fanfiction ; collect

ตอนที่ 1 : KnB ; Strawberry & Cigarettes

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    15 ก.ค. 62

Strawberry & Cigarettes

Rate : PG-15

Category : Romance , Slice of life 

Paring : Aomine Daiki x Nijimura Shuzo

 

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

อาโอมิเนะ ไดกิ จบจากมหาลัยมาสักพักแล้ว 

 

เขาเข้ามหาลัยได้ด้วยทุนนักกีฬา แต่น่าเสียดายที่ชีวิตการเป็นนักบาสไม่ได้ราบรื่นเหมือนในฝัน เขาเคยทะนงตนว่าตัวเองเก่งนักเก่งหนา จนมาถึงเวทีระดับประเทศ ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองช่างตัวเล็กกระจ้อยร่อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับพวกฝรั่งฝั่งนั้น อาชีพนักบาสจึงถูกพับเก็บไว้ในลิ้นชัก เขาไม่ได้ถึงขนาดจะทิ้งมันไป ความฝันในการเป็นผู้เล่นเอ็นบีเอตั้งแต่วัยเด็กมันไม่ได้จางหายไปไหน เพียงแต่เพื่อนคนนึงในกลุ่มแนะนำให้เขาลองออกไปหาประสบการณ์การทำงานนอกจากการเป็นนักกีฬาดูบ้าง ประกอบกับว่ามันเป็นช่วงหางานหาการ และหารายได้ เขาเลยลองทำตามที่อีกฝ่ายแนะนำ พลางคิดไปว่าการพักความฝันแล้วไปหาอย่างอื่นทำบ้างมันคงไม่ได้เลวร้ายอะไร

 

ด้วยการเป็นนักเรียนทุนนักกีฬามาตั้งแต่สมัยมอต้น ชื่อเสียงเรียงนามของเขาก็ค่อนข้างดังในแวดวงการกีฬาบาสเก็ตบอลทีเดียว นั่นทำให้หลายคนรู้จักเขาในฐานะนักบาสเก็ตบอล

กระนั้นในการสัมภาษณ์งาน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งในคำตอบเวลาพบคำถามว่า มีประสบการณ์ด้านใดบ้าง เท่านั้นเอง

 

เกรดเฉลี่ยของเขาไม่ได้ดีเท่าที่ควร ขนาดปัดขึ้นแล้วขึ้นอีกก็ยังได้ไม่เท่าไหร่ การสอบวัดระดับยิ่งแล้วใหญ่ เขาไม่ใช่คนมีหัวทางด้านวิชาการอยู่แล้ว บริษัทใหญ่ยักษ์ที่เน้นประสิทธิภาพบุคลากรจึงไม่ได้อยู่ในความคิดของชายคนนี้เลย 

 

            หลังจากสอบสัมภาษณ์หลายที่ ในที่สุดเขาก็ได้งานเสียที

           

            เขาพูดได้ไม่เต็มปากว่ามันง่าย แต่มันก็ไม่ได้ยากแบบที่คิด เขาเลือกเข้าบริษัทที่เพื่อนในกลุ่มแนะนำ อาจจะเรียกว่ามักง่ายก็ได้นั่นแหละ ความเหมาะเจาะมาเกิด ตรงที่ว่าเพื่อนสนิทในกลุ่มเดียวกันของเขาเป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ยักษ์ที่พอจะหาที่ว่างรับตำแหน่งคนเข้ามาได้พอดิบพอดี อาโอมิเนะคนนี้จึงมีงานมาทำจนได้

 

            เงินเดือนเริ่มต้นมาตรฐาน งานก็เป็นฝ่ายบุคลากรทั่วไป ถึงเขาจะไม่ชอบการเขียนงานและการบ้านในช่วงเวลามอปลายเอาเสียเลย แต่สุดท้ายก็ต้องมาก้มหน้ายอมรับความจริงว่ายังไงก็หนีไม่พ้นอยู่ดี

           

            เริ่มงานวันแรกด้วยสูทสีกรมและเนคไทสีดำ เขามองกระจกแล้วรู้สึกว่าตัวเองดันมาอยู่ในภาพพจน์ที่ไม่เคยคิดไว้เอาเสียได้ กลายเป็นพนักงานบริษัทธรรมดาสวมป้ายพนักงาน แทนที่จะสวมเสื้อบาสจารึกชื่อแซ่ของตนไว้บนแผ่นหลัง คิดดูแล้วมันก็เป็นเรื่องตลกร้ายทีเดียว

 

            เขาขึ้นรถไฟ มาถึงที่ทำงานเลทนิดหน่อยราวๆ สองสามนาที ก็ถือว่าประสบความสำเร็จดีสำหรับคนแบบเขา โดยที่ไม่ต้องให้แม่ทูนหัวอย่างโมโมอิ ซัทสึกิเข้ามาจุ้นจ้านคอยเป็นนาฬิกาปลุกให้ สำหรับเริ่มต้นวันใหม่ก็ไม่ได้แย่นัก

 

เมื่อการตอกบัตรเข้าทำงานเสร็จสิ้น ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทแจ้งว่าหัวหน้าฝ่ายเรียกเขาเข้าไปพบ ทำเอาชายหนุ่มเพิ่งพ้นวัยยี่สิบหมาดๆ เริ่มรู้สึกเกร็งทีเดียว การมาสายแค่ไม่เกินสี่นาทีของเขามันเลวร้ายขนาดนั้นเลยหรือ อาโอมิเนะได้แต่ถามตัวเองแล้วเดินเข้าไปในห้องหัวหน้าฝ่ายด้วยลมหายใจที่ไม่เป็นจังหวะนัก

 

เขาพบกับหัวหน้าฝ่าย โค้งหัวทักทายกันเป็นมารยาทแล้ว อีกฝ่ายก็แนะนำตัวเอง พูดถึงเรื่องการทำหน้าที่ในบริษัท ก่อนจะแนะนำชายอีกคนที่ยืนอยู่ข้างกัน อาโอมิเนะเลื่อนสายตาไปมองตาม และวินาทีนั้นเขาก็เบิกตาโพลง

 

เอาล่ะ คนๆ นี้คือรุ่นพี่ที่จะคอยฝึกสอนงานให้คุณนะ สนิทกันเข้าไว้ล่ะ

 

            นิจิมูระ ชูโซ ยินดีที่ได้—

 

            ทั้งสองต่างสบตาซึ่งกันและกัน 

            ตอนนั้นเองที่รู้สึกเหมือนกับโลกหยุดหมุน

 

            อาโอมิเนะ จำทั้งชื่อและใบหน้าของชายคนตรงหน้าได้

            นิจิมูระ ชูโซ เป็นรุ่นพี่สมัยมัธยมของเขาเอง

 

            นิจิมูระเองก็เว้นช่วงไป 

            เขาก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าเด็กที่จะได้ฝึกงานวันนี้คือรุ่นน้องที่คุ้นหน้าค่าตาเสียเหลือเกิน

            อาโอมิเนะ ไดกิ เด็กที่เคยเข้าทีมเดียวกันกับเขาสมัยมอต้น

 

            อ้าว อะไรกัน

            ทั้งสองรู้จักกันอยู่แล้วรึ?”

