[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,857 Views

  • 101 Comments

  • 326 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,137

    Overall
    6,857

ตอนที่ 16 : พันธนาการครั้งที่ 6-1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 364
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 43 ครั้ง
    17 ก.พ. 62







eพันธนาการสีเลือดf

ครั้งที่ 6





วันศุกร์


                ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วและกะทันหันมาก หลังจากวันที่ไปคุยเรื่องงานกับคุณแจ็คสันและเซ็นสัญญาจ้างกันเรียบร้อยแล้วผมก็มีเวลากลับมาเก็บของ และส่งลูกๆ ไปอยู่บ้านลุงกับป้าชั่วคราว ซึ่งพอเดินทางกลับมาก็เป็นช่วงบ่ายของวันศุกร์แล้ว ผมได้นั่งพักคลายความเมื่อยล้าเพียงเวลาสั้นๆ ก่อนต้องรีบลากกระเป๋าและโทรขอให้พี่ชุนไปส่งหน้าโรงแรมที่พวกคุณแจ็คสันพักอยู่เพื่อจะได้ออกเดินทางไปพร้อมกัน


                ถึงจะมีความรู้สึกอึดอัดระหว่างผมและคุณอี้เอินแต่เพราะตลอดการเดินทางคุณแจ็คสันไม่ปล่อยให้ผมได้หยุดปากเลย เขาสรรหาคำถามนับร้อยมาถามราวกับกำลังสัมภาษณ์งานผมอยู่ยังไงอย่างนั้น


                “คุณแบมแบมแต่งงานหรือยังครับ” จู่ๆ คำถามก็วกเข้าสู่เรื่องส่วนตัวของผม


                “ยังครับ”


                “แล้วแฟนล่ะครับ” เขาหันมาจ้องหน้าถามอย่างตั้งหน้าตั้งตารอคำตอบ “คุณมีแฟนหรือยัง”


                “เอ่อ...” ผมยกยิ้มเขินก่อนเบือนหน้ามองวิวนอกกระจก ผมไม่อยากนิยามความสัมพันธ์ระหว่างผมกับบังชานก่อนที่เราสองคนจะได้ตกลงทำความเข้าใจกัน ถ้าหากผมบอกว่าเขาเป็นแฟนแต่เขากลับปฏิเสธมันขึ้นมาล่ะ? ไม่ใช่ว่าผมจะต้องหน้าแตกเหรอ


                “กิริยาแบบนี้แสดงว่ามีแฟนแล้วใช่ไหมครับ” คุณแจ็คสันยิงคำถามใหม่เข้ามาเรื่อยๆ แต่ผมก็ไม่ได้ตอบรับไปสักคำนอกจากแสร้งเบือนมองทางอื่น จนสุดท้ายแล้วเขาก็ยอมแพ้และเปลี่ยนคำถามแทน


                “คุณแบมแบมเคยไปต่างประเทศไหมครับ”


                “ไม่เคยครับ” ผมตอบกลับไปทันควัน


                “อ่อ งั้นนี่ก็คงเป็นการเดินทางครั้งแรกสินะ”


                “ครับ” คำถามของคุณแจ็คสันหยุดชะงักลงเมื่อเรามาถึงสนามบิน


                ระหว่างรอไฟลต์ พวกคุณแจ็คสันก็ตรงเข้าร้านกาแฟและหาซื้อของกินรองท้อง แต่ผมไม่ได้ไปกับพวกเขาเนื่องจากกินแซนด์วิชมาจากห้องแล้ว เลยหาที่นั่งมุมสงบๆ รอ ปลายนิ้วที่กำลังไถทวิตเตอร์หยุดชะงักกึกตรงข้อความจากสำนักข่าวชื่อดังซึ่งรายงานความคืบหน้าของเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ผมติดตามข่าวนี้มาตั้งแต่เมื่อวานเพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของบังชานและครอบครัว แม้จะพยายามติดต่ออีกฝ่ายยังไงก็ไม่สามารถติดต่อได้ ที่ทำได้ก็มีเพียงการส่งข้อความหา


                Rrrrrrrrrrrrrr


                โอ๊ะ! บังชานติดต่อมา


                ความดีใจทำให้มือไม้สั่นจนแทบทำโทรศัพท์หลุดร่วงจากมือ กว่าผมจะกดรับสายได้ก็เผลอสบถด่าตัวเองไปหลายคำ


                “บังชาน!” ผมตะโกนเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยอารามดีใจ ก่อนจะรีบยิงคำถามต่อในทันที “นายเป็นยังไงบ้าง ได้รับบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวหรือเปล่า”


