[ONE PIECE] All LUFFY รวมเรื่องรักของหนุ่มหมวกฟาง 2

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 34,862 Views

  • 792 Comments

  • 819 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    1,178

    Overall
    34,862

ตอนที่ 65 : Oh! My Pirate EP.4 [100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 620
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 45 ครั้ง
    30 ธ.ค. 61






Oh! My Pirate EP.4

 




                “แฮกๆ” เสียงหอบหายใจถูกกลืนหายไปกับเสียงคลื่นทะเลที่ซัดเข้ากระทบกับถนนน้ำแข็งที่สร้างขึ้นจากพลังพิเศษของอาโอคิยิ ไอทะเลแผ่กระจายไปทั่วอณูและปกคลุมร่างของคนทั้งสองจนทำให้เหนียวเหนอะหนะ


                “อาจารย์พักก่อนไม่ได้เหรอ” เจ้าของเสียงแหลมเล็กค้อมตัวลงพลางเท้ามือลงบนหัวเข่าตัวเอง แผ่นหลังเล็กๆ นั่นกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะการหายใจของอีกฝ่าย “ฉันวิ่งมาไกลแล้วนะ ยังไม่ได้หยุดพักเลย”


                “ไหนบอกว่าทนไหวไง วิ่งมาแค่ไม่กี่กิโลเมตรเอง” อาจารย์หมาดๆ ตอบกลับพลางใช้ดวงตาเรียบนิ่งกราดมองศิษย์ของตน “แค่นี้ก็ยอมแพ้แล้วงั้นเหรอ”


                “อาจารย์ก็พูดได้สิ ตัวเองปั่นจักรยานส่วนฉันวิ่งหน้าตั้งมาจากศูนย์บัญชาการใหญ่เชียวนะ” ลูฟี่เถียงคอเป็นเอ็น หากแต่กลับถูกเมินเฉยจากอาจารย์ของตน


                “ก็ตามใจ” สิ้นเสียงนั้นร่างสูงใหญ่ก็ปั่นจักรยานต่อโดยไม่สนใจว่าจะถูกสายตาด่าทอของศิษย์ตัวน้อยมองมาเลย “...เกือบลืมบอก พลังของฉันมันมีขอบเขตจำกัด ระวังไว้ด้วยล่ะ”


                “หมายความว่าไง”คำถามอันไร้ซึ่งคำตอบทำให้ลูพี่หงุดหงิดใจยิ่งนัก เขาก่นด่าอาจารย์งึมงำแต่ทว่าเสียงด่านั้นกลับต้องหยดชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงการพังทลายของสิ่งๆ หนึ่ง


                เฮ...คงไม่ใช่อย่างที่เขาคิดหรอกใช่ไหม


                ลูฟี่จับจ้องเส้นทางที่เพิ่งวิ่งผ่านก็พบว่ามันเริ่มปรากฏรอยร้าวมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เปราะ! ใช่เลย! แบบนี้ไม่ได้คิดไปเองแน่ ไอ้อาจารย์นั่นคิดจะฆ่าเขาให้จมทะเลตายจริงๆ ด้วย


                “อาจารย์!!!!! รอฉันก่อนเซ่!



ลูฟี่


                ผมจะฆ่าไอ้อาจารย์นี่ให้ได้เลยคอยดูสิ! มีอย่างที่ไหนปล่อยให้ลูกศิษย์วิ่งข้ามน้ำข้ามทะเลตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าจนตอนนี้มันลาลับไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าวปลาก็ไม่มีให้กิน นี่ยังโชคดีที่ผมฉุกใจพกกระติกน้ำห้อยคอมาด้วย ไม่งั้นคงได้แทะแผ่นน้ำแข็งนี่แทนการดื่มน้ำแหง


                “ใกล้ถึงเกาะแล้ว” แว่วเสียงเบื่อหน่ายเอ่ยขึ้นท่ามกลางความมืดมิด ผมชักสีหน้าใส่แม้ว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นก็ตาม


                “ก็วิ่งมาทั้งวัน จะไม่ให้เห็นเกาะก็ใจร้ายเกินไปแล้ว”


                “อย่าบ่น รีบวิ่งตามมาได้แล้ว” เออเว้ย! ให้มันได้อย่างนี้สิ


                “อาจารย์ลองมาวิ่งเหมือนฉันบ้างสิ ตัวเองปั่นจักรยานมาตลอดทางจะเหนื่อยได้ยังไง”


                “นั่นใช่สิ่งที่ฉันพึงกระทำงั้นเหรอ” อาจารย์ถามยอกย้อนจนผมขี้เกียจเถียงต่อ ยามสายตาเฉียบแหลมเหลือบมองเห็นเงาดำทะมึนอยู่ไม่ไกลนักก็พลันรู้สึกลิงโลดที่จะได้พักสักที จึงกัดฟันวิ่งหน้าตั้งต่อเพื่อให้ไปถึงเกาะรวดเร็วกว่าเดิม


                “ถึงแล้ว!!!” มือเล็กชูขึ้นทั้งสองข้างก่อนทิ้งกายลงบนผืนทรายละเอียด แม้เกาะนี้จะไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ แต่ก็ใช่ว่าเขาจะอดตาย เพราะที่เกาะนี้ยังมีสัตว์ป่าน้อยใหญ่ให้ล่าเอามาทำอาหารเย็น


                ตู้ม! โอ๊ะ! เสียงอะไรกัน


                ราวกับมีก้อนวัตถุใหญ่ยักษ์จากทะเลลอยข้ามศีรษะเขาไปในแนวป่า เสียงกระแทกของสิ่งนั้นทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนเล็กน้อย


