คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย [KNB] Seijūrō [KNB] Seijūrō | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



*แนะนำให้เปิดเพลงระหว่างอ่าน*
b
e
r
l
i
n
?

เนื้อเรื่อง อัปเดต 14 เม.ย. 62 / 04:37


“ร้องไห้ทำไม..?”


ใบหน้าเปื้อนน้ำตาเงยขึ้นมาจากอ้อมกอดหัวเข่าของตนเอง นัยน์ตาสีแดงสบเข้ากับภาพเบื้องหน้าของตนเองอย่างเชื่องช้า ทัศนียภาพอันพร่ามัวจากก้อนน้ำตาบดบังใบหน้าของอีกฝ่ายให้ดูได้ยาก ทว่าทั้งน้ำเสียง ลักษณะคร่าวที่ปรากฏในดวงตา มันกลับคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

เด็กน้อยกระพริบตาปริบ การกระทำแบบนั้นมันพอจะให้น้ำตาไหลออกจากแหล่งกำเนิดของมันได้ ก้อนน้ำสีใสร่วงหล่นลงมาผ่านพวงแก้มเป็นสายราวกับลำธารอันใสสะอาด มันไร้ซึ่งสีสันใดๆ มีเพียงตัวตนที่โปร่งแสงจนเห็นเพียงแต่สีสันของสิ่งอื่นเข้ามาบดบังเท่านั้น

ภาพเบื้องหน้ามันชัดขึ้นมาบ้างแล้ว ในที่สุดเขาก็เห็นเจ้าของคำถามอย่างชัดเจนเสียที

ใบหน้าแบบเดียวกันกับเขา


ทั้งเสื้อผ้า หน้าผม หู จมูก และปาก

หากแต่ดวงตานั้นแตกต่าง เป็นสีที่ไม่เหมือนกัน

เขามีดวงตาแต่กำเนิดเป็นสีแดง ทว่าอีกฝ่ายมีดวงตาคนละสี ข้างนึงสีเหมือนกับเนื้อทองคำเงาเลื่อม ส่วนอีกข้างนึงเหมือนกับเม็ดทับทิมที่ประกายแวววาว

ใบหน้านั้นจ้องมายังเขา อีกฝ่ายยืนอยู่และโค้งตัวลงมา กำลังรอคำตอบจากตัวของเขาอยู่


“แม่... ไม่อยู่แล้ว”

ตอบด้วยน้ำเสียงสั่น แม้แต่ตัวเองยังรู้ว่ามันสั่น แต่ไม่อาจกล้ำกลืนพูดออกไปอย่างเข้มแข็งได้

กระทั่งยืนตอนนี้ก็ยังทำไม่ได้

“หมอบอกว่า แม่ป่วยนานแล้ว”

“แล้ววันนึง แม่ก็ล้มลงไป”

“แม่อยู่แต่บนเตียงมาตลอดเวลา”

“สุดท้าย แม่ก็สู้อาการไม่ไหว”


อีกฝ่ายย่อตัวลงมาในท่านั่ง ใบหน้ายังคงมองไปยังเด็กอีกคนตรงทิศเบื้องหน้าของตน คำถามถัดมาถูกเอ่ยออกจากปากด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกันราวกับแกะ

“แล้วทำไมถึงไม่ร้องออกไปล่ะ?”


“คุณพ่อสั่งห้าม ไม่ให้ร้อง”


ริมฝีปากคู่เล็กนั้นสั่นระรัว หากสังเกตให้ดีก็จะเห็นว่าขอบตานั้นบวมแดงจนแทบจะกลืนไปกับสีของดวงตา น้ำตาที่ไหลออกมาซ้ำซ้อนเกิดเป็นคราบบนใบหน้า ปลายจมูกแทบมีสีไม่ต่างกับอาการบวมของดวงตา และใบหน้าร้อนไม่ต่างจากคนเป็นไข้

เด็กคนนี้ร้องไห้ออกไปภายนอกไม่ได้ การมาร้องไห้ข้างในจิตใจจึงเป็นสิ่งที่เยียวยาเพียงหนึ่งเดียว

เสียงสะอื้นนั้นพูดต่อ “เขาเองก็ไม่ร้องเหมือนกัน ก็เลยรู้สึกว่าร้องไม่ได้”

