[Reupload][จบแล้ว] เงื่อนรักพันธนาการใจ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 1,066,678 Views

  • 7,858 Comments

  • 9,512 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    442

    Overall
    1,066,678

ตอนที่ 3 : บทที่ 3 บ้านเดิมที่อบอุ่น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54507
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    29 มี.ค. 62

เวลาผ่านไปเสียงบ้าคลั่งของหมาป่าแปรเปลี่ยนเป็นเสียงฝีเท้าหนักของทหารมากมาย เสียงตะโกนร้องเรียกหาข้าดังไปทั่วบริเวณแต่ข้ากัดปากแน่นแล้วบีบตัวเองให้เล็กกว่าเดิมด้วยความหวาดกลัว

ข้าไม่อยากกลับไปอีกแล้ว เรือนหลังนั้นไม่มีพื้นที่ให้ข้าอีกแล้ว พื้นที่ในเรือนไม่มี พื้นที่ในใจเขาก็เช่นกัน หากกลับไปแล้วต้องทนทุกข์ระทมเช่นเดิม มิสู้ปล่อยให้พวกเขาคิดว่าข้าตายไปเสียจะไม่ดีกว่าหรือ

แม้อนาคตข้างหน้าจะมืดมนไม่เห็นหนทางแต่ก็ยังดีกว่ากลับเข้าสู่วังวนเช่นนั้นอีกครั้ง ข้าในอดีตไม่อาจยอมรับได้แล้วข้าในอนาคตจะยอมรับได้อย่างไร

เสียงฝีเท้าเงียบไปแล้วแต่ข้ายังไม่วางใจ ใบหูคอยเงี่ยฟังอย่างใจเย็นจนเมื่อมั่นใจว่าทุกคนจากไปหมดแล้วจึงผ่อนคลายความตึงเครียดแล้วผล็อยหลับลงด้วยความอ่อนแรง ข้าไม่รู้เลยว่าตนเองหลับใหลไปกว่า 2 คืนด้วยความเหนื่อยล้า

ข้าสะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อแสงแดดจากรอยแยกไม้ทะลุแยงตา ริมฝีปากของข้าแตกระแหง ในลำคอแห้งผากจากการขาดน้ำเป็นเวลานาน ข้ารู้สึกว่าร่างกายไร้เรี่ยวแรงอย่างยิ่ง

เมื่อสอดส่องแล้วปลอดภัยจึงค่อย ๆ มุดออกมาจากโพรงแล้วปิดกลับเช่นเดิม ข้าเดินไปที่ลำธารก่อนที่จะวักน้ำดื่มกิน ล้างหน้าที่มอมแมม ล้างแผลที่มีเลือดแห้งเกรอะกรังที่ข้อมือ

เมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อยจึงค่อย ๆ เดินเลาะไปตามทางเพื่อออกไปยังถนน โชคดียิ่งนักที่ข้าเป็นบุตรสาวนายพราน มิเช่นนั้นคงหลงทางไม่อาจมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้

แน่นอนว่าก่อนที่จะเดินไปทางใดข้าย่อมตรวจสอบให้ดีเสียก่อนว่าปลอดภัยไร้ผู้คน แต่ระหว่างทางกลับเงียบสงัดไม่มีผู้ใดที่ยังคงออกค้นหาอยู่เลยก็รู้สึกเศร้าใจลึก ๆ บุรุษผู้เป็นสามีไม่ไยดีข้าอย่างแท้จริง แต่อย่างน้อยก็ดีใจที่ในที่สุดข้าก็ตัดใจได้สักที

ข้าเดินทางมาถึงชายป่าก็พบกับบ้านคนจึงยิ้มยินดีขึ้น ว่าแล้วจึงรีบขออาศัยกินดื่มเพื่อรักษาร่างกายที่แสนเหนื่อยอ่อน

ทันทีที่รู้ว่าตนพ้นจากอันตรายก็โล่งใจอย่างยิ่ง ข้าล้มลงสลบไปกว่า 3 วัน ไข้ขึ้นอีกหลายวัน นับวันแล้วข้าป่วยไข้ไปเกือบครึ่งเดือน ยังดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวหนึ่งอาการจึงหายดี

“แม่หนูมาจากที่ใดหรือ แล้วเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับเจ้า” หญิงวัยกลางคนท่าทางอ่อนโยนเอ่ยถามข้าหลังจากยกน้ำยกอาหารมาให้ข้ากินดื่ม

“ข้าเป็นบ่าวรับใช้ในจวนท่านรองแม่ทัพที่หนีตายจากเหตุการณ์กบฏเข้าไปในป่า ไม่รู้ว่าตอนนี้ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง” ข้าแสร้งเอ่ยถามความเป็นไป

