[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,868 Views

  • 101 Comments

  • 326 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,148

    Overall
    6,868

ตอนที่ 24 : พันธนาการครั้งที่ 8-3 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 272
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    2 มี.ค. 62








eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 8





                ผมได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้และทำตัวตามปกติ กระทั่งตอนเย็นเมื่อผมเดินข้ามถนนเพื่อไปขึ้นรถเหมือนเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้กลับมีใครบางคนยืนพิงรถรออยู่แล้ว ผมเผลอขมวดคิ้วฉับอย่างครุ่นคิดแต่สองเท้ายังคงเดินตรงเข้าไปหาอีกฝ่าย พลันเข้ามาในรัศมีของอีกฝ่าย ผมก็เอ่ยถามออกไปทันที


                “คุณรออะไร” สายตาผมลอบมองสังเกตการแต่งกายของเขาอย่างเคยชิน            


                 เมื่อเช้าเขาไม่ได้สวมชุดนี้นี่นา


                “รอคุณนั่นแหละ” นัยน์ตาสีช็อกโกแลตเคลื่อนมองผมชั่วครู่เดียวก่อนรีบเบืนหน้าหนีเมื่อเราบังเอิญสบตากัน อาการเลิ่กลั่กมาพร้อมกับสีหน้าแปลกประหลาดยิ่งสร้างความสงสัยให้ผมมากยิ่งขึ้น


                “คุณรีบเหรอ ถ้ารีบก็ไปก่อนเลยนะ” ผมกอดอกและบอกเขาด้วยเสียงเรียบเรื่อยแม้ใจจะอยากหยิบโทรศัพท์ออกมากดโทรหาคุณแจ็คสันแล้วจิกศีรษะให้รีบมารับผมแทน “เดี๋ยวผมโทรหาคุณแจ็ค...” ยังพูดไม่ทันจบประโยคเขาก็พูดขัดทันที


                “เปล่า ไม่ได้รีบ” ไอ้อาการมองปากผมแล้วเบือนหน้าหนีนี่มันหมายความว่าไง? อยากดวลกันสักหมัดเหรอ ถามจริง?


                ผมสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดและท่องในใจว่าไม่ให้โกรธเคืองอีกฝ่ายเพราะขี้เกียจตามมาชดใช้เวรกรรมกับเขาอีกแล้ว ยามเมื่อปรับอารมณ์เป็นปกติเรียบร้อยแล้วผมก็เอ่ยถามสิ่งที่ยังสงสัยออกไป “แล้ววันนี้คุณแจ็คสันไปไหน ปกติจะเป็นคนมารับผมเองนี่”


                “เขาติดประชุมน่ะ วันนี้คุณเลยต้องกลับพร้อมผม” ผมกลอกตามองบนและปัดเรื่องไร้สาระออกจากสมองก่อนพยักหน้ารับส่งๆ


                “งั้นก็กลับกันได้แล้ว” ผมบอกและเดินอ้อมตัวรถขึ้นไปนั่งประจำที่นั่งข้างคนขับ อีกฝ่ายรีบตามเข้ามาก่อนบึ่งรถออกไป ผมแอบมองเขาเป็นระยะๆ จนสังเกตเห็นมือเรียวสั่นระริกอย่างน่ากลัว ผมไม่เข้าใจอาการเหล่านั้นและไม่คิดจะสนใจ ดังนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ออกมาเล่นเกมเพื่อเบี่ยงเบนสายตาแทน


                บรรยากาศภายในรถเงียบกริบจนผมได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย มันยิ่งดังมากขึ้นเมื่อเขาพยายามลอบมองใบหน้าของผม


                “ผมยังไม่อยากตายอีกรอบ เพราะงั้นช่วยหันกลับไปมองทางด้วย”


                “...” ร่างสูงสะดุ้งและหันขวับกลับมองถนนอย่างรวดเร็ว ผมส่ายหน้าพลันมุมปากกลับยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว


                ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงรถยนต์คันหรูก็จอดนิ่ง ผมค่อยๆ ละสายตาจากหน้าจอโทรศัพท์ก่อนกวาดมองวิวรอบข้างพลางส่งเสียงแปลกใจในลำคอ


                “คุณจะพาผมไปไหน” ที่ๆ เราอยู่ตอนนี้ไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่คุ้นเคย หากแต่เป็นลานจอดรถของภัตตาคารหรู ผมเหลือบมองอีกฝ่ายอย่างรอคำตอบ


