[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,876 Views

  • 101 Comments

  • 326 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,156

    Overall
    6,876

ตอนที่ 5 : พันธนาการครั้งที่ 2-2 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 825
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    24 ม.ค. 62




eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 2




                   “งอนแล้ว” เขาเปลี่ยนมายีศีรษะผมแทน ผมเล่นตัวและไม่คุยกับเขาจนกระทั่งเรามาถึงบ้าน ทันทีที่รถจอดนิ่งสนิทผมก็รีบลงจากรถแล้วอุ้มลูกๆ ออกมาอย่างรวดเร็ว บริเวณหน้าบ้านป้าเพิ่งเดินออกมาดูและตะโกนเรียกเสียงดัง


                “แบมแบม! มาแล้วเหรอลูก” ผมวางกรงเจ้าสองแสบลงกับพื้นแล้วเข้าสวมกอดป้าทันที เราพูดคุยกับเล็กน้อยก่อนบังชานจะเข้ามายกมือไหว้และเอ่ยแนะนำตัว


                “สวัสดีครับ ผมบังชานเป็นเพื่อนของแบมแบมที่กรุงเทพครับ”


                “ไหว้พระเถอะลูก” ป้ายิ้มรับกว้าง


                “ลุงไปไหนครับ ไม่เห็นได้ยินเสียงเลย” ผมชะเง้อคอมองหาลุงประกอบคำพูด


                “ไปซื้อของที่ตลาดสด เดี๋ยวอีกสักพักก็คงมาแล้ว พาเพื่อนเข้ามานั่งในบ้านก่อนเถอะลูกเดินทางกันมาเหนื่อยๆ” ยังไม่ทันจะก้าวขาเข้าบ้าน เสียงรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งของลุงก็ขับเข้ามาจอด ลุงฉีกยิ้มใส่ผมกว้างแล้วกวักมือเรียกให้ไปช่วยขนของลงจากรถ ผมมองกล่องโฟมสีขาวขนาดใหญ่พร้อมเลิกคิ้วถาม


                “อาหารทะเลเหรอลุง”


                “ใช่ๆ เดี๋ยวตอนเย็นจะให้ป้าแกทำปูดองน้ำปลาให้”


                “ซี๊ด!” ผมซี๊ดปากพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ พูดก็พูดเถอะ ป้าผมทำปูดองน้ำปลาอร่อยมากเลยนะ ผมยังเคยคิดจะเปิดกิจการให้ด้วยซ้ำไป “คงต้องล้างท้องรอแล้วมั้ง” ผมหยอกล้อกับลุง


                “ฮ่าๆ เอ็งนี่มันอยู่เป็นเว้ย” ลุงหัวเราะลั่นก่อนชะงักไปหนึ่งจังหวะ สายตาสงสัยปนใคร่รู้เหลือบมองบังชานครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยถาม “แล้วไอ้หนุ่มนั่นใครล่ะ”


                “อ้อ เพื่อนผมเอง” บังชานยกมือไหว้แล้วมาช่วยลุงแบ่งถุงผักไปถือ “เห็นเขาว่างๆ เลยชวนมาเที่ยวบ้านน่ะ”


                “เอ็งนี่มีแต่เพื่อนหน้าตาดีๆ ทั้งนั้นเลยนะ”


                “แล้วผมหน้าตาไม่ดีเหรอลุง” ผมแกล้งเป่าลมจนแก้มสองข้างพอง หากแต่ลุงกลับเขกกำปั้นลงบนศีรษะแล้วเดินลิ่วๆ เข้าบ้านไปซะงั้น เดี๋ยวก่อนเซ่ลุง! ทำแบบนี้หมายความว่าไง จะบอกว่าหลานตัวเองไม่หล่องั้นเหรอ?


