[FIC YUME100] คืนความสนุกให้ชาวดาเตน [Sky x Makoto][Yaoi]

ตอนที่ 4 : บทที่ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ม.ค. 62






บทที่ 3

 

 

ว่าจะแค่ไปเตรียมน้ำ ไปๆมาๆ สกายกลับคิดว่าควรต้องปฐมพยาบาลมาโคโตะให้ดีและถูกวิธีที่สุด จึงเดินออกไปที่รีเซปชั่นอีกรอบเพื่อขอยาและผ้าพันแผลจากฮัลดีน

 

“กลับมาแล้ว...” ร่างใหญ่พูดเนือยๆ ปิดประตูห้องเหนื่อยๆ เดินเรื่อยๆมาจนถึงเตียง

 

“...” ซึ่งก็พบว่ามาโคโตะเหนื่อยกว่า รอไม่ไหวหลับไปเสียก่อนแล้ว

 

“ฮึ่ย... ก็บอกแล้วไงว่าอย่าขยับไปไหน...” โดยมีแจน หนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยนอนขดอยู่บนหน้าท้องของมาโคโตะอีกที ทั้งที่จริงๆควรจะอยู่ในกรงตรงมุมห้องมากกว่า ชัดเจนว่าไม่ได้มีความเชื่อฟังที่เขาพูดแม้แต่น้อย

 

แต่ก็ช่างเถอะ... เรื่องปรกติ เจ้าของไม่ใช่ฝ่ายที่ต้องเชื่อฟังหมานี่ เฮอะ...

 

แถมเจ้าแจนคงหิวมากอยู่ล่ะนะ เจ้านายของเขาคงมองออก จึงหลับไปทั้งที่มือนึงกำกล่องอาหารเม็ดสำหรับแฮมสเตอร์ไว้อย่างนั้น

 

สภาพพิลึกพิลั่นสิ้นดี... สกายนึกในใจและส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะเข้าไปจัดการทีละอย่าง

 

เริ่มจากแจน “ไงล่ะไอ้หนู หลับตรงนี้ไม่ได้นา เดี๋ยวโดนทับตัวแบนแต๊ดแต๋นะ ฮะๆ” เอามือใหญ่ทั้งสองข้างช้อนขึ้นมาจากพุงมาโคโตะ แล้วพูดเสียงเล็กเสียงน้อยใส่ใกล้ๆหน้า “ฮ่ะๆๆ กิ้วๆๆ จั๊กจี้ๆๆ” เล่นจิ้มพุงเจ้าแจนที่ดูจะสนุกใหญ่

 

“...” แต่ทำไปสักพักก็สำเหนียกได้ว่าการทำเสียงสองใส่สัตว์เล็กแบบนี้มันไม่เท่ เลยหยุดทำ   เหลียวมองว่ามาโคโตะไม่ได้ตื่นตอนเขาพูด แล้วเก็บแจนใส่กรงเงียบๆ

 

ต่อมา ก็เจ้านายของเขา สกายจัดการเอากล่องอาหารหนูที่กำไว้ในมือไปเก็บ แล้วกลับมาคุกเข่าข้างเตียงเพื่อปฐมพยาบาล จับข้อเท้าผอมที่ถูกน้ำร้อนลวกลงจุ่มแช่น้ำเย็นในกะละมังไว้ซักพัก ซับให้แห้งด้วยผ้าขนหนู แล้วเริ่มใช้ยาที่ฮัลดีนให้มาบรรจงนวดอย่างเบามือ

 

“อะ...” พอลงมือไม่เท่าไหร่ก็มีเสียงประท้วงจากด้านบนเตียง “เจ็บ...”

 

“หืม?” คนตัวโตหยุดมือชั่วคราว “ทำนายตื่นเหรอ? โทษที”

 

แต่ “...” ไม่มีการตอบกลับ เมื่อชะเง้อมองก็เจอแต่แผ่นอกที่เคลื่อนขึ้นลงช้าๆสม่ำเสมอจังหวะเดียวกับเสียงลมหายใจเข้าออก ...ละเมอสินะ

 

สกายเลิกคิ้วประหลาดใจ ไม่อยากเชื่อว่าคนอย่างมาโคโตะจะนอนละเมอ

 

ไม่สิ... ต้องพูดว่า ไม่อยากเชื่อว่าจนป่านนี้มาโคโตะก็ยังนอนละเมออยู่ ต่างหาก

 

