[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,857 Views

  • 101 Comments

  • 325 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,137

    Overall
    6,857

ตอนที่ 6 : พันธนาการครั้งที่ 2-3 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 734
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    24 ม.ค. 62









eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 2


 


                ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนจบลงไปแล้ว แม้จะเป็นเพียงเวลาสั้นๆ แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนร่างกายได้ชาร์ตพลังกลับมาเต็มที่ ความเหนื่อยอ่อนจากปัญหามากมายในชีวิตคล้ายถูกบรรเทาลงด้วยบ้านหลังเล็กอันแสนอบอุ่นหลังนี้


                “ผมกลับก่อนนะครับ” ผมยกมือไหว้ผู้อาวุโสทั้งสองแล้วหิ้วของกินไว้เต็มอ้อมแขน “ไว้ว่างๆ จะกลับมาอีก”


                “คราวหน้าอยู่นานกว่านี้ไม่ได้เหรอลูก ป้ายังไม่หายคิดถึงเลย”


                “ผมทำงานไม่ค่อยเป็นเวลาแต่ถ้ามีโอกาสก็จะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ ครับ”


                “คราวหน้าเอ็งก็พาเมียมาด้วยนะ ข้าอยากอุ้มหลานจนเต็มแก่แล้ว” ผมยิ้มค้างพลันเหล่มองบังชานโดยไม่รู้ตัว ลุงขมวดคิ้วชั่วครู่ก่อนเบนสายตามองตาม “อะแฮ่ม!


                ท่านกระแอมไอจนผมรีบดึงสายตากลับมาทันควัน เราสองคนสบตากันนิ่งจนผมเหงื่อออกท่วมแผ่นหลัง ลุงไม่พูดอะไรหากแต่พ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่


                “ลุง...”


                “ข้าเลี้ยงเอ็งมา ทำไมจะไม่รู้” ลุงโบกมือปรกๆ “ไว้ข้าจะไปหาเก็บเด็กมาเลี้ยงอีกคน”


                “โธ่ลุงก็” ผมพองแก้ม “ผมไม่คุยด้วยแล้ว”


                “หึ! เดินทางปลอดภัยนะไอ้แสบ” ผมพยักหน้ารับและหันกลับไปไหว้ลุงกับป้าอีกครั้ง “ผมไปก่อนนะครับ”


                “อืม โชคดีนะลูก” ป้ายิ้มแปลกๆ แถมยังเผื่อแผ่ไปทางบังชานอีกด้วย “ดูแลกันดีๆ นะลูก มีปัญหาอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน อย่าวู่วาม”


                What the heck! ป้าพูดอะไรออกมาเนี่ย ผมยิ่งเข้าหน้ากับหมอนี่ไม่ค่อยได้อยู่


                “ครับ” ผมยังคงอึ้งค้างเหมือนเดิม กลับกลายเป็นบังชานที่ขานรับแล้วเดินเข้ามาสะกิดแขนให้รู้สึกตัว ผมกะพริบตาปริบมองลุงทีมองป้าทีคล้ายคนสติเลอะเลือน “ไปกันได้แล้วแบม”


                “อะ อือ” ระหว่างโดนลากกลับไปที่รถผมก็โบกมือหยอยๆ ให้ลุงกับป้าเป็นการล่ำลาอีกครั้ง ภาพของป้าและลุงเริ่มเคลื่อนห่างเรื่อยๆ จนลับสายตาไป


 

                เราใช้เวลาเกือบห้าชั่วโมงเพื่อกลับมายังกรุงเทพ และทันทีที่กลับมาถึงห้องผมก็ปล่อยเด็กๆ ให้ออกวิ่งเล่นคลายเครียด ส่วนตัวเองก็ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราอยู่บนโซฟาเบด บังชานตามเข้ามานั่งแต่ยังไม่พูดอะไรออกมา เราทั้งสองต่างพากันเงียบเพื่อรอให้ใครสักคนเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน ความเงียบเกิดขึ้นต่อเนื่องจนผมต้องบังคับตัวเองให้พูดอะไรออกมาสักอย่าง


                “เอ่อ/แบม” ผมชะงักพร้อมกับเขา เราสองคนสบตากันก่อนที่บังชานจะยกมือขึ้นเพื่อให้ผมพูดก่อน


                “นายอย่าคิดมากเรื่องคำพูดของป้าเลยนะ ท่านคงพูดหยอกเล่นเท่านั้น”