                คิกๆ ผมตวัดสายตามองเจ้าของเสียงหัวเราะคิกคักแล้วใช้ช่วงไหล่กระแทกตัวอีกฝ่ายเต็มแรงก่อนเดินหนีเข้าบ้านไปก่อน และเพราะมัวแต่หยอกล้อกับคนอื่นๆ จึงไม่ทันได้สังเกตบริเวณรั้วบ้านให้ดีว่ามีเงาของคนกลุ่มหนึ่งยืนมองอยู่

 


                กลางดึกคืนนั้นหลังจากแยกย้ายเข้ามาในห้องนอนแล้ว ผมก็หยิบผ้าเช็ดตัวพาดบ่าแล้วเดินเข้าห้องน้ำไปทันที ปล่อยให้บังชานและเด็กๆ หยอกเล่นกัน ผมได้ยินเสียงพูดคุยงุ้งงิ้งดังมาเป็นระยะจนกระทั่งอาบน้ำเสร็จและเปิดประตูออกมา ครั้นเมื่อสายตาปะทะกับร่างเปลือยท่อนบนของบังชานก็ต้องผงะก้าวถอยหลัง หมอนี่นอนแก้ผ้าเล่นโทรศัพท์โดยมีเจ้าขนปุยทั้งสองนอนขดตัวอย่างสุขสบายอยู่บนอก ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้คลื่นความร้อนแล่นวาบอาบทั่วร่าง ผมพยายามข่มอาการตัวเองแล้วเดินตรงดิ่งไปยังสวิตช์ไฟ หวังว่าจะปิดให้ทั้งห้องมืดสนิทจะได้มองไม่เห็นอกขาวเนียนของหมอนั่น


                “จะไปไหน” ทว่าตัวต้นเหตุกลับผงกหัวขึ้นมาถามซะก่อน


                “ปิดไฟ” ผมตอบโดยไม่ยอมมองอีกฝ่าย


                “ยังไม่ได้อาบน้ำเลย จะรีบนอนหรือไง” บังชานขยับตัวอย่างระแวดระวังพร้อมกับค่อยๆ ประคองเจ้าสองแสบลงนอนบนฟูกข้างกาย พอเป็นอิสระแล้วก็ก้าวลงจากเตียงและตรงเข้ามาหาผมทันที


                “อ่ะ อือ” ผมเลี่ยงไม่มองหน้าอกของเขา แต่มันก็ยากเอาการเพราะอีกฝ่ายก้าวมายืนตรงหน้าเอง


                “แล้วหลบตาทำไม” สิ้นคำถามเขาชะงักไปหนึ่งจังหวะแล้วจึงพูดต่อ “นี่แอบคิดอะไรไม่ดีใช่ไหม”


                “เปล่านะ!” ผมตะโกนลั่นก่อนรีบวิ่งหนีขึ้นเตียงนอนจนลูกๆ แตกตื่นตามไปด้วย บังชานมองตามมาพร้อมรอยยิ้มสดใส เขายักไหล่แล้วโพสต์ท่าราวกับนายแบบ


                “อิจฉารูปร่างอันเพอร์เฟ็กของฉันล่ะสิ”


                “ไอ้โรคจิต ไปอาบน้ำเลยไป” ผมทำปากเก่งด่ากราดใส่เขา ก่อนรีบดึงผ้าห่มขึ้นบังใบหน้าจนเหลือเพียงลูกตา


                “ตกลงชอบหรือไม่ชอบเนี่ย” บังชานเท้าสะเอวถามกลับ แต่สักพักเขาก็หัวเราะขำก่อนเดินผลุบหายเข้าห้องน้ำไป


                ทว่าคำถามที่เขาทิ้งไว้ไม่ได้หายไปจากหน่วยประมวลผลของผมเลยแม้แต่น้อย สมองยังคงครุ่นคิดตามคำพูดของอีกฝ่ายซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้จบสิ้น จนกระทั่งผล็อยหลับไป


                ในห้วงแห่งความฝัน...


                “ปันปัน! ปัน” คล้ายมีคนเรียกอยู่ด้านล่าง ผมจึงลุกจากเตียงเดินตรงไปชะโงกมองที่ริมหน้าต่าง ด้านล่างมีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ ผมมองอย่างพิจารณาพักหนึ่งก็ต้องเบิกตากว้าง ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย...เขาคือคนที่ทำให้ผมอยากหนีหน้าไปชั่วชีวิตนั่นเอง


                “พี่มาทำไม กลับไปซะ” ผมสะบัดมือไล่ด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด


                “พี่ไม่กลับ พี่จะมารับนายไปอยู่ด้วย” เขาขยับเท้าเข้ามา เพียงแค่การเคลื่อนไหวเล็กน้อยของอีกฝ่ายก็สร้างความหวาดผวาให้แก่ผมได้แล้ว


                “อย่าเข้ามานะ!


