[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,826 Views

  • 101 Comments

  • 323 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,106

    Overall
    6,826

ตอนที่ 25 : พันธนาการครั้งที่ 9-1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 295
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    3 มี.ค. 62











eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 9





 

                ชีวิตของผมยังคงเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ อย่างเอื่อยเฉื่อยไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ตื่นเช้าก็ไปทำงาน พอตกเย็นก็กลับบ้านเพื่อมานอนคุดคู้อยู่ภายในห้องรอเวลาคุยโทรศัพท์กับบังชาน ซึ่งตลอดเวลาที่เราอยู่ห่างไกลกัน เขาไม่เคยที่จะไม่โทรหาผมเลยสักครั้งหรือถ้าวันไหนไม่ได้คุยโทรศัพท์เจ้าตัวก็จะฝากข้อความไว้เสมอ การกระทำดังกล่าวยิ่งทำให้ความรู้สึกที่มีต่อกันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แม้เราจะไม่ได้คบกันอย่างเป็นทางการแต่สถานะตอนนี้ก็ไม่ได้แตกต่างสักเท่าไหร่


                ก๊อกๆ เสียงเคาะลงบนโต๊ะทำงานดังขึ้นจนต้องละสายตาจากเอกสารในมือ ผมเงยหน้ามองผู้มาเยือนพร้อมขมวดคิ้วสงสัย


                “มีอะไรครับ”


                “มารับไปกินข้าวครับ” คุณแจ็คสันยักคิ้วหลิ่วตามองจนชักเริ่มเอือมระอา              


                “ผมไปทานกับจินยองฮยองได้ครับ” ผมก้มหน้าอ่านเอกสารขณะเอ่ยตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


                “ไม่ได้ๆ เพราะผมนัดจินยองไว้แล้ว” คำพูดของอีกฝ่ายมีกลิ่นตุๆ จนผมต้องเงยหน้ามองอีกครั้ง คุณแจ็คสันยิ้มเผล่ก่อนพยักหน้าตอบคำถามที่ผมถามผ่านสายตา ผมพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนวางเอกสารในมือลงและลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจ ก่อนเอี้ยวตัวไปคว้ากระเป๋าสะพายของตัวเองมาถือไว้แล้วจึงเดินออกมาโดยมีคุณแจ็คสันเดินตามหลัง


                “ทำไมช่วงนี้วุ่นวายกับผมจัง”


                “หมายถึงผมหรือเขาครับ” เราตกลงกันว่าในช่วงเวลาทำงานจะไม่เอ่ยชื่อบิ๊กบอสออกมาให้ใครได้ยิน


                “ก็ทั้งคู่นั่นแหละ” ผมกระแทกเสียงใส่และเร่งฝีเท้าจนเราสองคนเดินพ้นประตูบริษัท ผมมองเห็นรถยนต์สุดหรูจอดรออยู่พร้อมกับบอดี้การ์ดหน้าเดิมคอยเปิดประตูต้อนรับ ผมแทรกตัวเข้าไปนั่งด้านในและหันมองคนข้างๆ ที่นั่งนิ่งเป็นรูปปั้น


                “แค่จะกินข้าวต้องทำให้วุ่นวายแบบนี้ด้วยเหรอ” แอบแซะเล็กน้อย


                “ผมขอโทษ” เขากล่าวขอโทษพร้อมเหล่หางตามองคุณแจ็คสันที่ตอนนี้เหงื่อแตกซกเพราะหวาดหวั่นต่อสายตาของเจ้านายตนเอง “เร็น ช่วยทำให้แจ็คสันไม่ว่างไปก่อกวนคุณแบมแบมสักสัปดาห์หน่อย”


                “บอสสสสสส” คุณแจ็คสันหน้าเหวอและรีบพุ่งเข้ามาเกาะประตูรถและอ้อนวอนต่อเจ้านายตัวเอง “โปรดอภัยให้ผมด้วย ผมสำนึกผิดแล้ว”


                “ไม่เห็นหรือไง คุณแบมแบมเขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ” ผมจะไม่รู้สึกอะไรเลยหากตัวเองไม่ถูกลากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในบทสนทนาของคนทั้งสอง และมันคงจะดีกว่านี้ถ้าคุณแจ็คสันไม่หันมาบีบน้ำตาเรียกคะแนนสงสาร


                เฮ้อ! แล้วขอร้องผมมันจะมีอะไรเปลี่ยนไหมล่ะ


                ผมครุ่นคิดในใจก่อนลอบมองเสี้ยวหน้าคนข้างๆ ทว่าอีกฝ่ายดันจ้องมองอยู่ก่อนแล้ว เราสองคนจึงประสานสายตากันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


