R.I.P. เกมแปลงตาย

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 เช้าวันอาทิตย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    28 ก.ย. 61

บทที่ 1

เช้าวันอาทิตย์

ตีสาม

ออกัสบอกกับตัวเองหลังเหลือบตาไปยังนาฬิกาก่อนกลอกกลับไปจ้องเพดานห้องตามเดิม อากาศในตอนนี้ค่อนข้างเย็น นอกจากเสียงติ๊ก ติ๊ก ของเข็มวินาทีแล้วรอบตัวมีแต่ความเงียบสงัด หากเป็นคนอื่น นี่คงเป็นช่วงเวลาแห่งการนิทราอันแสนสุข แต่ไม่ใช่สำหรับออกัส เขาเกลียดตอนกลางคืน เพราะมันมีแต่ความอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ไม่ว่าจะเหลียวมองไปทางไหนก็จะเจอแต่ความดำมืดกับเงาของอดีต ความหลังอันแสนขมขื่นที่คอยหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา

ตอนกลางวัน ออกัสแทบไม่มีความรู้สึกดังกล่าว เพราะงานช่วยดึงเขาให้หลุดออกจากความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ หน้าที่ของหน่วยสืบสวนประจำสำนักงานตำรวจ ทำให้ชายหนุ่มสามารถกดตัวเองให้จมอยู่กับสมาธิเพื่อไขคดีต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์ และด้วยเหตุผลเดียวกันนี่เอง ออกัสจึงมักหอบงานกลับมาทำที่บ้านเป็นประจำ จนถึงกับฟุบหลับคาโต๊ะอยู่หลายครั้ง ถึงมันจะไม่ค่อยดีกับสุขภาพของชายวัยปลายยี่สิบอย่างเขาเท่าไหร่นัก แต่ก็ช่วยให้ลืมความเศร้าทั้งหลายลงไปได้บ้าง

เสียงไก่ขันดังแว่วมาแต่ไกล ออกัสจึงชำเลืองตาไปทางนาฬิกาอีกครั้ง ตีสี่ เขาบอกกับตัวเอง อีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะสว่าง หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงลุกขึ้นล้างหน้าอาบน้ำ ชงกาแฟดื่มสักแก้วก่อนเตรียมอาหารเช้าสำหรับภรรยาและลูก แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป เขาไม่เหลือใครให้ทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์ร้ายแรง ทุกเช้าชายหนุ่มได้แต่นอนจ้องเพดาน ปล่อยให้หมุดแห่งความหดหู่ตอกตรึงแขนขาเขาเอาไว้กับที่นอน 

เวลา 8:00 น.เสียงกริ่งนาฬิกาแบบโบราณดังลั่นจนหูแทบแตก แต่คนที่อยู่บนเตียงกลับไม่สนใจเลยสักนิด เขายังคงนอนนิ่งราวคนตายอยู่แบบนั้นแม้จะมีไอร้อนจากแสงแดดที่ส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระทบใบหน้า ขาทั้งสองข้างเหยียดตรง แขนข้างหนึ่งวางขนานกับลำตัวส่วนอีกข้างพาดอยู่บนอก อันที่จริงเขานอนอยู่ในท่านี้มาเกือบตลอดทั้งคืนโดยไม่หลับเลยสักงีบและคงอยู่อย่างนี้ตลอดทั้งวันถ้าไม่มีเสียงเพลงดังมาจากสมาร์ตโฟนบนโต๊ะข้างเตียง

มือข้างที่วางบนอกเลื่อนไปหยิบอย่างเสียไม่ได้ พอเห็นชื่อบนหน้าจอว่า วินัย เขาก็กดปุ่มรับ เสียงคนโทร.ดังลอดผ่านลำโพงออกมา

“ตื่นหรือยังวะสิงห์”

“อือ” เขาขานรับด้วยน้ำเสียงเหมือนคร้านกับการพูด อีกฝ่ายร้องเฮ้อ ออกมาค่อนข้างดังก่อนออกคำสั่ง

“ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวเดี๋ยวนี้ไอ้เพื่อนยาก วันนี้แกมีนัดกินข้าวเที่ยงที่บ้านฉันนะโว้ย”

“ยกเลิกไม่ได้หรือวะ” ออกัสถามพลางเสยผมของตัวเองและเหลือบดวงตาไปที่นาฬิกาอย่างเหนื่อยหน่าย วินัยรีบค้านเสียงดังลั่น

“ไม่ได้ !

“แต่ฉัน...”

“อย่ามาอ้างเรื่องไม่สบายกับฉันเป็นอันขาดไอ้สิงห์ คนแข็งแรงอย่างแกน่ะเคยเจ็บป่วยกับใครเขาที่ไหน เลิกทำตัวซังกะตายแบบนี้เสียทีเถอะวะ ลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวซะ ฉันให้เวลาแกครึ่งชั่วโมง”  

ออกัสถอนใจออกมาด้วยความเอือมระอากับความเจ้ากี้เจ้าการของเพื่อนรักก่อนรับคำสั้น ๆ

“เออ”

“มันต้องอย่างนี้สิวะ อ้อ รีบมาเร็ว ๆ ล่ะ เดี๋ยวต้มข่าไก่ของโปรดแกมันจะเย็นเสียหมด”

