[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,808 Views

  • 101 Comments

  • 323 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,088

    Overall
    6,808

ตอนที่ 20 : พันธนาการครั้งที่ 7-2 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 345
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    18 ก.พ. 62








eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 7






                เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นทำให้อากาศภายในห้องนอนพลันหนักอึ้งจนแทบหายใจลำบาก ผมพยายามขยับตัวเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดและเบือนหน้าหนี ขณะนี้ทั้งผมและเขาต่างเบือนหน้ามองกันคนละทิศละทาง กว่าคลื่นแห่งความอึดอัดจะจางหายไป ก็เล่นซะผมแทบเดินหนีออกไปก่อน


                “ถ้าพี่ยอมทำตามคำขอ นายจะยกโทษให้พี่ได้หรือเปล่า” แว่วเสียงคล้ายคนกำลังกล้ำกลืนความเสียใจเอ่ยถาม


                “พี่คิดว่าผมควรยกโทษให้งั้นเหรอ” ผมถามเสียงสูงพร้อมทั้งแค่นเสียงหัวเราะอย่างเยาะเย้ย “...คิดว่ามันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ”


                “พี่ไม่เคยต้องการให้เรื่องมันเกิดขึ้น ถ้าเลือกได้วันนั้นพี่จะไม่ปล่อยให้นายหลุดมือ ต่อให้ต้องดำน้ำทะเลลึกหลายหมื่นเมตรพี่ก็ยอม”


                “เฮอะ! เรื่องมันผ่านมาแล้วก็พูดได้สิ” ผมเย้ยหยันออกมาหนึ่งประโยค จากนั้นจึงโบกมือไปมาคล้ายไม่ใคร่ใส่ใจคำพูดของอีกฝ่าย “คุณไปรอข้างล่างแล้วกัน เดี๋ยวผมอาบน้ำเสร็จจะตามลงไป”


                “...” เขายืนมองผมนิ่งด้วยดวงตาแดงระเรื่อ ผมเหลือบมองเพียงแวบเดียวก่อนจะหันหนีอีกรอบก่อนจะสำทับออกไปอีกครั้ง


                “ออกไปเถอะ”


                “ปันปัน”


                “เรียกผมว่าแบมแบมดีกว่า” ผมแก้คำพูดและลุกลงจากเตียง อาการปวดหัวยังคงเหลืออยู่บ้างแต่ไม่ได้หนักหนามากนัก ผมฝืนพาตัวเองเข้าห้องน้ำและชำระร่างกาย...ไม่เพียงแค่ต้องการให้ร่างกายสะอาด แต่ผมยังต้องการกลบร่องรอยความเสียใจที่แสดงออกมาในรูปของหยดน้ำตาที่ไหลออกจากดวงตาคู่นี้ด้วยเช่นกัน


                ใช้เนิ่นนานกว่าจะกลับมาอยู่ในสภาพปกติและพร้อมเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ซึ่งระหว่างนั่งรถไปยังวัดที่เราเคยสาบานกันเมื่อหลายปีก่อนไม่มีคำพูดใดๆ ระหว่างเราสองคนเลย ผมยังคงนั่งเงียบทอดสายตามองวิวข้างทางไปเรื่อยๆ ส่วนอีกฝ่ายก็เอาแต่นั่งนิ่งมองตรงโดยสายตาไม่ได้โฟกัสไว้กับสิ่งใดเหมือนเขากำลังมองไปยังจุดไกลลิบ


                พอรถมาจอดหน้าวัดผมก็รีบลงจากรถทันที ท่าทีคล่องแคล่วช่างแตกต่างจากอีกฝ่ายชัดเจน


                “คุณเดินนำไปสิ ผมจำทางไม่ได้แล้ว” ผมหันไปพูดกับเขาเป็นประโยคแรกตั้งแต่ออกเดินทางกันมา


                “...” ดวงตาสีช็อคโกแลตฉายแววเจ็บปวด แต่เขาก็ยอมเดินนำเข้าไปยังห้องโถง (ถ้าผมเรียกไม่ผิดนะ) ขนาดใหญ่ที่ๆ เราสองคนเคยมากรีดเลือดสาบานกัน คราวที่แล้วผมโดนหลอกให้มา แต่คราวนี้แตกต่าง...


                “เราต้องถอนคำสาบานกันยังไง” ผมเอ่ยถามแต่กลับไม่ได้รับคำตอบจากอีกฝ่าย สองเท้าจึงเดินมุ่งหน้าไปหาหลวงพ่อที่กำลังกวาดพื้นอยู่ตรงประตูห้องโถงนี้ ผมยกมือไหว้และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “หลวงพ่อครับ พอจะทราบวิธีถอนคำสาบานหรือเปล่าครับ”


                “หืม?” ท่านส่งเสียงคล้ายแปลกใจ “จะถอนคำสาบานงั้นหรือ”             


                “ครับหลวงพ่อ” ผมพยักหน้า ท่านจ้องมองผมอย่างเพ่งพินิจก่อนเหลือบมองทางด้านหลัง เพียงไม่นานคำพูดคล้ายปริศนาเล่นทายคำก็เอ่ยออกมาว่า “ของที่มันคู่กันแล้ว ย่อมไม่แคล้วจากกัน”


                “ครับ?”


