คัดลอกลิงก์เเล้ว

DEATH [Jaemin x Renjun]

โดย VRBOOM

คนเรา..เกิดมาทำไม? เป็นคำถามที่เหรินจวิ้นก็หาคำตอบให้กับมันไม่ได้

ยอดวิวรวม

71

ยอดวิวเดือนนี้

31

ยอดวิวรวม


71

ความคิดเห็น


1

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  16 ก.ย. 62 / 20:41 น.
นิยาย DEATH [Jaemin x Renjun] DEATH [Jaemin x Renjun] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้


เรื่องนี้เป็นฟิค NCT เรื่องแรกของเราเลย

 

ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยน้า

 


ปล1. เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องแต่งที่สมมติขึ้นมาเท่านั้น

ปล2. ควรอ่านเรื่องนี้ในช่วงเวลาที่มีความสุขอารมณ์ดีเท่านั้น ไม่แนะนำสำหรับคนที่กำลัง Down หรือรู้สึกแย่นะคะ


เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 ก.ย. 62 / 20:41




D  E  A  T  H

 

Jaemin x Renjun

 

 

 

คนเรา..เกิดมาทำไม

 

มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?

 

เหรินจวิ้นเฝ้าถามคำถามเดียวกันนั้นกับตัวเองมาเป็นพันรอบ พยายามหาคำตอบ แต่สุดท้ายมันก็ว่างเปล่า

 

เขาไม่สามารถไขความกระจ่างได้ นอกเสียจากความสงสัยที่ยังคงตกตะกอนอยู่ในจิตใจ ที่พอมีอะไรมากวนให้มันขุ่น ตะกอนเหล่านั้นก็พร้อมที่จะลอยฟุ้งกลับขึ้นมาอีกครั้ง

 

ครั้งแล้วครั้งเล่า..จนในที่สุดเหรินจวิ้นก็ไม่อาจสลัดมันให้หลุดออกจากความคิด

 

แย่ชิบหาย

 

แต่ทำอะไรไม่ได้

 

แล้วจากคำถามโง่ ๆ ที่ว่าเราเกิดมาทำไม ก็กลายเป็นความคิดที่เลวร้ายกว่านั้น

 

อยากตายว่ะ

 

ครั้งแรกที่คำ ๆ นั้นผุดขึ้นมาในหัว เหรินจวิ้นตกใจกับตัวเองอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ในเวลานั้นเขารู้สึกอย่างที่คิดจริง ๆ

 

เขาที่กำลังเดินเลือนลอยอยู่ข้างถนน ในหัวว่างเปล่าปราศจากสติสัมปชัญญะที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สมองในส่วนการตัดสินใจราวกับหยุดทำงานไปชั่วขณะ เขาหยุดเดิน แหงนหน้ามองท้องฟ้าสีมืดทึมเสมือนหัวใจของเขาในเวลานี้

 

โลกนี้แม่งไม่เห็นน่าอยู่เลยสักนิด

 

ไม่เห็นน่าอยู่เลย

 

เขาดึงสายตากลับมา ทอดมองไปยังท้องถนนในยามราตรี แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามา

 

อยากเดินอยู่ดี ๆ แล้วให้มีรถมาชนจัง

 

แต่..เรื่องแบบนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

ไม่มีทาง

 

มีแต่เหรินจวิ้นที่ต้องเดินลงไปกลางถนนเท่านั้น เรื่องดังกล่าวถึงจะเกิดขึ้นได้จริง ๆ

 

ใช่ เขาแค่ต้องเดินลงไปตรงนั้น

 

แค่ต้องเดิน

 

..แต่มันจะดีจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ

 

เท้าของเขาชะงักอยู่ที่ขอบฟุตบาท พร้อมกับรถคันหนึ่งที่แล่นฉิวผ่านหน้าไปอย่างหวุดหวิด แรงลมพัดผ่านจนผมเผ้าเขาปลิวยุ่งเหยิง

 

แล้วในตอนนั้นเองที่เหรินจวิ้นกลับมาอีกครั้ง

 

เขาเดินถอยหลังออกห่างจากถนน ต่อว่าตัวเองที่เกือบจะทำเรื่องโง่ ๆ ลงไปโดยไม่ทันคิดให้ถี่ถ้วน

 

นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพยายามจะฆ่าตัวตาย

 

แน่นอนว่าไม่ใช่ครั้งเดียว

 

หลายครั้งที่ความรู้สึกแย่ ๆ รุมเร้า ถาโถมเข้าหาเหรินจวิ้นราวกับพายุไซโคลนที่พร้อมจะพังทลายทุกสิ่ง

 

หลายครั้งที่ความรู้สึกอยากตายกลับมา

 

หลายครั้งที่เขาพยายามฆ่าตัวตาย

 

แต่มันไม่ง่ายขนาดนั้น

 

การลงมือทำร้ายตัวเองไม่เคยใช่เรื่องง่าย

 

และเหรินจวิ้นก็กลัวเกินกว่าจะทำ

 

หลายครั้งที่มืออันสั่นเทาจับด้ามมีด จ่อปลายแหลมอยู่ที่คอหอย รอเวลาที่เหรินจวิ้นจะใช้แรงทั้งหมดที่มีเพื่อแทงทะลุมันเข้าไป..จบเรื่องทุกอย่าง ไม่ต้องมานั่งเครียด ไม่ต้องมานั่งหนักใจ แล้วปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกเหล่านั้น

 

และก็หลายครั้งอีกเหมือนกันที่เขาหยิบน้ำยาล้างห้องน้ำมาถือไว้ในมือ มองดูขวดพลาสติกที่ส่งกลิ่นเหม็นแสบคอ ได้แต่คิดในใจว่าแค่แปปเดียวเท่านั้น ชั่วอึดใจที่เขากลืนมันลงคอเสมือนน้ำเปล่า แล้วเหรินจวิ้นจะได้เป็นอิสระจากทุกสิ่ง

 

แต่ท้ายที่สุดแล้วเขามันก็แค่คนอ่อนแอที่ไม่กล้าลงมือปลิดชีพตัวเอง

 

เหรินจวิ้นทำไม่ได้

 

แม้แต่ในตอนนี้ที่เขานั่งอยู่บนขอบสะพาน มีค่ำคืนราตรีทอสีดำอยู่เหนือหัวพร้อมกับสายลมเย็นช่ำ และเสียงระลอกน้ำเคลื่อนตัวแผ่วเบาอยู่ใต้ปลายเท้า

 

ห่างลงไปราว ๆ 20 เมตรได้ เหรินจวิ้นเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

 

เขาทอดดวงตามองไปไกลอย่างไร้จุดหมาย สองมือเกาะอยู่ที่ราวสะพาน อยากกระโดดลงไป แต่อีกใจก็ไม่กล้า

 

เลยได้แต่นั่งตัวเกร็งอยู่อย่างนั้น

 

วันนี้เค้าเจอเรื่องหนักหนาสาหัสมาพอสมควร และมากพอที่จะกวนตะกอนในใจให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

 

หลังจากเลิกงานเหรินจวิ้นไม่ได้ตรงกลับบ้านในทันที หากแต่เลือกที่จะเดินเรื่อยเปื่อยตามข้างถนน ซึมซับรับบรรยากาศความวุ่นวายในชั่วโมงเร่งด่วน ทั้งผู้คนที่เดินขวักไขว่เร่งฝีเท้าผ่านไปมา ทั้งรถราที่ติดยาวเป็นห่างว่าว

 

ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัว

 

น่าตลกสิ้นดี

 

ทำไมคนเราถึงต้องเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตเช่นนี้ด้วย

 

ตื่นแต่เช้าตรู่ ไปทำงาน อุดอู้อยู่ในห้องมากกว่า 10 ชั่วโมง นั่งหลังขดหลังแข็งจนปวดไปทั้งตัว ไหนจะโดนหัวหน้าด่า โดนคนที่ทำงานนินทา ใส่หน้ากากเข้าสังคมโดยปราศจากความจริงใจ ก่อนจะกลับมาถึงบ้าน ทิ้งตัวนอน แล้วตื่นมาวนลูบแบบเดิม

 

..เพื่ออะไร?