ออกัสรับคำกับประโยคสุดท้ายในลำคอ พอวางสายแทนที่จะทำตามคำแนะนำของเพื่อน เขากลับนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิมอีกครู่ใหญ่จึงลุกนั่งด้วยกิริยาของคนที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ลำตัวสูงใหญ่ค้อมลงเล็กน้อย ศีรษะก้มต่ำลง ดวงตามองมือที่ประสานไว้บนตัก จากนั้นก็ปล่อยความคิดให้จมดิ่งไปกับอดีตที่แสนเจ็บปวด ความหลังอันแสนเศร้าที่เขาไม่มีวันลืมเลือน

ชายหนุ่มเสียเวลาไปนานพอดูกับการนั่งรำลึกถึงอดีต พอขยับ สิ่งแรกที่ทำคือหันไปมองกรอบรูปที่วางอยู่ตรงหัวเตียง ภรรยาและบุตรสาวของเขายังคงส่งรอยยิ้มแสนสดใสกลับมาเหมือนทุกวัน แต่แค่จากภาพถ่ายเท่านั้น เพราะเสียงหัวเราะของอันแสนบริสุทธิ์ของลูกสาววัยสามขวบกับรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นของคู่ชีวิต ถูกพรากไปอย่างไม่มีวันกลับเมื่อสองปีก่อน

อุบัติเหตุของคนมักง่าย ไร้ความรับผิดชอบ ได้คร่าชีวิตสองแม่ลูกไปอย่างไม่น่าให้อภัย เรื่องน่าเจ็บปวดก็คือ มันเป็นวันเกิดของลูกสาวตัวน้อยและออกัสตั้งใจลางานครึ่งวันเพื่อพาทั้งคู่ไปเลี้ยงฉลอง แต่บังเอิญมีคดีเข้ามาอย่างกะทันหันเขาจึงจำต้องอยู่สะสาง ราวสามทุ่มจึงได้รับแจ้งจากตำรวจด้วยกันว่า รถของภรรยาประสบอุบัติเหตุ เธอกับลูกเสียชีวิตระหว่างถูกนำส่งโรงพยาบาล 

วินาทีที่ได้ยิน ออกัสรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดดับลง ความสุขทั้งมวลพังพินาศในพริบตา

หลังการตายของภรรยากับลูก เขาจมปลักอยู่กับความเศร้า มีเพียงเหล้าเท่านั้นที่พอจะทำให้ลืมความเจ็บปวดเหล่านั้นได้ แต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น เพราะเช้าวันต่อมาเมื่อสร่างเมา ออกัสก็ต้องเผชิญกับความปวดร้าวอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ความหมองหม่นกัดกร่อนหัวใจ กลืนกินทั้งร่างกายและวิญญาณให้ผุพังจนแทบจะเสียผู้เสียคน เขาคงฆ่าตัวตายไปแล้วหากไม่ได้เพื่อนดี ๆ อย่างวินัยมาคอยเตือนสติ ให้กำลังใจ

ใช้เวลาเกือบปีกว่าเขาจะเอาชนะความเศร้าและทำใจยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ ในที่สุดพลังใจของเขาก็แข็งแกร่งจนกลับมาเป็น ร้อยตำรวจโท ออกัส ดุลยพินิจธรรม นักสืบมือดีของสำนักงานตำรวจอีกครั้ง เพียงแต่การกลับมาในครั้งนี้เขาปฏิบัติหน้าที่อย่างบ้าระห่ำกว่าเดิม แม้ผู้บังคับบัญชาจะเรียกไปตักเตือนอยู่หลายครั้ง แต่เขากลับไม่สนใจ สุดท้ายทุกคนจึงลงความเห็นว่า การที่เขาบุกตะลุยล่าคนร้ายอย่างบ้าดีเดือดแบบนี้เพราะต้องการหาเหตุจบชีวิตตามเมียและลูก

ออกัสยิ้มอย่างเศร้าสร้อยพลางหยิบภาพถ่ายและใช้ปลายนิ้วแตะบนรูปอย่างแผ่วเบา ใครจะคิดยังไงก็ช่าง ที่ทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้ใครต้องมารับรู้ถึงความเจ็บปวดเหมือนอย่างที่ตัวเขาต้องเผชิญอยู่ทุกวันอีกแล้ว

เขายกภาพถ่ายขึ้นมาจุมพิตก่อนวางไว้ที่หัวเตียงตามเดิม จากนั้นก็คว้าผ้าเช็ดตัวเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ใช้เวลาจัดการกับตัวเองนานพอสมควร แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายจำพวกหนุ่มเจ้าสำอาง แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้เขาต้องมีบุคลิกน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงเนื้อตัวต้องสะอาด สวมเสื้อผ้าเหมาะสม ดูดี แม้จะเป็นเพียงแต่การแต่งตัวไปกินอาหารบ้านเพื่อนก็ตาม  

เสียงสมาร์ตโฟนดังขึ้นอีกครั้ง ตอนแรกออกัสคิดว่าวินัยคงโทร.มาเร่ง แต่พอเห็นหมายเลขบนหน้าจอแล้วเขาต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ กระนั้นก็ยังกดรับ ยังไม่ทันเอ่ยคำทักทายอีกฝ่ายก็พูดตัดขึ้นมาเสียก่อน

“สิงห์ใช่ไหม”  

“แล้วแกโทร.หาใครวะ ชาติ” ออกัสย้อนกลับอย่างกวน ๆ เพราะชาติ หรือ ธงชาติ เป็นเพื่อนสนิทมาตั้งแต่สมัยอนุบาล ระหว่างพูดก็ใช้มืออีกข้างเลือกเสื้อไปด้วย “มีอะไร...”