 

            คำพูดของหัวหน้าฝ่ายหลังจากเห็นทั้งสองจ้องหน้ากันอยู่ซักพัก ทำเอาทั้งคู่เองก็ไปต่อไม่ถูก

 

            -------

 

            มันก็ไม่ได้น่าตกใจขนาดนั้นหรอก กะอีแค่เจอรุ่นพี่สมัยมอต้นในชมรมเดียวกันมาเป็นรุ่นพี่ที่สอนงานในบอเท่านั้นเอง 

           

            แต่ที่น่าตกใจน่ะ เป็นเพราะว่ารุ่นพี่ตรงหน้าตนเองไม่ได้ติดต่อกลับมานับตั้งแต่จบมอสามไปเลยต่างหาก สำหรับตัวอาโอมิเนะแล้ว นิจิมูระเหมือนคนที่หายไปจากชีวิตของตัวเองเลยก็ว่าได้

            ในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นก็มีถามถึงกันบ้าง โดยเฉพาะไอ้เจ้าคิเสะ ที่มักจะถามถึงความเป็นไปของรุ่นพี่ตนเองอยู่เสมอ แน่นอนว่าไม่มีคำตอบอะไรได้มาเลย ต่างคนต่างไม่มีคอนแทคของรุ่นพี่คนนี้กันทั้งนั้น แม้แต่อาคาชิ คนที่นับว่าเป็นเจ้ากรมข่าวสารทั้งหลายยังไม่มีเลย ทุกอย่างก็เลยจบแค่นั้น ไม่มีใครถามหารุ่นพี่นิจิมูระต่ออีก แม้ว่าจะคิดถึงก็ตาม

            ข่าวคราวสุดท้ายก็เห็นว่ารุ่นพี่ตามพ่อไปเรียนที่ต่างประเทศ คิดว่าคงอยู่ดีมีสุขที่นั่นไปแล้ว คิดไปแล้วด้วยซ้ำว่าคงไม่ได้โคจรมาเจอกันอีกในชีวิตหนนี้ แต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น

 

            ก็พอรู้อยู่หรอกว่าจะได้มาเป็นรุ่นพี่ฝึกสอน แต่ดันมาเจอรุ่นน้องสมัยมอต้นของตัวเองแบบนี้เนี่ย มันจะเซอร์ไพรส์ไปไหน

            รุ่นพี่ของเขาพูดเปรยๆ ระหว่างกำลังเสียบปลั๊กเครื่องถ่ายเอกสาร

            การพูดคุยแสนปกติ ไม่มีอะไรหวือหวาจนน่าประหลาด สำหรับคนที่ไม่ได้เจอกันมายาวนาน หรืออาจจะแปลกในความคิดของเขาคนเดียวก็ได้มั้ง

อาโอมิเนะในตอนแรกทำตัวไม่ค่อยจะถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดอะไรก่อนดี ความทรงจำอันเลือนรางสมัยมอต้นทำเอาเขาจำไม่ได้ว่าเคยคุยอะไรยังไงกับรุ่นพี่คนนี้เอาไว้บ้าง ในชมรมเขาก็เป็นแค่รุ่นพี่-รุ่นน้องกันเท่านั้น เขาจำได้ว่าเขากับรุ่นพี่นิจิมูระก็สนิทกันอยู่ประมาณนึง แต่ก็เท่านั้นแหละ รุ่นพี่นิจิมูระสนิทกับทุกคนเหมือนกับเขา โดยเฉพาะกับเจ้าไฮซากิ

ก็พอจำได้ว่าตัวเองเคยกุลีกุจอไปตามไอ้เพื่อนตัวแสบที่โดดการซ้อมกับรุ่นพี่นิจิมูระตรงเกมเซนเตอร์ ภาพนั้นน่าจะชัดในหัวเขาที่สุด รุ่นพี่ใส่หมอนั่นไม่ยั้งเลย ขนาดตัวเขาเองที่ตอนแรกรู้สึกไม่ชอบใจไอ้เจ้าไฮซากิมัน กลับต้องเป็นคนสงสารมันซะเอง

 

รุ่นพี่นิจิมูระเป็นคนห่ามๆ ออกตรงไปตรงมา พูดจาโผงผางไปหน่อย แต่มันคือความจริงใจเสมอ

ถ้าไม่ติดใจเรื่องลงไม้ลงมือรุนแรงไปนิด ก็ถือว่าเป็นผู้นำที่ดี

ตัวอาโอมิเนะนั้นยอมรับในตัวคนๆ นี้มาตั้งแต่สมัยมอต้นแล้ว เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ค่อยมีกาลเทศะ หรือเคารพผู้ใหญ่หน้าไหนที่มันอ่อนกว่าตัวเองมากนักหรอก แต่พอเป็นพี่นิจิมูระแล้วเขารู้สึกว่ามันเป็นข้อยกเว้น

 

และภาพสมัยนั้น กับตอนนี้ ก็ดูไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศรอบตัว หรือคำพูดคำจาก็ตาม

 

ทุกอย่างดูเหมือนเดิมไม่มีอะไรผิดแผกไปจากเก่าเลย

มันทำให้จากตอนแรกที่ประหม่า ตอนนี้อาโอมิเนะรู้สึกสบายใจลงบ้าง

 

อย่างน้อยก็มีรุ่นพี่นิจิมูระล่ะว่ะ ...

 

เฮ้ย ฟังกันอยู่รึเปล่า?

 

หา? ครับ— อะไรนะครับ?

 

รู้ตัวอีกที รุ่นพี่ก็มายืนอยู่ข้างกายเขาเสียแล้ว

แววตาคู่คมที่มองเขาจากเบื้องล่างดูฉงนกับท่าทีอันเหม่อลอยไม่ถูกเวลา นิจิมูระยิ้มขำก่อนจะพูดเชิงบ่นรุ่นน้องอย่างขำๆ

ไม่เอาน่า มาวันแรกก็จะใจลอยเลยรึไง

 

อาโอมิเนะเกาหัว ทำตัวไม่ถูกไปแป๊บๆ ขอโทษแล้วกันครับ...

