[FIC YUME100] คืนความสนุกให้ชาวดาเตน [Sky x Makoto][Yaoi]

ตอนที่ 5 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    14 ม.ค. 62

บทที่ 4

 

 

นี่มันการรอเข้าเฝ้าเจ้าหญิง

 

หรืองานจับมือไอดอลกรุ๊ป 48

 

หรือต่อคิวซื้อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่วันแรก

 

ทำไมมันแถวมันยาววววววขนาดนี้

 

ประเด็นคือมีแต่ผู้ชายด้วยนะ เพื่อนผู้หญิงไม่คบเลยนะทรอยแมร์

 

ผู้ชายหน้าตาดีคางวีเชปจากทั่วโลกแห่งความฝันเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ในครรลองสายตาของสองหนุ่มดาเตนอันชวนให้รู้สึกอึดอัดนักเพราะอากาศที่อบอวลไปด้วยฮอร์โมนส์เพศผู้

แถมยัง “สกาย หันหลัง”

 

“หือ?”

 

“ผมเมื่อย” ห้องรับรองแขกไม่พอจนต้องมายืนรอกันตรงโถงปราสาท มาโคโตะจึงใช้สกายเป็นเสายืนพิงเล่นโทรศัพท์มือถือ

 

“เออๆ เชิญ” ซึ่งชายหนุ่มก็ไม่ได้ลำบากเกินจะทำตาม ยอมยืนกอดอกเคี้ยวบุหรี่นิ่งๆเพื่อใช้แผ่นหลังรองรับน้ำหนักคนตัวเล็กแต่โดยดี

 

พอได้ที่พิงหน้าบูดๆเหนื่อยๆของมาโคโตะก็ดูจะอารมณ์ดีขึ้น... นิดหน่อย

 

ถ้าไม่นับว่า...

 

“แบะะะ~”

“แบะะะ~ แบะะะ~”

“แบะะะ~ แบะะะ~ แบะะะ~ แบะะะ~ แบะะะ~ แบะะะ~” ฝูงแกะที่อยู่คิวด้านหน้าของทั้งคู่กำลังส่งเสียงร้องระงมลั่นโถงปราสาททรอยแมร์

 

“ฮะๆ พวกแก ให้มันน้อยๆหน่อยน่า ฉันก็กำลังป้อนหญ้าอยู่นี่ไง” พร้อมกับชายหนุ่มผิวเข้มในชุดเครื่องแต่งกายแนวเขตร้อนกำลังทุลักทุเลส่งหญ้าเข้าปากแกะทีละตัวที่เข้ามารุม แต่ก็ยังหัวเราะอย่างร่าเริงได้อยู่

“ทำไมต้องห้ามผู้ติดตามผ่านเข้าดินแดนทรอยแมร์ด้วยนะ ไม่มีคาลิมแล้วชีวิตเหมือนขาดแขนขาดขาจริง” เขาบ่นอุบ มือก็ป้อนหญ้าไป

 

ซึ่งก็เป็นอย่างที่หนุ่มผิวเข้มบอก ความชุลมุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะคนป้อนหญ้ามีเพียงคนเดียวต่อแกะสิบกว่าตัว

 

เพล้ง! บางตัวจึงทนไม่ไหว แตกแถวไปวุ่นวายใกล้แจกันประดับขนาดใหญ่แล้วใช้ขาหน้าล้มมันลงเพื่อกินดอกไม้ที่อยู่ข้างใน “แบะะะ~”

 

“...” มาโคโตะชายตามองเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรำคาญนิดๆ ปกติก็เป็นพวกรักสัตว์นะ แต่กับแกะฝูงโมโหหิวนี้กลับไม่รู้สึกอยากเข้าไปเล่นด้วย ดูจากปุยขนสีขะมุกขะมอมที่ขาดการทำความสะอาดแล้วหมดอารมณ์ คงเพราะผู้ดูแลแกะฝูงนี้ไม่สามารถตามเข้ามาในทรอยแมร์ด้วยได้

 

“อ๊ะ!!! ไม่ได้นะขอร้าบ~!!” ทันใดนั้นเอง ใครคนหนึ่งที่ถือตุ๊กตาสีขาววิ่งจากปลายแถวมาหน้าตาตื่นเพื่อหยุดฝูงแกะพร้อมเสียงร้องห้าม

 

โดยประหลาดตรงที่ฝ่ายที่ขยับปากโวยวายกลับเป็นเจ้าตุ๊กตาสีขาวในชุดพ่อบ้านนั่น หาใช่ชายหนุ่มผมทรงหน้าม้าแหลมที่ถือเจ้าตุ๊กตามาไม่

 

“เจ้าชายอาซาลีขอรับ ดูแลแกะดีๆสิขอรับ” หนุ่มหน้าม้าใช้สองมือยื่นตุ๊กตาพูดได้ใส่หน้าเจ้าของแกะที่ชื่ออาซาลีให้คุยกันได้ถนัด

 

“โอ้... สุดยอดเลยแฮะ มีตุ๊กตาพูดได้ด้วย ทรอยแมร์นี่เจ๋งชะมัด” สกายที่ยืนกอดอกเป็นเสาให้มาโคโตะดูจะสนอกสนใจตุ๊กตาตัวนี้เข้าให้

 

“หุ่นยนตร์ล่ะมั้ง แดนวิทยาการเวทก็ทำได้ อย่าตื่นเต้นเป็นบ้านนอกเข้ากรุงสิสกาย” คนน่ารักตอบทั้งที่ตายังก้มอยู่กับหน้าจอมือถือ

 

กลับมาที่ฝั่งฝูงแกะ

 

“ทำแบบนี้กระผมซึ่งเป็นพ่อบ้านเดือดร้อนนะขอรับ ราคาแจกันก็ไม่ใช่ถูกๆ แถมยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจทรอยแมร์...”

 

“ฮ่าๆ เข้าใจแล้ว” เจ้าชายอาซาลีตัดบทอย่างไม่ทุกข์ร้อน “ค่าแจกันสินะ ฮ่าๆๆ ไม่ต้องห่วง เพราะความร่ำรวยล้นฟ้าของฉันจะจัดการปัญหานี้เอง ...เอ้า! คาลิมมอบทองหนึ่งถุงให้ท่านผู้นี้ซิ” เขาหันหลังไปสั่งผู้ติดตาม

 

“...”

 

เค้าพูดกับใครอะ?

 

แกะเหรอ? ข้างหลังก็มีแต่แกะนี่

 

“คาลิม...” มองซ้ายที ขวาที

 

“...”

 

“คาลิม” เรียกทุกทิศแล้วก็ยังไม่มีใครออกมา

 

“เอ่อ... ผู้ติดตามเหรอขอรับ” ตุ๊กตาที่ถูกอุ้มอยู่ระดับเดิมยื่นหน้าเข้าไปถามตาแป๋ว

 

“ใช่ คาลิมไปไหนเนี่ย เวลาจำเป็นแท้ๆ” หนุ่มผิวเข้มเท้าเอวฟึดฟัด

 

“ไม่ใช่ว่าถูกกันไม่ให้เข้าทรอยแมร์หรือขอรับ”

 

“....”

 

“เพราะเจ้าหญิงส่งจดหมายเชิญแต่เจ้าชายนี่ขอรับ”

 

ปุ “...” จริงด้วย

หญ้าในมือถึงกับร่วง แกะทั้งสิบกว่าตัวจึงเข้ามารุมสกรัมอย่างสนุกสนาน ขณะที่ผู้เป็นเจ้าของได้หน้าซีดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนไปเป็นที่เรียบร้อย “แบะะะ~”

 

“เจ้าชายอาซาลีให้คุณคาลิมถือเงินและของมีค่าหรือขอรับ”

 

“...” พยักหน้าช้าๆ

 

“เอ๋? อย่างนี้ก็ไม่มีเงินชดใช้ค่าแจกันสิขอรับ”

 

“...” พยัก... หน้า... ช้าๆ

 

“งั้นกระผมจะยกโทษให้”

 

“จริงรึ!!!