“ช่วยมาที่บ้านฉันหน่อยได้ไหม” ธงชาติถาม นักสืบหนุ่มขมวดคิ้ว

“วันนี้ฉันมีธุระ”

“เลื่อนไปก่อน” ธงชาติขัดโดยไม่รอให้ออกัสพูดจบประโยค ตอนแรกชายหนุ่มก็นึกฉุนอยู่เหมือนกันที่จู่ ๆ อีกฝ่ายพูดกึ่งบังคับออกมาแบบนั้น แต่พอฟังน้ำเสียงที่ดูร้อนรนของเพื่อนแล้วเขาก็นึกเอะใจ

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

เสียงธงชาติอึกอักเล็กน้อยคล้ายลังเลว่าควรพูดดีหรือไม่ก่อนตัดสินใจตอบ “เอาเป็นว่าฉันไม่ค่อยสบายเท่าไหร่และอยากให้นายมาที่บ้านเดี๋ยวนี้”

เขาตัดสายโดยไม่รอฟังคำตอบ ทำให้ออกัสต้องยืนขมวดคิ้วมองสมาร์ตโฟนในมือด้วยความแปลกใจ เพราะโดยปรกติแล้วธงชาติเป็นคนใจเย็น สุขุมรอบคอบ การนัดเจอเพื่อนฝูงแต่ละครั้งต้องมีการสอบถามเรื่องความสะดวกและนัดหมายให้เป็นที่แน่นอนกันก่อน การกระทำที่ผิดไปจากเคยแบบนี้แสดงว่าธงชาติกำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่าง คำถามคือมันเป็นเรื่องอะไร

ความสงสัยทำให้ออกัสตัดสินใจโทร.ไปหาวินัยเพื่อยกเลิกมื้อเที่ยง ทีแรกเจ้าเพื่อนตัวแสบก็บ่นกระปอดกระแปดออกมาสองสามคำแต่พอฟังเหตุผลของเขาแล้วก็ยอมตกลง แถมยังยื่นข้อเสนอขอตามไปด้วย แต่นักสืบหนุ่มปฏิเสธโดยบอกว่าวันอาทิตย์ทั้งทีควรนอนพักอยู่กับบ้านให้สบาย

ทำความเข้าใจกับวินัยเป็นที่เรียบร้อยแล้วออกัสจึงขับรถออกจากบ้านไปยังถนนวงแหวนรอบนอก บ่ายหน้าสู่บ้านของธงชาติซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ราคาหลายล้าน พอเลี้ยวรถเข้าไปแต่ยังไม่ทันดับเครื่อง เพื่อนของเขาก็เดินตรงเข้ามาหาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาแดงก่ำเหมือนพยายามข่มความวิปโยคไม่ให้ปะทุออกมา ส่วนคนในครอบครัวต่างยืนจับกลุ่มปรึกษากันอยู่ภายในบ้าน บางคนโดยเฉพาะผู้หญิงกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น พอเห็นนักสืบหนุ่มทุกคนก็หยุดและพร้อมใจกันหันมาจ้องด้วยดวงตาที่ฉายแววก้ำกึ่งระหว่างความเสียใจ สงสัยกับตื่นตระหนก จากประสบการณ์ของการเป็นตำรวจ ทำให้ออกัสรู้ได้ในทันทีว่ามีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับตระกูลประมูลกิจรุ่งเรือง ครอบครัวของธงชาติ

“เกิดอะไรขึ้น” ออกัสถามด้วยความเป็นห่วงพลางนึกเดาไปต่าง ๆ นานาว่า คงเป็นเรื่องขโมยขึ้นบ้าน รถโดนทุบหรือคนในบ้านถูกฉกชิงวิ่งราว แต่ธงชาติกลับส่ายหน้าพร้อมกับตัดบท

“ตามฉันมาทางนี้”

เขาหมุนตัวเดินนำเข้าบ้าน ผ่านคนในครอบครัวซึ่งเอาแต่ยืนนิ่ง จ้องออกัสเป็นตาเดียว ไม่มีใครสักคนเอ่ยปากทักทายหรือส่งรอยยิ้มฉันท์มิตรอย่างเคย นับเป็นเรื่องผิดวิสัยสำหรับครอบครัวนี้

ธงชาติพานักสืบหนุ่มตรงไปยังห้องพักผ่อนประจำบ้าน หรือเรียกกันเล่น ๆ ว่า เธียเตอร์ ห้องนี้อยู่ค่อนไปทางด้านหลัง มีขนาดพอที่จะจุผู้ชมได้ถึงสิบคน ภายในมีทั้งเครื่องเล่นเพลง โทรทัศน์จอแบนรุ่นล่าสุดที่มีระบบภาพและเสียงสมจริง ผนังถูกกรุด้วยแผ่นกันเสียงอย่างดี ตรงกลางมีเก้าอี้หนังตัวใหญ่ตั้งอยู่และมีโซฟายาวแยกออกเป็นปีกรูปครึ่งวงกลม แน่นอนว่าออกัสเคยมานั่งชมภาพยนตร์กับครอบครัวนี้หลายครั้ง คุ้นเคยกับการเห็นเจ้าบ้านหรือนายเสียง ประมูลกิจรุ่งเรือง บิดาของธงชาตินั่งพิงพนักเก้าอี้ชมหนังเรื่องโปรดอย่างสบายอกสบายใจ ตอนที่ก้าวเข้ามาในห้องเขาเกือบกล่าวทักทายผู้อาวุโสของบ้านเหมือนเช่นทุกครั้งแต่ยั้งปากไว้ได้ทันเมื่อเห็นบางอย่างผิดไปจากที่เคย

