[SF/OS] NCT JAEMARK - MY J

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,187 Views

  • 394 Comments

  • 751 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    206

    Overall
    14,187

ตอนที่ 13 : [OS] NEIGHTBOR (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1391
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    23 ก.พ. 61






theme song ; month of june












          ลูกคนข้างบ้าน (n.) บุคคลที่แม่มักจะยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับเราแทบจะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องผลการเรียน นิสัย ชีวิตความเป็นอยู่ หน้าตา ยันส่วนสูง

 



          แถมแม่เราก็เอ็นดู หมอนั่นมากกว่าเราที่เป็นลูกแท้ๆเสียอีก อย่างเช่นตอนนี้..

 


          "มินฮยอง เอาแตงโมไปให้แจฮยอนหน่อยสิลูก"

 


          แจฮยอน = ลูกคนข้างบ้าน

 


          เจ้าของชื่อที่นอนอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่บนโซฟาเด้งตัวขึ้นมามองหม่ามี๊ที่ยืนอยู่ในครัว แล้วตะโกนเรียกให้เขาเอาแตงโมที่ได้มาจากคุณป้าที่เข้ามาเยี่ยมในเมืองเมื่อวานไปให้คนข้างบ้าน ทั้งๆที่จะเก็บไว้กินคนเดียวแท้ๆ แต่กลับถูกแบ่งแตงโม, ผลไม้ของโปรดตัวเองให้กลับคนที่ตัวเองไม่ชอบหน้า ดูดิ ขนาดมาแค่ชื่อยังรู้สึกหงุดหงิดหัวใจ แล้วที่เด้งตัวขึ้นมาด้วยความไวแสงก็เป็นเพราะโดนขู่ว่าถ้าหากไม่เอาแตงโมเย็นฉ่ำ หวานๆที่หั่นเป็นสามเหลี่ยมชิ้นพอดีคำที่ใส่ลงไปในทัพเพอร์เเวร์ให้กับลูกคนข้างบ้านตอนนี้ จะถูกหักเงินเดือน

 


        ให้ตายเถอะ ทุกวันนี้ก็ไม่มีจะกินอยู่แล้ว

 


          เดินพาร่างเอื่อยๆของตัวเองเข้ามาในครัวด้วยความไม่เต็มใจ พยักหน้าตามคำบอกกล่าวของหม่ามี๊ แล้วยื่นมือไปรับ มองแตงโมที่ถูกหั่นเป็นชิ้นทั้งๆที่ยังไม่ได้ลองกินสักคำตาละห้อย จนหม่ามี๊ต้องเอื้อมมือมาหยิกแก้มนุ่มๆที่เริ่มกลมขึ้นมาของเจ้าตัว  "รีบกลับมาเร็วๆ เดี๋ยวหม่ามี๊จะหันแตงโมหวานๆให้กินน้า"

 


          เท่านั้นแหละ รีบสาวเท้าออกไปด้วยความเร็ว โดยไม่รอให้หม่ามี๊พูดซ้ำ

 


          เปิดรั้วบ้านแล้วเลี้ยวขวา เดินไปไม่ถึง 10 ก้าว ก็มาถึงหน้าบ้านของบ้านข้างๆ มินฮยองชะโงกหน้าเเละเขย่งเท้าเพื่อมองว่าจะมีใครสักคนออกมารดน้ำต้นไม้หรือออกมานั่งเล่นข้างนอกบ้านไหมจะได้ไม่กดกริ่ง แต่เมื่อไม่พบใครถึงได้ตัดสินใจกดกริ่งด้านขวามือของตัวเอง ยืนรออยู่สักพักก็ไม่มีใครออกมาจากตัวบ้าน หรือเดินมาหาเขา จนกดอีกรอบ เขย่งปลายเท้าสำรวจรอบบ้านอีกครั้ง รถ 2 คันที่จอดอยู่ในบ้านอย่างทุกครั้ง เหลือเพียงคันเดียว ส่วนจักรยาน 3 คันที่จอดอยู่ในโรงรถก็เหลือเพียง 2 คัน

 


          "หายไปไหนกันหมดบ่นงึมงำ เเล้วคิดชั่งใจกับตัวเองว่าควรจะวางกล่องใส่แตงโมไว้บนตู้ใส่จดหมายหรือเอากลับไปที่บ้านแล้วค่อยออกมาอีกทีดี แต่ยังไม่ทันที่จะตัดสินใจ ก็สะดุ้งเมื่อมีน้ำเสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นทางด้านหลัง

 


          "ไม่มีใครอยู่หรอก... มีอะไร?" แจฮยอนที่เดินจูงจักรยานหลังจากกลับมาจากร้านสะดวกซื้อถามขึ้น เมื่อเห็นสิ่งมีชีวิตที่ส่วนสูงห่างกับเขาเกือบ 10 เซนติเมตร ทำท่าทางลับๆล่อๆอยู่หน้าบ้าน

 


          มินฮยองเบ้ปากใส่อีกฝ่าย วางกล่องที่บรรจุแตงโมลงบนถุงของร้านสะดวกซื้อซึ่งอยู่ในตระกร้าหน้าจักรยาน แล้วเดินออกมาเพื่อจะกลับเข้าบ้านของตัวเอง แต่ก็โดนคว้าเข้าที่แขนเสียก่อน คนตัวเล็กหันไปชักสีหน้าไม่พอใจแล้วปัดแขนตรงที่ถูกจับเมื่อครู่ด้วยท่าทางรังเกียจ ใบหน้าเล็กเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับกอดอก จนคนที่ตัวสูงกว่าต้องส่ายหัวกับการกระทำเหมือนเด็กที่อีกฝ่ายแสดงออกมา

 


          "เข้าไปในบ้านด้วยกันหน่อย"

 


          "จะบ้าหรือไง!!มินฮยองโวยวายทันทีที่แจฮยอนพูดจบ

 


          "คิดบ้าอะไรของนาย"  แจฮยอนเดินผ่านตัวมินฮยองเพื่อปลดล็อกรั้วบ้านให้กว้างพอที่จะพาทั้งตัวเขาและจักรยานเข้าไปพร้อมกัน แล้วถึงหันมาหาคนที่ยังกอดอกทำหน้าบึ้งอยู่หน้าบ้าน  "เข้ามาเร็วๆ" เรียกอีกฝ่ายอีกครั้ง ก่อนจะจูงจักรยานเข้าไปเก็บยังที่จอด โดยไม่ลืมหยิบกล่องใส่แตงโมเย็นฉ่ำจนเกิดไอบนฝาเเละถุงน้ำอัดลมกระป๋องที่ซื้อมาเข้าบ้านด้วย

 


          มินฮยองเดินตามเข้ามาถึงแม้จะระแวงเล็กน้อย ยืนมองเจ้าของบ้านที่จัดการเก็บของ เอาแตงโมที่หม่ามี๊ให้ไปเก็บใส่ตู้เย็น ในบ้านของแจฮยอนเงียบ ทำให้รู้ได้ว่าถึงจะยืนกดกริ่งจนมือหงิกก็ไม่มีใครออกมาเปิดให้เเน่นอน ถือโอกาสสำรวจบ้านเมื่อเเจฮยอนขอตัวขึ้นไปเอาของข้างบน เดินไปเรื่อยๆก็เจอบางสิ่ง มินฮยองเบ้ปากใส่ตู้เก็บถ้วยรางวัล ประกาศนียบัตร เหรียญทอง จนแทบจะไม่มีพื้นที่ว่าง เหอะ ของเขาก็มีไม่น้อยกว่าหมอนี่หรอก อุตส่าห์อ้อนขอให้หม่ามี๊ซื้อตู้มาสำหรับใส่รางวัลโดยเฉพาะ ก็เพื่อไว้ตั้งอวดคนข้างบ้าน แสดงให้เห็นว่าเขาก็ไม่ได้น้อยหน้าลูกคนข้างบ้าน เก่งไม่แพ้กันหรอก

 


          หลายคนคงสงสัยว่าทำไมเขาถึงเหม็นหน้าลูกคนข้างบ้านขนาดนี้ แค่ชื่อยังไม่อยากจะเรียก ถึงได้ใช้คำว่าลูกคนข้างบ้านแทนชื่อเจ้าตัว ตั้งแต่ที่ครอบครัวจองย้ายเข้ามาอยู่บ้านข้างๆ เขาที่ไม่มีเพื่อนเล่นเพราะตัวเล็กกว่าเพื่อนๆคนอื่นในหมู่บ้านก็ถูกจับให้เป็นเพื่อนเล่นกับเด็กคนนั้น เราเกิดปีเดียวกัน แต่ห่างกัน 6 เดือน ซึ่งหมอนั่นเกิดก่อน แจฮยอนเป็นคนเรียนเก่งตั้งแต่ตอนม.ต้นที่เรารู้จักกัน จนหม่ามี๊ของเขาชมไม่หยุด

 


          "แจฮยอนเก่งจัง สอบได้ที่หนึ่งอีกแล้ว"  


          

          นั่นคือคำพูดของหม่ามี๊ตอนที่เราขึ้นม.ต้นปี 2 นั่นทำให้เขาได้แต่มองผลสอบที่เขียนเลขสองลำดับ ตอนนั้นมินฮยองสอบได้ที่ 48 จากในห้องที่มี 50 คน ไม่ต้องนับของลำดับชั้นนะ จมหายไปประมาณอันดับ 100 กว่าๆได้ แต่ด้วยความที่เสียหน้าไม่ได้ของมินฮยอง หรือที่แฮชานเพื่อนสนิทบอกว่ามันคือความอิจฉา ทำให้เขาถีบตัวเองขึ้นมา ตั้งใจอ่านหนังสือและต้องทนกับความหงุดหงิดที่หม่ามี๊คอยชมผลการเรียนของอีกคนจนตอนนี้เขาขึ้นมาสูสีกับแจฮยอน แจฮยอนได้อันดับหนึ่งของชั้น เขาก็ได้อันดับสอง เรียกได้ว่าไม่ยอมแพ้หมอนั่นเด็ดขาด เรื่องผลการเรียนไม่พอ ยังมาถึงเรื่องกิจกรรม ก็คนแบบมินฮยองเป็นสายนอน ไม่ได้เล่นกีฬาเก่งเหมือนแจฮยอนคนดีของหม่ามี๊ที่เเทบจะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางกีฬาทุกชนิท ไม่มีอะไรที่หมอนั่นทำไม่ได้ ทำให้เด็กขี้อิจฉาอย่างเขาทนไม่ไหว ลากเพื่อนไปเล่นกีฬาทุกวันหลังเลิกเรียน ถึงแม้จะเล่นไม่ได้ทุกอย่าง แต่กีฬาที่ถนัดพอไปแข่งแล้วชนะกลับมาอยู่บ้าง เเต่หม่ามี๊ชื่นชมได้ไม่กี่วัน ก็เลิก แล้วก็หันไปหยิบเรื่องใหม่ๆของแจฮยอนมาชมให้เขาหมั่นไส้อีก

 


          ล่าสุดก็เรื่องหน้าตาและส่วนสูง เขาคงผิดเองที่เกิดมาตัวเล็ก ถึงแม้อยากจะได้หายใจอากาศชั้นบนบ้างแต่สวรรค์ก็ไม่เป็นใจ ให้เขามีส่วนสูงเพียงเท่านี้ ถึงจะไม่ได้ตัวเล็กมาก แต่มันก็ตัวเล็กกว่าลูกคนข้างบ้านอยู่ดีนี่!!! ที่เจ็บใจที่สุดในชีวิตตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องที่หม่ามี๊ชมหมอนั่นว่าหน้าตาหล่ออย่างนู้นอย่างนี้จนหงุดหงิด เล่นเอาเขาส่องกระจกอยู่ทั้งวัน มินฮยองไม่หล่อตรงไหนกัน หม่ามี๊ควรจะดีใจที่เขาหน้าเหมือนหม่ามี๊สิ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ญาติพี่น้องหรือคนที่รู้จักรวมถึงหม่ามี๊ต่างก็ชมว่าเขาน่ารักซึ่งมันไม่น่าพอใจ อย่างน้อยชมว่าหล่อให้ชื่นใจบ้างสิ ทำไมต้องเอาแต่ชมคนอื่นหล่อมากกว่าลูกตัวเองด้วยเล่า มันไม่ถูกต้อง!!!

 


          ยืนหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่คนเดียวจนเจ้าของบ้านเดินลงมาจากชั้นบน แล้วก็เลี้ยวเข้าไปห้องครัวอีกครั้ง

 


          "มินฮยอง มานี่หน่อย"

 


          นั่นปะไร คนดีของหม่ามี๊เรียกใช้อีกแล้ว วันนี้มินฮยองรับบทเป็นคนรับใช้ของทุกคนหรือไงกัน

 


          "อะไรอีก"  ถึงจะบ่น แต่ก็พาร่างตัวเองเข้าไปในครัวตามที่อีกฝ่ายเรียกอยู่ดี ทันทีที่เข้าไปก็เห็นแจฮยอนกำลังแบ่งบราวนี่ใส่ทัพเพอร์แวร์ จนแทบจะล้นกล่อง แต่ก็ยังหันมาถามว่า 'พอมั้ย อยากได้เพิ่มอีกหรือเปล่า'

 


          "นี่ฉันอยู่กับหม่ามี๊แค่สองคนนะ ให้มาขนาดนี้จะให้เอาไปเเบ่งคนทั้งหมู่บ้านด้วยหรือไง"  แจฮยอนหัวเราะในลำคอกับประโยคของอีกฝ่าย  "อันนี้แม่นายทำหรอ"

 


          "อื้อ ทำเมื่อเช้า ฉันกับน้องยังไม่ได้กินเลย เพราะแม่อยากให้แบ่งให้บ้านนายก่อน ฉันแบ่งใส่ 2 กล่องนะ อันนี้เอาเข้าตู้เย็นได้ แข็งนิดหน่อยแต่รอให้หายเย็นก็กินได้แล้ว"  มินฮยองมองแจฮยอนปิดฝากล่อง แล้ววางซ้อนกันก่อนที่จะส่งมาให้

 


          "ขอบใจ ฝากขอบคุณแม่นายด้วยนะ"

 


          "ฝากขอบคุณแม่นายด้วยเหมือนกัน"

 


          หลังจากที่หมดธุระเจ้าบ้านที่ดีก็เดินออกมาส่งเเขกที่ตัวเองเพิ่งลากให้เข้าไปเอาของถึงในบ้านโดยไม่เสียงเเรงเดินไปให้เอง

 


          "นายไม่ต้องออกมาส่งก็ได้ บ้านเราก็อยู่ข้างกันเนี่ย"

 


          "ใครบอกฉันออกมาส่ง จะออกมาล็อกรั้วบ้านต่างหาก หลงตัวเองจัง"

 


          มินฮยองหันไปมองตาเขียว อยากจะแกล้งเตะรั้วบ้านแต่เกรงว่ารั้วจะไม่เป็นอะไร แต่เท้าเขาจะเจ็บแทน ได้แต่ขู่เจ้าของบ้านฝ่อๆ จนอีกฝ่ายหัวเราะเยาะ

 


          ดูสิ คนดีของหม่ามี๊ มันเป็นคนดีซะที่ไหนเล่า





/






          ถ้าไม่นับวันที่หม่ามี๊มีประชุมตอนเช้าจนต้องรีบไปบริษัท ทำให้ต้องไปโรงเรียนเอง มินฮยองก็จะติดรถหม่ามี๊มาด้วย โดยส่วนใหญ่จะเอาอาหารเช้าง่ายๆใส่กล่องพลาสติกใสขึ้นมากินบนรถ โดยมื้อเช้าของวันนี้คือเเซนวิชเเฮมชีส 5 ชิ้น เเละนมจืด 1 กล่อง