 

            นายนี่พอเป็นเรื่องพวกนี้ก็ไม่ค่อยเปลี่ยนเลยนะ ไม่ได้อยู่ในคอร์ดปุ้บก็เอื่อยเฉื่อยปั้บ รุ่นพี่หันไปจัดการกับแป้นตรงหน้าเครื่องถ่ายเอกสาร พลางพูดไปด้วย เหมือนกับใครอีกคนนึงนะ มุราซากิบาระใช่มั้ย?

           

            อย่าได้เทียบผมกับเจ้านั่นเชียว ผมเอื่อยน้อยกว่ามันเยอะ รู้สึกไม่ชอบพอที่โดนว่า แต่ถ้าจะไปเทียบกับเจ้าพ่อความขี้เกียจอย่างอัตสึชิแล้วล่ะก็ อาโอมิเนะขอเถียงจนตายยังง่ายกว่า

 

            ทำเอานึกถึงบรรยากาศเก่าๆ เลย นิจิมูระเอียงคอไหวไหล่ เขาซิงค์ข้อมูลกับเครื่องจนเสร็จแล้วก็กวักมือเรียกให้รุ่นน้องเข้ามาใกล้

            มานี่ดิ เดี๋ยวจะสอนใช้ปริ้นเต้อร์

 

            ครับๆ อาโอมิเนะตอบรับคำสั่งนั้น เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้นิจิมูระในระยะประชิดพอสมควร เปิดงานมาวันแรกก็เริ่มทำทุกอย่างเลย ไม่มีมาปฐมนิเทศอะไรเหมือนกับตอนสมัยอยู่โรงเรียน อาโอมิเนะเคยคิดว่ามันน่าเบื่อที่จะต้องเข้างานก่อนวันเรียนหนึ่งวัน แล้วต้องมานั่งแนะนำตัวในชั้นเรียนทุกๆ คาบอีก แต่พอมาทำงานแล้วก็รู้สึกว่ามันปุบปับมาก ทำเอาคิดถึงพิธีรีตองยาวๆ พวกนั้นขึ้นมา อย่างน้อยมันก็มีเวลาให้เตรียมใจ

 

            เขาฟังที่รุ่นพี่พูด เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ดูตามที่อีกฝ่ายทำไป พลางคิดไปว่าก็เดี๋ยวเข้าใจเองนั่นแหละ

 

            ระหว่างที่อีกฝ่ายกำลังอธิบายเขาก็เหลือบมองไปตามธรรมชาติ

           

            เขามองมือที่ชี้นิ้วไปชี้นิ้วมาของรุ่นพี่

            เมื่อก่อนเขาเคยคิดว่ามันใหญ่กว่าเขานะ แต่พอลองเทียบกับมือตัวเองในตอนนี้แล้วมันเล็กชะมัด

 

            เขามองไปยังตัวของรุ่นพี่ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาได้มองรุ่นพี่จากมุมที่สูงกว่าแบบนี้ ทั้งที่ตอนสมัยมอหนึ่งเขายังเป็นฝ่ายแหงนมองรุ่นพี่อยู่เลย ตอนนี้กลับกลายเป็นรุ่นพี่ที่ต้องแหงนขึ้นมามองเขาเสียเอง

           

            แต่ว่า ทุกอย่างของรุ่นพี่ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย

            จะน้ำเสียง คำพูด นิสัย หรืออะไรก็ตาม

            มันเหมือนกับตอนมอต้นอย่างกับว่าหยุดเวลาไว้แบบนั้น

 

            ถึงมันจะเป็นเรื่องเล็กๆ ก็ตาม แต่เขาก็รู้สึกดีใจที่รุ่นพี่เป็นแบบนี้ 

 

            อย่างน้อยรุ่นพี่นิจิมูระ ก็ยังเป็นรุ่นพี่นิจิมูระคนเดิม

            มันเป็นความสบายใจอย่างนึง ที่อาโอมิเนะหาที่ไหนไม่ค่อยได้แล้ว


            --------

 

            พักเที่ยงแล้วนา งานเสร็จรึยัง?

           

            เสียงดังมาจากตรงหน้าอาโอมิเนะ เขาเงยขึ้นมามองนิจิมูระที่เกาะขอบกั้นระหว่างโต๊ะทำงานอยู่ ในมือมีแก้วกาแฟกระดาษสองใบที่เพิ่งกดสดๆ ร้อนๆ มาจากตู้ และแน่นอนว่ารุ่นพี่หนุ่มไม่ได้กินมันทั้งสองใบหรอก เขาตั้งใจกดมาให้รุ่นน้องในความดูแลของตัวเองนี่แหละ ว่าเสร็จก็ยิ่นแก้วไปให้อีกฝ่าย

           

            ใกล้แล้ว— เอ้อ ขอบคุณครับพี่

            อาโอมิเนะรับมันมา สายตายังไม่ละไปจากจอคอม แววตาคู่น้ำเงินดูเหนื่อยๆ กว่าเดิมนิดหน่อย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ คนอย่างอาโอมิเนะกับงานเอกสารเป็นอะไรที่ไปกันไม่รอดอยู่แล้ว การมานั่งพิมพ์เอกสารเหมือนเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติของชายคนนี้อย่างไรอย่างนั้น

            รสชาติขมๆ ของเอสเปรสโซ่ร้อนที่กรอกลงไปในคอนั้นมันไม่ค่อยทำให้รู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมเท่าไหร่ ไอ้ที่ว่ากาแฟยิ่งเข้มยิ่งทำตื่นนี่มันคงใช้ไม่ได้กับคนแบบอาโอมิเนะเสียแล้ว

 

            สีหน้าดูไม่จืดเลย อร่อยล่ะสิท่า รุ่นพี่พูดปนเสียงขำ หลังจากเห็นสีหน้ารุ่นน้องโด๊ปกาแฟเข้าไปดูไม่ค่อยชอบใจกับกาแฟเข้มนัก

            พี่ชอบกินแบบนี้หรอกหรอ? ผมว่ามันเข้มเกินไปหน่อย อาโอมิเนะมองแก้วกระดาษในกำมือด้วยสายตาสงสัยว่าอีกฝ่ายกินของขมแบบนี้เข้าไปได้ยังไง

นิจิมูระเห็นสีหน้ารวมทั้งคำถามเหล่านั้นแล้ว ทำเอารุ่นพี่ตัวดียิ้มกว้างกว่าเดิม

รสชาติของผู้ใหญ่มันก็เป็นแบบนี้แหละ ไอ้หนูเอ๊ย

 

อาโอมิเนะขมวดคิ้วทันที รุ่นพี่นิจิมูระ ผมไม่ใช่เด็กแล้ว

 

