[SF/OS] NCT JAEMARK - MY J

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 12,236 Views

  • 327 Comments

  • 704 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    282

    Overall
    12,236

ตอนที่ 6 : [OS] X

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    23 ม.ค. 60

cr: https://www.pinterest.com/pin/137500594844626310/











          หรือความรักเราจะจบลงเพียงเท่านี้


 

          โทรศัพท์มือถือที่หงายบนเตียงส่องแสงสว่างวาบขึ้นมาเพียงซักพักแล้วดับลงพร้อมกับเสียงเพลงเรียกเข้า ร่างเล็กที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงส่งสายตาเลือนลอยไปทางเจ้าตัวที่แผดเสียงดังเมื่อครู่แล้วซุกหน้าลงบนตุ๊กตาหมีตัวใหญ่ที่ใช้มาหนุนแทนหมอน บนขนนุ่มสีน้ำตาลอ่อนชุ่มแชะไปด้วยน้ำสีใส หยดน้ำที่ไหลมาจากความเสียใจ ข่มดวงตาที่เริ่มบวมให้หลับลงไปหยุดความคิดที่วนไปมาในหัวอย่างไม่หยุด หยุดเสียงสะอื้นโดยการกดหน้าให้จมกับพุงกลมๆของตุ๊กตาหมี เพลงจากวิทยุบรรเลงไปเรื่อยๆ ความหมายในเนื้อเพลงตรงกับเขาอย่างน่าเจ็บใจ ราวกับมีใครใช้มือกดไปตรงที่อกอย่างช้าๆเเละมันก็จุกใช้ได้

 


          ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะต้องปล่อยมือที่เคยสัญญาว่าจะกุมกันไปจนกว่าจะหมดอายุขัย รู้สึกได้ว่าอวัยวะสำคัญบนอกซ้ายถูกขโมยหายไปพร้อมกับใครคนนั้น

 


          คนๆนั้นที่ขอให้กลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมเพียงเพื่อจะรักษาความสัมพันธ์เราทั้งคู่เอาไว้

 


          คนที่ทำเหมือนเรื่องราวที่ทำร่วมกันไม่เคยเกิดขึ้นจริง พูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดแต่ก็ไม่น่าอภัย ถึงอย่างนั้นก็ทำได้แค่เพียงตอบตกลงแล้วเดินออกมา กลั้นตัวระบายความเจ็บปวด ไม่ได้อยากเป็นคนที่เข้มแข็งแต่ก็ไม่อยากเผยด้านอ่อนแอให้เห็น

 


          บอกเขาไม่เป็นอะไร เราก็ต้องไม่เป็นอะไรจริงๆสิ

 


          เสียงโทรศัพท์ที่จอดับแล้วดังขึ้นอีกรอบ แสงสว่างเดียวภายในห้องพักสว่างวาบ เสียงเพลงทั้งจากวิทยุและจากโทรศัพท์ยังเสียงไม่ดังเท่าเสียงสะอื้นและความรู้สึกเสียใจที่ถ่ายเทออกมาไม่รู้จบ ภาพหน้าจอที่เป็นรูปคู่กันเป็นเครื่องตอกย้ำว่าที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่คิดข้างเดียวไปตลอด


 

          คิดว่าเราคงรักกัน

 


          รักกันมากพอที่อีกคนจะไม่ขอเว้นระยะแล้วหยิบยื่นสถานะน่าเจ็บใจมาให้

 


          ไม่อยากได้ ช่วยเอามันกลับไปที

 


 

          เวลาล่วงไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน ความหิวเรียกร้องและปลุกให้ขึ้นมาจากความฝันแล้วให้พบความเป็นจริงเสียที ใบหน้าเล็กที่ดูอ่อนวัยคงจะสภาพเเย่ ที่ร้องไห้มาราธอนแบบนี้ ลุกขึ้นไปจัดการตัวเองในห้องน้ำ ส่งน้ำล้างใบหน้า คราบความเสียใจจางลงไปเหลือเพียงดวงตาที่ปูดขึ้นอย่างน่ากลัว หัวเราะให้กับความน่าสมเพชของตัวเอง จนกระทั่งความหิวส่งเสียงเรียกให้ลงไปหาอาหารเข้าสู่กระเพราะอีกรอบ ถึงได้เดินออกจากห้องน้ำ เดินไปหยิบกระเป๋าเงิน และเดินออกจากห้องตามลำดับ

 


          เสียงประตูฝั่งตรงข้ามเปิดออกแทบจะพร้อมกัน เงยหน้าขึ้นสบตากับเจ้าของห้องตรงข้ามที่มองมาพอดีเหมือนกัน และรู้สึกตัวได้ว่าสภาพของตนตอนนี้คนเห็นคงจะตกใจน่าดู ถึงได้รีบล็อกประตูห้องแล้วเดินไปยังลิฟต์เพื่อจะลงไปชั้นล่าง โลกไม่เข้าข้างอีกแล้ว เมื่อคนๆนั้นก็ลงลิฟต์ตัวเดียวกัน เลือกที่จะมองกระดาษที่แจงรายละเอียดบางอย่างที่คงมีคนแอบเข้ามาติดแทนการมองไปประตูลิฟต์ที่เงาจนสะท้อนให้เห็นทั้งหน้าและตัว

 


          ติ๊ง

 


          สัญญาณที่ดีดังขึ้น รีบก้าวขาออกไปก่อนที่อีกคนจะหันมาเจอหน้า ร้านอาหารใกล้คอนโดเป็นตัวเลือกที่ดี ไม่ต้องพิถีพิถันการกินให้มาก แค่พอให้ท้องอิ่มก็พอ ช่วงเวลาดึกแต่คนกลับเยอะ ที่นั่งเพียงที่เดียวที่เหลือ ถือว่าเป็นโชคเล็กๆของวันนี้ ก้มหน้าสั่งเมนูที่กินประจำกับพนักงาน ใจจริงก็อยากจะซื้อขึ้นไปกินข้างบนห้องแต่คิดว่าถ้าไม่อยากฟุ้งซ่านอยู่บนห้องคนเดียวก็ควรลงมาเจอผู้คนจะดีกว่า ให้หัวได้โล่งๆผ่อนคลายบ้าง นั่งมองท้องถนนยามข้ามคืนที่ยังมีรถแล่น แต่ไม่เยอะเท่าช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เสียงเรียกจากพนักงานคนเดียวทำให้ต้องหันไปมอง แต่สายตาดันไปสะดุดเข้ากับคนข้างหลังพนักงานคนนั้น ━ คนที่อาศัยลิฟต์ตัวเดียวกันลงมา จับใจความได้ว่าโต๊ะเต็มทุกตัวแล้วอีกอย่างคุณลูกค้าอย่างเขาก็มานั่งกินคนเดียว แบ่งพื้นที่กินพื้นที่นั่งให้อีกคนคงไม่เป็นอะไร พยักหน้าเบาๆเป็นเชิงอนุญาต ก็ไม่คิดว่าจะใจร้ายกับใครให้เท่าที่ตัวเองโดนคนใจร้ายทำตอบกลับมาหรอกนะ

 



          แก้วน้ำที่บรรจุน้ำสีใสเลื่อนมาตรงหน้า มาร์คเงยหน้ามองคนใจดีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กล่าวขอบคุณอย่างสุภาพให้กับคนแปลกหน้า เพิ่งได้เห็นหน้าคนๆนี้ชัด ปกติก็มักจะเดินสวนกันสักที่ในคอนโด แต่ไม่เคยทักหรือทำความรู้จักกันถึงแม้จะอยู่ห้องตรงข้ามกัน คนตรงหน้าจัดได้หน้าตาหล่อ ผิวขาวจัดจนผู้หญิงคงอิจฉาแน่นอน รอยบุ๋มข้างแก้มขยับเมื่ออีกคนยิ้ม ให้กับหน้าจอโทรศัพท์