 

วงจรอุบาทว์

 

ทำไมเราถึงต้องเหนื่อยเพื่อคนอื่น ทำไมต้องทำงานหนักเพื่อเลื่อนตำแหน่ง เพื่อที่จะได้เงินเยอะ ๆ

 

อ่า นี้มันโลกทุนนิยมนี่หน่า

 

ไม่ทำ..ก็อดตาย

 

แต่ถ้าตาย..ก็ไม่ต้องทำ

 

ถ้าตาย..ก็จะเป็นอิสระ

 

ได้โผบินไปในที่ที่อยากไป

 

นั่นสินะ แค่บินทะยานออกจากกรง ดำดิ่งสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง

 

แล้วเหรินจวิ้นจะได้เป็นอิสระ

 

..อิสระ..

 

2 มือปล่อยออกจากราวสะพาน ค่อย ๆ ยกขึ้นกางออก สายลมปะทะจนตัวเขาเอนไหว เหรินจวิ้นพร้อมแล้วที่จะทิ้งตัวโถมไปข้างหน้า

 

          เพื่อบินหนีออกจากกรงขังแห่งนี้

 

“ผมซื้อชีวิตคุณได้ไหม?” เสียงทุ้มหนึ่งดังขึ้น หยุดความคิดที่จะเป็นนกน้อยพร้อมโผบินไปในนภากว้างของเขา เหรินจวิ้นลดแขนลงแล้วหันไปตามเสียงเพื่อพบกับชายหนุ่มที่กำลังยืนเอนหลังพิงราวสะพานอยู่ข้าง ๆ แหงนหน้ามองท้องฟ้า พลางดึงก้านลูกอมออกจากปาก แล้วปลายตาเรียวมองมาที่เขา

 

ไร้รอยยิ้ม ไม่มีท่าทีของความหยอกล้อฉายอยู่ในดวงตาคู่นั้น

 

เหรินจวิ้นขมวดคิ้ว ไม่ได้ตอบอีกคนในทันที นอกเสียจากสบตากับคนแปลกหน้า

 

คน ๆ นี้..ใครกัน?

 

“รู้จักกันงั้นเหรอ?” เขาถามออกไปในที่สุด

 

เด็กหนุ่มยักไหล่ จากเสื้อสูทที่ปรากฏสัญลักษณ์ของโรงเรียนแห่งหนึ่งที่พาดอยู่บนบ่า ทำให้เหรินจวิ้นรู้ว่าอีกฝ่ายยังเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมเท่านั้น

 

“แค่อยากลองดู เห็นในนิยายชอบทำกัน”

 

เหรินจวิ้นขมวดคิ้วอีกครั้ง

 

“..แล้วซื้อได้ไหม?”

 

เด็กประหลาด

 

“ตลกเหรอ?” เขาถามกลับ

 

“ผมก็ว่างั้น”

 

เขาไม่ตอบ และอีกคนก็เงียบ

 

“ทำไมคุณถึงอยากโดดลงไปล่ะ” คำถามไม่ได้ตั้งตัวดังมาจากคนข้าง ๆ คนเด็กกว่าเปลี่ยนจากยืนพิงสะพานมาเป็นท้าวแขนกับราวสะพานแทน เขาทอดสายตามองไปไกลลิบ และไม่ได้เร่งเร้าที่จะเอาคำตอบ

 

ไม่สิ เหมือนว่าเขาไม่ได้ต้องการคำตอบจากเหรินจวิ้นด้วยซ้ำ

 

“ชีวิตมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ?”

 

“ถ้าสำหรับผม..” เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “ใช่ แม่งโคตรแย่”

 

“ไม่มีความสุขเลยเหรอ?”

 

“ผมไม่รู้จักคำนั้นหรอก”

 

หลังจากเขาตอบ ทุกอย่างก็ถูกกลืนหายไปในความเงียบ สายลมยังคงพัดผ่าน หอบเอาความหนาวเย็นมาปะทะผิวกายเขาจนขนลุกชัน

 

“ความสุขมันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ..” ประโยคไร้เดียงสาดังมาจากเด็กหนุ่ม เขาเลื่อนสายตามาสบกับเหรินจวิ้นในขณะที่พูด “แค่ได้กินของอร่อย ๆ ได้เจอเพื่อน ได้ออกไปเที่ยว แบบนั้นไม่เรียกว่าความสุขเหรอ”

 

เขาเกือบจะหลุดยิ้ม ไม่ใช่เพราะเอ็นดู แต่เพราะรู้สึกสมเพชต่างหาก

 

เด็กหนอเด็ก

 

“โลกนี้มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”

 

“บางทีมันอาจจะไม่ได้ยากขนาดนั้นซักหน่อย”

 

เหรินจวิ้นไม่โกรธเคืองที่อีกคนพูดเช่นนั้น เขาในช่วงวัยรุ่นที่ยังอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ มีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัวก็เคยคิดแบบเดียวกัน

 

โลกนี้แม่งสวยงาม

 

“ก็ดีแล้วที่คิดแบบนั้น โตขึ้นอย่าเปลี่ยนใจแล้วกัน” เขากล่าวติดหยอกล้อด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

 

โลกความจริง..ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบหรอก

 

มีแต่ขวากหนามที่พร้อมจะทิ่มแทงเขาให้เจ็บปวดทรมาน

 

เจ็บปวด..แต่ไม่ให้ตาย

 

“คุณทำงานมานานยัง”

 

“4-5 ปีแล้ว”

 

“แล้วชอบงานที่ทำไหม?”

 

“เฉย ๆ”

 

เด็กหนุ่มเอียงคอ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้

 

“ทำไมไม่หางานที่ชอบทำล่ะ”

 

เขาหันไปมองเด็กช่างถาม ถอนหายใจแล้วตอบ “ไม่รู้ว่าชอบอะไรน่ะสิ”

 

“ไม่มีความฝันเลยเหรอ?”

 

“เคยมี..” เขาบอก “แต่โลกนี้ไม่ใช่ที่ที่จะให้เราวิ่งตามความฝันได้ง่าย ๆ หรอกนะ ยิ่งถ้าไม่มีต้นทุนที่ดีด้วยยิ่งแล้วใหญ่”

 

“...”

 

“นายไม่เข้าใจหรอก”

 

ดูจากการแต่งตัว เครื่องประดับ และท่าทีของอีกฝ่าย เหรินจวิ้นก็เดาได้ไม่ยากว่าคนเด็กกว่าต้องมีฐานะทางบ้านที่ดีถึงดีมากเลยทีเดียว

 

แล้วจากลักษณะคำพูดคำจาแล้ว น่าจะเป็นคนมั่นใจและเอาแต่ใจตัวเองอยู่ไม่น้อย

 

อยากทำอะไรก็ต้องได้ทำใช่ไหม?