          "ดื่มนมด้วยสิลูก ดูสิ จะสูงไม่ทันแจฮยอนอีกแล้ว"

 


          "หม่ามี๊!"  มินฮยองเจาะหลอดลงบนกล่องเพื่อดื่มด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิด ไม่รู้จะเปรียบเทียบเขากับลูกคนข้างบ้านอะไรหนักหนา หมอนั่นก็ไม่ได้สูงห่างจากเขาไปเท่าไหร่หรอก เหอะ

 


          "แหม ล้อเล่นหน่อยเดียวทำหน้าบูดไปได้" คนขี้งอนสะบัดหน้าหนีออกไปทางหน้าต่างแล้วเอียงตัวหลบมือของคนเป็นแม่ที่จะลูบหัว

 


          เพียงไม่นานรถก็มาจอดอยู่บริเวณหน้าโรงเรียน ทางโรงเรียนมีนโยบายให้ผู้ปกครองส่งได้เพียงแค่ด้านหน้าโรงเรียนเพื่อไม่ให้รถติดและไม่เสียเวลาวนรถออกมา จึงเห็นรถหลายคันจอดเรียงรายและขับออกไปเมื่อส่งลูกเรียบร้อยแล้ว มินฮยองเอียงแก้มให้หม่ามี๊หอมฟอดใหญ่เป็นกำลังใจทุกเช้า แล้วถึงลงจากรถด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะยืนบ๊ายบายจนกระทั่งรถเคลื่อนออกไปอย่างทุกครั้ง

 


          7 โมง 15 นาที บนนาฬิกาข้อมือสีดำบ่งบอกเวลา ซึ่งเป็นเวลาประจำที่เขาจะมาถึงโรงเรียน จากทางประตูจนถึงด้านในโรงเรียนระยะทางไม่ได้ไกลมาก นอกจากรถยนต์ของอาจารย์ที่สอนก็มีเพียงจักรยานที่เอาเข้ามาได้เท่านั้น

 


          กริ๊งๆ

 


          เสียงกระดิ่งของจักรยานทำให้มินฮยองที่เดินเอื่อยๆไม่เร่งรีบสะดุ้งตกใจ แล้วรีบหลบทางให้ แต่เมื่อเห็นจักรยานที่คาดว่าน่าจะเป็นคันเดียวกับที่กดกริ่งใส่เขาเมื่อครู่ว่าใครเป็นเจ้าของ จากความรู้สึกผิดที่เผลอเดินกลางถนนกลายเป็นหงุดหงิดทันที

 


          "เป็นเจ้าของที่นี่หรือไง เล่นเดินซะตรงกลางเลย" คนตัวเล็กถลึงตาใส่อีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ แล้วยื่นมือเข้าไปผลักคนที่ขี่จักรยานอย่างช้าๆจนเกือบล้ม ยังดีที่เเจฮยอนไวกว่าถึงใช้เท้าข้างขวายันพื้นเอาไว้ไม่งั้นทั้งคนทั้งจักรยานลงไปกองบนพื้นทั้งคู่  "มินฮยอง!! ถ้าฉันล้มนายตายแน่!!!!"  คนที่เพิ่งใจหายวาบไปเมื่อครู่เอ็ดใส่เด็กนิสัยเสียอีกครั้ง มินฮยองไม่ขอโทษ แล้วยังเดินหนีความผิดของตัวเองไปอย่างหน้าตาเฉย



          คนสองคน ที่มีสองขา กับสองล้อจักรยานเคียงข้างตามกันไปอย่างช้าๆ มีบ้างที่แจฮยอนขี่จักรยานนำมินฮยองไปเพราะมีเครื่องทุ่นแรงเดินของตัวเอง แต่เขาก็ไม่คิดทิ้งให้อีกฝ่ายเดินคนเดียว ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก มีหลายครั้งที่เราบังเอิญเจอกันระหว่างทาง แล้วเขาก็แกล้งกดกริ่งเสียงดังๆเพราะรู้ว่ามินฮยองขี้ตกใจ มินฮยองน่าจะทันมุกเขาได้ซะทีนะ ไม่ใช่ตกใจทุกรอบแบบนี้ เเต่ก็ดีเเล้วที่มินฮยองยังตกใจอยู่ การเเกล้งของเขาจะได้สนุกขึ้น ทันทีที่ถึงทางเเยกทั้งคู่ก็แยกกันโดยไม่มีคำร่ำลา แจฮยอนเลี้ยวไปจอดจักรยานสำหรับที่จอด ส่วนมินฮยองก็เดินขึ้นตึกไป

 



 

          ทันทีที่มาถึงห้องเรียน เพื่อนๆของเขาที่รออยู่หน้าประตูก็ดันให้ออกมาข้างนอก ก่อนจะลากเเขนไป โดยไม่ได้บอกสักนิดว่าจะไปไหน จนกระทั่งรอบๆด้านบ่งบอกว่าข้างหน้าคือโถงที่แปะประกาศผลคะแนนสอบ มินฮยองจากที่สงสัยก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นแทน จะว่าไปเดือนที่แล้วที่ไปสอบเป็นตัวแทนโรงเรียน ไม่คิดว่าผลจะออกไวขนาดนี้ หัวใจมินฮยองเต้นรัวจนแทบจะลงมากระเด้งอยู่บนพื้น ที่รู้สึกมีความหวัง เป็นเพราะมั่นใจในข้อสอบชุดนี้มากๆถึงจะไม่เต็ม ก็คงผิดไม่เกินสองข้อแน่นอน

 


          แฮชานตะโกนเสียงดังให้คนอื่นที่ยืนล้อมดูโปสเตอร์งานอะไรสักอย่างที่โรงเรียนกำลังจะจัดอยู่ในตอนนี้ให้หลีกทาง จนมินฮยองเข้าไปถึงตัวกระดานประกาศชื่อนั้นจนได้

 


          จากรอยยิ้มเมื่อครู่ ค่อยๆหุบลงตามระดับความผิดหวัง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สัมผัสเบาๆจากเพื่อนๆที่ยืนล้อมอยู่ตบเข้าที่บ่าเบาๆเพื่อให้กำลังใจ ทุกคนรู้ว่ามินฮยองหวังที่จะเป็นตัวแทนโรงเรียนให้ได้ ทั้งอยากให้หม่ามี๊ภูมิใจ และอยากเอาไปอวดลูกคนข้างบ้านคนนั้นว่าเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าหมอนั่น

 


          แต่สุดท้าย เขาก็ทำไม่ได้

 


          เขาแพ้ให้กับแจฮยอนอีกแล้ว

 


          "ไม่เป็นไรน่ามินฮยอง นายก็ทำเต็มที่แล้วไม่ใช่หรอ"  แจมินลูบไหล่เขาเบาๆ แล้วเอียงหน้าเพื่อมามองหน้าให้ชัด  "อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ"

 


          "แต่นี่มันปีสุดท้ายแล้วนะ"  มินฮยองพูดด้วยอย่างแผ่วเบาแล้วก้มมองมือของตัวเอง ที่ทำแบบนี้ ถ้าเกิดเงยหน้าขึ้นมามองเพื่อนๆที่ยืนล้อมรอบเขาตรงนี้ น้ำตาที่คลออยู่ตรงหน่วยในตอนนี้ได้ไหลออกมาแน่ๆ


 

          "แจฮยอน ที่คัดเลือกตัวแทนโรงเรียนผลมันออกมาแล้วไม่ใช่หรอวะ" 

 


          "มาอะไรตอนนี้วะเนี่ย" เจโน่ สบถเบาๆ แล้วคว้ามือของมินฮยองเพื่อพาออกมาจากบอร์ดตรงนั้น เพื่อนของเขาต้องเสียเซลฟ์แน่ๆ ที่คู่แข่งอย่างแจฮยอน ชนะอีกแล้ว

 


          "อ้าว มินฮยอง นายมาดูก่อนแล้วหรอ มีชื่อติดมั้ยล่ะ"  คำพูดที่ติดเยาะเย้ยจากคนๆเดิม ที่ดูก็รู้ว่าเมื่อครู่ที่ตะโกนเสียงดังนั่นก็เพื่อให้มินฮยองได้ยินต่างหาก  "เฮ้ย แจฮยอน นั่นนายจะไปไหน ไม่ดูก่อนหรือไง"

 


          "ไม่ล่ะ"  มินฮยองที่ก้มหน้าตลอด ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่ที่เข้าใจก็เพราะแฮชานที่จับแขนอีกข้างคุยกับเจโน่หลังจากตะโกนด่า ยูจิน มนุษย์ปากหมา ที่ชอบหาเรื่องกดและดูถูกคนอื่นเป็นชีวิตจิตใจ ชื่อเสียงของยูจินมีเเต่ด้านลบๆ หมอนั่นคบแต่คนดังๆ คนเรียนเก่งๆเพื่อจะเกาะกระแสให้ตัวเองกลายเป็นที่นิยมไปด้วย นอกจากหมอนั่นจะบ้านรวย แล้วแม่เป็นหนึ่งในสมาคมผู้ปกครองที่มอบเงินให้กับโรงเรียนบ่อยๆ ...ก็ไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง

 


          "อยู่ๆก็ไปซะงั้น คิดว่าจะมาเยาะเย้ยเหมือนไอ้หน้าหมาเมื่อกี้ซะอีก"

 


          "แจฮยอนไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า ถึงจะไม่ถูกกับเพื่อนเราก็เถอะ"

 


          เขาจับใจความได้ว่า หมอนั่นเลือกที่จะไม่เดินมาดูบอร์ดตอนนี้เพราะเขายังยืนอยู่ แล้วเลี่ยงที่จะหาเรื่องกวนประสาท เเต่ตั้งเเต่รู้จักกัน เเจฮยอนไม่เคยหยิบเรื่องเหล่านี้มาทับถมเขาเลยสักครั้งเลย

 


          ไอ้บ้าเอ้ย เป็นคนดีได้ทุกที่ทุกเวลาจริงๆ

 

 

 



 

          "กินเยอะๆสิ"  โรงอาหารที่เสียงดังจอแจ จากทั้งวันที่เพื่อนๆเห็นว่ามินฮยองทำหน้าหมดอะไรตายยากก็เข้ามาโอ๋มาเอาอกเอาใจ แฮชานที่นั่งฝั่งตรงข้ามยังยอมยกน่องไก่ทอดให้ฟรีๆเพราะความสงสาร

 

 

          "เอานี่ไป"  เหรินจวิ้น เด็กแลกเปลี่ยนจากจีนที่หลงเข้ามาเป็นเพื่อนกับเขา อยู่ๆเจ้าตัวก็เลื่อนใบอะไรสักอย่างมาให้ มินฮยองรับไปอ่าน ก่อนที่ตาจะโตขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับชาร์ตแบตเต็ม

 


          "เฮ้ย!!"

 


          "ถึงแจฮยอนจะเล่นกีฬาทุกอย่างเป็น แต่เทควันโด.. นายเก่งกว่าไม่ใช่หรือไง"

 


          "เหรินจวิ้นเพื่อนรัก"  คนที่ทำหน้าหมดอะไรตายยากมาเป็นครึ่งวันกลับมาสดใสเพราะมีแรงฮึดสู้อีกครั้ง ก็ใบที่เหรินจวิ้นส่งมาให้ เป็นการแข่งเทควันโดประจำเขต ซึ่งเทควันโดเป็นกีฬาที่เขาถนัดที่สุด ดังนั้นคนอย่างแจฮยอน ยังไงก็คงไม่เสนอหน้ามาลงเเข่งคัดเลือกเหมือนทุกครั้งด้วยแน่ๆ เพราะหมอนั่นเก่งสู้เขาไม่ได้!!

 


          ขณะที่กำลังดีใจ อยู่ๆก็มีใครคนหนึ่งหย่อนตัวนั่งลงข้างซ้ายที่มีที่ว่างเพียงน้อยนิด เมื่อตัวเองนั่งได้ไม่เต็มที่ก็ใช้เเขนดันให้มินฮยองขยับไปอีก แต่ด้านขวามือของมินฮยองมีเจโน่ที่นั่งทำหน้าเหวอตกใจไม่แพ้กันอยู่จึงเขยิบไปอีกไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เมื่อครู่มันเกิดขึ้นไวมากจนตั้งตัวไม่ทันถึงไม่ได้ไล่ไป เเต่หลังจากที่ได้สติ คนที่เสียมรรยาทมานั่งร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยก็ตักข้าวเข้าปากไปหลายคำ

 


          "เฮ้ย! อะไรเนี่ย ออกไปเลยนะ" มินฮยองยอมวางช้อนส้อมที่ถือค้างไว้เมื่อครู่ดันแขนแจฮยอนให้ออกไป แต่คนที่ถูกไล่ก็ไม่ยอมลุก นั่งตักข้าวเข้าปากหน้าตาเฉย ไม่สิ ไม่ใช่หน้าตาเฉย แต่เป็นหน้าตากวนประสาทต่างหาก จนมินฮยองได้แต่ฟึดฟัดเพราะแรงตัวเองสู้ร่างเหมือนหมีของคนข้างๆไม่ได้  "นี่!ไม่มีเพื่อนคบหรือไง"

 


          "มีเพื่อนคบ แต่ไม่มีเพื่อนกินข้าวด้วย"

 


          "แล้วเพื่อนนายไปไหน"

 


          "อยู่เคลียร์งานบนห้อง ฉันทำเสร็จแล้วถึงได้ลงมากินข้าว"  แจฮยอนพูดโดยไม่ได้หันไปมองคู่สนทนา ที่ตอนนี้ต้องนั่งตัวลีบเพราะโดยเบียดจากคนตัวใหญ่กว่าทั้งซ้ายและขวา

 


          "ทำไมไม่อยู่รอเพื่อนเล่า"

 


          "จะให้รอกันไปกันมาก็อดกินข้าวกันพอดี ฉันถึงรีบลงมาก่อนแล้วซื้อแซนวิชไปให้พวกนั้นไงมินฮยองมองไปยังถุงแซนวิชที่แจฮยอนหมายถึง "ฉันก็ไม่ได้อยากจะมานั่งด้วยหรอก แต่มันไม่มีทางเลือก" อันที่จริง... ตอนนี้โรงอาหารก็คนแน่น เรื่องที่นั่งไม่ต้องพูดถึง แทบจะขี่คอกันกินข้าวได้อยู่แล้ว

 


          จะยอมใจดีช่วยเหลือผู้ยากไร้ก็แล้วกัน ถือว่าแลกกับเมื่อเช้านี้ ที่หมอนั่นไม่เข้ามาเยาะเย้ยเรื่องที่เขาไม่ได้เป็นตัวแทนของโรงเรียน

 


          "เหรินจวิ้น การบ้านศิลปะส่งได้ถึงกี่โมง"

 


          แจฮยอนถามเพื่อนชาวจีนเพียงหนึ่งเดียวที่นั่งอยู่เกือบสุดโต๊ะ ไม่ต้องแปลกใจหรอกว่าทำไมสองคนนี้ถึงรู้จักกัน ก็ทั้งคู่เรียนอยู่ห้องเดียวกันน่ะสิ โรงเรียนนี้จะแบ่งเป็น 10 ห้อง พอขึ้นม.ปลายจะไม่มีการแบ่งห้องตามคะแนน ทำให้มินฮยองได้มาอยู่ห้อง 2 ส่วนแจฮยอนอยู่ห้อง 1 ซึ่งเป็นห้องพิเศษ ที่จะมีเด็กแลกเปลี่ยนมาเรียนด้วย ดังนั้นเด็กที่เก่งที่สุดในชั้นจึงได้ไปอยู่ห้องพิเศษโดยปริยาย มันค่อนข้างเป็นการแบ่งห้องเรียนแบบแปลกๆที่ที่ 1 กับที่ 2 ของชั้นเรียนไม่อยู่ห้องเดียวกัน แต่สำหรับมินฮยองคิดว่าดี ดีมากๆเลยด้วย แค่คิดจะต้องเจอหน้าแจฮยอนทุกวันไมเกรนก็จะกำเริบ