 



          อาหารที่สั่งมาพร้อมกัน ต่างคนต่างหยุดภารกิจที่ทำ ให้ความสนใจกับชามบะหมี่ร้อนๆที่ส่งกลิ่นหอมจนลืมเรื่องในใจไปพักนึง แต่ยังไม่ทันได้ตักเข้าปากคนตรงข้ามก็พูดขึ้นมาเสียก่อน

 


          "กินแบบนั้นไม่อร่อยหรอกนะ ต้องใส่นี่ไปด้วย" กากหมูถูกนำมาใส่บนเส้นสีเหลืองในชาม มาร์คเลิกคิ้วขึ้นสูงกับการกระทำที่เสียมรรยาทของอีกคน ตะเกียบและช้อนที่อยู่ในมือเขาย้ายไปอยู่ในมือใหญ่ของอีกคน เขาจัดการคลุกเคล้าเส้นและน้ำซุปให้กันโดยไม่ต้องขอ

 


          หงุดหงิด

 


          วันนี้มันว่าบ้าอะไรเนี่ย

 


          "นี่คุณ"

 


          "มันอร่อยจริงๆนะ อยากให้ลองกิน"

 


          "ผมทำเองได้ แล้วอีกอย่างเราก็ไม่รู้จักกัน คุณจะมาทำ…"

 


          "โกรธแล้ว หายเศร้าแล้วใช่มั้ย"

 


          มาร์คหยุดชะงักกับคำพูดคนตรงหน้า

 


          "ทำหน้าเศร้าแบบนี้ให้กับของกินแสนอร่อยแบบนี้ได้ยังไง เก็บมันไว้.. ไม่สิ โยนมันทิ้งไปเลยก็ได้"

 


             "…"

 


          "ผมไม่รู้ว่าคุณไปเจออะไรมาหรอกนะ แต่คนแบบคุณไม่ควรทำหน้าเศร้าแบบนี้ จริงๆก็ไม่ควรมีใครเศร้าเลย" ไหวไหล่รอบนึงแล้วถึงลงมือทานบะหมี่ของตัวเอง มาร์คจ้องมองอีกคนที่กินไปด้วยหน้าตาที่ดูยิ้มแย้มมีความสุข ถึงค่อยลงมือทานในส่วนของตัวเอง สักพักกระดูกหมูชิ้นใหญ่ก็ถูกคีบมาวางในชาม เงยหน้าขึ้นมองอีกคนอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ได้คำตอบมาว่าให้กินเยอะๆแล้วตบท้ายด้วยรอยยิ้มกว้าง

 


          มีความสุขอะไรขนาดนั้น

 


          มื้ออาหารเย็นที่มากินตอนดึกจบลง คนตรงหน้าที่กินเสร็จก่อนแล้วแต่ไม่ยอมลุกแต่พอเขาคิดเงินเจ้าตัวก็ลุกขึ้นไปชำระเงินตาม เรื่องราวแปลกๆของคนแปลกหน้าคงจบเพียงเท่านี้ แต่เปล่าเลยๆ คนๆนั้นยังเดินตามอยู่ มาร์คไม่ได้ขึ้นคอนโดแต่คิดว่าคงจะเดินตากลมเล่นแล้วเดินเลยไปยังซุปเปอร์ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน ภายในซุปเปอร์ขนาดเล็กอุ่นกว่าอากาศข้างนอกเสียอีก หยิบตะกร้าขึ้นมาเพราะคิดว่าคงต้องกวาดของสำเร็จรูปและขนมเผื่อเอาไว้หลายวัน จิ๊ปากออกมาอย่างไม่พอใจเมื่อยังรู้สึกได้ว่าคนๆนั้นยังเดินตามมาอยู่ เดินไปดูของตรงไหนก็ติดตามเป็นเงา สุดท้ายต้องหยุดเดินแล้วหันไปหาเรื่องคนน่ารำคาญคนนั้น

                          


          "ไม่มีอะไรทำหรือยังไง"

 


          "มีสิ ก็กำลังทำอยู่"  ไม่ว่าเปล่ายังเดินขยับเข้ามาใกล้ ไม่คิดเลยว่าจะมีน่ารำคาญแบบนี้ ปกติก็ไม่ใช่คนหงุดหงิด แต่ด้วยอารมณ์ที่ดูจะไม่คงที่แบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ มาร์คมองตามคนที่ตัวเองเพิ่งแสดงอาการฉุนเฉียวใส่เดินออกจากล๊อกที่มาร์คอยู่


 

          ไปซะได้ก็ดี

 


          ข้าวของเต็มสองมือหลังจากเลือกซื้อนานหลายนาที โดยที่ไม่มีใครตามมาเกาะแกะหรือสร้างความรำคาญใจ แต่มาร์คคงคิดว่าตัวเองคงจะรอดพ้น แต่เปล่าเลย  เมื่อผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ตรงเก้าอี้สำหรับนั่งพักหน้าซุปเปอร์ เมื่อเห็นว่ามาร์คออกมาแล้ว ร่างสูงก็ยืนแล้วเดินตาม ทั้งคู่อาศัยลิฟต์ตัวเดียวกันเพื่อขึ้นไปยังห้องพัก ต่างแยกย้ายโดยไม่พูดอะไร มาร์คเข้าไปในห้องแล้วจัดของที่เพิ่งซื้อมาเข้าตู้อย่างเรียบร้อย ในขณะที่ทำอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น คิดว่าคงเป็นห้องอื่นที่มีคนมาเคาะ แต่สักพักเสียงก็ดังขึ้นอีก มาร์คละมือจากอาหารสำเร็จรูปแล้วเดินตรงไปยังประตู เขย่งตัวเพื่อส่องตาแมวตรงประตูแต่เมื่อเห็นว่าเป็นใครก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมเปิดประตูให้ตามความต้องการของอีกคนอยู่ดี

 


          "มีอะไร"

 


          "เอานี่มาให้"

 


          "อะไร"

 


          "แผ่นเจลประคบเย็น"

 


          "…"

 


          "เอาไปประคบตาสิ"

 


          มาร์คมองคนตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ เมื่อเห็นยังคงยืนนิ่งคนหวังดีก็ยัดเจ้าวัตถุเย็นจัดใส่มือเขาจนต้องสะดุ้งเพราะได้รับความเย็นที่ไม่ทันตั้งตัว

 


          "ไม่ต้องเอามาคืนหรอก แล้วก็ ฝันดีนะ"

 


          ประตูห้องตรงข้ามปิดแล้วเหลือแต่มาร์คที่ยังยืนงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ อะไรกัน เป็นคนประเภทไหนเนี่ยถึงได้มายุ่งกับคนอื่นแบบนี้ ถึงอย่างนั้นวัตถุในมือก็ได้รับรอยยิ้มแรกของมาร์คในวันนี้ไป ถือว่าเป็นการขอบคุณแทนคนที่ให้มาแล้วกัน

 

 




 

          หลังจากอาบน้ำก็มานอนแผ่บนเตียง เอาแผ่นเจลที่ไปแช่ตู้เย็นอีกทีก่อนอาบน้ำมาประคบตา ตอนแรกก็ไม่คิดว่ามันน่าเกลียดหรอกแต่พอส่องกระจกอีกรอบก็ขอยอมรับว่าตกใจในสภาพตัวเองเหมือนกัน มือข้างนึงทำหน้าที่ถือแผ่นเจลเย็นประคบตา ส่วนมืออีกข้างก็หยิบโทรศัพท์ที่ไม่ได้แตะมาตั้งแต่เย็นขึ้นมาดู บนหน้าจอมีเบอร์คนเดิมที่โทรมาและเพื่อนหลายคนที่ทั้งโทรและส่งข้อความมา เลือกที่จะเมินมิสคอลร้อยกว่าสายแล้วตอบข้อความที่เพื่อนส่งมาแทน กลุ่มแชทที่คุยกันเกือบร้อยล้วนถามเกี่ยวกับเรื่องของเขา ใช้มือข้างที่ว่างพิมพ์ข้อความบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรให้เพื่อนที่คงเป็นห่วงเขามากให้ทราบ คุยกันอีกสักพักก็ขอตัวไปนอน กดปิดโทรศัพท์เพื่อไม่ให้รบกวนเวลานอน แหงนหน้ามองบนเพดาน มองแผ่นเรืองแสงทรงดวงดาวต่างๆที่ปีนขึ้นไปติดเมื่อปีที่แล้ว แล้วก็หวนนึกถึงประโยคหนึ่งของเพื่อนที่ส่งมาให้