                “อาหารเย็น ฉันล่ามาให้แล้ว” จักรยานปั่นมาหยุดใกล้กันกับจุดที่ผมนอนอยู่


                “นั่นอะไรอ่ะอาจารย์”


                “เจ้าทะเล” เสียงเรียบเรื่อยยังคงเอ่ยตอบด้วยใบหน้าเช่นเดิม “นายไปก่อไฟสิ จะได้ย่างเจ้าทะเลกินกัน”


                “โอ๊ส!” ผมรับคำอย่างขยับขันแข็ง ไม่ใช่ว่าลืมความขุ่นเคืองที่มีต่ออาจารย์ไปหมดแล้ว แต่เพราะเรื่ออาหารเย็นมันสำคัญเป็นอันดับหนึ่งสำหรับผม ดังนั้นจึงปัดตกความรู้สึกหรือเรื่องราวอื่นๆ พ้นออกจากสมองได้ทันที


                ใช้เวลาไม่นาน เจ้าทะเลตัวมหึมาก็ถูกเสียบไม้ย่างไฟจนหมดสิ้นความน่าเกรงขาม ผมนั่งกอดเข่ารออย่างใจจดจ่อพร้อมกับดูดน้ำในกระติกจ้วบๆ รองทองไปก่อน


                “เราจะฝึกอยู่ที่นี่” ทว่าแว่วเสียงทุ้มที่เงียบลงมาตั้งนานกลับเอ่ยขึ้นท่ามกลางความลุ้นระทึกของผม “เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยสร้างที่พักกัน”


                “ทำไมไม่ฝึกที่ศูนย์ใหญ่ล่ะอาจารย์ ทำไมต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่” ด้วยความสงสัยทำให้หลุดถามออกไปอย่างลืมตัว


                “นายคิดว่าที่นั่นจะสะดวกต่อการฝึกนายหรือไง”


                “ก็ไม่” ผมส่ายหน้าพรืด


                “นั่นแหละ เราถึงต้องมาที่นี่”


                “เข้าใจแล้ว พอเราฝึกเสร็จค่อยกลับศูนย์ใหญ่งั้นเหรอ” ลูฟี่พยักหน้าหงึกหงักเมื่อคิดเองเออเองเสร็จสรรพ


                “ยังไม่ใช่เร็วๆ นี้หรอก เพราะนายจะได้รับสิทธิ์ให้กลับไปก็ต่อเมื่อล้มฉันได้แล้ว”


                “โหย แบบนี้ฉันต้องอยู่ฝึกนานเลยสิ”


                “ก็ถ้านายไม่หมั่นฝึกฝนน่ะนะ” อาจารย์ตอบเสียงนิ่งก่อนเดินเข้าใกล้เจ้าทะเลแล้วแล่เอาขาหน้ามันไปชิ้นหนึ่ง จากนั้นจึงส่งสัญญาณบอกว่า ที่เหลือเป็นของนายมาให้ ผมเลยกระโจนเข้าใส่อาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็ว


                ง่ำๆ อร่อยที่สุดเลย เนื้อของเจ้าทะเลนี่สุดยอดจริงๆ



ต่อ




                “ช่างเป็นเด็กที่ไม่คิดอะไรซะจริงเลย” เสียงพึมพำคล้ายกับพูดคนเดียวดังมาจากอาจารย์คนใหม่ ถึงผมจะได้ยินแต่ ณ เวลานี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้ว ของกินที่วางอยู่ตรงหน้ามันล่อตาล่อใจซะจนหูหนวกตาบอดกะทันหัน


                “กินช้าๆ เดี๋ยวก็ติดคอตายหรอก”


                “อ้ออันอะอ่อยอ่ะ” (ก็มันอร่อยอ่ะ) ผมหันกลับไปตอบทั้งๆ ที่ในปากยังมีเนื้อของเจ้าทะเลอมไว้คำโต ซึ่งเป็นสาเหตุให้ “แค่กๆ”


                ...อาหารติดคอทันที


                “เฮ้อ จะไหวไหมเนี่ย” อาจารย์นั่งส่ายหน้าพลางมองผมดิ้นทุรนทุรายที่อาหารติดคอโดยไม่คิดจะยื่นมือเข้ามาช่วยแต่อย่างใด


                ใจดำชะมัด!


                ผมทรมานจากอาการอาหารติดคออยู่พักใหญ่ก็ค่อยคลายลงเพราะถลาไปคว้ากระติกน้ำขึ้นดื่มได้ทันท่วงที และถึงอยากตวัดมองตาขวางใส่อาจารย์ก็ช่างเป็นการกระทำที่สูญเปล่า เพราะสายตาเบื่อหน่ายคู่นั้นจ้องมองผมพักหนึ่งก่อนเบนมองท้องฟ้ายามรัตติกาลแทน


                “ดึกมากแล้ว วันนี้นอนพักผ่อนให้เต็มที่”


                “อื้อ!” ผมขานรับในลำคอ ปากก็ยังเคี้ยวเนื้อเจ้าทะเลตุ้ยๆ


                “กินอิ่มแล้วก็รีบนอน พรุ่งนี้นายต้องเจอศึกหนักทั้งวัน” คำบอกกล่าวที่ไม่ต้องการความคิดเห็นเอ่ยขึ้น


                “ศึกหนักที่ว่าหมายถึงอะไร ต่อสู้กับอาจารย์งั้นเหรอ” ผมถามด้วยดวงตาลุกวาว เกิดความตื่นเต้นและสนุกสนานในใจอย่างท่วมท้น


