจรื่นรมย์


“น้องชายต้องการเดินทางไปที่ไหนหรือ” บุรุษสูงวัย

“อะแฮ่ม...ข้าต้องการไปเมืองหมิงขอรับท่านลุง” ข้ากระแอมเสียงครั้งหนึ่งแล้วพูดโดยปรับเสียงตนเองให้ทุ้มลง

“ไปเมืองหมิงต้องผ่านสามแห่ง น้องชายขึ้นรถคันนี้จะพาไปอำเภอจิน แล้วเปลี่ยนรถจากอำเภอจินไปอำเภอหยุน แล้วเปลี่ยนรถไปที่ด่านเฟิงถึงจะสามารถไปเมืองหมิงได้” บุรุษสูงวัยบอกด้วยความเอ็นดูเมื่อเห็นท่าทางซื่อเซ่อของเด็กหนุ่ม

“ขอบคุณมากขอรับท่านลุง” ข้าค้อมตัวขอบคุณ

“ไม่เป็นไร หากไปถึงอำเภอหยุนก็ระมัดระวังตัวให้ดี อำเภอหยุนเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย ถ้าพวกมันเห็นท่าทางน้องชายดูซื่อ ๆ คงเลือกเป็นเหยื่อแน่” เขาเอ่ยเตือนอีกครั้งหนึ่ง

“ข้าจะระวังตัวขอรับ ขอบคุณท่านลุงที่เตือน” ข้าค้อมอีกครั้งหนึ่งด้วยความซาบซึ้งใจพร้อมทำหน้าตาระแวดระวังมากขึ้น

“รีบไปเถิด ๆ หากไม่ทันรถคันนั้นต้องนั่งรออีกกว่าชั่วยามเชียวนะ” ได้ยินดังนั้นข้าจึงไม่รอช้าวิ่งขึ้นรถม้าโดยสารทันที

ทันทีที่เลือกที่นั่งได้ข้าก็นำห่อผ้ามากอดไว้ที่อกแล้วสำรวจไปรอบ ๆ บนรถม้ามีคนนั่งอยู่อย่างแออัด คนบนรถโดยสารล้วนแต่แบกสัมภาระรุงรังเช่นข้า หลายคนก็มากันทั้งครอบครัว บางคนก็หอบหิ้วบุตรหลานมาด้วย บางคนก็นั่งกินดื่มอย่างไม่สนใจสิ่งใด ข้าแต่งกายกลมกลืนกับทุกคนทั้งยังแปลงโฉมจนหน้าตาธรรมดาจึงไม่มีใครให้ความสนใจกับข้า

ข้าตื่นเต้นไม่น้อยที่ได้ออกเดินทางจนไม่กล้าที่จะนอนหลับ หากไม่นับว่ารถม้าคันนี้แออัดไปสักหน่อยก็นับว่าเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยม

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าบนรถม้าที่โยกคลอนทำให้ข้าเผลอหลับไปเสียสนิท กว่าจะตื่นอีกทีรถม้าก็ถึงอำเภอจินแล้ว คนทั้งหลายต่างก็เริ่มทยอยลงจากรถกัน ตัวข้าจึงต้องหิ้วห่อผ้าลงรถอย่างงัวเงียเช่นกัน ทันทีที่เท้าแตะพื้นก็ยืนมองด้วยความสับสนอยู่พักหนึ่งแล้วจึงก้าวเท้าเดินตามผู้อื่นไป

“สวัสดีอำเภอจิน ข้ามาถึงแล้ว...อา หิวจังเลย” ข้าลูบท้องเบา ๆ หลังจากหลับเต็มตื่นท้องก็เริ่มประท้วง ข้าจึงเดินสอดส่ายไปทั่วหาเหลาอาหารที่จะฝากท้อง

หลังจากเดินมาได้พักหนึ่งก็พบเหลาอาหารเลื่องชื่อที่แม้ยืนอยู่ด้านนอกยังได้กลิ่นอาหารหอมโชยออกมาจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทันที ถึงอย่างไรมื้ออาหารนี้ก็เป็นมื้อแรก ๆ สมควรกินดื่มดี ๆ เสียหน่อย

ข้าไม่ทันเดินเข้าไปในร้านก็ถูกเสี่ยวเอ้อร์ใช้มือกันขัดขวางไว้

“ค่าอาหารแพงมาก น้องชายมีเงินจ่ายหรือไม่” น้ำเสียงของเสี่ยวเอ้อร์เต็มไปด้วยความสุภาพแต่ยังใช้มือปิดกั้นทางไว้อย่างเหนียวแน่น สายตาของเขามองสำรวจการแต่งกายข้าขึ้นลงด้วยความดูถูก