 


          ยังไงเราก็ต้องเจอสิ่งที่พระเจ้าส่งมาให้ ของวิเศษที่ถูกกำหนดให้เราได้เป็นเจ้าของ ถึงยังไงมันก็ต้องเป็นของเรา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งของที่ทำให้เราเกิดความสุขหรือแม้กระทั่งเป็นคนที่ได้ถูกกำหนดให้มาดูแลเรา ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตารอ ถึงเวลาแล้วมันก็จะมาเอง ต้องเจอคนที่ดีกว่านี้อยู่เเล้วเเหละ

 


          เป็นคำปลอบใจที่ไม่ได้ปลอบใจโดยตรงแต่แค่ปล่อยให้มันผ่านๆไปดีกว่ามานั่งคิดเรื่องบ้าๆนั้นอีก

 


          ปัญหามันขึ้นอยู่ที่ว่าได้มอบหัวใจให้เขาไปแล้ว และมันต้องใช้เวลากว่าจะลืมไป

 


          หรือบางทีเราอาจจะไม่ยินยอมรับของวิเศษนั้นแล้วดันทุรังที่จะฝืนความเป็นไปได้แทน

 

 

 





          แก๊ก

 


          เสียงเปิดประตูจากห้องตรงข้ามทำให้มาร์คต้องหันไปมอง ผู้ชายตัวสูงเจ้าของห้องตรงข้ามที่ก่อนหน้านี้เคยเจอกันเพียงแค่ผ่านเรื่องพูดคุยทำความรู้จักกันไม่ต้องพูดถึง แต่อยู่ๆเมื่อวานก็เข้ามายุ่มย่ามกับชีวิตราวกับเป็นคนรู้จักแบบนี้

 


          "ตาหายบวมแล้วนี่"

 


          ยกมือขึ้นจับตาตัวเองโดยอัตโนมัติ แล้วลดมือลง เขาก็ว่ามันก็หายจริงๆนั้นแหละ อาการดีขึ้นกว่าเมื่อวาน แต่ความจริงเมื่อวานไม่ใช่วันแรก มันหลายวันแล้วด้วยซ้ำแต่เมื่อวานแค่หนักจนทำให้ช้ำมากแบบนั้น

 


          "ขอบคุณนะ"

 


         "อื้ม แล้วจะไปเรียนเลยหรือเปล่า

 


          "ใช่"

 


          "งั้นไปด้วยกันมั้ย"

 


          "ไม่เป็นไรเดี๋ยวผมไปเอง"

 


          "นั่งรถโดยสารไปกัน แปปเดียวก็ถึงมหาลัยแล้วล่ะ"



          มองคนตรงข้ามที่มัดมือชกเออออไปเองอย่างอึ้งๆแต่ถึงอย่างนั้นก็ยอมเดินตามอีกคนไป

 


          รถโดยสารในตอนเช้าอัดแน่นไปด้วยผู้คน ขอบคุณมหาลัยตั้งอยู่ใกล้จากคอนโดที่เขาอยู่ พื้นที่บนรถน้อยมากจนยืนเกยคนที่จับราวอยู่ข้างๆแล้ว ท้องถนนเป็นใจบ้างอยู่นิดหน่อยที่ไม่ติดแงะอยู่กับที่แต่เพราะการที่ขับรถเร่งความเร็วแบบนี้ทำให้นึกโมโหจนอยากเดินไปเตะเก้าอี้คนขับ ไม่รู้ว่าเพราะความเร็วของรถหรือการทรงตัวของตัวเองที่น้อยเกินไป ทั้งตัวถึงได้เซไปชนคนด้านข้าง และคนที่รับกรรมก็ดันโอบเอวรัดไม่ให้ล้มลงไปด้วยกันทั้งคู่ มาร์คหลับตาที่คิดว่าในตอนแรกคงจะล้มไปกองกับพื้นรถเหมือนผู้โดยสารคนอื่น ไม่นานก็ถึงมหาลัย มาร์คไม่ได้สนใจว่าคนๆนี้จะเรียนคณะไหนหรือปีอะไร คิดแค่วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่เราจะมีบทสนทนาแบบนี้ด้วยกัน

 



           "เดี๋ยวก่อนสิ"  ยังไม่ทันจะเดินไปทางตึกคณะของตัวเองก็โดนดึงเข้าที่แขนก่อน "ยังไม่ถามเลย ว่าชื่ออะไรจะได้เรียกถูก"

 


          "ไม่ต้องรู้จักกันขนาดนั้นก็ได้มั้ง"

 


          "ชื่อแจฮยอนนะ ปี3"

 


          หืม  เป็นพี่เขาอีกหรอเนี่ย

 


          "ไม่บอกก็ไม่ปล่อยนะ"

 


          เฮ้อ ให้ตายเถอะ

 


          "มาร์ค อยู่ปี2"

 


          แจฮยอนยกยิ้มขึ้นอย่างอารมณ์ดีที่อีกคนยอมบอกชื่อ แล้วก็ยอมปล่อยแขนของอีกคนตามที่บอกไว้

 


          "เลิกเรียนแล้วเดี๋ยวไปรับนะ"

 


          "จะบ้าหรือไง ไม่ต้อง"

 


          "ตกลงตามนั้นนะ แล้วเจอกัน"

 


          ยังไม่ทันจะอ้าปากเถียงคนอายุมากกว่า(ที่ได้รับข้อมูลมาเมื่อกี้)อีกคนก็รีบวิ่งขึ้นตึกไปโดยที่ทำหูทวนลมกับสิ่งที่เขาพูดไป มาร์คได้แต่นึกไม่เข้าใจคนนี้จริงๆ

 

 

 

 

          เวลาเลิกเรียนตรงตามเวลาในตารางเรียน กวาดของลงกระเป๋าให้หมดเพื่อจะได้เวลากลับไปทบทวนบทเรียนสำหรับวันนี้ที่ห้อง อยากจะล้มตัวลงเตียงจะแย่ ปฏิเสธพวกกลุ่มเพื่อนที่นัดจะไปหาอะไรกินที่ห้างสรรพสินค้ากันถึงต้องเดินแยกเส้นทางออกมาเพื่อนที่จะกลับคอนโด และไม่รู้ว่าคิดผิดหรือเปล่าที่แยกกับเพื่อนถึงต้องมาเจอคนๆนี้ หมุนตัวเพื่อจะไปออกอีกทางนึงแต่ก็ไม่ทันเมื่อคนนั้นหันมาเจอเข้า แขนข้างนึงทุกรั้งเอาไว้เป็นครั้งที่สองของวัน มาร์คหันไปมองคนตรงหน้า ตั้งใจที่จะใจแข็งแล้วเมินคนๆนี้ไปซะแต่เมื่อมาเจอหน้าหัวใจก็อ่อนยวบ อยากจะสวมกอดแต่สถานะที่เพิ่งถูกประทับกลางหน้าผากก็ย้ำเตือนใจเอาไว้

 


          "ทำไมหลบหน้าพี่ล่ะ โทรศัพท์ก็ไม่รับ ไหนบอกว่าเราจะเป็นเหมือนเดิมยังไง"

 


          "เหมือนเดิมของพี่คือแบบไหนล่ะ"

 


          "ก็แบบ..."

