[GOT7] พันธนาการสีเลือด (MarkBam)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 6,901 Views

  • 101 Comments

  • 326 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    1,181

    Overall
    6,901

ตอนที่ 1 : พันธนาการครั้งที่ 1-1 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1719
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 78 ครั้ง
    24 ม.ค. 62











eพันธนาการสีเลือด f

ครั้งที่ 1

 




ณ ห้องพักลับแห่งหนึ่ง


                โซฟาหนังสีเลือดนกถูกจับจองด้วยเรือนร่างสูงโปร่งของชายวัยสามสิบห้าปี ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของห้องพักแห่งนี้และยังควบตำแหน่งบิ๊กบอสขององค์กรไท่เวย (ไท่เวย แปลว่า อำนาจยิ่งใหญ่) ที่ทรงอิทธิพลทางด้านเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของประเทศไต้หวันไว้อีกด้วย เบื้องหลังความสำเร็จที่ผู้คนกล่าวถึงจะมีใครบ้างที่รู้จักตัวตนของชายหนุ่มคนนี้จริงๆ


                “บอสครับ ผมว่ามันก็ผ่านมานานมากแล้วนะครับ เราควร...” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาไม่ต่างกันกล่าวด้วยโทนเสียงสุภาพ มือสองข้างกุมกันไว้ด้านหน้าเพื่อแสดงความเคารพต่อบิ๊กบอสของเขา หากแต่ประโยคดังกล่าวกลับถูกกลืนหายลงลำคอเสียก่อนที่จะพูดจบเพราะนัยน์ตาสีช็อคโกแลตตวัดมองมาด้วยแววไม่พอใจ


                “ถ้าฉันไม่สั่งให้หยุดค้นหา ใครหน้าไหนก็ห้ามคัดค้าน” ถึงไม่จำเป็นต้องใช่ปืนจ่อขมับแต่คำพูดและสายตาสุดแสนเย็นชาดังกล่าวก็ทำให้ลูกน้องรู้สึกขนลุกขนพอง หวาดหวั่นได้ไม่น้อย

 

               “รับทราบครับบอส!” เขาขานรับด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งแล้วโค้งให้ชายหนุ่มก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย


                ครั้นเมื่อคล้อยหลังลูกน้อง นัยน์ตาเย็นชาพลันแปรเปลี่ยนเป็นแววหม่นเศร้า ใบหน้าคมงองุ้มลงพร้อมหยดน้ำตากลิ้งหล่นลงมาหนึ่งหยด ภาพในหัวนำพาเขาจมสู่ห้วงความทรงจำเมื่อครั้งอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า


                ภาพในวันนั้นที่เขาร้องไห้และโทษมาตลอดว่าเป็นความผิดของตัวเอง...



 

เวลาแปดนาฬิกาสามสิบนาที, ประเทศไทย


                กรุ่นกลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดชงใส่นมสดร้อนคละคลุ้งไปทั่วห้องพักขนาดยี่สิบห้าตารางเมตรทำให้บรรยากาศของเช้าวันจันทร์สดใสขึ้นมาทันตา ต้นเฟิร์นบอสตันกระถางเล็กที่จัดวางไว้สำหรับเพิ่มความมีชีวิตชีวาบริเวณมุมห้องกำลังถูกเจ้าขนปุยสองตัวแทะเล็มจนต้องหันไปดุ


                “มอคค่า! ลาเต้! อย่าซนได้ไหม” เจ้าแมวน้อยทั้งสองตัวกระดิกหูคล้ายรับฟัง หากแต่อุ้งมือนุ่มนิ่มกลับไม่ยอมปล่อยกิ่งเฟิร์นออก เดือดร้อนให้ผมต้องลุกเข้าไปจัดการ


                “ทำไมพวกหนูดื้อแบบนี้ พ่อเหนื่อยที่จะต้องไปหาซื้อต้นไม้มาเปลี่ยนแล้วนะครับ เข้าใจไหม?” ผมเคาะปลายนิ้วลงบนหัวเล็กของพวกมันตัวละหนึ่งทีก่อนจับอุ้มกระเตงติดมือมาด้วยทั้งสองตัว ในขณะที่ปากก็บ่นพึมพำไม่หยุด “ถ้ายังไม่หยุดดื้อพ่อจะส่งกลับไปอยู่บ้านนะ”


