[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,659 Views

  • 100 Comments

  • 324 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    939

    Overall
    6,659

ตอนที่ 12 : พันธนาการครั้งที่ 4-3 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    27 ม.ค. 62







eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 4







                 ก๊อกๆ เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นจนผมหันขวับมอง เจ้าของใบหน้าหล่อคมคายจ้องมองพร้อมระบายยิ้มบาง


                “คุยโทรศัพท์อยู่เหรอครับ”


                “ครับ แต่คุยเสร็จแล้ว” ผมถือโทรศัพท์ไว้ในมือพร้อมกับถือโอกาสสำรวจเสื้อผ้าตัวเอง...ชุดพวกนี้ ไม่ใช่ของผม


                “เสื้อผ้าพวกนี้...” ผมถามเสียงแผ่ว พลันสมองดันนึกถึงเรื่องน่าอายออกมา


                “ของผมเอง” เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผม? ดูจากสถานการณ์แล้วคงไม่ใช่ใครอื่น เพราะภายในห้องพักแห่งนี้ก็มีเพียงเราสองคน “หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจ”


                “ตรงกันข้ามเลยครับ ผมเกรงใจมากกว่า” ผมแสร้งฉีกยิ้มกว้างอย่างขบขันแต่เพียงยิ้มนั้นไม่ได้แผ่ลามไปถึงดวงตาคู่นี้แม้แต่น้อย


                “หึๆ” เขาหัวเราะในลำคอก่อนหมุนตัวเดินจากไปก่อน การหัวเราะแปลกประหลาดทำให้ผมลุกเดินตามออกไป คุณอี้เอินนั่งลงที่โซฟาตัวเดิมพร้อมกับโซ้ยเป็ดปักกิ่งอย่างเอร็ดอร่อย ไม่ได้สนใจมองผมซึ่งกำลังทอดสายตามองด้วยความสงสัย


                “เมื่อกี้คุณหัวเราะอะไร”


                “เปล่านี่ครับ” เขาตอบพร้อมยัดเนื้อเป็ดชิ้นโตๆ เข้าเต็มปากเต็มคำ


                “...” ผมทิ้งตัวลงนั่งและนิ่งเงียบเพราะกำลังรอว่าเขาจะพูดอะไรออกมาอีก


                “แต่ผมมีเรื่องหนึ่งที่สงสัย” เขากลืนอาหารลงคอพร้อมหยิบน้ำขึ้นดื่ม ผมเกร็งรอลุ้นว่าเขากำลังจะถามอะไร “ภาษาแมนดารินของคุณค่อนข้างดีมากเลยทีเดียว แสดงว่าคุณเคยไปประเทศจีนมาก่อนเหรอครับ”


                “ก็ไม่เชิง...” อ่า ปากไปไวกว่าสมองอีกแล้ว


                “หมายความว่าไง”


                “ผมมีโอกาสได้ใช้ภาษาจีนกลางบ่อยครับ แล้วก็ชอบดูซีรี่ส์จีนด้วย เลยเลียนแบบสำเนียงมาจากตัวละครซะส่วนใหญ่”


                “อ้อ ผมฟังแล้วยังอดไม่ได้ นึกว่าคุณแบมแบมเป็นคนจีนเลยนะเนี่ย”


                “...”


                “ผมเป็นคนไทยครับ” ผมตอบด้วยรอยยิ้มละมุน


                “งั้นคุณแบมแบมรู้ไหมครับว่าชื่อคุณเขียนเป็นภาษาจีนว่ายังไง” เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหันจนผมแทบตั้งตัวไม่ทัน และพอผมส่ายหน้าเขาก็เลยเดินไปหยิบกระดาษโน้ตและปากกาวางลงบนโต๊ะกระจกตรงหน้าผม จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรลงในนั้นแล้วยื่นมาให้ผมอ่าน


                “คำนี้...” ลำคอผมแห้งผาก รู้สึกเหมือนเม็ดเหงื่อกำลังผุดซึมออกมาจากอุ้งมือและแผ่นหลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


                “เพราะเป็นการเขียนแบบเทียบเสียง ดังนั้นเลยได้เป็นคำนี้ออกมา” รอยยิ้มหวานฉ่ำเกินปกติส่งตรงมาถึงผม พร้อมกับประโยคสั้นๆ แต่กลับหนักแน่นและดังก้องอยู่ในหู “ถ้าอ่านออกเสียงตามหลักภาษาจีนจะอ่านว่า...ปัน-ปัน”