 


          "ถ้าเป็นสถานะพี่น้องผมไม่ยอมรับหรอกนะ เพราะถ้าเหมือนเดิมของผม ผมจะเริ่มนับตั้งแต่ตอนที่เราไม่รู้จักกัน"

 


          "มาร์ค"

 


          "มีอะไรอีกมั้ย ผมมีนัด"

 


          "ฟังพี่ก่อนสิ เรายังคุยกันได้ไม่ได้หรอ"

 


          "พี่ยอมเป็นเพื่อนกับคนที่ตัวเองเคยเรียกว่าแฟนหรือไง พี่ยอมรับมาเถอะว่าพี่อยากเก็บผมเอาไว้แล้วก็มีคนๆนั้นด้วย"

 


          "เคยรักกันจริงๆหรือเปล่าวะ" สะบัดแขนที่ถูกเกาะกุมออกแล้วเดินลงบันไดเล็กๆตรงทางลงคณะ เข้าไปคว้ามือของคนที่ตัวเองบ่นนึกรำคาญมาทั้งวันแต่ดูเหมือนจะมาได้ทันเวลาและเกิดประโยชน์ได้ดีเลยทีเดียว ลากคนที่ดันมาเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ออกไปด้วยกัน ถ้าอยู่ตรงนี้ถ้าเขาไม่ใจอ่อนกับคำแก้ตัวหรือคำขอโทษของอีกคนก็คงต้องมีคนเจ็บตัวเป็นแน่

 

 

          แจฮยอนมองใบหน้าด้านข้างของคนที่เดินขนาบข้างกับเขา ดวงตาที่สั่นไหวอยู่ตลอดเวลาจนนึกเป็นห่วง ในตอนแรกเขาคิดว่าเด็กคนนี้คงไม่รอตามที่เขาบอกแล้วก็คงกลับคอนโดไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นแจฮยอนก็เดินจากประตูมหาลัยแล้ววกกลับมาหาอีกคนที่คณะเหมือนเดิม และดีที่ตัวเองก็มาเจอคนที่ตั้งใจมารอ สบตากันแปปเดียวแล้วก็ถูกลากออกมาแบบนี้ ไม่มีคำอธิบายใดๆทั้งนั้นและเขาก็ไม่อยากจะรู้เท่าไหร่หรอก

 


          "หิวหรือเปล่า"

 


          "ไม่อ่ะ"

 


          "มันเย็นแล้วนะ"

 


          "ก็ผมบอกว่าไม่หิว"

 


          "ไม่อยากกินข้าวก็ไม่เป็นไร ไปกินขนมหวานก็ได้นะเผื่อจะใจเย็นลง"   มาร์คหันมามองคนด้านข้าง จากสายตาที่เหวี่ยงติดหงุดหงิดก็อ่อนลงเมื่อได้รับสายตาอบอุ่นที่มองมา เห็นตัวเองในเงาของตาที่ที่จ้องมองอยู่

 


          "แล้วแต่คุณแล้วกัน"

 


          ยอมไปกับคนแปลกหน้าอีกแล้ว ใจง่ายขนาดนี้เลยหรอมาร์ค

 

 

 

 

          หลังจากที่กินขนมหวานก็รู้สึกว่าหัวเย็นลงเยอะ แต่คนด้านข้างตอนนี้ก็ไม่ยอมพาเขากลับสักที พาเดินเล่นในย่านนี้ที่จัดเทศกาลอะไรบางอย่างแทน มาร์คเลือกที่จะเกาะกระเป๋าเป้แทนการจับมืออีกคน คนมันแน่น และแน่นอนว่ามาร์คกลัวหลงถึงยอมทำเเบบนั้น เราเดินเพื่อดูของใช้เล็กๆน้อยๆ แจฮยอนของแวะร้านเครื่องประดับ เจ้าตัวหยิบเครื่องประดับชิ้นเล็กแล้วขึ้นมาถาม มาร์คก็พยักหน้าส่งๆไปเพื่อให้อีกคนเลือกแล้วจ่ายเงินสักที ไม่นานก็ได้มา ไม่ได้สนใจว่าอีกคนเลือกอะไรบ้างเพราะมัวแต่สนใจเสียงร้องเพลงที่ดังแว่วมา เดาได้ไม่ยากว่าคงมีคนมาเปิดหมวกแถวนี้ แจฮยอนพาคนตัวเล็กไปดู มีกลุ่มคนที่ยืนล้อมเอาไว้แล้ว ตรงกลางเป็นผู้ชายที่ดูเหมือนจะเป็นต่างชาตินั่งร้องเพลงแล้วก็ดีดกีต้าร์ไปด้วย ตรงด้านหน้าก็มีหมวกสีดำหงายเพื่อให้คนใส่เงินไปได้ มาร์คหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดอัดวิดีโอ แต่เมื่อจะหันไปหาคนด้านข้างว่ายังอยู่ข้างๆกันหรือเปล่า แจฮยอนก็ไม่อยู่แล้ว แต่เมื่อหันหลับไปมองนักร้องที่มาเปิดหมวกก็เห็นคนที่ตัวเองมาด้วยไปคุยอะไรสักอย่างกับนักร้องคนนั้น ผู้ชายคนนั้นก็ใจดีแล้วก็ให้แจฮยอนทำตามที่เสนอ 

 


          มาร์คขยับตัวเพื่อไปยืนข้างหน้าจะได้ถ่ายคนประหลาดคนนี้ที่มักจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นอยู่เรื่อย คนรอบข้างเริ่มยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายมากขึ้นเมื่อคนๆนั้นร้องเพลง ยอมรับเลยว่าร้องเพราะ น้ำเสียงทุ้มที่แค่พูดก็นุ่มนวลเเล้วยิ่งมาร้องเพลงแบบนี้ยิ่งมีเสน่ห์มากกว่าเดิมเสียอีก

 

 

 

          "ได้ถ่ายที่พี่ร้องเพลงไว้หรือเปล่า"  สรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้มาร์คเลิกคิ้วอย่างสงสัยแต่ก็พยักหน้า  "ดีเลย งั้นส่งมาให้หน่อยได้มั้ย"


 


          "ส่งทางไหนล่ะ"

 


          "งั้นส่งผ่านทางนี้ได้มั้ย"  หันหน้าจอโทรศัพท์แล้วชี้ไปยังแอปพลิเคชั่นไอคอนสีเขียว

 


          "เนียนหรือไง"

 


          "อะไร"

 


          "ถ้าผมส่งให้ พี่ก็จะได้ช่องทางติดต่อผม"

 


         "เฮ้ยยยย เปล่าเลยๆ แค่อยากได้วิดีโอเฉยๆ"

 


          "…"

 


          "สาบานเลย ถ้าโกหกขอให้หน้าตาหล่อกว่าเดิม"


 

          "นอนน้อยหรือไงถึงได้พูดจาเพ้อเจ้อแบบนั้น"

 


          "แล้วจะส่งให้มั้ยล่ะ"

 


          "เฮ้อ ก็เอามาสิ"

 

 

 

 

 

 