                “คุณอย่าทำให้เรื่องราวใหญ่โตสิ คุณแจ็คสันไม่ได้ทำผิดอะไรสักหน่อย จะไปสั่งลงโทษเขาได้ยังไงกัน” หากเป็นก่อนหน้านี้ผมคงจะแค่นั่งขำกับคำสั่งลงโทษที่ดูเหมือนเด็กแกล้งกัน หากแต่มีครั้งหนึ่งได้เข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงโทษของอีกฝ่ายทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า บทลงโทษขำๆ เหล่านั้นมันน่ากลัวไม่ต่างกับการทรมานนักโทษเลยสักนิด


                “ใช่ๆ” จำเลยรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที


                “เขาทำตัววุ่นวายไม่ใช่เหรอ” มุมปากบางหยักเป็นรอยยิ้มที่มองไม่ออกว่ากำลังขำหรือแค่แสยะยิ้มตามนิสัยส่วนตัวเท่านั้น


                “ผมแค่บ่นน่ะ คุณอย่าถือสาให้มากความ” ผมบ่นเสียงหงุดหงิดก่อนเบนสายตามองไปยังบอดี้การ์ดที่ชื่อเร็น จากนั้นก็ออกคำสั่งแผ่วเบาว่า “กลางวันคุณแจ็คสันไม่ว่าง นายอย่าไปก่อกวนเขาล่ะ”


                “...” บอดี้การ์ดคนนั้นยืนนิ่ง สายตาของเขามองผ่านไหล่ของผมไปก่อนพยักหน้าและค้อมตัวรับคำสั่งก่อนจะเดินหายไป นั่นทำให้ผมต้องลากสายตากลับไปหาคุณแจ็คสันอีกครั้งและอวยพรออกมาเสียงเบาว่า


                “ทานข้าวให้อร่อยนะครับ”


                “ขอบคุณครับ” คุณแจ็คสันคงอยากพุ่งเข้ามากอดถ้าหากว่าทำได้ เขาทำตาพราวระยิบใส่ก่อนปิดประตูรถให้ ยืนส่งจนรถของเราเคลื่อนตัวออกห่าง เจ้าตัวก็รีบวิ่งปรู๊ดกลับเข้าไปในตึกรวดเร็ว


                หึๆ ผมหวังว่าจินยองฮยองจะใจอ่อนให้เขาเร็วๆ นะ


                ขณะกำลังนึกถึงพี่ชายจากแดนกิมจิ น้ำเสียงทุ้มต่ำจากคนข้างกายก็พลันเรียกความสนใจให้หันมอง


                “ใจดีไม่เปลี่ยนเลยนะครับ”


                “ผมใจดีกับคนที่ดีกับผมเท่านั้น” ผมสะบัดเสียงตอบและวางมาดไม่ญาติดีกับเขาเฉกเช่นวันแรกที่มาเยือนไต้หวัน


                “ครับ ผมเข้าใจ” เสียงทุ้มตอบกลับมาเพียงเท่านั้นก่อนเงียบลงไป


                ผมนั่งทอดสายตามองวิวข้างทางจนเกิดความเบื่อหน่ายขึ้น นี่รถก็วิ่งมาเกือบจะครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ทำไมยังไปไม่ถึงร้านอาหารสักที


                “ร้านอาหารอยู่ชานเมือง ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง”


                “โห” ผมอ้าปากเหวอ ก่อนตวัดสายตามองค้อนใส่อีกฝ่ายอย่างตำหนิ “แล้วแบบนี้ผมจะเข้างานช่วงบ่ายทำได้ยังไง”


                “ใครบอกว่าผมจะพากลับล่ะครับ” ทว่าคำตอบที่ได้ยินกลับทำให้ใจผมกระตุกวูบ ใจหนึ่งคิดอยากตะโกนสั่งคนขับให้รีบยูเทิร์นกลับไปยังทางเดิม แต่อีกใจก็ดันคิดได้ซะก่อนว่าคนพวกนี้ต้องไม่ยอมทำตามคำสั่งของผมแน่ๆ เพราะผมไม่ใช่เจ้านายของพวกเขา ดังนั้นจึงหันไปส่งสายตาอาฆาตแค้นใส่ตัวต้นเหตุแทน


                “เชื่อเถอะว่าถ้าไปถึงที่นั่นแล้ว คุณต้องไม่อยากกลับแน่ๆ” คำพูดที่อัดแน่นด้วยความมั่นใจทำให้ผมเบ้ปากมองบน


                หลังจากนั้นก็หันหลังใส่คนเลวและมองวิวข้างนอกต่อ เราใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ กว่าจะมาถึงจุดหมาย และทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถ ผมก็ต้องขมวดคิ้วลงฉับอีกครั้ง


                คือสถานที่เบื้องหน้ามันไม่ใช่ร้านอาหารหรูอย่างที่คิดจินตนาการไว้ เบื้องหน้ามันเป็นบ้านพักติดชายหาดที่มีระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างแน่นหนา ตอนเห็นยามรักษาความปลอดภัยบริเวณทางเข้าที่พกอาวุธครบครันก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ เพราะคิดว่าที่ไหนๆ ก็คงมี แต่ก็ไม่คิดว่าไอ้บ้านพักที่ผมยืนอยู่มันจะเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิดแล้วนั่นอะไร?...