                “ยังหรอก พรุ่งนี้ฉันจะให้นายสร้างที่พักแล้วก็ล่าสัตว์มาทำอาหารเอง”


                “เรื่องแค่นี้เอง” ผมยักไหล่ เพราะตั้งแต่เด็กก็ฝึกแบบนี้มาตลอด เรื่องล่าสัตว์เหรอ หึ! ผมชินชาซะแล้วล่ะ


                “นายยังไม่รู้จักเกาะแห่งนี้ดี”


                “งั้นเกาะนี้มันมีอะไรงั้นเหรอ”


                “เดี๋ยวพรุ่งนี้นายจะรู้เอง” นอกจากไม่ยอมตอบคำถามแล้ว  อาจารย์ผู้เงียบขรึมยังโยนเศษกระดูกออกไปไกลลิบ แล้วจึงลุกเดินหาที่นอนเหมาะๆ ให้ตัวเอง ซึ่งทันทีที่เขาเอนตัวลงนอนก็ส่งเสียงกรนคร่อกฟี้ๆ ออกมาทันที ทิ้งให้ผมได้แต่นั่งอึ้งมองเขานอนหลับไปด้วยความงงงวย


                อะไรของเขา เข้าใจยากซะจริง

 


                เช้าวันต่อมา ผมโดนปลุกอย่างรุนแรงด้วยค้อนน้ำแข็งของอาจารย์ที่ทุบลงบนศีรษะ นี่ถ้าเขาเปลี่ยนเป็นมีดดาบมีหวังสมองผมแบะออกเป็นสองซีกแน่ๆ แถมพอตื่นมาแล้วก็ต้องรีบวิ่งหนีตาลีตาเหลือกจากเข็มบินที่พุ่งเข้าหาตัวจากรอบทิศ นี่ถ้าผมไม่ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์มาก่อน คงคิดว่าชายคนนี้กำลังจะคร่าชีวิตตัวเองแล้ว


                คนบ้าอะไรจะโหดขนาดนี้เนี่ย!


                “แว้กกกกก! อาจารย์! หยุดเข็มพวกนี้ที” ผมวิ่งโวยวายแหกปากลั่นป่าขณะสองเท้าสับวิ่งอย่างคล่องแคล่วว่องไวเพื่อหลบหลีกจากอาวุธของอาจารย์ ผมวิ่งหนีมาเกือบครึ่งเกาะแล้วแต่ก็ไม่มีวี่แววว่าการโจมตีนี้จะหยุดลง หน่ำซ้ำยังมีเค้าว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อีก


                “อย่าเพิ่งสิอาจารย์ แว้กกกกก!!” เพียงแค่เอี้ยวตัวหันกลับไปมองข้างหลังชั่ววินาที เข็มบินที่ลอยมาจากมุมอับสายตาก็ถากเข้าบริเวณแก้มเนียนจนเกิดบาดแผลเล็กๆ ขึ้น


                “มันเจ็บนะ! หยุดโจมตีผมก่อนสิ” ผมพยายามใช้ดาบตัวเองสกัดเข็มบินในระยะหนึ่งเมตร พร้อมกับวิ่งซอยเท้าหนี


                ขืนเป็นแบบนี้ผมตายก่อนแหงๆ


                “เดี๋ยวก่อนอาจารย์ เดี๋ยวก่อน!” ไร้ประโยชน์ อาจารย์ไม่ฟังคำพูดของผมเลยสักนิด จนผมหยุดแหกปากโวยวายและวิ่งหนีมาจนสุดริมหน้าผา


                ซวยล่ะ แบบนี้ร่างเป็นรูพรุนจากเข็มบินของอาจารย์แน่


                ผมชะโงกมองเบื้องล่างของหน้าผาพร้อมกับมองอาจารย์ที่ปั่นจักรยานคันเล็กใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


                “ถ้านายไม่ตอบโต้ ได้ตายจริงแน่” คำพูดสุดเซ็งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย อาจารย์ใช้พลังของตัวเองเปลี่ยนใบไม้ในมือให้กลายเป็นดาบเล่มยักษ์ เขาจอดจักรยานไว้แล้วจึงเดินย่างสามขุมเข้ามาหา “...เพราะดาบของฉันมันไม่มีตา”


                “ผม แฮกๆ ไม่ไหวแล้ว” เนื่องจากวิ่งมานานทำให้เหนื่อยหอบจนตัวโยน ลำพังแค่ฝืนยืนประจันหน้ากับอาจารย์ก็เต็มกลืนแล้ว


                “นายมันอ่อนหัด” ดาบยักษ์พุ่งเข้าใส่จนผมต้องกระโดดหลบและเสียท่าพลัดตกลงจากหน้าผาโดยไม่รู้ตัว ขณะหล่นลงตามแรงโน้มถ่วงโลก อาจารย์ก็ตะโกนสั่งออกมาว่า “ตัดต้นไม้สำหรับสร้างที่พักแล้วลากกลับไปที่เดิมก่อนเที่ยงด้วยล่ะ”


                “อาจารย์!!!!


                “ถ้านายไปช้า อดกินข้าว”


                ผมจะต้องโค่นอาจารย์บ้านี่ให้ได้เลยคอยดู!


                ท่อนซุงประมาณเจ็ดถึงแปดท่อนถูกลากลงผ่านป่ารกทึบจนกระทั่งมาถึงลานโล่งที่เลือกแล้วว่าจะใช้สร้างศูนย์บัญชาการของเรา โชคดีหน่อยที่ผมไม่บ้าจี้โค่นต้นไม้แถวริมหน้าผาแล้วลากมาจนถึงที่นี่น่ะ ไม่งั้นคงได้เหนื่อยตายคาที่แหงๆ


                โครม!