          ไม่รู้ว่าพวกมนุษย์สัมพันธ์ต่ำที่ยึดติดแต่คนเดิมๆทำไมถึงได้มาสนิทกับคนที่อยู่ห้องตรงข้ามแบบนี้ ทุกวันอีกคนจะมายืนรอตรงหน้าประตูห้อง แล้วก็จะไปมหาลัยด้วยกัน ยานพาหนะประจำของเราก็ไม่พ้นรถโดยสารหรือบางครั้งก็รถไฟฟ้า แต่เวลาเลิกเรียนก็ขึ้นอยู่ว่าใครมีธุระ แต่หลังๆก็ไม่ได้กลับด้วยกันบ่อยเพราะมาร์คก็ใช้เวลาอยู่ห้องสมุดกับเพื่อน ส่วนแจฮยอนก็ทำโปรเจ็กค์ของตัวเอง แต่ไม่รู้นึกยังไงถึงได้ส่งข้อความมาหาตอนเช้าที่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอกันว่าอยากเจอให้มาหาที่คณะหน่อย เพราะตนออกไปหาไม่ได้จนกว่าจะทำงานเสร็จ แน่นอนว่ามาร์คปฏิเสธไปก่อนแต่คนใจอ่อนแบบเขาก็แพ้ลูกอ่อนของคนมีชั้นเชิงอย่างแจฮยอนทุกที

 


          มาร์คไม่รู้ว่าทำไมว่าความรู้สึกเศร้าเสียใจถึงได้จางหายไปอย่างช้าๆ คงเป็นเพราะระยะเวลาที่เดินไปไม่หยุด คนรอบข้างไม่มีใครพูดถึงคนๆนั้น แล้วก็มีใครคนนึงที่เข้ามาเติมเต็ม ไม่รู้ว่าสถานะระหว่างเขากับแจฮยอนคืออะไร เราสบายใจที่คุยกันแบบนี้ บางทีไม่มีการกำหนดสถานะก็คงเป็นเรื่องดี หรือเปล่านะ

 


          ม้าหินอ่อนหน้าคณะเป็นที่นั่งรอของมาร์ค เสียงเรียกกับแรงสะกิดเบาๆที่ไหล่ทำให้ต้องหันไป ก็พบกับคนที่ตัวเองมานั่งรอ ลุกขึ้นเต็มตัวเมื่ออีกคนมาแล้ว แจฮยอนจับมือขนาดเล็กของมาร์คแล้วจะลากเข้าไปในคณะด้วยกัน แต่คนตัวเล็กก็ฝืนตัวเอาไว้

 


          "อะไร ก็มาหาแล้วนี่ไง ก็เจอหน้าแล้ว"

 


          "พี่เจอแล้ว แต่เพื่อนพี่ยังไม่เคยเจอเรานี่"

 


          "ทำไมต้องให้ผมเจอหน้าเพื่อนพี่ด้วย"

 


          "อยากให้เจอไม่ได้หรือไง"

 


          "มีเหตุผลที่ดีกว่านี้มั้ย"

 


          "ไม่มี ไปเร็ว"

 


          สุดท้ายก็ต้องยอมตามใจผู้ใหญ่ที่ทำตัวเหมือนเด็กเล็กๆ ไม่รู้ว่าอีกคนลากมาที่ไหนแต่เป็นห้องขนาดใหญ่ที่มีคนหลายคนอยู่ในห้องนั้นเหมือนกัน และเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดออกทุกคนก็หันมามองเป็นตาเดียว รู้สึกแปลกจนต้องก้มหน้ามองพื้นแทน

 


          "อ่อ ที่บอกว่าจะไปหากำลังใจ คือนี่หรอ" ผู้ชายตัวสูงเจ้าของผมสีส้มถามขึ้น แล้วก็หยิบกระดาษมวนนึงฟาดเข้าที่หัวคนที่ยังจับข้อมือของมาร์คอยู่

 


          "อยากให้หัวแล่นมั้ยอ่ะ ไปตามแฟนมานั่งด้วยดิ แล้วก็อย่าอิจฉากูได้มั้ยอ่ะ ขอร้อง"

 


          "ใครอิจฉา ไม่มี้"

 


          "จะทำมั้ยเนี่ย เถียงกันอยู่นั่นแหละ เหลืออีกนิดเดียวจะได้กลับบ้านนอน ง่วง"  คนต่อมาเป็นผู้ชายที่หน้าตาดีไม่ต่างจากคนเเรกที่เอ่ยขึ้นมาอย่างหงุดหงิด

 


          "เดี๋ยวนั่งรอตรงนี้ก่อนนะ ขอเวลาทำงานแปปนึง ตอนนี้หัวแล่นยิ่งกว่ากินอาหารบำรุงสมองอีกอ่ะ" 

 


          มาร์คหลุดหัวเราะแล้วก็ยอมนั่งตามที่คนตัวโตกว่าบอก ตรงที่มาร์คนั่งเป็นที่นั่งตรงข้ามแจฮยอน เเจฮยอนพิมพ์งานสลับกับมองเขาอยู่หลายครั้ง จนต้องดุคนเป็นพี่ให้ทำงานให้เสร็จเสียที 

 


          "นี่มึงพาน้องเขามาทรมานป่ะวะ กูสงสารน้องเขา"  พี่ผมสีส้มๆที่ชื่อโดยองถามขึ้นแล้วยื่นขวดน้ำหวานมาให้เขา เอาความจริงก็รู้สึกง่วงเพราะเรียนทั้งวันคงจะเพลียแล้วแทนที่จะได้กลับไปนอนพักก็ต้องมานั่งเฝ้าแจฮยอนทำงานแบบนี้อีก ต้องเจอทั้งสายตาอบอุ่นที่อีกคนมองมากับสายตาและคำพูดล้อเลียนขำๆของเพื่อนแจฮยอนก็ทำมาร์คเขินไปหลายรอบ

 


          เขินหรอ



          แบบนั้นหรอ



          คงงั้นมั้ง

 


          "เสร็จแล้วๆ" เลื่อนจอขยับไปให้เพื่อนที่นั่งล้อมอยู่ให้ดู ตกลงกันเองว่าใครจะรับผิดชอบส่วนไหน งานต่อจากนี้เป็นเพื่อนๆของแจฮยอนทำ เมื่อหมดหน้าที่ส่วนของตัวเองก็จับมาร์คให้ลุกขึ้นแล้วก็ลากแขนออกไปด้วยกัน

 





          ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว แจฮยอนบอกว่าจะพาไปหาอะไรกินแถวๆย่านใกล้ๆซับเวย์ ร้านอาหารเรียงรายเต็มไปหมด ยิ่งเป็นช่วงเย็นแบบนี้ก็มีคนมากมายที่ออกมาหาอะไรทานกัน ร้านหม้อไฟเป็นตัวเลือกที่ดีในท่ามกลางร้านอาหารที่เหลือเพราะเราเห็นตรงกันว่าน่ากินที่สุด อย่างว่ายิ่งตอนเย็นคนก็ต้องเยอะเป็นพิเศษดังนั้นเลยต้องต่อคิวรอที่นั่งว่าง ด้วยความที่เป็นคนไม่ได้ใจร้อนมากทั้งคู่ถึงได้ยืนคุยเล่นระหว่างรอรันคิวเเทนที่จะไปหาร้านที่คนน้อยหว่านี้ ประโยคบทสนทนาตลกๆที่แจฮยอนพูดถึงเพื่อนจบลงเพราะเสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงของมาร์คดังขัดขึ้น เมื่อเห็นเบอร์โทรศัพท์ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างรำคาญใจ และไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงยื่นไปให้อีกคนที่หันไปทางอื่นเพื่อจะให้เขาคุยโทรศัพท์กับปลายสายได้

 


          "รับให้หน่อย"

 


          แรงสะกิดที่ใช้โทรศัพท์ดันเข้าที่แขนของอีกคนทำให้แจฮยอนหันกลับมาสนใจ เลิกคิ้วสูงกับประโยคของมาร์ค เขาพอเดาได้อยู่ว่าใครเป็นคนโทรมาแต่เขาเป็นคนนอกจะให้รับโทรศัพท์แบบนี้มันไม่ดูน่าเกลียดหรือยังไง



          "จะดีหรอ"

 


          "แค่กดรับไป แล้วอยากพูดอะไรก็พูดเถอะ"

 


          สุดท้ายก็ยอมรับโทรศัพท์มากดรับ เสียงของปลายสายตอบกลับมาอย่างดีใจจนแจฮยอนต้องหันกลับไปหามาร์คอีกรอบ คนตัวเล็กพยักหน้าเป็นเชิงให้เขาอยากทำอะไรก็ทำตามนั้น

 


          "ฮัลโหล"

 


          (มาร์ค?)