            ก็เด็กกว่าฉันปีสองปี 

            นิจิมูระยังไม่หายอาการอยากหัวเราะ ลึกๆ ก็กลั้นขำที่อาโอมิเนะมันดูเป็นเด็กเหลือขอเหมือนเดิม แต่ก็นั่นแหละ อาโอมิเนะอายุเกินยี่สิบแล้ว ทุกอย่างของไอ้เด็กนี่ก็ดูเปลี่ยนไปเยอะ

 

อาโอมิเนะตัวโตขึ้นมามาก มากจนเกินไปเลย

ตอนมอสามเขาก็คิดว่าหมอนี่มันสูงขึ้นอย่างกับเปรต ไม่รู้ว่าพันธุกรรมหรืออะไรบันดาลมาให้ตัวใหญ่ขนาดนี้ ยิ่งพอมาเจอกันในวัยทำงานแล้วก็ยิ่งน่าตกใจ มองไปแล้วน่าจะสูงกว่าพวกฝรั่งที่เขาเจอสมัยเรียนอเมริกาเสียอีก เทียบได้แล้วน่าจะซักร้อยแปดสิบกว่า— ไม่สิ ร้อยเก้าสิบแล้วมั้ง?

 

เป็นเรื่องน่าหงุดหงิดอยู่เหมือนกันที่จะต้องเป็นเขาเสียเองที่เงยหน้าขึ้นไปมองรุ่นน้องเวลาพูดด้วย

แต่ก็เท่านั้นแหละ นิจิมูระไม่มีกะจิตกะใจมาวุ่นวายเรื่องเล็กน้อยพรรค์นี้หรอก

 

จะว่าร่างกายเปลี่ยนอย่างเดียวไม่ได้ เรื่องอื่นก็เปลี่ยนไปเหมือนกัน

ทั้งเรื่องที่มันมาทำเรื่องที่ไม่เข้ากับมันสุดขั้วแบบนี้ หรือเรื่องที่สีหน้าที่ดูไม่มีความสุขนั่นด้วย

 

เขาเองก็ไม่ได้เจอกับอาโอมิเนะมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตเด็กตรงหน้ามันผ่านอะไรมาบ้างตอนที่เขาไม่อยู่ แต่ทั้งสีหน้าและแววตาของอาโอมิเนะก็ดูเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

เขาบอกไม่ได้หรอกว่ามันเปลี่ยนไปในที่ดี หรือไม่ดี เพราะเขาไม่ใช่คนจะมาตัดสินชีวิตของเด็กมัน

 

แต่ก็บอกได้อยู่ว่าตอนนี้อาโอมิเนะเหมือนกับตัวเขาในช่วงระยะนึง

 

            ช่วงที่เคว้งคว้าง และหาอะไรบางอย่างไม่เจอ

 

            มันก็ควรจะเกิดตั้งแต่สมัยวัยเรียน แต่ดันมาเกิดขึ้นตอนทำงานเสียได้

            อาโอมิเนะคงจะต้องเจอการบ้านหนักหน่วง

           

            นิจิมูระที่ผ่านจุดนั้นมาแล้วรู้ดีกว่าใคร

 

            ------

 

            ร้านนั้นอร่อย ร้านนี้ไม่อร่อย

            นิจิมูระพูดเป็นเสียงกระซิบข้างบ่าของรุ่นน้องตนเอง

           

            ตอนนี้ทั้งสองยืนอยู่กลางโรงอาหารรวมของบริษัท เสียงเจี้ยวจ้าวไม่ต่างกับโรงอาหารรวมสมัยเรียนมัธยมเลยแม้แต่น้อย ต่างแค่ไม่มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายของนักเรียนวิ่งไล่กันแค่นั้น

            นิจิมูระที่อยู่มาก่อนรู้ดีว่าร้านไหนรสชาติโอเคหรือไม่โอเค เขาชี้ร้านสลับไปสลับมา ปากก็พรั่งพรูเรื่องรสชาติของแต่ละร้านโดยไม่รักษาน้ำใจพ่อครัวแม่ครัวเลยสักนิด แต่ก็เป็นแค่การสนทนาระหว่างเขากับรุ่นน้องตัวเองนั่นแหละ เหมือนกับเป็นความลับเฉพาะของรุ่นพี่ส่งต่อรุ่นน้อง สำหรับการเอาตัวรอดในที่ทำงาน

 

            ราเม็งร้านนั้นอะแพงนิดนึง แต่ดีจริงๆ เส้นนี่แบบว่า.. บรรยายไม่ออกเลย รุ่นพี่หนุ่มชี้ไปยังร้านป้ายสีแดงแจ๋ที่เขียนชัดว่าเป็นร้าน ราเม็ง โดยเฉพาะ อาโอมิเนะเห็นแว้บๆ ว่าแววตาคู่คมนั้นประกายขึ้นมาด้วย เอาเป็นว่า อร่อย

 

            งั้นเที่ยงนี้กินราเม็งร้านนั้นก็ได้ อาโอมิเนะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของกินมากนัก ถ้ารุ่นพี่ตัวเองบอกว่าอร่อยงั้นก็คงอร่อยจริงๆ ก่อนจะสาวเท้าไปยังร้านตามที่ตัวเองพูด

 

            โอเค งั้นเดี๋ยวฉันไปซื้อข้าวผัดตรงนั้นกิน เสร็จแล้วก็ไปหาที่นั่งรอซะนะ

           

            พี่จะกินข้าวกับผมหรอ?

 

            นิจิมูระหันมามองเจ้าของคำถามด้วยสีหน้าที่ดูแปลกใจ ก็เออน่ะสิ

 

            ไม่— คือผมหมายถึง อาโอมิเนะเกาแก้มแก้เก้อ พี่ไม่ไปนั่งกับพวกเพื่อนของพี่เหรอ?

