[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,824 Views

  • 101 Comments

  • 323 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,104

    Overall
    6,824

ตอนที่ 22 : พันธนาการครั้งที่ 8-1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 31 ครั้ง
    31 ม.ค. 62






eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 8




 

                ผมนิ่งเงียบไปนานจนอีกฝ่ายต้องถามย้ำอีกครั้ง (ผมถามว่าจะกลับตอนไหน)


                “ไม่ทราบครับ อาจดึกๆ หน่อย” ผมข่มเสียงในราบนิ่งเป็นปกติและเตรียมกดวางสายร่อมร่อ คิดเอาเองว่าถ้าเขาสั่งห้าม ยังไงผมก็จะไม่เชื่อฟัง จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้เขาโขลกสับเด็ดขาด


                (อืม ดูแลตัวเองดีๆ) แต่กลับตรงกันข้าม นอกจากจะไม่ห้ามแล้วยังบอกให้ดูแลตัวเองอีก


                “ครับ” ผมขานรับสั้นๆ ก่อนกดวางสายไป ประจวบเหมาะกับจินยองฮยองเดินออกมาพอดี เขาเลิกคิ้วและเอ่ยถามสั้นๆ ว่า


                “ตกลงเขาอนุญาตไหม” แม้จะรู้ดีว่าคำว่า เขา ของผมกับจินยองฮยองจะไม่ได้กล่าวถึงคนๆ เดียวกัน แต่ผมก็ขี้เกียจจะอธิบายอะไรยืดยาวเลยขานรับส่งๆ ไปแบบนั้นเอง


                “ครับ”


                “โอเค งั้นก็ไปกันเลย” ผมนั่งเป็นหนุ่มสก๊อยซ้อนท้ายบิ๊กไบค์คันใหญ่ของจินยองฮยองมาจนถึงย่านการค้าชื่อดัง ตลอดถนนเส้นนี้คลาคล่ำไปด้วยร้านนั่งดื่มทั้งสองฟากฝั่ง เราสองคนขี่รถเข้ามาจนเกือบสุดถนนก่อนจะจอดลงหน้าร้านอาหารกึ่งผับสไตล์ยุโรปหน่อยๆ ผมกระโดดลงจากรถและเงยหน้าพึมพำอ่านชื่อร้านเสียงเบาว่า


                “WOLO” จินยองฮยองบังเอิญได้ยินเข้าเลยหันมายักคิ้วหลิ่วตาให้


                “ร้านโปรดพี่เลยนะ” เขาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจราวกับเป็นเจ้าของร้านซะเอง “เข้าไปเถอะ พี่โทรจองโต๊ะไว้แล้ว”


                “ฮยองเดินนำไปก่อนเลย” ผมผายมือเชื้อเชิญให้เขาเดินนำไปก่อน จากนั้นค่อยเดินตามไปเงียบๆ แต่สายตาก็เริ่มกวาดมองสำรวจรอบร้านด้วยความสนใจ เราเดินเข้ามาโซนด้านในสุดที่ค่อนข้างเป็นส่วนตัว จินยองฮยองเลือกมุมนั่งติดหน้าต่างซึ่งสามารถมองเห็นวงดนตรีได้ชัดเจน


                “แบมชอบดื่มอะไร” จินยองฮยองหันมาถาม


                “ผมดื่มได้ทุกอย่าง” แต่ prefer ไวน์แดง...


                “งั้นเบียร์แล้วกันเนอะ” ผมพยักหน้ารับโดยง่าย พอพนักงานรับออเดอร์ไปแล้ว เราสองคนก็หันกลับมาและคุยกันเพื่อไม่ให้บรรยากาศภายในโต๊ะเงียบจนเกินไป


                “ฮยองชอบมาร้านนี้เหรอ” ผมหันมองบรรยากาศรอบร้านอีกครั้งด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ กลิ่นอายผับสไตล์ยุโรปกระจายอยู่ทุกที่ที่กวาดสายตามอง


                “ใช่ พี่ชอบบรรยากาศของร้าน ดูสงบดี”


                “ฮ่าๆ ผมก็เริ่มชอบเหมือนกัน” เพียงไม่นาน เบียร์ขวดขนาดกลางก็มาวางเรียงตรงหน้าเราห้าขวด ผมเบิกตาโตและเงยหน้าขึ้นถามจินยองฮยองว่า “เราจะดื่มหมดนี่เลยเหรอครับ”


                “หืม? แค่ห้าขวดเองนะ” จินยองฮยองขมวดคิ้วแปลกใจ เขามองหน้าผมสลับกับมองขวดเบียร์บนโต๊ะไปด้วย “ปกติพี่ดื่มเยอะกว่านี้อีก”


                “แต่ฮยองต้องขี่รถกลับอีกนะ แบบนี้ไม่อันตรายแย่เหรอ”