                ดุเสร็จก็จับไปใส่คอนโดและขังไว้ในนั้น วันนี้ผมต้องเร่งส่งต้นฉบับให้ทางสำนักพิมพ์จะมัวเอ้อระเหยไม่ได้ ต้องรีบตรวจเช็กงานและรีบส่งจะได้ทำงานอื่นต่อ


                ติ๊ง! จู่ๆ โทรศัพท์ก็มีเสียงแจ้งเตือนเข้าของข้อความจึงรีบกดอ่าน


                แบมแบม สนใจงานล่ามแปลภาษาไหม พอดีมีเอเยนต์จากไต้หวันติดต่อมาให้ไปช่วยแปลงานสองวันน่ะ ถ้าสนใจโทรกลับนะ พี่จะได้คอนเฟิร์มกับทางนั้น...พี่ชุน


                หัวใจผมเต้นลิงโลดทันที วันนี้มันเป็นวันแห่งความโชคดีของผมจริงๆ เพราะเมื่อเช้าเงินจากงานเขียนบทความที่แล้วก็เพิ่งเข้าแถมงานแปลอันนี้ก็ใกล้เสร็จ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีงานใหม่จ่อเข้ามาทันทีโดยไม่ต้องกระวีกระวาดหางานให้ตาเหลือก


                เมื่อโอกาสถูกหยิบยื่นเข้ามา ผมจึงต้องรีบไขว่คว้าเอาไว้ทันที คิดได้ดังนั้นปลายนิ้วจึงกดจิ้มลงบนหน้าจอโทรศัพท์และโทรหาพี่ชุนทันที รอปลายสายไม่นาน ฝั่งนั้นก็กดรับสาย


                “สวัสดีครับพี่ชุน” ผมกล่าวทักทายออกไปก่อน


                (โอ้! น้องแบมสนใจงานที่พี่ถามไปใช่ไหม) พี่ชุนทำน้ำเสียงระริกระรี้จนผมอดหัวเราะขำไม่ได้              


                “สนใจครับ แต่ผมอยากรู้รายละเอียดงานมากกว่านี้ แล้วก็ค่าตอบแทนด้วยครับ” ผมพูดและถามอย่างตรงประเด็น มือข้างหนึ่งกำลังควานหาสมอลล์ทอร์คเพื่อที่จะได้ทำงานไปด้วยฟังบรีฟงานจากพี่ชุนไปด้วย


                พี่ชุนใช้เวลาเพียงสิบนาทีในการบรีฟงานให้ฟัง ซึ่งระหว่างฟังน้ำเสียงเจื้อยแจ้วชี้แจงรายละเอียดของพี่ชุนอยู่นั้นเองความรู้สึกของผมเกิดมีอาการสังหรณ์ตะหงิดๆ


                หวังว่าจะไม่ใช่งานที่เกี่ยวข้องกับมาเฟียหรือพวกคนมีอิทธิพลของไต้หวันนะ


                (...ส่วนเรื่องราคาคิดต่อชั่วโมง ชั่วโมงละสองพันบาท เขาจ้างเราวันละแปดชั่วโมงสองวันก็สิบหก...) พี่ชุนคงกำลังหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมาคำนวณเม็ดเงินให้ผมอยู่ (อ่ะ ค่าตอบแทนเบ็ดเสร็จรวมสามหมื่นสองพัน)


                “เยอะเหมือนกันนะเนี่ย” ผมเปรยด้วยน้ำเสียงแปลกใจ


                (แต่เขาให้เราจ่ายเงินค่าโรงแรมและค่าอาหารเองนะ)


                “อ่า งั้นก็สมควร” ผมพ่นลมหายใจ แต่พอนึกถึงเงินก้อนโตที่จะได้มาภายในสองวันก็กลับมามีพลังอีกครั้ง


                (นายจะเปลี่ยนใจไหม) พี่ชุนถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


                “ไม่เปลี่ยนหรอก ผมจะรับงานนี้” ผมบอกเสียงมั่นเหมาะและทวนถามวันเริ่มงานอีกที “งานเริ่มวันเสาร์นี้ใช่ไหมครับ”


