คัดลอกลิงก์เเล้ว

แก้วที่แตกไปแล้ว

แม่สอนฉันเสมอว่าความไว้ใจและจริงใจสำคัญที่สุด...แต่ตอนนั้นฉันไม่เชื่อ ไม่น่าเลย ถ้าฉันเชื่อแม่ตั้งแต่วันนั้น ฉันก็คงไม่เสียมิตรภาพไปในวันนี้

ยอดวิวรวม

52

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


52

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 ก.ย. 60 / 09:45 น.
นิยาย Ƿᵡ แก้วที่แตกไปแล้ว | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
สวัสดีนักอ่านทุกท่านะคะ นี่เป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกของมุก ถ้ายังไงก็ติชมได้เป็นที่นะคะ มุกจะได้นำมาพัฒนาตัวเองต่อไปค่ะ
        ขอบคุณที่กดเข้ามาอ่านนะคะ ><  


เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 ก.ย. 60 / 09:45


                         
  B
  E
  R
  L
  I
  N
  ❀
     
         Broken Glass

แก้วที่แตกไปแล้ว

                ตอนเด็กๆแม่สอนฉันเสมอว่าให้รักษาความรู้สึกของคนที่เรารักไว้ให้ดี เพราะความไว้ใจและจริงใจสำคัญที่สุด...ตอนนั้นฉันก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก แค่รับคำส่งๆไปเท่านั้นเอง

แต่ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมากกว่านั้น แม่ก็จากไปเสียก่อน...ด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน หลังจากนั้นชีวิตของฉันก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น ฉันเป็นเด็กกำพร้าพ่ออยู่แล้ว พอเสียแม่ไปก็เหมือนไม่เหลืออะไรเลย

ตั้งแต่วันนั้น ฉันต้องไปเร่ร่อนนั่งขอทานตามสะพานลอย เงินเก็บของแม่ที่เหลืออยู่ก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการซื้อปัจจัยสี่กระทังชีวิตในช่วงแรก

แต่ดูเหมือนบุญฉันจะยังไม่หมดเกลี้ยงเสียทีเดียว เมื่อวันหนึ่ง มีคุณลุงเดินข้ามสะพานลอยที่ฉันนั่งขอทานอยู่ เขาจูงเด็กผู้ชายหน้าตามอมอายุไล่เลี่ยกับฉันมาด้วย อันที่จริงฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าความซ่อมซ่อของเขาหรอก เพราะฉันก็มีสภาพไม่ต่างกัน

คุณลุงคนนั้นเดินเข้ามาหาฉันแล้วบอกว่า “หนู หนูมากับลุงไหม ลุงจะช่วยหนูเอง ช่วยให้มีชีวิตที่ดีขึ้น”

ฉันขมวดคิ้ว สมัยนี้คนใจบุญช่วยเด็กขอทานโดยไม่หวังผลตอบแทนมีกันที่ไหน แม้จะรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยนัก แต่สัญชาตญาณในตัวก็ร้องบอกว่า ไปกับเขาสิ ไปมีชีวิตที่ดีขึ้น โอกาสงามๆแบบนี้หายากนะ

สุดท้ายฉันจึงตอบรับความช่วยเหลือของลุงคนนั้น และฉันก็ตัดสินใจไม่ผิด เพราะมันทำให้ฉันได้มีวันนี้...