 

            ไม่นั่งด้วยกันวันเดียวก็ไม่ตายหรอกน่า ฉันไลน์ไปบอกพวกมันแล้ว นิจิมูระยักไหล่ บางคนมันไม่มาพักด้วยซ้ำ งานด่วนน่ะ

 

            อ้อ... โอเค อาโอมิเนะพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ส่วนตัวรุ่นพี่ก็เดินแถ่ดๆ เข้าไปต่อแถวร้านกับข้าวแล้ว เขาก็เลยหันไปทางร้านราเม็งป้ายแดงฉาดตรงนั้นบ้างเช่นกัน

            หลังจากได้ชามราเม็งมาไว้ในมือ พร้อมตะเกียบกับช้อน และขวดน้ำขวดนึง อาโอมิเนะเห็นว่ารุ่นพี่ตัวเองไม่ได้ต่อแถวร้านกับข้าวแล้ว เขาเลยมองหาอีกฝ่าย จนกระทั่งสายตาไปเห็นคนที่ตัวเองกำลังตามหาอยู่พอดิบพอดี เหมือนว่ากำลังจะคุยกับใครอยู่

                       

            อาโอมิเนะเดินเข้าไปใกล้แล้วจึงค่อยเห็นได้ชัดมากขึ้น

            คู่สนทนาของรุ่นพี่เป็นชายวัยเดียวกัน ใบหน้าอันคุ้นเคยเหมือนกับว่าน่าจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อนสักที่ แต่อาโอมิเนะไม่ยักกะนึกออกว่าเป็นใคร ทั้งไม่ห้อยบัตรพนักงาน บวกกับใส่เสื้อผ้าไปรเวทที่ดูแล้วก็รู้เลยว่าไม่ใช่พนักงานของที่นี่ คนความจำสั้นทุกอย่างนอกจากเรื่องกีฬาที่ตัวเองชอบอย่างอาโอมิเนะนั้นไม่สามารถนึกออกได้เลยว่าคนคนนั้นคือใคร

 

            อ้าว มาพอดี รุ่นพี่นิจิมูระหันหน้ามาสบกับอาโอมิเนะที่ทำท่าเหมือนจะยืนเก้อด้วยความงุนงงพอดิบพอดี ก่อนจะหันไปหาคู่สนทนาจนถึงเมื่อครู่ของตนเอง ถ้างั้น ผมไปกินข้าวก่อน รุ่นพี่มายุซุมิจะกินด้วยกันเลยมั้ยล่ะ?

           

            อีกฝ่ายที่ถูกเรียกว่ามายุซุมินั้นส่ายหัวเบาๆ ไม่เป็นไร แกไปกินเถอะ ฉันก็จะกลับแล้วเหมือนกัน

 

            ได้ยินดังนั้นนิจิมูระจึงกล่าวคำลาให้กับรุ่นพี่ของตนไป เมื่ออีกฝ่ายเดินหันกลับไปแล้ว นิจิมูระเองก็หันกลับไปหารุ่นน้องตัวเองบ้าง ก่อนจะพาเด็กในความดูแลของตัวเองเดินไปนั่งโต๊ะกินข้าวด้วยกัน

           

            รุ่นพี่ คนเมื่อกี้—? แม้ว่าจะนั่งลงบนโต๊ะแล้ว ความสงสัยในชายที่ตนเองคุ้นเคยใบหน้า แต่จำชื่อไม่ได้นั้นก็ยังไม่หล่นลงไปที่ไหน ยิ่งพอมองตามหลังคนๆ นั้นไปก็ยิ่งรู้สึกคุ้นมาก ทั้งบรรยากาศรอบตัวก็ยังเหมือนกับเพื่อนสนิทของตัวเองอย่างคุโรโกะ เท็ตสึยะ เอาเสียเหลือเกิน

โดยเฉพาะเมื่อเผลอละสายตาไปแว้บเดียว เขาก็หายไปเสียแล้ว เล่นซะนึกถึงเพื่อนตัวเองขึ้นมาเหมือนเป็นภาพฉายหน้าโปรเจกเตอร์ที่ซ้อนทับ

 

            หลังจากกลืนข้าวลงคอไป นิจิมูระก็ตอบคำถาม อ้อ รุ่นพี่ฉันเอง

           

            แผนกไหนล่ะนั่นน่ะ? รุ่นพี่มายุซุมิคนที่ว่าสวมชุดไปรเวทแบบนั้น มันทำให้อาโอมิเนะสงสัยว่าทำงานแบบไหนในบอถึงไม่ต้องใส่สูท ไม่ห้อยป้ายแขวนอีก มันมีจำนวนปรับไม่ใช่รึไง

 

            หึ ลาออกไปแล้ว

            ตอบเสร็จก็ตักข้าวเข้าปากต่อ ส่วนอาโอมิเนะก็เผลอชะงักตะเกียบในมือตัวเองไปแว้บนึง

           

            รุ่นน้องเองก็อยากจะถามต่อว่าทำไม แต่ก็รู้สึกอึกอักที่จะถาม เลยก้มหน้าก้มตาจัดการราเม็งในชามต่อโดยไม่พูดอะไร คิดไปว่าไม่ถามเสียดีกว่า

            นิจิมูระเงยหน้าขึ้นมามองรุ่นน้องของตนเอง พอเห็นสีหน้าอันแสนจะดูกระอักกระอ่วนของอีกฝ่ายแล้ว ทำเอาเผลอหลุดขำในลำคอ

            โถ่เอ๋ย ดูทำหน้าเข้า

            อาโอมิเนะเคี้ยวเส้นราเม็งรสเด็ดคาปากตุ้ยๆ แววตาฉายความงงไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเห็นรุ่นพี่ตัวเองหัวเราะชอบใจเหมือนกับว่าตนเป็นตัวตลก นั่นทำให้ชายวัยยี่สิบขมวดคิ้วไม่สบอารมณ์ขึ้นมานิดหน่อย

            นิจิมูระเห็นหน้ารุ่นน้องดูไม่ถูกอกถูกใจกับเสียงขำของตัวเอง เลยเอ่ยขอโทษที่หัวเราะไป ไม่วายยังไม่หยุดขำอยู่ดี ก็สีหน้าของอาโอมิเนะมันทั้งสงสัยและไม่สบอารมณ์ผสมกันมั่วไปหมด เห็นแบบนั้นใครจะไม่อยากหัวเราะให้มันบ้าง

           

            หลังจากหยุดหัวเราะไปได้ซักพักก็เริ่มพูด ทำหน้าอย่างกับกลัวบริษัทจะเฉกหัวออก

 

            ผมไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย

 

            ไม่ต้องห่วงหรอก บริษัทไม่เอาใครออกง่ายๆ เขาแมเนจดีจะตาย พูดพลางคว้าแก้วบลูฮาวายมาดูดอย่างสบายอารมณ์

            แน่นอนว่า [เขา] ที่ว่า หมายถึง ประธานของบริษัทนี้

 

            อาโอมิเนะก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องพวกนี้มากนัก แต่ก็สังเกตเห็นมันได้อย่างชัดเจน

            ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อำนวยความสะดวก  ตั้งแต่ของเล็กไปยันของใหญ่ เครื่องถ่ายเอกสารที่ซิงค์ข้อมูลกับบัตรประจำตัวพนักงานได้ ระบบปฏิบัติการณ์คอมพิวเตอร์ที่เร็วอย่างกับยกจากศูนย์มาเปิดเล่น ทั้งสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ทั่วถึงตั้งแต่หน้าประตูยันห้องน้ำชั้นในสุดอีก