พอเห็นดังนั้นชายหนุ่มก็เลยไม่ได้ตอบโต้อะไรต่อ แค่อมยิ้มบางๆแล้วก้มหน้าก้มตานวดยาให้ โดยมีเสียงเล็กๆจากเจ้านายเพ้อหลุดออกมาเป็นระยะ

 

จนเมื่อพันแผลเสร็จเรียบร้อยก็ได้เวลาเข้านอน สกายลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวเองที่ชื้นหิมะเป็นชุดเสื้อกล้ามสำหรับใส่นอนเตรียมปิดไฟ

 

แต่ก็นึกขึ้นได้เมื่อสายตาไปหยุดที่ร่างผอมบางอันสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียง

 

จริงสิ เสื้อผ้าของหมอนี่ก็เปียกทั้งหิมะและน้ำชาเลยนี่นา จะปล่อยให้นอนหลับไปทั้งอย่างนี้ก็...

 

“อืม ช่วยไม่ได้แฮะ” เขาเกาหูที่มีรอยเจาะแกรกๆเหมือนลำบากใจ ก่อนค่อยๆเดินไปหาคนหลับสนิท วางมือไปหยุดที่กระดุมตำแหน่งอก...

 

“...” และก็นึกขึ้นได้อีกอย่าง

 

รับใช้หมอนี่มาตั้งนานแล้วก็จริง แต่นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยทำให้เลย ...เปลี่ยนเสื้อผ้า

 

โอเค มันเป็นเรื่องที่ใครๆก็ควรจะทำเองได้ยกเว้นนายน้อยชิเอลก็เหตุผลหนึ่ง

 

แต่เหตุผลที่สองก็คือท่าทางเจ้าตัวจะไม่ชอบให้ใครมายุ่ง ดูได้จากก่อนหน้านี้ที่แค่จะปลดซิปกางเกงยังโดนถีบหัวทิ่ม

 

เอาล่ะ มาถึงทางแยกแล้วสิสกาย ระหว่างความหวังดีต่อเจ้านายกับสวัสดิภาพของตัวเอง เป็นห่วงกลัวจะป่วยน่ะก็ใช่ แต่ถ้าระหว่างเปลี่ยนให้แล้วมันตื่นมาถีบจะทำไง หรือถ้าปลุกมาให้เปลี่ยนเองคงได้โดนลงโทษข้อหาขัดขวางการนอนแน่

 

แต่ถ้าไม่เปลี่ยน... แล้วตื่นมาไม่สบาย ความผิดใคร...

 

สกายไงจะใครล่ะ ฮ่าๆ

 

ดังนั้น ไหนๆก็เสี่ยงโดนด่าทั้งสองทาง เลือกทางที่ดีกับหมอนี่ที่สุดก็แล้วกัน

 

คิดได้ดังนั้นก็เดินไปค้นเสื้อผ้าในกระเป๋า

 

และระหว่างนั้นเอง “อ๊ะ” ก็มีหนึ่งไอเดียดีๆผุดขึ้นมาในสมอง

 

 

.

 

 

 

.

 

 

 

.

 

 

“เท่านี้ก็เรียบร้อย” สกายนึกชมตัวเองปัดไม้ปัดมือหลังจัดการบางอย่างกับมาโคโตะเสร็จ ก่อนจะเริ่มลงมือแกะกระดุมเสื้อโค้ททีละเม็ดให้คนน่ารักอย่างตั้งใจ...

 

ผ่านเสื้อโค้ทไปก็ดึงผ้าพันคอออก

 

แล้วก็เป็นเสื้อเชิ้ต

 

แล้วก็... หมด...

 

“...” หยุดจ้องนิ่งพิจารณาไปซักพัก

 

อืม...

 

ก็เหมือนๆกับเรานี่ แค่ซิกแพ็คยังไม่โต ไม่รู้จะหวงทำไม จะลงอีเว้นท์ไหนก็แต่งเต็มปิดตั้งแต่คอยันข้อมือและตาตุ่ม ไม่รู้ว่าถ้าจะจ้างให้ลงอีเว้นท์ออนเซ็นนี่ต้องทุ่มจ่ายเท่าไหร่

 

แต่เอ๊ะ.... ไม่สิ เหมือนจะต่างกับเรานิดนึง

 

“อืม...” กุมคางครุ่นคิด

 

เหมือนจะขาวกว่าแฮะ... //ยกแขนตัวเองมาวางเทียบกับพุงน้อง

 

แล้วก็... เนียนกว่าด้วย คิดพลางมือแตะๆลูบๆผิวหน้าท้องอีกคน ...แหงล่ะ เวลาเกิดเรื่องอะไรแทบไม่ต้องกระดิกนิ้วเพราะมีพลังดวงตานั่นนี่นา แถมมีเราตามรับเช็ดตามล้างแทนตลอด ผิวจะดูผู้ดีกว่าไร้รอยขีดข่วนกว่าก็ไม่แปลก

 

เออ จะว่าไปก็เนียนเพลินมือดีนะ พอลองจิ้มๆขยำๆตรงพุงนี่ก็มีไขมันนิดๆนุ่มๆดีด้วย รู้สึกดีคนละแบบกับลูบเจ้าแจนแต่ก็...