“อา...แม่หนูคงตกใจกลัวแย่เลยสิ ไม่ต้องห่วงแล้ว ๆ ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในความสงบแล้วท่านรองแม่ทัพสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ อ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏก็ถูกคุมขังไว้ที่คุกหลวงเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ปลอดภัยแล้วหากเจ้าหายดีก็สามารถกลับจวนท่านรองแม่ทัพได้” หญิงวัยกลางคนเอ่ยปลอบ

“แล้วท่านป้าทราบหรือไม่เจ้าคะว่าจวนท่านรองแม่ทัพเป็นอย่างไรบ้าง” ข้ายังคงถามต่อ

“ทุกคนปลอดภัยดี แต่บ่าวไพร่ก็สิ้นชีพไปไม่น้อย ที่สำคัญนะ…ไม่รู้ว่าเป็นเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้ายของท่านรองแม่ทัพกันแน่ที่คราวนี้ฮูหยินที่ร้ายกาจของท่านรองแม่ทัพกลับต้องประสบเคราะห์ร้ายไป” หญิงวัยกลางคนโน้มตัวเข้ามากระซิบเล่าเบา ๆ ให้ข้าฟัง

“ฮูหยินผู้นั้นหรือเจ้าคะ” ข้าแสร้งตกใจแต่ในสมองก็จดจำทุกประโยค

“ใช่แล้ว ๆ ท่านรองแม่ทัพช่างมีจิตใจดีงามน่าชื่นชมอย่างยิ่ง แม้นางร้ายกาจเพียงใดแต่ตายไปแล้วท่านแม่ทัพก็ยังจัดงานศพให้นางอย่างสมเกียรติ นับเป็นโชคดีของนางแล้ว” หญิงวัยกลางคนเอ่ยเล่าด้วยความชื่นชม ข้ามุ่นหัวคิ้วน้อย ๆ เห็นทีชื่อเสียงของข้าคงฉาวโฉ่เสียจนคนไม่รู้สึกเห็นใจเป็นแน่

“ขอบคุณท่านป้าที่ช่วยดูแลข้าจริง ๆ เจ้าค่ะ แต่ข้าคงต้องไปรายงานตัวที่จวนท่านรองแม่ทัพแล้วว่ายังมิได้สิ้นชีพ ข้าในตอนนี้ไม่มีสิ่งใดตอบแทนคงได้เพียงคารวะท่าน” ข้าค้อมตัวลงศีรษะจรดพื้นด้วยความสำนึกบุญคุณ ถึงหญิงวัยกลางคนผู้นี้จะว่าร้ายข้า แต่ก็เป็นเพียงผู้เดียวที่คอยดูแลข้าตอนที่ไม่ได้สติอย่างเต็มที่

“อย่าเป็นบุญเป็นคุณกันเลย ข้าช่วยคนก็ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน” นางส่งยิ้มอ่อนโยนให้

หลังจากเอ่ยคำร่ำลาแล้วข้าก็คลุมผ้าอำพรางใบหน้าแล้วรีบเดินไปยังบ้านเดิมของบิดามารดาทันที เพราะที่บ้านเดิมมีเงินสะสมบางส่วนของข้าฝังทิ้งไว้...สมบัติก้อนสุดท้ายของข้า...

เพียงเดินเข้ามาถึงบริเวณบ้านก็รู้สึกจิตใจปลอดโปร่ง บ้านเล็ก ๆ ติดชายป่านี้เป็นสถานที่ที่ข้าเติบโตมา บิดามารดาเลี้ยงดูด้วยความรักทำให้ข้ารู้สึกว่าข้าเป็นบุตรสาวของทั้งสองจริง ๆ

ห้องเล็ก ๆ ของข้ายังคงจัดวางเหมือนเดิมเหมือนสมัยที่ข้ายังอาศัยอยู่ แม้จะมีแต่รอยฝุ่นจับ เตียงจะเป็นแคร่ไม้ พื้นเป็นดิน มีตะเกียงเก่า ๆ อันหนึ่งวางข้าง ๆ ไม่มีเครื่องหอมราคาแพง ไม่มีเครื่องลายคราม ไม่มีของพระราชทานแต่กลับเป็นสถานที่ที่ข้ามีความสุขที่สุด

“ท่านพ่อท่านแม่ ลูกขอบคุณที่ท่านเลี้ยงลูกมาจนเติบใหญ่ ลูกจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ให้มีความสุข พวกท่านอย่ากังวลเลย กลับมาคราวนี้ลูกคงมิอาจกลับมาเมืองหลวงอีกดังนั้นจึงได้แต่พาป้ายหน้าหลุมศพของพวกท่านเดินทางไปพร้อมลูกด้วย” ข้าปาดน้ำตาทีหนึ่งแล้วยิ้มให้ป้ายปักหลุม