                “...” บังชานไม่ได้ตอบโต้อะไรและตอนนี้ผมก็เดาอารมณ์เขาไม่ถูก


                “หรือนายกำลังโกรธ”


                “เปล่า” เขาตอบเสียงเรียบเรื่อย “ฉันแค่...เหนื่อยน่ะ”


                “งั้นเหรอ นายจะกลับไปพักก่อนไหม” ผมขยับตัวด้วยความอึดอัด “ขับรถไหวหรือเปล่า”


                “ถ้าบอกว่าไหวนายก็จะไล่ฉันกลับใช่ไหม” ผมอึกอักเสียงอยู่ในลำคอ พลันเมื่อดวงตาเรียวคมตวัดจ้องมาก็ต้องรีบหลุบตาหนี


                “รู้สึกช่วงนี้นายหลบตาฉันบ่อยนะ” เขาถามพร้อมใช้ปลายนิ้วชี้เชยคางผมขึ้น “กลัวอะไรอยู่”


                “เปล่าๆ ฉันไม่ได้กลัว” ถึงปากจะกล่าวปฏิเสธ แต่เชื่อไหมว่าผมไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขาสักวินาที ขณะเดียวกันบังชานก็กำลังกวาดสายตามองสำรวจใบหน้าของผมอย่าเงียบงันก่อนจะนิ่งไปพักหนึ่ง ผมรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองเห่อร้อนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเราสองคนอยู่ใกล้กันในระยะประชิด แต่ก่อนที่ผมจะคิดเตลิดไปไกล บังชานก็ดันปลายคางผมออกพร้อมทั้งย่นคิ้วใส่


                เขาไม่อธิบายหรือพูดอะไรอีก แถมยังลุกหนีไปเล่นกับเจ้าแมวเอาเสียดื้อๆ ทิ้งให้ผมนั่งเอ๋ออยู่คนเดียว ...อะไรของหมอนี่ 


 

หลายวันต่อมา


                หลังจากกลับมาจากหัวหินผมก็เอาแต่นอนคุดคู้อยู่บนเตียงไม่ยอมออกไปไหน เพราะแม้จะเป็นวันหยุดแต่สำหรับผมการนอนอ่านหนังสือ ดูหนังฟังเพลงและเล่นกับเด็กๆ อยู่ในห้องมันคือการพักผ่อนอีกรูปแบบหนึ่ง


                “มอคค่า ลาเต้มานี่เร็ว” ผมตบโซฟาเรียกความสนใจจากลูกทั้งสอง แต่ถามว่าพวกเขาสนใจไหม...ก็ไม่ เด็กๆ ยังคงสนุกสนานกับการรื้อข้าวของที่ผมเพิ่งจัดให้เป็นระเบียบออกมากองระเนระนาดบนพื้น


                “อย่ารื้อของออกมาครับ พ่อเพิ่งเก็บเสร็จเมื่อคืนนี้เองนะ” ผมดุพร้อมกับรีบลุกจากโซฟาตรงเข้าไปอุ้มเจ้าขนปุยทั้งสองออกมาจากกองหนังสือ “ทำไมดื้อจังเลยนะ”


                เมี๊ยว!


                เฮ้อ พอดุก็ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ใส่ ช่างเป็นเด็กที่เอาแต่ใจซะจริง


                Rrrrrrrrrrrrr


                พอทิ้งตัวลงนั่งสักพักพี่ชุนก็โทรเข้ามา ผมจ้องเบอร์อีกฝ่ายนิ่งพลางครุ่นคิดในใจว่าควรรับสายดีหรือเปล่า แต่ทว่าด้วยความใจอ่อนเกินเบอร์ ทำให้ปลายนิ้วสไลด์กดรับสายไปก่อนแล้ว


                “ครับพี่ชุน” ผมกรอกเสียงลงไปราบเรียบ


                (น้องแบมว่างหรือเปล่า)


                “ก็ไม่ค่อยครับ พี่มีอะไรหรือเปล่า” ผมไม่ว่าง...เพราะกำลังพักผ่อนอยู่   


                (พี่จะโทรนัดกินข้าว) ผมเงียบชั่งใจครู่ใหญ่ ใจหนึ่งก็อยากนอนเปื่อยอยู่ห้องเฉยๆ แต่อีกใจก็...ของฟรีอ่ะเนอะ ไม่ไปก็เสียดาย