                “ผมหิวข้าวน่ะ ขอแวะลงไปสั่งข้าวสักครู่แล้วกัน” ดวงตาหรี่ลงอัตโนมัติเพื่อจับพิรุธอีกฝ่าย ผมคงคาดเดาความคิดจากสีหน้าของเขาไม่ได้เลยหากสายตาไม่เผลอมองเห็นมืออันสั่นเทาของเขาซะก่อน


                “อยากกินข้าวกับผม?” คนถูกจับได้นั่งหลังตรงและแสดงอาการเลิ่กลั่กเหมือนหนูติดจั่น ผมมองด้วยสายตาขำขันและเอ่ยต่อ “”


                “...” คนถูกถามเบือนหน้ามองทางอื่นจนผมสังเกตเห็นใบหูอันแดงก่ำของเจ้าตัว เขาส่งเสียงครางรับในลำคอแผ่วเบาพร้อมทั้งรีบลนลานเปิดประตูลงจากรถ การกระทำอันแปลกประหลาดทำให้ผมเกิดคำถามวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในสมองว่า


                เขาเป็นบ้าอะไร?


                “ได้จองโต๊ะไว้ก่อนไหมครับ” บริกรหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ


                “ครับ จองในชื่ออี้เอินครับ” ผมหันมองด้วยความสงสัย เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ผมไม่เคยได้ยินเขาเอ่ยแนะนำตัวด้วยชื่อจริงเลยสักครั้ง เขามักใช้ชื่อจอมปลอมนี้เสมอ


                “เชิญทางนี้ครับ” ระหว่างเดินตามบริกรไปยังโต๊ะที่ถูกจองไว้ ผมก็เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยเพื่อไม่ให้เขารู้ว่ากำลังสนใจเรื่องของเขาอยู่


                “กลัวคนอื่นรู้หรือไงว่าตัวเองเป็นใคร”


                “ครับ?” ร่างสูงโปร่งหันกลับมาถาม


                “ชื่อก็มีแท้ๆ แต่กลับไม่ยอมใช้” ผมแสยะยิ้มก่อนเดินผ่านตัวเขาไปทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ที่บริกรพามา ชายคนนั้นนั่งลงฝั่งตรงข้ามก่อนสั่งอาหารมาสามสี่อย่าง ครั้นเมื่อคล้อยหลังบริกรไปแล้วเขาถึงได้หยิบยกประเด็นก่อนนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้ง


                “ผมไม่ได้กลัวว่าจะมีใครรู้จักตัวตนของผม แต่การที่ใช้นามแฝงแบบนี้มันปลอดภัยกับคนใกล้ตัวมากกว่า” แววตานุ่มลึกที่ยากจะคาดเดาความคิดจ้องตรงมาที่ผมนิ่งงัน เขามองอยู่แบบนั้นจนผมเป็นฝ่ายถอนสายตาออกไปก่อน


                ไหนเลยจะไม่เข้าใจความหมายสายตาที่เขาต้องการสื่อ แต่แล้วมันยังไงล่ะ? ผมเข้าใจแต่ไม่ก็ได้ยอมรับมันอยู่ดี


                “ฟังดูดีนะครับ” ผมประชดพลางเบ้ปากใส่ อีกฝ่ายหน้าจืดสนิทแต่ก็พยายามกอบกู้หน้าตัวเองกลับคืนมา


                “ถ้าคุณได้ลองเปิดใจมองผมจริงๆ คงจะเข้าใจอะไรมากกว่านนี้”


                “คงต้องขอโทษที่ผมปิดตาและปิดใจไปนานแล้ว ไม่อาจมองเห็นในสิ่งที่คุณอยากให้เห็นได้หรอก” อาหารมื้อนั้นกร่อยลงอย่างไม่ต้องเดาให้ยาก เราสองคนต่างฝ่ายต่างเงียบกระทั่งกลับมายังบ้านหลังเดิม และทันทีที่ได้ลงจากรถ ผมก็มุ่งตรงกลับขึ้นห้องตัวเองโดยไม่สนใจเสียงของคุณแจ็คสันที่เอาแต่ตะโกนถามลั่นว่าหายไปไหนมา