นายเสียงซึ่งปรกติจะนั่งตัวตรงตาจ้องเป๋งไปยังจอโทรทัศน์ บัดนี้นั่งคอพับคล้ายคนกำลังนอนหลับ ทว่าดวงตาทั้งคู่กลับเบิกกว้าง ปากอ้าค้าง แขนข้างหนึ่งวางพาดไว้กับอกส่วนอีกข้างห้อยราวกิ่งไม้หักลงมาจากเก้าอี้ ผิวกายขาวอันเป็นลักษณะของผู้มีเชื้อชายจีนซีดเซียวคล้ายกับเนื้อในช่องแช่แข็ง ทรวงอกนิ่งสนิทปราศจากการขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจ ออกัสสบตาเพื่อนแวบหนึ่งก่อนก้าวไปหยุดยืนตรงหน้าประมุขของตระกูลและโน้มตัวลงเล็กน้อยเพื่อพิจารณา พอเห็นดวงตาเริ่มมีฝ้าขุ่นขาวเขาก็รู้ว่านายเสียงตายมาหลายชั่วโมงแล้ว คิดดังนั้นนักสืบหนุ่มก็ยืดตัวขึ้นและกวาดตามองไปโดยรอบพร้อมกับใช้ความคิด หากมองอย่างผิวเผิน นายเสียงน่าจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายอย่างเฉียบพลัน แต่ถ้าสาเหตุเพียงแค่นั้น นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างธงชาติคงไม่เรียกให้เขามาที่นี่หรอก    

“คุณพ่อไม่ได้ตายจากหัวใจวาย” ธงชาติเปรยพอให้อีกฝ่ายได้ยิน ออกัสจึงเลื่อนสายตาจากอุปกรณ์สร้างภาพรุ่นใหม่ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสข้างโทรทัศน์กลับมายังเขา

“นายมาเจอท่านตอนกี่โมง”

“ราวตีสี่” ธงชาติตอบ “ฉันคิดว่าพ่อดูหนังจนหลับเลยตั้งใจเข้าไปเรียกให้กลับขึ้นห้องนอน แต่พอเห็นสภาพของท่าน...”เขาหยุดกลืนน้ำลายและหันไปมองร่างของบิดาก่อนเบือนหน้ากลับมาที่ออกัสอีกครั้ง

“ตอนแรกฉันเองก็คิดว่าคุณพ่อคงหัวใจวาย แต่มันไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะท่านเป็นคนแข็งแรงและดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างดีตลอดเวลา”

“อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น อย่าลืมสิว่าท่านอายุมากแล้ว”

“มันก็คงจะใช่ถ้าฉันไม่ลงมือตรวจและเจอบางอย่างที่ไม่ปรกติ” ธงชาติพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจนดูน่ากลัว จากนั้นจึงเดินไปยืนข้างศพของบิดา นิ้วค่อนข้างเรียวยกขึ้นชี้ไปบริเวณหน้าอก “ลองแตะดูสิ”

นักสืบหนุ่มมองท่าทางของเพื่อนด้วยความงงงันก่อนเดินไปยืนด้านตรงข้ามและทาบมือข้างหนึ่งลงบนอกของผู้เสียชีวิต แค่สัมผัสเบา ๆ ทรวงอกที่ควรจะแข็งกลับยุบยวบลงไปเหมือนฟองน้ำ ออกัสรีบชักมือกลับพร้อมกับส่งคำถามด้วยสายตาไปยังธงชาติ อีกฝ่ายกลับเปิดเสื้อของบิดาอย่างเบามือ

“ไม่ใช่แค่หน้าอก ตรงนี้ก็ด้วย”

นักสืบหนุ่มมองตามและใจหายวาบเมื่อเห็นหน้าท้องของผู้ตายบวมเป่งซ้ำยังมีรอยจ้ำเลือดกระจายเป็นหย่อม ๆ

“นี่มันไม่ใช่อาการของคนหัวใจวายแล้ว ลักษณะเหมือนถูกทำร้ายจนตายมากกว่า” ออกัสหลุดปากออกมาอย่างคาดไม่ถึงและเงยหน้าขึ้นจ้องเพื่อนและเริ่มซักเชิงสอบปากคำ “เมื่อคืนนี้นอกจากพ่อของนายแล้วมีใครเข้ามาในห้องนี้บ้าง”

“ไม่มี” ธงชาติตอบพลางก้มหน้าลงมองร่างของบิดา “และฉันแน่ใจด้วยว่าท่านไม่ได้โดนทำร้าย”

“อะไรทำให้นายคิดแบบนั้น” ออกัสถาม อีกฝ่ายเลิกคิ้วน้อย ๆ ก่อนย้อนคำถามกลับ

“นายเป็นตำรวจ อย่าบอกนะว่าเรื่องแค่นี้ดูไม่ออก”