                เพียงแค่มาถึงที่หมาย ผมก็ทิ้งตัวลงนอนอย่างคนหมดเรี่ยวแรงทันที


                “อะไรกัน ลิ้นห้อยมาเชียว”


                “...” ผมเหนื่อย! ไม่พูดด้วยแล้ว


                “ฉันย่างหมูป่าไว้ จะกินหรือเปล่า” พอผมไม่ตอบโต้กลับก็ยกเรื่องของกินมาอ้าง ผมล่ะเบื่ออาจารย์แบบนี้ซะจริง “ไม่กินสินะ งั้นฉันกินหมดละ”


                “กิน!!!” ผมดีดตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนไปแย่งขาหมูชิ้นงามก่อนงับเข้าปากด้วยความหิวโหย อาจารย์หัวเราะคล้ายชอบใจกับปฏิกิริยาของผมก่อนเดินแยกไปจัดการท่อนซุงที่ผมลากมาทิ้งไว้ เขาใช้ดาบน้ำแข็งของตัวเองผ่ามันออกเป็นเสี่ยงๆ เพื่อใช้สำหรับสร้างที่พัก


                พอกินอาหารเสร็จผมก็เข้าไปสมทบและช่วยกันสร้างบ้านพัก ไม่สิ เรียกว่าเป็นเพิงหมาแหงนน่าจะดีว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็สามารถใช้กันแดดกันฝนได้อย่างดีทีเดียว


                “วันนี้ก็ฝึกกันเท่านี้แหละ คราวนี้ถึงตานายไปล่าสัตว์มาทำอาหารเย็นแล้ว” พอสร้างที่พักเสร็จสิ้นแล้ว อาจารย์ก็มอบหมายภารกิจต่อมาให้ทันที


                “ผมขอนอนพักสักเดี๋ยวไม่ได้หรือไง”


                “ไม่ได้ เดี๋ยวมืดค่ำซะก่อน”


                “โธ่! ผมเหนื่อยจนสายตัวแทบขาดแล้วนะ”


                “อย่าบ่น รีบไปล่าสัตว์มาได้แล้ว”


                “ครับๆ” ผมขานรับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า รู้สึกว่ายิ่งได้ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับอาจารย์มากเท่าไหร่ ความเนือย ความเชื่องช้าก็เหมือนจะถ่ายทอดมาสู่ตัวมากเท่านั้น




ต่อ




                และแล้ววันแห่งความเหนื่อยล้าก็ผ่านพ้นไป เชื่อไหมว่าพอผมทิ้งตัวลงนอนปุ๊บก็ผล็อยหลับปั๊บเลย การฝึกของอาจารย์มันหฤโหดตามที่ขู่ไว้จริงๆ สามารถทำให้ร่างกายของผมซึ่งผ่านการฝึกสุดโหดมาได้ด้วยดีตลอดถึงกับอ่อนเปรี้ยเพลียแรง


                “เช้าวันนี้ฉันจะสอนนายใช้ฮาคิ” อาจารย์นั่งคาบกิ่งไม้พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ขณะที่ผมนั่นนั่งสัปหงกจะหลับไม่หลับอยู่ที่พื้นตรงข้ามกับอาจารย์


                อะไรคือฮาคิ...แล้วมันใช้ในการต่อสู้ยังไง


                “ฮาคิแบ่งออกเป็นสามประเภท” สีหน้าโง่งมของผมคงทำให้อาจารย์รับรู้ได้ลางๆ ว่าที่พูดเกริ่นมาไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจแม้แต่น้อย จำเป็นต้องมีคำอธิบายที่มากกว่านั้น “มีฮาคิเกราะ ฮาคิสังเกตการณ์และสุดท้ายพิเศษสุดๆ ซึ่งน้อยคงนักจึงจะมีมัน”


                “มันคืออะไรเหรอ” ผมปรือตาขึ้นถาม


                “ฮาคิราชันย์ คนที่จะมีมันต้องมีลักษณะของราชันย์” นัยน์ตาสีเข้มเหลือบมองผมราวกับจะประเมิน “ปู่และพี่ชายของนายก็มีฮาคินี้ แต่สำหรับนาย...”


                “โนวๆ” ผมยกนิ้วชี้ขึ้นพร้อมส่ายไปมาด้วยจริตน่าหมั่นไส้ “ผมแตกต่างจากสองคนนั้นชัดเจน เพราะงั้นสิ่งที่อาจารย์จะสอนได้ก็มีเพียงฮาคิเกราะกับฮาคิสังเกตการณ์”


                “ฉันก็คิดแบบนั้น” อาจารย์พยักหน้าเห็นด้วยทันที จากนั้นร่างสูงใหญ่จึงเดินไปจูงจักรยานมาพร้อมกับออกคำสั่งให้ผมโค่นต้นไม้สำหรับใช้วิ่งลากออกกำลังกาย ผมจัดการทำตามคำสั่งอย่างไม่อิดออด เพียงหมัดเดียวต้นไม้ใหญ่ประมาณหนึ่งคนโอบก็ล้มลงจนฝุ่นคลุ้งกระจาย ผมรีบยืดแขนออกแล้วยื่นกลับไปด้านหลังเพื่อยึดจับกิ่งไม้เอาไว้แน่นแล้วจึงใส่เกียร์หมาวิ่งลากมันตามหลังอาจารย์ไปโครมๆ จนฝูงนกและสัตว์ป่าน้อยใหญ่ตกกะใจวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง


                ระยะทางจากที่พักมาจนถึงลานกว้างก็ประมาณเกือบห้ากิโลเมตร อาจารย์ซึ่งปั่นจักรยานนำมาหยุดชะงักพร้อมสั่งให้ผมหยุดวิ่ง


                “เราจะฝึกใช้ฮาคิกันที่นี่แหละ”


                “ตรงนี้...”