 


          "อาจารย์เลื่อนให้ส่งก่อนบ่าย 2 เพื่อนๆแจฮยอนยังทำไม่เสร็จหรอ เดี๋ยวเราไปช่วยแล้วกัน" เหรินจวิ้นรวบช้อนส้อมแล้วลุกขึ้นเพื่อไปเก็บจาน เช่นเดียวกับคนด้านซ้ายมือของเขาที่ลุกขึ้นด้วยเหมือนกัน แต่ก่อนที่เจ้าตัวจะไปก็ไม่ลืมหันมาขอบคุณ

 


          "ขอบใจสำหรับที่นั่งกินข้าววันนี้นะ"

 


          "ไม่เป็นไร เเต่อย่ามาบ่อยก็เเล้วกัน"

 


          หลังจากจบประโยคต่างคนต่างแยกเขี้ยวใส่กันทันทีเหมือนเป็นเรื่องปกติ แล้วสะบัดหน้าหนีกันไปคนละทาง โดยทั้งหมดอยู่ในสายตาของแฮชาน แจมินและเจโน่ที่ได้แต่ยิ้มแห้งๆใส่กัน บางทีก็คิดสงสัย ทั้งๆที่บ้านอยู่ข้างกันแท้ๆ เเต่ไม่เห็นญาติดีกันได้สักที

 

 




          มินฮยองกลับมาที่บ้านด้วยความเพลีย รีบขึ้นไปอาบน้ำเพื่อลงมากินข้าวตามคำสั่งของหม่ามี๊ที่ทำอาหารหอมฉุยจนน้ำลายสออยู่ในครัว เมื่อลงมาเพื่อรอทานอาหาร สายตาอันไวของมินฮยองก็เจอเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่อยู่บนโต๊ะ มือเรียวหยิบขึ้นมาเพื่อดูใกล้ๆ แล้วตะโกนถามคนที่อยู่ในครัวเพื่อคลายความสงสัย

 


          "หม่ามี๊ ซองที่วางบนโต๊ะคืออะไร"

 


          "อ๋อ ยาระบายเเบบผงน่ะ ช่วงนี้หม่ามี๊ท้องผูก"

 


          "กินแล้วมันจะถ่ายหรอ"

 


          "ไม่เเน่ใจเหมือนกัน ซื้อมาลองดู เเต่บางคนกินเเล้วก็ถ่ายไม่หยุดเลยนะ"

 


          มินฮยองพยักหน้า แล้วกำลังจะวางซองลง แต่อยู่ๆก็ชะงักมือ เมื่อในหัวคิดแผนการชั่วร้ายขึ้นมา

 


          

 


          โอ๊ะโอ สงสัยต้องทำให้แจฮยอนรู้จักยาระบายซะเเล้วสิ

 

 

 

 

 

          ช่วงนี้เป็นช่วงกีฬาของโรงเรียน เวลาเรียนลดลงเพื่อให้นักเรียนไปเข้าร่วมกิจกรรม ใครไม่เข้าร่วมจะขาดคะแนนกิจกรรมในส่วนนี้ไป ทันทีที่เลิกเรียน มินฮยองก็อาสามาช่วยผสมน้ำแดงกับแฮชานที่ห้องคหกรรม แฮชานไม่ได้เล่นกีฬา แต่เป็นสวัสดิการที่มีหน้าที่ดูแลเครื่องดื่มของนักกีฬา ซึ่งนักกีฬาที่แฮชานได้รับมอบหมายดูแลนั่นก็คือนักฟุตบอล

 


          "ปกติก็ไม่เห็นจะคิดมาช่วย"  แฮชานบ่นเบาๆ

 


          "แล้วไม่ดีหรือไงที่มีคนมาช่วย บ่นแบบนี้ทำคนเดียวแล้วกัน" เมื่อเห็นมินฮยองจะเดินกลับ แฮชานก็รีบคว้าแขนเอาไว้ทันที

 


          "ล้อเล่นน่า เอ้าช่วยๆทำหน่อยดิ"

 


          "แล้วจะยกไปไหวหรอ" หลังจากผสมน้ำแดงกับน้ำเปล่าเพื่อลดความหวาน และใส่ลงในแก้วที่บรรจุน้ำแข็ง ก็ต้องใส่ถาดเพื่อเอาไปให้นักกีฬา และคนที่ขึ้นแสตนเชียร์ แต่ดูแล้วแฮชานถือสองถาดเองไม่ไหวเเน่ และเขาก็ไม่สามารถช่วยถือได้ ไม่งั้นเเผนพังตั้งเเต่ยังเริ่ม

 


          "บอกเหรินจวิ้นแล้ว"

 


          "โอเคๆ"

 


          จนกระทั่งเทน้ำใส่แก้วเสร็จทั้งหมด ก็เหลือสิ่งสุดท้ายที่มินฮยองจะทำ หยิบแก้วเปล่าหนึ่งใบขึ้นมาเเล้วมือล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบ 'บางสิ่ง' ที่พกติดมาด้วย.. มาด้วยความตั้งใจ

 


          "เฮ้ย ทำอะไรอ่" ถึงจะเอ่ยถามเพื่อจะห้ามเเต่มินฮยองก็ไม่หยุด แฮชานเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่ามินฮยองฉีกซองที่คุ้นตาว่าเป็นยาระบายชนิดผงลงในแก้ว แล้วเทน้ำเเดงที่ผสมไว้ลงตามก่อนหยิบหลอดขึ้นมาคนให้มันเข้ากัน ถึงค่อยเทใส่เเก้วอีกใบที่มีน้ำแข็งเป็นสิ่งสุดท้าย ไม่เพียงแค่นั้นยังเอาปากกาเคมีทำสัญลักษณ์เล็กๆไว้บนแก้วเสร็จสรรพ

 


          แฮชานสัมผัสได้ถึงความอันตราย

 


          "เดี๋ยวนายเอาแก้วนี้ให้แจฮยอนนะ"

 


          "ฮะ! จะบ้าหรือไง ถ้าเเจฮยอนกินแล้ว"

 


          "แล้วไงอ่ะ"

 


          "มินฮยอง ทำแบบนี้มันไม่ดีเลยนะ แจฮยอนไม่ได้ทำอะไรนายเลย แกล้งแบบนี้ไม่แรงไปหรอ"

 


          "ไม่แรง นี่ฉันช่วยให้แจฮยอนขับถ่ายได้สะดวกมากขึ้น หมอนั่นต้องมาขอบใจฉันสิ แล้วนายก็ทำตามที่ฉันบอกด้วยนะ"  มินฮยองยิ้มหวาน ผิดกับแฮชานที่หน้าซีดไปแล้ว "ฝากด้วยนะจ๊ะเพื่อนรัก มือบางแตะเข้าที่ไหล่ของเพื่อนแล้วโบกมือลา โดยไม่ลืมที่จะให้แฮชานมาบอกผลหลังที่แจฮยอนดื่มน้ำผสมยาระบายไปเเล้ว

 

 


          แฮชานกับเหรินจวิ้นเดินเข้ามาในสนามบอล ซึ่งเป็นเวลาพักของนักกีฬาพอดี เหรินจวิ้นแยกออกไปให้น้ำกับฝ่ายแสตนเชียร์ ส่วนเขามีหน้าที่เอาน้ำมาให้นักฟุตบอล แฮชานขยับแก้วน้ำที่มีปากกาเคมีขีดอยู่ไว้ด้านในสุดเพื่อให้ยากต่อการหยิบ เมื่อมีนักกีฬาฟุตบอลหลายคนเข้ามาหยิบน้ำ แฮชานก็รีบดึงแก้วนั้นขึ้นมาถือไว้ก่อน แล้วกวาดสายตาหาเป้าหมายของมินฮยองตามที่ได้รับมอบหมายมา เมื่อเจอก็ขยับเข้าไปใกล้อย่างเนียนๆเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต

 



          "น้ำมั้ยแจฮยอน"  แฮชานยื่นแก้วที่ถืออยู่ให้คนตัวสูงที่เหงื่อท่วมตัว แจฮยอนเอ่ยขอบใจแล้วรับน้ำแก้วนั้นมา แต่ยังไม่ทันที่จะได้กระดกดื่ม ก็รู้สึกได้ว่ามีคนจ้องมองเขาอยู่ ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ยื่นแก้วน้ำให้เขาเมื่อครู่

 


          อยู่ๆความรู้สึกไม่เชื่อใจก็ทำให้ระแวงแฮชานขึ้นมา จนต้องสำรวจว่าในแก้วมีอะไรปนเปื้อนอยู่หรือเปล่า เเล้วเลื่อนสายตามาดูข้างแก้ว ริมฝีปากหนากระตุกยิ้มเมื่อเจอปากกาดำขีดไว้ เขาเงยหน้ามองแฮชานที่ส่งยิ้มแห้งๆให้

 


          แจฮยอนไม่โทษแฮชานหรอก เพราะเขาไม่เคยมีปัญหากับแฮชานเลย คนๆนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นที่ดี ถึงแม้จะมีเพื่อนสนิทตัวเล็กที่คอยเสี้ยมให้เกลียดเขาตามเจ้าตัวก็ตาม

 


          และที่ขีดแก้วแบบนี้ แสดงว่าน้ำที่ให้เขามันต้องมีอะไรแน่ๆเลย

 


          "แฮชานเราขอเปลี่ยนได้มั้ย เหมือนมีอะไรอยู่ในเเก้วอ่ะ"  แฮชานเบิกตากว้าง เเต่ไม่ทันจะตอบอะไรไป แจฮยอนก็จะเทน้ำทิ้งเสียเเล้ว... แต่เหตุการณ์มันไวจนเเฮชานห้ามไม่ทัน เมื่อแก้วที่แจฮยอนกำลังจะเทโดนดึงไปก่อน ยูตะ เพื่อนในทีมของแจฮยอนดื่มน้ำเเดงเจ้าปัญหาเข้าไปเเทน ทำให้ทั้งแจฮยอนและแฮชานร้องเสียงหลง

 


          "เฮ้ย/เฮ้ย ยูตะ"



          แต่ไม่ทันแล้ว ยูตะกระดกไปจนหมดแก้วเพราะความกระหาย แฮชานได้แต่กลืนน้ำลายลงอึกใหญ่นึกถึงหน้าเพื่อนตัวแสบ ที่ถ้ารู้ว่าคนที่ได้กินน้ำผสมยาระบายไปไม่ใช่แจฮยอนเจ้าตัวจะทำหน้ายังไง

 

 


          แจฮยอนที่สังเกตหน้าของแฮชานที่ซีดไปก็นึกโมโหมินฮยองที่ทำอะไรไม่คิด ถ้าให้เขาเดา.. ในแก้วคงจะมียาระบายหรือยาถ่ายที่ดื่มไปแล้วต้องถ่ายไม่หยุดแน่นอน เพราะถ้าหากเป็นอย่างอื่นที่ไม่ร้ายเเรงเเฮชานคงไม่หน้าซีดเเบบนั้น แต่มินฮยองก็ไม่ได้คิดไว้เลยหากเขาหรือใครที่มาดื่มน้ำแก้วนี้ไปเกินท้องเสียจนร่างกายขาดน้ำแล้วช็อคขึ้นมา ตัวเองจะรับผิดชอบได้หรือเปล่า ความหงุดหงิดและโมโหความเล่นพิเรนทร์ของอีกฝ่ายทำให้แจฮยอนมุ่งหน้าไปยังโรงยิมที่เป็นสถานที่ฝึกซ้อมเทควันโดโดยทันที

 


          เสียงดังจากการคนที่ฝึกซ้อมดังก้องโรงยิมชั้นเดียว แจฮยอนเดินเข้าไปเพื่อตามหาตัวต้นเหตุที่อาจทำให้ยูตะเพื่อนเขาท้องเสีย สักพักก็เจอ อีกฝ่ายกำลังซ้อมกับคู่ตัวเองอยู่ ยืนรอเพียง 5 นาที ก็ถึงเวลาพัก เขาสาวเท้าไปหาร่างเล็กอย่างไม่รีรอ กระชากแขนให้อีกฝ่ายออกมาเพื่อหาที่คุยกันสองคน

 


          "โอ๊ย อะไรเนี่ย ปล่อยๆ" คนที่โดนจับลากออกมาโวยวาย

 


          "นายทำอะไรลงไป"

 


          "ทำอะไร?"

 


          "อย่ามาทำไขสือ" มินฮยองพ่นลมหายใจเพื่อคิดทบทวน ก่อนจะเบิกตาขึ้นมาอย่างช้าๆเมื่อคิดออก แล้วหันไปมองหน้าแจฮยอนทันที

 


          "นายรู้!!"

 


          "ใช่แต่นายไม่ต้องดีใจไปหรอกนะ เพราะฉันไม่ได้ดื่ม แต่คนที่ดื่มไปคือยูตะ"

 


          "เฮ้ย!! เวรแล้ว"  เจ้าแผนการถึงกับตาโต หน้าซีด ถ้าแกล้งแจฮยอนมันยังไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ แต่คนที่โดนกลับเป็นคนอื่น นั่นหมายความว่า เขาอาจจะโดยเรียกผู้ปกครองหรือพักการเรียน หรือโดยไล่ออกหากยูตะจับได้ว่าใครทำให้ยูตะท้องเสีย เเล้วผู้ปกครองยูตะอาจเอาเรื่องขึ้นมา

 


          ไม่นะ...