ออกัสยืนนิ่ง ถูกของธงชาติ เขาเป็นตำรวจ เป็นนักสืบมากประสบการณ์ แค่เห็นสภาพศพก็พอจะสันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าเสียชีวิตด้วยสาเหตุใด กรณีของนายเสียงนอกจากทรวงอกที่อ่อนตัวอย่างไม่น่าเชื่อกับท้องน้อยที่บวมเป่งเหมือนอวัยวะภายในไหลไปรวมกันที่นั่นแล้วก็ไม่พบความผิดปรกติหรือร่องรอยการทำร้ายบนร่างกาย ไม่มีรอยฟกช้ำ ไม่มีรอยขีดข่วนและที่สำคัญหากนี่เป็นการประทุษร้ายเพื่อหมายชีวิตจริง ผู้ตายย่อมมีการต่อสู้ขัดขืน แต่นายเสียงไม่มีลักษณะที่ว่าเลยแม้แต่น้อย

“รู้สาเหตุหรือยัง” นักสืบหนุ่มถามสั้น ๆ โดยพยายามเลี่ยงคำว่า ตาย เพื่อไม่ให้คนฟังต้องสะเทือนใจ พอเห็นเพื่อนส่ายหน้าเขาก็ผงกศีรษะ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะถือว่าเป็นการตายโดยไม่ปรากฏสาเหตุ คงต้องส่งไปตรวจที่นิติเวช”

“ฉันเองก็ตั้งใจเอาไว้แบบนั้น ถึงได้โทร.ตามนาย”

ธงชาติตอบด้วยน้ำเสียงซึ่งดูเหมือนจะพยายามบังคับให้เป็นปกติมากที่สุด เพราะรู้ดีว่า การส่งไปนิติเวช คือการตรวจหาสาเหตุการตายแท้จริงซึ่งกรณีของนายเสียงคงต้องมีการผ่าพิสูจน์อย่างแน่นอน

ออกัสเข้าใจความรู้สึกของเพื่อนตอนนี้ดี จึงเลี่ยงไปอีกด้านหนึ่งของห้องและหยิบสมาร์ตโฟนติดต่อไปยังสถานีตำรวจเจ้าของท้องที่ การทำเช่นนี้ก็เพื่อลัดขั้นตอนการแจ้งผู้เสียชีวิตภายในบ้าน อาศัยความเป็นตำรวจด้วยกัน เจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้ออกัสเป็นผู้ดำเนินการ จากนั้นเขาจึงติดต่อขอรถจากสถาบันนิติเวช จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยชายหนุ่มจึงเริ่มถ่ายภาพที่เกิดเหตุ และบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ไว้ในสมุดเล่มเล็กที่เขาพกติดตัวเป็นประจำ ไม่นานรถของสถาบันก็มาถึง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เพื่อไม่ให้เป็นการกระทบกระเทือนใจมากไปกว่านั้น นักสืบหนุ่มจึงแนะนำให้ครอบครัวของธงชาติหลบขึ้นไปยังชั้นบน จากนั้นจึงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข็นเตียงเข้าบ้าน

การยกร่างของนายเสียงขึ้นไปวางไว้บนเตียงเป็นไปได้ยากกว่าที่คิด เพราะสภาพของศพอ่อนนุ่มนิ่มไปทั้งตัวทำให้เกือบเลื่อนหลุดจากมืออยู่หลายครั้ง ออกัสจึงกำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างระมัดระวัง จัดการเสร็จและรอให้รถของสถาบันวิ่งออกจากบ้านแล้วเขาจึงหันไปทางเพื่อนซึ่งกำลังเดินไปหยิบกุญแจรถ

“ไปรถฉันดีกว่า”

ธงชาติทำตามอย่างว่าง่าย ระหว่างนั่งไปด้วยกันออกัสซักถามเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อเก็บไว้เป็นข้อมูลการสืบสวน ซึ่งไม่ได้รายละเอียดเพิ่มเติมอะไรมากนัก เริ่มจากกิจวัตรประจำวันคือ การรับประทานอาหารร่วมกัน จากนั้นก็ย้ายไปยังห้องนั่งเล่นเพื่อชมภาพยนตร์ พอจบแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันกลับเข้าห้อง ส่วนตัวนายเสียงขออยู่ต่อโดยให้เหตุผลว่าอยากดูหนังโปรดอีกสักสองสามเรื่อง เขาจึงเตรียมน้ำชาวางไว้ให้ก่อนแยกตัวไปห้องหนังสือ 

“ตอนออกจากห้อง พ่อยังหันมาโบกมือและเตือนฉันว่าอย่าจมอยู่กับตำราให้มากนัก” ธงชาติพูดด้วยใบหน้าเศร้า “ไม่คิดเลยว่านั่นคือคำพูดสุดท้ายของท่าน”

“นายแน่ใจนะว่าในห้องนั้นนอกจากท่านแล้วไม่มีใคร”

ออกัสถามจากความเคยชิน เพราะจากประสบการณ์ หลายครั้งที่คนร้ายซ่อนตัวอยู่ในห้องและส่วนใหญ่มักเป็นคนในครอบครัว คำถามดังกล่าวทำให้ธงชาติถอนใจออกมาค่อนข้างแรง  

“นายเคยดูหนังที่บ้านฉันตั้งหลายครั้ง ก็เห็นอยู่ว่าห้องนั้นมันโล่งไม่มีที่ให้ใครซ่อนตัว” เขาเหลือบตามองเพื่อน “แล้วก็เลิกสงสัยคนในครอบครัวฉันเสียที ทุกคนรักคุณพ่อมาก ไม่มีใครอยากทำร้ายท่านหรอก”