 

“แต่ต้องไปช่วยงานอภิเษกสมรสในตำแหน่งที่ยังไม่มีคนยอมทำนะขอรับ”

 

“ได้เลย! ตำแหน่งอะไรล่ะ ฉันคนนี้จะแสดงความสามารถรอบด้านของผู้สืบทอดบัลลังก์แห่งอาณาจักรซาลูชาร์ แดนทรายทองให้เห็นเอง” เขากลับมาพูดอย่างสดใสอีกครั้งพร้อมทำท่าเบ่งกล้ามแขนโชว์

 

“งานไม่ยากหรอกขอรับ แค่ช่วยเจ้าชายเรเจที่อยู่ฝ่ายดูแลม้า...”

 

“ดูแลม้า” อืม ฟังดูไม่ยาก แค่ให้อาหาร แปรงขน อะไรแบบนี้สินะ

 

“โดยการช่วยทำความสะอาดคอกม้าขอรับ”

 

“ทำความสะอาด... คอก...” เขาพูดทวนช้าๆ ก่อนโวยขึ้น “ไม่นะ! ก็แสดงว่าต้องเช็ดอึอึ๊ของม้าน่ะสิ ไม่ล่ะ ฉันขอผ่าน...”

 

แกรก ทันใดนั้นเสียงขึ้นลำปืนเตรียมยิงก็ดังขึ้นเบาๆ

 

!!!

 

“มันขัดคำสั่ง เก็บมันเลยมั้ยเจ้าก้อนปุยขาว” เนื่องจากผู้อุ้มตุ๊กตาวางมันลงเพื่อหยิบปืนมาจ่อหน้าคุณอาซาลี

 

“จ... ใจเย็นๆขอรับเจ้าชายไคริ” ตุ๊กตาน้อยโดดดึ๋งๆเพื่อรั้งแขนหนุ่มหน้าม้าให้ลดปืนลง

 

แต่ส่วนสูงไม่ถึง และชายหนุ่มไม่ได้สนใจ “จะทำไม่ทำ” ยังคงชี้ปืนใส่หน้าคนเลี้ยงแกะที่พอโดนเล็งก็ยกมือสองข้างตัวสั่นงันงก

 

“ท... ทำจ้าทำ”

 

“ดี” ได้ยินดังนั้นไคริจึงลดปืนลงเก็บเข้าซอง

 

“ขอบคุณมากขอรับเจ้าชายอาซาลี ถ้าไม่ได้ท่าน ทางฝ่ายม้าคงทำงานลำบาก” ตุ๊กตาพ่อบ้านได้ยินดังนั้นก็จับมือว่าที่คนทำความสะอาดคอกม้าอย่างยินดี... อยู่ฝ่ายเดียว

 

“โห งานโหดๆก็มีเหรอเนี่ย” สกายที่มองอยู่ตลอดพึมพำเบาๆให้เพียงมาโคโตะได้ยิน “อยากรู้เลยแฮะว่าจะต้องทำอะไรบ้าง”

 

“เรื่องนั้นน่ะผมไม่สนหรอก” หนุ่มน้อยตอบเสียงเรียบ “ที่อยากรู้คือยัยนั่นตกลงแต่งกับใคร เพราะอะไรมากกว่า”

 

“เออ จริงด้วย”

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 

ในที่สุดก็ถึงคิวได้เข้าไปนั่งในห้องรับรองแขก ก่อนจะต้องเข้าเฝ้าเจ้าหญิงเป็นรายต่อไป

 

“ยังไม่ได้แนะนำตัวกับท่านทั้งสองเลย กระผมนาวิ เป็นพ่อบ้านขอรับ ก่อนอื่นเชิญพักผ่อนจิบชาตามอัธยาศัยขอรับ” ไคริอุ้มตุ๊กตาตัวเดิมด้วยสองมือ โดยสองมือของตุ๊กตานาวิก็ถือกาน้ำชาและถาดขนมมาวางบนโต๊ะ รินชาให้เรียบร้อยไร้ที่ติ

 

“โอ๊ะ! อะไรขอรับท่านมาโคโตะ??” นาวิร้องตกใจเบาๆเมื่อมาโคโตะยื่นมือมาบีบแก้มนุ่มทั้งสองข้าง ดึงไปดึงมา

 

“ไม่มีเครื่องยนต์ข้างใน” บีบไปก็มองพินิจพิเคราะห์ไป “เอ... ไม่ใช่หุ่นยนต์งั้นเหรอ เป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย” พอรู้ว่าไม่ใช่หุ่นยนต์แต่อาจเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง เลือดรักสัตว์โลกของมาโคโตะก็ดูจะพลุ่งพล่านขึ้นมา บีบนาวิผู้ตัวนุ่มนิ่มเล่นทั่วตัว

 

“เป็นพ่อบ้านไงขอรับ... อ๊ะ!?!” แต่ในที่สุด เด็กรักสัตว์ก็ต้องหยุดมือแค่นั้น เพราะไคริดึงตัวนาวิกลับเข้าอ้อมอกพร้อมมองหนุ่มน้อยด้วยหางตาอย่างเย็นชา

 

“ชิ” เล่นเอาอยากใช้พลังดวงตาสีทองแกล้งเจ้ามือปืนขี้หวงคนนี้เสียให้เข็ด แต่ในเมื่อเป็นคนของเจ้าหญิงทรอยแมร์ก็จะยอมยกโทษให้ครั้งนึงก็ได้

 

ดื่มชาดีกว่า...

คนน่ารักยกถ้วยชาร้อนขึ้นมาจิบ ขณะที่สกายซดหมดไปหนึ่งถ้วย กับกินขนมไปอีกนิดหน่อยแล้ว

 

ตามประสาเด็กขี้แซะ มาโคโตะจึงอดเหวี่ยงไม่ได้ “กินไม่รอเจ้าของเลยนะ เป็นหมาที่ตะกละจริงๆ”

 

“ก็ฉันหิวนี่นา” สกายแก้ต่างให้ตัวเองด้วยสีหน้าไม่ได้รู้สึกผิดใดๆพลางเคี้ยวคุกกี้ตุ้ยๆ “นี่ไง ฉันอุตส่าห์ไม่แตะอันที่มีแยมสตรอเบอร์รี่ที่นายชอบเลย เห็นเปล่า”

 

“...” มาโคโตะลดสายตามองถาดขนมแล้วก็พบว่าที่สกายพูดเป็นความจริง เหลือคุกกี้ที่มีแยมสตรอเบอร์รี่ตรงกลางเต็มไปหมด

“แต่วันนี้ผมอยากกินแยมส้ม สกายนี่ทำเป็นฉลาดรู้ใจผมไม่เข้าเรื่อง” ยังจะอุตส่าห์มีประเด็นให้อารมณ์เสียจนได้

 

“อ้าว ไหงเป็นงั้นล่ะ” สกายชะงักปากซึ่งก่อนหน้านี้กินคุกกี้แยมส้มที่มีไปหมดแล้ว

 

“คืนนี้ต้องโดนลงโทษอีก” หนุ่มน้อยยกยิ้มมุมปากด้วยเริ่มรู้สึกสนุกขึ้นมานิดๆ

 

“เฮ้ย! ไม่เอา” พอได้ยินคำว่าลงโทษก็เสียวสันหลังวาบ รีบหันไปขอความช่วยเหลือจากทีมพ่อบ้าน “นาวิ ไอ้นี่ไปซื้อมาจากไหน มีเหลือมั้ย”

 

ยังไม่ทันที่นาวิจะอ้าปากตอบ “ไม่เอา ผมอยากกินแบบอบเสร็จใหม่ๆ”

 

“งั้นก็ต้องเป็นตอนกลับดาเตนแล้ว ที่ห้องเราไม่มีเตาอบนะ นายอย่าลืมสิ”

 

“ผมอยากกินวันนี้ ไม่ใช่ตอนกลับดาเตน”

 

“แต่ว่า...”