 

ไม่เคยกลัวอะไรเลยสินะ

 

เพราะถึงล้มเหลวยังไง..ก็มีคนพร้อมรองรับอยู่เสมอ

 

ล้มเหลวแค่ไหนก็ยืนขึ้นได้โดยไม่เดือดร้อน

 

“ช่างเถอะ” เขาพูด พร้อมกับพลิกตัวขึ้นมายืนบนพื้น ถึงเวลาที่เหรินจวิ้นต้องกลับบ้าน และตื่นมาพบกับวงจรเฮงซวยในวันพรุ่งนี้แล้ว

 

“ไม่โดดแล้วเหรอ?”

 

“มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”

 

โลกนี้ไม่เคยง่าย

 

เขาไม่ได้กล่าวลาเด็กหนุ่มแปลกหน้า ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้น เพราะเราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว

 

 

. . . D  E  A  T  H . . .

 

 

เหรินจวิ้นฝืนลากสังขารอันสะบักสะบอมจากการทำงานหนักไปตามทางเดินที่ทอดข้ามผ่านแม่น้ำฮัน ใบหน้าของชายหนุ่มดูอิดโรย ไร้ร่องรอยของการมีชีวิตชีวา ดวงตาเรียวเล็กลึกกลวงโบ๋ แก้มซูบตอบจนน่ากลัว

 

ราวกับซากศพเดินได้อย่างไรอย่างนั้น

 

เขาหยุดเดินเมื่อถึงกลางสะพาน หันหน้าออกสู้เวิ้งน้ำที่ทอดตัวสุดลูกหูลูกตา เมืองหลวงในยามนี้เต็มไปด้วยแสงสีระรานตา ไฟส่องสว่างไสวทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในย่านตลาดกลางคืนซึ่งเป็นที่นิยมของเหล่าวัยรุ่น

 

เหรินจวิ้นจำได้ว่าเคยไปเดินที่เมียงดงอยู่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น แถมมันก็นานตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมนู่น

 

เขาปล่อยกระเป๋าสะพายที่พาดอยู่บนไหล่ลงพื้นโดยไม่แยแส 2 มือจับราวสะพานแน่น แล้วปลดปล่อยความรู้สึกอัดอั้นที่กักเก็บอยู่ในใจออกมาเสียงดัง

 

“อ๊ากกก!!!!!!”

 

ร่างเล็กหอบตัวโยน เขาก้มหน้า หลับตา แล้วปล่อยให้ความเงียบได้ทำหน้าที่ของมัน

 

ทำไมเขาถึงต้องเกิดมาด้วย

 

ถ้าชีวิตมันจะเหี้ยขนาดนี้..ไม่ต้องเกิดมาดีกว่าไหม

 

“ให้กูเกิดมาทำไม” เขาพึมพำกับตัวเองโดยไม่หวังให้ใครได้ยินหรือมาเข้าใจ

 

เพียงแต่เหรินจวิ้นสงสัยเท่านั้น

 

เป็นความสงสัยที่เขาเฝ้าถามตัวเองมานานหลายปี แต่ไม่เคยได้รับคำตอบเลยสักครั้ง

 

ถามว่าเหรินจวิ้นเคยนึกน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองไหม

 

ทำไมคนอื่นที่เกิดมาถึงได้มีชีวิตดี ๆ มีความสุขได้อย่างง่ายดายปานนั้น

 

ในขณะที่เขาต้องตะเกียกตะกายแทบตาย..เพื่ออยู่รอดไปวัน ๆ

 

..บอกเลยว่ามาก

 

“ว่าแล้วว่าต้องเจอคุณที่นี่อีก”

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง เป็นเด็กหนุ่มคนเดิมกับที่เขาเจอเมื่ออาทิตย์ก่อน

 

“ไม่ได้ร้องไห้หรอกเหรอ?”

 

“ไร้สาระ” เหรินจวิ้นบอก “ไม่กลัวตกลงไปหรือไง”

 

คนที่เพิ่งปีนนั่งบนราวสะพานเสร็จหมาด ๆ เลิกคิ้ว ดึงก้านพลาสติกสีขาวออกจากปาก แล้วยิ้มกว้างให้เขาพร้อมกับยักไหล่

 

เด็กคนนี้..แปลกจริง ๆ

 

“วันนี้คงไม่ได้คิดที่จะโดดสะพานอีกหรอกใช่ไหม?”

 

เขาเกือบจะลืมไปแล้ว

 

เหรินจวิ้นทิ้งตัวนั่งบนพื้น สอดขาผ่านช่องว่างของราวสะพานแล้วตอบ

 

“คิด”

 

อีกฝ่ายเอียงคอด้วยความสงสัย

 

“..แต่ไม่เคยทำได้”

 

“ไม่กล้างั้นเหรอ?”

 

นา แจมิน ชื่อที่ปักอยู่บนเสื้อสูทบอกเขาอย่างนั้น วันนี้เด็กหนุ่มแต่งตัวเสียเต็มยศ ผมสีน้ำตาลถูกเซ็ทอย่างดี ถ้าไม่ผิด เหรินจวิ้นได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากอีกคนด้วย

 

“...” เขาไม่ตอบ นอกเสียจากทอดสายตาเหม่อมองไปไกล

 

ครั้งแรกที่ได้เจอแจมินเมื่ออาทิตย์ก่อน ในคืนเดียวกันนั้นเหรินจวิ้นได้มีโอกาสคิดทบทวนกับตัวเอง มากพอที่จะแปลกใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

 

แปลก..ที่เขายอมพูดคุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยได้พบเจอกันมาก่อนเลยสักครั้งในชีวิต

 

และแม่งโคตรจะแปลกที่เขากลับรู้สึกสบายใจขึ้นมานิดหน่อย ย้ำว่านิดหน่อย ที่ได้คุยกับแจมิน เหมือนได้ยกเอาเศษเสี้ยวของก้อนหนัก ๆ ในใจออกไป

 

มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกเหมือนกัน เพราะเป็นครั้งแรกที่เหรินจวิ้นรู้สึกเช่นนั้น

 

ไม่แน่..อาจจะเป็นเพราะตลอดเวลาที่ผ่าน เขาอยู่ตัวคนเดียวมาโดยตลอด

 

ดังนั้นการได้พูดคุยกับใครสักคน..จึงส่งผลต่อจิตใจของเขาไม่น้อย

 

แม้ว่าเรื่องที่เราคุยกันจะไม่ได้มีสาระ หรือช่วยแก้ไขปัญหาของเขาได้ก็ตาม

 

“คุณคิดว่า..ถ้าตายไปแล้วจะมีความสุขหรือเปล่า?” อีกฝ่ายถามหลังจากเงียบไปสักพัก เหรินจวิ้นเงยหน้ามองเจ้าหนูทำไม เป็นแจมินที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว เราจึงสบตากันโดยไม่ตั้งใจ

 

นัยน์ตาของเด็กหนุ่มเปล่งประกาย เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาของคนที่ยังไม่เคยผ่านโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย

 

เหรินจวิ้นเองก็จำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่ดวงตาของเขาทอเช่นเดียวกันนั้นคือเมื่อไหร่ เพราะทุกวันนี้เวลาเขาส่องกระจก..ก็พบเจอแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น

 

“ไม่มีใครรู้หรอก แต่อย่างน้อย..” เขาดึงสายตากลับมา “ก็คงจะดีกว่าตอนนี้”

 

“มันไม่เรียกว่าเห็นแก่ตัวเหรอ คุณตาย คุณสบาย แล้วคนที่รออยู่ข้างหลังล่ะ ไม่คิดว่าเขาจะทรมานกับการจากไปของคุณเหรอครับ”

 

เขาเผลอส่งเสียงในลำคอ มุมปากยกขึ้นด้วยความสมเพช

 

ทำไมเขาถึงจะไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นล่ะ

 

เขาเคยคิด..