 


          "ทำไมนายไม่คิดก่อน เกลียดขี้หน้าฉันถึงต้องเล่นแบบนี้เลยหรือไง"

 


          "เรื่องของนายไว้ก่อนได้มั้ย ยูตะอยู่ไหน!!"  มินฮยองคว้ามือแจฮยอนแล้วพาวิ่งไปสนามบอลด้วยกัน ยังไงเขาต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ทำ ถึงแม้ไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็เถอะ

 

 




 

          "ยูตะไปไหน"  แจฮยอนถามคนอื่นๆที่นั่งพักอยู่

 


          "เห็นบอกว่าไปห้องน้ำนะ ไปนานแล้วด้วย ตอนนี้ยังไม่ออกมาเลย "

 


          "เวร!!"มินฮยองตะโกนเสียงดังแล้วรีบวิ่งไปยังห้องน้ำที่ใกล้ที่สุดโดยมีแจฮยอนวิ่งตามมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเข้าไปไม่ได้อยู่ดี แจฮยอนตะโกนเรียนเพื่อนของตัวเองเพื่อถามอาการแต่ก็ได้การตอบรับว่าไม่เป็นอะไรกลับมาก่อนที่เสียงจะเงียบไป

 


          "ยูตะจะไม่เป็นอะไรใช่มั้ย"

 


          "ฉันว่าไปขอยาแก้ท้องเสียที่ห้องพยาบาลมาก่อนแล้วกัน"

 


          "เดี๋ยวฉันไปขอเอง นาย นายอยู่เฝ้ายูตะตรงนี้แหละ"  คนตัวเล็กที่หน้าซีดเป็นกระดาษรีบวิ่งไปทางตึกเรียน แจฮยอนมองตามอีกฝ่าย ถึงแม้มินฮยองจะทำอะไรไปโดยไม่คิดก็เถอะ แต่ก็รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำ เขานึกว่าเด็กคนนั้นจะปัดความผิดแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ซะอีก จนอดคิดไม่ได้ว่า หากคนที่ท้องเสียเป็นเขา มินฮยองจะทำแบบนี้มั้ย

 

 





          ยูตะเข้าโรงพยาบาล


 

          นี่คือสิ่งที่มินฮยองรู้สึกผิดที่สุดตั้งแต่เกิดมา ใบหน้าของยูตะซีดเซียว แต่ก็ยังยิ้มกว้างตามแบบฉบับเจ้าตัว

 


          "ขอบใจนะมินฮยองที่มาเยี่ยม" เจ้าของชื่อได้แต่ยิ้มแหยกลับไป ถึงยังไงก็ไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ยูตะเข้าโรงพยาบาล แม้ผลตรวจจะออกมาว่ายูตะอาหารเป็นพิษเเทนการดื่มน้ำที่ผสมยาระบายเข้าไปก็เถอะ

 


          คนตัวเล็กเดินคอตกออกมาจากโรงพยาบาล โดยมีแจฮยอนเดินตามหลัง คนตัวสูงมองแผ่นหลังเล็กที่ห่อจนจะรวมกันได้ มินฮยองอาสาจะออกค่ารักษาให้ แต่บังเอิญที่ลุงของยูตะเป็นหมอที่นี่เลยจัดการค่ารักษาพยาบาลเอง ถึงทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดแบบนั้น เขาเดินตามแผ่นหลังเล็กไปเรื่อยๆ เดินผ่านร้านค้า ยืนข้างกันตรงป้ายรถประจำทาง นั่งข้างกันบนรถ จนกระทั่งเดินเข้าหมู่บ้านด้วยกัน เด็กตัวแสบก็ไม่เงยหน้าขึ้นมาโวยวายหรือพูดจาเสียดสีเหมือนทุกครั้งที่ชอบทำตอนอยู่กับเขา

 


          มินฮยองเวอร์ชั่นหงอย เกิดมาก็เพิ่งเจอครั้งแรกนั่นแหละ

 

 

          อยู่ๆในหัวก็ดันคิดอะไรบ้าๆขึ้นมาอย่างหนึ่งจนต้องหลุดขำกับตัวเอง ไหนๆเขาก็ถูกมินฮยองแกล้งจนเกือบจะเป็นคนท้องเสียซะเอง(แต่ยูตะเป็นคนโดน) จะให้มินฮยองชดใช้ความผิดที่ก่อก็คงไม่เสียหาย

 


          "มินฮยอง"

 


          " อะไร"  เจ้าตัวยังคงก้มหน้าเดินไม่สนใจ

 


          "หยุดคุยกันก่อน" ที่เรากำลังเดินผ่านเป็นสนามเด็กเล่นส่วนกลางของหมู่บ้านพอดี ซึ่งมันเงียบเพราะท้องฟ้ามืดแล้ว ไม่มีเด็กๆตัวเท่าเอวออกมาเล่นเครื่องเล่นอย่างทุกครั้ง มินฮยองหันกลับมา แสงไฟเล็กน้อยทำให้เห็นใบหน้าเล็ก ที่ดูน่ารักและดูแสนแสบไปพร้อมๆกัน

 


          "มีอะไร?"

 


          "นายจะรับผิดชอบยังไงกับสิ่งที่ทำกับฉัน"

 


          เจ้าตัวพ่นหายใจ  "นายไม่ได้เป็นคนท้องเสียสักหน่อย"  คิ้วเล็กขมวดอย่างไม่พอใจ ไม่ใช่แจฮยอนหรือไงที่ไม่ดื่มแก้วนั้นเอง ไม่งั้นเขาก็ไม่ต้องมารู้สึกผิดแบบนี้หรอก

 


          คนที่ผิดตัวจริง คือ แจฮยอนต่างหากเล่า

 


          "ใช่ แต่ถ้าหาก ฉันเอาเรื่องที่นายวางยาเพื่อจะให้ฉันท้องเสีย แต่คนที่ท้องเสียเป็นยูตะ เอาไปบอกแม่นาย... แม่นายจะว่ายังไงน้า"  น้ำเสียงยียวนของคนที่เหนือกว่าทำมินฮยองแทบปริ๊ดแตก อยากหยิบอะไรหนักๆสักอย่างฟาดไปที่หน้าหล่อๆนั่นให้หายหมั่นไส้

 


          "ขู่ฉันหรือไง"

 


          "ฉันไม่ได้ขู่แต่ที่พูด เพื่อให้นายรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำกับฉัน และยูตะ"

 


          "ใช่ สำหรับยูตะ ฉันต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่นายอ่ะ ไม่เห็นเป็นอะไรสักหน่อย เห็นแต่มาปากดียืนขู่ฉันอยู่เนี่ย แล้วจะมาเรียกร้องอะไรอีก"

 


          นั่นไง มินฮยองคนเดิมกลับมาแล้ว เถียงฉอดๆ ไม่มีแรงตก ไม่เเม้จะพักหายใจ

 


          "งั้นก็ตามใจนาย ถ้าฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกแม่นาย นายก็ไม่มีสิทธ์ห้ามฉันนะ"  แจฮยอนกระตุกยิ้มแกล้งปั่นประสาทคนตัวเล็กที่ถลึงตาจนโตมากกว่าเดิม แต่ก้าวยังไม่ถึงไหน แขนหนาก็ถูกดึงให้ถอยหลังกลับมาเสียก่อน

 


          โดยเห็นคนน่าหมั่นไส้ใช้มือที่จับแขนเขาเมื่อครู่เช็ดเข้าที่กางเกงนักเรียนของตัวเอง  "ว่ามาสิ"

 


          "อะไร?"

 


          "นายจะให้ฉันทำอะไรก็ว่ามา"

 


          แจฮยอนหลุดยิ้ม เมื่อเห็นท่าทางหยิ่งๆนั่นที่สุดท้ายก็ยอมทำตามเพราะกลัวเขาจะเอาเรื่องที่ตัวเองก่อไปฟ้องแม่ ก็มินฮยองน่ะ กลัวหม่ามี๊ไม่รักจะตายนี่หน่า

 


          "ก็ดี เชื่อฟังกันง่ายๆแบบนี้"

 


          "รีบๆพูดมา ยุงกัดฉันเต็มไปหมดแล้ว"

 


          "สิ่งที่นายจะต้องทำเพื่อไถ่โทษฉันก็คือ มาเป็นแฟนฉัน"

 


          "เฮ้ย จะบ้าหรอ อี๊! ไม่เอาอ่ะ"  ว่าแล้ว ว่าผลตอบรับมันต้องเป็นแบบนี้ "ลืมมันไปได้เลยสิ่งนายพูด ยังไงฉันก็ ไม่! ทำ!มินฮยองเดินหนีไปแล้ว แต่ก็ต้องหยุดอีกครั้งเมื่อเขาพูดขึ้น

 


          "งั้นนายก็เตรียมโดนหม่ามี๊นายทำโทษได้เลยมินฮยอง"

 


          คนตัวเล็กค่อยๆหันมา ถ้าเกิดคนตรงหน้าเป็นสุนัข ต้องแยกเขี้ยวเตรียมกระโดดกัดเขาแน่นอน  "ไม่มีอย่างอื่นให้ทำแล้วหรือไง"  คนตรงหน้าพูดลอดไรฟัน

 


          "ไม่มี เพราะนี่มันเร่งด่วน" ตามความจริง ที่เขาให้มินฮยองมาเป็นแฟน เอ่อ หมายถึงแกล้งเป็นแฟนกันหลอกๆก็เพราะมีเด็กผู้หญิงที่ดันเป็นลูกสาวเพื่อนสนิทของคุณนายจองที่เจอเมื่ออาทิตย์ที่เเล้ว ขอไลน์จากเเม่ของเขาและก็ทักมาทุกวัน ด้วยความที่ปฏิเสธคนไม่เป็นบวกกับเป็นลูกสาวเพื่อนเเม่ด้วยเเล้วยิ่งเพิ่มความลำบากใจให้เเจฮยอนไปใหญ่ เเล้วที่ทำให้เขาต้องคิดเรื่องนี้ก็เป็นเพราะเเม่ของเขาบอกว่า 'ถ้าเกิดเเจฮยอนไม่ได้ชอบใคร ก็ลองคุยกับลูกสาวเพื่อนเเม่ดู' ซึ่งเขาไม่มีทางออกเลยในเมื่อตอนนี้เขาไม่มีคนที่ชอบอยู่

 


          "เร่งด่วนของนายมันคืออะไร"

 


          "เเม่ให้ฉันคุยกับน้องผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ฉันไม่รู้จะปฏิเสธยังไง แล้วที่ทำให้ลำบากใจหนัก คือน้องคนนั้นเป็นลูกแม่เพื่อนฉัน ซึ่งเสาร์นี้ ต้องไปเจอกันอีกครั้ง...  ถ้าเป็นไปได้ฉันก็ไม่อยากจะเลือกนายหรอก"

 

 

          "อย่าบอกนะว่าที่นายเลือกฉันเป็นเพราะเหตุผลที่เราไม่หน้าชอบกัน"

 


          "ใช่ ที่เราไม่ชอบกันแบบนี้เป็นประโยชน์ที่สุดแล้ว ตอนที่นายแกล้งเป็นแฟนฉันอยู่ นายจะได้ไม่เกิดตกหลุมรักฉันขึ้นมา"

 


          "อี๋ กล้าพูด" มินฮยองเบะปาก ก่อนจะเงียบไปเหมือนกำลังใช้ความคิด เเต่ถึงมินฮยองจะไม่ช่วยกันเขาก็คงทำอะไรไม่ได้ เดี๋ยวพอถึงวันนั้นก็หาวิธีได้เองแหละ

 


          "ตกลง"

 


          "ฮะ!"

 


          "ก็บอกว่าตกลงไง  มาตกใจอะไร แต่ที่ฉันทำก็เพราะไม่ให้นายเอาเรื่องนั้นไปบอกหม่ามี๊ต่างหาก ไม่ได้คิดอะไรกับนายนะ อย่าหลงตัวเอง"




          "ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่"

 


          มินฮยองพ่นลมหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วยื่นมือออกมา "ถือว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกันเเล้วนะ แล้วนายก็ช่วยรักษาสัญญาที่ให้ไว้ด้วย ใครผิดคำพูดเป็นหมา"

 


          แจฮยอนยิ้มก่อนจะยื่นมือไปจับ  "deal!"

 

 

 


 

          



     "แล้วแม่เราจะเชื่อได้ไงว่าเราสองคนคบกัน ท่านเห็นเราทะเลาะกันประจำนะ"

 


          (ก็บอกไปว่าทะเลาะกันไปทะเลาะกันมาแล้วชอบ)

 


          "เหตุผลเลี่ยนชะมัด"

 


          (แล้วจะให้ตอบว่าอะไร)

 


          "ไม่รู้เว้ย.. แบบนี้ก็ได้แหละ"

 


          ประโยคข้างบนเกิดจากการสื่อสารทางโทรศัพท์ ห้องเราสองคนไม่ได้ตรงกันเหมือนในหนังแน่นอน ดังนั้นจึงโชคดีที่ไม่ต้องคุยกับแบบเห็นหน้า แล้วที่มีเบอร์ของแจฮยอน ก็เป็นเพราะหม่ามี๊ให้เมมไว้เกิดฉุกเฉินอะไรให้โทรเรียกแจฮยอนมาช่วย อะไรๆก็แจฮยอนไปเสียหมด

 


          (เริ่มเป็นแฟนกันตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลยนะ)

 


          "แล้วจะเลิกเป็นเมื่อไหร่"

 


          (อืม.. จนกว่าน้องยูอาจะเชื่อ)  ยูอาคือตัวละครที่ทำให้เขาต้องมาสวมบทบาทแฟนกำมะลอของแจฮยอนนั่นเอง

 


          "ถ้าน้องไม่ยอมเชื่อง่ายๆต้องเป็นจนแก่ตายเลยมั้ยอ่ะ"  แกล้งแขวะใส่อีกคนไปที จนได้ยินเสียงจิ๊ปากรำคาญกลับมา

 


          (อย่างนั้นก็ได้ ถ้านายยอมนะ)  คราวนี้เป็นมินฮยองที่โดนย้อนแทน

 


          "โอเคๆ ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย แค่นี้นะ" กดตัดสายก่อนที่อีกฝ่ายจะพูด ร่างเล็กล้มตัวนอนด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจ ถ้าเกิดไม่คิดเล่นพิเรนทร์อยากจะเเกล้งเเจฮยอนขึ้นมา ก็ไม่ต้องมาอยู่ในเรื่องบ้าๆนี่ มินฮยอง ทำไมโง่เเบบนี้เนี่ย

 

 






 

          'หม่ามี๊มีประชุม'

 


          โพสอิทที่ติดหน้าตู้เย็นบอกไว้เเบบนั้น ดังนั้นวันนี้มินฮยองจึงต้องนั่งรถไปเรียนเอง หลังจากตรวจความเรียบร้อยของบ้านดีแล้ว ถึงได้เดินออกมา ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่รั้วข้างบ้านเปิดออก พร้อมกับลูกชายคนโตของคนข้างบ้านออกมาพร้อมชุดนักเรียนที่เหมือนกับมินฮยองเป๊ะๆ

 


          "ไม่เอาจักรยานมาด้วยอ่ะ" ถามด้วยความสงสัย บางทีแจฮยอนอาจจะลืม แต่เปล่าเลย หมอนั่นล็อครั้วบ้านแล้วมายืนข้างๆมินฮยองที่กำลังล็อครั้วบ้านด้วยแม่กุญแจเหมือนกัน

 


          "ก็จะไปโรงเรียนด้วยไงล่ะ"

 


          มินฮยองเบิกตากว้างแล้วส่ายหัวรัวๆ "บ้าหรือเปล่า ต้องทำขนาดนี้เลยหรือไง"

 


          "ปกติเราก็เดินเข้าโรงเรียนด้วยกันไม่ใช่หรอ จะอายอะไรอ่ะ"

 


          "ก็จริง แต่นั่นมันบังเอิญเว้ย" มินฮยองพ่นลมหายใจอีกครั้ง "นี่ บอกเรื่องนี้กับเพื่อนไม่ได้ใช่มั้ย"

 


          "ไม่ได้"

 


          "โอเคๆ" มินฮยองถอนหายใจ ตั้งแต่รู้จักแจฮยอนไม่มีครั้งไหนที่ไม่ถอนหายใจทิ้งด้วยความเหนื่อยหน่ายเลยสักครั้ง สุดท้ายเราก็ต้องไปโรงเรียนด้วยกันตามคำสั่งท่านผู้นำแจฮยอน จอมเผด็จการ

 

 







          ไม่มีประโยคสนทนาระหว่างที่เราทั้งคู่เดินเข้าโรงเรียน พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเกร็งนั่นเอง ปกติเราอยู่ด้วยกันต้องมีเสียงทะเลาะไม่ก็เถียงกันถึงแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเท่าขี้มด ดังนั้นถ้าหากเราอ้าปากคุยกันเมื่อไหร่แล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดไม่เข้าหูขึ้นมา แผนการหลอกๆของแจฮยอนพังเเน่นอน..  พังไปพร้อมกับชีวิตของเขาที่จะต้องโดนหม่ามี๊เอาไม้ฟาดก้นไม่ก็โดนไล่ออกไปนอนนอกบ้านหากรู้ว่าลูกชายสุดน่ารักไปทำอะไรเข้า

 