                “ถ้ากลับไม่ไหวก็โทรให้น้องชายมารับ” อีกฝ่ายตอบอย่างไม่ยี่หระพลางเอื้อมหยิบขวดเบียร์ไปกระดกดื่มก่อนเป็นคนแรก ผมมองเขานิ่งชั่วครู่ก่อนเริ่มหยิบขวดเบียร์ขึ้นดื่มบ้าง เราดื่มสลับกับเล่าเรื่องชีวิตของแต่ละคนไปเรื่อยๆ จนขวดเบียร์มันเริ่มเพิ่มขึ้นจากห้าขวดเป็นสิบขวด แต่กระนั้นเราสองคนก็ยังไม่หยุด


                “เดี๋ยวน้องชายพี่จะมาดื่มด้วย แบมสะดวกหรือเปล่า”


                “มาเลยเพ่” เสียงผมเริ่มยานคางและอ้อแอ้จนแทบจะกลายเป็นการลากเสียง “ดื่มเย้อๆ สนุกดี”


                “เมาแล้วเหรอ” ผมได้ยินเสียงจินยองฮยองถาม แต่เพราะพูดด้วยอาการลิ้นพันกันจนไม่รู้เหมือนกันว่าพูดตอบกลับไปว่าอะไรบ้าง “อืม อาการแบบนี้เรียกว่าเมาแล้ว”


                ระหว่างเราสองคนเริ่มคุยกันไปคนละเรื่อง ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับผม ภาพอันเลือนลางทำให้ผมต้องยืนขึ้นและยืดตัวเข้าไปมองใกล้ๆ “คร้ายยยย?”


                และนั่นคือคำถามสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นความว่างเปล่า


 

จินยอง


                ผมเหลือบมองไอ้ตัวแสบพร้อมอมยิ้มขำ เมื่อกี้เด็กมันยื่นหน้าเข้ามาใกล้หน้าน้องชายผมจนแทบจะจูบปากกันก่อนล้มฟุบหน้าคะมำลงกับโต๊ะและสลบไปเลย


                “ใครกันเนี่ยฮยอง” สุ้มเสียงทุ้มอันเป็นเอกลักษณ์เอ่ยถามหลังจากเหตุการณ์กลับสู่ความสงบแล้ว


                “น้องที่ทำงานน่ะ เห็นแมนๆ แต่ไม่คิดว่าจะคออ่อนแบบนี้” ผมตอบพลางหัวเราะไปพลาง


                “คบแต่คนแปลกๆ” ยูคยอมบ่นพลางปรายหางตามองแบมแบมด้วยความตำหนิ “ไอ้เด็กนี่ก็เหมือนกัน เป็นบ้าหรือเปล่าถึงชอบยื่นหน้าเข้าหาคนแปลกหน้าตั้งแต่เจอกันครั้งแรก”


                “น้องมันเมาน่า” ผมตบไหล่กว้างอย่างปลอบใจ


                “เมาหรือบ้า?”


                “แกจะหาเรื่องน้องมันทำไม” ผมคิ้วกระตุก ไอ้น้องเฮงซวยนี่ต้องการอะไรกันแน่ มาถึงก็ทำให้เหล้าผมกร่อยเลยนะ


                “เฮ้อ” มันถอนหายใจและหันไปยกมือสั่งเหล้าของตัวเอง ผมได้แต่ส่ายหน้าระอาใจกับความโผงผางของน้องชายตัวเอง


                “อื้อ แจ่บๆ” ทว่าความสนใจกลับถูกเบี่ยงเบนให้หันมาสนใจเด็กหนุ่มหน้าอ่อนอีกครั้ง เด็กนี่นอนแบบเอาหน้าแนบกับโต๊ะทำให้แก้มอูมๆ กลายร่างเป็นก้อนจนเกิดความรู้สึกมันเขี้ยวยามได้มอง ขณะที่มือเอื้อมออกไปเพื่อจับก้อนนุ่มนิ่มตรงหน้ากลับมีมือหนาของใครบางคนยื่นมาตีมือผมออกก่อน


                “โทษทีนะครับคุณพัคจินยอง ผมคงให้คุณแตะต้องคุณหนูไม่ได้ครับ” เขาคงเป็นบอดี้การ์ดของใครสักคนที่รู้จักผม ไม่งั้นไม่มีทางเรียกชื่อผมถูกแน่นอน หรือว่าจะเป็นบอดี้การ์ดของเด็กคนนี้นะ?