 

แต่คนอื่นที่มองมา หรือคิดว่าคนที่ฆ่าตัวตายเห็นแก่ตัวจะไปรู้อะไรล่ะ คนพวกนั้นเคยมาประสบพบเจออย่างที่เขาเจอมาหรือเปล่า รู้ซึ้งถึงความยากลำบาก การดิ้นรนบ้างไหม

 

แล้วรู้หรือเปล่า ว่าจิตใจของเขาบอบช้ำจนแทบไม่เหลือซากขนาดไหน

 

คนพูดมันก็เอาแต่พูด แต่คนที่ต้องอยู่กับมัน..เหมือนตายทั้งเป็น

 

อีกอย่าง ตอนนี้เขาไม่มีภาระอะไรต้องแบก

 

ไม่มีคนข้างหลังให้คอยห่วงหา

 

มีเพียงแค่เขาคนเดียวเท่านั้น

 

เหรินจวิ้นพร้อมที่จะตาย..พร้อมที่จะเป็นอิสระ

 

แต่มีเพียงเดียวสิ่งที่เขายังขาด นั่นคือความกล้า

 

เขายังไม่กล้าพอ

 

“นายคิดว่าการฆ่าตัวตายเป็นเรื่องง่ายงั้นเหรอ?”

 

“...”

 

“คนที่ทำคือคนที่คิดมาอย่างดีแล้ว คน..ที่ไม่อาจทนต่อโลกอันเลวทรามใบนี้ได้ เห็นแก่ตัวเหรอ? สำหรับผม คนพวกนี้น่ายกย่องต่างหาก” เขากล่าว และเหรินจวิ้นคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดอะไรยาว ๆ แบบนี้ “ความกล้า มันไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ หรอกนะ”

 

“ผมไม่เข้าใจ”

 

เขาเลื่อนสายตามองแจมิน “ไม่มีใครเข้าใจ จนกว่าจะได้เจอกับตัวเองหรอก”

 

อีกคนยังดูสับสน เหมือนยังคิดไม่ตก

 

“คุณมีพี่น้องไหม?” แจมินเปลี่ยนเรื่อง อาจเป็นเพราะเขาหาเหตุผลหรือข้อโต้แย้งกับคำพูดของเหรินจวิ้นไม่ได้

 

คนที่นั่งห้อยขายักไหล่เป็นคำตอบ

 

“ผมก็เหมือนกัน ผมเป็นลูกคนเดียว ไม่เคยมีพี่น้อง จะว่าดีมันดีนะ เพราะนั่นหมายถึงว่าจะไม่มีใครมาแย่งความรักจากพ่อแม่ผมไป แต่บางครั้งผมก็แอบเหงา อยากมีเพื่อนให้เล่น อยากมีคนให้พูดคุย หรือมาเติมเต็มในส่วนที่ขาดหาย โดยเฉพาะถ้าคุณเกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่เอาแต่ทำงาน ไม่สนใจลูกตัวเอง จะเรียกว่าไงดีล่ะ..ขาดความอบอุ่นล่ะมั้งครับ”

 

เขารับฟังโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เหรินจวิ้นไม่มีสิทธิ์ไปวิพากษ์วิจารณ์ชีวิตคนอื่นมากนักหรอก

 

แต่อย่างน้อย..ชีวิตแจมินก็ไม่ได้แย่ขนาดเขาซะหน่อย

 

อย่างน้อย ๆ เด็กหนุ่มก็มีความสุขกับชีวิต

 

แม้ว่าพ่อแม่ของเขาจะทำงานโดยอาจลืมลูกของตัวเองไปบาง แต่เหรินจวิ้นเชื่อว่าคนทั้งคู่คงพยายามที่จะทำทุกอย่างให้แจมินไม่รู้สึกโดดเดี่ยวหรือถูกทอดทิ้ง เขาคงจะเจียดเวลาพักอันน้อยนิดเพื่อใช้กับแจมิน คอยอบรมสั่งสอนเขาเพื่อให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพ แต่ก็ปล่อยให้อีกคนได้มีชีวิตอย่างอิสระ ได้ค้นหาตัวเอง ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ แต่ต้องอยู่ในกรอบที่พวกเขากำหนด

 

เพราะไม่เช่นนั้น นา แจมินคงจะโตมาเป็นเด็กมีปัญหา มากกว่าเป็นหนุ่มน้อยมองโลกในแง่ดีแบบนี้

 

“..แต่ก็รักพวกเขามากใช่ไหม?” เหรินจวิ้นเอ่ยถาม

 

คนเด็กกว่าแทบจะไม่ต้องเสียเวลาคิด เขาพยักหน้ารัว ๆ พร้อมกับยิ้มกว้างเห็นฟัน ดวงตาเปล่งระกายระยิบระยับราวกับหมู่ดาวในค่ำคืนที่ไร้แสงของจันทรา

 

“ผมรัก..และภูมิใจในตัวพวกเขา”

 

“ถ้าเขาทำให้นายรู้สึกอย่างนั้นได้ มันก็พอแล้วหนิ..” เขากล่าว “น้อยใจได้ แต่ลองคิดให้ดีสิว่านายโชคดีกว่าคนอื่นขนาดไหน”

 

นี่เป็นครั้งแรกเลยมั้งที่เหรินจวิ้นพูดอะไรที่พอจะมีประโยชน์บ้าง

 

เพราะในความรู้สึกลึก ๆ แล้ว..เขาไม่อยากให้แจมินต้องมาพบเจออย่างที่เขาเจอ

 

ไม่อยากให้อีกคนต้องมารู้สึกอย่างที่เขารู้สึก

 

มันทรมาน..มันเจ็บปวด

 

นา แจมินกำลังมีชีวิตที่ดี และเขาควรมีความสุขไปกับมัน

 

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการที่พ่อแม่ทำงานหนักไปบ้างก็อยากให้อีกคนลองมองข้ามมันไป เพราะความจริงแล้วพวกเขาก็ทำเพื่ออยากให้ลูกของตัวเองสบายกันทั้งนั้น

 

อ่า นี่เหรินจวิ้นกำลังเป็นห่วงคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันแค่ 2 ครั้งงั้นเหรอ

 

“นั่นสินะครับ” แจมินพูดขึ้นเสียงแผ่วหลังจากที่เงียบไปชั่วอึดใจ เด็กหนุ่มเลื่อนสายตาที่เหม่อลอยมามองเขา แล้วเผยยิ้มบางเบา “มนุษย์เราเนี่ย..ไม่เคยพอใจในสิ่งที่มีจริง ๆ นั่นแหละ”

 

จริงอย่างที่แจมินว่า..ไม่เคยมีใครพอใจในชีวิตของตัวเอง

 

แม้แต่คนที่มีชีวิตดี ๆ ก็ยังอยากได้สิ่งที่ดีกว่า พยายามตะเกียกตะกายเฟ้นหาหนทางเพื่อก้าวไปสู่จุดสูงสุดของยอดเขา

 

..แต่จุดนั้น

 

มันจะมีจริง ๆ น่ะเหรอ

 

“แปลกนะครับ” คนที่นั่งอยู่สูงกว่าเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เหรินจวิ้นแหงนมองหน้าเขาด้วยความสงสัย “ความคิดคุณมันไม่ได้เลวร้ายเลย”

 

เขาเลิกคิ้ว

 

“..สำหรับคนที่อยากกระโดดสะพานลงไป”

 