                ผมเพ่งสายตามองตรงไปยังดาดฟ้าของบ้านที่มีแสงวิบวับสะท้อนอยู่


                “ไปเถอะ” เสียงทุ้มของอีกคนเร่งให้รีบเดินเข้าไปด้านใน


                “เดี๋ยวก่อนคุณ ด้านบนนั่นอะไรอ่ะ” ผมชี้นิ้วถามอย่างสงสัย


                “อ้อ ยามรักษาความปลอดภัยน่ะ” ผมอ้าปากค้างเสียยิ่งกว่าตอนแรก นี่มันไม่ตลกแล้วนะ ทำไมเขาต้องพาผมมาในที่แบบนี้ด้วย


                ผมเริ่มขยับตัวออกห่างและจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาหวาดระแวง ซึ่งเขาก็มองเห็นและรับรู้มาตลอด


                “กลัวอะไร รีบเข้าไปสิ”


                “คุณจะพาผมมาขังไว้ที่นี่ใช่ไหม!” ผมแผดเสียงลั่นพลางกวาดสายตามองรอบกายด้วยความหวาดระแวง ณ ที่แห่งนี้ไม่มีใครอยู่ข้างผมเลย ทุกคนพร้อมกระโจนเข้าใส่หากชายตรงหน้าสั่งออกมา


                “หืม?” เขาเอียงคองุนงง และก่อนที่เรื่องจะเลยเถิดไปมากกว่านี้ น้ำเสียงอ่อนโยนของหญิงคนหนึ่งก็ตะโกนถามออกมาจากตัวบ้าน


                “เกิดอะไรขึ้นมาร์ค เสียงดังเอะอะดังเข้าไปในบ้านเลยแน่ะ” ผมหันมองขวับก่อนดวงตาสองข้างจะเบิกกว้าง พยายามขยี้ตาหลายครั้งภาพตรงหน้าก็ไม่ได้เลือนหายไป


                “มะ...” หญิงคนนั้นจ้องผมสักพักก่อนพุ่งปราดเข้าหาอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว


                หมับ!


                สัมผัสแนบแน่นคล้ายร่างกายกำลังถูกบีบอัดด้วยแรงมหาศาลทำให้ผมหายใจไม่ออก หรือจะพูดให้ถูกคือผมตกใจจนลืมแม้กระทั่งวิธีการหายใจ


                “มีอะไรงั้นเหรอคุณ มาร์คพาแขกมาแล้วระ...” เสียงใครอีกคนชะงักกึกจนไม่ทันได้พูดจบประโยค ผมมองภาพของชายคนนั้นโดยมีม่านหมอกเข้าบดบังจนภาพเริ่มพร่าเลือน


                “ปันปัน?” เพียงแค่การเอ่ยนามสั้นๆ ดังจากเขา ความรู้สึกหนักอึ้งทุกอย่างก็พลันมลายสิ้นจนเหลือเพียงความเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ผมตอบรับอ้อมแขนนั้นและฝังใบหน้าสูดดมกลิ่นกายหอมอันคุ้นเคย


                ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน กลิ่นหอมกรุ่นนี้ก็ยังอบอุ่นต่อหัวใจผมเสมอ


                “ผ...ผมกลับมาแล้ว”


                “ฮือ!” เสียงร้องไห้โฮดังมาจากชายคนนั้น เขาวิ่งเข้ามาสวมกอดผมอีกคนจนตอนนี้ภาพการกอดกันกลมของเราสามคนคงดูน่าตลกสิ้นดี เสียงร้องไห้ดังระงมของพวกเราทั้งสามสอดประสานกันเนิ่นนานจนกระทั่งทุกอย่างสงบลง พวกเราถึงยอมผละออกจากกัน


                “ปัน...ปันจริงๆ ใช่ไหม” เสียงคล้ายคนเพ้อไข้ของหญิงวัยกลางคนที่ได้ชื่อว่า แม่ กระซิบถามไม่ห่าง “ลูกยังไม่ตายใช่ไหม”


                “ผมยังไม่ตายครับ” ผมบอกพร้อมดึงแม่เข้ามากอดแน่น “ผมอยู่ตรงนี้ไง”