                (ใช่ เดี๋ยวเย็นวันศุกร์พี่ไปรับที่คอนโดแล้วเราค่อยไปสนามบินด้วยกัน) พี่ชุนอาสาและเอาใจผมสุดๆ


                ผมครางรับในลำคอและเอ่ยถามออกไปอีกหนึ่งประโยค “พี่ชุน ผมขอถามสักคำถามนะ”


                (ได้ๆ ถามมาเลย)


                “เราไม่ได้ทำงานให้มาเฟียไต้หวันใช่ไหมครับ”


                (...) ปลายสายนิ่งเงียบไปทันทีจนหัวใจผมดิ่งวูบ แต่ผ่านไปสักพักทางนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะลั่นจนผมยังตกใจ


                (ฮ่าๆ! โอ้ย พี่หูแว่วไปเองหรือเปล่าเนี่ย ฮ่าๆ) ยิ่งได้ยินเสียงหัวเราะเอร็ดอร่อยของพี่ชุนใบหน้าผมก็เริ่มร้อนผ่าวด้วยความอับอาย


                ผม...ปล่อยไก่อีกแล้วใช่ไหม


                “ถือซะว่าผมไม่เคยพูดเถอะครับ” ผมข่มเสียงตัวเองไม่ให้เร่งจังหวะจนฟังดูร้อนรนให้ถูกขำอีก


                (อ่าๆ พี่ไม่หัวเราะแล้ว คิก!...) ผมกลอกตามองเพดาน ไม่วายตบหน้าผากตัวเองดังเพียะเพื่อเรียกสติกลับคืนมา (บริษัทที่เราทำงานให้มีชื่อเสียงก็จริงแต่เจ้าของไม่ใช่มาเฟียอะไรหรอก ก็เป็นเพียงแค่นักธุรกิจไฟแรงคนหนึ่งเท่านั้น)


                “แต่ไม่คิดว่าเขาจะให้ค่าตอบแทนสูงขนาดนี้...”


                (นั่นก็เพราะพี่ขอให้ไงล่ะ)


                “อ้อ ผมเข้าใจแล้ว” ความจริงพี่ชุนก็เหมือนหัวหน้าผมกลายๆ เขาเป็นคนคอยป้อนงานป้อนเงินมาให้ผมตลอด หากถามถึงความสัมพันธ์ของเราสองคน ก็คงต้องคำว่าเป็น พี่น้องร่วมเป็นร่วมตายคงเหมาะสมยิ่ง เราสองคนเติบโตมาด้วยกัน ผมจำได้ว่าตอนอายุสิบแปดได้ออกเดินทางจากบ้านเพราะคำชวนของพี่ชุนเพื่อเข้ามาหางานในเมืองหลวงทำ แม้จะมีความรู้ติดตัวแค่วุฒิมอหกแต่เพราะผมเป็นคนหัวไวบวกกับผลบุญเก่าทำให้สามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูด อ่านและเขียนได้ทั้งหมดห้าภาษา แต่ภาษาที่ถนัดที่สุดเห็นทีจะเป็นภาษาแมนดารินนี่แหละครับ เพราะงั้นตอนนี้ผมจึงเป็นฟรีแลนซ์ที่ทำงานเกี่ยวกับภาษาซะส่วนใหญ่


                (เดี๋ยวพี่โอนเงินมัดจำให้ก่อนยี่สิบเปอร์เซ็นนะ) คำพูดของพี่ชุนเรียกสติผมคืนกลับมา


                “ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยขอบคุณและร่ำลากับพี่ชุนอีกสองสามประโยคก่อนกดวางสาย จากนั้นจึงเอื้อมหยิบปฎิทินขึ้นมาเขียนตารางงานลงไป พอได้ไล่สายตามองงานที่ทำในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ได้แต่ทึ่งกับความทนถึกของตัวเอง


                นี่ผมทำงานหนักเกินไปหรือเปล่านะ?