 

“นึกว่าสกายจะทำให้ผมได้ซะอีก... ไม่ได้สินะ” พูดพลางเสมองไปทางอื่นอย่างเศร้าระทม

 

“....” พอเห็นท่าทาง(แกล้ง)น้อยใจนั่นแล้ว สกายก็กุมคางนิ่งคิดไปพักนึง ก่อนหันไปพูดกับนาวิ “เย็นนี้ขอยืมห้องครัวของปราสาทได้มั้ย”

 

“ตามสบายขอรับ” นาวิตอบยิ้มๆ

 

“ขอบใจมาก” ขอบคุณพ่อบ้านเสร็จก็หันไปทางเด็กอยากแยมส้ม โดยเจ้าตัวก็กลั้นยิ้มนิดๆเหมือนไม่ได้ดีใจอะไรเป็นพิเศษ

 

ซึ่งฝั่งพ่อบ้านตัวน้อยมองภาพนั้นก็ยิ้มมากขึ้นอีก “ท่านมาโคโตะกับท่านสกายนี่ดูสนิทกันดีนะขอรับ”

 

หืม?

 

สนิท?

 

 

“เห็นอย่างงั้นเหรอ” สกายทำตาโตหน้างงๆ เหมือนไม่เข้าใจว่าการกดขี่เยี่ยงทาสต่อกันนี่ทำให้ดูสนิทกันดีได้ด้วยเหรอ ขณะที่มาโคโตะแค่จิบชาต่อ ไม่พูดอะไร

 

“ขอรับ เจ้าหญิงจะต้องสบายใจแน่ๆถ้าเห็นว่าท่านทั้งสองดูแลกันดีขนาดนี้ ถึงเจ้าหญิงจะแต่งงานไปก็คงไม่ต้องห่วงทางท่านสองคนเลยขอรับ”

 

“ฮะๆ” สกายยิ้มเจื่อนเหมือนจะเขินคำชมก็ไม่เชิง ส่วนตาก็แอบเหลือบมองอีกคน ซึ่งไร้ปฏิกิริยาสิ้นดี

 

ดูซิ ความจงรักภักดีของเขา ต้องให้คนนอกมาชม แทนที่เจ้านาย ไม่สิ เด็กในปกครองของเขาจะเป็นคนชมเอง

 

“เรื่องนั้นน่ะช่างมันเถอะ” มาโคโตะตอบอย่างเฉยชา ก่อนเริ่มตั้งคำถามใหม่ “ที่ผมอยากรู้คือคนที่ยัยนั่นเลือกมากกว่า”

 

“ใจร้อนน่าดูเลยนะขอรับ” นาวิเอ่ยแซวเล่น “แต่ถ้าอยากรู้ก่อนล่ะก็... เจ้าชายไคริช่วยหน่อยขอรับ”

 

ไคริจึงอุ้มนาวิขึ้นอีกครั้งเพื่อพานาวิไปใช้มือเล็กรูดม่านที่หน้าต่างออกรับแสง ผายมือเล็กๆเชื้อเชิญ “เชิญชมขอรับ”

 

“หืม?” ทั้งสกายและมาโคโตะแปลกใจเล็กน้อย ห้องที่พักอยู่นี่เป็นชั้นสอง ถ้ามองจากหน้าต่างนี้ไปควรจะเป็นสวนของปราสาทนี่นา

 

และเมื่อเดินมามองตามที่นาวิเชิญ ก็พบกับวิวสวนสวยจริงๆ ก้มลงไปมองก็พบเจ้าหญิงทรอยแมร์ซึ่งอยู่ในชุดขาวกระโปรงน้ำเงินกำลังนั่งอมยิ้มอยู่ที่โต๊ะน้ำชากลางสวน ท่ามกลางทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยสีขาวจากหิมะที่โปรยปรายตั้งแต่เมื่อคืน

 

โดยมีเจ้าชายอาซาลีที่มากับฝูงแกะกว่าสิบชีวิตกำลังยืนคุยโวอะไรซักอย่าง ถ้าให้เดาคงเป็นการเกริ่นก่อนมอบแกะเป็นของกำนัลตามสไตล์เขาล่ะ

 

“ทำไมไม่ไปคุยกันในปราสาท ไม่หนาวกันเรอะ” “แล้วนี่เจ้าบ่าวไปไหน” สกายกับมาโคโตะยิงคำถามใส่นาวิพร้อมกัน

 

ตุ๊กตาพ่อบ้านค่อยๆตอบทีละคำถามอย่างสุภาพ “ที่ไม่คุยกันในปราสาทเพราะฝ่ายเจ้าบ่าวไม่ถนัดขอรับ”

 

“...”

 

“ส่วนตัวเจ้าบ่าวตอนนี้คงทนความอึดอัดจากการนั่งสนทนาทั้งวันไม่ไหว กระผมคาดว่ากำลังผ่อนคลายร่างกายอยู่ เดี๋ยวก็มาขอรับ”

 

ทั้งสองได้ยินคำตอบก็พยักหน้า แม้จะยังไม่เคลียร์นัก แต่คิดว่ารอให้เจ้าบ่าวปรากฏตัวก็น่าจะหายสงสัยเอง

 

พอก้มลงมองจากชั้นสองอีกครั้ง ก็พบว่าเจ้าหญิงโค้งศีรษะทำท่าเหมือนกำลังขอบคุณสำหรับของกำนัล ส่วนเจ้าชายอาซาลีพอถูกชมก็ยืดใหญ่

 

“แบ๊ะะะ~~~!!!” จนกระทั่งแกะตัวหนึ่งในฝูงร้องเสียงหลง

“ค่อก!!!” แล้วล้มลงไปกับพื้นหญ้า

 

!!!” “!!!” เล่นเอาคนที่มองจากข้างบนสะดุ้งตาโต นี่มันอะไรกัน ลอบปลงพระชนม์แกะ?

 

ส่วนนาวิกับไคริกลับไม่ได้มีวี่แววของความประหลาดใจแต่อย่างใด ออกจะเฉยชาด้วยซ้ำ “มาแล้ว” ไคริชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่กลางสวนซึ่งพุ่มไม้กำลังสั่นไหวอย่างผิดปกติเหมือนมีตัวอะไรซ่อนอยู่

 

“อ๊ะ จริงด้วย ...ทั้งสองท่านขอรับ นั่นคือว่าที่เจ้าบ่าวของเจ้าหญิงขอรับ” นาวิชี้ชวนให้จับจ้องที่ต้นไม้ใหญ่นั่น

 

“ฮย๊ากกกกก!!!” แล้วจู่ๆก็มีเสียงลั่นออกมา

ก่อนจะมีร่างหนึ่งกระโดดลงจากต้นไม้ต้นนั้นมายังพื้นดินอย่างสวยงาม

 

ปรากฏเป็นชายรูปร่างกำยำผิวสีเข้มคนหนึ่งในชุดท่อนบนเปลือยแบบไม่เกรงกลัวอากาศหนาว มีเครื่องปกปิดร่างกายด้านล่างและเครื่องประดับที่ล้วนทำมาจากขนและหนังสัตว์

 

ผมสีแดงของเขากระทบกับแสงแดดเป็นประกายเช่นเดียวกับรอยยิ้มกว้างๆบนใบหน้าในตอนนี้

 

ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก

 

“เจ้าชายแรนด้า จากแดนแห่งความป่าเถื่อนขอรับ”

 

“...” “...”

 

แรนด้า... แดนความป่าเถื่อน...

 

แรนด้า!?!

 

คนป่าเนี่ยนะ!?!

 

เอาจริงดิ!?!

 

ก็พอรู้มาบ้างว่าบางทียัยนั่นก็ถูกสเปกผู้ชายเถื่อนๆแบดๆ

 

...แต่ไม่นึกว่าจะเถื่อนเบอร์นี้

 

และเมื่อมองดูเหตุการณ์ต่อ หลังจากลงจากต้นไม้ เจ้าชายแรนด้าก็วิ่งเท้าเปล่าลุยหิมะยิ้มร่าเข้าไปหาเจ้าหญิงแห่งทรอยแมร์พร้อมตะโกนเสียงดัง “เจ้าหญิง!!!