                กรรรร! สวบ สวบ!


                ยังไม่ทันพูดจบประโยคก็มีเสียงขู่คำรามดังมาจากมุมป่ารกชัฏ เสียงของสิ่งมีชีวิตกำลังค่อยๆ คืบคลานอย่างระมัดระวังใกล้กับบริเวณที่เรายืนอยู่ สิ่งๆ นั้นกำลังจ้องมองดูพวกเราราวกับรอจังหวะเหมาะในการโจมตี


                “รอบๆ ลานกว้างนี้มีเจ้าแห่งสัตว์ป่าที่ดุร้ายอยู่ห้าตัว เป็นเสือโคร่งหนึ่ง หมีสองตัว กอริล่าอีกหนึ่งและสุดท้าย...ช้างป่า” น้ำเสียงเรียบเรื่อยออกอย่างไม่สะทกสะท้าน แต่การที่อาจารย์รับรู้ชนิดและจำนวนสตัว์ป่าได้แบบนี้มันโคตรเจ๋งเลยอ่ะ


                “อาจารย์รู้ได้ไง” ผมรีบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


                “การรับรู้อันตรายรอบๆ ตัวแบบนี้เรียกว่าฮาคิสังเกตการณ์ เมื่อกี้ฉันเพ่งสมาธิไปที่ประสาทสัมผัสทั้งห้า เปิดการรับรู้อย่างสมบูรณ์จนสามารถมองเห็นและรับรู้การมีอยู่ของสิ่งรอบตัวได้ในระยะห่างประมาณห้ากิโลเมตร ยิ่งสมาธินิ่งมากเท่าไหร่พลังการสังเกตก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น”


                “เจ๋งโคตร! แบบนี้ผมก็ฝึกได้ใช่ไหม”


                “ได้” อาจารย์ตอบกลับ ระหว่างนั้นดันมีช้างตัวใหญ่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ สายตาและท่าทางของมันดูฉุนเฉียวและพร้อมจะเอาชีวิตอาจารย์ได้ตลอดเวลา แต่ขณะที่ช้างยกงวงขึ้นเพื่อฟาดอาจารย์ให้กระเด็นปลิวไปไกล อาจารย์กลับหลบการโจมตีนั้นได้โดยที่ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองเลยสักนิด


                “อะ อาจารย์ เมื่อกี้มัน...”


                “เมื่อกี้เรียกว่าฮาคิสังเกตการณ์ ตามที่อธิบายไปก่อนหน้า”


                “นั่นมันกำลังจะยกเท้าขึ้นเหยียบอาจารย์แล้ว!” ผมแหวลั่นและถลันตัวหมายจะเข้าไปซัดหมัดใส่ แต่อาจารย์กลับยกมือขึ้นเพียงข้างเดียวเพื่อรับการโจมตีของมัน


                ตึง! แรงปะทะดังสนั่นจนผมหวั่นว่าแขนอาจารย์อาจแตกหักเป็นท่อนๆ จากการปะทะกันเมื่อครู่ แต่ฝ่ายที่ได้รับความเสียหายกลับกลายเป็นเจ้าช้างยักษ์นั่นต่างหาก มันส่งเสียงร้องครวญครางลั่นป่า แววตาของมันแดงก่ำด้วยความกรุ่นโกรธที่เพิ่มมากเรื่อยๆ


                “ดื้อด้านจริงๆ” ประกายตาของอาจารย์วาวโรจน์พร้อมกับไอเย็นระเหยออกจากร่างกาย พลันจังหวะนั้นเองที่งวงช้างฟาดลงมาอีกครั้งอาจารย์ยื่นมือออกไปรับพร้อมขยับปากพึมพำว่า “...ไอซ์เอจ”


                ช้างตัวใหญ่ยักษ์นั่นถูกแช่แข็งในลักษณะกำลังแสดงกิริยาโมโหร้ายที่เตรียมหมายเอาชีวิตอาจารย์ ร่างสูงใหญ่ขยับเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับอธิบายต่อเสียงเรียบเรื่อย “หากนายฝึกฝนฮาคิทั้งสองรูปแบบนี้ได้ก็จะสามารถเพิ่มพลังการโจมตีและการป้องกันตัวเองได้อีกเกือบเท่าตัว”


                “เจ๋ง!


                “พลังที่ได้มามันก็เจ๋งนั่นแหละ แต่กว่าจะฝึกสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย” อาจารย์พูดเสียงเอื่อยพลางล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเอาเศษผ้าส่งให้ ผมเอียงคอมองด้วยความงุนงงไม่เข้าใจ “เอาไปปิดตาซะ”


                “เอ๋” แม้จะงงแต่ก็ยอมทำตาม ทันทีที่โลกของผมดำมืดสนิท คำสั่งใหม่ของอาจารย์ก็เอ่ยออกมาอีกครั้ง


                “นายต้องหลบการโจมตีของฉันให้ได้ทั้งหมดโดยที่ปิดตาไว้”


                “เดี๋ยวก่อนสิ!” พอได้ยินแบบนั้นผมก็แหวลั่นเสียงดัง ไอ้เรื่องหลบการโจมตีผมว่ามันยากเกินไปไหม มันควรฝึกขั้นพื้นฐานก่อนไม่ใช่เหรอ


                “นายมันไม่ใช่พวกเข้าใจด้วยมันสมองของตัวเอง จงใช้ร่างกายเรียนรู้แทน” ผมพยักหน้ารับคำก่อนตั้งสมาธิและเปิดประสาทสัมผัสทั้งหน้าให้สามารถรับรู้ตลอดเวลา


                ขวับ! โครม!