                “ทำงานหนักขนาดนี้ไม่ช็อกตายก็ดีแค่ไหนแล้ว ไว้สัปดาห์หน้ากลับบ้านไปเยี่ยมลุงกับป้าดีกว่า” ผมเขียนกำหนดการเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ให้กับช่วงวันหยุดพักผ่อนของตัวเอง จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อ

 


เย็นวันศุกร์


                เวลาเคลื่อนผ่านอย่างรวดเร็ว แปบเดียวก็มาถึงวันที่ผมต้องไปรับลูกค้ากับทางบริษัทผู้ว่าจ้าง วันนี้พี่ชุนแวะมารับผมเวลาสี่โมงเย็นเป๊ะๆ ด้วยรถยนต์สุดหรูที่แกภูมิใจนักหนา ผมขยับตัวให้นั่งสบายพร้อมกับหยิบหนังสือการ์ตูนเล่มเล็กเปิดอ่านฆ่าเวลาไปด้วย แต่ระหว่างนั่งอ่านอยู่นั้นกลับรู้สึกถึงสายตาของอีกฝ่ายเหลือบมองดูหลายครั้งแต่กลับไม่เอ่ยถามอะไรสักคำ ครั้นพอผมปิดหนังสือเพื่อจะถามไถ่ พี่ชุนก็ไม่สะดวกคุยด้วยแล้วเพราะมีสายเรียกเข้าซะก่อน แกพูดคุยโต้ตอบกับปลายสายกระทั่งมาถึงสนามบิน


                พรึ่บ! ผมปิดหนังสือลงและเก็บใส่กระเป๋าสะพายข้างของตัวเอง จากนั้นก็ลงจากรถเดินตามพี่ชุนเข้าไปรอด้านใน


                “เดี๋ยวอีกสักพักคุณวีระเจ้าของบริษัทไทยจะมาถึง แบมจะได้ทำความรู้จักกับเขาก่อน” พี่ชุนอธิบายก่อนสะกิดแขนให้ผมนั่งรอที่เก้าอี้แถวๆ นั้น “และเย็นนี้คงมีงานเลี้ยงต้อนรับลูกค้าด้วย”


                ผมเพียงพยักหน้ารับรู้ก่อนนั่งมองชาวต่างชาติคนแล้วคนเล่าเดินผ่าน เวลาผ่านไปนานเพียงใดไม่รู้ มีกลุ่มคนสี่ถึงห้าคนเดินตรงเข้ามา ผมเงยหน้ามองพร้อมกับพี่ชุนรีบลุกขึ้นยกมือไหว้ ผมจึงไหว้ตามอย่างมีมารยาท


                “สวัสดีครับคุณวีระ”


                “รอนานหรือเปล่าครับคุณชุนและเอ่อ...” สายตาสงสัยจับจ้องมาจนผมต้องรีบแนะนำตัว


                “สวัสดีครับ ผมชื่อแบมแบมเป็นล่ามที่คุณชุนติดต่อไปครับ”


                “อ้อ น้องคนนี้นี่เอง” คิ้วเข้มคลายปมออก เขาส่งยิ้มให้จางๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงมาดนักธุรกิจว่า “ผมคงต้องฝากงานไว้ในมือคุณแล้วนะครับ”


                พูดซะขนาดนี้...ผมชักทำหน้าไม่ถูกแล้วสิ


                พี่ชุนแอบสะกิดหลังผมให้พูดตอบอะไรสักคำ ผมเลยรีบเค้นสมองพูดตอบด้วยประโยคสุดเบสิกว่า “ครับ แฮะๆ” พร้อมทั้งตบท้ายด้วยการหัวเราะแห้งใส่


                คุณวีระเอ่ยแนะนำผมให้ทีมงานคนอื่นๆ รู้จัก และระหว่างนั้นเอง พี่ผู้หญิงที่เป็นฝ่ายประสานงานต่างประเทศก็สะกิดบอกคุณวีระว่าลูกค้าเดินออกจากเกตมาแล้ว พวกเราจึงยกโขยงเข้าไปต้อนรับกันอย่างอบอุ่นเลยเชียว


                เสียงทักทายดังโฉงเฉงจนผมแทบอยากเร้นกายหายไปในอากาศ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะมีเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง ผมยังคงตีสีหน้ารื่นเริงตามคนอื่นขณะถูกแนะนำให้กลุ่มลูกค้ารู้จัก


                “หนีห่าว!” อุ้งมือหนาถูกยื่นมาตรงหน้า ผมหลุบตามองมือนั่นสลับกับใบหน้าของอีกฝ่าย “คุณพูดภาษาแมนดารินได้ใช่ไหม” เขาถามผมต่อด้วยภาษาจีนกลาง