แล้วหลุดส่งเสียงในลำคอเมื่อได้ฟังคำพูดของแจมิน

 

“คุณก็ดูเป็นคนมองโลกในแง่ดี”

 

“มนุษย์เป็นสิ่งย้อนแยง” เขาตอบอีกคนสั้น ๆ

 

แล้วก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคำพูดของเขามันน่าตลกตรงไหน แจมินถึงได้หัวเราะซะเสียงดังกังวานไปทั้งเวิ้งว้างความเงียบ ที่ในเวลานี้เมืองหลวงของเกาหลีเริ่มหลับใหล แสงไฟที่เคยส่องสว่างเริ่มดับลงทีละดวงสองดวง จนมหานครที่มีชีวิตชีวากลายเป็นทุ่งร้างสีดำ

 

ราตรีมาเยือนอย่างสมบูรณ์แบบ

 

“ไม่กลับบ้านหรือไง”

 

“กลับสิครับ” คนเด็กกว่ากระโดดจากราวสะพานมายืนอยู่บนพื้น

 

สายลมพัดผ่านมาหนึ่งระลอก ขยับปลายผมของแจมินให้ปลิวไสว เขายื่นมือมาตรงหน้าเหรินจวิ้น

 

“คุณก็ต้องกลับด้วย”

 

เขาหัวเราะหึกับการกระทำของอีกฝ่าย ปัดมือของเด็กหนุ่มออกให้พ้นทางแล้วยืนขึ้นเต็มความสูง คนอย่างเหรินจวิ้นไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง โดยเฉพาะคนแปลกหน้าแบบแจมิน เขาหยิบกระเป๋าสะพายที่โยนทิ้งไว้ตอนมาถึงขึ้นพาดบ่า แล้วหันหลังเดินจากมา

 

“เดี๋ยว..” มือหนึ่งคว้าหมับเข้าที่หัวไหล่ ไม่ต้องเดาว่าเลยว่าเป็นใคร เหรินจวิ้นเอี้ยวคอกลับไปมองก่อนเลื่อนสายตาไปยังมือหนาของเด็กหนุ่ม “คุณชื่ออะไร ผมนา แจมิน”

 

ชื่อนั้น..เขารู้อยู่แล้วนี่

 

“นายไม่จำเป็นต้องรู้หรอก” เขาบอกน้ำเสียงราบเรียบ จะว่าใจร้ายก็ได้ ก่อนจะปัดมือของอีกฝ่ายออก แล้วเดินจากมาโดยไม่หันหลังกลับไปมอง

 

เราไม่จำเป็นต้องทำความรู้จัก ไม่ต้องสร้างความผูกพันใด ๆ เป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญได้พบกัน ได้พูดคุยกันในระยะเวลาสั้น ๆ

 

สำหรับเหรินจวิ้น..แค่นั้นก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว

 

 

. . . D  E  A  T  H . . .

 

 

หลังจากนั้นเหรินจวิ้นก็มีโอกาสพบเด็กหนุ่มถึงอีก 2 ครั้ง ในรอบระยะเวลา 6 เดือน น่าแปลกไม่น้อยที่เวลาเขารู้สึกสิ้นหวัง อยากจะปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระ ทุกครั้งที่เขาไปที่สะพานแห่งนั้น เป็นทุกครั้งที่นา แจมินจะยืนอยู่ตรงนั้น ข้าง ๆ เขา ถามไถเขาด้วยเรื่องเดิม ๆ ที่อีกฝ่ายเองก็รู้คำตอบดีอยู่แล้ว เราไม่เคยคุยอะไรไปไกลกว่าการที่คนเด็กกว่าถามเขาถึงเรื่องความสุข ความตาย หรือการใช้ชีวิต

 

 

คุณลองมองไปรอบ ๆ ตัวสิ ความสุขน่ะ..มันหาไม่ยากหรอกนะ

 

สำหรับอีกคน มันเป็นเช่นนั้น

 

          สำหรับแจมิน..แค่ได้มีชีวิตอยู่ก็ถือว่าเป็นสุขแล้ว

 

          แต่สำหรับเหรินจวิ้นกลับตรงกันข้าม

 

          การมีชีวิตอยู่..ถือเป็นบทลงโทษร้ายแรงที่พระเจ้าประทานมาให้เขา

 

          คุณเคยคิดไหมว่าบางที่คุณอาจไม่ได้อยากตายจริง ๆ

 

          ครั้งล่าสุดที่เจอกันแจมินถามคำถามนั้นกับเขา เด็กหนุ่มจ้องหน้าเหรินจวิ้นด้วยนัยน์ตากลมที่เต็มไปด้วยความจริงจัง สีดำที่มองเขาในวันนั้นส่งผลต่อระบบความคิดของเขาอยู่ไม่น้อย

 

          เป็นครั้งแรก..ที่เหรินจวิ้นตั้งคำถามกับตัวเอง

 

          เรา..อยากตายจริง ๆ หรือเปล่า

 

          เพราะถ้าคุณอยาก คุณคงลงมือทำไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนนี้หรอก

 

          ไม่ เขาอยากตายจริง ๆ

 

          เพียงแต่เหรินจวิ้นยังอ่อนแอ ยังไม่มีความกล้าพอที่จะลงมือ

 

          เขาไม่ได้ตอบคำถามของแจมินในตอนนั้น และเหมือนคนเด็กกว่าเองก็ไม่อยากได้คำตอบจากเขาซักเท่าไหร่ เหมือนว่าแจมินถาม..เพื่อให้เขาได้คิดทบทวนกับตัวเองเท่านั้น

 

          วันนี้เป็นครั้งที่ 5 ที่เหรินจวิ้นเห็นแจมินบนสะพาน เขานั่งห้อยขา สองมือเกาะราวเหล็กเส้นเล็ก ทอดสายตามองไปยังที่ใดที่หนึ่ง สายลมแผ่วเบาพัดปลายผมของอีกฝ่ายปลิวไสว ได้มองแจมินจากทางด้านข้างอย่างนี้ เขาก็พบว่าเด็กหนุ่มมีใบหน้าที่โดดเด่นและหล่อเหลาเอาการอยู่ทีเดียว จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากหนาสีชมพูระเรื่อ และสันกรามที่เห็นเด่นชัด ยิ่งตอกย้ำถึงรากเหง้าที่ดีของอีกคน

 

          พระเจ้าลำเอียงเกินไปแล้ว

 

          แต่วันนี้..แจมินมีท่าทีแปลกไปกว่าทุกวัน

         

          เขายิ้มทันทีที่เจอหน้าเหรินจวิ้น แต่ภายใต้รอยยิ้มนั้นเขารู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยเรื่องราวและความหนักใจบางอย่าง และยิ่งแน่ใจขึ้นไปอีกในตอนที่เหรินจวิ้นสบตากับอีกฝ่าย

 

          ประกายแห่งความสุข..ไม่มีปรากฏอยู่บนดวงตาคู่นั้น

 

          เขาทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร ปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน

 

          “ที่ผ่านมา..ผมใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมาโดยตลอด” แจมินพูดขึ้นมาในที่สุด น้ำเสียงนั้นแผ่วเบา “ปลอดภัยอยู่ในกรอบที่พ่อแม่สร้างขึ้นมา”

 

          มีเรื่องบางอย่างขึ้นกับเขา

 

          เหรินจวิ้นนั่งเงียบ ไม่หือไม่อือ เขารู้ว่าแจมินไม่ได้ต้องการที่ปรึกษา สิ่งเดียวที่คนเด็กกว่าต้องการคือใครสักคน..ที่จะรับฟังเขา

 