 

“อ... อือ...”

 

!!!” ทันใดนั้นเจ้าของร่างที่กำลังถูกทำมิดีมิร้ายก็บิดตัวน้อยๆและหลุดครางละเมอเบาๆออกมา เล่นเอาสกายสะดุ้งเฮือก ชักมือที่แปะอยู่บนท้องและใบหน้าที่เกือบจะก้มไปติดแผ่นอกอีกคนกลับมาแทบไม่ทัน

 

แล้วนี่ก้มหน้าไปหาถึงขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ฟระเนี่ย!!

 

“ฮืดดดด เฮ่อ...” สกายหลับตาสูดหายใจเข้าออกลึกๆ ตบหัวเขียวๆของตัวเองพยายามตั้งสติอีกรอบ เมื่อกี๊มึนไปหน่อย สงสัยเหนื่อยและง่วงเกินไป ต้องเตือนตัวเองอีกครั้งว่ากำลังทำอะไรอยู่

 

ฉันกำลังจะช่วยเปลี่ยนเสื้อให้มาโคโตะ

 

ใช่แล้ว จะช่วยเปลี่ยนเสื้อ ดังนั้นต้องเริ่มจากถอดเสื้อโค้ทที่แกะกระดุมไว้แล้วดึงออกม... เอ่อะ

 

เอ่อ...

 

 

 

ถอด... ไม่ได้

 

ลืมไปเลย

 

ว่ามัดมือมาโคโตะไพล่หลังไว้ด้วยเนคไทอยู่ เท้าก็ด้วย

 

...คือประมาณว่าป้องกันการโดนต่อยเตะถีบผลักข่วนน่ะ สกายฉลาดใช่มั้ยล่ะ

 

“ฮึ่ย...” ทีนี้มันเลย ติดตรงมืออะ ถอดไม่ได้

 

ว่าคิดมาอย่างชาญฉลาดรอบคอบไม่ให้โดนถีบแล้วเชียว มาตกม้าตายตอนถอด น่าเจ็บใจนัก ...คิดหงุดหงิดในใจพลางแก้ปมเนคไทที่ผูกข้อมือเล็กให้เป็นอิสระ แล้วถอดเสื้อโค้ทกันหนาวและเสื้อเชิ้ตสีขาวออกจนเห็นแต่แผ่นหลังขาวเปลือยเปล่า

 

“มืด... จัง...” และเสียงงัวเงียเบาๆของคนถูกลอกคราบ

 

สกายย่นคิ้วส่ายหัวขณะมือก็พัลวันแก้เชือกที่ข้อเท้าเพื่อจะถอดกางเกง “แหงล่ะ ก็ฉันเอาเนคไทปิดตานายไว้ด้วยเหมือนกันนี่นา” กันไว้ก่อน เพื่อดีไม่ดีตื่นมาจะได้ไม่โดนพลังตาสีทองบัญชาการเอา

 

และพอแก้เชือกที่ข้อเท้าเสร็จ ก็อ้อมมือไปข้างหน้าเพื่อจะปลดซิปกางเกงออก

 

“จะ ท... ทำอะไรน่ะ”

 

“...” คนละเมอ สกายไม่จำเป็นต้องตอบ

 

“แล้วนี่ทำไมมันมืดแบบนี้... เอาอะไรมาปิดตา...”