 


          "มาร์คไม่สะดวกรับโทรศัพท์ครับ"

 


          (ให้มาร์คมารับหน่อยได้มั้ย ผมมีเรื่องคุยกับเขา)

 


          "เขาคงไม่อยากคุยกับคุณตอนนี้หรอกครับ"

 


          (แล้วคุณเป็นใครถึงมาพูดแบบนี้กับผม)



          "มารับโทรศัพท์ให้แบบนี้คงเดาได้นะครับ ว่าเป็นอะไรกัน"

 


            (…)

 


          "ไม่มีอะไรแล้วผมขอวางนะ" แจฮยอนยื่นโทรศัพท์ให้กับเจ้าของเดิม มาร์คยกยิ้มแล้วก็หลุดขำเมื่อเห็นแจฮยอนทำหน้าประหลาดๆออกมา

 


          "โอเคแน่นะ"

 


          "โอเคหมดแหละ ขอให้เขาเลิกมายุ่งกับผมก็พอ"

 

 

 

 

 


          การกินหม้อไฟครั้งนี้มาร์คแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะอีกคนบริการเขาดียิ่งกว่าอะไร ค่อยตักใส่จานของเขาตลอด แทบยังบอกให้เขากินเยอะๆเพราะตัวเริ่มกลับมาผอมอีกแล้ว ก็ช่วงนี้ใกล้สอบ แถมยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยสบายเท่าไหร่อีกด้วย ก็เลยดูซูบผอมอีก แต่การที่มีคนคอยดูแลแบบนี้ได้กลับมาอ้วนอีกรอบแน่นอน

 


          "มาร์ค"

 


          "อื้อ"

 


          "อถามอะไรหน่อยสิ"

 


          "ถามมาเลย แต่ถ้าถามยากไม่ตอบนะ"  คำพูดติดตลกทำให้หัวกลมๆโดนผลักจนหัวโยกไปด้านข้างเบาๆ

 


          "คือ เอ่อ ไม่รู้ว่าจะถามยังไง... ไม่ถามแล้วกัน"

 


          "เอ้า ได้ไง พูดมาแบบนี้แล้ว" เอื้อมมือไปเขย่าแขนของคนที่นั่งตรงข้าม ท่าทางของแจฮยอนดูลังเลและไม่มั่นใจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูตลกแต่ก็น่ารักดี

 


          "เฮ้อ ก็ได้"

  


            "…"

 


          "ตอนนี้ เราเป็นอะไรกันหรอ"

 


          มาร์คที่คีบแฮมเข้าปากชะงักมือแล้ววางเจ้าเนื้อหมูสีชมพูลงจานตามเดิม จับจ้องไปยังคนตรงหน้าที่ดูประหม่ายังเห็นได้ชัด คนๆที่เข้ามาทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าคนนึงที่ทำหน้าเศร้าในวันนั้นมาร์คเห็นดวงตาที่สั่นไหวของเเจฮยอน  ที่รอลุ้นคำตอบของเขา ไม่ใช่เเค่เเจฮยอนที่กังวล เขาก็ด้วยเหมือนกัน

 


          "ผมก็อยากให้คำตอบที่พี่ต้องการอยู่หรอกนะ"

 


          "แต่พี่รู้ใช่มั้ยว่าผมเพิ่งเจออะไร"

 


          "ผมไม่ได้อยากให้พี่รอผมหรอกนะ  ผมก็ไม่อยากทำร้ายจิตใจใครด้วย เเจฮยอน ยังมีคนที่ดีกว่าผมตั้งเยอะนะ"

 


          "คนดีๆมีเยอะ แต่คนแบบเรามีแค่คนเดียวนี่มาร์ค"

 

 

 

 


          เราไม่ได้คุยกันเลยตั้งแต่ตอนนั้น มาร์คไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรให้อีกคนไม่พอใจหรือเปล่า จากที่ไปไหนด้วยกันบ่อยๆก็กลายว่าก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตคนเดียวอีกครั้ง

 


          ไม่ชิน

 


          ในใจก็อยากทักไปถามให้รู้สาเหตุที่แจฮยอนห่างไปแบบนี้ แต่ยิ่งเหมือนรั้งอีกคนให้อยู่ทั้งที่ตัวเองไม่มั่นใจอยู่หรือเปล่า เขาไม่อยากให้แจฮยอนเสียใจ และมีสิ่งนึงที่เขารู้ตั้งแต่แจฮยอนหายไป

 


          คือ คิดถึงคนๆนั้นมากขนาดไหน

 

 

          "พี่คนนั้นไม่มารับหรอวันนี้" เพื่อนคนนึงถามเขาขึ้นแล้วก็ได้รับแรงฟาดจากฝาแฝดของตัวเองแรงๆเพื่อให้หยุดถามเอาคำตอบจากเขา

 


          "คงไม่มาแล้วแหละแจมิน"

 


          ไม่มาจริงๆด้วย

 


          เรื่องตลกคือคนที่บอกให้คนๆนั้นไปหาคนดีๆกลับมานั่งรอหน้าคณะตัวเองทุกวัน เผื่อว่าคนที่มีหน้าที่มารับจะมาหาเขา รอจนไฟบนตึกปิด คนเริ่มทยอยกลับ ทุกวัน เป็นแบบนี้ทุกวัน เคยไปหาที่คณะแต่ก็ไม่รู้เส้นทางที่จะไปหา เขาเป็นเด็กคณะอื่น ไม่กล้าที่จะขึ้นตึกไปยุ่มย่ามแบบนั้นถึงได้คอยอยู่ตรงคณะ หน้าประตูห้องพัก ร้านอาหาร ซุปเปอร์  หรือหลายๆสถานที่ที่เคยไปด้วยกัน ข้อความที่ส่งไปไม่ตอบและไม่คิดจะกดอ่าน โทรศัพท์มือถือก็ไม่รับ เขาคิดว่าอีกคนคงจะถอยห่างจากเขาไปแล้ว

 


          อยากให้ไปเจอคนดีๆก็จริง

 


          แต่ไม่คิดจะรอกันหน่อยหรือไง

 


          มาร์ครู้สึกว่าเขามีความย้อนแย้งในตัวเองเกินไป

 


          "มาร์คไปซื้อน้ำกันดีมั้ย"  อยู่ๆเจโน่แฝดคนพี่ของแจมินก็เรียก แถมยังจับแขนเขาดึงขึ้น ราวกับจะให้หนีอะไรบางอย่าง แต่มาร์คดันหันไปมองทางด้านหลัง จากที่จะก้าวตามเจโน่ไปก็โดนดึงเข้าที่แขนอีกข้างของตัวเอง

 


          "เราคุยกันก่อนได้มั้ย วันนี้พี่ตั้งใจจะมาเคลียร์ทุกปัญหาที่เรายังไม่เข้าใจ"

 


          ความรู้สึกที่เคยโกรธคนนี้จนอยากตั้นหน้าเข้าสักพักหายไปแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อยากเจออยู่ดี ความรู้สึกที่เคยรักแล้วผิดหวังกลับมาจางหายไปตามกาลเวลา เกือบ 3 เดือน ที่คอยหนีคนๆนี้แล้วมีอีกคนเข้ามาดูแลแทน

 


          แจฮยอนคือของวิเศษที่มาร์คได้รับ

 


          และมาร์คก็กำลังปล่อยให้หลุดมือไป

 


          "ไม่เป็นไรเจโน่  มีอะไรพี่ก็พูดมาเลย"

 


          "เราไปคุยกันตรงนั้นดีกว่านะ"

 

 