                “คุณหนูเมามากแล้ว ผมคงต้องขอพาตัวเขากลับก่อน” เขาเหล่หางตามอง คุณหนู ของตัวเองพร้อมกับตั้งท่าจะอุ้มจากไป หากแต่ผมไม่ยอมเพราะไม่แน่ใจว่าเขารู้จักแบมแบมจริงหรือเปล่า


                “ผมคงให้คุณพาตัวเขาไปไม่ได้ครับ” ผมลุกขึ้นและยืนขวางไม่ให้เขาเข้าถึงตัวของแบมแบมพร้อมกางแขนออกอย่างปกป้อง “ในเมื่อผมพาเขามา ผมก็จะพาเขาไปส่งบ้านเองครับ”


                “อย่าให้ผมต้องใช้กำลังเลยน่า” อีกฝ่ายหน้าเริ่มตึงเครียด


                “ก็เอาเซ่! ผมก็คันไม้คันมือเช่นกัน” ผมถกแขนเสื้อขึ้น การกระทำดังกล่าวทำให้น้องชายตัวโตลุกยืนและใช้มือจับขวดเบียร์รอก่อนแล้ว


                “คุณกำลังหาเรื่องใส่ตัว” ชายคนนั้นกดเสียงต่ำ สายตาและสีหน้าพร้อมเข้าบวกกับผมได้ตลอดเวลา และเรื่องมันคงจะวุ่นวายกว่านี้หากไม่มีกลุ่มคนเดินเข้ามาซะก่อน


                “นายถอยไปก่อนเร็น” เสียงทุ้มห้าวติดจะมีแววสนุกสนานกล่าวขึ้น “เดี๋ยวฉันจัดการเรื่องนี้เอง”


                ผมหันมองกลุ่มคนมาเยือนด้วยความแปลกใจ ยิ่งได้เห็นรอยยิ้มบ้าบอของอีกฝ่ายก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คนของนายเองเหรอ?”


                ผมเอ่ยถามและลดการ์ดป้องกันตัวลง


                “ใช่แล้ว” แจ็คสันเดินเข้ามากอดคอผมและชวนคุยราวกับสนิทกันมาแต่ชาติปางก่อน “ขอโทษที่ลูกน้องฉันก้าวร้าวใส่”


                “ไม่มีปัญหา ถ้าฉันรู้ว่าเป็นลูกน้องนายคงไม่ขัดขวาง” ผมสลัดท่อนแขนแกร่งออกและเดินกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิม จากนั้นก็หยิบขวดเบียร์ขึ้นกระดกและพูดกับเขาอย่างไม่ใคร่สนใจถึงตำแหน่งนายจ้างหรือลูกจ้างเลยแม้แต่น้อย “เด็กนี่เมามากแล้ว นายพากลับไปนอนก็ดี”


                “ฉันจะพาแบมแบมกลับไปแน่ แต่ก็อยากดื่มกับนายด้วย” อีกฝ่ายยกยิ้มและเดินอ้อมทิ้งกายลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับผม “ว่าแต่นี่น้องชายของนายเหรอ”


                “อืม” ผมขานรับส่งๆ และระหว่างที่เราสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั่นเอง เสียงไม่ได้ศัพท์ของเจ้าคนขี้เมาก็ดังขึ้น


                “อื้อ อ่อ อือ” ผมจับใจความได้เพียงเท่านี้


                “สงสัยจะเมามากเลยนะเนี่ย” แจ็คสันเปรยเสียงกลั้วหัวเราะ “แบบนี้ระเบิดจะลงหรือเปล่านะ”


                “ระเบิดอะไรของคุณ?” เพราะไม่เข้าใจเลยหลุดปากถาม


                “ก็ระเบิดเวลาไง ฮ่าๆ ผมคงต้องรีบพาเขากลับแล้วแหละ” หมอนี่พูดไม่รู้เรื่องแถมยังแย่งขวดเบียร์ในมือผมไปกระดกดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็ขยิบตาใส่และทิ้งท้ายด้วยประโยคว่า “ไว้วันหลังฉันค่อยมาดื่มกับนายแล้วกัน”


                “ชาติหน้าเถอะ” ผมสบถเสียงแข็งและมองเขาด้วยสายตาตำหนิ โดยที่การกระทำทั้งหมดล้วนว่างเปล่าเพราะอีกฝ่ายไม่สนใจแถมยังอุ้มแบมแบมออกไปหน้าตาเฉย ผมทอดสายตามองตามพร้อมกับเกิดความสงสัยในใจว่า


                ...หรือสองคนนี้จะมีซัมธิงกัน?


                ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นผมก็ซวยแล้วสิ! เมื่อกลางวันเม้าต์ให้แบมแบมฟังเยอะเลยว่าแจ็คสันกับคุณอี้เอินเป็นคู่จิ้นกัน 



++++++++++++++++++

100%









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 31 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #58 KGXUS8683 (@KGXUS8683) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 11:04
    น้องเมาแล้วจะขี้อ้อนไหมคะ อยากเห็นน้องอ้อนพี่แบบน่ารักๆไม่รู้ตัว 😁😁😁😁

    รอนะคะไรท์ 😊😊😊😊
    #58
    0
  2. #57 VioletRockZtar (@Deathlolipop) (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 มกราคม 2562 / 08:57
    น้อง เมาแอ๋เลย ตายแน่
    #57
    0