 

“หือ?” เดี๋ยวก่อน อีแบบนี้ไม่ใช่ละเมอละ 


เพราะเสียงจากที่งัวเงียเริ่มค่อนไปทางโวยวาย แถมยังขยับมือเปะปะขึ้นปลดเนคไทที่ผูกตาไว้

 

!!!” แล้วตากลมๆก็เหลียวหลังมาสบกับตาสกาย

 

ท่าทางคงตกใจสินะ “เอ่อ คืองี้...” ดูจากปากที่อ้าค้างเล็กน้อย “อย่าถีบฉันนะ แค่จะเปลี่ยนเป็นชุดนอนให้น่ะ” คนตัวโตชี้แจงพร้อมยกเสื้อนอนที่เตรียมไว้ให้สวมขึ้นมาโชว์เป็นหลักฐานอย่างใจเย็น

 

แต่แผ่นหลังนี่เหงื่อแตกซิกๆๆ

 

ส่วนคนตัวเล็กพอฟังสกายอธิบายเสร็จก็หันขวับกลับไปก้มสำรวจร่างกายตัวเอง

 

...ที่ข้อมือและเท้ามีร่องรอยการถูกมัด

 

ท่อนบนเปลือยโล่งสู้ลม

 

และท่อนล่างมีมือใหญ่ของสกายแปะหราอยู่... ตรงนั้น...

 

“อ่า... ฮ่าๆๆ ไหนๆก็ตื่นแล้ว เปลี่ยนต่อเองแล้วกัน” ร่างใหญ่ถอยออกมาหวาดๆ ส่งเสื้อให้แล้วลุกยืนหันหลัง ตั้งท่าจะเข้าไปหลบในห้องน้ำ

 

ทว่า “สกาย...” พรึ่บ!

 

“อะไร” หันไปสบตาตามเสียงเรียก 



...ว่าแต่ไอ้ พรึ่บ! เมื่อกี๊มันอะไร

 

“....” อ่อ รู้ละ

 

“เฮ้ยยยย!!” เสียงไฟพิโรธลุกโชนนี่เอง

 

.

 

.

 

.

 

ค่ำคืนนี้ที่ทรอยแมร์ดำเนินไปอย่างเงียบสงบ มีหิมะสีขาวสะอาดตกโปรยปรายนอกหน้าต่างท่ามกลางท้องฟ้ามืดสนิท

 

“แฮ่ก แฮ่ก” และในห้องพักที่อุ่นด้วยอุณหภูมิจากเตาผิง เสียงหายใจหอบถี่ของชายร่างใหญ่จากดาเตนก็ดังไม่ได้หยุด

 

“มา... มาโคโตะ นายจะพอได้ยัง พอใจ... รึยัง” ไม่สนุกเลยนะ กับการที่เดินทางมาเหนื่อยๆแล้วยังต้องมาทำกิจกรรมเข้าจังหวะก่อนนอนเนี่ย เหงื่อที่ไหลอาบหน้าผาก ท่อนแขนกำยำ และเสื้อกล้ามของเขาจนชุ่มบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้ภายในมันรุ่มร้อนขัดกับสภาพอากาศข้างนอกนัก

 

“มาโคโตะ... ฉันไม่ไหว... ไม่ไหวแล้ว” เสียงแหบต่ำอ้อนวอนผู้เป็นนายขณะร่างกายก็ยังขยับเคลื่อนไหวเป็นจังหวะตามคำบัญชา

 

“ผมก็ไม่ไหวเหมือนกันสกาย...” ในที่สุดก็มีการโต้ตอบจากร่างผอมด้วยเสียงอันอ่อนเพลียไม่แพ้กัน

 

“ถ้าอย่างนั้น... เรา... เรา”

 

มาโคโตะขยับตัวจากท่านอนขึ้นมานั่งพิงหัวเตียง เลิกผ้าห่มออก แล้วกอดอกทำหน้ายู่บ่นใส่อีกคนอย่างรำคาญ “เพราะถ้าสกายยังไม่เลิกใช้เสียงอุบาทว์ๆแบบนั้นเรียกชื่อผมจนผมหลับไม่ลงแบบนี้ ผมจะขยี้กล่องเสียงไร้ประโยชน์ของสกายทิ้งละนะ”

 

ได้ยินดังนั้น สกายก็โอดครวญให้กับคำพูดใจร้ายของอีกฝ่าย “แฮ่ก... อะไรเล่า... ก็มันเหนื่อยนี่หว่า... ให้เต้น... มาชั่วโมงกว่าละนะ” พูดไปก็ยังต้องขยับแขนขาเต้นไปตามพลังตาสีทองของญาติผู้น้องไม่ได้หยุด

 

“หมานิสัยไม่ดีที่ลามปามเจ้านายไม่ถูกผมทิ้งก็ดีเท่าไหร่แล้ว ผมอุตส่าห์ให้โอกาสลงโทษดัดนิสัย สกายควรจะกระตือรือร้นกว่านี้สิ” เจ้านายน้อยในชุดนอนแขนขายาวสีดำสนิทเอียงคอมองคนโดนบัญชาให้เต้นกายบริหารแบบซุมบ้าจนขาเปลี้ยพร้อมยิงยิ้มใสซื่อสุดๆใส่

 

“แต่ฉันเหนื่อยนะเฟร้ย...”