 

“อาซูร่า เกรย์ มากินข้าวได้แล้ว” เสียงทุ้มเรียก

“ค่า คุณพ่อ”

“คร้าบ”

ฉันกับเกรย์รีบวิ่งมานั่งประจำที่ตัวเองบนโต๊ะอาหาร ไหนดูซิ วันนี้กินอะไรเอ่ย...ว้าว สปาเกตตี ของโปรดฉันเลย แต่เป็นของเกลียดเกรย์แหละ ดูทำหน้าสิ หมดหล่อเลย

“แหวะ เกลียดสปาเกตตีสุดๆเลย” เกรย์บ่นหงุงหงิง

“เอาน่า ก็เมื่อวาได้กินราดหน้าของโปรดนายแล้วไง วันนี้ก็ต้องเป็นของโปรดฉันสิ” ฉันเถียงกลับทันที

“เกี่ยวไหมเล่า มันก็ควรจะเป็นอาหารที่ชอบทั้งคู่สิ จริงไหมครับคุณพ่อ” นั่งไง เริ่มหาแนวร่วมอีกละ แต่อย่าหวังเลยอีตาเรื่องเยอะ คุณพ่อไม่เข้าข้างนายหรอก ท่านจะพูดเสมอว่า...

“แหม สลับๆกันไปนี่แหละดีแล้ว เพราะว่า...”

“มีกินก็ดีแล้ว” พวกเราสามคนประสานเสียงกันพร้อมกับหัวเราะ คุณพ่อเบลคของเรานั่งลงตรงหัวโต๊ะพร้อมกับวางจานให้ตรงหน้าทุกคน

“วันนี้คุณพ่อจะเล่านิทานเรื่องอะไรครับ” เกรย์ถามอย่างกระตือรือร้น สงสัยอาหารวันนี้คงจะไม่น่าสนใจพอ เด็กหนุ่มจึงหันมาสนใจกิจกรรมประจำทุกวันคือการฟังนิทานระหว่างรับประทานอาหารเย็น

คุณพ่อคลี่ยิ้มแล้วตอบว่า “เรื่อง มันฝรั่ง

ฉันขมวดคิ้วแน่น “มันฝรั่ง? หมายความว่ายังไงเหรอคะ”

“ก็ต้องลองฟังดูนะ ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง คุณครูเล่นเกมกับนักเรียนโดยมีกติกาว่าให้เขียนชื่อคนที่เกลียดไว้บนมันฝรั่งแล้วใส่ถุงพลาสติกมาโรงเรียน แต่ละคนก็มีจำนวนมันฝรั่งมากน้อยต่างกัน มีตั้งแต่หนึ่งหัวไปจนถึงหกหัวก็มี จากนั้นคุณครูก็ให้นักเรียนถือมันฝรั่งไปทุกหนทุกแห่งเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ แม้แต่เข้าห้องน้ำก็ต้องเอาติดตัวไปด้วย เมื่อผ่านไปหลายวัน เด็กๆก็เริ่มบ่นเกี่ยวกับกลิ่นไม่น่าพิสมัยจากมันฝรั่งที่เน่าและคนที่มีถึงหกหัวก็เริ่มล้ากับความหนักของถุงพลาสติก และเมื่อครบกำหนดหนึ่งอาทิตย์คุณครูก็ถามนักเรียนว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องถือมันฝรั่งติดตัวอยู่หนึ่งอาทิตย์ เด็กๆก็บ่นถึงความหนักและกลิ่นไม่พึงประสงค์กันยกใหญ่ คุณครูได้ฟังแล้วก็อธิบายถึงความหมายที่แท้จริงซึ่งซ่อนอยู่ในเกมว่า

นี่เป็นเหมือนสถานการณ์จริงๆ เมื่อเราต้องแบกความเกลียดชังคนอื่นไว้ในใจ มลพิษของความเกลียดชังก็จะกัดกร่อนใจของเราและติดตัวเราไปทุกๆที่ ถ้ายังเราทนไม่ได้กับกลิ่นมันฝรั่งเน่าหนึ่งอาทิตย์ ลองนึกดูว่ามันจะเป็นยังไงถ้าต้องแบกความเกลียดชังไว้ตลอดชีวิต”[1]

“โห ความหมายลึกซึ้งดีจังเลยค่ะ” ฉันชมจากใจจริง “ถ้าเกิดว่าลองเล่นเกมกันดู คงมีคนบางคนแถวนี้แบกมันฝรั่งเยอะนะคะ” ฉันแขวะคนนั่งข้างๆ

