[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,876 Views

  • 101 Comments

  • 326 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,156

    Overall
    6,876

ตอนที่ 13 : พันธนาการครั้งที่ 5-1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 450
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    1 ก.พ. 62








eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 5



 

                 รถยนต์แล่นเข้ามาจอดหน้าคอนโดโดยที่ผมไม่ได้เอ่ยแย้งหรือถามสักคำถามว่าทำไมเขาถึงรู้ว่าผมอยู่ที่นี่ บางทีอาจจะเป็นคุณอี้เอินที่บอก


                “ขอบคุณที่มาส่งครับ” ผมหันไปเอ่ยขอบคุณคุณแจ็คสันแล้วจึงก้าวขาลงจากรถข้างหนึ่ง ทว่า...


                “เดี๋ยวก่อนครับ” เขาเรียกผมไว้ทำให้ขาที่ก้าวลงเหยียบพื้นชะงักค้าง ผมหันกลับไปมองพร้อมเลิกคิ้วถามกลับ


                “มีอะไรหรือเปล่าครับ”


                “พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันอีกไหม” แววตาหม่นเศร้ามองสบกับผม


                “ผมต้องทำงานแล้วครับ ไม่มีเวลาว่างอีกแล้ว” ผมระบายยิ้มบางพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แม้จะลงจากรถและปิดประตูแล้วแต่เรายังคุยกันต่อ “พวกคุณคงต้องรบกวนพี่ชุนแทนแล้วล่ะครับ”


                “น่าเสียดายจัง” ความเสียใจแสดงออกผ่านทางแววตาของเขาชัดเจน จนผมเกือบพลั้งปากพูดสัญญาออกไปแล้ว โชคดีที่ยังยับยั้งตัวเองไว้ทันก่อนแก้คำพูดแบบแบ่งรับแบ่งสู้


                “ถ้าโชคชะตามีจริง พวกเราคงได้พบกันอีก”


                “ผมก็หวัง...”  


                “แบมแบม!” ทว่าคุณแจ็คสันยังไม่ทันได้ตอบกลับจนจบประโยคก็มีเสียงตะโกนเรียกชื่อแว่วมาจากทางด้านหลัง ผมละความสนใจจากคุณแจ็คสันแล้วหันขวับมองยังต้นเสียง


                บังชานกำลังกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาพร้อมหิ้วถุงจากร้านสะดวกซื้อไว้เต็มสองมือจนดูพะรุงพะรังอย่างน่าขัน แต่จะให้หัวเราะออกมาตอนนี้ก็คงทำไม่ได้เพราะนัยน์ตาคมกริบของบังชานดันเหลือบมองอย่างคาดโทษก่อนเบนไปมองคุณแจ็คสันด้วยสายตาไม่เป็นมิตร พวกเขาจ้องตาแข่งกันเขม็งจนหัวใจผมหล่นวูบ หวาดเกรงว่าจะมีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นจึงรีบยื่นมือเข้าไปขวางแล้วอธิบายกับบังชานทันที


                “ใจเย็นๆ ก่อนบังชาน ฟังฉันอธิบายก่อน” นัยน์ตาดุดันเหลือบมองแบบหมายจะเอาเรื่องให้ได้ “ผู้ชายคนนี้เป็นลูกค้ามาจากไต้หวัน”


                “แล้ว?” ลิ้นดันกระพุ้งแก้มพร้อมเชิดหน้ามองแบบนี้คาดว่าถ้าพูดอะไรผิดนิดเดียวมีหวังระเบิดลงหน้าคอนโดแน่นอน


                “เขาชื่อคุณแจ็คสัน เขาเป็นลูกค้าของฉันและเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชุนด้วย วันนี้เขาจ้างฉันไปเป็นล่ามหนึ่งวัน” บังชานขมวดคิ้วใส่แต่ก็ยอมละสายตากลับมา


                “เพื่อนสนิทพี่ชุน?”