“เพ้ย! ข้ามีเงินสิ” ข้าไม่พอใจอย่างยิ่งจึงเปิดห่อผ้าหวังจะคีบพวงเงินให้ดู

หลังจากที่เปิดห่อผ้าแล้วเป็นตัวข้าเองที่ต้องตกตะลึงเมื่อในห่อผ้าแล้วนอกจากป้ายวิญญาณของบิดามารดา เครื่องแต่งหน้าและเสื้อผ้าสตรีชุดหนึ่งแล้วกลับไม่มีเงินใด ๆ อยู่เลย เงินทั้งหลายของข้ากลับกลายเป็นก้อนหินหนัก ๆ ไปหมดแล้ว หรือข้าแบกหินเดินมาตลอดทาง?

“เงินข้าหายไปได้อย่างไร” เสียงของข้าสั่นเครือ ข้าจะร่ำไห้ออกมาแล้ว

นั่นคือเงินเพียงก้อนเดียวที่เหลือของข้านะ! เดิมทีคิดว่าเงินก้อนนี้อย่างน้อยก็อยู่อย่างสบาย ๆ ได้เกือบ 10 วันพอให้เดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้แต่ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คิดเสียแล้ว

“น้องชายล้อข้าเล่นหรืออย่างไร” เสียงของเสี่ยวเอ้อร์หยาบกระด้างขึ้นแม้ว่าใบหน้าจะยังคงยิ้มแย้มอยู่

“จริง ๆ นะพี่ชาย ข้ามีเงินแต่เห็นทีเงินข้าคงถูกคนขโมยแล้วสับเปลี่ยนเป็นหินแทนเป็นแน่” ข้ายังไม่อาจรับความจริงข้อนี้ได้ว่าข้าถูกขโมยเงินไปแล้ว

“หากน้องชายไม่มีเงินก็กลับไปเสียเถิด” เสี่ยวเอ้อร์ปฏิเสธเสียงแข็ง

ข้าได้แต่จนใจไม่กล้าตอแยอีก ในเมื่ออีกฝ่ายเรียกพรรคพวกตัวบึกบึนมายืนกันทางเข้าทำให้ข้าจำใจล่าถอยออกไป

ข้าเดินหมุนไปมาอย่างไร้หนทาง ตอนนี้ข้าไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว อย่าว่าแต่เหลาอาหารเลย แม้แต่หม่านโถวข้างทางก็ไม่มีปัญญาซื้อเสียด้วยซ้ำ แล้วข้าจะจ่ายค่ารถเดินทางไปอำเภอหยุนได้อย่างไร? หรือว่าข้าจะต้องปักหลักอยู่ที่นี่เสียแล้ว แต่ว่ายามนี้ข้าควรทำอย่างไรต่อไป

ขอทาน? ข้ามิกล้าทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้น ถึงอย่างไรข้าก็เป็นอดีตภรรยาเอกที่มีศักดิ์ศรี ทั้งบิดามารดายังสั่งสอนมิให้ข้าทำตัวไร้เกียรติเช่นนั้น ข้าอับอายเกินกว่าจะก้มหน้าร้องขอเศษเงินประทังชีวิต

ทำงานแลกเงิน? หนทางนี้ยังพอเป็นไปได้แต่ต้องใคร่ครวญว่าจะต้องทำสิ่งใดดี อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเป็นขอทาน

หลังจากนั่งแกร่งท้องหิวอยู่สักพักด้วยไม่มีที่ไปจึงตัดสินใจนั่งหลับอยู่หน้าเหลาอาหารไปเสียเลย อย่างน้อยหลับไปก็ยังไม่รู้สึกหิว


ข้าตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งพระอาทิตย์ก็ตกไปนานแล้ว รถม้าโดยสารที่จะเดินทางไปยังอำเภอหยุนเที่ยวสุดท้ายก็ออกเดินทางไปแล้ว

อากาศภายนอกเริ่มเย็นลงทำให้ข้ากังวลใจว่าคืนนี้จะไปพักอาศัยที่ใดได้อีก เห็นทีตอนนี้ต้องเอาตัวเองให้รอดพ้นผ่านคืนนี้ไปให้ได้เสียก่อน

ทันทีที่ตื่นมาท้องข้าก็ยิ่งประท้วงร้องโครกครากหนักขึ้น ตั้งแต่เดินทางขึ้นรถม้ายังไม่ได้มีสิ่งใดตกถึงท้องจนกระทั่งเวลาล่วงเลยจนอาทิตย์ตกดินเช่นนี้