          วันนี้ไม่เหมือนทุกวัน จากที่เราจะแยกกันไปคนละทาง แต่คราวนี้เราเดินขึ้นตึกเรียนพร้อมกัน ชั้นเรียนเราอยู่ชั้น 6 ที่นี่ไม่มีลิฟต์ ดังนั้นการออกกำลังตอนเช้าเป็นสิ่งที่ไม่แย่ เพราะมันแย่ตั้งแต่เดินข้างๆเเจฮยอนเเล้ว ห้องเรียนเราต้องใช้เวลาเดินไปเพราะทางที่ขึ้นนั้นใกล้สุดเป็นห้อง 10  แต่ก่อนที่จะเดินผ่านไป ก็เจอแก๊งค์ปากแมวที่นั่งอยู่หน้าระเบียง โห่ ร้องแซวชาวบ้านเหมือนชีวิตนี้ไม่มีอะไรทำ

 


          "วันนี้คู่แข่งลีจองมาด้วยกันด้วยว่ะ"  คู่แข่งลีจองเป็นชื่อเล่นของเราทั้งคู่ที่คนอื่นมักเรียกกัน ที่ได้ยินทีไรก็คันเท้าทุกที มินฮยองเลือกที่จะไม่สนใจ ถ้าไม่ติดที่ว่าพวกนั้นยังส่งเสียงล้อไม่หยุด

 


          "ไม่ใช่ว่าที่มาด้วยกันจะคบกันแล้วหรอวะ ทะเลาะกันไปกันมา ปิ๊งกันเฉย"  เสียงหัวเราะชอบใจพร้อมกับการตบมุกไปมา ดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงหัวเราะในลำคอ แจฮยอนหันมามองหน้ามินฮยองที่ให้ความหมายประมาณว่า

 


          'ไม่ต้องเสียเวลาขยายความให้คนอื่นฟัง ไหนๆพวกนี้ก็เข้าใจแล้วว่าเราคบกันเพราะอะไร เหตุผลเหมือนที่เตี๊ยมไว้เป๊ะๆ'

 


          "ใช่"  แจฮยอนพูดสวนขึ้นดังพอให้คนแถวนั้นได้ยิน พวกที่หัวเราะชอบใจหยุดทันทีเหมือนมีคนไปกดปุ่ม pause

 


          "ว่าไงนะ"

 


          "ใช่ เราสองคนคบกัน" คนข้างๆทวนประโยคนั้นอีกรอบ ทำเอาไม่ใช่เเค่กลุ่มหูหนวกกะทันหันถึงกับทำปากหวอ คนที่อยู่ระเบียงแถวนั้นก็ได้ยินด้วย มินฮยองกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ ไม่คิดว่ามันจะต้องเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้นี่!!

 


          "อย่าบอกนะว่าที่ไปเยี่ยมยูตะด้วยกันเมื่อวาน"เสียงซุบซิบดังไปทั้งชั้นจนมินฮยองหน้าแดง ไม่ได้เขินกับประโยคที่แจฮยอนพูด แต่อายที่โดนหลายสิบคนจ้องมาเพราะความอยากรู้ และไม่พ้นที่คนที่ได้ยินจะเอาไปเรื่องนี้ไปกระจายอีก

 


          "ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย" แจฮยอนถามขึ้นมาเมื่อคนพวกนั้นเงียบไปและส่ายหัวให้คำตอบว่าไม่มีอะไรอีกแล้ว ยังไม่ทันที่ร่างเล็กจะถอนหายใจโล่งอกเพราะกลัวการถามซอกแซก มืออุ่นๆของคนที่ตัวสูงกว่าเกือบสิบเซนติเมตรก็คว้ามือนุ่มนิ่มไปจับ ราวกับมีไฟฟ้าสถิต มินฮยองสะดุ้งตกใจ แต่ก็ไม่ได้สะบัดมือออก


 

          ภาพตรงหน้าเหมือนภาพสโลโมชั่นที่เป็นไปอย่างช้าๆ ไม่ใช่ว่าเป็นครั้งแรกที่เคยจับมือกับแจฮยอน ครั้งแรกนั้นเป็นการจับมือที่ไม่ได้ตั้งใจ และชั่ววินาทีเขาก็ดึงมือออกแล้วเอามือเช็ดเสื้ออีกคนทันที แต่คราวนี้มันไม่ใช่ การจับมือครั้งนี้มันเกิดขึ้นจากความตั้งใจถ้าไม่นับเหตุผลบ้าๆที่เราก่อขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนกัน ดวงโตกลมโตจ้องไปยังมือที่จับกันนั้น โดยที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่ปกติ เหมือนเพิ่งได้ออกกำลังกายมาเหนื่อยๆ แต่ไม่ใช่ เขาไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ได้วิ่ง ไม่ได้กระโดดตบอะไรทั้งนั้น แต่ที่หัวใจเต้นผิดปกติ มันเป็นเพราะลูกคนข้างบ้านจับมือเขาต่างหาก!!!

 

     

  

45%




          "ไปเป็นแฟนกันตอนไหน"

 


          มินฮยองโดนยิงคำถามประเภทนี้มาไม่ต่ำกว่า 10 รอบ สิ่งที่เลือกมาเป็นคำตอบนั้นก็ตามที่เตี๊ยมกันมากับแจฮยอนก่อนหน้านี้แล้ว ถึงคนพวกนั้นดูไม่มีทีท่าจะเชื่อ แต่ก็ต้องยอมเลิกสงสัยไปอยู่ดี เพราะเขาคงหาคำตอบที่ทำให้เชื่อมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

 


          แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ของตอนนี้ก็คือ กลุ่มเพื่อนของมินฮยองเองที่รู้ไส้รู้พุงกันดีถึงความเกลียดและเหม็นขึ้หน้ามนุษย์ลูกคนข้างบ้านที่ดูยังไงเราก็คงไม่สามารถญาติดีกันได้ โดยเฉพาะแฮชาน

 


          มันก็ต้องรู้สึกแปลกใจอยู่แล้ว ในเมื่อเมื่อวานยังวางยาถ่าย พอวันรุ่งขึ้นกลายเป็นแฟนกันเฉย

 


          แต่ได้โปรดเถอะแฮชาน ช่วยเชื่อฉันที

 


          "ก็.. ชอบกันไง ถึงได้เป็นแฟนกัน" มินฮยองยิ้มแห้งๆก่อนจะหย่อนตัวนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบค้นการบ้านที่ทำเสร็จตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นมาตรวจสอบ ทั้งแก้เขียนใหม่ และเพิ่มเติมคำตอบเพื่อให้เพื่อนๆเลิกสนใจสักที และมันก็ได้ผล คนพวกนั้นส่ายหัวให้เมื่อไม่ได้คำตอบจนพากันกลับที่ โดยมีแฮชานที่ยังคงมองไปยังเพื่อนสนิทของตัวเองด้วยความสงสัย

 

 



          ออดเลิกเรียนคือเสียงจากสวรรค์ ทุกคนในห้องต่างรีบเก็บกระเป๋าตั้งแต่ก่อนอาจารย์วิชาประวัติศาสตร์จะสอนจบเสียอีก เสียงซุบซิบอะไรบางอย่างตรงหน้าประตูเป็นสิ่งที่น่าสงสัย แจมินถึงได้ลากเจโน่ที่นั่งข้างๆให้ลุกไปดูพร้อมกัน ส่วนมินฮยองก็กวาดหนังสือเรียนที่อยู่ใต้โต๊ะเข้ากระเป๋า แต่จังหวะหนึ่งที่หนังสือเล่มบนสุดไหลลงพื้น ทำให้ต้องรีบใส่หนังสือที่อยู่ในมือเก็บเข้ากระเป๋าให้เรียบร้อยเสียก่อน ถึงค่อยก้มลงไปเก็บ แต่ขณะที่เอื้อมมือไป สายตาดันเจอเข้ากับรองเท้าผ้าใบคุ้นตา ถึงได้รีบคว้าหนังสือที่หล่นอยู่ไม่ห่างกันขึ้นมา

 


          แต่เพราะความรีบ หัวกลมๆถึงได้โขกเข้ากับใต้โต๊ะเสียก่อน

 


          "โอ๊ย" มินฮยองล้มลงไปนั่งกับพื้น เมื่อความขี้ซุ่มซ่ามประจำตัวเกิดแว้งมาทำร้ายเจ้าตัวเข้า

 


          "เป็นอะไรหรือเปล่า"  เจ้าของเสียงนุ่มทุ้มที่เป็นเจ้าของเดียวกันรองเท้าผ้าใบอันแสนคุ้นตานั่น มินฮยองแหงนหน้ามองคนที่ยื่นมือมาเพื่อจะดึงเขาขึ้น ถ้าในสถานการณ์ปกติ คงได้ปัดมือและแขวะถึงความแสดงตัวเป็นคนดีของหมอนั่น แต่สายตาหลายสิบคู่ที่ต่างจ้องมาด้วยความสนใจ ถึงได้ยอมยื่นมือไปให้แจฮยอนดึงขึ้นแต่โดยดี

 


          "ไม่เป็นไร"  ถึงปากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่ความรู้สึกเจ็บหนึบๆก็ทำให้ต้องส่งมือขึ้นไปลูบ ถ้านั่นคือความตั้งใจของมินฮยอง กลับช้ากว่าแจฮยอนที่ยื่นมือมาลูบหัวบริเวณที่เป็นจุดโดนกระแทก

 


          มินฮยองเบิกตากว้างตกใจและเกิดอาการข้างเคียงคือหน้าร้อนและหูร้อนขึ้นมาฉับพลัน ถึงได้รีบดึงมือของคนหวังดีลงทันที แล้วขยับเข้าไปประชิดตัวของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้คนอื่นได้ยินสิ่งที่ตนกำลังพูด "คิดจะทำอะไร"

 


          แจฮยอนหัวเราะในลำคอสองสามครั้ง ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบแผ่วเบา "ทำให้สมบทบาทคนเป็นแฟนไง"

 


          คนตัวเล็กกว่ารีบผละออกมาอย่างรวดเร็วแล้วยิ้มหวานอาบยาพิษให้หนึ่งที

 


          "มารับมินฮยองหรอ" เสียงใสจากเพื่อนตาหวานถามขึ้น และเป็นที่สนใจกับเพื่อนอีกหลายชีวิตที่ยื้อเวลาอยู่ในห้องให้นานขึ้นเพื่อเก็บเรื่องของคนทั้งคู่ไปเล่าต่อ ก็แน่นอนว่าต้องมีคนให้ความสนใจกับความสัมพันธ์พิลึกของทั้งสองคนอยู่แล้ว

 


          "ใช่.. "

 


          มินฮยองจ้องหน้าแจฮยอนเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่หมอนั่นพูดไม่ได้พูดเล่น

 


          "เก็บของเสร็จหรือยังอ่ะ" 

 


          "อื้อๆ เสร็จแล้ว"  มินฮยองรีบสะพายกระเป๋าขึ้นบนหลังก่อนจะเดินตามแจฮยอนไปโดยไม่ลืมหันมาโบกมือลาเพื่อนๆที่ส่งยิ้มแปลกๆให้

 


 

 

          ทั้งคู่เดินพ้นประตูโรงเรียนมามากพอที่จะไม่เจอคนรู้จัก วันนี้แจฮยอนไม่ได้ขี่จักรยานมาเหมือนทุกครั้ง ดังนั้นเราเลยต้องอาศัยรถประจำทางกลับ แต่แจฮยอนไม่ได้ข้ามไปขึ้นฝั่งที่รถจะผ่าน คนตัวสูงพามายังป้ายรถที่ตั้งอยู่ฝั่งเดียวกันกับโรงเรียน

 


          "นี่จะไปไหนน่ะ"

 


          "จะพาไปรับเฮรินด้วยกัน"  เฮรินที่แจฮยอนหมายถึงก็คือน้องสาววัยประถมที่เรียนอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนของเราทั้งคู่เท่าไหร่ ทันทีที่ที่มีรถสายที่ผ่านโรงเรียนของเฮริน มินฮยองก็โดนคว้าแขนลากขึ้นรถไปพร้อมกันโดยไม่ทันจะตั้งตัวหรือปฏิเสธเลย ทั้งคู่ขึ้นมาเพื่อหาที่นั่ง และบนรถก็มีเพียงที่นั่งสองที่ข้างหลังพอดี

 


          "ไม่เข้าไปหรอ" มินฮยองถามขึ้นเมื่อเห็นว่าแจฮยอนที่เดินมาถึงก่อนไม่ยอมเข้าไปนั่ง "นายชอบนั่งติดริมหน้าต่างนี่"

 


          "ไม่เป็นไรหรอกน่า เข้าไปสิ" เมื่อเห็นว่ามินฮยองยังยืนเฉย ก็ออกแรงดันให้เข้าไปนั่งอีกรอบ ที่เขามีข้อมูลของแจฮยอนเป็นเพราะจะได้รู้จุดอ่อนแล้วมาจัดการเจ้าตัวทีหลังต่างหาก ไม่ได้อยากจะจำเรื่องแบบนั้นให้รกสมองเท่าไหร่หรอกนะ

 


          ไม่นานรถก็มาจอดตรงหน้าโรงเรียนประถมของเฮริน แจฮยอนบอกว่าปกติคุณแม่จะเป็นคนมารับ แต่เพราะวันนี้ท่านติดประชุมถึงค่ำ ถึงได้ให้แจฮยอนมารับน้องแทน มินฮยองเดินตามหลังร่างที่มีส่วนสูงน่าอิจฉา ท่าทางสุภาพตอนคุยกับอาจารย์ทียืนอู่หน้าประตูทางเข้าโรงเรียนเพื่อแจ้งว่าจะเข้ามารับน้องมันดูอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

 


          "เฮรินคะ" แจฮยอนเอ่ยเรียกเด็กวัยประถมผมเปียที่นั่งหันหลังให้ เมื่อเธอหันมาก็ส่งยิ้มกว้างพร้อมลักยิ้มที่เหมือนกับพี่ชายของเธอ แจฮยอนโน้มตัวไปเพื่อพูดคุยกับเด็กหญิงตรงหน้าแล้วรับกระเป๋าสะพายของเฮรินขึ้นมาถือ ท่าทางที่ดูทุลักทุเลทำให้มินฮยองเอ่ยปากช่วย

 


          "เดี๋ยวฉันถือกระเป๋าเฮรินให้เอง นายก็จับมือน้องเดินไปแล้วกัน" แต่แจฮยอนปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่ากระเป๋าเฮรินหนักใช่เล่น ขนาดที่เขายังไม่อยากให้น้องสาวตัวเองสะพายกระเป๋าใบนี้นานๆถ้าไม่จำเป็น


 

          "นายจับมือเฮรินไปเถอะ เฮรินเดินจับมือกับพี่มินฮยองนะคะ ห้ามปล่อยเด็ดขาดเลยนะ" รอยยิ้มอบอุ่นที่นานๆทีจะเห็นปรากฏเมื่อคนตรงหน้าคือน้องสาวตัวเล็กที่ส่งยิ้มกว้างตอบกลับแล้วคว้ามือมินฮยองมาจับ มินฮยองกระชับมือเล็กนุ่มนิ่มนั้นให้แน่นมากขึ้น

 


          รถประจำทางสายที่ผ่านมาพอดีเป็นสายที่ทั้งสามคนขึ้น บนรถที่เหลือเพียงที่นั่งเดียวทำให้ร่างที่มีส่วนสูงต่างกันเกือบ 10 เซนต์ต้องยืนข้างกันโดยปริยาย โดยมีเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักที่ได้รับที่นั่งสุดท้ายยังคงจับมือมินฮยองไม่ปล่อย

 


          "พรุ่งนี้ฉันกับนายมีนัดกันนะ"

 


          "ฉันยังไม่พร้อมเลยอ่ะ นายหาคนอื่นมาก่อนได้มั้ย"

 


          "ได้ยังไง สัญญากันแล้วไม่ใช่หรอ คิดจะเบี้ยวหรือไง"

 


          "ไม่ใช่ เฮ้อ ก็ได้ๆ พรุ่งนี้เจอกันสุดท้ายก็ยอมตกปากรับคำไปอย่างไม่มีทางเลือก ยิ่งเห็นสายตาของคนตัวสูงกว่าที่หัวเราะหึๆอย่างพอใจในลำคอก็ยิ่งโทษตัวเอง ถ้าไม่ไปวางยาระบายมัน เขาก็ไม่ต้องมาทำเรื่องบ้าๆแบบนี้!!!!