 

“บอกแล้วไง พอผมหลับสนิท พลังมันก็หมดฤทธิ์เอง แค่เต้นสวยๆให้ผมดูจนหลับมันยากนักรึไง”

 

“ยาก ...ฮะ เฮ้ย!! อย่าเร่งความเร็วสิ เฮ้ย!” เมื่อเผลอไปสบตาอีกรอบ ก็โดนมาโคโตะใช้ตาสีทองบังคับร่างกายให้ยิ่งวินาศเข้าไปใหญ่

 

“ฮิฮิ~” ออกคำสั่งเสร็จ คนบนเตียงก็มุดตัวเข้าซุกผ้าห่มอุ่นๆอีกครั้ง ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาไถอย่างสนุก ไม่ได้มองโชว์ซุมบ้าแดนซ์ที่ปลายเตียงแม้แต่น้อย

 

“รีบหลับสิฟระะะะ!!!!

 

.

 

.

 

.

 

“แฮ่กๆ แฮ่กๆ...” สามชั่วโมง...

 

สามชั่วโมงสิบแปดนาที กว่าจะหลับสนิท “แฮ่กๆ แฮ่กๆ” เต้นจนตับจะหลุดออกนอกกายหยาบ ร่างใหญ่ที่ทรุดหมดสภาพอยู่บนพื้นพรมดึงชายเสื้อกล้ามขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้าลวกๆ สายตาคมหันไปมองค้อนเจ้านายตัวดีที่หลับตาพริ้มนอนเตียงคู่คนเดียวอย่างสบายใจ เรื่องแกล้งเขาให้หัวปั่นล่ะถนัดนัก

 

แถมมีการมาสั่ง... “ห้ามขึ้นมานอนบนเตียงกับผม”

“เอ๋? ถามแปลกๆ ก็หมากับคนร่วมเตียงกันไม่ได้นี่นา”

 

ฮึ่ย บางบ้านสนิทกันมากๆก็นอนด้วยกันได้ไม่ใช่รึไง นี่เค้าดูแลรับใช้มาขนาดนี้ยังไม่ถือว่าสนิท... เฮ้ย!! ไม่ใช่! ประเด็นมันอยู่ที่ฉันไม่ใช่หมาเฟร้ย!

 

ช่างเหอะ สกายซะอย่าง นอนบนพื้นหนาวๆไม่มีผ้าห่มแค่นี้น่ะ สบ๊าย

 

หลังจากปิดไฟแล้ว ชายหนุ่มก็เดินไปที่เตียงเพื่อหยิบหมอนที่เหลืออยู่ใบนึงมาเพื่อจะนำไปหนุนนอน

 

แต่พอจะดึงหมอนมากอดก็ถูกมือเรียววาดมาคว้ามือใหญ่ของเขาไว้เสียก่อน

 

ละเมออีกแล้วเจ้ามาโคโตะ... สกายยิ้มอ่อนโยนมองใบหน้าเล็กในห้วงนิทราที่ดูไร้พิษสงอย่างตรงข้ามกับเวลาตื่นโดยสิ้นเชิง ขณะค่อยๆดึงมือตนเองที่ถูกกุมไว้ออกมาอย่างระมัดระวังไม่ให้อีกคนตื่น

 

ทว่า “อย่าไป...” มือน้อยนั้นกลับเพิ่มแรงบีบพร้อมกับส่งเสียงโยเยแผ่วๆออกมา

 

“อย่าไป... อย่าไปนะ” ริมฝีปากบางเพ้อซ้ำๆอีกหลายรอบ ขอบตาเริ่มมีหยาดน้ำเอ่อน้อยๆเลอะแพขนตาทั้งสองข้าง

 

“....”

 

“ผมไม่เหลือใคร...”

 

“...”