“คนมากมายถูกฆ่าด้วยเหตุผลเดียวกัน” ออกัสยกเหตุผลขึ้นมาอ้างโดยละคำว่าเงินไว้เพราะกลัวจะเป็นการทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่าย แต่ธงชาติเข้าใจความหมายนั่นดี เขาขมวดคิ้วพร้อมกับสั่นศีรษะ

“ครอบครัวของเราร่ำรวยก็จริง แต่ไม่เคยโลภ คุณพ่อสอนให้ลูกทุกคนขยัน และเป็นคนดี ฉันกล้ารับรองได้เลยว่าพวกเราไม่เคยมีความคิดชั่วร้ายอะไรแบบนั้น”

น้ำเสียงค่อนข้างกระด้างแสดงให้เห็นว่าผู้พูดเริ่มไม่พอใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่เพิ่งสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักซ้ำยังโดนสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตาย ออกัสจึงรีบแก้ตัวเพื่อไม่ให้เพื่อนเข้าใจผิด

“ขอโทษด้วยที่พูดออกไปแบบนั้น มันเป็นข้อสงสัยอันดับแรกที่ตำรวจจำเป็นต้องถามเมื่อมีเหตุการตายขึ้นมา”

“ฉันเข้าใจ” ธงชาติพูดพลางมองเงาทะมึนของอาคารหลังใหญ่ที่เคลื่อนใกล้เข้ามา “แต่นายจะทำยังไง”

“อะไร”

“ส่งศพมาสถาบันนิติเวชโดยไม่มีการแจ้ง อย่าบอกนะว่าไม่เป็นไรเพราะยังไงหมอก็ต้องทำบันทึกตามขั้นตอน นายโดนเชือดแน่ถ้าเจ้านายรู้เรื่องนี้”

“ช่างปะไร” ออกัสพูดอย่างไม่แยแสนักพลางหมุนพวงมาลัยบังคับรถให้เลี้ยวเข้าไปจอดข้างตัวอาคาร “อีกอย่างนี่เป็นการตรวจหาสาเหตุการตายเพื่อขจัดข้อข้องใจ ไม่ใช่คดีสักหน่อย”

“ทั้งที่เพิ่งสอบปากคำฉันไปเมื่อห้านาทีก่อนน่ะหรือ” ธงชาติย้อน พอเห็นเพื่อนก้าวลงจากรถโดยไม่โต้ตอบกลับมาสักคำ เขาก็รีบทำตามพร้อมกับพูด “ยังไงแพทย์ก็ต้องเป็นคนสรุปสาเหตุการตาย และฉันแน่ใจว่าสภาพของคุณพ่อไม่ใช่เรื่องปรกติ ถ้าเขียนลงไปในรายงานมีหวังได้กลายเป็นคดีสมใจนาย”

“พูดอะไรอย่างนั้นวะชาติ” ออกัสตอบอย่างเคร่งขรึมและชะงักมือที่กำลังเปิดประตู เขาหมุนตัวหันกลับมา “อ้อ ! ลืมบอกไป ฉันสนิทกับหมอที่อยู่เวรวันนี้ มันจะเป็นการชันสูตรที่รู้กันเพียงสามคน อาจมีการถ่ายภาพจดบันทึกซึ่งก็ทำไปตามขั้นตอนแต่ไม่มีการรายงานอย่างเด็ดขาด และฉันหวังว่าจะไม่เจอร่องรอยของการฆาตกรรม เพราะไม่อยากสอบสวนนายกับครอบครัวในฐานะผู้ต้องสงสัย” 

ธงชาติพยักหน้าช้า ๆ

“ขอบใจ”

“ไปกันเถอะ”

นักสืบหนุ่มพูดก่อนเดินนำไปหยิบเสื้อกาวน์มาสวมตามระเบียบก่อนก้าวเข้าห้องชันสูตร ซึ่งร่างของนายเสียงถูกวางไว้บนโต๊ะผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อย แพทย์เวรที่เขาพูดถึงเป็นหญิงสาวสูงโปร่งไว้ผมม้าหน้าตาน่ารัก ออกัสได้แนะนำกับธงชาติได้รู้จักโดยบอกว่าเธอผู้นี้คือแพทย์หญิงปาริชาติ แพทย์สาวกล่าวทักทายนักสืบหนุ่มอย่างคุ้นเคยพร้อมกับสอบถามสองสามคำ พอทราบว่ามันเป็นเพียงการชันสูตรเพื่อไขข้อสงสัยโดยมีบุตรชายซึ่งเป็นแพทย์เช่นเดียวกันเข้ามาสังเกตการณ์ด้วย เธอก็ผงกศีรษะและหันไปส่งยิ้มให้กับธงชาติ จากนั้นจึงหยิบกล้องมาบันทึกภาพนายเสียงไล่ตั้งแต่ศีรษะไปจนถึงปลายเท้า

อันดับต่อไปคือการตรวจร่างกาย พอถอดเสื้อผ้าของผู้ตายออกปาริขาติก็ตรวจไปทีละส่วนอย่างละเอียด บางครั้งออกัสก็ยื่นหน้าเข้าไปดูด้วยความสนใจและรีบถอยออกห่างเมื่อเห็นแพทย์สาวถลึงตาเป็นการเตือน