 

 

 

 

 

             นอนไม่หลับ

 


เพราะความกังวลที่ดันต้องมารับบทเป็นแฟนแจฮยอนไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนที่ยอมจำใจบอกแม่ถึงความสัมพันธ์(?) ประหลาดๆของเราทั้งคู่ให้ทันฟัง ก็ได้รับเสียงหัวเราะเสียงใสพร้อมกับคำว่า ไม่อยากจะเชื่อเลย ใช่ เขาก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้….

 


มินฮยองเผลอหลับไปก่อนถึงเวลานัดสองชั่วโมง มนุษย์ลูกคนข้างบ้านก็โทรมาจิกเพราะกลัวเขาเบี้ยวนัด สุดท้ายก็ยอมพาร่างที่ขอบตาช้ำจากการนอนน้อยของตัวเองไปอาบน้ำแต่งตัว หลังจากนั่งตักข้าวเข้าปากไปไม่กี่คำ เสียงออดหน้าบ้านก็ดังขึ้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นใคร มินฮยองลากรองเท้าแตะออกไปเพื่อเปิดประตูบ้าน จากสะลึมสะลือเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเบิกตากว้าง และอาการนี้ก็ไม่แตกต่างจากแจฮยอนเท่าไหร่

 


        บ้ามากๆ ที่เราดันสวมเสื้อแขนยาวสีฟ้าเหมือนกัน

 


        อี๋มินฮยองพูดขึ้นก่อนพร้อมทำหน้ารังเกียจ อยากจะวิ่งขึ้นบ้านแล้วค้นตัวเสื้อผ้าเพื่อเปลี่ยนชุดเดียวนี้แหละ

 


        อี๋อะไร

 


        “ทำไมต้องมาแต่งตัวเหมือนฉันด้วย ขี้เลียนแบบ

 


        แจฮยอนหัวเราะในลำคออย่างนึกหมั่นไส้ คิดว่าบนโลกนี้นายใส่ไอ้นี่ได้คนเดียวหรอ

 


        ไม่รู้อ่ะ ฉันจะเปลี่ยน แจฮยอนเห็นอีกฝ่ายหมุนตัวก็รีบเข้าไปคว้าแขนเอาไว้

 


        ห้ามเปลี่ยน ถ้านายเปลี่ยนฉันจะบอกเรื่องวันก่อนให้แม่นายฟัง อยากก้นลายก็ลองดู

 


        เรื่องทำให้มินฮยองหัวฟัดหัวเหวี่ยงคืองานถนัดของแจฮยอน

 


        หลังจากลาแม่เพื่อจะออกไปสำหรับเดทแรกของเรา ทั้งคู่ก็เดินออกจากบ้านพร้อมกับการจับมือปลอมๆหลอกบุพการี หลังจากพ้นสายตา ทั้งคู่ก็เด้งตัวออกพร้อมกันทันทีโดยไม่มีใครสั่ง

 


        มินฮยองเหล่ตามองแจฮยอนที่รับโทรศัพท์จากยูอา ซึ่งคาดว่าเด็กคนนั้นน่าจะไปถึงที่นัดหมายแล้ว หลังจากวางสาย แจฮยอนก็เล่าถึงแผนการ รวมถึงการปฏิบัติตัวเป็นแฟนให้เนียนที่สุด จนคนฟังอย่างมินฮยองขนลุกเกรียว ได้แต่ภาวนาขออย่าให้ได้เจอคนรู้จักในระหว่างที่เราต้องเป็นแฟนกันเลย

 




        ตั้งแต่มาถึงยังย่านศูนย์การค้า แจฮยอนก็ไม่ยอมปล่อยมือเล็กๆให้เป็นอิสระ มินฮยองไม่รู้ว่าตอนนี้หน้าของตัวแดงเถือกไปเฉดไหนแล้ว ถึงได้หันไปมองเรื่อยเปื่อยบรรเทาความร้อนผ่าวที่ระอุบนหน้า กวาดตามองอะไรก็ได้เพื่อไม่ให้ต้องเห็นหน้าแจฮยอน ทั้งคู่เดินมาถึงยันร้านอาหารร้านหนึ่งที่อยู่ชั้น 3 ร้านอาหารญี่ปุ่นของโปรดของแจฮยอน ดูแล้วเด็กคนนั้นน่าจะตั้งใจเลือกร้านให้ประทับใจเพื่อนข้างบ้านของเขา

 


        แจฮยอนพาเขาเดินไปยังที่นั่งติดริมหน้าต่าง เอ่ยทักทายยูอาที่นั่งอยู่เพียงลำพัง ทันทีที่หญิงสาวเลื่อนสายตามาเจอเขา จากยิ้มหวานๆกลายเป็นยิ้มเจื่อนทันที แต่ก็ยังคงรักษามรรยาทเอาไว้ไม่ให้น่าเกลียด คนตัวสูงกว่าดันหลังเขาให้เขาไปนั่งข้างใน ก่อนที่ตัวเองจะหย่อนตัวนั่งลงข้างๆด้วยกัน แจฮยอนแนะนำตัวเขาให้กับยูอารู้จัก สาวน้อยยิ้มหวานแล้วแนะนำตัวของตัวเองเช่นกัน

 


        ตลอดระยะเวลาที่ทานอาหาร มินฮยองไม่รู้สึกเลยว่ายูอาจะเป็นเด็กที่ร้ายกาจเหมือนในละครหลังข่าวเลยสักนิด เธอชวนเขาคุยด้วยเสียงสดใส แถมยังคอยตักอาหารให้เขาอีกด้วย จนแอบรู้สึกผิดที่มาแกล้งหลอกเป็นแฟนแจฮยอน

 


        ทานอาหารเสร็จ เราไปดูหนังกันมั้ยคะ ยูอาดูรอบแล้ว ตอนบ่ายสามโมงน่าจะกำลังดี

 


หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งสามคนก็ขึ้นไปยังชั้นบนเพื่อดูหนังตามความต้องการของยูอา โดยแจฮยอนเป็นคนไปซื้อตั๋วแล้วปล่อยให้เขายืนเป็นเพื่อนยูอา

 


        พี่มินฮยองคะ ยูอาขอถามอะไรหน่อยได้มั้ย

 


        “ถ้าไม่ยากไป ก็ได้ครับ

 


        “พี่มินฮยองบอกคบกับพี่แจฮยอนมา 2 ปีแล้ว ยูอาอยากรู้ค่ะ ว่าพี่มินฮยอง ทำไมถึงชอบพี่แจฮยอนหรอคะ

 

 

 

 

 

        เมื่อดูหนังจบ ก็เย็นมากพอดี แจฮยอนและมินฮยองเดินไปส่งยูอาที่รถของที่บ้านมารับ หญิงสาวโบกมือลาเขา แล้วอยากให้ครั้งหน้าเรามาเจอกันอีก และนั่นถึงกับทำให้แจฮยอนรู้สึกแปลกใจกับความสนิทของทั้งคู่แต่ก็ไม่ถามอะไร

 



        เมื่อพ้นสายตาของยูอา แจฮยอนก็ปล่อยมือเล็กที่จับมาตลอดทางให้เป็นอิสระ ท่าทางเก้ๆกังๆทำตัวไม่ถูกตลอดระยะเวลาที่สมบทเป็นแฟนที่รักกันมากๆเกือบทั้งวัน

 


        เราทั้งคู่ขึ้นรถประจำทางกลับบ้านตามเดิม เสียงบนรถเงียบไม่มีบทสนทนาระหว่างเขาทั้งคู่ มินฮยองที่ได้ที่นั่งริมหน้าต่างมองออกไปข้างนอกอย่างเหม่อลอย แต่ในหัวกลับมีแต่เรื่องของวันนี้ฉายวนไปมาไม่หยุด มันน่าแปลกที่เราทั้งคู่ปล่อยให้บรรยากาศตรงนี้เงียบแทนที่จะมีเสียงเถียงกันอย่างทุกครั้งที่เจอหน้า

 


        บางทีก็ไม่รู้เลยว่า ความสัมพันธ์ของเขาทั้งคู่ กำลังจะเปลี่ยนไป

 

 

 



       

        ช่วงนี้ไม่เห็นอยู่กับแจฮยอนเลยนี่ แฮชานหย่อนตัวนั่งตรงข้างหน้ามินฮยอง เจ้าของใบหน้าเล็กเงยขึ้นจากแบบฝึกหัดที่ทำอยู่แล้วไหวไหล่เล็กน้อย

 


        เป็นเขาเองแหละที่เลือกจะเดินหนี จากที่ปกติเจอหน้าแจฮยอนก็มักจะชอบวิ่งไปหาเรื่องอีกฝ่ายก่อน

 


        แต่ตั้งแต่วันที่เราไปเดทกัน หมายถึงที่เราแกล้งเป็นแฟนกัน เขารู้แปลกที่หัวใจๆ จนเลือกที่จะถอยห่างจากแจฮยอน ถ้าถามว่าอาการแปลกที่ติดค้างอยู่ในหัวหายไปมั้ย มันก็ไม่ แต่ทำแล้วมันสบายใจนี่หน่า

 


        ทะเลาะกันหรอ

 


        “เปล่า มินฮยองไม่รู้จะพูดยังไง ก็ในเมื่อเขากับแจฮยอนเล่นเป็นแฟนกันเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น แล้วหลังจากวันนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย จะบอกว่าทะเลาะกันก็ไม่ได้ เพราะเรายังไม่ได้คุยกันเลยแม้แต่คำเดียว

 


        “นายดูแปลกๆนะ เป็นอะไรหรือเปล่า คุยกับฉันได้นะ แฮชานเอียงหน้าเพื่อมองหน้าของมินฮยองให้ชัดขึ้น ถ้ามินฮยองเงยหน้าขึ้นมา แล้วสบสายตาเขา เขาก็จะอ่านออกในทันทีว่าเจ้าตัวรู้สึกยังไง

 


        “… เฮ้อ ถ้ามี นายจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครฟังใช่มั้ย

 

 

 


 

        มินฮยองยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้แฮชานฟัง จริงๆก็แอบขำกับใบหน้าของเพื่อนสนิทที่ทำหน้าอึ้งๆไปด้วย

 


        มินฮยอง ฉันก็มีอะไรจะบอกเหมือนกัน

 


        อะไร

 


        ยิ่งเห็นแฮชานอ้ำๆอึ้งๆเหมือนลังเล ก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปเขย่าตัวให้อีกฝ่ายพูดออกมาเสียที จนแฮชานต้องยกมือเพื่อให้มินฮยองหยุดเขย่าตัวเขาก่อนที่จะเวียนหัวและเป็นลมล้มพับไปก่อน

 


        เรื่องวันนั้นอ่ะ วันที่นายเอายาระบายใส่ให้แจฮยอนน่ะ จริงๆแล้วแก้วนั้นไม่มียาระบายนะ

 


        “ห้ะ!”

 


        “เหรินจวิ้นที่เข้ามาช่วยฉันยกน้ำไป รู้ว่านายจะแกล้งแจฮยอนเลยเทน้ำนั้นทิ้งพร้อมทั้งแก้ว แล้วเอาน้ำแดงที่ไม่มียาระบายนั้นเทใส่ไปใหม่

 


        “เดี๋ยวนะ ถ้านายบอกว่าเหรินจวิ้นทิ้งแก้วนั้นไปแล้ว แล้วทำไมยูตะที่เป็นคนกินแทนถึงท้องเสียล่ะ

 


        “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน

 


        มินฮยองขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจเหตุการณ์เท่าไหร่ ถ้ายูตะไม่ได้ท้องเสียเพราะเขา งั้นวันนั้น เขาก็ไม่มีความผิดเลยน่ะสิ

 



 

        หลังเลิกเรียน มินฮยองรีบวิ่งไปดักรอยูตะที่ห้องแล้วลากเจ้าตัวออกมาเพื่อคลายความสงสัยที่ยูตะท้องเสียทั้งๆที่ไม่ได้กินยาระบายเข้าไป.. ก็ได้คำตอบว่า ก่อนวันที่ยูตะจะกินน้ำแก้วน้ำ เจ้าตัวไปกินของแสลงมาแล้วดันเกิดท้องเสียเอง แล้วที่มินฮยองกับแจฮยอนไปเยี่ยมวันนั้นก็คิดว่าไปเยี่ยมเพราะความเป็นห่วงเฉยๆ

 


        เมื่อได้รู้ความจริงก็รู้สึกว่าตัวเองหน้าแห้งทันที ไม่รู้จะทำยังไง ก็ในเมื่อเขาไถ่โทษแจฮยอนทั้งๆที่ไม่มีความผิดเลยแม้แต่น้อย ความคิดแรกที่ปรากฏขึ้นมา คือ อยากวิ่งไปเตะขามนุษย์ลูกคนข้างบ้านเสียเดี๋ยวนี้ แต่มาคิดอีกที ก็พบว่าตัวเองก็หนีหน้าหมอนั่นอยู่ แล้วอีกอย่าง แจฮยอนก็ไม่รู้ว่ายูตะท้องเสียเพราะอะไรด้วยซ้ำ

 


        เพราะอาการหงุดหงิดอย่างคนทำอะไรไม่ได้ ถึงทำให้มินฮยองเดินเตะลมระบายอารมณ์อยู่แบบนี้ ท้องฟ้าเริ่มกลายเป็นสีส้มอีกครั้งเมื่อเวลาล่วงไปถึงเย็น สองขาภายใต้กางเกงนักเรียนขายาวพาร่างตัวเองเดินไปยังป้ายรถเมล์เพื่อรอรถกลับบ้านอย่างทุกวัน

 


        ขณะที่นั่งรออยู่ เหตุการณ์เมื่อวันหยุดครั้งนั้นก็หวนกลับมาอีกครั้ง จนอดนึกคิดไม่ได้ว่า สิ่งที่ตัวเองตอบยูอาไปนั้นมันออกมาจากใจจริงๆใช่หรือเปล่า หรือเพราะสถานการณ์มันบังคับ

 


        แต่หัวใจมันยังเต้นแรงทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้อยู่เลยนะ

 

 


        พี่มินฮยองบอกคบกับพี่แจฮยอนมา 2 ปีแล้ว ยูอาอยากรู้ค่ะ ว่าพี่มินฮยอง ทำไมถึงชอบพี่แจฮยอนหรอคะ

 


        อืม เอายังไงดี ดวงตากลมโตจ้องไปยังแผ่นหลังกว้างของร่างสูงที่ยืนซื้อตั๋วหนังอยู่ ภาวนาอย่าให้หมอนั่นซื้อตั๋วหนังเสร็จในตอนนี้เด็ดขาด

 


        ‘…’

 


        น่าจะชอบตรงที่แจฮยอนมีความพยายาม หลายปีที่รู้จักกัน แจฮยอนเป็นอีกคนที่น่านับถือมากๆ หมอนั่นไม่ใช่แค่คนเก่งแต่เป็นคนดี มีหลายครั้งที่พี่ทำโจทย์บางอย่างไม่ได้ เขาก็เข้ามาช่วยสอนพี่เสมออย่างไม่หวงความรู้