หลังจากขุดพื้นเรือนแล้วหยิบเงินสะสมใส่ห่อผ้าเรียบร้อยแล้วก็ไปหยิบดอกไม้ป่ามาวางหน้าหลุมของบิดามารดา ก่อนที่จะเก็บแผ่นป้ายเข้าห่อผ้า

ข้าแต่งหน้าปิดบังรูปโฉมให้ดูธรรมดาสามัญที่สุดแล้วแต่งกายเลียนแบบบุรุษ แม้จะดูเป็นคุณชายน้อยหน้าแฉล้มก็ยังดีกว่าเป็นสตรีอยู่มาก

ถึงอย่างไรข้าก็รู้ตัวดีว่าข้าจัดเป็นหญิงงามผู้หนึ่งจึงยิ่งไม่สมควรเปิดเผยตัวมากมิฉะนั้นอาจจะมีภัยได้ ว่าแล้วจึงตบเสื้อผ้าตรวจสอบความเรียบร้อยอีกคราหนึ่งก่อนหิ้วห่อผ้าไว้แนบอก

เมื่อหันมองบ้านหลังเล็กครั้งสุดท้ายแล้วคิดจะเดินจากไป แต่กลับนึกถึงความทรงจำอีกอันหนึ่งจนอดทนไม่ไหวต้องเดินกลับไปอีกครั้ง

ด้านหลังเรือนติดกับตัวบ้านมีคอกม้าอยู่ ข้างบ้านนี้เป็นจวนเดิมของท่านอดีตรองแม่ทัพผู้เป็นบิดาของบุรุษที่เคยเป็นหัวใจของข้า มันเป็นคอกร้างคอกเก่าที่ไม่ใช้งานแล้วแต่เต็มไปด้วยความทรงจำที่แสนล้ำค่าของข้า


------------------------------------------------------------------------------------------------

“ท่านเป็นใครหรือ” เด็กสาวตากลมท่าทางซุกซนในสภาพมอมแมมเอ่ยร้องตกใจเมื่อถูกจับได้ว่านางแอบเข้ามาลอบดูม้าข้างบ้านบ่อย ๆ

“ข้าต่างหากที่จะถามว่าเจ้าเป็นใคร มาทำอันใดที่นี่” เด็กหนุ่มตวัดสายตาแข็งกร้าวส่งให้นาง

“ข้าถามก่อน ท่านต้องเป็นฝ่ายตอบข้า” เด็กน้อยยู่หน้าใส่อย่างไม่พอใจ

“ดี! หากเจ้าไม่ตอบ ข้าจะพาเจ้าไปส่งมือปราบ” เด็กหนุ่มขู่เพียงทีเดียว เด็กสาวตัวน้อยก็ตกใจกลัวจนจะร้องออกมาแทน

“ข้ายอมบอกแล้ว ข้าชื่อจิ่วมิ่ง สกุลอวี๋ อยู่บ้านข้าง ๆ ข้าแค่อยากมาดูเจ้าดำตัวใหญ่ใกล้ ๆ เท่านั้นไม่ได้มีเจตนาร้ายอันใด ท่านอย่าจับข้าส่งมือปราบเลยนะ” เด็กสาวร้องไห้อ้อนวอน

“เจ้าชอบเจ้าสัตว์หน้าขนตัวนี้ที่ตรงใด หน้าตาก็อัปลักษณ์ นิสัยยังแย่อีก” เด็กหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง เพราะโมโหที่ถูกเจ้าม้าตัวนี้ถีบเขาตกจากหลังจนเจ็บร้าวระบมยามที่ต้องฝึกขี่มัน

ตอนนี้มันยังเป็นลูกม้ายังร้ายกาจเสียขนาดนี้แล้วเมื่อโตเต็มที่จะร้ายกาจเพียงใด หากมิใช่บิดาบอกว่ามันมีสายพันธุ์ดีและคู่ควรกับเขาย่อมขายทิ้งไปแล้ว

“ท่านไม่ชอบมันหรือ ข้าว่าเจ้าตัวนี้มันสวยเหลือเกิน ทั้งยิ่งใหญ่ เย่อหยิ่งแต่ก็มีแววตาที่อ่อนโยน มันต้องเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยอดเยี่ยมแน่ ๆ” เด็กตัวน้อยมองด้วยแววตาเปล่งประกาย

“หึ...เช่นนั้นก็ดี หากเจ้าเห็นว่ามันยอดเยี่ยม อีกหน่อยข้าจะยอดเยี่ยมกว่ามันอีกสิบเท่า” เด็กหนุ่มเชิดหน้าทะนงตัวอย่างมั่นใจในตัวเอง เขาไม่รู้ว่าทุกกิริยาท่าทางของเขาช่างเปล่งประกายอย่างยิ่งในสายตานาง