                “ที่ไหนเหรอครับ”


                (เดี๋ยวพี่ออกไปรับ) หืม? ผมส่งเสียงแปลกใจ รู้สึกว่าการออกไปกินข้าวครั้งนี้มีกลิ่นตุๆ ชอบกล


                “ผมไปเองดีกว่าครับ” ผมหลีกเลี่ยงไม่ให้พี่ชุนมารับ ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้ขากลับสามารถปลีกตัวออกมาได้ง่ายๆ และอีกส่วนก็เพื่อประกาศว่าผมกำลังงอนเขานิดหน่อย


                (อ่า ถ้างั้นก็มาเจอกันที่ห้าง X นะ) เสียงพี่ชุนอึกอักคล้ายอยากพูดขัดแต่ก็ไม่กล้า สุดท้ายจึงเออออไหลไปตามน้ำ


                “ถ้าถึงแล้วผมจะโทรหา” ผมวางสายทันทีโดยไม่มีการพูดคุยหยอกล้อเหมือนเช่นเมื่อก่อน หลังจากอ่านหนังสือจบบทหนึ่งแล้วจึงได้บังคับตัวเองให้ลุกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อออกไปกินข้าวกับพี่ชุน


                ผมคำนวณเวลาเดินทางคร่าวๆ คาดว่าจะไปถึงที่ห้างเลตแน่นอน จึงไม่ได้พิถีพัถันเรื่องการแต่งตัวมากนัก


                ทันทีที่มาถึงห้าง X ผมก็ติดต่อหาพี่ชุนทันที


                “พี่ชุน ผมอยู่ตรงประตู A ครับ พี่อยู่ไหน”


                (พี่อยู่ลานจอดรถ เดี๋ยวแบมมารอหน้าร้านอาหารเลย)  หลังจากฟังพี่ชุนบอกชื่อร้านอาหารผมก็เดินขึ้นบันไดเลื่อนตรงไปยังร้านเป้าหมายทันที ทว่ายามเดินมาหยุดหน้าร้านก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น ผมไม่แน่ใจว่ามีดารามาถ่ายรายการที่นี่หรือเปล่า จึงได้มีบอดี้การ์ดยืนคุมหน้าร้านตั้งสองคน แถมด้านนอกก็ยังมีเด็กวัยรุ่นกำลังยกมือถือขึ้นถ่ายคลิปกันอย่างเมามัน


                “คงไม่ได้มาผิดร้านใช่ไหมเนี่ย” ผมเงยหน้ามองดูชื่อร้านอีกครั้ง ซึ่งเมื่อสะกดอ่านแล้วมันเป็นชื่อเดียวกับที่พี่ชุนบอกจึงเดินเข้าไปด้านใน การ์ดสองคนตรงหน้าประตูมองหน้าผมอย่างสงสัยและไม่ไว้ใจ ผมจึงแสร้งมองไม่เห็นก่อนตรงเข้าไปนั่งริมกระจกด้านในสุด


                เวลาผ่านไปครู่ใหญ่พี่ชุนก็มาถึง เขาตรงเข้ามาหาผมพร้อมชี้ไปยังโซนนั่งส่วนตัวอีกมุมหนึ่งของร้าน


                “พี่จองโต๊ะนั่งฝั่งโน้นไว้”


                “อ่า ครับ” ผมพยักหน้ารับและก้าวตามไป ระยะห่างที่ลดลงทำให้มองเห็นชายสองคนนั่งรอตรงโต๊ะตัวนั้นแล้ว ผมขมวดคิ้วสงสัยพร้อมกับหัวใจเต้นระรัวอย่างไม่ทราบสาเหตุ...คงไม่ใช่อย่างที่คิดหรอกมั้ง


                “เอ่อ พี่ชวนคุณหวังแจ็คสันกับเพื่อนมาด้วย” ฝีเท้าผมชะงักนิ่งไม่กล้าก้าวต่อ จังหวะหัวใจที่เต้นกระหน่ำอยู่แล้วยิ่งเพิ่มอัตราการเต้นเร็วขึ้นกว่าเดิม ผมกระซิบเรียกพี่ชุนแผ่วเบาเพื่อขอตัวกลับทันทีที่รู้ว่าใครนั่งรออยู่อีกด้านของแผงไม้นี้


                “พี่ชุนคือว่าผม...”