                “ถึงโยมจะถอนคำสาบานก็หนีจากเขาไม่พ้น” ผมครุ่นคิดตามและเผลอเหลือบมองตามสายตาของหลวงพ่อจนได้ประสานสายตาเข้ากับอีกฝ่าย “บุญกรรมมันนำพาให้มาเจอกันแล้ว ก็ใช้โอกาสนี้อุดหนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันเถิดโยม”


                “ผมไม่เข้าใจครับ” ผมขมวดคิ้วยุ่ง ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายกำลังเต้นระรัวราวกับตื่นเต้นกับสิ่งใดก็ไม่อาจทราบได้


                “พูดไปตอนนี้โยมก็ไม่เข้าใจหรอก ไว้พอถึงเวลาแล้วทุกอย่างจะกระจ่างในตัวของมันเอง” ท่านระบายยิ้มมีเมตตาและเดินนำผมกลับไปยังจุดถอนคำสาบานพร้อมกับเปิดตู้ไม้ขนาดเล็กใต้ฐานพระพุทธรูปเพื่อหยิบแก้วทองเหลืองรูปทรงแปลกตาอันเดิมออกมา คราวนี้เราใช้แก้วสองใบที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ผมรับมาถือไว้หนึ่งใบและยัดใส่มืออีกฝ่ายอีกหนึ่งใบ


                “ตอนสาบานใช้เลือด ตอนถอนคำสาบานก็ต้องใช้เลือดนะโยม” ผมพยักหน้ารับและรับกริชเงินมาถือไว้ หัวใจกำลังเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ผมน่ะกลัวเลือดจะตาย แต่เพราะทิฐิที่มากล้นทำให้กล้ากดปลายเข็มลงบนปลายนิ้วตัวเองหนึ่งครั้งจนเกิดเสียง แกร๊ก ขึ้น ความเจ็บปวดแล่นปราดจากปลายนิ้วลามขึ้นมาถึงต้นแขน ผมเงยหน้าขึ้นมองหลวงพ่อและถามเสียงเบาว่า “ต้องทำยังไงต่อครับ”


                “แตะเลือดลงบนมังกรบนแก้ว”


                “แบบนี้ใช่ไหมครับ” ผมถามและค่อยแนบปลายนิ้วตัวเองซึ่งมีหยดเลือดสีแดงสดแต่งแต้มอยู่ลงบนลายมังกรบนแก้ว


                “อืม คราวนี้ก็ให้พ่อหนุ่มคนนี้ทำบ้าง” กริชถูกสับเปลี่ยนเข็มใหม่และยื่นให้อีกฝ่าย เขาทำท่าอิดออดไม่อยากรับแต่สุดท้ายก็ต้านทานสายตาตำหนิของผมไม่ไหวจึงยอมรับไปเจาะเลือดตัวเองและแต้มลงบนแก้วทองเหลืองในมือได้สำเร็จ


                “คราวนี้ก็เอาอธิฐานต่อหน้าพระเจ้าว่าขอถอนคำสาบานแล้วค่อยเทสาโทลงบนลางน้ำที่ฐานพระคนละด้าน เท่านั้นก็เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี”


                “ครับผม” ผมขานรับและอธิฐานในใจเรื่องขอถอนคำสำบาน จากนั้นจึงเทสาโทลงบนฐานพระในมุมใกล้ตำแหน่งที่ผมยืนมากที่สุด พอตัวเองทำเสร็จก็ยืนจ้องอีกฝ่ายจนกระทั่งพิธีเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ผมจึงกราบลาหลวงพ่อและเดินไปไหว้พระเจ้าองค์อื่นๆ เพื่อเสริมศิริมงคลแก่ตัวเอง


                ซึ่งระหว่างเดินขอพรอยู่นั้น ฝีเท้าหนักของผู้ชายคนนั้นก็เดินตามมา เขาเร่งจังหวะมาเดินตีคู่กับผมจนได้


                “ผมขอคุยด้วยหน่อยสิ”


                “ผมอยากไหว้พระขอพรเงียบๆ” ผมตอบกลับเสียงนิ่ง


                “ผมยินยอมทำตามคำขอมากขนาดนี้แล้ว แค่จะคุยด้วยนิดหน่อยยังไม่ได้เลยหรือไง”


                “อยากพูดอะไรก็พูดออกมาสิ”


