[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,839 Views

  • 101 Comments

  • 324 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,119

    Overall
    6,839

ตอนที่ 19 : พันธนาการครั้งที่ 7-1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 375
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    18 ก.พ. 62








eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 7



 

                  ตึกๆ


                ฝีเท้าหลายคู่เดินอย่างเร่งรีบตรงมาทางนี้ หากแต่ร่างกายอันหนักอึ้งและเหนื่อยล้าจนเกินไปก็ทำให้ไม่อยากหันกลับไปมองจึงทิ้งเข่าทรุดกายลงนั่งติดพื้น มือสองข้างยกขึ้นปิดบังใบหน้าพร้อมก้มนิ่ง หัวใจผมเจ็บปวดจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก แล้วความรู้สึกหนักอึ้งก็ตีตื้นจุกอยู่บริเวณลำคอ ความทรมานถูกระบายออกมาในรูปของหยาดน้ำใสซึ่งรื้นขึ้นเต็มดวงตาคู่นี้  


                ตึก...ตึก


                มีใครบางคนเดินเข้ามาหยุดยืนบริเวณด้านหลังของผม เขาเงียบอยู่สักพักก่อนจะเอ่ยแทรกความเงียบงันขึ้นมาว่า “พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ครอบครัวของนายย้ายจากไปเมื่อหลายปีก่อน”


                คำพูดของเขาฝังลึกลงมาในจิตใจอันบอบช้ำของผม


                “พวกเขาคิดว่านายตายไปแล้ว” คำพูดนั้นยังคงดังต่อเนื่อง “เลยย้ายไปอยู่ที่อื่น”


                ตุ้บ! มือผมหล่นลงตามแรงโน้มถ่วง ความจริงอันโหดร้ายส่งผลต่อความรู้สึกมากเกินไปจนเผลอทำร้ายร่างกายตัวเอง รสเลือดฝาดที่คาวคลุ้งทั่วโพรงปากเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าร่างกายกำลังอยู่ในสภาะวะต่อต้าน อีกทั้งร่างกายยังแสดงอาการสั่นไหวรุนแรงจนหูอื้อตาลาย


                จู่ๆ คำถามหนึ่งก็ผุดเข้ามาในหัว ที่พ่อกับแม่ย้ายหนีไปเป็นเพราะลืมผมแล้วใช่ไหมแค่คิด ความเจ็บปวดก็ไหลทะลักท่วมท้นร่างกาย พอจิตใจได้รับผลกระทบรุนแรงจึงไม่แปลกที่สมองจะสั่งชัตดาวน์ร่างกายเพื่อรักษาสภาพจิตใจของตัวเองไม่ให้ได้รับความเสียหายมากกว่านี้ เกิดเสียง วิ๊ง ดังยาวๆ หนึ่งครั้งก่อนทุกอย่างจะมืดดับไป

 


อี้เอิน (มาร์ค)


                ร่างเล็กนั่งเหม่อลอยราวกับถูกทิ้งไว้บนโลกนี้คนเดียว เขานั่งก้มหน้านิ่งเงียบ ผมรู้ว่าเขากำลังเสียใจที่ครอบครัวจากไป แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ไม่ใช่เหรอ ตราบใดที่เขายอมรับตัวตนที่แท้จริง ผมก็พร้อมจะพาเขากลับไปหาครอบครัวได้ทุกเมื่อ ทว่าความคิดกลับต้องถูกเก็บพับกะทันหัน เพราะจู่ๆ เจ้าของร่างเล็กก็มีท่าทางโงนเงนเซเหมือนจะล้มพับ และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ เขาหมดสติไป โดยที่ผมถลาตัวเข้าประคองไว้ได้ทันก่อนศีรษะอีกฝ่ายจะฟาดลงบนพื้น


                “ฟู่! เกือบไปแล้ว” ผมพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่พลางหลุบสายตามองดวงหน้าหวานในอ้อมแขน ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใดแต่เค้าโครงใบหน้าของเขายังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมสนใจเขาตั้งแต่แรกพบและรู้สึกคุ้นเคยจนกระทั่งให้แจ็คสันตามสืบข่าวให้


                พอรู้ว่าเขาคือน้องชายของผม พันธนาการอันหนักอึ้งตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คล้ายกับจะเบาบางลง แต่ในข่าวดีก็ยังต้องเจอะเจอกับข่าวร้าย เพราะข้อมูลที่ผมได้รับนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขาสูญเสียความทรงจำทั้งหมดไป คราแรกก็ปักใจเชื่อแบบนั้นแต่เพราะเหตุการณ์ที่ร้านอาหารและตอนไปเที่ยวสวนสนุกทำให้ผมต้องกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง เด็กคนนี้มีหลายครั้งที่เผลอพูดบางอย่างราวกับรู้จักผมอย่างดี นั่นทำให้ผมเกิดข้อสงสัยกระทั่งมั่นใจเมื่อให้แจ็คสันกลับไปหาครอบครัวคนไทยของเด็กคนนี้อีกครั้งจนทราบมาว่าความทรงจำเขากลับมาแล้ว