                “แม่นึกว่าปันตายไปแล้ว ฮือ ขอโทษนะลูก พวกเราขอโทษ” แม่กอดร่างผมแน่นพร้อมเอ่ยขอโทษไม่ขาดปาก และมันคงจะเป็นแบบนั้นไปอีกนานหากไม่มีเสียงทุ้มของใครอีกคนเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน


                “ผมว่าเราเข้าไปในบ้านกันเถอะครับ น้องคงหิวมากแล้ว” ผมเบนสายตามองกลับไปยังชายที่คิดว่าใจร้ายมาโดยตลอด เขามองด้วยรอยยิ้มที่ผมเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะสามารถยกยิ้มตอบกลับไปได้


                ในใจผมเอ่ยคำขอบคุณเขาซ้ำไปซ้ำมาไม่จบสิ้น


                ...ขอบคุณที่รักษาคำพูด


                พวกเราทั้งสี่คนเคลื่อนย้ายเข้ามานั่งรวมกันในห้องทานข้าวขนาดกลาง ผมนั่งโดยมีพ่อกับแม่ขนาบข้าง ทำให้ฝั่งของพี่มาร์คมีเพียงเขาคนเดียว


                “ลูกปันโตขึ้นเยอะมาก จนแม่แทบจำไม่ได้” แม่กอดเอวผมแน่นและกดปลายจมูกหอมแก้มซ้ำๆ


                “ผมอายุยี่สิบห้าแล้วนี่ครับ” แม้คำพูดจะเรียบง่าย หากแต่สามารถสะกิดแผลใจของคนในครอบครัวจนทุกอย่างชะงักหยุดนิ่ง พลันเรื่องราวในอดีตก็ค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาในสมองทีละนิดๆ จนบรรยากาศดูมืดครึ้มลงทันตา


                “ทานข้าวกันเถอะครับ” และก็เป็นอีกครั้งที่พี่มาร์คเป็นคนพูดทำลายบรรยากาศมัวหมองออกไปจากครอบครัวของเรา


                “ก่อนหน้านั้น...” ผมพยายามเปล่งเสียงให้เอ่ยถามอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ผมมีเรื่องอยากถามพี่” สรรพนามดั้งเดิมถูกเอ่ยออกมาอย่างเผลอตัว หากแต่พอมาคิดๆ ดูแล้วก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลยตีมึนไม่สนใจรอยยิ้มพึงพอใจของอีกฝ่ายและคาดคั้นถามเจ้าตัวต่อ “พี่รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าพ่อกับแม่ผมอยู่ไหน”


                หงึก! เขาพยักหน้ารับอย่างไม่อ้อมค้อม


                “แล้วพ่อกับแม่ไม่รู้เลยเหรอว่าผมกลับมาไต้หวันได้หลายสัปดาห์แล้ว” อีกไม่กี่วันผมก็จะเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ทำไมเพิ่งพามาพบพ่อกับแม่ตอนนี้ก็ไม่รู้


                “พ่อกับแม่ก็เพิ่งรู้วันนี้นี่แหละ” พ่อเป็นคนตอบคำถามพร้อมกับเหล่สายตามองชายหนุ่มเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ “ใช่ไหมมาร์ค”


                “ครับ” เขาขานรับด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่ได้มีแววสลดเลยแม้แต่น้อย “เพราะผมต้องการแน่ใจก่อนว่าน้องจำเรื่องราวของพวกเราได้แล้วจริงๆ และตอนนั้นผมเองก็ลังเลว่าจะพาเขากลับมาในโลกของเราดีหรือเปล่า”


                “...” พ่อนิ่งคิด แววตาอ่อนลงคล้ายกับเห็นด้วยกับความคิดอีกฝ่าย


                “เรื่องเครียดๆ เอาไว้คุยทีหลังเถอะ รีบกินข้าวก่อนที่อาหารจะเย็นซะก่อน” แม่ผมตัดบทและตักอาหารใส่จานอย่างเอาอกเอาใจ แม้ในหัวจะเต็มไปด้วยคำถามมากมายหากแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะเอ่ยถามออกไป


                เรา-ต้อง-คุย-กัน


                ผมเงยหน้าและขยับปากโดยไม่เปล่งเสียงบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ ทางนั้นพยักหน้าเข้าใจและก้มหน้าก้มตากินข้าว สลับกับพูดคุยกับพ่อและแม่ผมบ้างบางครั้ง





++++++++++++++++++++

100%

ความประทับใจและซึ้งใจที่น้องมีให้ จะทำให้เรื่องราวพลิกผันไปจากเดิมแน่นอนค่ะ






















ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #77 Bovy Blacky (@1349700183799) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 มีนาคม 2562 / 09:40
    ได้เจอกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาสักที
    #77
    0
  2. #76 ittimon19 (@ittimon19) (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 12:36

    แล้วรีบมาต่ออีกน้าาาาาาาาา

    #76
    0