โดยในมือมีสิ่งที่เหมือนที่เป่าลูกดอก จึงปะติดปะต่อได้ไม่ยากว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าแกะตัวนั้น

 

เจ้าชายอาซาลีจึงเปลี่ยนท่าที ดูเหมือนจะโกรธที่ว่าที่เจ้าบ่าวไม่ถนอมของกำนัล ทำท่าโวยวายยกใหญ่ โดยมีเจ้าหญิงพยายามจะเข้าไปสงบสติอารมณ์

 

แต่แรนด้าก็หาได้สนใจไม่ หันไปตะโกนอย่างตื่นเต้นเข้าไปในส่วนลึกของสวนเสียงดังจนขึ้นมาถึงชั้นสอง ทะลุหน้าต่างมาให้พวกในห้องรับรองแขกได้ยิน

 

“อาหารเย็น!!! เนื้ออออ!!

 

ซึ่งเหมือนเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นคนจำนวนสี่ห้าคนที่แต่งตัวคล้ายเจ้าชายแรนด้าและมีรอยสักแบบเดียวกัน ก็วิ่งอุกกะอุกกะออกมาจากทิศทางที่เขาเรียก โดยพกอาวุธมีคมพร้อมทุกคน

 

พอเข้ามาถึงตัวแกะที่สลบไสล ไม่รอช้า คนนึงก็จับแกะไว้ อีกคนก็เงื้อขวานในมือขึ้น

 

สกายเห็นดังนั้นก็รีบคว้ามาโคโตะมาปิดตาทันที ภาพที่กำลังจะเกิดต่อไปนี้ไม่เหมาะสมกับเยาวชน

 

ซึ่งทางเจ้าตัว “ปล่อยผมนะ ผมอยากดู น่าสนุกออก อยากดู~” ดิ้นไปดิ้นมา หาได้คิดอย่างสกายไม่

 

ส่วนทางข้างล่าง ในสวนของปราสาท “ม่ายยยยย!!!” คราวนี้เป็นอาซาลีบ้างที่ร้องเสียงดังลั่นมาถึงชั้นสอง

 

เจ้าหญิงเองก็ตื่นตกใจไม่แพ้กัน ปรี่เข้าไปเกาะแขนแรนด้า พูดอะไรออกมาเป็นชุดยกใหญ่ที่ข้างหูคล้ายกำลังเกลี้ยกล่อม

 

แรนด้าฟังจบ ก็ยิ้มให้เจ้าหญิงและพยักหน้า เข้าไปพูดบางอย่างกับกลุ่มเพื่อนของตัวเอง สักพักกลุ่มคนเหล่านั้นจึงลดอาวุธลง

 

...แล้วช่วยกันหามแกะสลบ พากันหายเข้าไปในสวนส่วนลึก

 

“เขาจะทำอะไรกับแกะนั่นกันนะ” สกายมองตามไปและพูดกับตัวเองเบาๆ ขณะที่มือที่ปิดตามาโคโตะก็ลดลงแล้ว

 

“ย่างมั้งขอรับ”

 

“...” ตกลงจะกินของกำนัลกันจริงดิ

 

“เฮอะ แกะนั่นจะเป็นยังไงก็ช่างเถอะน่า ที่ผมไม่เข้าใจก็คือทำไมยัยเจ้าหญิงถึงเลือกแต่งงานกับคนคนนี้” มาโคโตะขยับจากริมหน้าต่างเข้าไปใกล้นาวิแล้วจ้องตาถามตรงๆด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง

 

รู้สึกรับไม่ได้

 

ทำไมต้องแพ้ให้กับเจ้าชายหนึ่งดาว

 

ทั้งที่เขาเป็นถึงเจ้าชายสี่ดาว ...ที่คิ้วท์ที่สุดในสายคิ้วท์เลยนะ! (อันนี้คิดเอง) มองข้ามเขาไปได้ยังไง!

 

“เป็นเหตุผลทางการเมือง ขู่บังคับ หรืออะไรกันแน่?”

 

“เรื่องนั้น...” นาวิจ้องหน้าหนุ่มยันกลับไม่หลบสายตาแม้แต่น้อย ก่อนตอบอย่างนอบน้อม “เจ้าหญิงจะเป็นคนที่อธิบายได้ดีที่สุดขอรับ”

 

.

 

 

.

 

 

.

 

“แหม คือแบบดูศึก 12 ราศีแล้วเขาบอกราศีฉันมีเกณฑ์ขึ้นคานถ้าไม่รีบแต่งงานในช่วงนี้น่ะสิ”

 

“...” “...”

 

“แล้วแรนด้าเขาขอเป็นคนแรกนี่นา จะลัดคิวให้คนอื่นก่อนก็กระไรอยู่ใช่มั้ยล่ะ”

 

 

“....” “...”

 

และนี่คือคำตอบที่ดีที่สุดจากเจ้าหญิงค่ะ!! //ปรบมืออออ

 

ท่ามกลางปาร์ตี้น้ำชาสนทนากลางสวน สกาย มาโคโตะ และเจ้าหญิงทรอยแมร์กำลังสนทนาในหัวข้อเรื่อง ทำไมคุณจึงเลือกชายคนนี้เป็นคู่ชีวิต อย่างออกรส

 

“แต่...” มาโคโตะหลังฟังจบถึงกับกลืนน้ำลายหนึ่งอึก ไม่อยากจะเชื่อกับเหตุผล ฟังดูงี่เง่าสิ้นดี แถม “ทำไม... แทนที่จะเป็นพวกคนฮิตๆ คนที่ติดอันดับปริ๊นซ์อวอร์ด... ทำไมถึงเลือก... หนึ่งดาว” ที่เป็นคนป่า... เสี่ยงพวงมาลัยได้มาอ่อ เป็นรจนาอ่อ

 

“ทำไมถึงเลือกเจ้าชายหนึ่งดาวงั้นเหรอคะ?” พอได้ยินคำถามหญิงสาวก็ชะงักไป วางถ้วยชาลงบนจานรองเบาๆเพื่อเตรียมเล่า “ก็...”

 

“...”

 

“เจ้าชายหนึ่งดาวนี่แหละที่อยู่กับฉันมาตั้งแต่ต้น” น้ำเสียงขององค์หญิงเริ่มแฝงอารมณ์เก็บกดนิดหน่อย ก้มหน้าลงมองตักไปกัดฟันพูดไป ทำให้เสมือนมีเงามืดบังหน้าไปครึ่งหนึ่ง “กดเฟรนด์คอยน์นิดเดียวก็มา... พวกตัวกาชา ตัวดรอปอย่างพวกคุณน่ะจะเข้าใจอะไร... กว่าจะยอมดรอป กว่าจะออกจากกาชา ฉันทั้งเสียพลังงาน เสียแฟรี่สโตน ไถลูกแก้วจนนิ้วเปลี้ยไปเท่าไหร่ เคยรู้บ้างมั้ยคะ”

 

“อ่า..” สกายฟังแล้วก็คล้อยตามเริ่มสำนึกขึ้นมานิดนึง “พวกเราขอโทษ...” เอ่ยออกไปโดยทำลืมๆไปว่าเวลาเธอเปิดหาห้าดาว เธอก็สบถใส่จอแล้วบดเราทิ้งตลอด

 

ส่วนมาโคโตะยังไม่ยอมแพ้ หน้าตึงด้วยความหงุดหงิด ลุกขึ้นพยายามเถียงต่อเหมือนรับไม่ได้ว่าตนเองแพ้ให้กับแรนด้า ...แพ้ให้กับเจ้าชายหนึ่งดาว แดนป่าเถื่อน “แต่บางคนเธอก็ได้ฟรีนะ อย่างเจ้าคนรวยที่มีลิ่มตอกที่หัวใจอะไรนั่นน่ะ หรือเจ้าพระเอกจากอัลสโตเรียที่ปักธงเธอตลอดการเดินทางล่ะ ทำไมไม่เลือก”