                “ครับ” ผมเองก็เปิดโหมดเปลี่ยนภาษาไว้เรียบร้อยแล้วเลยสามารถตอบโต้กลับได้ทันที


                “ผมชื่อหวังแจ็คสัน ยินดีที่ได้พบครับ” เขากระตุกมือเพื่อเร่งให้ผมจับตอบ ผมเลยเลี่ยงไม่ได้


                “ยินดีเช่นกันครับคุณแจ็คสัน” ผมบิดมือตัวเองออกอย่างเป็นธรรมชาติพร้อมทั้งมองเลยไปด้านหลังของอีกฝ่าย คาดเดาไม่ถูกเลยว่าคนที่ยืนตรงนั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพราะเขาเล่นสวมฮู้ดคลุมทั้งศีรษะ แถมยังใส่แมสกับหมวกแก็ปปิดบังใบหน้าไว้อีกด้วย แปลกคนจริงๆ


                ขวับ! คล้ายอีกฝ่ายรับรู้ว่าผมจ้องจึงได้โผล่ ไม่สิ เรียกว่าสอดส่องผมผ่านปราการทั้งหมดนั้นมากกว่า


                “ส่วนนั่นคือคุณอี้เอิน”


                “อ้อ” ผมครางรับแผ่วเบาก่อนหยิบรอยยิ้มการค้ามาสวมอีกครั้ง แต่ดูเหมือนฝ่ายนั้นไม่ใคร่สนใจการสร้างปฏิสัมพันธ์ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเขาเอาแต่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา


                “งั้นเชิญคุณแจ็คสันและคุณอี้เอินไปขึ้นรถที่เราเตรียมไว้ให้เถอะครับ” คุณวีระเอ่ยพร้อมส่งสายตาให้ผมแปลให้


                โอเค...เริ่มงานก่อนกำหนดก็ไม่เสียหาย ถือซะว่ามาเพื่อทำความรู้จักกัน


                “คุณวีระเชิญพวกคุณไปขึ้นรถที่เตรียมไว้ให้” ผมพูดด้วยประโยคสั้นกระชับ โดยมีคุณแจ็คสันพยักหน้ารับรู้และลากกระเป๋าตามพวกเรามา


                เสียงโม้โอ้อวดของคุณแจ็คสันกับคุณวีระดังอยู่เนืองๆ แม้ว่าต่างฝ่ายต่างจะใช้ภาษาสื่อสารกันแบบงูๆ ปลาๆ ก็ตาม


                ...คุยคนละเรื่องเดียวกันเลย


                ตุบ! ผมเสียจังหวะก้าวเดินนิดหน่อยเพราะกระเป๋าเดินทางของใครบางคนกระแทกโดนข้อพับเข้าพอดี จังหวะที่หันไปมองก็ได้ยินเสียงแผ่วกระซิบขอโทษในลำคอ


                “โทษที” ผมไม่มั่นใจว่าเสียงเขาทุ้มต่ำหรือแหลมเล็ก มันรวดเร็วและแผ่วเบามากจนจับผิดไม่ได้เลยว่าตกลงแล้วคนๆ นี้เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่


                ช่างเรื่องนั้นเถอะ คุณวีระจ้างผมมาทำงานไม่ได้ให้นั่งจับผิดลูกค้าของเขา เพราะงั้นผมจะปล่อยๆ ความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองไป



++++++++++++++++++++++

100%





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 78 ครั้ง

2 ความคิดเห็น

  1. #62 Spices_smile (@igot7ibambam) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 / 13:53
    อห.... เคยมีความหลังงี้หรอพี่มาร์ค
    #62
    0
  2. #16 pk4ever (@hottestpk) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2561 / 08:18
    น่าติดตามมาก รอนะคะ
    #16
    0
  3. #2 Fei's (@pope18) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 20 กันยายน 2561 / 00:14
    คุณพี่ท่านเกรี้ยวกราดน่าดู
    #2
    0
  4. #1 PrincessDark (@neeranutdachopip) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 กันยายน 2561 / 09:58
    เขินตามผู้หญิงจะผิดไหมอ่ะ จะมีผู้ชายกี่คนนะเอ่ยคำสัญญาแบบนี้
    #1
    0