                เพราะถ้าเขาอยากรู้จริงๆ เพียงแค่ปริปากถามเจ้านายตัวเองก็จะได้รับคำตอบแล้ว ไม่ต้องลำบากแหกปากตะโกนอยู่แบบนี้หรอก





 

                ขณะเดียวกัน ระหว่างที่อี้เอินและแบมแบมกำลังมึนตึงใส่กันอยู่นั้นเอง อีกด้านของแผ่นดินไต้หวันกำลังมีการประชุมปลุกระดมของคนกลุ่มหนึ่งเกิดขึ้น กลุ่มคนประมาณกว่าครึ่งโหลนั่งชุมนุมภายในห้องลับอันมืดสนิท แม้เบื้องหลังจะมีแว่วเสียงเพลงจากชั้นล่างสุดดังแว่วมาเป็นระยะๆ แต่ทว่ามันกลับไม่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของคนภายในห้องนี้แม้แต่น้อย


                พรึ่บ! พลันภาพแอบถ่ายชายคนหนึ่งในอิริยาบถต่างๆ ก็ถูกฉายขึ้นจอ


                “มีเพียงสามภาพที่เราแอบถ่ายมาได้” ใครบางคนเอ่ยขึ้น นั่นยิ่งทำให้คนอื่นๆ ต่างเพ่งสายตามองอย่างสนใจ “...ช่างยากเย็นอย่างยิ่ง”


                “แค่ภาพถ่ายไกลๆ ไม่กี่ภาพ ถึงกับต้องสังเวยชีวิตลูกน้องฉันไปตั้งสามคนเชียวหรือ” เกิดคำถามจากชายหัวโล้นผู้เป็นเจ้าของลวดลายมังกรอันสง่าบนใบหน้าตามมาทันที แต่ก่อนจะเกิดการทะเลาะของคนภายในกลุ่ม เจ้าของนัยน์ตาคมกริบที่นั่งหลับตานิ่งฟังการพูดคุยของคนอื่นๆ มานานก็เอ่ยถามแทรก


                “คราวนี้ไม่ผิดตัวแน่นะ”


                “ครับ จากที่ติดตามสังเกตพวกมันมานานก็ทำให้แน่ใจได้ครับว่าไม่ผิดตัว”


                “ดี! จะได้สะสางบัญชีแค้นรวดเดียวให้หมดเลย” ชายหัวโล้นเข่นเขี้ยวด้วยสีหน้ากระหายล้างแค้น


                “ให้ผมส่งสไนเปอร์ไปเลยไหมครับ” ทำให้คนอื่นๆ รีบเสนอรับหน้าที่นั้นเพราะต้องการสร้างผลงานให้กับตัวเอง


                “ยังก่อน รอให้ถึงวันประมูลสินค้าเดือนหน้าก่อน” ทว่าความกระตือรือร้นนั้นกลับถูกยับยั้งไว้ด้วยคำพูดของหัวหน้าใหญ่ “ฉันต้องการโค่นล้มองค์กรไท่เวยพร้อมๆ กับกำจัดเสี้ยนหนามทั้งหมดออกไปให้พ้นทาง”


                “เฮ!” เสียงโห่ร้องเห็นดีเห็นงามดังระงมจนผู้เป็นนายใหญ่เผลอกระตุกยิ้มร้ายกาจออกมา เพราะเขาเองก็เฝ้ารอวันที่จะได้ทำลายองค์กรไท่เวยมานานแล้วเช่นกัน


                “หึๆ ฉันต้องตอบแทนความเก่งกาจของมันที่สามารถหลบซ่อนจากการตามล่ามาได้นานตั้งหลายปี” นั่นเป็นคำพูดจากชายหัวโล้นที่อัดแน่นไปด้วยความแค้นเคืองภายในใจ

 




+++++++++++++++++

100%




                                


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #75 Kiki (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 20:08

    มันจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ให้พระนายได้มีมุมน่ารักๆแบบนี้หน่อยเถอะ อย่าเพิ่งมีเรื่องกันเลยนะ

    #75
    1
    • #75-1 Mmuraii (@monsin) (จากตอนที่ 24)
      2 มีนาคม 2562 / 21:17
      >3< ตอนต่อไปก็ยังหวานอยู่ค่ะ (?)
      #75-1
  2. #74 VioletRockZtar (@Deathlolipop) (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 2 มีนาคม 2562 / 10:21
    ทำไมรู้สึกว่าแบมไม่ธรรมดา
    #74
    0