                ซึ่งมันก็ทำให้ผมเกิดความสงสัยอื่นตามมาอีก ทำไมเขาต้องแกล้งความจำเสื่อมแถมยังมีท่าทีหลีกเลี่ยงผมอย่างชัดเจน และด้วยเพราะเหตุผลนั้นประจวบเหมาะกับต้องรีบเดินทางกลับไต้หวันเพื่อมาเคลียร์เรื่องต่างๆ ภายในองค์กร ผมจึงแอบใช้อำนาจและเล่ห์กลเล็กๆ น้อยๆ พาเขาเดินทางกลับมาด้วยกันจนสำเร็จ


                แต่นั่นก็ไม่นับรวมการวิวาทครั้งนี้เพราะมันอยู่นอกเหนือแผนการและตรรกะความคิดใดๆ ทั้งปวง ผมก็แค่ทนทำตัวห่างเหินจากเขาไม่ไหว เลยเผลอระเบิดความรู้สึกของตัวเองออกมา


“บอสครับ ให้พวกผมแบกไปดีกว่าไหมครับ” แจ็คสันก้าวมาข้างหน้าพร้อมยื่นแขนรอ ผมสลัดความคิดสาระตะก่อนเอ่ยปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย


                “ไม่จำเป็น ฉันจะอุ้มเขากลับเอง” ผมรวบแรงเฮือกใหญ่ก่อนจับเขาอุ้มในท่าเจ้าสาว ซึ่งพอได้อุ้มเขาจริงจังจึงรู้ว่าเด็กน้อยแก้มย้วยในวันนั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากเลยเชียว ผมเกร็งแขนเพื่อรับน้ำหนักตัวอีกฝ่ายและเดินจ้ำอ้าวตรงกลับบ้านอย่างรวดเร็วด้วยเพราะกลัวว่าจะพลาดท่าทำเด็กคนนี้หลุดมือไป


                “บอสไหวหรือเปล่า”


                “ถ้านายว่างมาถามก็รีบวิ่งกลับบ้านไปเปิดประตูไว้รอ” ผมกดเสียงต่ำจนคล้ายจะเป็นการคำรามขู่ ก่อนสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ


                เหนื่อยไม่ใช่เล่นเลยนะกับการอุ้มคนตัวโตเดินกลับบ้านเป็นระยะทางหลายร้อยเมตรเนี่ย


                “ผมสั่งไมเคิลวิ่งกลับไปก่อนแล้วครับ” แจ็คสันตอบกลับหน้าระรื่น เพราะเขาเดินตัวเปล่าจึงไม่ได้มีอาการเหนื่อยหอบเช่นผม “ว่าแต่บอสปรับความเข้าใจกับคุณแบมแบมหรือยังครับ”


                หมอนี่ชวนคุยเพื่อไม่ให้เกิดความเงียบขึ้น


                “คุยแล้ว” ผมตอบอย่างห้วนสั้นและเร่งความเร็วมากขึ้นเพื่อหวังจะจบบทสนทนา แต่ก็นั่นแหละ หมอนี่ยังวิ่งตามมาและชวนคุยต่อ


                “เป็นไงบ้างครับ เข้าใจกันดีหรือเปล่า”


                “ถ้าเข้าใจดีเด็กนี่จะวิ่งพรวดพราดออกมาเหรอ” ผมกลอกตาด้วยอารมณ์เริ่มขุ่นมัวนิดๆ


                ฮึบ! ผมกระเตงเขาขึ้นหนึ่งครั้งเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าจากการเกร็งแขนเป็นเวลานาน


                “อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง” เขาลูบปลายคางและเงียบไปชั่วอึดใจ “แล้วบอสจะทำยังไง จับขังเลยไหม”


                “นายดูหนังมากไปหรือเปล่า ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นกับเขาด้วย” ผมบ่นพลางส่งสายตาตำหนิใส่


                “อ้าว ก็เผื่อเขาหนีไปไง”


                “ฉันไม่ทำแบบนั้น” ผมยืนยันเสียงแข็ง


                “เฮ้อ ไอ้เราก็นึกว่าจะได้เห็นอะไรสนุกๆ” แจ็คสันบ่นพลางทำสีหน้าเสียดาย ผมหมั่นไส้หมอนี่มากแต่ก็ไม่สามารถประทุษร้ายร่างกายได้เพราะยังติดร่างเล็กอยู่ จนกดเสียงต่ำเพื่อถ่ายทอดคำสั่งออกไปว่า


                “พาแจ็คสันไปว่ายน้ำสักรอบสองรอบสิ”


                “ครับ!” ลูกน้องคนอื่นขานรับอย่างขยันขันแข็ง พร้อมกับการเข้าไปรุมจับแจ็คสันอุ้มแล้ววิ่งนำหน้าผมเข้าประตูรั้วบ้านไป หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงวัตถุขนาดใหญ่ตกลงไปในน้ำจนดัง ตู้ม พร้อมเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของลูกน้องคนอื่นๆ