“อีกหน่อยท่านก็จะเป็นคนที่ยอดเยี่ยมหรือ” เด็กน้อยยังถามด้วยแววตาเลื่อมใส

“แน่นอน อีกหน่อยมันก็ต้องศิโรราบให้กับข้า มันชื่อเฮยหลาง มันจะเป็นม้าคู่ใจของข้า อีกหน่อยข้าปราบมันได้แล้วข้าจะจูงมันให้เจ้านั่ง” เด็กหนุ่มยิ้มตาหยีตบอกตัวเองอีกสองสามครั้ง

“มันชื่อเฮยหลาง แล้วท่านชื่อว่าอย่างไร” เสียงเจื้อยแจ้วยังเอ่ยถาม

“ข้าน่ะหรือ...ข้าชื่อ หรงอู่เจี้ยน ในอนาคตข้านี่แหละจะเป็นแม่ทัพใหญ่ให้ได้ เจ้ารู้จักข้าก่อนที่จะได้เป็นแม่ทัพดังนั้นข้าอนุญาตให้เจ้าเรียกข้าว่า พี่เจี้ยน” เขาเอ่ยบอกอย่างโอหัง

“อื้อ...พี่เจี้ยน” เด็กน้อยดีใจที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ พี่เจี้ยน...พี่เจี้ยนที่เปล่งประกายในใจของนาง

------------------------------------------------------------------------------------------------


ข้าสะบัดหัวไล่ความทรงจำน้อย ๆ อย่างน้อยที่สุดเรื่องดี ๆ ข้าก็จะเก็บเอาไว้ส่วนลึกในใจของข้าตลอดไป เมื่อคิดว่าข้าไม่เหลือสิ่งใดติดค้างที่นี่แล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องจากไปจริง ๆ

พลันสายตาของข้าก็สะดุดตากับป้ายวิญญาณอันหนึ่ง มีดอกไม้เล็ก ๆ วางอยู่ข้าง ๆ ป้ายชื่อ

...อวี๋จิ่วมิ่ง…

ทุกตัวอักษรนั้นพุ่งโจมตีเข้าไปในจิตใจจนข้าแทบจะหยุดหายใจ มือของข้าชาไร้เรี่ยวแรงปล่อยให้น้ำตาสุดท้ายไหลออกมาเงียบ ๆ

...ท่านพี่ แม้แต่ป้ายวิญญาณของข้าก็ยังไม่ยอมตั้งไว้ในจวนเลยอย่างนั้นหรือ...

...ท่านรังเกียจข้าถึงเพียงนี้...ถึงกับนำป้ายวิญญาณของข้ามาไว้ข้างคอกม้าที่ท่านไม่พึงใจ…

...วางใจเถิดด้ายแดงของพวกเราจบสิ้นแล้ว ข้าจะไม่มารบกวนท่านอีกตลอดชีวิต…


------------------------------------------------------------------------------------------------


“มิ่งเอ๋อร์ เจ้าคิดสิ่งใดอยู่” เด็กหนุ่มเอ่ยถามน้องสาวข้างบ้านที่แวะเวียนมาหาประจำ

“ข้าเพียงสงสัยว่าเหตุใดท่านจึงไม่ชอบคอกม้านี้ ทำไมถึงต้องอยากย้ายเฮยหลางไปอยู่ที่อื่นกัน” นางย่นคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ

“ข้าไม่ชอบคอกม้านี้เลย คอกม้านี้ทั้งเล็ก ทั้งอับชื้น ทั้งทำความสะอาดยาก ม้าดีอย่างเฮยหลางสมควรได้พักอยู่ที่ดี ๆ กว้าง ๆ ถึงจะเหมาะสมกับมัน แต่เจ้าม้าโง่นั่นก็ดันทุรังกลับมาอยู่คอกเก่า ๆ นี้ทุกที” เด็กหนุ่มบ่นระบาย

“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ” เด็กสาวที่เริ่มโตมีท่าทางเสียใจนิด ๆ

“เราไปทางอื่นเถิดมิ่งเอ๋อร์ อย่าอยู่ที่นี่นานเลย คอกม้านี้ชำรุดมากแล้วทั้งเก่า สกปรก แคบ ข้าไม่อยากให้เจ้าถูกฝุ่นจนป่วยได้” เด็กหนุ่มจูงมือเด็กสาวตัวน้อยเดินไปอีกทาง

------------------------------------------------------------------------------------------------


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #7855 depbara1025 (@depbara1025) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2562 / 21:30
    ฮืออออออนว้องงงงง
    #7855
    0
  2. #19 elle_rmutk (@elle_rmutk) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2561 / 13:17

    สามีนางอาจจะรักนางนะ แต่เหมือนเป็นพวกไม่ชอบอธิบาย ทั้งสองคนคงไม่เข้าใจกัน
    #19
    1