เกรย์ทำหน้าบึ้งทันที “อาซูร่า นี่เธอหาว่าฉันมีคนที่เกลียดเยอะเหรอ!” เขาโวยเสียงดัง

ฉันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “อะไรเล่า! ฉันยังไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลย อย่าร้อนตัวสิ”

เด็กหนุ่มเถียงไม่ออกได้แต่กัดฟันกรอด เรียกเสียงหัวเราะจากฉันและคุณพ่อได้เป็นอย่างดี

นี่แหละบรรยากาศของความสุขที่ฉันรักมันมาก...โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าฉันจะเป็นคนทำลายมันเองกับมือในไม่ช้า

 

คืนวันนั้น

“อาซูร่า”

“ค่า มาแล้วค่ะ” ฉันขานรับคุณพ่อพลางวิ่งเข้าไปในอ้อมกอดท่าน

เบลคกอดเด็กสาวแน่น เขาค่อยๆผละออกพลางพูดว่า “อาซุร่า พ่อขอให้หนูช่วยอะไรอย่างนึงได้ไหม” ชายหนุ่มพูดด้วยแววตาที่ฉันอ่านไม่ออก

“ได้แน่นอนอยู่แล้วค่ะ”

“พ่ออยากให้หนูไปเรียกเกรย์มาเจอพ่อในห้องทดลองหน่อยนะ เอาคืนนี้เลย” คุณพ่อพูดถึงห้องทดลองของท่านซึ่งอยู่ด้านในสุดของบ้าน “อ้อ...ถ้าเขาขัดขืนก็ไม่ต้องใจอ่อนนะ ทำยังไงก้ได้ให้เขามา”

ฉันขมวดคิ้ว “แต่ถ้าหนูไปบังคับขืนใจเขามันก็คงไม่ดีมั้งคะ”

คุณพ่อสายหน้าและนิ้วชี้ไปมา “จุ๊ๆ คืออย่างนี้อาซูร่า อันที่จริงเกรย์เขาเป็นลูกครึ่งเอลฟ์ พออายุเข้าวัยรุ่นพลังเวทในตัวเอขาจะเริ่มปั่นป่วนมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งอันตรายถึงตายเลยนะ เธอคงไม่อยากให้เขาตายใช่ไหม”

ฉันเบิกตากว้าง “ไม่มีทางค่ะ! เขาคือเพื่อนคนสำคัญของหนู หนูจะไม่ปล่อยให้เขาเป็นอะไรไปแน่ๆ หนูจะไปตามเขามาให้เดี๋ยวนี้แหละค่ะ”

เบลคลูบหัวเด็กสาวอย่างอ่อนโยน “ดีมากเด็กดี”

 

ในห้องทดลอง

แอ๊ด

“ขออนุญาตค่ะคุณพ่อ หนูพาเกรย์มาแล้วค่ะ” ฉันพูดพร้อมกับผลักประตูเข้ามาในห้องทดลองรกๆของคุณพ่อ แต่ฉันก็ไปว่าสภาพห้องของท่านไม่ได้หรอก ห้องของฉันรกกว่านี้อีก

เบลคอยู่ในชุดนักทดลอง ซึ่งฉันเห็นมาแล้วหลายครั้งจนชินตา แต่ครั้งนี้ฉันรู้สึกแปลกๆไปกว่าเดิม แววตาของเขามันดูไม่ใช่คุณพ่อแสนอ่อนโยนที่ฉันรู้จัก

“ล็อคประตูด้วยลูก” แต่น้ำเสียงทุ้มของท่านยังเหมือนเดิมนะ คงไม่มีอะไรหรอก ฉันคงคิดมากไปเอง ฉันคิดพลางมองเกรย์ทำตามคำสั่ง