                แม้จะตั้งใจแล้วแต่ก็ไม่สามารถหลบการจู่โจมของอาจารย์พ้น ท่อนไม้ขนาดกลางที่ฟาดลงมาจึงกระทบเข้ากับกกหูอย่างจัง และที่หน้าแปลกที่มันสามารถสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผมได้! ทั้งๆ ที่ผมเป็นมนุษย์ยางนะ


                ปกติแค่ท่อนไม้ไม่สามารถทำอะไรผมได้ แต่ทำไมครั้งนี้ถึงได้เจ็บซะจนกระดูกแทบร้าว?


                “เจ็บล่ะสิ” คล้ายอาจารย์รับรู้ถึงความสงสัยที่มีอยู่ในใจ


                “อืม ผมเป็นมนุษย์ยางแล้วทำไมถึงได้เจ็บล่ะ”


                “ก็ฉันเคลือบท่อนไม้นี่ด้วยฮาคิเกราะน่ะสิ” ขวับ! โครม


                “โอ้ยๆ จะตีลงมาทำไมไม่บอก ผมจะได้ตั้งตัวทัน” ผมโวยวายเพราะโดนฟาดเป็นหนที่สอง


                “นายต้องใช้ฮาคิสังเกตสิ” อาจารย์แนะนำมาเพียงเท่านั้นพร้อมกับเริ่มระดมการฟาดท่อนซุงมาที่ผม หลายต่อหลายครั้งที่โดนฟาด มันทำให้ร่างกายร้าวระบมแทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ แต่ถึงอย่างนั้นอาจารย์ก็ไม่มีคำสั่งให้หยุด เขาคงสนุกสนานที่ได้หวดผมจนร่างบวมตุ่ย


                “แฮ่กๆ” ด้วยเพราะโดนฟาดมานานทำให้ผมเริ่มพอจับทางได้แล้ว บางครั้งที่มีสมาธิมากก็จะได้ยินเสียงขยับร่างกายของอาจารย์ก่อนจะฟาดท่อนไม้ลงมา และมันก็ทำให้ผมสามารถหลบท่อนไม้นั่นได้อย่างฉิวเฉียด


                ขวับ! เฟี้ยว             


                “เริ่มพอจับทางได้แล้วนี่” อาจารย์เปรยขึ้นเสียงเรียบพร้อมกับหวดลงมาราวกับเป็นระบบอัตโนมัติ


                “แฮกๆ” ผมหอบแฮ่กเพราะความตื่นเต้นทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น หูของผมเริ่มได้ยินเสียงในวงกว้างขึ้น ผมได้ยินเสียงขยับเคลื่อนไหวของสัตว์ป่าขนาดเล็กที่พุ่มไม้ด้านหลัง ได้ยินเสียงสายลมพัดเสียดสีกับใบไม้ การได้ยินเสียงเหล่านั้นทำให้พอสร้างภาพสมมติขึ้นมาได้ และภาพมันก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ...ชัดขึ้นเรื่อยๆ


                ขวับ! โครม!


                “อ้าก เจ็บ!” ผมเผลอเพ่งสมาธิกับสิ่งอื่นมากไปเลยหลงลืมไปว่ามีอาวุธร้ายกาจของอาจารย์คอยหวดฟาดลงมาอยู่


                “เฮ้อ พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน” อาจารย์พ่นลมหายใจเฮือกพร้อมโยนท่อนไม้ลงพื้น เขาขยับเดินไปที่โคนต้นไม้แล้วเอ่ยสั่งเนิบช้า “เที่ยงแล้ว นายไปหาอาหารมาไป”


                “อาจารย์ฮับ!” ผมดึงผ้าปิดตาออกแล้วยกมือขึ้นหยอยๆ อาจารย์ปรือตามองเพียงข้างหนึ่ง “ผะ ผมรู้สึกว่าหน้าขยายใหญ่ขึ้นยังไงก็ไม่รู้”


                “นายคิดไปเอง” อาจารย์ดึงผ้าปิดตาลงมาแล้วหลับไปทั้งอย่างนั้น ไม่สนใจจะเสวนากับผมต่อจนผมถอดใจเดินโซซัดโซเซออกล่าสัตว์มาทำอาหารเที่ยง ซึ่งระหว่างทางจะมีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ผมเร่งเดินไปทางนั้นเพื่อล้างหน้าล้างตา แต่ทว่า!