 

เออๆ ไม่ไปก็ไม่ไป... สกายถอนหายใจเหมือนถูกบังคับ แต่ปากกลับยิ้มอ่อน วางร่างลงกึ่งนอนกึ่งนั่งบนเตียงใหญ่แล้วเขยิบก้นเข้ามาใกล้คนฝันร้ายอีกนิด ออกแรงบีบกุมมือที่จับกันอยู่กลับไปอีกหน่อยให้รู้ว่าอยู่ใกล้ๆไม่ไปไหน

 

ดวงตาสีดำจ้องมองใบหน้าเทวดาน้อยอย่างแฝงแววเอ็นดู สถานการณ์แบบนี้ช่างชวนให้เขาระลึกถึงอดีตจริงๆ

 

อดีต... ที่เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ได้นอนข้างๆกันกับเด็กคนนี้

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 

ห่างไกลจากตัวเมืองดาเตนและหมู่ตึกระฟ้า สายฝนกำลังสาดเทกระหน่ำใส่แดนวิทยาการเวทราวกับเป็นการหลั่งน้ำตาแห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ของเหล่าเทวดา ร่างใหญ่กึ่งจูงกึ่งกระชากเด็กน้อยวัยแรกหนุ่มเข้ามาในโรงงานร้างแห่งหนึ่ง

 

อาจจะดูเหมือนใช้กำลังบังคับคนอ่อนแอ แต่แท้ที่จริงมันคือการปกป้องต่างหาก

 

เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ ร่างเล็กๆในมือนี้ก็คงยืนนิ่งเหม่อลอยไร้การรับรู้กลางกองเลือดเพื่อเตรียมเป็นเป้ารับกระสุนจากพรรคพวกคนทรยศที่กำลังตามพวกมาสมทบเป็นแน่

 

เมื่อเข้ามาแล้วก็ปิดประตูแผงเหล็กดังปึงปังอย่างแรง รีบล็อคกลอนและแม่กุญแจจากภายในให้แน่นหนาเท่าที่จะทำได้ ถ้าพ่อและองค์ราชายังอยู่ สกายคงได้รับคำชมในด้านการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ายกใหญ่จากทั้งสอง

 

แต่ว่าไม่อยู่แล้ว... ไม่มีใครอยู่แล้ว

 

จากไป... ต่อหน้าต่อตา ของเด็กคนนี้

 

ร่างใหญ่หายใจหอบด้วยความเหนื่อย สายตาเหลือบลดมองคนตัวเล็กกว่าข้างๆ ผมสีดำขลับชุ่มฉ่ำไปทั้งน้ำฝนและรอยเลือดทั้งของครอบครัวและศัตรูปนเปกันไปหมด เขาลดตัวย่อลงหยิบเสื้อคลุมที่ยกให้ญาติผู้น้องกำบังฝนออกมาเช็ดใบหน้าและเนื้อตัวอีกฝ่ายที่เลอะเทอะทีละน้อย

 

เช็ดไปก็จ้องมองดวงตาสีดำทั้งสองข้างไป ...ไม่นานก่อนหน้านี้... มันกลายเป็นสีทอง

 

พลังนั่นมันอะไรกัน พลังเวทงั้นเหรอ? เพิ่งเคยเจอกับตัวก็คราวนี้เอง พลังที่มีความสามารถบัญชาร่างกายของผู้ที่สบตาได้ตามใจนึก เหลือเชื่อเลย

 

ถ้ามันไม่ตื่นขึ้นมาได้ถูกที่ถูกเวลาอย่างคราวนี้ พวกเขาทั้งสองก็คงสภาพไม่ต่างจากพ่อ แม่ องค์ราชา ราชินี และทุกคน

 

แต่ถึงสภาพร่างกายยังดีกันอยู่ก็จริง ...แต่สำหรับสภาพจิตใจนี่สิ

 

สกายมองลึกไปในแววตาว่างเปล่า ปากบางสั่นเผยอน้อยๆเหมือนยังหวาดผวากับเหตุการณ์นองเลือด เขาพยายามนึกคำพูดปลอบประโลมที่ดีที่สุดที่ควรจะบอกกับเด็กคนนี้

 

“ปลอดภัยแล้วนะ”

 

“...”

 

“ไม่ต้องกลัวแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น มันจะโอเค” มือใหญ่จับมือเรียวทั้งสองข้างมากุมไว้แนบอก หวังให้ไออุ่นเรียกสติที่หายไปของมาโคโตะกลับมา “ทุกอย่างจะโอเค...”

 

แต่ทว่า...

 

“อ๊ากกกกกก!!!

 

กลับเป็นเสียงกรีดร้องเจ็บปวดที่ดังขึ้นแทนคำตอบใด มือที่จับกันไว้ถูกสะบัดหลุด ร่างเล็กสติหลุดถอยกรูดไปชนผนังดังตึงแล้วเข่าทรุดหมดแรง ขยุ้มทึ้งกลุ่มเส้นผมสีดำของตนไม่หยุด

 

ดวงตาสีดำไร้แสงสว่างเบิกโพลงเหมือนภาพเมื่อไม่กี่นาทีก่อนยังหลอนติดตา ถูกฉายในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายน้ำน้อยๆเอ่อขึ้นมาที่ขอบตาแล้วหล่นร่วงทีละเม็ด “คุณพ่อ... คุณแม่... ทุกคน... คุณพ่อ...”