“หึหึๆๆ” จู่ๆคุณพ่อของเราก็หัวเราะด้วยน้ำเสียงแปลกๆจนเหมือนเสียสติไปแล้ว

“เอ่อ...คุณพ่อเป็นอะไรรึเปล่าครับ” เกรย์ขมวดคิ้วพลางถามด้วยน้ำเสียงกังวล

แต่เบลคกลับหัวเราะดังกว่าเดิม “พวกเธอนี่ยังเป็นหมาที่เชื่องจนวินาทีสุดท้ายเลยนะ ฉันจะบอกอะให้ อันที่จริงแล้วฉันชื่อ แจสเปอร์ เป็นนักทดลองพลังเวทในเด็ก โดยเฉพาะลูกครึ่งอย่างเธอ เกรย์...ดังนั้น มาให้ฉันทดลองซะดีๆ” เขาแสยะยิ้มชั่วร้าย

ฉันตกใจจนพูดติดอ่าง “เดี๋ยวนะคะ คุณพ่อกำลังเล่นตลกอะไรอยู่กันแน่” แต่แววตาของคนที่เธอนับถือเป็นพ่อกลับส่อเค้าไปอีกทาง ทำให้เธอต้องพูดออกมาใหม่อีกครั้ง “อ...อย่าบอกนะคะว่านี่เรื่องจริง แต่ว่าคุณพ่อบอกว่าเกรย์เขาจะเกิดปัญหาเรื่องพลังเวทในตัวนี่คะ ไม่ใช่ว่าคุณพ่อจะช่วยเขาหรอกหรอ...”

เบลคระเบิดเสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจออกมาอีกครั้ง “ฮ่าๆๆ ฉันไม่ได้พูดซักคำว่าจะช่วยเขา พูดแค่ว่าเขาอาจจะเกิดปัญหาทางพลังเวทจนตายได้”

เกรย์อึ้งจนพุดไม่ออก เขามองฉันด้วยสายตาไม่ไว้ใจอีกต่อไป “อาร์ซ เธอพาฉันมาติดกับเหรอเนี่ย! อย่าบอกนะว่าเธอก็ร่วมเล่นละครฉากใหญ่ตลอดสิบกว่าปีเพื่อหลอกฉันกับเขาด้วยน่ะ”

ฉันโบกมือเป็นพลันวัน “ไม่ใช่สักหน่อย ฉันไม่รู้นะ ฉันแค่โดนหลอก...”

เกรย์พยักหน้ารับส่งๆแบบขอไปที “เอาเถอะ เอาเป็นว่าผมเห็นแก่บุญคุณที่คุณช่วยเลี้ยงดูผมนะ ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าถ้าไม่มีคุณก็ไม่มี เกรย์ ในวันนี้ ผมขอบคุณคุณอีกครั้งที่ช่วยให้วันตายของผมมาถึงช้าลงอีกตั้งสิบกว่าปี คุณแจสเปอร์” เด็กหนุ่มดุจะปะติดปะต่อเรื่องราวแล้วกล่าวเสียงเย็นชา แต่ถึงอย่างนั้นแววตาของเขาก็ยังหลงเหลือเสี้ยวหนึ่งแห่งคำขอบคุณอยู่ในหมู่ความผิดหวัง แม้ามันจะรื้นไปด้วยหยดน้ำใสๆก็ตาม

เขาเดินขึ้นไปนอนบนเตียงแข็งๆโดยดี ฉันปิดตาเพราะไม่อยากเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกต่อไป รู้แต่ว่าเกรย์ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด จากนั้นก็เกิดเสียงอะไรก็ไม่รู้ระเบิดตามมาติดๆด้วยเสียงสบถด่าของคนที่เธอ เคย นับถือเป็นพ่อ

ฉันลืมตาขึ้นและพบว่าเกรย์ระเบิดพลังออกมาเพราะสัญชาตญาณป้องกันตัวในสายเลือดเอลฟ์ เขาลุกขึ้นยืนอย่างไร้รอยขีดข่วนในร่างของอมนุษย์