                เฮือก! ร่างกายผมสะดุ้งเฮือกทันทีที่เขาเอ่ยเน้นสองพยางค์สุดท้าย จู่ๆ ก็เกิดอาการขวัญผวาจนนั่งไม่ติดที่ ผมรีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับละล่ำละลักบอก


                “ผะ ผม ผมต้องรีบกลับแล้ว”


                “ทำไมจู่ๆ ถึงลี้ลุกลนล่ะครับ” เขาถามด้วยน้ำเสียงเนิบช้าพร้อมกระตุกยิ้มอีกหนึ่งครั้ง ซึ่งมองดูแล้วช่างน่ายียวนกวนประสาทชะมัด


                “ปละ เปล่า” ยิ่งเขาย่างสามขุมเข้าหา ผมก็ยิ่งแสดงอาการแตกตื่นออกไปมากกว่าเดิม ระยะห่างระหว่างเราเริ่มลดน้อยลงกระทั่งได้กลิ่นน้ำหอมลึกลับจากกายของอีกฝ่าย “คะ คุณ จะทำอะไรกันแน่”


                ผมพยายามข่มเสียงไม่ให้สั่น


                “เปล่านี่” เขายักไหล่แต่ยังคงเดินไล่ต้อนผมให้จนมุมเฉกเช่นเดิม


                “งะ งั้นก็อย่าเข้ามาสิ” มือผมยกขึ้นดันแผงอกแกร่งไว้ไม่ให้เขาเข้ามาใกล้จนเกินไป


                “ทำไมล่ะ กลัวอะไร” อีกฝ่ายเอียงคอมองพร้อมเลิกคิ้วสงสัย “...หรือว่ามีอะไรปิดบัง”


                ยิ่งเขาทำสีหน้าเหมือนชนะคนทั้งโลกใส่ก็ยิ่งดูร้ายกาจมากขึ้นอีกเท่าตัว และพอเจอคำถามนี้ ความคิดเก่าๆ ก็ผุดกลับมาทันที...ว่าตกลงแล้วเขารู้หรือไม่รู้ความลับของผมกันแน่


                 ตึก! อ๊ะ! พอหันกลับมองด้านหลังก็แทบสติแตก นี่ผมโดนไล่ต้อนให้เดินถอยหลังมาจนแผ่นหลังชนผนังห้องเลยเหรอ


                “คุณ อย่าเข้ามา!” ผมตวาดและยกนิ้วขึ้นชี้หน้า


                “ผมไม่ได้จะทำร้ายคุณสักหน่อย”


                “งั้นก็อย่าเข้ามาสิ!


                “คุณแบมแบม คุณเป็นอะไรกันแน่ครับ ทำไมต้องทำเหมือนกลัวผมซะขนาดนั้น” เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพลางยืนกอดอกห่างจากผมเพียงแค่ช่วงแขนเดียว


                “...” ผมนิ่งเงียบไม่ยอมตอบโต้กลับ เขาปิดปากเงียบก่อนยกมือคล้ายยอมแพ้ หลังจากนั้นจึงส่งเสียงหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ


                “หึๆ” อีกฝ่ายก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวก่อนเอ่ยออกมาอีกประโยคหนึ่ง “ผมแค่ล้อเล่น ไม่ต้องกลัว”


                มันจะใช่เหรอ ล้อเล่นแบบนี้ผมไม่ตลกด้วยนะ


                ผมยังคงมองกลับด้วยสายตาหวาดระแวง


                “ไม่แกล้งแล้ว ไปเปลี่ยนชุดเถอะ ผมแขวนไว้ในตู้เสื้อผ้า” เมื่อเห็นท่าทียอมถอยของอีกฝ่ายก็เลยผ่อนคลายความเครียดลงบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังคงระมัดระวังตัวตลอดเวลา แม้แต่ตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ยังเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำ


                หลังจากจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยผมก็เดินออกมาข้างนอก พอเห็นว่าภายในห้องพักไม่ได้มีเพียงคุณอี้เอินนั่งอยู่คนเดียวผมก็พลอยยิ้มออก


                “คุณแจ็คสัน” ผมเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยความดีใจอย่างปิดไม่มิด


                “อ้าว แบมแบม!” อีกฝ่ายหันมองด้วยความแปลกใจ คุณแจ็คสันเดินตรงมาพร้อมคำถามอีกเป็นกระบุง “ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ ไม่ใช่ว่าไปเที่ยวสวนสนุกเหรอหรือว่าเปลี่ยนใจอยากมาดินเนอร์กับคุณอี้เอิน”


                “ไม่ใช่แบบนั้น” ผมรีบปฏิเสธพลางเหล่ตามองคนในบทสนทนา


                “เห?”