 

“ฮ... เฮ้” สกายเองที่ต้องสูญเสียและเจ็บปวดไม่แพ้กัน พยายามคุมตัวเองไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ เข้าไปดึงมือเล็กทั้งสองข้างออกมาให้หยุดทำร้ายตัวเอง กอบกุมมันเอาไว้อีกครั้ง “มาโคโตะ ตั้งสติไว้”

 

“อ๊ากกกกก!!!” แต่เสียงกรีดแทงยังถูกระบายออกมาไม่มีวี่แววจะแผ่วลง ปากสั่นๆคร่ำครวญถึงคนที่จากไปเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง “ไม่เหลือใครแล้ว... คุณพ่อ... คุณแม่... ไม่เหลือแล้ว”

 

“มาโคโตะ... มาโคโตะ... ตั้งสติ” สกายกลืนก้อนสะอื้นตัวเองลงคอพลางเรียกชื่ออีกคนซ้ำๆและบีบมือ ในใจเขาเองก็อึดอัดจนแทบบ้า เพราะตัวเขาก็ไม่เหลือใครแล้วเหมือนกันนั่นแหละ ไม่ได้ต่างกับคนตรงหน้าเลย

 

แต่ถ้าเขาร้องสติหลุดไปอีกคน ใครจะดูแลหมอนี่ล่ะ

 

“ไม่เหลือใครแล้ว... หมดแล้ว” อดีตเจ้าชายน้อยหลั่งน้ำตาแข่งกับสายฝนข้างนอก อยากให้ทุกอย่างเป็นแค่ความฝัน อยากตื่นขึ้นมาพบคุณพ่อคุณแม่อีกครั้ง

 

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดคือเรื่องจริง กลิ่นเลือด กลิ่นควันกระสุน ความเจ็บปวด ทั้งหมดคือของจริง

 

และเหมือนพอระลึกได้ว่าทุกสิ่งคือความจริง กำลังก็เริ่มอ่อนลง “คุณพ่อ... คุณแม่...” ดวงตาฉ่ำน้ำเริ่มจ้องสกายกลับอย่างมืดหม่น

 

“มาโคโตะ...” พอเห็นอีกคนเริ่มมีสติก็เข้าแตะตามเนื้อตัว ปัดเส้นผมสวยที่ปรกหน้าออกให้มองเห็นกันชัดๆ เพื่อจะได้ปลอบ...

 

“ฆ่าผม..” แต่ร่างเล็กกลับพูดคำต้องห้ามออกมาเสียก่อน

 

“...หา?”

 

“ฆ่าผมที!!! ผมมันไม่เหลือใครแล้ว!! ฆ่าผม!!!” และเริ่มแผดเสียงอีกครั้ง ป่ายมือเปะปะทำร้ายตัวเองบ้างสกายบ้างอย่างคนเสียสติ “นี่คือคำสั่ง!! ฆ่าซะ!!

 

“จะบ้าเหรอ!!” สกายเองก็ทนไม่ไหว ขึ้นเสียงขึ้นมาบ้าง สองแขนแข็งแรงคว้าคนตัวเล็กเข้ามากอดรัดแน่นจะได้ทำร้ายตัวเองไม่ได้อีก “ไม่เหลือใครอะไรกัน!! นายยังมีฉันไงเล่าเจ้าบ้า!!!

 

“ฮือ... สกาย... ปล่อย...” คนถูกกอดดิ้นขลุกขลักเพื่อให้หลุดออกซึ่งไม่เป็นผลแม้แต่น้อย กอดนี้มันรุนแรงเกินไปจนทำมาโคโตะรู้สึกเจ็บขึ้นมานิดๆเสียด้วยซ้ำ

 

“ไม่! ไม่ปล่อยไปไหนทั้งนั้น! ต้องมีชีวิต... นายต้องมีชีวิตอยู่ ฉันจะทำทุกอย่างให้ชีวิตนายกลับมาดีเอง!! ห้ามตายนะเฮ่ยมาโคโตะ!!

 

“สกาย...” มาโคโตะยังคงพยายามผละออกด้วยแรงที่น้อยลง

 

โดยไม่ได้รู้เลยว่า...