                “ปัน กลับไปอยู่กับพี่เถอะ กลับไปเล่นกันเหมือนเดิมไง”


                “ยังมีหน้ามาพูดแบบนั้นอีกเหรอ!” ผมถลึงตามอง ความโกรธเกลียดทั้งหมดทั้งมวลถ่ายทอดผ่านสายตาตรงไปยังชายคนนั้นเต็มๆ “พี่เป็นคนทิ้งผมไปเองนะ”


                “กลับมาเถอะ กลับมาหาพี่”


                “ต่อให้ตายผมก็ไม่กลับ ผมไม่กลับไปกับพี่!


                เพียะ!


                เฮือก! ความเจ็บปวดบริเวณพวงแก้มเนียนข้างซ้ายทำให้ผมลืมตาขึ้นพรึ่บ ไฟในห้องส่องสว่างพร้อมกับใบหน้าหล่อของบังชานก้มลงมองในระยะประชิด สีหน้าเขาเต็มไปด้วยแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด


                “เป็นอะไร ตะโกนออกมาซะเสียงดังเลย” เขาถามพร้อมกับลูบแก้มข้างที่เพิ่งโดนตบหมาดๆ แผ่วเบา


                “นาย...เมื่อกี้มีใครเรียกฉันหรือเปล่า” ความงุนงงและสับสนทำให้แยกเรื่องจริงออกจากความฝันไม่ค่อยได้ อีกอย่างเหตุการณ์เมื่อครู่ก็เหมือนจริงมากเกินไป ทั้งสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายก็เช่นกัน ไม่ได้แตกต่างจากอดีตเลยแม้แต่น้อย


                “ไม่มีนี่ ดึกดื่นขนาดนี้ใครจะมาเรียกกัน” บังชานมุ่นคิ้วงุนงง “เฮ้ๆ นายคงไม่ได้จะพูดเรื่องไม่ดีใช่ไหม” เขาทำหน้าเลิ่กลั่กพลางดึงผ้าห่มจนชิดปลายคาง ดวงตาเรียวกวาดมองรอบห้องด้วยความหวาดระแวง


                เออ ผมลืมไปเสียสนิทว่าหมอนี่กลัวผี


                “สงสัยฉันแค่ฝันไปเอง” ผมโบกมือไปมาแล้วลุกจากเตียงไปปิดไฟอีกครั้ง จากนั้นก็กลับมาทิ้งตัวนอน บังชานขยับเข้ามาจนท่อนแขนเราแนบชิดกัน ท่าทางกระสับกระส่ายของเขาทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่าตอนนี้ในสมองกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไรอยู่ ผมส่ายหน้าในความมืดแล้วเอ่ยบอกอีกครั้ง “บ้านฉันไม่มีอะไร”


                “รู้หรอกน่า” เขาตัดบท แถมยังฉวยโอกาสนี้พาดท่อนแขนแกร่งไว้บนหน้าท้องของผม ลมหายใจกรุ่นร้อนเป่ารดซอกคอซ้ำๆ ตามจังหวะการหายใจของเขา คราวนี้แหละร่างกายผมต้องเกร็งแน่น ไม่กล้าพูดหรือขยุกขยิกตัวแม้แต่น้อย


                ตึกตักๆ


                ภาวนาขออย่าให้หมอนี่ได้ยินเสียงเต้นโครมครามในอกซ้ายของผมเลย

 


                เช้าวันถัดมา ผมลุกขึ้นบิดขี้เกียจพร้อมกับเดินไปหยุดริมหน้าต่างเหมือนที่ทำในความฝันเมื่อคืน สายตาทอดมองด้านล่างจุดเดียวกับที่ผู้ชายคนนั้นยืนอยู่ พลันหัวใจของผมก็รู้สึกรวดร้าวจนเกินจะรับไหว เคราะห์กรรมจากการพลัดพรากล้วนเกิดจากเขาทั้งสิ้น ในขณะที่ผมหวนนึกถึงความทุกข์ระทมของการพรากมาต่างถิ่นต่างแดนอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก แต่เขากลับไม่เคยแม้แต่จะออกตามหา ปล่อยให้ผมต้องสู้ฝ่าฟันด้วยตัวเองมาจนถึงวันนี้


                “นายกำลังทำให้ฉันคิดว่าเมื่อคืนเผลอหิ้วคนมานอนด้วย” เสียงทุ้มติดความเจ้าเล่ห์เอ่ยแทรกความคิด เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าบังชานนอนเท้าศีรษะลูบขนนุ่มนิ่มของเจ้าลาเต้จ้องอยู่ก่อนแล้ว “ทรวดทรงองค์เอวเว้าโค้งงดงามตา”