          “โลกนี้..มีอะไรอีกหลายอย่างที่ผมต้องเรียนรู้ มัน..ไม่ง่ายเลยจริง ๆ”

 

          “ถ้าโลกนี้มันง่าย..” เหรินจวิ้นอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมา กะว่าจะนั่งเงียบ ๆ อยู่แล้วเชียว “คนทั้งโลกก็คงมีความสุขกันไปหมดแล้ว ในหน้าหนังสือพิมพ์คงจะไม่มีข่าวคนฆ่าตัวตายอย่างทุกวันนี้หรอก”

 

          “นั่นสินะ” อีกคนตอบรับเสียงแผ่ว

 

          พวกเราเงียบ ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในภวังค์ของตัวเอง

 

          “นายรู้ไหม? ความหมายของคำว่าชีวิต”

 

          แจมินหันมาเลิกคิ้วใส่เขา

 

          “ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พยายามค้นหาคำตอบอยู่นานก็หาไม่เจอสักที..” เหรินจวิ้นกล่าวต่อ “ว่าคนเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร”

 

          คนเราเกิดมาทำไมกันนะ

 

          เกิดมา..มีชีวิตอยู่อย่างทรมาน..และตายไป

 

          “แต่บางที..นายอาจจะหาเจอก็ได้”

 

          ไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาแล้วมีชีวิตแบบเขา

 

          เขาไม่อาจเอาตัวเองตั้งตนเป็นศูนย์กลางแล้วตัดสินทุกอย่างหรือทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้

 

          “มันยังไม่สิ้นหวังขนาดนั้นหรอก”

 

          เป็นครั้งแรกของวันนี้ที่เหรินจวิ้นเห็นรอยยิ้มของเด็กหนุ่ม ดวงตาแสนเศร้าหมองเมื่อครู่เริ่มเจือจางไปด้วยประกายของอะไรบางอย่าง

 

          “คุณนี่แปลกจริง ๆ”

 

          “ก็บอกแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งย้อนแย้ง”

 

          ย้อนแย้งจริง ๆ โดยเฉพาะมนุษย์ที่ชื่อเหรินจวิ้นคนนี้

 

          หลังจากนั้นก็ไร้ซึ่งบทสนทนาระหว่างเรา มีเพียงความเงียบงันของยามค่ำคืนที่ไหลผ่านเราไปช้า ๆ ปล่อยให้ทั้งเหรินจวิ้นและแจมินได้มีโอกาสไตร่ตรองและทบทวนกับตัวเอง

 

          ชีวิตของเขา..ชีวิตที่ไร้ค่า

 

          การมีอยู่อย่างเลือนลอย ปล่อยเวลาให้ผ่านไปแต่ละวันอย่างไร้จุดหมาย

 

          เหรินจวิ้นยังคงมีความคิดเช่นเดิม

 

          เขาอยากเป็นอิสระ

 

          และวันหนึ่ง..เหรินจวิ้นเชื่อว่าเขาจะทำได้

 

          “ขอบคุณนะครับ” เสียงจากคนข้าง ๆ ดังขึ้นหลังจากเรานั่งเงียบมานานหลายชั่วโมง แจมินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นัยน์ตาสดใสดั่งดวงอาทิตย์ยามเช้าในวันที่ไร้เมฆหมอก

 

          “วันหนึ่งผมจะกลับมาตอบคำถามของคุณ”

 

          เหรินจวิ้นลุกขึ้นยืนบ้าง “ไม่ต้องตอบผมหรอก นายตอบแค่กับตัวนายเองก็พอ”

 

          “ผมจะหามันให้เจอ”

 

          “ขอให้โชคดี”

 

          เขากล่าว ก่อนจะเดินจากมา

 

          หวังว่าอีกฝ่าย จะโตขึ้นและมีความสุขกับอะไรก็ตามที่รออยู่เบื้องหน้า

 

          อย่าให้หัวใจอันบริสุทธิ์ของเด็กหนุ่มต้องแปดเปื้อนหรือด่างพร้อยเช่นเขา

 

          เพราะไม่เช่นนั้น..แจมินคงต้องจมอยู่กับความรู้สึกอยากตายไปตลอดชีวิต

 

 

. . . D  E  A  T  H . . .

 

 

          1 ปี

 

          คือระยะเวลาที่เหรินจวิ้นได้รู้จักกับแจมิน เด็กหนุ่มแปลกหน้าที่เข้ามาคุยกับเขาด้วยประโยคน่าขนลุกในวันนั้น—ครั้งแรกที่เราเจอกัน

 

          ยอมรับว่าการได้รู้จักและได้พูดคุยกับอีกฝ่ายทำให้ชีวิตของเหรินจวิ้นมีการเปลี่ยนแปลง ในที่นี้หมายถึงเขารู้สึกว่าหัวใจอันหนักอึ้งของตัวเองได้รับการปลอบโยนอย่างน่าประหลาด ตะกอนร้าย ๆ ที่นอนจมอยู่ที่ก้นบึ้งเสมือนว่าได้รับการปัดเป่าให้หายไป แต่ก็เพียงบางส่วนเท่านั้น

 

          ความรู้สึกแย่ ๆ ยังคงถาโถมเข้าหาเขาไม่หยุดหย่อน ราวกับมีใครสาดกระสุนจากปืนกลใส่เขาไม่ยั้งมือ เจ็บปวดทรมานจนเจียนตาย แต่ไม่เคยให้โอกาสเขาได้ตายจริง ๆ สักครั้ง

 

          6 เดือนก่อน คือครั้งสุดท้ายที่เหรินจวิ้นได้เจอแจมิน ก่อนที่อีกคนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

          ที่สะพานแห่งนั้นไม่มีเด็กหนุ่มยืนอยู่เหมือนที่ผ่านมา

 

          ไม่มีการปลอบโยนเขาจากเรื่องราวร้าย ๆ อีกต่อไป

 

          หัวใจของเหรินจวิ้นเริ่มหนักอึ้งอีกครั้ง ตะกอนเหล่านั้นเริ่มฟุ้งเต็มดวงใจ

 

          เขาอยากตาย..ไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว

 

          แต่ก็อย่างที่บอก เขาอ่อนแอและไม่กล้ามากพอ

 

          เหรินจวิ้นจึงทำได้แค่เพียงนั่งอยู่บนราวสะพาน หลายครั้งที่อยากหลับหูหลับตาและปล่อยมือ แต่สุดท้ายเขาก็แค่หย่อนตัวยืนบนพื้นปูน แล้วเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เหี่ยวเฉาราวกับดอกไม้ขาดน้ำและกลีบเริ่มร่วงโรยราทุกวัน

 

          ทรมาน

 

          อยากเป็นอิสระจากความรู้สึกเหล่านั้นเต็มที

 

          กล้า ๆ หน่อยได้ไหมเหรินจวิ้น แค่อึดใจเดียวเท่านั้น

 

          ชีวิตนี้..ทำเพื่อตัวเราเองสักครั้งได้ไหม

 

          นั่นสิ

 

          ทำเพื่อตัวเอง

 

          แค่ครั้งเดียว

 

          แล้วเรื่องราวแย่ ๆ ที่ผ่านมาก็จะจบลง

 

          ไม่มีอีกแล้วความทรมาน

 

          “คุณ” เสียงทุ้มของใครบางคนดังขึ้น เรียกเขาที่กำลังจะปล่อยมือจากราวสะพานให้หันไปมอง

 