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่สกายไม่ยอมปล่อยมือออก

 

ก็เพราะไม่อยากให้เห็นน้ำตาแห่งความอัดอั้นของตัวเองที่มันเริ่มไหลออกมาเหมือนกันนั่นเอง

 

.

 

.

 

.

 

ไม่นานนักอดีตเจ้าชายหมาดๆอย่างมาโคโตะก็สิ้นฤทธิ์ ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของสกายทั้งอย่างนั้น

 

ท่ามกลางอนาคตที่ไม่รู้หัวรู้ก้อย อย่างน้อยคืนนี้ ณ โรงงานร้างนี้ ขอให้หมอนี่ได้นอนเอาแรงก่อนแล้วกัน

 

พรุ่งนี้ ทุกอย่างจะดีขึ้น... สกายคิดพลางวางศีรษะน้อยๆของน้องชายลงบนกระสอบพับหลายทบที่หาได้แถวๆนั้น

 

และขณะที่จะปล่อยมือออกมานั้นเอง มือเล็กๆก็เอื้อมมาแตะข้อมือเขาไว้ เหมือนรู้ว่าไออุ่นกำลังออกห่าง “อย่าไป...” พร้อมเสียงเครือๆที่ออกมาจากปากนั้น

 

“หืม? ......หึหึ” เขายิ้มให้กับปฏิกิริยาน่ารักน่าประหลาดใจดังกล่าว ก่อนค่อยๆล้มตัวลงนอนข้าง หันหน้าเข้าหามาโคโตะโดยที่ไม่ได้ดึงมือออกจากกัน

“อืม ไม่ไปหรอก...”

 

 

“...”

 

“จะอยู่เฝ้าเป็นหมาเลย”

 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

 

และนั่นเอง



คือปฐมบท


การกลายร่างจากคนเป็นหมาของสกายค่าาา //ปรบมือ (แปะๆๆๆ)


 

กลับมาที่บนเตียง ณ ห้องพักแห่งทรอยแมร์ สกายที่เพิ่งรำลึกอดีตเสร็จ เริ่มรู้สึกแย่ยังไงชอบกล ...ไม่น่าพูดเป็นลางเลยตอนนั้น ตอนนี้เลยโดนทำเหมือนหมาจริงๆซะได้ กระซิก

 

หาได้ยากที่เจ้านายจะมาอ้อนเขาในฐานะพี่ชายคนหนึ่งอย่างที่ควรจะเป็นดังเช่นตอนนี้ ...ที่มือจับมือกันไว้อยู่

“อย่าไป...” และละเมอเพ้อถึงเขา สงสัยคงฝันถึงวันนั้นและกลัวว่าเขาจะหนีไปไหนอีกสินะ

 

“ไม่ต้องกลัว” ตอบคนละเมอพลางใช้นิ้วปัดปอยผมที่บังหน้าน่ารักออกแผ่วเบา “ฉันไม่ไปไหนหรอก”

 

“อย่าไป...”

 

“เออ ไม่ไป”

 

“อย่าไปนะ...”

 

“บอกว่าไม่ไปก็ไม่ไปไง”

 

“อย่า...”

 

“โฮ่ย! ก็บอกว่า...”

 

“อย่าไปแต่งงานนะยัยทรอยแมร์! เธอบอกว่าจะไม่ทิ้งผมไม่ใช่รึไง! ยัยบ้า!” จู่ๆมาโคโตะก็ละเมอโพล่งขึ้นเสียงดัง

 

“อุ๊ก!!” แถมยังแกว่งขามาถีบเข้าที่กล่องดวงใจของคนข้างๆเต็มรัก

“เอื้ออออออออออ...” เจ็บ สกายน้อยเจ็บ

 

แถมที่เจ็บกว่านั้น

 

“โธ่เว้ย ไม่ได้ฝันถึงฉันนี่หว่า” งอนแล่ว

 

 

 

 

 

Writer’s talk

ทำไมเริ่มอัพห่างเรื่อยๆวะ 5555

ตอบ มัวแต่เล่นเกมไง

มีอ้างอิงถึงเหตุการณ์ในอดีตนิดหน่อย ซึ่งเราจินตนาการเอาเองค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าของจริงตอนหนีตาย สกายกับมาโคโตะหนีมาได้ยังไง

ช่วงแรกๆจัญรี้จัญไรพอเป็นสีสัน อย่าถือสาหาความเราเลย

ไปละ เจอกันตอนหน้า บัย


2 ความคิดเห็น