ฉันรีบพุ่งเข้าไปคว้าตัวเพื่อนที่ยังไม่ค่อยมีสติวิ่งไปทางหน้าต่าง

“เกรย์ เกรย์ ได้ยินฉันไหม!” ฉันตบแก้มเขาแรงๆเพื่อเรียกสติ “นายใช้เวทมนตร์ได้มะ อะไรก็ได้อะ ที่จะสามารถทำให้เราไปถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย”

เด็กหนุ่มเรียกสติกลับคืนมา “ไม่รุ้เหมือนกัน! ขอลองดูก่อนนะ” เขาหลับตาพลางตั้งสมาธิ โอมมะลึกกึ๊กกึ๋ย ฉันอยากให้มีเบาะนุ่มๆอยู่ข้างล่าง...เบาะนุ่มๆ...เบาะนุ่ม...”

“เฮ้ย! มาแล้ว” ฉันกระโดดตื่นเต้นเมื่อเห็นว่ามีเบาะผ้าขนาดใหญ่รอรับพวกเราอยู่ด้านล่าง “นับสาม โดดพร้อมกันนะ!

“...สาม!

ร่างทั้งสองร่วงลงไปจากหน้าต่างด้วยความเร็วสูงในจังหวะที่เบลคไม่ทันตั้งตัวเพราะโดนพลังเวทของเกรย์ทำพิษไปชั่วขณะ

“กรี๊ดดดด”

“เหวอออ”

เด็กทั้งสองแหกปากร้องลั่นเมื่อตกลงจากบ้านสองชั้นตามแรงโน้มถ่วงของโลก ฉันหลับตาแน่นพร้อมกับรอรับแรงกระแทกซึ่งไม่น่าจะเจ็บมากเพราะเสกเบาะไว้แล้ว แต่ว่า...

“แอ้ก!” ฉันแหกปากออกมาพร้อมๆกับเกรย์อีกครั้งเมื่อหลังกระแทกลงกับหย่อมหญ้าหน้าบ้านอย่างแรง อ้าว!...ทำไมข้างล่างนี้มันไม่เป็นเบาะล่ะ ก็เจ้านั่นเสกไว้แล้วนี่

“อูย...เจ็บชะมัดเลย หลังหักเลยไหมเนี่ย” เกรย์ครางออกมา เขาค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นนั่ง “ฟู่...โชคดีไป ไม่หักแฮะ ว่าแต่ทำไมจู่ๆเบาะก็หายแบบไปแล้วไปลับไม่กลับมาล่ะเนี่ย”

ฉันเองก็พยายามยันตัวลุกขึ้นเช่นกัน “ฉันจะไปรู้นายไหมเนี่ย...รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวตาแก่นั่นก้ตามมาทันหรอก”

ตึกๆ!

เสียงเท้ากระทบพื้นแข็งๆดังมาจากภายในบ้านทำให้เด็กทั้งสองกระเด้งตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วราวกับความเจ็บปวดหายไปในพริบตา แต่แล้วจู่ๆร่างของเกรย์ก็ชักกระตุก มีแสงสว่างวาบออกมาเป็นระยะ

“เฮ้ย! เกรย์ๆ ได้ยินฉันไหม เกรย์” ฉันร้องอย่างตกใจพลางเขย่าตัวเพื่อน และนั่นก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่เธอรู้สึกตัว ก่อนที่จะถูกดูดเข้าไปในวังวนริ้วสีๆเต็มไปหมด...