 

          สวนด้านหลังตึกคณะของมาร์คเป็นสถานที่ที่ถูกพามาปรับความเข้าใจกัน คนตรงหน้าเขาดูดีใจที่มาร์คยอมมาคุยด้วยกันดีๆหลังจากที่หลบหรือด่าเขาทุกครั้งที่เจอกัน ใบหน้าเรียบเฉยไม่มีความโกรธหรือโมโหอะไรทำให้เขากล้าที่จะพูดกับคนน้อง

 


          "พี่เลิกกับคนนั้นแล้วนะ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมนะมาร์ค"

 


             "…"

 


          "พี่เพี่งรู้ว่าพี่รักมาร์คที่สุด ไม่มีใครมาแทนที่ของมาร์คได้"

 


             "…"

 


          "พี่สัญญาว่าพี่จะไม่ไปมีคนอื่นอีกแน่นอน พี่จะอยู่ดูแลมาร์คไปแบบนี้ จนกว่ามาร์คไม่ต้องการพี่"

 


           "…"

 


          "มาร์ค"

 


          "พี่ไปมีคนอื่นได้เลย เพราะตอนนี้ผมไม่ต้องการพี่แล้ว"

 


             "…"

 


          "ที่ผมยอมให้พี่คุยกับผมก็เพราะผมต้องการจะบอกประโยคนี้แหละ"



          "ไม่ต้องกลัวว่าผมจะโกรธเรื่องที่ผ่านมาหรอก ผมไม่ได้สนใจแล้ว"

 


          "มาร์ค  มีคนอื่นแล้วหรอ คนที่รับโทรศัพท์เเทนเราวันนั้นใช่มั้ย"

 


          "พี่อย่าพูดเลยว่าผมมีคนอื่น พี่นั่นแหละเป็นคนอื่นสำหรับผม ผมขอบคุณทุกอย่างที่เราร่วมทำกันมา แต่ผมคงเชื่อใจพี่ไม่ได้อีก เลิกกันด้วยดีเถอะ"

 


              "…"

 


              "…"

 


          "แบบนั้นก็ได้มาร์ค แต่ถ้าเราอยากกลับมาก็ได้ทุกเมื่อเลยนะ"

 


          "ไม่ต้องรอหรอก ผมไม่ได้สำคัญต่อชีวิตพี่ขนาดนั้น ยังไงพี่ก็จะต้องเจอคนที่เกิดมาเพื่อพี่อยู่แล้ว คราวนี้อย่าปล่อยเขาไปอีกล่ะ"

 

 




 

          ดีแต่สอนคนอื่น ตอนนี้ยังเอาตัวไม่รอดเลย

 

          

          ไม่รู้ว่าเป็นการถอนหายใจครั้งที่เท่าไหร่ มือที่ยกจะเคาะประตูหน้าห้อง ยกขึ้นยกลงตามความไม่มั่นใจ เดินกัดปากเดินวนไปวนมาเหมือนทุกครั้งที่รู้สึกประหม่า ในหัวจินตนาการต่างๆนานาว่าถ้าเเจฮยอนเจอเขาจะเป็นยังไง แต่ถ้าไม่คุยก็ไม่รู้ว่าเราจะได้ปรับความเข้าใจกันเมื่อไหร่

 


          เอาวะ เป็นไงเป็นกัน

 


          "มาหาพี่หรอ"

 


          คนที่จะยกมือขึ้นเคาะประตูสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากดันหลัง ท่าทางประหลาดๆของมาร์คทำแจฮยอนหลุดหัวเราะ แล้วเลิกคิ้วขึ้นเชิงถามอีกคนว่ามีอะไรที่มาหาเขา ถ้าเขามาช้ากว่านี้อีกคนต้องเคาะประตูจนมือช้ำแน่

 


          "ก็ เอ่อ มีเรื่องจะคุยด้วย"

 


          "ใช่เรื่องที่พี่อยากฟังหรือเปล่า"

 


          "ไม่รู้…"

 


          "งั้นไม่ฟังแล้วกัน"  แกล้งอีกคนแล้วไขประตูเพื่อที่จะเข้าไปในห้องแต่ก็โดนรั้งข้อศอกเอาไว้ มาร์คยู่ปากอย่างไม่พอใจ คนอุตส่าห์พยายามรวบรวมความกล้ามานะ ไม่คิดจะฟังกันหน่อยหรอ

 


          "ถึงพี่จะไม่อยากฟังผมก็จะพูด"

 


            "…"

 


          "ผมตัดสินใจได้แล้ว"

 


            "…"

 


          "ผมจะคบกับพี่"

 


          "อะไรนะ"

 


          "ผมโคตรๆคิดถึงพี่เลย ตอนแรกผมคิดว่าถ้าไม่มีพี่ผมต้องอยู่ได้แน่นอน แต่ไม่ได้ว่ะ ผมคอยแต่มองหาพี่ แล้วก็ไปรอพี่ทุกๆที่เราเคยไปด้วยกัน แต่ก็ไม่เจอ พี่ทำให้จะผมเป็นบ้าตาย รับผิดชอบผมด้วย"



          "สารภาพรักอยู่หรือเปล่า"

 


          "ใช่มั้ง"

 


          "นึกว่าจะต้องไปหาคนดีๆตามคำที่เราเคยบอกซะอีก"

 


          "ผมนี่ไงคนดี พี่คบกับผมได้"

 


          "เอาแบบนี้เลยหรอ

 


          "อื้อ พี่คือของวิเศษของผมเลยนะรู้หรือเปล่า"

 


          "'งั้น... มาร์คก็คือของวิเศษสำหรับพี่เหมือนกัน"





          เเจฮยอนมาเล่าถึงช่วงที่หายไป เจ้าตัวบอกว่าจริงๆก็มาหาเขาเเต่ไม่โผล่ให้เห็นเพราะกลัวมาร์คจะรำคาญ หรือลำบากใจขึ้นมา เเจฮยอนอยากให้มาร์คใช้เวลากับตัวเองว่ารู้สึกกับใครมากกว่า ถึงเเม้เเจฮยอนจะมั่นใจอยู่นิดๆว่ามาร์คคงรู้สึกดีกับเขาไม่น้อย เเต่ก็เดาใจเด็กคนนี้ไม่ออกเหมือนกัน เขาเเค่คนที่เขามาในช่วงที่มาร์คกำลังอ่อนเเอ เเล้วต้องไปสู้กับคนที่มาร์ครัก มีเเต่เเพ้กับเเพ้เเน่นอน เขาไม่ได้พึ่งรู้จักมาร์ค เราเคยเดินสวนกันหลายรอบ มันน่าเเปลกที่เขาไม่อยากเห็นใบหน้าเล็กนั้นเศร้าถึงได้เข้าไปยุ่งกับชีวิตของมาร์ค จากที่อยากทำให้คนๆนี้หายเศร้ากลับกลายว่าไปตกหลุมรักเข้าอย่างจัง จนถอนตัวไม่ได้




          "จำอันนี้ได้มั้ย"  สร้อยข้อมือยกขึ้นเเกว่งไปมาระดับสายตาของมาร์ค เจ้าตัวพยักหน้าหงึกหงักเพราะเป็นชิ้นเดียวกับที่เขาบอกว่าสวย 



          "ชอบหรือเปล่า"



          "ก็สวยดี ผมเป็นคนเลือกไง"



          "ต้องชอบที่พี่เป็นคนซื้อให้สิ"



          "หื้ม ซื้อให้ผมหรอ"



          "อื้อ ตอนนั้นพี่ว่าจะให้เราเเล้วเเหละ เเต่ยังไม่กล้าให้"



          "..."