                “ถ้าเจอครอบครัวแล้วจะกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว หรือว่ากลับประเทศไทย” เรื่องนี้ผมยังไม่ได้คิดเพราะทางเลือกมันค่อนข้างบีบบังคับจิตใจเกินไป ผมไม่อยากทิ้งครอบครัวแต่ก็ไม่อยากทิ้งลุงกับป้าให้อยู่ตามลำพัง


                เออ จริงสิ ก่อนหน้านี้ป้าบอกว่าต้องรีบหาเงินไปใช้หนี้ถ้าผมกลับมาหาครอบครัวที่นี่และทิ้งให้พวกท่านชดใช้หนี้เพียงสองคนก็คงจะกลายเป็นคนอกตัญญูไปเลย เพราะงั้นผมควรเคลียร์เรื่องทางนั้นให้เรียบร้อยก่อนแล้วจึงค่อยกลับมาอยู่ที่นี่


                “ผมยังไม่ได้คิด”


                “...” พอเขาถามถึงลุงกับป้า ผมก็เลยสงสัยขึ้นมาอีกเรื่อง


                “คุณบอกผมหน่อย เรื่องหนี้ของลุงกับป้าผม คุณมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปล่า”


                “หนี้อะไร” เขาขมวดคิ้วยุ่งคล้ายไม่เข้าใจคำถามของผม


                “ถ้าคุณไม่รู้ก็ไม่เป็นไร...”


                “ผมไม่ได้ทำอะไรพวกเขาและไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องหนี้ สิ่งเดียวที่ผมทำคือให้เงินพวกเขาก้อนหนึ่งเพื่อให้คุณยอมตกลงมาไต้หวันกับผม”


                “อ้อ เก็ตล่ะ” เรื่องหนี้สินคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ป้าคงเล่นละครเพื่อบีบให้ผมยอมตกลงมาที่นี่กับเขางั้นสิ? ร้ายนักนะ ถึงว่าแหละ วันที่ผมเอาเจ้าลาเต้กับมอคค่าไปฝากถึงได้ดูดีอกดีใจแทนที่จะร้องไห้คร่ำครวญไม่ให้ผมมาซะอีก


                “ปัน...ไม่สิคุณแบมแบม” เขารั้งชายเสื้อผมไว้จนต้องหยุดเดิน ดวงตาสีช็อคโกแลตจ้องลึกเข้ามาราวกับกำลังสะกดจิตไม่ให้เดินหนี “ผมมีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้บอกให้คุณรู้และก็คิดมาตลอดว่าถ้าได้เจอคุณอีกครั้งผมจะต้องพูดมันออกมาให้ได้”


                เขาเงียบไปชั่วอึดใหญ่ก่อนเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ผมขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ขอโทษที่วันนั้นปกป้องคุณไม่ได้”


                “...” น้ำตาผมรื้นขึ้นคลอหน่วยตาอย่างห้ามไม่อยู่


                “พี่ขอโทษที่ทำให้นายต้องมารับเคราะห์แทน”


                “พอเถอะ ผมลืมมันไปหมดแล้ว” ผมบิดมือเขาออกและเดินหนีออกมา ไม่มีเสียงวิ่งตามมาแต่อย่างใด ผมจึงรีบจ้ำเท้าเข้าห้องน้ำและร้องไห้โฮราวกับเสียใจสุดขีด ผมเสียใจ เจ็บใจและโกรธเกลียดเขามาก แต่ถึงจะรู้สึกแบบนั้นแต่ทว่าในใจลึกๆ กลับโหยหาและให้อภัยอย่างง่ายดาย


                ตอนนี้สภาพจิตใจผมกำลังทำงานต่อต้านกันอย่างหนัก





+++++++++++++++++++
100%
นุ้งแบมเป็นคนเก่งแต่เก่งไม่สุด ต้องมาแอบร้องไห้ตลอด
ขอเวลาให้น้องได้ทำใจอีกสักหน่อย แล้วคุณพี่จ๋าค่อยรุกนะจ๊ะ


ปล. เรื่องนี้ตั้งใจว่าจะเขียนให้จบก่อนเดือนเมษา เอาใจช่วยเราด้วยนะว่าจะทำได้หรือเปล่า 555
เพราะภายในปีนี้แพลนว่าจะเขียนนิยายให้จบอย่างต่ำห้าเรื่องค่ะ (นับเฉพาะเรื่องยาวนะ)



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #55 MM_MB (@maemetggt) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 07:40
    งื้อ รอนะคะ
    #55
    0
  2. #54 Kiki (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 22 มกราคม 2562 / 00:10

    สงสารน้อง ฮึก

    #54
    0
  3. #53 Aom5659 (@Aom5659) (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 21 มกราคม 2562 / 22:34
    น้องเสียน้ำตาเยอะ
    #53
    0