 


        ‘…’

 


        สิ่งที่น่าประทับใจต่อมาคือ แจฮยอนเป็นคนรักครอบครัวและน้องสาวของเขามาก พี่เห็นความอบอุ่นและอ่อนโยนผ่านทั้งสายตาและการกระทำของเขาต่อน้องสาว มันอบอุ่นจนพี่ที่แค่ยืนมองยังรู้สึกได้

 


        ‘…’

 


        ‘ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบ มันเลือกไม่ได้เลย งั้นขอตอบว่าชอบทุกอย่างที่เป็นแจฮยอนทั้งหมดนั่นแหละ เพราะเป็นแจฮยอนถึงได้ชอบ

 

 

 


 

        บ้าชะมัด

 


        พูดกับใครน่ะ มินฮยองหันขวับไปยังต้นเสียงก็เจอเข้ากับคนที่ตัวเองหนีหน้ามาทั้งวัน แจฮยอนยืนหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียวเมื่อจับได้ว่ามินฮยองพูดคนเดียว แต่ก็ยังดี ที่หมอนั่นไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงใคร

 


        ไม่เจอหน้ากันตั้งหลายวันเลยนะ เขาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเหมือนเดิม แจฮยอนขอพื้นที่นั่งด้วย ซึ่งมินฮยองก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงยอมขยับให้แต่โดยดี

 


        “ไม่ดีหรือไง…”

 


        “ไม่ดี

 


        ไอ้บ้าเอ๊ย หัวใจของเขามันโคตรจะไม่รักดี ทำไมเต้นแรงแบบนี้

 


        ไม่มีคนคอยเถียงด้วยมันเหงาหูอยู่เหมือนกันนะ

 


        “ไปไกลๆเลยไป มินฮยองดันแขนลูกคนข้างบ้านไปอย่างอารมณ์เสียแล้วลุกขึ้นยืน หมายจะเดินหนี แต่แจฮยอนก็ลุกขึ้นตามแล้วไปยืนใกล้ๆ จนได้ยินเสียงจิ๊ปากรำคาญจากคนข้างๆ

 


        หงุดหงิดอะไรเนี่ย วันนี้เห็นน่าบูดทั้งวัน

 


        ยังไม่รู้ตัวอีก

 


        แหน่ะ ถามก็หยิ่งไม่ตอบอีก

 


        “จะมายุ่งวุ่นวายอะไรกับฉันล่ะเนี่ย

 


        ทำไมจะวุ่นวายไม่ได้ ก็เราเป็นแฟนกัน…”

 


        อยู่ๆก็เกิดเดดแอร์เมื่อแจฮยอนพูด แฟนบ้าแฟนบออะไรกัน

 


        แฟนปลอมๆน่ะหรอ

 


        อืม นี่ ยูอาเชื่อด้วยนะว่าเราเป็นแฟนกันจริงๆ น้องบอกด้วยตอนแรกไม่เชื่อที่เราคบกัน แต่พอได้ฟังที่นายพูดถึงฉัน น้องก็เชื่อเลย

 


        ไม่นะ….

 


        “นายพูดถึงฉันว่าอะไรหรอ

 


        “ระ รถมาแล้ว รีบขึ้นเถอะ โชคช่วยอย่างพอดิบพอดี มินฮยองทำเป็นไม่สนใจคำถามแล้วตั้งหน้าตั้งตาต่อแถวรอขึ้นรถลูกเดียว จนแจฮยอนไม่มีจังหวะถามคำถามนั้นซ้ำอีกรอบ บนรถโดยสารที่อัดแน่นเพราะเป็นเวลาเลิกงานของมนุษย์เงินเดือน เด็กวัยมัธยมปลายปีสุดท้ายที่ยืนข้างกันนั้นนอกจากจะอึดอัดทางกายที่มีคนเบียดแน่นจนทั้งคู่ต้องเปลี่ยนมายืนซ้อนกัน ข้างในใจก็อึดอัดจากคำถามที่ยังไม่ได้คำตอบอีกด้วย ตลอดทางแจฮยอนใช้มือข้างที่ไม่ได้จับราวข้างบนจับประคองเอวมินฮยองไม่ให้ล้มเมื่อรถเบรกกะทันหัน จนกระทั่งถึงจุดหมายที่ต้องลง เราทั้งคู่เดินลงจากรถประจำทางพร้อมความเงียบ

 



        แจฮยอนยังคงคาใจกับคำถามที่ถามค้างไว้แล้วยังไม่ได้คำตอบ

 


        ส่วนมินฮยองก็อยากหนีจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี้จะแย่

 


        แต่สุดท้ายคนที่อดทนไม่ไหวถึงได้คว้าไหล่เล็กนั้นให้หยุดเพื่อจะได้คุยกันให้รู้เรื่อง

 


        แล้วจุดที่เรายืนอยู่ก็คือหน้าสนามเด็กเล่นเหมือนวันนั้น วันที่เราตกลงที่จะเป็นแฟนกันปลอมๆเพื่อหลอกคนอื่น

 


        ที่ฉันถาม นายยังจำได้มั้ย

 


        “ไม่ได้ มินฮยองแกะมือของแจฮยอนให้หลุดจากไหล่เล็ก แต่คราวนี้แจฮยอนคว้าแขนเล็กเอาไว้แล้วออกแรงดึงให้มาประจันหน้ากัน

 


        “นายเป็นอะไรเนี่ยมินฮยอง ทำตัวแปลกๆ

 


        “… ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้นแหละ ปล่อยสิเว้ย จะเข้าบ้าน

 


        “นายเป็น ไม่งั้นจะหลบหน้าฉันทำไม

 


        “อย่าหลงตัวเองได้มั้ยแจฮยอน ทำไมฉันต้องหลบหน้านายด้วยวะ

 


        “นั่นฉันควรเป็นคนถามไม่ใช่หรอ

 


        “…”

 


        “มินฮยอง

 


        “ก็ได้ ฉันมีเรื่องจะบอกนายอยู่ 2 อย่าง นายฟังดีๆแล้วกัน

 


        “…”

 


        “อย่างแรก ยูตะไม่ได้ท้องเสียเพราะยาระบายของฉัน ดังนั้น เรื่องที่เราเป็นแฟนกัน เป็นโมฆะตั้งแต่วันนี้

 


        “…”

 


        “… และอย่างที่สอง มินฮยองเม้มปากแน่น แล้วก้มหน้า สิ่งที่เขาจะพูดต่อไปนี้ ไม่อยากจะเห็นเลยด้วยซ้ำว่าแจฮยอนจะทำหน้ายังไง เขากลัวว่าตัวเองจะผิดหวัง แต่ถ้าไม่ได้พูด ต้องรู้สึกเป็นบ้าแน่ๆ

 


        “ฉันชอบนาย แจฮยอน ฉันชอบนาย!!”  มินฮยองตะโกนเต็มเสียงแล้วหลับตาปี๋ ไม่กล้าแม้แต่จะลืมตามองคนที่เขาสารภาพรักไปด้วยซ้ำ

 


        แต่ถ้ามินฮยองลืมตามามองสักหน่อย ก็จะเห็นว่าคนตัวสูงตรงหน้าค่อยๆยิ้มอย่างช้าเมื่อได้ยินประโยคที่เขารอมานาน แจฮยอนถือโอกาสที่เพื่อนข้างบ้านตัวเล็กหลับตาแน่นนั้นโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ไล่สายตามององค์ประกอบของใบหน้าที่น่ารักจนไม่มีที่ติอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะกดริมฝีปากไปยังอวัยวะเดียวกันของมินฮยอง

 


        คนตัวเล็กสะดุ้งโหยงแล้วลืมตา ใบหน้าของแจฮยอนที่แนบชิดจนไม่เหลือช่องว่าง รวมถึงความรู้สึกอุ่นร้อนแต่กลับอบอุ่นในหัวใจบริเวณริมฝีปาก มันเป็นเพียงแค่การทาบเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีล่วงล้ำเข้าไป ถึงแม้แจฮยอนอยากจะทำมากกว่านี้ก็เถอะ แต่เขาคิดว่ามินฮยองจะต้องตกใจมากแน่ๆ

 


        จนกระทั่งริมฝีปากอุ่นจัดถอยออก แน่นอนว่ากิจกรรมแลกความอบอุ่นผ่านริมฝีปากทำให้มินฮยองใบหน้าแดงจัดลามไปถึงใบหู ท่าทางน่ารักเหมือนกระต่ายตกใจนั้นอดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปหยิกแก้มนุ่มนั้นอย่างเอ็นดู

 


        นี่เขากำลังเอ็นดูมินฮยองหรอเนี่ย

 


        ฉันก็ชอบนาย

 


        อีกครั้งที่มินฮยองตั้งตัวไม่ทัน เมื่อกี้ก็โดนจูบ ตอนนี้ก็โดนบอกรักอีก

 


        ทำไมทำหน้าแบบนั้น แจฮยอนที่เห็นคนตัวเล็กทำหน้าประหลาดๆก็อดจะขำไม่ได้

 


        ปะ เปล่าสักหน่อย

 


        “งั้นก็ดี…”

 


        “…”

 


        “นี่ ไหนๆเราก็รู้สึกเหมือนกันแล้ว ที่เราเป็นแฟนกัน ไม่เป็นโมฆะนะ

 


        ได้ไง ใครตกลงจะคบกับนาย

 


        “ก็นายไง


        “ฉันพูดตอนไหนวะเนี่ย

 


        “นั่นสิ ตอนไหนนะ ตอนที่นายบอกว่าชอบฉัน หรือตอนที่ฉันบอกว่าชอบนาย หรือตอนที่เราจูบกัน แจฮยอนพูดยังไม่ทันจบมือนุ่มนิ่มก็เข้ามาปิดปากเข้าเสียแล้ว

 


        มินฮยองตอนเขินนี่น่ารักไม่แพ้กับมินฮยองตอนยืนเถียงเขาฉอดๆเลยแหะ

 


        ว่าไง ตอนไหนล่ะ

 


        “ตอนไหนก็ได้

 


        “แสดงว่ายอมแล้วใช่มั้ย

 


        “อื้ม

 

        

          ตอนเเรกฉันคิดว่า ฉันคงเป็นคนที่ต้องบอกชอบนายก่อนเเน่เลย ใครจะไปคิดว่านายจะยอมพูดก่อน



          พูดก่อนพูดหลังมันสำคัญด้วยหรือไง” มินฮยองหน้ายุ่งเเล้วใช้มือดันคนที่ขยับตัวเข้ามาใกล้อีกครั้ง



          ไม่... เพราะถึงยังไง ฉันก็จะบอกชอบนายอยู่ดี เพราะฉันน่ะ... ชอบนายมากกว่าที่นายคิดซะอีก



          พูดเอง ก็มีความสุขเอง



          แจฮยอนยิ้มกว้างแล้วคว้าเอวของมินฮยองเข้ามากอด กดหัวกลมๆของอีกฝ่ายให้ลงกับไหล่กว้างของตัวเอง จับคนตัวเล็กโยกไปมาเหมือนอุ้มเด็กเล็กจนโดนแรงหยิกเข้าที่แขนอย่างแรงโทษฐานขี้แกล้งเกินเหตุ

 

 

 

 

 

       

        มินฮยอง เอาแอปเปิ้ลไปให้แจฮยอนหน่อยสิลูก

 

        เสียงของผู้หญิงคนดีคนเดิมเรียก มินฮยองที่นอนเหยียดขาพาดที่วางแขนอ่านหนังสือการ์ตูนพ่นลมหายใจออกมาอย่างเซ็งๆ

 


        ไม่ได้เซ็งที่แม่เรียกใช้ให้ออกไปตอนนี้ แต่เซ็งที่แบ่งแอปเปิ้ลไปให้ลูกคนข้างบ้านก่อนอีกแล้ว นั่นเขายังไม่ได้กินเลยนะ!!


 

        แต่ยังไม่ทันที่จะลุกแล้วพาร่างไร้เรี่ยวแรงเวลาโดนใช้ไปหาหม่ามี๊ในครัว ก็มีเสียงหนึ่งที่ระบุตัวตนได้ว่าเป็นลูกของคนข้างบ้านแทรกขึ้นมาก่อน เจ้าของร่างสูงที่สวมเพียงชุดไปรเวทธรรมดาแต่ดูดีจนน่าหยิบหมอนฟาดหน้านั้นเดินเข้ามาพร้อมส่งยิ้มเเล้วทำความเคารพต่อผู้ใหญ่เพียงคนเดียวในบ้าน

 


        อ้าว แจฮยอน มาพอดีเลย

 


        แจฮยอนเดินเข้าไปรับกล่องแอปเปิ้ลที่บรรจุเอาไว้อย่างดี แล้วหันมามองเขาที่ยืนเท้าเอวมองท่าทางน่าหมั่นไส้ของคนข้างๆ มองมากเดี๋ยวไล่กลับบ้านเลยเจ้าหมอนี่

 


        มีอะไรหรือเปล่าจ๊ะ เมื่อเห็นว่าลูกคนข้างบ้านระบายยิ้มให้ เธอเลยเอ่ยถามขึ้น

 


        พอดีผมจะชวนมินฮยองออกไปข้างนอกน่ะครับ เลยมาขออนุญาตคุณน้าก่อน มินฮยองเบิกตากว้างแล้วหันไปมองหน้าแม่ของตัวเองที่หันมายิ้มล้อๆให้

 


        น้าอนุญาต

 


        “หม่ามี๊!!”

 


        “เอ้า เราก็อยากไปอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง

 


        “ใครบอก

 


        “ใครก็ไม่รู้แถวนี้แหละ บ่นว่าไม่มีคนพาไปเที่ยวเลย มินฮยองแทบกรีดร้องตรงนั้น ถ้าไม่ติดที่ว่ามีสายตาล้อเลียนของบุคคลที่สามภายในบ้านมองมา

 


        อยากไปก็ไปซะสิ ชอบวางฟอร์มอยู่เรื่อย อยากรู้นักว่ามันกินได้หรือไง ว่าจบหม่ามี๊ก็เดินออกมาไม่เปิดโอกาสให้เจ้าเด็กขี้โวยวายได้แก้ตัวเลยแม้แต่น้อย ปล่อยให้มินฮยองยืนทึ้งหัวอยู่คนเดียว

 


        ไง

 


        “อะไร!”