                “กินยาผิดขวดหรือไง เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว” ผมสะบัดหน้าหันมองทางอื่น


                “ถึงแบบนั้นก็ทำคนเขินได้” เขาเย้าแหย่กลับ “ใช่ไหมลาเต้ พ่อหนูกำลังเขินพ่อใช่ไหม” สรรพนามเรียกขานชักแปลกพิศดารขึ้นทุกวัน


                “อยากหลับตลอดชีวิตไหมจะได้สงเคราะห์ให้” ผมยกกำปั้นและแยกเขี้ยวขู่


                “กลัวแต่ใครบางคนจะร้องไห้น่ะสิ” เขาก้มลงไปจุ๊บเหม่งของเจ้าลาเต้ก่อนอุ้มแนบอก ผมเฝ้ามองตามการกระทำของอีกฝ่ายอย่างลืมตัว “แล้วก็ไม่อยากให้เด็กๆ กำพร้าด้วย”


                “นี่มันลูกของฉัน ไม่เกี่ยวกับนายสักหน่อย”


                “เกี่ยวสิ” เขาแย้งเสียงแข็ง “ฉันก็เป็นพ่อของเด็กพวกนี้เหมือนกัน”


                “พ่อที่รักลูกไม่เท่ากันงั้นเหรอ” ผมกอดอกเชิดหน้า


                ทำไมจะไม่รู้ว่าเขารักลาเต้มากกว่ามอคค่า หมอนี่น่ะทุกครั้งที่มาห้องผมมักจะมีของน่ารักกุ๊กกิ๊กมาฝากลาเต้เสมอแต่กับมอคค่าแทบไม่มีเพราะงั้นมอคค่าเลยตามติดผมแจและชอบเมินใส่หมอนี่บ่อยๆ


                “ใครบอก” เขาเถียงหน้าตาย มือหนาเอื้อมไปใกล้มอคค่าหมายจะคว้าตัวเจ้าขนปุยสีเทาเข้มมากอด ทว่ากลับคว้าได้แต่เพียงอากาศเพราะมอคค่ากระโดดลงมาข้างล่างและเดินเข้ามาคลอเคลียผมซะก่อน


                “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” ผมแลบลิ้นใส่และอุ้มมอคค่าแนบอกพร้อมหันกลับมองวิวนอกหน้าต่างอีกครั้ง


                “ก็จริง...การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” ไม่รู้ว่าหมอนี่เคลื่อนไหวยังไงถึงได้เข้าประชิดตัวผมทันทีจนตั้งตัวไม่ทันจนแผ่นหลังของผมแนบชิดไปกับแผงอกแกร่งไปโดยปริยาย


                “มะ มายืนเบียดฉันทำไม” สมองเบลอไปชั่วขณะจนไม่รู้ตัวว่าพูดเสียงตะกุกตะกักแค่ไหน


                “พาลาเต้มาหาพ่อ” บังชานกระซิบแผ่วเบา ผมรู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาบริเวณหลังหู “เหมือนลูกจะคิดถึงพ่อนะ”


                “ตะ ตลกล่ะ” จังหวะที่หันกลับไปเถียง บังชานก็ก้มลงมาจุ๊บหัวมอคค่าที่ผมอุ้มไว้แนบอก ทำให้ศีรษะเขาเสียดสีแผงอกของผมโดยบังเอิญ ครั้นพอผละออกก็ไม่วายแซวต่อ


                “หึ ทีแบบนี้ล่ะพูดไม่ออกเลยนะ”


                อ้ากกกกก!


                ผมเกลียดหมอนี่ ผมเกลียดๆ




++++++++++++++++++++++++

100%

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #67 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 14:16
    เเบมชอบชานงี้พี่มาร์คก็หมาหัวเน่าสิ...
    #67
    0
  2. #22 kwanearth19 (@kwanearth19) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 12:18
    พระเอกค่าตัวแพงใช่ใหม...รอนะไรท์สู้ๆ
    #22
    0
  3. #21 Duckkypet (@a-z46) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 / 09:43
    พระเอกคือใครนะ อ๋อ บังชาน //แอ่ก
    #21
    0
  4. #15 Kamonnet223 (@Kamonnet223) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2561 / 14:08
    รอค่าาาา
    #15
    0