 

ความรู้สึกนี่มันอะไรกันน่ะ โอย...ปวดไปทั้งตัวเลย ฉันเริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง อา...เราอยู่ที่ไหนเนี่ย รู้แต่ว่านิ่มดีจัง ฉันค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆก่อนจะหลับลงอีกครั้งเราพะแสงจ้าแยงตา

“แม่หนูน่าจะตื่นแล้วล่ะ เจ้าเข้ามาดูนางหน่อยซิ” เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงที่ไม่คุ้นเอาซะเลย แหบแห้งแต่ก็แหลมเล็ก

“ขอบคุณแม่หมอมากเลยนะครับ” คราวนี้เป็นเสียงที่คุ้นเคย “อาร์ซ อาร์ซ เธอได้ยินฉันไหม” ฉันรู้สึกได้ถึงกระแสอบอุ่นที่เขย่าแขนฉันเบาๆ

“อือ...” ฉันลืมตาขึ้นอีกครั้งและพบกับเกรย์ “น...นายไม่เป็นไรใช่ไหม”

เขายิ้มให้ ยิ้มอย่างจริงใจ “ไม่เป็นไรแล้ว เธอก็รู้สึกดีขึ้นมั้ย ยังเจ็บตรงไหนรึเปล่า” เกรย์ลูบแขนฉันเหมือนจะหาอาการบาดเจ็บที่หลงเหลืออยู่

ฉันยิ้มตอบพลางลุกขึ้นนั่ง “ไม่เจ็บแล้วล่ะ เกรย์...ฉันขอโทษจริงๆนะสำหรับเรื่องนั้นน่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

รอยยิ้มบนใบหน้าเด็กหนุ่มค่อยๆจางลงอย่างน่าใจหาย “อือ ไม่เป็นไร เธอไม่ผิดหรอก แต่...”

ฉันหน้าเสียไปทันทีที่ได้ยินคำนั้น

“...เธอเคยได้ยินไหมว่าความรู้สึกของคนเราก็เหมือนกับแก้ว ถ้ามันแตกไปแล้ว ต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีก ตอนนี้ความรู้สึกฉันมันก็เหมือนแก้วใบนั้นแหละ ฉันไม่ได้โกรธเธอนะ แต่ก็คงกลับไปเชื่ออย่างสนิใจไม่ได้อีกแล้วล่ะ”

ฉันพยักหน้าพลางยิ้มเจื่อนๆ “ฉันเข้าใจ ขอบคุณนะเกรย์ ที่อย่างน้อยนายก็ไม่โกรธฉัน”

 

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เราสองคนก็ต่างแยกทางกันไปตามล่าเป้าหมายของชีวิต ถึงอย่างนั้นเราก็ยังติดต่อกันเป็นระยะๆ จนกระทั่งต่างก็มีครอบครัวของตัวเอง

วันนี้เกรย์ชวนฉันกับครอบครัวไปเยี่ยมเขาที่บ้าน แต่เผอิญว่าวันนั้นสามีของฉันไม่ว่าง ฉันเลยไปกับลูกแค่สองคนพวกเราไปโดยใช้รถไฟใต้ดิน ระหว่างที่นั่งรอรถไฟฉันก็พูดกับลูกว่า

“อาเนียร์...แม่จะสอนอะไรอย่างหนึ่งนะลูก ในความสัมพันธ์ไม่ว่ากับใครก็ต้องอาศัยความไว้ใจทั้งนั้น ดังนั้นรักษาความรู้สึกของคนที่ลูกรักไว้ให้ดี เพราะถ้าเสียความรู้สึกไปแล้ว มันจะไม่มีวันกลับมาอีกเลย แล้วเราก็จะมานั่งเสียใจภายหลัง ความไว้ใจและจริงใจสำคัญที่สุด...เข้าใจไหมลูก”

“ค่ะ คุณแม่”

ฉันรู้สึกดีนะที่ได้ถ่ายทอดคำสอนของแม่จากรุ่นสู่รุ่น อย่างน้อยอาเนียร์จะได้ไม่พลาดซ้ำสอง...เหมือนกับฉันไง




[1] จาก http://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2011/07/Y10793683/Y10793683.html

ผลงานทั้งหมด ของ บุปผาสีมุก

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น