“เขาให้ทำการบ้านคณิตศาสตร์ต่อ”

“เขาบอกให้กลับไปเรียนพิเศษคาบเย็นต่อด้วย”

“เขาบอกให้มองข้ามมันไป แล้วไปใช้ชีวิตต่อ”

มือเล็กปาดน้ำตา เด็กน้อยไม่แม้แต่จะสบตากับคู่สนทนาของตน ไม่ว่าจะเป็นแขนเสื้อที่เปื้อนคราบน้ำหูน้ำตามากมาย ชายเสื้อที่ถูกยกขึ้นมาปาดน้ำสีใสออกซ้ำแล้วซ้ำเล่า มือที่เลอะไปด้วยหยดน้ำจากนัยน์ตา หรือขอบตาที่เจ็บปวดและร้อนผ่าว ก็ไม่สามารถหยุดให้น้ำตาไหลออกมาได้เลย


“ไม่ร้องไห้ ฉันทำไม่ได้หรอก”

“แต่ก็หนีไปไหนไม่ได้ ...พ่อสั่งเอาไว้”

“ต้องทำตัวเหมือนเดิมทุกวัน”

“ต้องเรียนเหมือนเดิมทุกวัน”

“ต้องปกติเหมือนเดิมทุกวัน”


“ฉันทำไม่ได้หรอก”


อีกครั้งที่น้ำสีใสปริ่มขึ้นมายังขอบของดวงตา ทุกอย่างมันเบลอไปหมดอีกครั้งหนึ่ง เสียงสะอื้นในลำคอดังขึ้นเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่ได้นับ จะอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็มีเพียงความเศร้าทับถมเข้ามาในอกเท่านั้น น้ำตาไม่ได้ช่วยแม้แต่จะริดรอนมันลงไปเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความเศร้า ความเศร้า กับความเศร้า ครั้งแล้วครั้งเล่า วนซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่รู้จุดจบ


ฝ่ายตรงข้ามยังคงมองทุกอย่างเบื้องหน้าด้วยสีหน้าอันเดายากจะอารมณ์ ดวงตาสองสีคู่นั้นมองอีกฝ่ายที่กำลังร้องไห้ด้วยแววตาเหมือนกับเด็กที่กำลังดูการเจริญเติบโตของจั๊กจั่นในหน้าร้อนเสียแบบนั้น ก่อนที่จะยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากขึ้นกว่าเดิม กระทั่งดวงตาทั้งสองคู่ประสานกันอีกครั้ง คำพูดจึงถูกเอ่ยออกมา


“นายเนี่ย…”


“อ่อนแอชะมัด”


ดวงตาคู่สีโลหิตเบิกกว้างทั้งสองข้าง ใบหน้าจรดเดียวกันตรงหน้านั้นไม่ปรากฏอารมณ์ใดให้เห็น นอกจากดวงตาสองสีที่เห็นภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของตนเองสะท้อนกลับมา


“ขนาดพ่อยังไม่แม้แต่จะเห็นใจเลย” ริมฝีปากแบบเดียวกันขยับพูดต่อ น้ำเสียงโทนราบเรียบเหมือนกับเอ่ยเรื่องธรรมดา “แล้วหวังจะให้ใครมาเห็นใจล่ะ?”

“คนอ่อนแอไม่มีสิทธิ์จะได้รับมันหรอกนะ”

ดวงตาที่ประสานกันต่างมองกันและกันลึกลงไป ดวงตาสีทับทิมกับทองคำนั้นดูสวยงาม ประกายแวววาวเหมือนกับอัญมณี แต่ว่า…


ยิ่งมองเข้าไปเท่าไหร่ กลับพบเพียงแต่ความลึกอันไม่มีที่สิ้นสุด


แม้ดวงหน้าจะร้อนผ่าวเหมือนทะเลน้ำเดือด แต่ความหนาวยังสันหลังที่ปรากฏมานั้นบาดร่างเล็กอย่างมหาสมุทรอันเย็นยะเยือก

ภายในลำคออัดแน่นเหมือนกับถูกบีบรัด เด็กน้อยขี้แยไม่อาจพูดอะไรได้ต่อ คำพูดที่ประดังเข้ามามันหนักอึ้ง หนักอึ้งเกินกว่าที่เขาจะรับฟัง