 


        “จะไปหรือเปล่า มาชวนแล้วนะเนี่ย แจฮยอนยืนพิงตัวเข้ากับตู้เย็นแล้วมองเขา โอเค แจฮยอนควรรู้ได้แล้วว่าสายตาแบบนั้นมันทำให้ใจที่แสนเกเรของมินฮยองมันเต้นไม่เป็นจังหวะ

 


        ไปไหนล่ะ

 


        “ตั้งใจจะพาไปดูดอกไม้ไฟ แต่ว่ามันมีตอนเย็นจนเกือบค่ำ เลยจะพานายไปดูหนังก่อน

 


        “วางแผนแล้วซะด้วย

 


        “แน่ดิ ไปเที่ยวกับแฟนนะ



        เถียงไม่ได้เลย ก็เพราะว่าเป็นแฟนจริงๆ

 


        ก็ได้ๆ เห็นแก่ความพยายาม จะไปเป็นเพื่อนก็ได้


 

        “ใครอยากให้ไปเป็นเพื่อน


 

        “ความจำเสื่อมหรือไง นายเพิ่งชวนฉันเมื่อกี้เองนะ


 

        “… อยากให้ไปเป็นแฟน ไม่ได้อยากให้ไปเป็นเพื่อนปะ


 

        มินฮยองเม้มปากแน่น ไม่น่าไปท้าทายหมอนี่เลย ใครจะไปคิดว่ามีลูกหยอดเยอะขนาดนี้วะเนี่ย แจฮยอนระบายยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ชะโงกหน้าออกไปมองว่าคุณน้าอยู่แถวนี้หรือเปล่า เมื่อไม่พบถึงได้เดินมาใกล้มินฮยอง วางมือหนาลงบนกลุ่มผมนิ่มแล้วลูบมันไปเบาๆ เเล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเเผ่วเบา


 

        อยากไปเที่ยวกับแฟนไม่ได้หรอ

 


        เจ้าของดวงตากลมโตมองช้อนขึ้นมาแล้วเบะปากใส่ แจฮยอนขยันหยอด พอๆกับที่เขาเองก็ขยันเขินเลย ทำตัวไม่ถูกไปหมด



          จะให้ตอบอะไรได้เล่า ในเมื่อโดยสายตาอ่อนโยนสะกดเอาไว้

  

 

        เป็นแฟนก็เป็นแฟนสิ ยอมไปเป็นแฟนก็ได้

       

 

 

 

 

 

 THE END

 



 

 TALK

จบเเล้วววววว อ้าว เป็นเเฟนกับลูกคนข้างบ้านเฉยเลย555555 หวังว่าพาร์ทหลังที่ลงไปจะมีคนชอบนะคะ ถึงมาต่อช้าจนบางคนอ่านจะลืมเนื้อเรื่องไปเเล้ว ก็ขอรบกวนให้ขึ้นไปอ่านอีกรอบหน่อยนะคะ ขอโทษด้วยจริงๆค่ะ เเง้ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นที่เม้นกันมาด้วยค่ะ มีให้กำลังใจด้วย มีกำลังใจฮึบๆมากๆเลย 

ถ้าหากว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนก็ขอโทษด้วยนะคะ อัพดึกเเล้วตาเบลอๆบ้าง หากอ่านจบเเล้วก็สามารถเม้นมาพูดคุยกันได้นะคะ เราอ่านทุกอันจริงๆ อยากให้เเก้ตรงไหนจะนำไปปรับปรุงในเรื่องหน้านะคะ เเต่เรื่องการอัพนี่คาดเดาตัวเองยังไม่ได้เลยค่ะ ขอโทษล่วงหน้าเลย เเต่พยายามเเต่งให้ได้อ่านเรื่อยๆนะคะ เเล้วเจอกันเรื่องหน้านะคะ ขอให้อ่านอย่างสนุกค่ะ ขอบคุณมากค่า

 

 

Talk 

ตอนเเรกไม่รู้จะทอล์กอะไร เเต่รู้สึกไม่ชินเลยขอมานิดนึงดีกว่า5555 รู้สึกว่าจะพิมพ์ภาษาเเปลกๆเเละมีพิมพ์ผิดอยู่หลายจุด ต้องขอโทษด้วยนะคะ ตรวจกี่รอบๆก็เจอคำผิดทุกที เเล้วก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาเเก้ทุกทีมันเลยอาจจะเเจ้งเตือนไป พอดีเราเเก้ในโทรศัพท์ด้วยค่ะ ถ้าเกิดเจอคำผิดอีกก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ อาจจะมาเเก้อีกรอบตอนอัพที่เหลือ

เรื่องนี้ไม่ดราม่าเเน่นอนค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ อยากให้สนุกไปกับสองคนนี้ว่าจะหาเรื่องทะเลาะกัน ตีกันไปถึงไหน อยากให้หัวเราะกับความไม่ยอมกันของสองคนนี้ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นเลยนะคะ เราตามอ่านทุกอันเลย เป็นกำลังใจให้เราอยากรีบมาต่อมากๆ ดีใจที่ยังมีคนอ่านอยู่ เหลืออีก 45%ที่เหลือ มาดูคู่รักมือใหม่กันค่ะว่าจะแก้ปัญหากันยังไง ขอให้อ่านอย่างสนุกค่า


ปล. เห็นคอมเม้นที่มีคนไปฟังเพลงที่เเนะนำไว้ด้วย ดีใจที่มีคนบอกว่าเข้ากับเนื้อเรื่องนะคะ


          TALK

          สวัสดีค่า หลังจากหายไปนาน ก็ขอกลับมาเเต่งอีกครั้ง55555 ด้วยความที่อยากลงให้ได้อ่านมากๆเลยเเต่งออกมาได้เเค่นี้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ เเต่จะรีบกลับมาต่อให้จบเเน่นอน หากพิมพ์ผิดพลาดตรงไหนก็ต้องขอโทษด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับทุกคอมเม้นเลยนะคะ เราอ่านทุกคอมเม้นของเรื่องก่อนหน้านี้ทั้งหมดเลย เป็นกำลังใจให้เรามากๆเลยค่ะ อยากให้ปรับปรุงตรงไหนบอกได้เลยนะคะ ขอทิ้งท้ายเพียงเเค่นี้นะคะ ขอให้อ่านอย่างสนุกค่า ขอบคุณมากค่ะ


ปล. ตอนเเต่งเรื่องนี้เราฟังเพลง month of june ของ mckay หากใครอยากลองหาเพลงฟังอันนี้เเนะนำเลยนะคะ เข้ากับบรรยากาศเรื่องนี้ดี เผื่อจะนึกภาพตามได้





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

30 ความคิดเห็น

  1. #390 AnyJinie (@minny-kyu) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 17 เมษายน 2562 / 11:45
    ชอบมากเลย ฮื่ออ เขินแจฮยอนเว่อ นี่ไง ตีกันไปตีกันมารักกันจริงๆเลยุ5555
    #390
    0
  2. #347 W_Tor_alohaa (@t_harry) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 21:30
    งื้อออออออ น่ารักกกมีความเขิน ใต้ความคนข้างบ้านนั้น กลายมาเป็นข้างใจ ฮิ้วววว มันไม่ได้โรแมนซ์หวานซึ้งขนาดนั้นแต่เรารู้สึกว่ามันเข้ากับคาแรคเตอร์2คนนี้ดีแบบรักใสๆวัยรุ่น ตอนอ่านคือตะโกนน้องงง หลายครั้งมาก
    #347
    0
  3. #292 nachyxm (@tangmo1512) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 3 กันยายน 2561 / 16:54
    โง้ยยย คือเขินมากๆเลยแบบน่ารักมากๆๆ ตีกันไปตีกันมารักกันเฉยยย
    #292
    0
  4. #233 starcatx (@kat-kimjongkai) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 12:04
    ฮือเขินนน น่ารักจังเลย แต่งดีมากๆสุดท้ายก็ตกหลุมรักกันเองโดยไม่รู้ตัว
    #233
    0
  5. #224 Ninkz\'gz Lyk (@nleeyk) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:25
    ฮือออ น่ารักมากเลย เพิ่งว่างมาอ่านรวดเดียวจบ ชอบคาแร็คเตอร์มาร์คแบบนี้สุดๆ แจฮยอนก็ขี้แกล้งจังเลยอะ แต่เป็นอบอุ่นด้วย เป็นนิสัยที่ทำให้คนตกหลุมรักได้ไม่รู้ตัวเลย ลูกข้างบ้านคนดี >_<
    #224
    0
  6. #222 SAYRUNG (@rung-fantasy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 03:38
    ฮื่ออออ เขินมากกกก น่ารักมากกกกกกก ดีทั้งตอนเลยอ่ะ ชอบแนวนี้อยู่แล้ว ละจบแบบน่ารักอ่ะ เขินนนนน อยากเป็นแฟนแจฮยอนนนนนน
    #222
    0
  7. #221 szbH (@exomelo_baby) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 01:37
    เขินมากกกกกกก มินฮยองเด็กดื้อ แต่ก็โดนแจฮยอนปราบจนได้ 5555 นี่แหละน่าที่เขาบอกว่าเกลียดอะไรจะได้อย่างนั้น พาร์ทหลังๆนี่ฟินจิกหมอนมาก ขอบคุณนะคะไรท์เตอร์ สนุกมากๆ
    #221
    0
  8. #220 jonginnie141 (@jonginnie141) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:42
    พาร์ทหลังคือเขินมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แจฮยอนอบอุ่นมากกกก ดีนะยูอามาแบบไม่ร้ายอะไรคิดว่าจะมีดราม่าหน่อยๆซะแล้วววว ดีใจในที่สุดเค้าก็รักกัน งี้แหละเกลียดอะไรได้แบบนั้นจริงๆ555555555555
    #220
    0
  9. #218 ilfernll (@ilfernll) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 02:13
    อ่านถึงตอนที่แจฮยอนลูบหัวมินฮยองคือ เขินจนมือถือแทบหล่นเลยค่ะ เล่นเกินบทบาทมาก ไหนว่าคบกันหลอกๆ 55
    ต้องขอบคุณน้องยูอานะคะที่ทำให้มินฮยองรู้ใจตัวเองซะที น้องทำดีมากจนอยากพาไปเลี้ยงขนมเลยค่ะ
    ส่วนตอนสุดท้ายที่มินฮยองยอมไปเที่ยวเป็นแฟนนี่คือแบบ น่ารักอ่ะ ถ้าเป็นเพื่อนนะจะแซวทุกวันเลยยย ปากบอกเกลียดเค้าแต่ไปสารภาพรักเค้าก่อน แน่ะะ มันน่าตีจริงๆ
    #218
    0
  10. #217 lil.cake (@pie-whan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:28
    100% แล้วววววว แงงงงงงงง้ เปิดมาเจอหลังเลิกเรียนเป็นอะไรที่ *โปรยชีทเรียน* แบบว่า ;____; ดีใจกว่าตอนอจเลิกคลาสอีกค่ะ คือไรท์อัพตอนเรานอนพอดีเลย ;_; รอไรท์มาเปิดให้อ่านนะคะ <3
    #217
    0
  11. #214 lil.cake (@pie-whan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 18 มกราคม 2561 / 01:14
    คิดถึงเรื่องนี้จังเลยค่ะ ._.

    ปล เอากำลังใจมาฝากไรท์เต้ออออ <3
    #214
    0
  12. #191 SAYRUNG (@rung-fantasy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 8 ธันวาคม 2560 / 22:04
    เขิน เขินนนนนนนนนนน
    #191
    0
  13. #190 PgHM (@choco404) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2560 / 18:14
    น่ารัก น่ารัก น่าร้ากกก งื้อออ > <
    #190
    0
  14. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2560 / 16:58
    แง น่ารักกกกกกก
    #189
    0
  15. #188 Chocolate_Cute~ (@pomcute) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 18:13
    น่ารักมากกกก มาต่อนะคะ
    #188
    0
  16. #187 supisa_n (@supisa_n) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 17:39
    เจย์นี่ชอบมัคมาก่อนชั่ยไม่ชั่ย มีความดูแล เอาคืน แล้วแกล้งเปนแควนกันด้วย5555555555 ชอบอ่ะ ดูแสบเหมาะกันดี555555666
    #187
    0
  17. #186 jonginnie141 (@jonginnie141) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 15:25
    ดูๆแล้วเจย์ต้องแอบชอบมาร์คมาก่อนแน่ๆ เอ๊ะ หรือไม่? แต่ยังไงก็ตามเค้าควรคบกันต่อค่ะ เพราะฉะนั้นยูอาอย่าเพิ่งรีบเชื่อ ให้พวกเค้ารู้ใจกันก่อนนะ555555555
    #186
    0
  18. #185 ||ม่บ้ๅนมิง (@weloveexobctsx) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2560 / 00:07
    ชั้นไม่เชื่อเธอหรอกเจย์ ว่าเธอไม่ได้หลงรักยัยน้องมะลิอ่ะ ดูจากการคิดอะไรแบบนี้แล้ว มันเหมือนคนไม่รู้ใจตัวเองมากกว่า แล้วแบบมะลิจะชอบเจย์มั้ยเนี่ย ใจเต้นแรงตอนเจย์จับมืออ่ะ กลัวน้องมาม่า สงสารน้อง แบบว่าน้องตกหลุมรักไปแล้วแต่เจย์ยังไม่รู้ใจตัวเองแบบนี้อ่ะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงโคตะระเศร้าเลยบ่องตง 55555 ไฟท์ติ้งนะคะไรท์ น่ารักมากๆเลย
    #185
    0
  19. #184 Sasi03878454 (@Sasi03878454) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 23:44
    ฮืออ มินฮยองตัวแสบบบบ ;3; ! ทำไมเรื่องน่ารักอย่างงี้ แง
    #184
    0
  20. #183 lil.cake (@pie-whan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 19:36
    ยูอาไม่ต้องไปเชื่อนะคะ ให้เขาคบกันยันแก่ไปเลย ฮรุกกกกก น่ารักกกกกกกกกกกกก แหม่แจทำมาเป็นคิดว่าถ้าเป็นตัวเองโดนแทนยูตะ มินฮยองจะเป็นห่วงแบบนี้รึเปล่าาาาาาาา แหม๊ -.- ตอนเที่ยงก็ทำมาเป็นขอนั่งกินข้าวด้วย เพราะเห็นมินฮยองซึมๆใช่มะ เลยเข้ามากวน โห่คนเรา รู้จักคำว่าเป็นห่วงป้าวแจ555555 แล้วขอเขาเป็นแฟนปลอมๆนี่ต้องประกาศแบบนี้เลยอ่อ ไหนว่าไม่ให้เพื่อนรู้งัย มีจับมงจับมือ มินฮยองหน้าแดงหมดแล้ววววว แล้วอะไรคือเปิดประตูตอนออกจากบ้านมาพร้อมๆกัน มายืนรอชั่ยมั่ยชั่ย? ลกวกวอสดบมดบเสดยเมสกาแยกสอ

    ปล ไรท์สู้ๆน้าาา?? ขอบคุณที่แต่งมาให้อ่านค่าาา ??????
    #183
    2
  21. #181 Melon_M (@Melon_M) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 / 18:27
    เจ้ามินฮยองไปแกล้งเค้าสุดท้ายต้องมาไถ่โทษซะเอง น่ารักกกกก ไม่ต้องแกล้งแล้วเป็นแฟนกันไปจริงๆเล้ยย
    #181
    1
  22. #177 SAYRUNG (@rung-fantasy) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 / 02:48
    งืออออ น่าร้ากกกกกก
    #177
    0
  23. #176 &#9825;~&#9825;M (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 03:06
    555น้องน่ารักอะ ขี้อิจฉาขนาดนั้นเลยนิสัยเด็กจริงๆ ดีใจที่ไรท์มาแล้ว
    #176
    0
  24. #175 ||ม่บ้ๅนมิง (@weloveexobctsx) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 / 11:02
    คืออ่านจบแล้วค่อยไปฟังเพลงอ่ะ 5555 แต่แบบพอไปฟังเพลงแล้วนึกภาพตามที่อ่านก่อนหน้านี้คือน่ารักมาก แล้วแบบดูไทยซับด้วย น่ารักมากเลยอ่ะ นึกภาพน้องทำหน้าอิจฉา ทำหน้าขู่เจย์แล้วมัน่าบีบแก้มจริงๆ ฮื่ออ หลงยัยน้องมาก อ่านแล้วหัวใจนี่พองโตเลย อีกเก้าสิบเปอร์เซ็นต์หลังสู้ๆนะคะไรท์ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ><
    #175
    0
  25. #174 lil.cake (@pie-whan) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 11:52
    นั้ลล้าคคคคคคคคคคคค น้องมินฮยองคนขี้อิจฉาาาาา

    ปล ลองเปิดเพลงตอนอ่านอีกรอบ มันน่ารักมากเลยค่ะ~ หงึ เขิน เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ ขอบคุณที่แต่งมาให้เราอ่านน้าาา
    #174
    0