          "พี่ประหม่าทุกทีที่เป็นเรื่องของเรา"



          "สารภาพรักหรอ"



          "ใช่มั้ง"



          "ก๊อปคำพูดของผมไปนี่"



          "เป็นเเฟนกันเเล้วใช้ด้วยไม่ได้หรือไง"



          "ได้สิ"




          ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าต่อจากนี้เเจฮยอนจะยังเป็นของวิเศษประจำตัวเขาหรือเปล่า หรือของวิเศษสำหรับเขาจะเป็นคนอื่น หรือยังไงก็ตาม เเต่ตอนนี้เขาถือว่าเเจฮยอนเป็นคนที่พระเจ้าส่งมา ส่งมาให้เขาได้กลับมาเจอชีวิตที่ดี กลับมามีความสุขเหมือนเดิม เเละทำให้เขาได้มีความรักอีกครั้งหนึ่ง



          ต้องขอบคุณคนที่ส่งเเจฮยอนมาให้เขา 



          ขอบคุณมากจริงๆ







    #myjmark


          THE END








talk

                    หายไปนานเลยต้องขอโทษด้วยนะคะ จากที่บอกจะรีบมาเเต่งให้55555 คือจริงๆเราเเต่งค้างไว้หลายเรื่องเเต่จบไม่ได้สักทีเลยไม่อยากเขียนลวกๆออกมา อ่านเรื่องนี้เป็นยังไงบ้างช่วยมาเม้นกันให้ด้วยนะคะ เรากลัวว่าจะทำให้งงหรือเปล่า ต้องขอบคุณทุกคนที่ยังรออยู่ด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคอมเม้นที่คอยเม้นให้ตลอดด้วยนะคะ เป็นกำลังใจที่สำคัญของเรามากๆมีกำลังใจอยากเเต่งให้ได้อ่านกันไวๆเลย ขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านด้วยนะคะ  เเละถ้าหากพิมพ์ตกหล่นตรงไหนต้องขอโทษด้วยนะคะ เเล้วก็สุขสันต์วันปีใหม่ย้อนหลังด้วยนะคะทุกคน ขอให้มีความสุขในทุกๆวันเลยนะคะ เเล้วเจอกันค่า

 

 

 

 

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. #311 mondaytosunday (@beambi) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 5 ตุลาคม 2561 / 00:10
    อ๊อยยย ใจเหลวไปหมดแล้ว แง
    #311
    0
  2. #270 nachyxm (@tangmo1512) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2561 / 23:29
    พี่แจยอนน่ารักกกกก เขินเลยยย
    #270
    0
  3. #180 xxmaarnficxx (@xxmaarnficxx) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 17:26
    เขินอะ ชอบอะไรแบบนี้
    #180
    1
  4. #152 Palmexol (@Palmexol) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2560 / 12:24
    ดีต่อใจเหลือเ กินนนนนนนนนนนนรนนนนนนนนนนนนนน
    #152
    0
  5. #135 psycho14 (@psycho14) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2560 / 18:51
    โง้ยยยยยยยยยยยย น่ารักจุง
    #135
    0
  6. #130 ||ม่บ้ๅนมิง (@weloveexobctsx) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2560 / 23:55
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด เอาพระ เอาอะไรมาฉุดก็หยุดฟินไม่อยู่แล้วค่ะ ชอบมากๆเลย พี่เจย์น่าร้ากกก น้องมะลิก็น่าร้ากกก ว่าแต่รุ่นพี่คนนั้นคือใครอ่ะ ยังไม่รู้เลย คนที่ทิ้งมะลิอ่ะ ฮื่ออออ สงสัย มีความอยากรู้ 5555555 ปล.คนที่คิดว่าตอนแรกพี่เจย์ทิ้งมะลิเราคือพวกกันใช่ม้อยย 55555555
    #130
    0
  7. #121 wareeandsoul (@myladywa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 14:41
    ขอบคุณแจฮยอนที่เข้ามาในวันที่น้องไม่มีใครเน้อ ฮือ มันดีจริมๆ
    #121
    0
  8. #109 szbH (@exomelo_baby) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 02:01
    เขินนนนน ทีแรกนึกว่ามาร์คเลิกกับแจฮยอนซะอีก 555555ชอบภาษาของไรท์เตอร์มากกก พี่เจย์อบอุ่นสุดๆ
    #109
    0
  9. #48 AnyJinie (@minny-kyu) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2560 / 17:35
    โอยยอน่ารักมากอ่าาา ชอบตั้งแต่ตอนแรกที่พี่มาทำให้น้องหายเศร้า พอนานๆเข้าก็เริ่มสนิทกันจนทำให้ชินกับการที่มีอีกคนอยู่ ดีนะที่ได้รู้ใจตัวเองก่อนจะเสียพี่เจย์ไปก่อนจริงๆอ่ะ
    #48
    0
  10. #42 Never (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:47
    ชอบสำนวนภาษาที่ใช้มากน่ารักดี เจย์น่ารักมากมายด้วยสิ
    #42
    0
  11. #41 Never (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 / 13:46
    ชอบสำนวนภาษาที่ใช้มากน่ารักดี เจย์น่ารักมากมายด้วยสิ
    #41
    0
  12. #38 Ruthh (@iloveeunhae) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 01:48
    น้องรู้ใจตัวเองแล้ว ฮื่ออ โดนพี่แจฮยอนตื้อจนตกหลุมรักเค้าเลย แจเรื่องนี้ลุคผู้ชายอบอุ่นมาก พ่อพระสุดๆ ชอบ > <
    #38
    0
  13. #37 :pumpkin's (@prom-pink) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 24 มกราคม 2560 / 00:01
    เขินตัวแตกไปเลยยยน ฮือออออออออออ
    #37
    0
  14. #36 Qflyims (@zqfly-ims) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 23:07
    อู้หู... อ่านตอนแรกมาคิดว่าน้องเลิกกับพิเจย์เลยนะคะ ฮ่าา /ตบตัวเอง/
    ผมนี่ไงคนดี พี่คบกับผมได้ หนูลูกกกกกกกกกก! กร๊าวใจมาก! T v T
    #36
    0
  15. #34 nnnanice (@nanice42) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 20:41
    ขอบคุณแฟนเก่าน้องที่ทิ้งน้องไป เพราะแฟนใหม่น้องน่ารักเว่อร์ อ่านตอนแรกคิดว่าพิเจย์เป็นคนทิ้งน้อง พออ่านๆไปเรื่อยๆอ่าวพิเจย์ไม่ใช่แฟนเก่าน้อง แถมยังคอยทำให้น้องรู้สึกดีอีก ดีใจที่น้องรู้ตัวว่าตัวเองมีใจให้พิเจย์ สุดท้ายก็เป็นแฟนกัน น่าย้าก
    #34
    0
  16. #33 KayEhEm (@kamiiiz) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 09:54
    TTTTTTT คือแบบ มันดีมากเลยอะค่ะ ความสัมพันธ์ครั้งนี้ เจย์ดีกับมาร์คมากเลย แถมฮอตด้วย คงต้องคบกันไปยาวๆแล้วแหละ เขินตอนพาน้องมานั่งจ้องหน้าทำงานนี่แหละจ้าาา โอ้ยยย วัยรุ่น ปล.คือนี่จิ้นโน่เป็นพี่มาร์คหนักมากค่ะฮืออ จะเท่แค่ไหนถ้าชีวิตจริงมาร์คเด็กกว่า แงแง ขี้ชิป

    สุดท้ายนี้ขอบคุณที่ปั่นมาให้อ่านนะคะะ ร้ากกกก
    #33
    0
  17. #32 dreamyoumsk (@dreamyoumsk) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 08:09
    ผมคนดีคบกับผมได้ ฮือน่ารักอ่ะะะ ;-;
    #32
    0
  18. #31 gttnpp❊ (@gor_toey) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 07:39
    งื้อ เข้าใจพี่เจย์เลยว่าทำไมช่วงนั้นถึงหายไป แค่จบแฮปปี้เราก็โอเคแล้ว 555
    #31
    0