“แล้วจะทำยังไงต่อล่ะ? ร้องไห้ต่อ? สะอึกสะอื้นอยู่กับที่ ก้มหน้าก้มตาอยู่ภายใต้วงแขนของตัวเองต่ออยู่แบบนั้น?” ดวงตาสองสีกระพริบปริบๆ เลื่อนใบหน้าออกห่างอีกฝ่ายที่กำลังอึ้งตาค้างอยู่แบบนั้น ก่อนจะพูดต่อ

“ทั้งอ่อนแอ แล้วก็โง่ไม่มีดี”

เจ้าของดวงตาสองสีลุกขึ้นช้าๆ พลางพูด

“ในเมื่อไม่มีใครเห็นใจนาย”

“ก็ไม่จำเป็นที่นายจะต้องไปเห็นใจใครก็ตาม”

เขาเดินวนรอบคนที่กำลังสะอื้นอยู่ ก้าวไปที่ละก้าวโดยไม่ได้สนใจไปยังแผ่นหลังอันระริกของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

“โลกใบนี้มีแค่ผู้แพ้ กับผู้ชนะเท่านั้น”

“ผู้ชนะต้องปกครอง ส่วนผู้แพ้ก็ต้องถูกปกครอง”

“ถ้าอยากถูกเห็นหัว ก็มีแต่ต้องดิ้นรนให้มากขึ้น”

“ต้องอยู่จุดสูงสุดเท่านั้น”


เด็กน้อยสะอึก

น้ำตานั้นเริ่มหยุดไหล ทั้งความรู้สึกหนักอึ้งทั้งหมดนั้นเหมือนกับถูกหยุดด้วยอะไรบางอย่าง

เหมือนกับกลไกจักรกลที่ถูกสะดุด


“ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม ก็ต้องเหยียบขึ้นไปให้ได้”

“ต่อให้เป็นพ่อนาย ก็ต้องเหยียบลงไป”


เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จากทิศข้างขวา มาทิศเบื้องหลัง แล้วจึงมาปรากฏยังเบื้องหน้าอีกครั้ง


“โลกใบนี้น่ะ”

“ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง”

เสียงสะอื้นหมดไปแล้ว

น้ำตาเองก็ริดรอนไปแล้วเช่นเดียวกัน

เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นไปมองผู้ที่อยู่สูงกว่าตน ดวงตาคู่สีแดงยังคงเบิกกว้างและค้างอยู่เช่นนั้น ตรงข้ามกับดวงตาคู่สองสีของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน

“ถ้าอยากแข็งแกร่งก็ตัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งให้หมด”

“ทั้งความรู้สึกโง่ๆ แบบนั้น ทั้งน้ำตาที่ไร้ประโยชน์นั่นด้วย”


“จงจำไว้ว่านายต้องเดินหน้า และชนะเท่านั้น”


มือทั้งสองจากทิศบนเอื้อมเข้ามาใกล้ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา และคว้าเข้าที่กรอบหน้าของอีกฝ่าย ก่อนจะฉุดมันขึ้นมาอย่างแรงโดยไร้การทะนุถนอมใดๆ


“เพราะนายคือคนของตระกูล [อาคาชิ]


“ไม่ใช่เด็กที่ชื่อ [เซย์จูโร่]


และเป็นอีกครั้งที่ดวงตาทั้งสู่ประสานกัน

เซย์จูโร่เบิกตากว้างมากขึ้นกว่าเดิม

สัมผัสเจ็บปวดทั้งหมดด้านชาไปจนไม่สามารถรู้สึกอะไรได้อีก

ขาทั้งสองข้างที่เคยแทบจะไร้เรี่ยวแรง บัดนี้มันไม่เหลือความรู้สึกอะไรอีกแล้ว

ทั้งใบหน้า ดวงตา จมูก ริมฝีปากหยุดเกร็งและสั่น หยุดร้อนและไร้ซึ่งน้ำตา

มีเพียงสีขาวโพลนที่บังเกิดขึ้นมาข้างในจิตใจเท่านั้นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

มันช่างบริสุทธิ์

แต่มันก็ว่างเปล่า


แทบจะกลวงโบ๋ และไม่มีอะไรเหลืออยู่ข้างใน


เขาไม่เห็นอะไรในดวงตาคู่นั้นของอีกฝ่าย มันลึกลงไปเหมือนกับหุบเหว

และภาพสะท้อนในดวงตาคู่นั้น เขาก็เห็นดวงตาของตัวเองเหมือนกัน


มันเหมือนกันยิ่งกว่าถอดแบบ


เราต่างเหมือนหุบเหวที่ไม่มีก้นบ่อกันทั้งคู่

เราต่างหล่นลงไปในความลึกที่ไม่มีจุดจบ


อยู่ในจุดที่ละทิ้งทุกอย่าง แม้กระทั่งความรู้สึกของตนเองแบบนั้น

นี่คือสิ่งที่เซย์จูโร่ต้องการหรือ?