 

ได้ยินดังนั้น จากที่ก้มหน้ามืดมน ก็เงยขึ้นมาสบตายิ้มแฉ่งอีกครั้ง “แหม~ ก็บอกแล้วไง ขอก่อนได้ก่อน ในบรรดาเจ้าชายที่รู้จักแรกๆ มัวแต่คาเบะด้ง พาไปดูดอกไม้ หรือกระทั่งคุกคามกระชากเสื้อฉันอยู่ได้นี่นา”

เธอเริ่มเหม่อมองท้องฟ้าเหมือนรำลึกถึงความหลังที่ยาวนาน “มีแต่คุณแรนด้านี่แหละที่ขอฉันแต่งงานดีๆ” ไม่เชื่อไปอ่านรูทสุริยันร่างต้นได้

 

“...” “....” หมดคำจะพูด

 

“โอ๊ะ นั่นไง มาพอดี คุณแรนด้าคะ!” เจ้าหญิงโบกมือวิ่งเข้าไปทักว่าที่เจ้าบ่าวที่กำลังถือถาดอะไรบางอย่างเดินมาที่โต๊ะ

“ฉันช่วยถือค่ะ” เข้าไปยกจานบนถาดมาช่วยถือสองใบ

 

“ขอบใจ!!” แรนด้ายิ้มจริงใจให้ แล้วพากันเดินตรงมาที่โต๊ะ

 

จานสองจานถูกเสิร์ฟตรงหน้ามาโคโตะและสกายคนละจาน เป็นขาของสัตว์บางชนิดที่ถูกย่างให้สุกกำลังดีกลิ่นหอมโชย “เอ่อ อย่าบอกนะว่านี่คือ...”

 

“แกะย่าง! อร่อย! ข้า! ล่ามา! แม่ข้า! ย่าง!” คนป่ากอดอกภูมิใจในฝีมือ แววตาสดใสเชื้อเชิญให้แขกจากดาเตนลองลิ้มชิมรสให้ได้

 

“อย่าไปบอกคุณอาซาลีนะ” เจ้าหญิงป้องปากขอร้องทั้งสองคน เพราะเมื่อกี๊หลอกเจ้าชายอาซาลีว่าจะเอาไปเลี้ยงไว้โกนขน

 

“ได้ๆ” สกายพยักหน้าตกลง ใช้มีดและส้อมหั่นเนื้อแกะย่างส่งเข้าปาก

 

พอเริ่มเคี้ยวปุ๊บก็ถึงกับตาโตและอุทานออกมา “อร่อย! แม่นายทำอาหารเก่งมาก!” ยกนิ้วโป้งให้เลย

 

“เจ้าชอบ! ข้า! ดีใจ!

 

“เฮอะ” ส่วนทางมาโคโตะเบะปากกอดอกมองสกายที่ทำตัวสบายๆอย่างหงุดหงิด ไม่มีทีท่าจะแตะอาหารแม้แต่น้อย

 

“เฮ่ย มาโคโตะ ลองดูสิ ฉันว่า...”

 

“ผมไม่กิน” ตอบห้วนๆพร้อมเขี่ยจานออกจากตัว ก่อนหันหน้ากลับมาทางเจ้าหญิงเหมือนยังมีประเด็นที่ไม่เคลียร์ “นี่ เจ้าหญิง”

 

“อะไรเหรอ?”

 

“แล้วที่เธอเคยบอกผมล่ะ...”

 

“บอกอะไร?”

 

“ก็ที่เธอเคยบอกผมตอนนั้นไง...”

 

“??”

 

“ที่เธอบอกว่าจะอยู่เคียงข้างผมล่ะ! ไม่ใช่ว่าชอบผมเหรอ!” ตะโกนออกไปพร้อมตบโต๊ะเสียงดัง จนเนื้อแกะแทบกระเด้งออกจากจาน

 

“....” “....” “....” โอ้ ถามอย่างงี้ต่อหน้าว่าที่สามีเค้าเลยเรอะ

 

ทางคนถูกถามอ้าปากค้างนิ่งอึ้งไปพักนึง “....”

 

ก่อนตัดสินใจตอบไปตามตรง “...ชอบสิคะ”

 

“...”

 

“ฉันชอบมาโคโตะมากๆเลยค่ะ” เธอตอบด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มบางๆ

 

ทั้งที่เป็นคำสารภาพรัก แต่มาโคโตะเหมือนจะยิ่งโกรธขึ้น กำหมัดแน่น พูดเสียงสั่น “ชอบผม.... แต่ไปแต่งงานกับคนอื่น... มันหมายความว่าไง”

 

“สกายฉันก็ชอบค่ะ”

 

ค่อก!! สกายถึงกับสำลักเนื้อแกะ หน้าแดงแปร๊ดถึงหูขึ้นมาทันที

 

“อาร์วี เมดี้ ลูค ฮินาตะ เบียคุโย ชิงุเระ ไคริ อพอลโล ริกะ ฟรอสต์ ไซงะ ชิน ฮานาเระ ฮิโนโตะ คีส ไซร์ ลิดต์ ทีเกอร์และอื่นๆในสต็อก ฉันชอบหมดเลยค่ะ”

 

“....”

 

“ฉันเลยเลือกแต่งกับคนที่ขอคนแรกไงคะ แฟร์ดี”

 

อืมๆ จริงด้วยเนอะ... แบบนี้ก็แฟร์ดี

 

แฟร์บ้าอะไรล่ะ! มาโคโตะร้องในใจ “แต่ถ้าแต่งงานไปแล้ว เธอก็ต้อง....”

 

“ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้เจอกันอีกนะ คุณแรนด้าเป็นคนใจกว้าง เขาเข้าใจฉันค่ะ ใช่มั้ยคะ” เจ้าหญิงหันไปขอคำตอบจากหนุ่มผิวเข้ม

 

แรนด้าทุบอกแน่นๆของตัวเอง ตอบไปพร้อมยิ้มกว้าง “อย่าห่วง! ข้ายังไงก็ได้! รีเวิร์สฮาเร็ม! รับได้! เจ้าหญิง! มีความสุข! พอแล้ว!

 

“อ่า...” สกายฟังแล้วก็ได้แต่อ้าปากค้าง โถ... เจ้าชายแดนป่าเถื่อนช่างมีหัวใจรักอันใสซื่อบริสุทธิ์อะไรเช่นนี้

 

“รีเวิร์สฮาเร็ม! น่าสนุก!

 

“ใช่มั้ยล่ะคะคุณแรนด้า น่าสนุกเนอะ ฮิฮิ” หัวเราะเบาๆให้กับเจ้าบ่าวพร้อมกอดแขนบึกบึนไปด้วย

 

“อ่า...” เจ้านี่มันเข้าใจความหมายของคำว่ารีเวิร์สฮาเร็มจริงรึเปล่าเนี่ย เหมือนเจ้าหญิงหลอกเด็กน้อยไม่รู้ความมาแต่งงาน... สกายคิดในใจแต่ไม่ได้พูดออกไป

 

“นายนี่เข้าใจความหมายของรีเวิร์สฮาเร็มจริงรึเปล่าเนี่ย! เจ้าหญิง นี่มันเหมือนเธอหลอกเด็กน้อยไม่รู้ความมาแต่งงานชัดๆ!” มาโคโตะก็เลยพูดแทนหมดเลย เวรกรรม

 

“ข้าเข้าใจ!” แรนด้าตอบในทันที ตาเป็นประกายวิบวับเหมือนตื่นเต้น “รีเวิร์สฮาเร็ม! มีผู้ชายเยอะๆ! เจ้าหญิง! รักทุกคนเท่าๆกัน!

 

“เฮ่อ...” มาโคโตะถอนใจหน่ายๆ เสหน้ามองไปทางอื่น เหมือนยิ่งฟังยิ่งรับไม่ได้

 

“ข้าตื่นเต้น! จะมีเพื่อนเผ่าอื่น! เยอะๆ!” ว่าที่เจ้าบ่าวตอบสดใส แล้วยื่นหน้าไปถามมาโคโตะอย่างฉงนสงสัย “เจ้าไม่ชอบเหรอ! ได้เป็นคนพิเศษ! ตลอดไป!