                (เปล่าหรอก ฉันปลอดภัยดี) เสียงเขาดูเบื่อหน่ายเต็มทน (แต่ที่ติดต่อไม่ได้เป็นเพราะสัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดน่ะ)


                “อ้อ ค่อยยังชั่ว” ผมพ่นลมหายใจเฮือกใหญ่


                (โทษทีนะ ไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย) เสียงเขาแผ่วเบาและฟังดูเหงาหงอยอย่างชัดเจน ผมจึงได้แต่ส่งเสียงรับรู้อยู่ในลำคอ (แล้วที่นายส่งข้อความมาว่าต้องไปทำงานต่างประเทศเดือนหนึ่งนี่คืออะไร ทำไมจู่ๆ ต้องไปไกลถึงต่างประเทศ)


                “ก่อนหน้านี้ฉันตกงานน่ะ แล้วทางบ้านก็มีปัญหาเรื่องเงินเลยต้องรับงานนี้เพื่อหาเงินมาหมุนเวียนให้ทัน”


                (ทำไมไม่บอก...อา เพราะนายติดต่อฉันไม่ได้สินะ) เขาพึมพำกับตัวเอง (ไม่ไปได้หรือเปล่า เดี๋ยวเรื่องเงินฉันจัดการให้)


                “ไม่ได้หรอก ฉันเซ็นสัญญาจ้างไปแล้ว”


                (งั้นฉันจะจ่ายค่าชดเชยแทนให้)


                “ไม่ได้จริงๆ ตอนนี้ฉันอยู่สนามบินแล้ว อีกไม่กี่นาทีก็จะขึ้นเครื่องล่ะ” บังชานเงียบไปสักพักจนผมต้องส่งเสียงเรียก “บังชาน...ยังอยู่หรือเปล่า”


                (เขาไม่ได้มาหลอกลวงนายใช่ไหม ฉันเป็นห่วงจัง) อ่า คำพูดของเขาส่งผลให้หัวใจผมเต้นตึกตักอย่างลิงโลด (คนพวกนั้นเชื่อถือได้ใช่ไหม)


                ผมตั้งสติอีกครั้งและพยายามคิดคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เขาต้องเป็นห่วงกับการเดินทางไปต่างแดนในครั้งนี้


                “เชื่อใจพวกเขาได้ คนที่ฉันต้องทำงานด้วยก็คือคุณแจ็คสัน คนที่นายเคยทักทายไปก่อนหน้านี้อ่ะ ยังจำได้หรือเปล่า”


                (จำได้ แต่...ยังไงก็ห่วงอยู่ดี)


                “อืม ขอบใจ” เราต่างพากันเงียบและจมอยู่กับความคิดของตัวเอง โทรศัพท์มือถือยังคงแนบกับหูเพื่อฟังเสียงถอนหายใจของอีกฝ่าย ผมรับรู้ได้ว่าครั้งนี้บังชานเป็นกังวลมากจริงๆ ถึงผมไม่อยากทำให้เขาเป็นห่วงแต่มันก็เป็นสถานการณ์บังคับ ผมมีทางเลือกซะที่ไหนล่ะ


                (...ยังไงก็ดูแลตัวเองดีๆ นะ)


                “อืม ฉันจะดูแลตัวเองดีๆ” ผมตอบเสียงอ้อมแอ้ม การโทรคุยกันของเราสองคนในครั้งนี้มันมีบรรยากาศอบอุ่นมากกว่าทุกๆ ครั้ง จนทำผมเขินแก้มแดงเถือกไปทั้งยวงแล้วมั้ง


                (แบม)


                “หืม?” ผมส่งเสียงในลำคอ


                (ไว้นายกลับมา เรามาคบกันไหม) หะ? หูผมฝาดหรืออะไร ทำไมเมื่อกี้ได้ยินว่าอะไรคบๆ นะ?


                “เมื่อกี้นายพูดอะไรนะ” ด้วยความไม่มั่นใจผมจึงถามออกไปอีกครั้ง


                (ฉันบอกว่าถ้านายกลับมาจากไต้หวันเรามาคบกันไหม)


                “อ่า...เอ่อ” ผมอ้ำอึ้งกะทันหัน ความดีใจแล่นพล่านจนกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่ ผมเคยคิดวาดฝันมาตลอดว่าจะมีสักวันที่เราสองคนได้คบกันเป็นความรัก แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วและกะทันหันแบบนี้ คือผม...ผมดีใจจนทำอะไรไม่ถูก แค่จะสั่งให้ปากขยับพูด ตกลง ตอบกลับไปยังกลายเป็นเรื่องยากเลย


                โอ้ย! แบมแบม รีบตอบตกลงสิ!