          “แจมิน” เหรินจวิ้นเผลอหลุดปากเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างไม่ได้ตั้งใจ นัยน์ตาของเด็กหนุ่มขยายกว้างขึ้น แต่ก็เพียงเสี้ยววิเท่านั้น ก่อนร่างของคนที่ไม่เจอกันมา 6 เดือนกว่า ๆ จะโผเข้าหาเขา แล้วทำสิ่งที่เหรินจวิ้นไม่คาดฝันมาก่อนเลยในชีวิต

 

          เรียวแขนทั้ง 2 สองของแจมินตวัดโอบรอบเอวเขาโดยไม่ทันตั้งตัว แล้วเอาหน้าซุกหลังเขาแน่น เหรินจวิ้นเกือบจะพลัดตกลงไปข้างล่างหากไม่ได้จับราวสะพานเอาไว้เพราะแรงกระแทกจากอีกคน เขานั่งนิ่งตัวตรง ทำตัวไม่ถูกกับการกระทำอันอุกอาจนั่น

 

          นานมากแล้วจนเหรินจวิ้นเองก็จำไม่ได้

 

          การถูกกอดจากใครสักคน

 

          หากเป็นเวลาอื่นเขาคงจะโวยวายกับการสัมผัสเนื้อต้องตัวแบบนี้ไปแล้ว เขาคงจะสะบัดอีกฝ่ายออกอย่างแรง เผลอ ๆ จะลงไม้ลงมือแจมินโทษฐานที่กอดเขาโดยไม่ได้รับอนุญาต เขาคงจะทำแบบนั้นไปแล้วจริง ๆ

 

          ถ้าหากว่าเด็กหนุ่มไม่ได้กำลังร้องไห้อย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้

 

          ร่างที่สูงถึงกลางหลังของเขาสั่นระริกไปทั้งร่าง ไร้เสียงสะอื้น นอกเสียจากความเปียกแฉะที่เปรอะอยู่ที่เสื้อของเขา

 

          ไม่มีคำพูดจาใด ๆ

 

          เหรินจวิ้นปล่อยให้อีกฝ่ายได้ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองอย่างเต็มที่

 

          เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ..ที่เขาได้เห็นแจมินร้องไห้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งเดียวที่เขาสัมผัสได้จากอีกคน คือรังสีความสุขที่แผ่กระจายออกมารอบตัว ไม่มีเรื่องให้ทุกข์ใจ ไม่มีเรื่องใดให้ต้องกังวล ใช้ชีวิตไปอย่างสุดเหวี่ยง มองทุกอย่างเป็นสีชมพู

 

          แต่วันนี้..กลับแตกต่างออกไป

 

          เกิดเรื่องอะไรกับแจมินกัน

 

          นานนับหลายนาทีกว่าแจมินจะผละอ้อมกอดจากเหรินจวิ้น เด็กขี้แยกล่าวขอโทษเขาเบา ๆ ต่อการกระทำของตัวเอง แล้วปีนขึ้นมานั่งข้าง ๆ ทอดดวงตาแดงช้ำไปยังเบื้องหน้า ที่ซึ่งแสงสีของเมืองส่องสว่างไสวราวกับท้องทะเลในยามค่ำคืน ส่วนเขาเองก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร ทั้งไม่ได้ถามถึงสาเหตุที่ทำให้แจมินเป็นเช่นนี้ เพราะเหรินจวิ้นรู้ดีว่าเราทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะถามเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายได้ขนาดนั้น เขาไม่ใช่เพื่อน ครอบครัว หรือคนสนิทของแจมิน เราเป็นแค่เพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาพบเจอกันเท่านั้น

 

          อีกอย่าง..ถ้าแจมินอยากเล่า เดี๋ยวเขาก็คงเล่าเอง

          

          แต่จะว่าไปหากสังเกตดี ๆ รู้สึกเหมือนอีกคนจะผอมลงจากตอนที่เราเจอกันครั้งล่าสุดไปมากโข ร่างกายสมส่วนบัดนี้เหลือเพียงเนื้อหนังแหบจะแห้งติดกระดูก ใบหน้าของเขาซีดเดียวไร้สีของเลือดฝาก ดวงตาลึก ใต้ตาดำช้ำ ริมฝีปากแห้งแตก ไม่มีเคล้าของเด็กหนุ่มผู้ดีที่มองโลกในแง่บวกอีกต่อไป


          เหรินจวิ้นไม่รู้ว่าแจมินผ่านอะไรมาบ้าง..แต่สิ่งนั้นมันคงจะหนักหนาสาหัสพอสมควร        


          “ผมขอโทษนะครับ” คนข้าง ๆ พูดขึ้น เหรินจวิ้นหันไปมองเขาเล็กน้อย “ที่ผมเคยบอกว่าจะหาคำตอบมาให้คุณ”

 

          “เรื่อง?”

 

          “ความหมายของชีวิต”

 

          เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะร้องอ้อในใจเมื่อนึกออก เรื่องนั้นมันก็นานมากจนเหรินจวิ้นลืมไปแล้ว

 

 

          นายรู้ไหม? ความหมายของคำว่าชีวิต

 

          วันหนึ่งผมจะกลับมาตอบคำถามของคุณ

 

         

          “ขอโทษผมทำไม” เหรินจวิ้นถาม ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกคนถึงต้องขอโทษเขา

 

          “เพราะผม..” เด็กหนุ่มเหม่อลอยไปไกล น้ำเสียงของเขาราวกับคนละเมอ มันทั้งแผ่วเบาและไร้ซึ่งน้ำหนัก “ค้นหาคำตอบของมันไม่ได้”

 

          ในเวลานั้นที่แจมินหันหน้ามามองเขา

 

          ดวงตาคู่นั้น..ช่างว่างเปล่า

 

          เหมือนเห็นภาพสะท้อนของตัวเองไม่มีผิด

 

          “ผมไม่รู้..ว่าเราเกิดมาทำไม”

 

          เหรินจวิ้นเม้มริมฝีปากแน่น

 

          “ผมไม่รู้ว่าพระเจ้าต้องการอะไร”

 

          เผลอเอื้อมมือไปจับมือของแจมิน มือคู่นั้นสั่นเทาเบา ๆ

 

          “ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น มัน..มันว่างเปล่า”

 

          บีบปลอบอีกฝ่าย หวังให้กำลังใจ

 

          เหรินจวิ้น..เข้าใจแจมิน

 

          เข้าใจดีที่สุดเลยล่ะ

 

          “ผมว่า..ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณแล้วครับ”

 

          “ความรู้สึก?” เสียงของเขาแทบจะกลืนหายไปในลำคอ

 

          “ความรู้สึกของคน..ที่อยากตาย” แต่เสียงของแจมินเบายิ่งกว่า มันเหมือนกับว่าเขากำลังพูดกับตัวเอง “ความทรมาน..มันเป็นแบบนี้นี่เอง”

 

          นา แจมิน

 

          “ชีวิตผม..มันไม่เหลืออะไรแล้ว”

 

          เขาหันมายิ้มให้เหรินจวิ้น แต่เป็นรอยยิ้มที่เขารู้สึกว่าเป็นเพียงกลไกของร่างกายที่สมองสั่งให้ยกริมฝีปากทั้ง 2 ขึ้นเท่านั้น นัยน์ตาของเด็กหนุ่มว่างเปล่าจนน่าใจหาย อย่าว่าแต่ร่องรอยของความสุขเลย ร่องรอยของการมีชีวิตยังแทบไม่มี เหลือเพียงกายหยาบที่ยังคงร่อนเร่อยู่ในโลกอันน่าโสโครกแห่งนี้ ในขณะที่จิตวิญญาณได้หลุดลอยหนีไปไกลจนตามกลับมาไม่ได้