“มีรอยจ้ำเลือดแถวก้นกับปลายเท้า” เธอพูดเหมือนเปรยกับตัวเองก่อนจะหันไปทางธงชาติ “พบผู้เสียชีวิตในท่านั่งใช่ไหม”

 ธงชาติตอบคำถามนั้นด้วยการผงกศีรษะหนึ่งครั้ง ปาริชาติจึงหันไปกลับทำหน้าที่ต่อ

“การตรวจภายนอกไม่พบบาดแผลของการถูกทำร้าย ที่น่าสงสัยคือท้องน้อยบวมผิดปรกติ ซึ่งเรากำลังจะดูว่าเกิดจากสาเหตุใด”

เธอหยิบมีดผ่าตัดมากรีดทรวงอกของนายเสียงเป็นรูปตัววี ลากยาวลงไปจนถึงสะดือ ใช้เครื่องถ่างแยกชั้นผิวหนังออกจากกันแล้วลงมีดซ้ำอีกครั้ง ผ่าชั้นไขมันเพื่อให้ถึงส่วนที่เป็นอวัยวะภายใน พอแหวกเนื้อออกเพื่อเตรียมตัดกระดูกซี่โครง แพทย์สาวกลับหยุดชะงักและจ้องนิ่งด้วยสีหน้าสนเท่ห์ อาการของเธอทำให้ออกัสกับธงชาติเกิดความสงสัยจึงยื่นหน้าเข้าไปดูและทั้งคู่ก็ตกอยู่ในอาการเดียวกัน เพราะสิ่งที่ควรจะเป็นปอดและหัวใจแหลกเละจนกลายเป็นลิ่มเลือดสีแดงสด มองเผิน ๆ เหมือนก้อนเยลลี่ภายใต้ซี่โครงซึ่งแตกเป็นชิ้น

“นี่มันไม่ใช่การตายธรรมดาแล้ว” ปาริชาติพูดเบา ๆ พลางใช้มือแหวกหน้าท้องออกเพื่อตรวจดูอวัยวะส่วนที่เหลือ ซึ่งก็พบว่า กระเพาะ ลำไส้รวมถึงอวัยวะภายในทั้งหมดมีสภาพเหมือนส่วนที่อยู่ช่วงบนไม่มีผิด เพียงแต่มันไหลลงไปกองรวมกันตามลักษณะการนั่งของนายเสียง และนั่นเองที่สาเหตุให้บริเวณท้องน้อยบวมเป่งออกมาอย่างน่ากลัว

“ร่างกายภายนอกไม่มีบาดแผลเลยสักนิด แต่ข้างในเละเหมือนวุ้น” แพทย์สาวพูดพลางเงยหน้าขึ้นจ้องออกัส “มันเป็นลักษณะของการถูกแรงดันอากาศอัดกระแทกอย่างรุนแรง ผู้ตายของคุณไปทำอะไรมา อยู่กลางสนามรบอย่างนั้นหรือ”

“เขานั่งดูหนังอยู่กับบ้าน” ออกัสตอบอย่างเคร่งขรึมพลางเหลือบตาไปยังธงชาติซึ่งตอนนี้เหมือนกำลังพยายามควบคุมสติของตัวเอง ปาริชาติมองทั้งสองอย่างไม่เชื่อเท่าใดนัก

“แน่ใจนะ”

“ผมไปดูมาแล้ว” ออกัสตอบโดยอัตโนมัติก่อนเลื่อนสายตากลับไปหาเธอ “ผมเข้าใจว่าเมื่อเจอแบบนี้แล้วคุณต้องเขียนรายงาน แต่อย่างที่บอกในตอนแรก มันเป็นการขอร้องของญาติซึ่งไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ ดังนั้นผมจึงอยากจะขอให้คุณปลาเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”

“แต่มันผิดระเบียบ และถ้าคนอื่นรู้...”

“ไม่มีใครรู้หรอกครับ” ออกัสรีบพูด แต่แพทย์สาวกลับส่ายหน้า

“แล้วเจ้าหน้าที่ที่นำผู้ตายคนนี้เข้ามาล่ะ”

“เขารู้แค่ส่วนที่เป็นงานของเขาเท่านั้น ออกัสตอบ “คนที่รู้เรื่องนี้มีแค่ผม ธงชาติกับคุณปลาและขอให้มีแค่เราสามคนเท่านั้น นะครับ” ลงท้ายประโยคเชิงอ้อนวอน อีกฝ่ายจึงถอนใจออกมาเบา ๆ

“แต่มันเป็นการตายผิดปรกติ ลักษณะแบบนี้ถือเป็นคดีฆาตกรรมนะคุณสิงห์” แพทย์สาวกล่าวเชิงเตือน ออกัสจึงสวนคำตอบกลับทันควัน

“มันเป็นการตายแบบคลุมเครือต่างหากครับ”

เป็นคำตอบสุดแสนดันทุรังสมกับออกัส ปาริชาตินึกในใจและส่ายหน้าอย่างเอือมระอา ทั้งที่เป็นนักสืบฝีมือดีแต่ด้วยนิสัยดื้อรั้น ตัดสินทุกอย่างตามความคิดของตัวเอง แม้จะเป็นข้อดีสำหรับการทำงานแต่ก็เป็นเหตุให้เพื่อนส่วนใหญ่รวมถึงผู้บังคับบัญชาไม่ชอบหน้า นั่นเป็นเหตุผลที่แม้จะทำงานอย่างหนักมาแล้วหลายปี เขาก็ยังมียศแค่ ร้อยตำรวจโท