                (หรือนายไม่ได้คิดแบบเดียวกับฉัน?) ไม่ใช่ๆ ผมส่ายหน้าพรืดใหญ่แต่ก็มาฉุกคิดได้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็นเลยบังคับปากให้ตอบไปจนได้


                “ไม่ใช่แบบนั้น ฉันอยากคบ”


                (จริงเหรอ) เขาทำเสียงแปลกใจ


                “ก็คิดเรื่องนี้ไว้นานแล้ว แต่กลัวนายรังเกียจ” ผมตอบอ้อมแอ้มแถมยังพูดรัวเร็วจนลิ้นพันกัน


                (เด็กโง่) เขาสบถเสียงเบาก่อนหัวเราะดังลั่นจนผมงุนงง (ฉันแสดงออกไม่มากพอหรือไงถึงได้คิดแบบนั้น)


                “ก็นาย...”


                (เพราะนายใสซื่อแบบนี้นั่นแหละฉันถึงชอบน่ะ) อะเกนพลีสสสสสสส


                เพราะนายใสซื่อแบบนี้นั่นแหละฉันถึงชอบน่ะ


            เพราะนายใสซื่อแบบนี้นั่นแหละฉันถึงชอบน่ะ


                ฮือ อาการหัวใจพองโตมันเป็นแบบนี้นี่เอง


                “อ่า ฉัน...ฉันต้องขึ้นเครื่องแล้ว” ผมอ้างเรื่องนู่นเรื่องนี่ไปเรื่อยเพื่อให้ไม่ถูกแซว “วะ วางสายก่อนนะ”


                (จะไม่บอกชอบฉันสักหน่อยเหรอ)


                “บ้า ฉัน...ฉัน” ติดอ่างอีกแล้ว ทำไมทุกครั้งที่ลนลานต้องมีอาการลิ้นแข็งทุกทีนะ ผมไม่เข้าใจตัวเองเลยจริงๆ


                (ไม่บอกตอนนี้ก็ไม่เป็นไร ไว้กลับมานายต้องพูดให้ฉันฟังทุกวันนะ) เขาหัวเราะเสียงใสหลังหยอดความหวานใส่ผมจบ (งั้นฉันวางสายก่อนนะ)


                “อืม ครับ”


                (แบม ฉันจะรอนายกลับมานะ) อ่า ถ้าให้แปลความหมายประโยคนี้ มันใช่แปลว่า ฉันจะรอนายคบกับฉัน ไหมนะ? ได้แต่คิดแล้วก็เขินตามลำพัง


                “อืม ฉันก็จะรอวันที่เราได้เจอกัน” พอวางสายไปแล้ว สายตาจึงได้มองสำรวจรอบบริเวณที่ตัวเองนั่ง ไม่ไกลกันนักคุณแจ็คสันและคุณอี้เอินกำลังนั่งคุยกันอยู่โดยมีชายชุดดำอีกสองคนคอยตามประกบ แต่พอหันหลังกลับไปผมก็ต้องมุ่นคิ้วแปลกใจเพราะเก้าอี้ด้านหลังผมมีชายชุดดำอีกคนนั่งอยู่ และผมไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อยว่าเขามานั่งตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่


                ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะฟังภาษาไทยไม่ออกนะ


                อีกฝ่ายไม่มีวี่แววตื่นตกใจแม้จะถูกผมจ้องมองด้วยความสงสัย เขาใจกล้าถึงขนาดจ้องตาผมกลับอ่ะ สุดท้ายก็กลายเป็นผมเองที่ยอมละสายตากลับมาก่อน


                ตึก...ตึก


                เสียงฝีเท้าหนักเดินย่ำเข้ามาใกล้


                “ไปกันเถอะครับคุณแบมแบม” คุณแจ็คสันยื่นมือมาตรงหน้าหวังให้ผมจับตอบ ผมเพียงหลุบสายตามองนิ่งแล้วจึงลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ทำให้เจ้าของมือข้างนั้นรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วก่อนแสร้งเกาท้ายทอยแก้เก้อ


                “ไปกันเถอะครับ” ผมเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา


                “ครับ...ไปครับไป”



+++++++++++++++++++++++++

100%


               

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 43 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #39 noyna_2526 (@noyna_2526) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 10 มกราคม 2562 / 14:02
    โอ้ย พี่ชานมีความกล้าแล้ว
    #39
    0
  2. #38 MM_MB (@maemetggt) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 01:42
    ไม่นะ อย่าเพิ่งคบ รอเอิ้นก่อนนนนน
    #38
    0
  3. #37 VioletRockZtar (@Deathlolipop) (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 9 มกราคม 2562 / 00:30
    จะได้กลับมามั้ยน้อ
    #37
    0