 

          เป็นเพียงร่างที่มีลมหายใจเท่านั้น

 

          แจมินยกมืออีกข้างมากุมมือเขา ไม่มีความอบอุ่นนอกจากความหนาวเหน็บของอุณหภูมิภายนอกที่เกือบติดลบ “ผม..อยากจะโดดลงไปข้างล่างนั่นเหลือเกิน เข้าใจแล้วครับ ความกล้าที่คุณบอก มันไม่ได้สร้างขึ้นมาง่าย ๆ จริง ๆ”

 

          “ทำแบบนี้ไม่กลัวพ่อแม่เสียใจหรือไง?” เหรินจวิ้นย้อนถามสิ่งที่อีกฝ่ายเคยถามเขาเมื่อครั้งก่อน

 

          เมื่อเอ่ยถึงพ่อแม่ เขาก็พบความสั่นไหวในดวงตาสีดำคู่นั้น

 

          “พ่อแม่ หนีผมไปนานแล้ว..” แจมินตอบ น้ำเสียงราบเรียบ “หนีจากโลกนี้ไปไกลแสนไกล”

 

          เหรินจวิ้นเข้าใจความหมายที่เด็กหนุ่มต้องการจะสื่ออย่างท่องแท้ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถามอะไรให้มากความ เขาพอจะเข้าใจเรื่องราวบางส่วนที่เกิดขึ้นกับแจมินแล้ว ความรู้สึกของการต้องสูญเสียคนที่รักมากไปพร้อมกันถึง 2 คน..

 

          มันคงจะเจ็บปวดมากเลยสินะ

 

          เจ็บปวดจนเจียนตาย..แต่ตายไม่ได้สักที

 

          ความเจ็บปวดในระดับนั้นไม่มีใครทนได้หรอก แม้แต่คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็ต้องยอมพ่าย

 

          “คุณ..กำลังจะโดดลงไปใช่ไหม?” อีกฝ่ายถาม

 

          เหรินจวิ้นพยักหน้า

 

          เป็นอีกครั้งที่นา แจมินยับยั้งเขาไว้จากความตาย

 

          แต่เหรินจวิ้นรู้สึกได้..เขากำลังจะได้โผบิน

 

          กำลังจะได้เป็นอิสระจากทุกสิ่งในไม่ช้า

 

          ตั้งแต่เขาได้เห็นดวงตาคู่นั้น เขาก็รับรู้ได้ถึงความต้องการของแจมิน

 

          เขาเห็น..ความมุ่งมั่น

 

          เด็กหนุ่มตัดสินใจมาอย่างดีแล้ว

 

          “ผมคนเดียวคงทำไม่ได้ คุณคนเดียวก็คงทำไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรา 2 คนละก็ ผมเชื่อว่าจะทำได้อย่างแน่นอน” แจมินบอก เด็กหนุ่มบีบมือเขาแน่น ราวกับกำลังบอกเหรินจวิ้นว่าให้เชื่อใจเขา

 

          คนอายุมากกว่าเค่นยิ้ม พลางแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในคืนนี้ที่ดูเหมือนว่าจะสวยงามกว่าทุกวันที่ผ่านมา

 

          “เรียกผมว่าเหรินจวิ้น” เขาดึงสายตากลับมาแล้วหันไปมองอีกฝ่าย


          ชั่วทั้งชีวิตของเขา สิ่งเดียวที่เหรินจวิ้นต้องการมาตลอดคือความกล้า


          และวันนี้..นา แจมินคือสิ่งนั้น


          “เหรินจวิ้น”

 

          “แจมิน”

 

          เราเรียกชื่อกันและกัน

 

          “ไปกันครับเหรินจวิ้น” แจมินบอกพร้อมกับปล่อยมือจากราวสะพาน ดวงตาว่างเปล่าทอดมองใบหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย

 

          เหรินจวิ้นพยักหน้า เผยรอยยิ้มจริง ๆ เป็นครั้งแรกให้อีกฝ่าย
         

          ไม่มีอีกแล้วความกลัว

 

          “เราจะเป็นอิสระ”

 

          เหรินจวิ้นจะเป็นอิสระ

 

          ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความทรมานอีกต่อไป

 

          เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาทำเพื่อตัวเอง

 

          ร่างของเรา 2 คนดิ่งลงจากความสูงประมาณ 20 เมตรลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงดังตูมเมื่อร่างกายปะทะเข้ากับผิวน้ำ ความหนาวเย็นวาบผ่านไปทั้งร่าง มือของเราจับกันแน่น เพียงชั่วอึดใจเท่านั้น เราต่างตะเกียกตะกายยามเมื่อลมหายใจใกล้หมดเต็มที ยอมรับว่าทรมาน..แต่ไม่มากไปกว่าที่ผ่านมา

 

          แค่นี้..เหรินจวิ้นยังรับไหว

 

          เราค่อย ๆ หยุดดิ้น ดวงตาเริ่มพล่าเลือน การรับรู้ค่อย ๆ ดับลง

 

          เหรินจวิ้นกำลังโผบิน มีท้องฟ้าอันกว้างใหญ่กำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า

 

          เขา..เหรินจวิ้น

 

          เป็นอิสระแล้วจากทุกสิ่ง

 

          ลาก่อนโลกเฮงซวยใบนี้

 

          ..ลาก่อน

         

 

. . . D  E  A  T  H . . .

 


 

________________________________________________________________

 


คำถามที่เหรินจวิ้นถามกับตัวเอง..เกือบทุกคนน่าจะเคยมีแวบเข้ามาในหัวบ้าง

แต่ท้ายที่สุดแล้วแต่ละคนก็จะค้นเจอคำตอบที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับบาง..คำถามนั้นไม่เคยมีคำตอบ

และก็ได้แต่เฝ้าถามตัวเองในแต่ละวันด้วยคำถามเดิม ๆ ที่ว่า 'เรา..เกิดมาทำไม?'


ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน

สามารถติชมกันได้ตามสบายเลยน้า เราจะได้ปรับปรุงแก้ไขงานของเราให้ดีขึ้น


และแน่นอนว่าจะมีพาร์ทของแจมินด้วย แต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะมาลงเมื่อไหร่ 5555555

หวังว่าเรื่องนี้จะถูกใจนักอ่านกันนะคะ

แล้วเจอกันเรื่องหน้า


ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ VRBOOM จากทั้งหมด 1 บทความ

  • เรื่อง

    หมวด

    ตอน

    คนเข้าชม

    โพสท์

    คะแนน

    อัปเดต

  • แฟนฟิคเกาหลี

    เรื่องสั้น

    30/70

    1

    0%

    16 ก.ย. 62

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

1 ความคิดเห็น

  1. #1 only we believe
    วันที่ 21 กันยายน 2562 / 17:49

    ชอบจังเลยเพราะเคยหาคำตอบนี้เหมือนกัน แต่ไม่รู้สิ ตอนนี้อาจจะยังไม่เจอความชัดเจนของคำตอบมากพอ5555 ขอบคุณนะคะ T___________T ชอบที่คนสองคนไม่รู้จักเบื้องหลังกันและกัน มีความคิดคนละมุม มานั่งเงียบๆที่ที่สบายใจ อยากบอกว่า อย่าเจ็บปวดกันอีกเลยนะ

    #1
    1
    • 21 กันยายน 2562 / 21:24
      วันหนึ่งเราจะต้องเจอมันอย่างแน่นอนค่ะ เพียงแต่ว่าวันนั้นมันจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

      ขอบคุณนะคะที่ชอบเรื่องนี้😆
      #1-1