“ถ้าคุณตัดสินใจแบบนั้นก็คงห้ามอะไรไม่ได้” เธอกล่าวอย่างยอมจำนน “แต่ฉันขอเก็บภาพถ่ายกับบันทึกพวกนี้เอาไว้ก่อน เผื่อวันหน้าวันหลังมีเคสแบบนี้อีกจะได้เอามาใช้เปรียบเทียบ”

ออกัสมีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนผงกศีรษะรับ

“ตกลงครับ” เขาพูดพลางเหลือบตาไปที่ธงชาติซึ่งกำลังตีหน้าเครียดมากกว่าเดิมอีกเท่าตัว “คืนนี้ผมคงต้องฝากนายเสียงเอาไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าจะส่งรถมารับ”

พอได้ยินแบบนั้นปาริชาติถึงกับเบิกตาโพลง

“ทำอย่างนั้นคนอื่นก็รู้สิว่ามีเคสนี้เข้ามา”

“คุณปลาก็แปะป้าย ตายด้วยโรคชรา เอาไว้สิครับ” ออกัสแนะนำด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง พอเห็นปาริชาติแสดงออกทางสีหน้าว่า ไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้เลยสักนิด เขาจึงรีบพูดต่อ “แค่ลายเซ็นของหมอ ทุกคนก็เชื่อแล้วละครับ”

“คิดอะไรง่าย ๆ” แพทย์สาวบ่นแต่ก็ยอมทำตามคำขอร้องของออกัส พอนำร่างของนายเสียงใส่ตู้แช่และติดป้ายสาเหตุการตายเอาไว้เรียบร้อยแล้วเธอก็หันกลับมาและเห็นสีหน้าโศกเศร้าของธงชาติ จึงส่งสายตาที่มีความหมายแสดงความเสียใจไปให้ จากนั้นจึงหันไปที่นักสืบหนุ่ม

“มารับเขาก่อนฉันออกเวร”

เธอสั่งเสียงเข้มและจบการสนทนาด้วยการกลับไปทำความสะอาดเตียงผ่าตัดและอุปกรณ์ ออกัสจึงชวนเพื่อนกลับไปที่รถ ทั้งคู่ออกจากสถาบันนิติเวชโดยไม่พูดอะไรกันเลยสักคำ แต่ระหว่างทางธงชาติเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมา

“ยังคิดว่าเป็นการฆาตกรรมอีกไหม”

“คิด” ออกัสตอบโดยตายังมองตรงไปที่ถนน “แต่นึกไม่ออกว่าคนร้ายทำแบบนั้นได้ยังไง”

                “ฉันก็เหมือนกัน” ธงชาติพูดพลางกดตัวให้จมลงไปกับเบาะนั่ง มือขยับแว่นอย่างที่ชอบทำประจำเวลาใช้ความคิด ออกัสชำเลืองมองด้วยความสงสัย

                “มีอะไร”

                “เปล่า” ธงชาติตอบและนิ่งไปอึดใจก่อนส่ายหน้าช้า ๆ “ฉันรู้ว่านายคิดว่าคุณพ่อถูกฆ่าและสงสัยว่าเป็นฝีมือของคนในครอบครัว แต่ฉันขอรับประกันด้วยเกียรติของหมอเลยว่าพวกเขาไม่ได้ทำ”

                “นายเห็นพ่อแล้วไม่ใช่หรือ”

                “ฉันเห็นแล้วสิงห์ และรู้ด้วยว่ามันไม่ใช่การตายธรรมดา แต่ช่วยอธิบายหน่อยเถอะว่าอะไรบ้างที่ทำให้อวัยวะภายในเละแบบนั้นโดยไม่มีแผลภายนอก”

                “ฉันไม่ใช่หมอ” ออกัสตอบสั้น ๆ ธงชาติจึงสวนคำกลับทันควัน

                “แต่นายเป็นตำรวจ” เขาหยุดเว้นระยะคำพูดก่อนผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ “ฉันเข้าใจดีว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนและยินดีเสมอถ้านายต้องการสอบปากคำ หากนายอยากหาหลักฐานก็เข้าไปค้นบ้านฉันได้ทุกเวลา ขอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

                เขาจ้องหน้านักสืบหนุ่ม

                “ฉันอยากรู้ว่าพ่อตายได้ยังไง”

                ออกัสมองเพื่อนผ่านกระจกมองหลัง ใบหน้าของธงชาติในตอนนี้เปลี่ยนไปจากที่พบในตอนแรก ความเศร้าถูกแทนที่ด้วยความเจ็บแค้นและมุ่งมั่น มันเป็นความรู้สึกเดียวกับเขาตอนไล่ตามหาตัวคนขับรถชนลูกเมีย นักสืบหนุ่มบดกรามแน่นเพื่อข่มความปวดร้าวก่อนเลื่อนกลับไปยังถนนอีกครั้งและเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมา

                “เราต้องรู้แน่”

 

*/*/*/*/*

               

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

4 ความคิดเห็น

  1. #3 jamie_psf (@jamie_psf) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 / 04:16

    สนุก ตื่นเต้น กลัวด้วย แงงงงงง

    #3
    0