                ผมละความสนใจกลับมาที่เด็กในอ้อมแขนอีกครั้งก่อนกระซิบคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นว่า


                “พี่จะไม่มีวันทำร้ายนายอีกแล้วปันปัน...ไม่สิ ในเมื่อนายไม่ชอบชื่อนี้พี่ก็จะไม่เรียกมันอีก”

               


แบมแบม


                ผมตื่นขึ้นในสภาพปวดศีรษะอย่างรุนแรง เมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้างก็จำไม่ได้ ภาพสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ในห้วงความทรงจำนั่นคือผมนั่งเสียใจอยู่หน้าพื้นที่โล่งกว้างซึ่งเคยเป็นบ้านของตัวเองมาก่อน


                “ตื่นแล้วเหรอ” ทว่าเสียงนุ่มทุ้มของผู้ชายคนนั้นเอ่ยถามดังมาจากเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง เขาวางหนังสือในมือลงพร้อมขยับลุกขึ้นแล้วเดินตรงมาทางนี้


                “พาผมกลับมาทำไม”


                “สัญญาว่าจ้างไง ยังจำได้หรือเปล่า” เขาระบายยิ้มเบาบางจนผมอดหวาดผวากับการพลิกเปลี่ยนอารมณ์แบบหน้ามือเป็นหลังมือไม่ได้


                ไม่ใช่ว่าเขากินยาผิดขวดมาหรือ?


                “ไม่ต้องกังวล ถ้าคุณไม่อยากจดจำเรื่องราวในอดีตผมก็จะไม่รื้อฟื้นมันอีก แต่ว่าเรื่องของสัญญาจ้างงานยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป”


                “พูดเอาแต่ได้”


                “งั้นถ้าผมมีข้อแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจกว่านั้นล่ะ” ริมฝีปากบางหยักกว้างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมยังแผ่ลามไปถึงดวงตาทั้งสอง “คุณสนใจจะฟังหรือเปล่า”


                ท่าทีเชื่อมั่นทำให้ผมเกิดความลังเล ผมไม่รู้ว่าเขาจะใช้เล่ห์กลอะไรอีก


                “เรื่องครอบครัว ผมจะจัดการให้เอง”


                “จริงเหรอ?” เพียงแค่ได้ยินคำว่า ครอบครัว ผมก็ควบคุมตัวเองไม่อยู่จนเป็นฝ่ายยอมกระโจนเข้าหากับดักของเขาอย่างเต็มใจ


                “จริง แต่ทั้งนี้ก็อยู่ที่การตัดสินใจของคุณ ว่าจะเดินออกตามหาทั่วไต้หวันเอง หรือจะยืมมือผมค้นหาพวกเขา”


                “แล้วคุณต้องการอะไรแลกเปลี่ยน”


                “แค่ทำตามสัญญาว่าจ้างนั้น” เขายักไหล่และโคลงศีรษะราวกับยืนยันคำพูดตัวเองในใจอีกครั้ง


                “แค่นั้นจริงเหรอ”


                “อืม ผมไม่ได้ต้องการอะไรจากคุณ” ชั่ววูบหนึ่งที่คลื่นเงาแห่งความเศร้าเสียใจปรากฏในดวงตาสีช็อคโกแลตนั่นแต่ผมก็ไม่ได้ส่งเสียงทักท้วงใดๆ ออกไป


                “งั้นช่วยทำตามที่ผมบอกอีกเรื่องสิ”


                “เรื่องอะไร” ผมกัดริมฝีปากตัวเองพลางครุ่นคิดทบทวนซ้ำไปมา แต่แล้วเมื่อนึกถึงอดีตอันขมขื่นก็ทำให้กล้าที่จะพูดออกไป


                “ไปถอนคำสาบานกับผม” แน่นอนว่าพอเขาได้ฟังจบก็แสดงอาการตกใจอย่างเห็นได้ชัด ผมพยายามทำใจแข็งและแสร้งเมินเฉยต่อมัน “กลับไปที่วัดนั่นอีกครั้งแล้วถอนคำสาบาน”


                “...”


                “เพราะสิ่งเดียวที่ผมต้องการจากคุณไม่ใช่ทั้งเงินทองหรือคำขอโทษ แต่เป็นการละทิ้งพันธนาการและสายสัมพันธ์ระหว่างผมและคุณต่างหาก”





+++++++++++++++++++++
100%

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #52 Kiki (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 16:11

    เรื่องนี้มันยังไงกันแน่ คิดไม่ออก แต่เรื่องมันต้องใหญ่มากแน่ๆ เรื่องครอบครัวแบมหรอ สงสัยจริงเชียว

    #52
    0
  2. #51 Aom5659 (@Aom5659) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 00:33

    สู้ๆน้าาาาาา
    #51
    0
  3. #50 VioletRockZtar (@Deathlolipop) (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 19 มกราคม 2562 / 21:21
    ขำวิธีทำโทษ 5555
    #50
    0