 

พอถูกถาม มาโคโตะก็กำหมัดแน่น มองตรงไปทางเจ้าหญิงทรอยแมร์ “คนพิเศษ... ที่มีร้อยกว่าคนเนี่ยน่ะ...”

 

“....”

 

“มันก็แสดงว่าไม่มีใครพิเศษไม่ใช่รึไง”

 

“...”

 

“...”

 

“...”

 

ถึงกับกริบไปสิบวิ

 

จนเจ้าหญิงต้องเอ่ยปากทำลายความเงียบ “เอ่อ... มาโคโตะ... คือ...”

 

“ฮะๆๆ

 

“เอ๋?”

 

“ว่าไปนั่น ฮ่าๆๆ” เด็กหนุ่มกุมท้องหัวเราะอย่างสะใจเสียงดังลั่น เปลี่ยนสีหน้าเป็นแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ “หน้าของเธอตอนลำบากใจนี่ดูกี่ทีๆก็ไม่เบื่อจริงๆนั่นแหละ”

 

“เอ๋? นี่คือ...”

“โอ้! แอคติ้ง! สุดยอด!” สรุปคือ... แกล้งโกรธงั้นเหรอ?

 

“คิดว่าผมอยากเป็นไอ้คนพิเศษอะไรนั่นขนาดนั้นเลยเหรอ”

 

“อ้าว ก็...”

 

“เธอน่ะ จะแต่งงานกับใครก็ไม่เกี่ยวกับผมซักนิด” เขานั่งเท้าคางหรี่ตามองยิ้มด้วยความรู้สึกว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า

ก่อนชายตามองคนข้างๆ “ที่จะรู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนสุดน่ะ หมาตัวนี้ต่างหาก”

 

“เฮ่ย!” สกายสะดุ้งเพราะถูกอ้างชื่อไม่ให้ตั้งตัว

 

“เจ้านี่น่ะชอบเธออย่างฝังใจเลยล่ะ ก็แหงอยู่แล้วเนอะ ไม่ค่อยมีสาวน่ารักๆมาทำดีด้วยนี่น้า~”

 

“พอแล้วมาโคโตะ” สกายที่หน้าแดงถึงหูจะขยับตัวเข้าไปห้ามมาโคโตะ แต่เจ้าตัวก็ลุกจากเก้าอี้หนีทัน แล้วพูดต่อ

 

“ผมจะพอแค่นี้ก็ได้” คนน่ารักหันหลังให้โต๊ะน้ำชาแล้วเริ่มออกเดิน “จะคุยจะรั้งอะไรก็รีบพูด โอกาสสุดท้ายของหมาอย่างนายแล้วนะ ผมไปล่ะ” พูดจบก็เดินสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันมามองอีกเลย

 

“...” คนตัวใหญ่ย่นคิ้วมองตามเจ้านายอย่างไม่สบอารมณ์

ก่อนจะหันกลับมาทางเจ้าหญิง “ฉันว่าฉันควรตามหมอนั่นไป” วางส้อมและมีดแล้วเตรียมลุกจากเก้าอี้

 

“เดี๋ยวก่อนสกาย” แต่โดนขัดจังหวะเสียก่อน

 

“โทษทีนะ เข้าใจว่าอยากคุยต่อ แต่ตอนนี้ฉันต้องดูเจ้านั่นก่อน”

 

“เปล่าๆ ฉันแค่จะบอกว่าอย่าลืมเอางานไปทำด้วยนะ”

 

“อ่า... จริงด้วยสิ” ที่มาที่นี่เพราะถูกขอร้องให้มาเป็นแรงงานเตรียมพิธีอภิเษกสมรสนี่นา

“งั้นฉันของานอะไรก็ได้ ให้ได้อยู่กับมาโคโตะพอละกัน” ปล่อยเด็กดื้อนั่นไปเจอคนแปลกหน้าคนเดียวเดี๋ยวได้ทำอะไรพิเรนทร์ๆใส่คนอื่นอีก

 

“สองคน...” เจ้าหญิงหยิบกระดาษปึกใหญ่ข้างตัวขึ้นมาค้น “เอ... เหมือนจะมีอยู่ฝ่ายนึงต้องการสองคนพอดี อ๊ะ เจอแล้ว! นี่จ้ะ ฝากด้วยนะสกาย” แล้วยื่นเอกสารจำนวนหนึ่งให้สกาย

 

“อื้ม! ไว้ใจได้เลย” เขาพยักหน้าให้ ก่อนออกวิ่งตามทางที่มาโคโตะเดินไป

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

“ฟู่ว หนาวๆๆ” สกายถูมือทั้งสองข้างเพื่อให้เกิดไออุ่น ขณะที่เท้าและสายตาก็เดินออกตามหามาโคโตะในสวนที่เต็มไปด้วยกองหิมะ เพราะเข้าไปถามพวกเจ้าชายในปราสาทแล้วไม่มีใครเห็น พวกที่เฝ้าประตูทางเข้าออกก็เช่นเดียวกัน

 

ดังนั้นที่ที่เป็นไปได้ก็เหลือแค่ในสวนรอบปราสาทนี่แหละ

 

หมอนั่นคิดอะไรอยู่นะ โทรไปกี่รอบก็ไม่ยอมรับสาย

 

แต่ที่แน่ๆ โกหกแหงๆที่บอกว่าไม่รู้สึกอะไรที่เจ้าหญิงจะแต่งงาน ...สีหน้าแบบนั้น ไม่ใช่สีหน้าของมาโคโตะกำลังอารมณ์ดีอย่างที่เจ้าตัวพยายามจะทำ เขาว่าเขาดูออก

 

...ดีไม่ดี ตอนนี้อาจจะแอบนั่งซึมร้องไห้อยู่

 

...ฮ่าๆ ว่าไปนั่น คนอย่างมาโคโตะเนี่ยนะจะ...

 

“ฮึก...”

 

“ห่ะ!!!” คิดยังไม่ทันจบดี สกายก็ถึงกับหูผึ่ง เพราะได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากทางที่พาไปยังสวนไม้ดอก

 

อย่าบอกนะว่า....

 

“มาโคโตะะะะะ!!!” ด้วยปฏิกิริยาอัตโนมัติ สกายแหกปากและรีบพุ่งเข้าไปทางสุมทุมพุ่มไม้เพื่อหาต้นเสียงทันที

 

แล้วจึงได้พบกับ

 

“ฮึก... ฮึก...” ผู้ชายผมสีดำประกายแดงคนหนึ่งกำลังยืนตัวแข็งไม่ขยับเขยื้อน....เหมือนกับถูกมนตร์สะกดให้อยู่นิ่งๆ มีเพียงใบหน้าที่แสดงออกว่ากำลังโศกเศร้าน้ำตารื้นคล้ายจะร้องไห้ 

 

และ

“เฮ่อ หยุดร้องซักทีเถอะน่าคุณเจ้าชาย เดี๋ยวเจ้าพวกนี้ตกใจหนีหมด” เด็กดื้อที่เขากำลังหาตัวอยู่ ถือสวิงจับแมลงกวัดแกว่งไปมา มืออีกข้างถือกล่องพลาสติกใสซึ่งข้างในมีผีเสื้อสิบกว่าตัวบินวนทั่วกล่อง ดูท่าจะเป็นผลงานของเจ้าคนนี้นี่แหละ ที่ทำให้ผู้ชายผมดำแดงคนนั้นขยับไม่ได้

 

“แต่พวกผีเสื้อ... ช่างน่าสงสาร และดอกไม้เหล่านี้ อุตส่าห์ได้รับความรักจากผีเสื้ออย่างไม่แบ่งชนชั้น รู้ตัวรึเปล่าครับว่าเธอกำลังจะพรากมันจากกัน” คุณเจ้าชายพูดพลางจดจ้องไปยังแปลงดอกไม้สีแดง ซึ่งสกายคิดว่าน่าจะเป็นพลับพลึงแดง หรือที่เรียกว่า...