                “แบมแบม!” เสียงผมถูกกลบหายไปเพราะมีใครบางคนตะโกนแทรก ทั้งผมและพี่ชุนต่างหันมองต้นเสียงพร้อมแสดงสีหน้าแตกต่างกันสุดขั้ว พี่ชุนคงยินดีที่เห็นอีกฝ่าย แต่สำหรับผม...ไม่ใช่แบบนั้น “นึกว่าจะไม่มาซะอีก”


                คุณแจ็คสันพูดพร้อมฉีกยิ้มแฉ่ง ร่างสูงใหญ่ลุกจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาใกล้


                “ดีใจจริงๆ ที่ได้ทานมื้อเที่ยงกับคุณ” ...แต่ผมไม่ยินดี


                ผมทำสีหน้ากล้ำกลืน รู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างยิ่งยามที่สายตามองผ่านไหล่กว้างของคุณแจ็คสันไปยังผู้ชายอีกคนที่นั่งก้มหน้านิ่งโดยมีฮู้ดตัวโคร่งสีดำเข้มอำพรางใบหน้าไว้ จู่ๆ ก็เกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจนอยากหายตัวไปจากตรงนี้ซะเดี๋ยวนี้เลย


                “ครับ ยินดีครับ” ผมตอบกลับด้วยภาษาจีนกลางพร้อมทั้งโดนมัดมือชกให้เดินไปนั่งร่วมโต๊ะกับเขาอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผมทิ้งตัวลงนั่งข้างพี่ชุนฝั่งตรงข้ามกับคุณแจ็คสัน พร้อมสั่งตัวเองไม่ให้หันมองอีกคน


                “คุณแจ็คสันบอกว่าอยากเจอนายอีกครั้งแต่ไม่รู้จะติดต่อยังไงเลยขอให้พี่ติดต่อให้” พี่ชุนเอนเข้ามากระซิบเบาๆ 


                “พี่ควรบอกผมก่อน” ผมกัดฟันพูดตอบโต้กลับพร้อมกับส่งยิ้มการค้าให้คุณแจ็คสัน


                “น่าๆ พี่ก็ลำบากใจเหมือนกัน” แม้พี่ชุนจะทำหน้าเห่ยเกแต่กลับไม่ทำให้รู้สึกสงสาร เพราะคนที่น่าสงสารที่สุดมันควรเป็นผมต่างหากไม่ใช่เขา


                “ผมจะไม่รับโทรศัพท์จากพี่อีกเลย”


                “คุณแบมแบม...” ผมยุติการข่มขู่ใส่พี่ชุนไว้เท่านั้นก่อนเบนสายตามองคุณแจ็คสัน พอเรียกร้องความสนใจจากผมได้แล้วก็หลุดยิ้มกว้างพร้อมทั้งเอ่ยเยินยอใส่ “แบมแบมน่ารักมากเลยครับวันนี้”


                “คุณแจ็คสันก็เช่นกันครับ” ผมยิ้มกลบเกลื่อนความกังวลในใจ


                กึก! เสียงกระแทกโทรศัพท์เพียงครั้งเดียวกลับทำให้ทั้งโต๊ะเงียบลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กพร้อมกับจ้องไปยังจุดเดียวกัน


                “สั่งอาหารได้แล้ว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยราบเรียบจนแทบจับอารมณ์ในคำพูดของเขาไม่ได้...ซะที่ไหนกัน! ต่อให้ปิดหูข้างหนึ่งฟังก็ยังรู้เลยว่าน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหงุดหงิด


                “ครับๆ” ผมลอบสังเกตปฏิกิริยาของคุณแจ็คสันเงียบงัน เขามักแสดงท่าทางนอบน้อมต่อชายคนนี้ตลอด


                “สั่งอาหารเลยนะครับ” คุณแจ็คสันยื่นเมนูให้ผมสั่ง หากแต่ผมกลับส่งต่อหน้าที่นี้ให้พี่ชุนทำแทน ระหว่างรออาหารผมก็ลุกออกไปเข้าห้องน้ำ พยายามทำทุกทางเพื่อหนีห่างจากคนกลุ่มนี้


                ผมเหลือบหางตามองห้องน้ำข้างร้านอาหารก่อนเลือกเดินผ่านเลยไปเรื่อยๆ จนสุดทางเดินและอ้อมไปฝั่งตรงข้าม ผมมองบรรยากาศเงียบวังเวงภายในห้องน้ำอย่างระแวงเนื่องจากช่วงนี้มีข่าวปล้นชิงทรัพย์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เลยเกิดความกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นหนึ่งในผู้เสียหายไปด้วย