                “อืม พวกเขาสนิทกันมากน่ะ เลยทำให้ฉันพลอยสนิทกับคุณแจ็คสันไปด้วย”


                “แล้วทำไมเขาต้องมาส่งนาย” ดวงตาเรียวหรี่เล็กคล้ายจับผิด


                “บังเอิญตอนเย็นพี่ชุนติดธุระมาส่งไม่ได้ คุณแจ็คสันจึงอาสามาส่งแทน” ผมจำเป็นต้องโกหกเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายคิดมากและยืนคาดคั้นผมอยู่ตรงนี้ไปเรื่อยๆ “...แค่วันนี้วันเดียว งานของฉันเสร็จแล้ว ไม่ได้ให้เขามาส่งอีกแล้วแหละ”


                “อ้อ เข้าใจแล้ว” บังชานมีท่าทีอ่อนลงพร้อมโน้มตัวก้มมองลอดกระจกเข้าไปทักทายคุณแจ็คสันด้วยน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย เรียกได้ว่าราบนิ่งสุดๆ


                “Hi


                “Hi~” ทั้งสองทักทายกัน คุณแจ็คสันไม่ได้แสดงท่าทีขุ่นเคืองออกมา สีหน้าของเขายังคงเฟรนด์ลี่เช่นเดิม เขาเคลื่อนสายตามองผ่านบังชานมาที่ผมก่อนเอ่ยถามเป็นภาษาจีนว่า “แฟนคุณแบมแบมหรือเปล่าครับ”


                “อะ...” การถูกถามแบบไม่ให้ตั้งตัวทำให้ผมได้แต่มองเลิ่กลั่กพร้อมเกาท้ายทอยแก้เก้ออย่างคนน้ำท่วมปาก ผมอ้ำอึ้งอยู่สักพัก บังชานก็ขยับเข้ามายืนบังตัวผมไว้แล้วหันไปแนะนำตัวคุณแจ็คสัน


                “I’m Bang Chan, Nice to meet you.” เขาไม่สนใจว่าคุณแจ็คสันกับผมกำลังพูดคุยอะไรกันอยู่ และไม่สนว่าอีกฝ่ายจะกำลังทำหน้าซื่อตาใสแป๋วรอคำตอบจากผมด้วย


                แต่ถึงอย่างไร การเบี่ยงเบนความสนใจของบังชานก็ช่วยทำให้ผมหลุดรอดจากการโดนสายตาคาดคั้นไปโดยปริยาย


                “Nice to meet you too, Bang Chan.” คุณแจ็คสันจำเป็นต้องละสายตากลับมองคู่สนทนาของตน


                “Thanking you for giving Bambam a ride” (ขอบคุณที่พาแบมแบมมาส่ง)


                You’re welcome.” คุณแจ็คสันยิ้มและพูดตอบบังชานเพียงสั้นๆ ก่อนชะเง้อคอมาพูดกับผมแทน “คุณคงไม่ว่างคุยกับผมแล้ว งั้นผมขอตัวกลับก่อนนะแบมแบม”


                “ครับ ขับรถกลับดีๆ นะครับ” ผมโบกมือลาคุณแจ็คสันก่อนโดนคนข้างกายคว้ามือไปกุมไว้ บังชานลากผมให้เดินตามเข้าไปในคอนโดโดยไม่สนใจว่ารถคุณแจ็คสันจะยังจอดอยู่หรือไม่ ถึงผมจะรู้ว่ามันเป็นการเสียมารยาท แต่ว่าตอนนี้คงไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นแล้วเพราะตัวเองจะโดนหมอนี่ขบหัวตอนไหนก็ไม่อาจรู้ได้


                ระหว่างทาง เจ้าของใบหน้าหงุดหงิดก็พูดบ่นออกมาไม่หยุด “ทำไมถึงให้ลูกค้ารู้ที่อยู่แบบนั้น ไม่รู้เหรอว่ามันอันตราย”


                ผมคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหมว่าเขากำลังหึงหวง?