                “ผมไม่สบายแล้วคุณอี้เอินก็พามาพักแค่นั้น ไม่ได้มีอะไรเลย” ผมเน้นประโยค ไม่ได้มีอะไรเลย อย่างหนักแน่นจนคุณแจ็คสันขมวดคิ้วแน่น


                “อ้อ เป็นแบบนั้นน่ะเอง” เขาทุบกำปั้นลงบนอุ้งมือตัวเองพร้อมกับหัวเราะขำขัน “ผมเข้าใจแล้วๆ”


                เข้าใจอะไรของเขา ผมไม่เข้าใจ


                ยังไม่ทันได้ถามกลับให้หายข้องใจ คุณอี้เอินก็เอ่ยแทรกขึ้นมา


                “ฝากไปส่งคุณแบมแบมด้วย” ผมพยายามอย่างมากที่จะไม่มองหน้าอีกฝ่าย ก่อนรวบกระเป๋าตัวเองมาถือและเดินโท่งๆ ออกมาโดยไม่ร่ำลาใครทั้งสิ้น


                “เป็นอะไรไปครับ ทำหน้าบึ้งตึงเชียว” ระหว่างนั่งรถกลับ คุณแจ็คสันก็เอ่ยถามตามประสาคนช่างพูดช่างคุย


                “คุณหายไปไหนมาครับ” นี่คือสิ่งที่ผมอยากรู้


                “เห ผมก็อยู่สวนสนุกนี่ครับ”


                “งั้นเหรอ” ผมครางรับเป็นเชิงรับรู้


                “แต่ไม่รู้ว่าคุณไม่สบายแล้วต้องกลับมาก่อน” ดวงตาแพรวพราวหันมาสบตา ผมจ้องกลับสักครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่


                “ช่างเรื่องนั้นเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว” ผมตอบปัดแบบไม่ใคร่สนใจและเอนตัวเอาศีรษะพิงกระจก พลางทอดสายตามองวิวข้างทางอย่างเหม่อลอย พลันความคิดหนึ่งก็แล่นแวบเข้ามาในสมอง


                มันเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าอีกฝ่ายจงใจกันแน่


                “...ปันกันนะ” ฮะ? เมื่อกี้คุณแจ็คสันพูดอะไรหรือเปล่า


                ผมหันมองด้วยความงุนงงพร้อมกับรอให้อีกฝ่ายทวนคำพูดของตัวเองอีกครั้ง คุณแจ็คสันเลิกคิ้วข้างหนึ่งก่อนหัวเราะเสียงใส


                “ผมบอกว่ามีเรื่องอะไรก็แบ่งปันกันได้นะครับ อย่าเก็บไว้ในใจคนเดียว”


                “เปล่านี่ครับ” ผมระบายยิ้มตาหยีพลางหยิบโทรศัพท์ออกมาอ่านข้อความจากบังชาน


                บังชาน : รออยู่ที่ห้อง รีบกลับมา


                หืม? มาทำไมตอนนี้


                ผม : มีธุระอะไรด่วนหรือเปล่า

                บังชาน : ลูกๆ หิวข้าว กลับมาเร็วๆ


                ชิ! ทำเป็นเอาลูกมาอ้าง

                ผมอ่านข้อความพร้อมรีบพิมพ์ตอบกลับ


                ผม : ครับๆ ใกล้ถึงแล้ว

                บังชาน : *ส่งสติกเกอร์รูปโคนี่ส่งหัวใจมาให้


                “คนบ้า” ผมสบถในลำคอพลางรีบกดล็อคหน้าจอโทรศัพท์ การถูกกวนประสาทนิดๆ หน่อยๆ จากผู้ชายคนนี้สามารถขับไล่เรื่องขุ่นข้องหมองใจจนสลายหายไปจนหมด และเพราะแบบนั้นจึงไม่ทันได้สังเกตว่าถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องมองแบบไม่วางตา




+++++++++++++++++++++

100%








ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

1 ความคิดเห็น

  1. #71 moeypatchara (@moeypatchara) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:20
    ขึ้นเรือไหนดีนะ5555
    #71
    0