                ตึก...ตึก


                เสียงฝีเท้าหนักเดินตามมาจากด้านหลังผมจึงรีบหันมอง พลันเมื่อเห็นว่าเป็นใครเท่านั้นแหละ สติผมก็กระเจิงไปคนละทิศละทาง


                “คุณ...” เผลอหลุดเรียกอีกฝ่ายออกมาหนึ่งคำ ชายคนนั้นเพียงแค่เหลือบมองแต่ไม่ตอบอะไรกลับ เขาเดินผ่านตัวผมเข้าไปในห้องน้ำก่อน ผมลังเลอยู่ครู่ใหญ่ว่าควรเดินเข้าไปด้วยไหม แต่คิดไปคิดมาผมว่าเขาคงไม่ระแคะระคายเรื่องของผมหรอก ยิ่งหากไม่แสดงพิรุธอะไรออกไปเขาก็อาจจะไม่สนใจด้วยซ้ำ


                ผมพยักหน้ากับตัวเองแล้วเดินเข้าไปใช้ห้องน้ำเงียบๆ ต่างฝ่ายต่างไม่พูดกันจนผมคลายอาการหวาดระแวงลง พอทำธุระเสร็จและล้างมืออยู่ เขาก็เดินเข้ามายืนข้างๆ เพื่อล้างมือเช่นกัน


                “ป...” เสียงกระซิบแผ่วในลำคอทำให้ต้องเงยหน้าขึ้นมองกระจกทันที เราสองคนสบตากันผ่านกระจกเงาโดยที่ยังไม่มีใครเอ่ยคำพูดใดๆ ออกมา


                “คุณพูดอะไรหรือเปล่าครับ” เป็นผมที่ตัดสินใจถามออกไปเพื่อไม่ให้ตัวเองเกิดความเคลือบแคลงในตัวอีกฝ่าย


                “คุณ?” เขาทวนคำพูดของผมพร้อมหันมาประจันหน้าตรงๆ นัยน์ตาสีเข้มล้ำลึกจนยากจะหยั่งความคิด ผมจ้องสบตากับเขาอยู่ก็จริงหากแต่ไม่สามารถประเมินความรู้สึกหรือความคิดของเขาได้เลย คล้ายอีกฝ่ายมีปราการเหล็กกีดกั้นไม่ให้ผมอ่านใจได้ นิ่งไปสักพักเขาจึงเอ่ยออกมาหนึ่งประโยค


                “ผมกำลังสงสัยว่าทำไมคุณมาเข้าห้องน้ำที่นี่” ดวงตาคมกริบกราดมองอย่างจับพิรุธ คับคล้ายคับคลาว่ามุมปากบางยกขึ้นนิดๆ ผมจึงเบี่ยงหน้าหลบแสร้งขัดขี้เล็บตัวเองแทน


                “ผมแค่อยากเดินยืดเส้นยืดสาย” การพูดคุยกับเขาทำให้สมองผมต้องทำงานหนักกว่าตอนทำงานจริงๆ ซะอีก “ว่าแต่คุณเดินมาไกลเหมือนกันนะครับ”


                “ผมเดินตามคุณมา” คำตอบของเขาไม่มีอ้อมค้อมจนกลายเป็นผมซะเองที่พูดอะไรไม่ออก ได้แต่อึกอักในลำคอปล่อยให้เขาเชือดต่อไป “เห็นว่าหาห้องน้ำไม่เจอเลยต้องตามมา”


                “...”


                “คุณคงไม่เคยมาที่นี่สินะ”


                “ครับ” ผมจำเป็นต้องพูดโกหกต่อไป “ผมไม่เคยมาที่นี่มาก่อนเลยหลงทาง”


                “ผมเชื่อ” เขาพยักหน้าแล้วพยักพเยิดให้ผมเดินตามไป “ตามมาสิ ผมจะพากลับร้านอาหารเอง”  



++++++++++++++++++++

100%



                


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #68 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:26
    คือบับบบบบบ
    #68
    0
  2. #24 VioletRockZtar (@Deathlolipop) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 17:57
    ตื่นเต้นไปด้วยเลย
    #24
    0
  3. #23 Kamonnet223 (@Kamonnet223) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 15:54
    น้องงงงง
    #23
    0