                “ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่” ผมตอบในสิ่งที่ตรงข้ามกับใจ พร้อมแกล้งทำลอยหน้าลอยตาไม่สนใจอาการเดือดปุดๆ ของอีกฝ่าย


                “ไม่เป็นไรได้ไง นายรู้จักเขาดีพอเหรอถึงกล้าให้เขารู้จักคอนโดของตัวเอง” บังชานหันมาทำหน้าตาจริงจังพร้อมกับแยกเขี้ยวข่มขู่ “นี่คงไม่ได้บอกใช่ไหมว่านายพักอยู่ห้องไหน”


                “นายห่วงฉันงั้นเหรอ” ผมกลั้นยิ้มแทบไม่ไหว ยิ่งได้เห็นสายตาไม่พอใจของเขายามพูดบ่นเรื่องคุณแจ็คสันรอยยิ้มก็คล้ายกับจะกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ


                “ก็ต้องห่วงสิ!...” เสียงทุ้มชะงักกึกก่อนเงียบหายไป แม้เราสองคนจะยังเดินเคียงคู่ไปด้วยกันแต่กลับไม่มีใครเปล่งเสียงพูดใดๆ ออกมาจนกระทั่งขึ้นมาถึงหน้าห้องของผม บังชานจึงยอมปล่อยมือให้ผมไขกุญแจห้องได้สะดวก


                จังหวะนั้นเองผมจึงพูดขึ้นเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศตึงเครียดระหว่างเรา


                “ฉันไม่ได้บอกว่าพักอยู่ห้องไหน เรื่องนั้นนายไม่ต้องเป็นห่วง”


                “...” บังชานยังมีสีหน้าขุ่นเคืองจนผมต้องพูดอะไรออกอีกสักประโยคเพื่อให้เขาคลายความโกรธลง


                “ขอบใจที่เป็นห่วงนะ คราวหน้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้”


                “คิดได้อย่างนั้นก็ดี” เขาตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนลงครึ่งหนึ่ง


                “แล้วไหงวันนี้ถึงมาหาฉันได้ล่ะ” พอเคลียร์กันเรียบร้อยแล้วผมก็ถามเข้าประเด็นอื่นที่ยังคงสงสัยทันที “ไม่ต้องเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทางไปญี่ปุ่นเหรอ”


                ผมโยนกระเป๋าไว้บนโซฟาพร้อมอุ้มลาเต้กับมอคค่ามานั่งตัก


                “เก็บของเสร็จหมดแล้ว” เขายักไหล่ก่อนวางถุงขนมจากร้านสะดวกซื้อไว้บนโต๊ะกระจกเบื้องหน้า ก่อนมือขาวจะเอื้อมมาแย่งเจ้าลาเต้ไปจากตักของผม “พี่สาวฉันจองตั๋วไฟลต์บินตอนสี่ทุ่มน่ะ ฉันเห็นว่ายังพอมีเวลาเลยมาเล่นกับเจ้าพวกนี้ก่อน”


                “จริงง่ะ?” ถ้าพวกคุณเป็นผมก็คงคิดเข้าข้างตัวเองแบบที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ใช่ไหมว่าเขามาที่นี่ทำไมและมาหาใคร


                “อืม” เขาครางตอบเสียงอยู่ในลำคอ


                “อืมๆ ฉันเชื่อ” ผมแกล้งพยักหน้าแต่สายตากลับพราวระยับอย่างเจ้าเล่ห์จนบังชานเบือนหน้าไปทางอื่น


                พลันเสียงทุ้มต่ำก็เปรยขึ้นแผ่วเบาว่า “ฉันรู้ว่านายคิดอะไร”


                “งั้นฉันกำลังคิดอะไรอยู่” ผมโน้มตัวยื่นหน้าเข้าใกล้พร้อมเลิกคิ้วถามอย่างท้าทาย บังชานมีอาการหยุดชะงักและผงะถอยหนีอย่างรวดเร็ว