                “แว้กกกกก ผีหลอก!” ภาพของตัวอะไรบางอย่างใต้ผิวน้ำกำลังจับจ้องมาที่ผม ใบหน้าของมันน่าเกลียดน่ากลัวราวกับเป็นปีศาจร้ายกลางหุบเขา ด้วยสัญชาตญาณทำให้ผมระดมหมัดซัดใส่ไม่ยั้ง


                ตู้มๆ ผิวน้ำแตกกระจายจนกระเซ็นมาเปื้อนเสื้อผ้าของผมจนเปียกโชก


                จากการโจมตีเมื่อครู่คงพอทำให้ปีศาจร้ายตัวนั้นบาดเจ็บบ้างแหละ ผมค่อยๆ ขยับก้าวเดินด้วยความระมัดระวังไปยังริมลำธารอีกครั้ง สายน้ำขุ่นขลักเพราะหมดของผมค่อยๆ กลับมาใสอีกครั้ง คราวนี้สิ่งที่ผมเห็นกลับทำให้ตกตะลึงจนต้องรีบวิ่งไปชะโงกหน้ามองให้เห็นชัดๆ


                ปากนี้...จมูกนี้...แถมการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับผมในตอนนี้


                แว้กกกกกกกกก นี่มันผมนี่นา! ไอ้ปีศาจร้ายเมื่อครู่ที่โดนโจมตีก็คือเงาของผมงั้นเหรอ


                งั้นแสดงว่าผมไม่ได้รู้สึกไปเอง หน้าผมมันหนักอึ้งเพราะโดนอาจารย์หวดไม้ใส่จนบวมเป่ง และเพราะว่าโดนหวดเพียงด้านเดียวทำให้ใบหน้าข้างที่ไม่โดนหวดยังคงอยู่ในสภาพดี


                อาจารย์เล่นผมแล้วล่ะ! หนี้แค้นครั้งนี้ขอจดใส่สมองไปจนวันตายเลยอาจารย์!


                ผมเค้นเสียงคำรามในลำคอ ซึ่งในจังหวะนั้นเองที่หมูป่าตัวใหญ่ยักษ์เดินเข้ามากินน้ำที่ริมลำธารฝั่งตรงข้าม เราทั้งสองต่างจ้องตากัน พลันท้องไส้ก็เกิดเสียงร้องประท้วงขึ้นทันที


                โกมุโกมุโน...เจ็ตพิสทอล!


                เพียงหมัดเดียว หมูป่าตัวนั้นก็วิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ผมยืดแขนยาวข้ามลำธารไปลากร่างหมูป่ากลับมาแบกไว้ จากนั้นก็เดินดุ่มๆ กลับไปยังลานกว้าง อาจารย์ยังคงนอนหลับอยู่ในท่าเดิม นั่นทำให้ผมนึกอยากเขวี้ยวหมูป่าอัดใส่เขาจัง


                แต่ก็ทำได้แค่คิดแหละ ถ้าให้สู้กันจริงๆ ผมยังเสียเปรียบอีกมากโข ไว้เดี๋ยวฝึกฮาคิสำเร็จ อาจารย์จะเป็นคนแรกที่ผมอยากลองวิชาด้วย





+++++++++++++++++++++

100%

สำหรับลูฟี่ อาโอคิยิจะเป็นทั้งอาจารย์แล้วก็ศัตรูอันดับหนึ่งที่อยากโค่นมากที่สุด

เพราะงั้นจะเห็นว่าน้องค่อนข้างเจ้าคิดเจ้าแค้นกับอาจารย์บ่อยๆ


ปล. นี่อาจเป็นการอัพนิยายครั้งสุดท้ายประจำปี 2561 เราคงไม่ได้เขียนตอนพิเศษให้ในโอกาสขึ้นปีใหม่นะคะเนื่องจากติดธุระ แถมเทอมหน้าการเรียนค่อนข้างเข้มข้น เวลาว่างก็แบ่งทำวิจัยจนแทบไม่มีอารมณ์เขียนนิยาย เราเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องหยุดเขียนนิยายไปตอนไหน แต่ระหว่างนี้จะพยายามมอบความสุขให้กับนักอ่านทุกคนนะคะ ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านและให้กำลังใจตลอดมา 



สวัสดีปีใหม่ปี 2562 ค่ะ 

ขอให้นักอ่านทุกคนมีความสุขและเป็นปีที่สนุกสนานนะคะ


Maybe_swan






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 45 ครั้ง

10 ความคิดเห็น

  1. #648 HOSHIZORA (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 13 มกราคม 2562 / 13:09

    การฝึกฝนลูฟี่ให้เป็นทหารเรือที่ดีมีความรับผิดชอบ (หรือเปล่านะ? ^^") ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ขั้นแรกไปสร้างที่พักล่าสัตว์ก่อนไป555 นี่ก็ถือเป็นการฝึกอีกรูปแบบหนึ่งสินะ ทำไมอาโอคิยิโหดเช่นนี้หนอ แต่ถ้าใช้ไม้อ่อนก็คงเอาลูฟี่ไม่อยู่ เหมือนอย่างที่ซาโบใจอ่อนกับลูฟี่แล้วฟี่ดื้อและเถียงนั่นละ พอจะเข้มงวดใส่ ฟี่เลยหมั่นขี้หน้าซาโบไปเลย การ์ปคงเล่านิสัยของลูฟี่ให้อาโอคิยิฟังบ้างเพื่อให้วางแผนฝึกลูฟี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพละ แต่เราว่าแนวทางการฝึกของอาโอคิยินี่คล้ายๆ กับการ์ปหรือเปล่านะ ที่ตอนเด็กเอาฟี่ไปปล่อยในป่าให้ใช้ชีวิตอยู่รอดเอาเองอ้ะ555 แต่ไก่ฟ้าดีกว่าปู่ตรงมาควบคุมเองนะเออ^^