ปณิธานในความรักศักดิ์ศรีที่แน่วแน่เริ่มสั่นคลอนน้อย ๆ จากการโจมตีอย่างบ้าคลั่งของเทพแห่งความหิวโหยที่ร่ำร้องอยู่ในหัวของข้า...บางทีหากถึงขั้นต้องจนตรอกจริง ๆ ศักดิ์ศรีก็ไม่อาจทำให้ท้องอิ่มได้ เมื่อคิดดังนั้นทำให้ตัวข้าหดหู่ใจอย่างมาก

สายตาข้าเหม่อมองขึ้นไปยังชั้นสองของเหลาอาหารที่มีกลิ่นหอมโชยลงมา ไฟจากตะเกียงสีส้มด้านในช่างดูอบอุ่นเหลือเกินจนข้าอยากเข้าไปนั่งเอาตัวอังไฟให้หายเย็นสักครู่หนึ่ง

“ผู้ที่ขึ้นไปนั่งบนชั้นสองได้คงเป็นเศรษฐีผู้มีเงิน เขาจะพอมีเมตตาให้ข้าหรือไม่นะ หากสามารถติดตามเศรษฐีได้ก็ไม่เลวเหมือนกัน” สมองเล็ก ๆ ของข้าใคร่ครวญครู่หนึ่งแล้วจ้องเขม็งไปทางหน้าต่าง ข้าคาดหวังให้มีผู้ใดโผล่ศีรษะพ้นนอกหน้าต่างออกมาเห็นข้าสักคนหนึ่ง

โชคดีที่สวรรค์เข้าข้างข้าเมื่อมีบุรุษผู้หนึ่งชะโงกหน้าออกมาทางหน้าต่างแล้วพบข้าเข้า

ให้ตายเถิดสวรรค์! ...เขาช่างมีรูปโฉมหล่อเหลายิ่งนัก องคาพยพนั้นสอดรับกันอย่างถึงที่สุด ใบหน้าของเขางดงามยิ่งกว่าสตรีเสียอีก ใบหน้าของเขาอ่อนโยนเหลือเกิน แต่ข้ากลับรู้สึกถึงความคุ้นเคยบางอย่างที่บอกไม่ถูกนัก เพียงสบตากันกลับรู้สึกว่าในอกของตนคล้ายกับค้นพบบางสิ่งที่ขาดหายมานาน

ข้าตะลึงงัน เขาก็ตะลึงไม่ต่างกัน คล้ายเวลานั้นหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

สายน้ำเล็ก ๆ ไหลรินจากหางตาโดยที่ข้าไม่ได้ตั้งใจ เมื่อสายน้ำผ่านผิวหน้าช้า ๆ จนข้ารู้สึกคันคะเยอจึงใช้หลังมือปาดทีหนึ่ง

น้ำตา? ข้าร้องไห้หรือ?

ข้าไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดน้ำตาของข้าจึงไหลออกมาเอง แต่ข้าก็สะบัดศีรษะทีหนึ่งไล่ความรู้สึกแปลก ๆ แล้วจึงฉวยโอกาสหยิบเศษไม้ข้าง ๆ ขึ้นมาขีดดินเป็นอักษรตัวใหญ่ ๆ

‘ท่านโปรดเมตตาอาหารสักมื้อให้ข้าที่หิวโหย’

จากชั้นสองนั้นไม่ได้สูงมากไปบุรุษผู้นั้นย่อมอ่านออก เขายืนนิ่งสักพักแล้วจึงหายกลับเข้าไปข้างใน ตัวข้าหัวเราะเหยียดหยันตัวเองทีหนึ่งแล้วจึงทรุดนั่งลงกับพื้น ใช้เท้าเขี่ยลบตัวอักษรด้วยความคับแค้นใจ

ไม่รู้ข้าเป็นบ้าอันใดขึ้นมาถึงกับทำตัวไร้ศักดิ์ศรีเพื่ออาหารผู้อื่นประทังชีพ แต่ในส่วนลึกของข้ากลับเร่งเร้าอยากพบบุรุษผู้นั้นอีกสักครั้งเหลือเกิน


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 112 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #7842 N_ing (@Ninging28335) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 18:01
    อย่าได้กลับไปหาสามีโง่ๆนั่นอีกเลย
    #7842
    0
  2. วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 17:29
    ใครอ่ะ อยากรู้
    #31
    0