                “ยื่นหน้าเข้ามาทำไม” ระหว่างถามไม่แม้แต่จะมองหน้าผมสักนิด


                “เปล๊า!” ผมยักไหล่พร้อมก้มลงไปจุ๊บเหม่งเจ้ามอคค่าที่กำลังทำหน้าเคลิ้มยามที่ผมเกาคางให้


                “กะล่อน” บังชานบ่นพึมพำ


                เราต่างฝ่ายต่างก้มลงเล่นกับแมวน้อยทั้งสองเงียบๆ เสียงทุ้มห้าวในยามปกติถูกดัดจนแหลมเล็กของบังชานกำลังพูดคุยหยอกล้ออยู่กับลาเต้ ผมเองก็อยากมีโมเมนต์แบบนั้นบ้างจัง


                แทบไม่มีเลยสักครั้งที่เขาจะใช้เสียงสองคุยกับผมอ่ะ...ชิ อิจฉาเจ้าลาเต้ชะมัด


                “บังชานเรื่องที่คุยทางโทรศัพท์นั่น...” ผมเกริ่นถามเสียงอ้อมแอ้ม พยายามไม่จับจ้องเขามากจนอีกฝ่ายรู้สึกอึดอัด แต่หางตาก็เหลือบมองอยู่ตลอดจนเห็นว่ามือของเขาที่ขยับลูบหลังให้ลาเต้ชะงักไปจังหวะหนึ่ง บังชานยังคงปิดปากเงียบจนทำให้บรรยากาศระหว่างเราพลอยเงียบตาม


                เนิ่นนานกว่าเขาจะตอบ “รอกลับมาจากญี่ปุ่นก่อนสิ”


                “แต่ว่า...” บังชานยื่นมือเข้ามาผลักศีรษะผมเบาๆ จนหน้าหงายเลยทีเดียว (แบบนี้เรียกว่าเบาตรงไหนวะ?)


                “ใจร้อนอะไรขนาดนั้น” เขาเอ่ยแทรกทำให้ผมพูดไม่จบประโยค ผมชักสีหน้าไม่พอใจแต่ทว่าอารมณ์ขุ่นเคืองก็พลันจางลงยามหันไปเห็นแก้มเนียนทั้งสองข้างของบังชานขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างน่ารักน่าชัง


                เขาก็เขินเป็นเหมือนกันนี่นา


                อาการของเขามีผลกระทบต่อผมไม่น้อย มันทำให้หัวใจพลันเต้นตึกตักอย่างไม่ทราบสาเหตุ ผมพยายามข่มความตื่นเต้นและเค้นเสียงตะกุกตะกักตอบกลับไป


                “อะ อืม...เข้าใจแล้ว”


                “อ่า งะ งั้นนายไปอาบน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันทำอาหารเย็นให้” เขาเองก็คงควบคุมตัวเองไม่อยู่จึงรีบเปลี่ยนเรื่องพร้อมรวบถุงจากร้านสะดวกซื้อขึ้นถือไว้ ร่างสูงใหญ่หมุนตัวเดินหนีหายเข้าไปในครัวทันทีโดยไม่รอฟังคำพูดใดๆ จากผมอีก


                จะปล่อยให้ผมและเจ้าลาเต้นั่งงงอยู่ที่โซฟาแบบนี้งั้นเหรอ? ถามจริง


                มื้อเย็นวันนั้นจบลงด้วยดี แถมหลังจากทานข้าวเสร็จไม่นาน บังชานก็ต้องรีบกลับบ้านเพื่อเตรียมตัวไปสนามบิน ผมสังเกตท่าทีของเขาก็พบว่าอีกฝ่ายมีความอิดออดไม่ค่อยอยากไปสักเท่าไหร่จนผมต้องเอ่ยไล่สามถึงสี่รอบจึงจะยอม เหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่าไม่อยากให้ครอบครัวของเขามองว่าผมเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกชายหรือน้องชายของเขาทำตัวเหลวไหล ผมยังอยากเป็นคนดีที่
ครอบครัวของเขารักใคร่อยู่ 






+++++++++++++++

100%


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

0 ความคิดเห็น