“โดยเฉพาะพวกที่เกาะอยู่บนดอกฮิกังบานะที่เธอกำลังพยายามล่าให้ได้ ...ดอกไม้ที่ไม่มีใครรัก นอกจากเหล่าผีเสื้อพวกนี้...” ยิ่งพูดก็ยิ่งเศร้าสลด ออร่าระทมขมขื่นลอยออกมารอบตัว

 

กลับกัน

 

“เฮ่อ ก็อุตส่าห์มองการเอาตัวรอดในระบบนิเวศน์ให้โรแมนติกได้เนอะคุณเจ้าชาย”มาโคโตะตอบกลับอีกฝ่ายด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ ขณะที่มือก็ยังจดจ่อกับการล่าผีเสื้อ “มันไม่มีใครได้รับความรักอะไรทั้งนั้น เจ้าพวกนี้ก็แค่กระเสือกกระสนให้ตัวเองไม่อดตายไปวันๆต่างหาก ทุกอย่างที่ทำคือผลประโยชน์ทั้งนั้น”

 

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ” คุณเจ้าชายส่ายหน้าระอา “ถ้าเธอลองมาเป็นดอกไม้ที่ไม่มีใครรักบ้าง เธออาจจะเข้าใจ”

 

“ทำไมผมจะไม่เข้าใจ!” เด็กหนุ่มเถียงกลับเสียงดังพร้อมหันมองหน้าคุณเจ้าชายอย่างเคืองๆ

 

แล้วไม่รู้คิดไปเองรึเปล่า คุณเจ้าชายรู้สึกว่านัยน์ตาสีดำคู่นั้น กำลังวูบไหว เหมือนมีน้ำใสๆคลออยู่

 

“เฮ่ย พอแค่นี้เถอะ” และพอสกายเดินเข้าไปแตะบ่าเด็กดื้อ ก็เหมือนจะเหือดหายไปหมดเอง

 

“...มาได้ไง” มาโคโตะตอบแบบไม่มองหน้า

 

“เดินหาจนทั่ว ...เพราะบางคนไม่ยอมรับโทรศัพท์ไง”

 

“เรื่องของผม สกายไม่เกี่ยว” ปัดมือใหญ่ที่แตะไหล่ตัวเองออก หยิบกล่องใส่ผีเสื้อขึ้นมาเตรียมเดินหนี

 

“แล้วนี่จะจับผีเสื้อไปทำอะไร ไอ้แมงมุมที่เลี้ยงไว้ฉันก็อุตส่าห์ซื้อตั๊กแตนทอดไว้ให้เป็นอาหารแล้วไม่ใช่เหรอ”

 

เด็กหนุ่มมุ่ยหน้าให้กับคำว่าตั๊กแตนทอด “ให้ของที่ตายแล้วมันจะไปสนุกอะไร ต้องดูการดิ้นรนหาทางรอดชีวิตสิดี”

 

“แล้วจับมาเยอะขนาดนี้กะจะให้กินกี่เดือน”

 

“...”

 

“เฮ้อ... เอาอารมณ์มาลงกับสิ่งมีชีวิตอื่นไม่ได้นะมาโคโตะ ไม่น่ารักเลย”

 

“ไม่น่ารัก...” เขาพูดทวนคำช้าๆ ราวกับว่ามันจี้โดนบางจุดในหัวใจ

“แล้วคิดว่าผมต้องการเหรอ ความรักอะไรนั่นน่ะ!” ก่อนจะปากล่องใส่ผีเสื้อลงพื้นอย่างแรงจนฝาเปิดออก เป็นผลให้ผีเสื้อหลากสีนับสิบเป็นอิสระ กระพือปีกสวยบินร่อนไปดอมดมตามแปลงดอกไม้ด้วยสัญชาตญาณ

 

“อ่า...” เห็นอย่างนั้นสกายจึงหุบปาก เผลอไปพูดจี้ใจดำจนได้ ...คงเสียใจเรื่องเจ้าหญิงจริงๆสินะ

 

แต่ครั้นจะให้ระบายออกมาตรงๆ เด็กปากแข็งอย่างมาโคโตะไม่ทำหรอก

 

ก็เลยคิดออกทางเดียว “มานี่มา” เริ่มจากจับแขนมาโคโตะแล้วพาเดินออก

 

“ไปไหน?”

 

“เดี๋ยวฉันจะไปหาวัตถุดิบทำคุกกี้ นายไปนั่งรอในปราสาทละกัน ข้างนอกมันหนาว”

 

“...”

 

“หิวใช่มั้ยล่ะ นอกจากขนมในห้องรับรองแขกก็ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนี่ หาอะไรหวานๆกินซักหน่อย สมองจะได้สดใส”

 

“...” มาโคโตะเงยหน้ามองสกายที่กำลังจับแขนพาเขาเดินอยู่ เหมือนมีอะไรในใจอยากพูด

 

แต่สุดท้ายก็ได้แค่ก้มหน้าพึมพำเบาๆ “...รูปการ์ตูน”

 

“หืม?”

 

“นอกจากแบบที่มีแยมส้ม ผมอยากกินแบบที่มีน้ำตาลไอซซ์ซิ่งแต่งหน้าเป็นรูปการ์ตูน”

 

“โห โจทย์ยากแฮะ ไม่เคยทำมาก่อนด้วย...”

 

“เอาเป็นรูปแฮมสเตอร์ หมา ผีเสื้อ แล้วก็แมงมุม”

 

สกายยิ้มแห้งลำบากใจ ก็บอกไปแล้วว่าไม่เคย

แต่ก็ไม่ปฏิเสธคำขอ “เออๆ จะลองดู”

แล้วก็มาถึงประตูทางเข้าปราสาทพอดี “หาที่นั่งรอในนี้นะ” ส่งมาโคโตะเข้าไปข้างใน แล้วเตรียมหันหลังออกไป

 

“สิบนาที”

 

“ฮะ?”

 

“กลับมาภายในสิบนาที ช้ากว่านี้ผมต้องเป็นโรคกระเพาะแน่”

 

“เฮ้ย เดี๋ยว ที่นี่ไม่ใช่ดาเตนที่ฉันรู้ทางนะ”

 

“จับเวลา” พูดพร้อมกดฟังก์ชั่นนาฬิกาในโทรศัพท์ทันที

 

“เออๆๆ เดี๋ยวมา” ร่างใหญ่เลยต้องจำใจออกวิ่งสุดเกียร์อย่างช่วยไม่ได้ เมื่อกี๊ยังเกรี้ยวกราดใส่อยู่เลย ตอนนี้ทำมายิ้มสนุกกับการแกล้งเขาเสียแล้ว

 

แต่ก็ยังดีที่ยิ้มได้ล่ะนะ

 

วิ่งไปก็หยิบกระดาษมาเขียนวัตถุดิบที่ต้องซื้อไป “หวังว่าคงไม่ลืมอะไร”

 

 

 

ตัดภาพมาที่สวนไม้ดอก

 

“ฮัดชิ่ว!” วัตถุดิบจะลืมมั้ยไม่รู้หรอก

“ฮึก... ฮัดชิ่ว! มาแก้มนตร์ให้ผมขยับได้ก่อนสิครับ ทั้งสองคน...” ที่แน่ๆตอนนี้ลืมไปหนึ่งอย่างแล้วล่ะสกาย “ยูริอุส เนเพนเธส ลีออน เจอร์เบอร์ ใครก็ได้ ช่วยด้วยครับ”

 

.

 

.

 

.

 

 

“สายแล้วๆ” สกายวิ่งหน้าตั้งหอบถุงวัตถุดิบตรงไปที่ปราสาททรอยแมร์ ยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกาก็พบว่าใกล้หมดเวลาสิบนาทีแล้ว และทางเดินจากกำแพงไปถึงตัวปราสาทช่างยาวไกลนัก

 

ก็มีแต่ต้องวิ่งลูกเดียวล่ะนะ น่าจะยังพอทันอยู่ ...คิดเสร็จก็เร่งฝีเท้าเข้าไปอีก

 

ผ่านกำแพงมาแล้ว เหลือแค่ข้ามทางเดินในสวนพวกนี้ ก็จะถึงโดยสวัสดิ..