            ระบบจัดการบริษัทนี้ก็ดีไปหมด มีการวางแผนการทำงานอย่างละเอียด แล้วก็มีกำหนดการ-เดธไลน์ที่แน่นอนด้วย คนที่มักจะเถลไถลไปเรื่อยแบบอาโอมิเนะยังรู้สึกกดดันเลย มันไม่ได้แย่นะ มันก็เป็นกรอบระบบที่ดี แต่ทำไปทำมาแล้วก็รู้สึกเครียดอยู่เหมือนกัน อาโอมิเนะเข้าใจจุดนี้ว่ามันเป็นชีวิตของการทำงาน คงไม่ได้ผ่อนคลายเหมือนสมัยยังทำตัวเล่นไปวันๆ

           

            พูดได้เต็มปากเลยว่า คุณภาพของบริษัทดีกว่าที่อื่นเป็นไหนๆ

 

            แต่ ข้อสงสัยมันก็มีอยู่

 

            ถ้าพูดว่าดีขนาดนั้น แล้วทำไมรุ่นพี่คนที่ว่าถึงลาออกล่ะ? อาโอมิเนะวางตะเกียบลงบนชามพลางขอบคุณสำหรับมื้ออาหารไปด้วย ใบหน้ายังคงติดใจกับเรื่องนี้ไม่หาย

 

            รุ่นพี่มายุซุมิเขาลาออกไปทำงานของตัวเอง นิจิมูระเอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้ ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก แต่ก็นั่นแหละ ประธานอนุมัติไปแล้ว

 

            เห— ไหนพี่บอกว่าดีไง? แม้จะดูยียวน แต่อาโอมิเนะก็ได้ถามคำถามที่บังเกิดในใจตั้งแต่แรกเสียสักที ที่บอกว่าดีแล้วทำไมถึงลาออกกันล่ะ เหตุผลที่ว่าดีเกินไปจนไม่อยากทำน่ะมันไม่มีบนโลกเสียหน่อยนี่

           

            นิจิมูระส่ายหัว ก็ดี

แต่สำหรับบางคน มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดไง

 

            อาโอมิเนะได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจในคำพูดนั้น

 

            ------

 

            อาโอมิเนะสะพายกระเป๋าเป้คู่ใจ แบ็คแพ็กทุกอย่างไว้พร้อมกลับบ้านเต็มที่ เดินปรี่ตรงเข้ามาหารุ่นพี่ของตัวเองที่กำลังสาละวนกับการใส่กระดาษเข้าเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ เขาเดินเข้าไปทางข้างหลังอีกฝ่าย ชะเง้อมองนิดหน่อยและเอ่ยปากถามออกไป

             “รุ่นพี่ ทางออกที่ไปลงรถไฟนี่ทางไหน?”

 

            เดินออกไปเลี้ยวซ้ายเดี๋ยวก็เจอ— หืม? อะไรกัน จะกลับแล้วเหรอ? พอนิจิมูระดันส่วนรับกระดาษของเครื่องถ่ายเอกสารเข้าไปเสร็จ รุ่นพี่ก็เอียงคอแหงนขึ้นไปมองรุ่นน้องที่ยืนค้ำหัวตัวเองอยู่ข้างหลัง

 

            ใช่ แล้วพี่จะกลับเลยมั้ย อาโอมิเนะพยักหน้ารับ นิจิมูระได้ยินดังนั้นก็ก้มลงไปมองนาฬิกาข้อมือตัวเอง เลยเวลาเลิกงานมาเพียงไม่กี่นาที นึกในใจว่าไอ้เด็กนี่มันตรงต่อเวลากลับได้จนน่าหมั่นไส้เลย

           

            คงอีกสักพัก ยังต้องเอาเอกสารไปจัดต่อ ว่าไปก็ลุกขึ้นมาในท่ายืน และหันกลับไปคุยกับรุ่นน้องตัวเอง นายกลับไปก่อนเลยก็ได้ ไว้เจอกันพรุ่งนี้

           

            อาโอมิเนะตกลงตามนั้น เขาเอ่ยคำอำลาอีกฝ่ายไปตามมารยาทและเดินจากออกไป

ทว่าก่อนจะสุดทางเดินก็ยังมีเหลียวหลังกลับมามองรุ่นพี่หนุ่มที่อายุมากกว่าตนเองไม่ถึงสามปีบ้าง พอเห็นว่าอีกฝ่ายใจจดใจจ่ออยู่กับงานอย่างขยันขันแข็ง อาโอมิเนะก็นึกห่วงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

 

            อาโอมิเนะพอจะนึกภาพคร่าวๆ ในอดีตขึ้นมาได้ เหมือนกับว่าเคยเห็นภาพรุ่นพี่ตัวเองทำงานหลังขดหลังแข็งแบบนี้มาเมื่อครั้งตอนเขายังใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนมัธยมต้น

 

            ถ้าพูดกันตามตรง นิจิมูระเป็นคนขยันมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เขาเจอกับรุ่นพี่คนนี้ครั้งแรกตอนเขามอหนึ่ง

                       

            ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีกับคนที่ทั้งแบกรับเรื่องภาระงานในชมรม และยังคอยตามจิกตามจี้รุ่นน้องไม่เอาไหนของตัวเองอยู่ตลอด โดยไม่ให้เสียการเรียน สำหรับคนแบบอาโอมิเนะรู้สึกว่ามันยากกว่าเล่นบาสแล้วชนะซะอีก

            นิจิมูระเป็นปถุชนคนธรรมดาทั่วไป ไม่ได้หัวดีเลิศเหมือนกับมิโดริมะ ไม่ได้มีฐานะเหมือนอาคาชิ และไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านบาสเหมือนกับตัวเขา— อาโอมิเนะ

ทุกอย่างจึงเกิดจากการดิ้นรนด้วยน้ำมือตนเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการเรียนเอย ทั้งการเล่นกีฬาเอย

                       

            แต่นิจิมูระทดแทนสิ่งที่ขาดหายไปด้วยความพยายามของตนเอง

            รุ่นพี่ไม่ได้เป็นคนมีหัว แต่ก็ไม่ได้ถึงกับโง่จนไม่รู้อะไร ไม่มีปัญญาเรียนพิเศษพี่แกก็ไปไล่เอาเลคเชอร์พวกผู้หญิงมานั่งสังคายนากันใหม่กับกลุ่มเพื่อน อาโอมิเนะจำได้ว่าภาพที่ชายฉกรรจ์วัยสิบสี่สิบห้ารวมกลุ่มกันลอกหนังสือลายปกมายเมโลดี้แสนน่ารักนั่นด้วยสีหน้ามุ่งมั่นสุดขั้วเหมือนกับจะเข้าสนามรบพร้อมกับสมุดเล่มนั้น

มันทำเอาเขาแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่

อยากจะขอโทษรุ่นพี่ตรงนี้ แต่อุบเงียบไว้เห็นจะดีกว่า

           

            เรื่องบาสก็ไม่เคยขาดซ้อม

มันเป็นทั้งกีฬาที่ท้าตัวเอง และเป็นกีฬาที่รุ่นพี่ชอบในเวลาเดียวกัน

            จะบอกว่ามันเป็นงานอดิเรกที่ทรหดก็คงจะจริง ถ้าไม่รักบาสมากล่ะก็ ไม่มีใครทนกับการฝึกชากโค้ชชิโรงาเนะได้แน่นอน การมานั่งทำเรื่องที่ชอบโดยที่ร่างกายหอบแฮ่กแทบไม่ไหวเนี่ย ถ้าไม่ชอบจริง ก็คงเทไปแล้ว

           

รุ่นพี่เข้าใจในเส้นกั้นระหว่าง [พรสวรรค์] และ [พรแสวง] ได้เป็นอย่างดี

            ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ยังไม่เลิกขัดเกลาตนเอง ซ้อมอยู่เรื่อยๆ และลงสนามกับพวกเขาอยู่ทุกครั้ง

           

            แม้ว่าหลังจากนั้นรุ่นพี่จะถูกลดความสำคัญลงไป หลังจากที่มีคนใหม่ๆ พรสวรรค์ประกายเข้ามา

            แต่รุ่นพี่ก็ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

            ทั้งเรื่องหมั่นฝึกซ้อม ทั้งเรื่องความพยายาม           

 

            เขาเคยพูดอย่างเถรตรงกับอาโอมิเนะว่า เขาเองก็อิจฉานั่นแหละ

ใครจะชอบล่ะ รุ่นน้องที่เด็กกว่าตัวเองแพรวพราวได้ขนาดนี้ ส่วนตัวเองก็กลายเป็นแค่หนึ่งในความสำเร็จนั้นไป

            แต่แล้วไงล่ะ รุ่นน้องก็คือรุ่นน้องอยู่ดี

           

            มันไม่ใช่คำถากถางอะไร ความหมายของมันจะสื่อว่า

            [รุ่นน้องก็คือรุ่นน้อง และรุ่นพี่ก็คือรุ่นพี่]

            [มีหน้าที่คือประคับประคอง และผลักดันกันให้ก้าวหน้าเท่านั้น]

           

            ทั้งหมด—มันทำให้พวกรุ่นปาฏิหาริย์ยอมรับในตัวชายคนนี้

            รวมถึงตัวเขาเองก็ด้วย

            อาโอมิเนะ นับถือรุ่นพี่นิจิมูระที่เป็นแบบนี้มาตลอด

           

            แต่ก็มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นกับรุ่นพี่จนได้

            อาโอมิเนะมารู้ข่าวอีกทีหลังจากที่เห็นว่ารุ่นพี่ไม่ได้สวมยูนิฟอร์มเลขตัวเดิมแล้ว หมายเลขสี่มันกลายเป็นของอาคาชิแทน และตำแหน่งของรุ่นพี่ก็ดูจะเปลี่ยนไปด้วย

            ตัวเขาในตอนนั้นไม่รู้สาเหตุ แต่พออยู่มอปลายก็มารู้ทีหลัง

           

            พ่อของรุ่นพี่ล้มป่วยลง โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นมาในตอนนั้น

            รุ่นพี่เลยตัดสินใจเลือกครอบครัว และปล่อยวางความฝันของตนเองไป

 

            แม้ว่าจะอยู่ด้วยกันจนจบ และไปร่วมยินดีในงานวันปัจฉิมนิเทศ พร้อมทั้งกล่าวอำลากันไปตามฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง ฉากจบในตอนนั้นไม่มีปัญหาอะไร

            แต่ก็อย่างที่ว่า ไม่มีข่าวคราวใดๆ ติดต่อกลับมาอีก เหลือทิ้งไว้แค่ชื่อและความทรงจำ

 

            ดังนั้นอาโอมิเนะยอมรับว่าเขาสบายใจ ที่ยังเห็นรุ่นพี่ดูเป็นเหมือนเดิม ไม่ต่างอะไรกับตอนมอต้น มันทำให้เขารู้สึกเหมือนกับว่ายังมีเสาหลักที่คอยประคองเขาอยู่ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่ามีต้นไม้ต้นใหญ่คอยทาบร่มเงาให้ มันเป็นความรู้สึกที่เกิดเพราะว่าได้เจอคนใกล้เคียงกันมาก่อน เป็นความสบายใจที่บรรยายออกมาไม่ถูก

            เขาอาจจะยังเหมือนเด็กจริงๆ เหมือนที่รุ่นพี่พูด

                       

            แต่ถ้าทุกอย่างของรุ่นพี่ยังเหมือนเดิมจริงๆ

            เขาเองก็อดสงสัยไม่ได้

            ว่าภาระอันหนักหน่วงเหล่านั้น รุ่นพี่ของเขายังคงแบกมันเอาไว้บนบ่า— เหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า?

           

            เขาไม่อาจรู้ได้เลย และไม่กล้าจะเอ่ยปากถามมันไปอีกด้วย

            มันคงเป็นอีกวันที่ความรู้สึกอึดอัดเข้ามาเบียดกันอยู่ข้างในอก

 

            -----------

 

            อาโอมิเนะไม่ได้นอนที่บ้านของตนเอง

 

            ซึ่งก็แหงล่ะ ใครจะบ้าเทียวไปเทียวกลับระหว่างโตเกียวกับเกียวโต

 

            อาโอมิเนะเป็นคนโตเกียว ตั้งแต่เรียนเทย์โคและโทโอวแล้ว เลือกจะเรียนใกล้บ้านและตามชอบตลอด แต่ดั๊น— ตอนทำงานดันได้งานไกลบ้าน การที่มาทำที่นี่เพราะเห็นว่าเจ้าของเป็นเพื่อนนั่นแหละ ประกอบกับรายได้ก็พอจะจ่ายค่าแฟลตเล็กๆ ให้พอซุกหัวนอนได้สักที่ด้วย พ่อแม่ก็อยากถีบส่งให้มาใช้ชีวิตนอกบ้านเหลือเกิน เขาก็เลยได้อยู่นอกบ้านจนได้

           

            อาโอมิเนะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องความเป็นอยู่ของตัวเอง แม้โมโมอิจะค้านแล้วค้านอีกแทบจะเอาหัวชนฝา ว่าไม่อยากให้ไปอยู่แฟลต มันอันตรายบ้าง มันอึดอัดบ้าง มันรกและเต็มไปด้วยขยะบ้าง เอาเข้าจริงพอมาดูก็ไม่ได้แย่ มันแค่คับแคบนิดหน่อย ไม่ค่อยเหมาะกับคนขายาวเก้งก้างแบบอาโอมิเนะ แต่เรื่องความสะอาดและความปลอดภัยก็พอจะผ่านเกณฑ์ (ในความคิดของเขา)

           

            ถึงจะมีคำค้านเขาก็เข้ามาอยู่จนได้ คิดไปว่าถ้ามีอันตรายจริงๆ ก็อยากจะวัดกันไปเลยว่าระหว่างเขากับมันอะไรจะแน่กว่ากัน

ขอเดิมพันในฐานะคนที่โดนด่าว่าหน้าทรงโจรมาแทบทั้งชีวิต

           

            เขาเลือกจะเข้าแฟลตของพวกเอกชน ด้วยความว่าการยื่นเรื่องเข้าแฟลตหลวงเห็นทีจะวุ่นวาย เขาไม่อยากจะมานั่งวัดดวงเสี่ยงโชคกับใคร มันไม่ใช่ของถนัดเขา และรายได้ก็ไม่ได้ร่อยขนาดนั้นด้วย ถึงจะอยู่ในระยะตั้งตัวก็เถอะ อาโอมิเนะคิดว่ายอมจ่ายขึ้นมานิดหน่อยก็พอทนได้

           

            เงินที่มาใช้จ่ายช่วงนี้เขาก็ยังขอเงินแม่ไปก่อน ตั้งใจว่าจะไม่ฟุ่มเฟือยไปสักพักจนกว่าจะได้เงินเดือนเป็นของตัวเอง ตั้งตัวได้ก็จะคืนเงินกลับไปแล้วก็ใช้จ่ายให้มันพอดี ถึงจะฟังดูไม่ค่อยเข้ากับเขาก็เถอะ แต่ชีวิตในหอพักนักศึกษาก็บอกอะไรมาได้มากพอสมควร

           

            ระหว่างทางเดินขึ้นแฟลตนั้นเหมือนกับหนังสยองขวัญตามโรง แม้ว่าแสงไฟจะมีตามทางบันได แต่มันก็สว่างน้อยมาก แถมมีท่าว่าจะดับได้ทุกเมื่อด้วย นี่ขนาดว่ามันเป็นเวลาโย้เย้จำพลบค่ำเฉยๆ เองนะ ถ้าวันไหนทำโอทีถึงสามทุ่ม บันไดเวรนี่คงน่ากลัวขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัวเลย

 

            อาโอมิเนะเลือกชั้นสูงไปหน่อย ห้องของเขาอยู่ประมาณชั้นห้า ตัวแฟลตนี้มีประมาณห้าถึงเจ็ดชั้นเห็นจะได้ มีลิฟต์ตัวเดียวทั้งอาคาร ตอนแรกอาโอมิเนะว่าจะขึ้นลิฟต์ไปพักให้เต็มที่หายเหนื่อยเสียหน่อย แต่พอเห็นป้ายตัวหนาๆ ว่ามันเสีย อารมณ์จะขี้เกียจก็หดลงไป มีแต่ความหงุดหงิดพุ่งขึ้นมาแทน แต่เขาก็ลงอารมณ์กับใครไม่ได้หรอก สุดท้ายเลยปล่อยมันให้จมลงไป แล้วก็จำใจเดินขึ้นบันได คิดปลอบตัวเองว่ามันเป็นแค่เรื่องที่ช่วยไม่ได้

 

            เขาขึ้นบันไดมาถึงชั้นห้าในที่สุด อาโอมิเนะยกมือถือตัวเองขึ้นมาเช็คโซเชียลไปเรื่อย ในกล่องข้อความของทวิตเตอร์เต็มไปด้วยข้อความจากโมโมอิที่ถามไถ่ความเป็นไป อาโอมิเนะพิมพ์ตอบกลับแม่ทูนหัวของเขาด้วยสีหน้าเนือยๆ ทั้งเหนื่อยและอยากนอนเต็มที่

           

            พอเดินมาถึงห้องตัวเองก็หยุดยืนพิมพ์สักพัก ไม่ได้สังเกตเสียงหรือสิ่งใดๆ รอบกาย ไม่ทันรู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามีคนเดินเข้ามาสวนกับตัวเอง และอยู่เบื้องหลังของตน

 

            อาโอมิเนะ?

              

            คนที่ถูกเรียกชื่อเงยหน้าขึ้นมาจากมือถือ เพิ่งจะรู้สึกตัวว่ามีคนมา และทิศทางของเสียงอันแสนจะคุ้นเคยนั้น คือข้างหลังของตน

เขาเหลียวกลับไปมองอีกฝ่ายอย่างช้าๆ

และผลลัพธ์มันเหมือนกับที่เขาคิดเอาไว้ไม่มีผิด

 

            รุ่นพี่นิจิมูระ?

           

            คนคนเดิม ใบหน้าและน้ำเสียงเดิม

           

            พวกเขาเจอกันอีกแล้ว..

 

            ถ้างั้นก็หมายความว่า—

 

            คนที่ย้ายเข้ามาใหม่ คือนายเองเหรอเนี่ย? สีหน้ารุ่นพี่ดูประหลาดใจมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ทั้งมาเจอไอ้เด็กคนนี้เป็นรุ่นน้องฝึกงาน แล้วยังจะมาเจอในแฟลตเดียวกัน ห้องตรงข้ามกันไปอีก นี่มันชะตาฟ้าลิขิตรึไงวะ

 

            คนที่ตกใจมันผมต่างหาก รุ่นพี่ก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ?" อาโอมิเนะก็ตะลึงไม่แพ้กัน เขาก็ไม่คิดว่าจะมาเจอรุ่นพี่อีกรอบในเย็นของวันหรอก ยิ่งพอเห็นคำตอบของรุ่นพี่ที่ชูกุญแจเลขเดียวกับป้ายเลขหน้าห้องตรงข้ามแล้ว ยิ่งโคตรจะชี้ชัดเลยว่าทั้งสองกลายเป็นเพื่อนข้างบ้านกันไปโดยปริยาย

           

            เรื่องบังเอิญเนี่ย มันจะเยอะเกินไปหน่อยแล้วมั้ง...

 

            --------

           

           

           

           

           

                       


B
E
R
L
I
N
 

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น