    อาโอคิยิสอนลูฟี่ให้ใช้ฮาคิแล้ว คิดถึงตอนที่เรย์ลี่สอนให้ฟี่จังแฮะแต่ในฟิคนี้เปลี่ยนเป็นอาโอแทน^^ 555สงสารหมูป่าตัวนั้นเป็นที่สุด ช่างโชคร้ายมาเจอฟี่ตอนหิวจัด (และโกรธจัดเพราะหน้าบวม^^") พอดี หมูป่าตัวนั้นวิญญาณคงหลุดจากร่างทั้งๆ ที่ยังไม่ทันรู้สึกตัวเลยมั้ง^^" เอาเถอะ มาเป็นอาหารให้ฟี่เพื่อจะได้มีแรงฝึกฝนเถอะเจ้าหมู ฟี่น้อยสู้ๆ นะ ตั้งใจฝึกแล้วเอาชนะอาจารย์ให้ได้ (ท่าจะอีกนาน) ในบรรดาพลเอก 3 คน เราว่าอาโอคิยิดูใช้ได้ที่สุดแล้ว แม้จะเอื่อยเฉื่อยก็เถอะ^^


    ปล. สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังนะคะไรท์เตอร์ ปีใหม่นี้ขอให้มีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตและมีความสุขมากๆ นะคะ^^ ส่วนการเรียนและงานวิจัยก็สู้ๆ นะคะ เราก็เคยผ่านช่วงนั้นมาแล้ว มันสิ้นเปลืองพลังชีวิตมาก ได้แต่ก้มหน้าก้มตาทำแล้วท่องว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไปๆๆ^0^ ไฟท์ติ้งนะคะไรท์เตอร์^^

    #648
    1
    • #648-1 Mmuraii (@monsin) (จากตอนที่ 65)
      13 มกราคม 2562 / 13:12
      ขอบคุณค่า ^^
      #648-1
  2. #635 _Agent11 (@mikellumin) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 12:16
    คิดถึงตอนลูฟี่ฝึกกับคุณเรย์เลย คุซันก็โหดหินเหมือนกันซะด้วย 555555555 สวัสดีปี2019นะคะไรเตอร์เราเพิ่งมาตามอ่านฟิคของวันพีชได้ไม่นาน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ >__<
    #635
    1
    • #635-1 Mmuraii (@monsin) (จากตอนที่ 65)
      1 มกราคม 2562 / 12:18
      ยินดีต้อนรับค่าาา ขอให้มีความสุขกับปี 2019 นะคะ
      #635-1
  3. #631 littil_little_latte (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 1 มกราคม 2562 / 11:32

    คู่อาจารย์ศิษย์คู่นี้น่าร้าาาาาก สู้ๆนะฟี่

    ไรต์ก็สู้ๆนะคะ ขอบคุณที่คอยอัพนิยายมอบความสุขให้นักอ่านอย่างเราๆมาโดยตลอด การเรียนที่มหาลัยมันก็หนักเนาะ ไหนจะงาน ไหนจะสอบ ไหนจะวิจัย พยายามเข้านะคะ !!

    สวัสดีปีใหม่ 2562 ค่าาา //จุดพลุ

    #631
    0
  4. #629 jitladajakthong (@jitladajakthong) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2561 / 15:34

    ลูฟี่ของเราจะรอดไหมเนี่ย

    #629
    0
  5. #628 น.ส.แม่มด ใจดี (@ning11434) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2561 / 20:33
    รออค่าาา
    #628
    0
  6. #627 น.ส.แม่มด ใจดี (@ning11434) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 10:54
    รออค่าา
    #627
    0
  7. #626 HOSHIZORA (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 23:23

    อาโอคิยิเป็นอาจารย์ของลูฟี่ได้จริงๆ แฮะแม้ว่าจะโหดแบบหน้ามึนก็เถอะ^^ ส่วนลูฟี่แม้ว่าจะทั้งบ่นทั้งด่าจนเหนื่อย แต่ก็ยอมฝึกตัวเองตามแนวทางของอาโอคิยิแถมเรียกว่าอาจารย์ด้วย นี่ถือเป็นความสำเร็จของการสอนลูฟี่และทำให้ฟี่เชื่อฟังได้อย่างที่ซาโบอยากจะทำได้บ้างแต่ต้องพยายามสาหัสใช่มั้ย^^" อาจารย์และลูกศิษย์คู่นี้เข้ากันได้ดีเนาะ^^ อย่างนี้พอฝึกเสร็จลูฟี่ต้องเก่งมากๆ แน่ เป็นการฝึกสอนอย่างที่ปู่การ์ปหวังไว้ แถมยังดึงลูฟี่ให้ออกห่างอาคาอินุที่มีจุดประสงค์ไม่ดี (หรือเปล่านะ?) และป้องกันไม่ให้ไปวุ่นวายกับศูนย์ใหญ่ด้วย แต่ถึงจะเก่งแค่ไหน อีก 2 ปีถัดมาที่ชาบอนดี้ ได้พบเจอกับโจรสลัดเจ้าเล่ห์คนเดิม พลตรีลูฟี่ก็กลับกลายเป็นฟี่น้อยเจ้าอารมณ์คนเดิมที่โดนแหย่แล้วโมโหสินะ555 อยากให้ถึงตอนที่ฟี่น้อยได้เจอกับคนเจ้าเล่ห์คนนั้นเร็วๆ จัง รออ่านส่วนที่เหลือนะคะไรท์เตอร์^^

    #626
    0
  8. #624 jitladajakthong (@jitladajakthong) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 22:42

    รอค่ะ มาต่อไว้ๆเด้ออ

    #624
    0
  9. #623 น.ส.แม่มด ใจดี (@ning11434) (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2561 / 19:28
    รออค่าาา
    #623
    0
  10. #622 littil_little_latte (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 23:25

    เป็นบรรยากาศที่อ่านแล้วคิดถึงตอนลูฟี่ไปฝึกกับเรย์ลี่เลย คิดถึลุงงงง

    #622
    0