 

ตุบ! “อั่ก!! “เมี้ยวววว~!!

 

ไม่สวัสดิภาพซะแล้วสิ

 

เพราะขณะที่วิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ บางสิ่งก็ตกลงมาทับสกายจนล้มแผ่ไปกับพื้น วัตถุดิบในถุงกระดาษกลิ้งออกมาก็กระจัดกระจายทั่วทางเดิน

 

นอกจากนั้น ก็มีเสียง ...เมี้ยว?

 

และเมื่อรู้สึกตัวก็พบว่ามีหางสีชมพูตัดดำกวัดแกว่งไปมาอยู่ข้างหน้า “ฮ้าว~ เผลอหล่นลงมาซะได้ กำลังนอนสบายเลยน้า~” พร้อมเสียงบางอย่างดังขึ้นจากบนแผ่นหลัง

 

“เอ่อ...” ตัวอะไรหล่นลงมาทับฟระเนี่ย หนัก

 

“แต่จะว่าไป...”

 

“...”

 

“นอนตรงนี้ก็ไม่เลวน้า~ ราตรีสวั..”

 

“นอนตรงนี้ไม่ได้นะเฮ่ย!!” สกายรีบลุกขึ้นยืนเพื่อให้บางสิ่งบางคนนั้นหล่นลงไปจากหลัง ปัดเนื้อปัดตัว แล้วมองร่างที่นั่งแผ่ขาอยู่บนพื้น

 

ก็พบกับผู้ชายคนหนึ่ง... ที่มีหูหางแบบแมว

 

“ใจร้ายจังน้า นิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้” หนุ่มหูแมวมองสกายด้วยแววตาเศร้าพร้อมตัดพ้อ

 

“แย่ละ! ครบสิบนาทีแล้ว” แต่สกายหาได้ฟังไม่ ร้อนรนมองนาฬิกาซึ่งทำให้พบว่าเลยเวลานัดมาแล้ว “นายน่ะ จะนอนก็ไปนอนข้างบนต้นไม้เหมือนเดิมไป”

 

“ฮึ ก็ได้” หนุ่มหูแมวสะบัดเสียงโกรธๆ ก่อนกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่ไปนอนที่เดิม

 

ไล่แมวเสร็จก็รีบเก็บวัตถุดิบที่กระจัดกระจายต่อ

 

“อึก... แย่แล้วสิ” แต่ภาพตรงหน้ากลับเป็นฉากจบหนังสงครามดีๆนี่เอง

 

กระปุกแยมส้มที่แตก ไข่ไก่เละทั้งแผง น้ำตาลรั่วออกจากถุง เนยที่มีรอยเท้าเหยียบเต็มๆ

 

ยืนไว้อาลัยอยู่สามวิ แล้วก็เริ่มจินตนาการเรื่องที่จะเกิดต่อจากนี้อย่างกังวล ...มาโคโตะที่โมโหหิวนี่น่ากลัวสุดๆ เจอมาหลายครั้ง และไม่เคยคิดจะอยากให้มีครั้งต่อไป

 

“ซวยสุดๆเลยแฮะ” สกายพึมพำประชดตัวเอง คิดคำนวณถึงวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

กลับเข้าเมืองไปซื้อใหม่ ...ไม่ เวลาไม่พอ

 

ไปหามาโคโตะทั้งอย่างนี้ ...เฮ่อ ไม่อยากจินตนาการเลยแฮะ

 

อ๊ะ นึกออกละ ...ชายหนุ่มปิ๊งไอเดียดีๆขึ้นมาได้ จึงเดินไปหาต้นไม้ที่หนุ่มหูแมวปีนขึ้นไปแล้วเขย่าแรงๆ “เฮ้! ลงมา! ลงมาเดี๋ยวนี้นะคุณแมว! มารับผิดชอบหน่อยเซ่!

 

ตุบ! “เมี้ยว!!!” ได้ผล เขย่าไปแป๊บเดียว คุณแมวก็หล่นลงมาก้นกระแทกเต็มๆ “มันเจ็บนะ! แล้วผมก็ไม่ได้ชื่อคุณแมวด้วย ผมชื่อเชสเชียร์...”

 

สกายที่เร่งรีบไม่อยากเปลืองเวลาต่อล้อต่อเถียง ชี้ไปทางกองวัตถุดิบที่เละกระจัดกระจายเต็มพื้น “นายน่ะ มารับผิดชอบซะดีๆ”

 

“เอ๋? ผมต้องรับผิดชอบอะไรเหรอ?”

 

คนตัวโตดึงแขนหนุ่มหูแมวที่ยังมึนงงให้ลุกขึ้นยืน แล้วส่งกระดาษใบหนึ่งให้ “มานี่เลย เอ้า นี่ลิสต์วัตถุดิบ แยกย้ายกันซื้อน่าจะเร็วที่สุด แล้วกลับมาเจอกันตรงนี้”

 

“อืม...” คุณแมวไล่สายตามองรายการของอย่างพิจารณา “แค่นี้เหรอที่ต้องซื้อ?”

 

“เออ ใช่” สกายพยักหน้าเตรียมตัวออกวิ่ง “นี่เงิน รีบไปรีบมา เร็วๆเข้าล่ะ” เข้าที่... ระวัง... ไป!!

 

“เดี๋ยว!

 

เอี๊ยดดดด เหยียบเบรคแทบไม่ทัน คนตัวโตหันมามองตาขวาง จะพิรี้พิไรอะไรอีกคุณแมวนี่

 

“ผมมีพอดีเลยวัตถุดิบพวกนี้”

 

“จริงเหรอ!!

 

“ใช่แล้ว รอนิดนึงน้า~” พูดจบ หนุ่มหูแมวก็กระโดดขึ้นต้นไม้ ตามมาด้วยเสียงโครมครามก๊องแก๊งเหมือนกำลังรื้อของอะไรอยู่

 

แล้วสักพักก็โดดลงมาพร้อมถุงกระดาษใบนึงที่ล้นไปด้วยวัตถุดิบ “พอใช้ได้มั้ย?” ส่งให้สกายพร้อมรอยยิ้ม

 

“แยมส้ม เนย น้ำตาล ไข่ไก่ แป้ง...” ค้นถุงดูสภาพทีละชนิดจนครบ “ใช้ได้เลยล่ะ! ขอบใจมากคุณแมว!

 

“ก็บอกว่าผมชื่อเชสเชียร์...”

 

“เฮือก เกินเวลามาห้านาทีแล้ว ไปก่อนนะคุณแมวววว” แล้วก็วิ่งหอบของพะรุงพะรังสุดฝีเท้าเข้าตัวปราสาทไป

 

“เฮ่อ พวกคนแดนอื่นนี่เข้าใจยากจังน้า~” คุณหนุ่มหูแมวบ่นงึมงำขณะปีนขึ้นต้นไม้เพื่อกลับไปนอนอีกรอบ

“อยากรู้จัง ถ้าเอาของพวกนั้นจากแดนมหัศจรรย์ไปทำขนมจะออกมายังไง” เขาครุ่นคิดวิเคราะห์แล้วค่อยๆหลับตา

 

“อยากมากก็แค่ตายแหละมั้ง ฮิฮิ...”

“ล้อเล่นน่ะ...”

“เอ๊ะ หรือว่าจริง”

“จะยังไงเดี๋ยวก็รู้กัน ตอนนี้... ฮ้าววว นอนดีกว่า~”

 

 

 

 

Writer’s talk

รู้สึกจะอัปห่างขึ้นไปทุกที

โทษทีพอดียุ่งๆ

มัวแต่เล่นเกมอยู่ 5555

แค่นี้แหละ บาย~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

2 ความคิดเห็น