“ใช่แล้ว ถ้าเพื่อชัยชนะ”


อีกฝ่ายพูดขึ้นมา ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มให้แก่เซย์จูโร่ ดูเป็นรอยยิ้มที่มีความสุขเหลือเกิน

“ผมไม่ว่าอะไร ถ้าวันนึงนายคิดจะหนี”

“จะวิ่งไปไหนก็ได้ จะไปซ่อนตรงไหนก็ได้ หรือจะไปตายที่ไหนก็ได้”

“แค่จำไว้ว่า ผมนี่แหละ คือความแข็งแกร่งของนาย”

“ผมจะทำทุกอย่างแทนเอง”


“ถ้านายล้ม ผมจะยืน”

“ถ้านายแพ้ ผมจะชนะ”


“ถ้านายคือความไม่สมประกอบ”

“ผมก็จะเป็นความสมบูรณ์แบบ”


“ตราบเท่าที่นายยังอ่อนแอ”

“ผมก็จะอยู่เคียงข้างนาย”


.

.

.

.

.

“ผมพูดเอาไว้ไม่เคยผิด”

เหมือนกับเย้ยหยันกัน แต่เสียงกลับนิ่งเรียบ

เซย์จูโร่ในวัยสิบสี่หันไปยังทิศทางของเสียง ดวงตาคู่แดงฉานของเขาดูจะชินกับเสียงแบบเดียวของตัวเองที่พูดขึ้นมาจากอีกฝ่ายเสียแล้ว


เขาตกอยู่ในห้วงของความคิด ที่มีตัวตนของเชาอีกคนนึงอยู่ร่วมด้วยอีกครั้ง


เพราะอะไร? เขาก็พอจะนึกได้อยู่…

เพราะเขาไม่อยากแพ้ไง


เขาถูกท้าดวลกับลูกทีมของเขา และกำลังจะถูกโค่นในไม่ช้า

ตัวเขา [เซย์จูโร่] น่ะ สู้หมอนั่นไม่ได้หรอก

แต่ตัวเขาอีกคนนึง ไม่แพ้แน่


เสียงเดินเคลือบคลานมาจากเงามืด อีกฝ่ายกำลังยิ้มให้เขา ดวงตาสองสีคู่นั้นเหมือนเดิมไม่มีผิด ยิ่งเซย์จูโร่จ้องมันเข้าไปเท่าไหร่ เขาก็หาจุดสิ้นสุดของมันไม่เคยเจอ


เขาให้คำนิยามของมันไม่ได้เลย

มันทั้งหนักแน่น ลึกหยั่งลงไปไกล เย็นยะเยือก อึดอัด เปี่ยมล้น เต็มไปด้วยอำนาจ

ทั้งใบหน้า รูปร่าง ส่วนสูง เสื้อผ้า ผม และลักษณะทุกอย่างเหมือนกันไปหมด

แบบเดียวกันกับเขาไม่มีเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย


หากแต่ดวงตาเท่านั้น ที่ต่างกันออกไป


เขาไม่อยากเจอกับมันอีกแล้ว

เขาไม่ต้องการจะได้ยินอะไรอีกแล้ว

เขาไม่ต้องการจะรับรู้ความทรมาณนั้นอีกแล้ว

เขาไม่ต้องการจะรับความจริงทั้งหมดนั้นอีกแล้ว


ความจริงที่ว่าเขาแพ้

ทั้งแพ้คนภายนอก

และแพ้คนภายในด้วย


“สุดท้ายนายก็หนีมาจนได้”


เขาไม่อยากตอบรับอะไรทั้งนั้น ไม่อยากได้ยินเสียงพูดของอีกฝ่าย ไม่ต้องการจะเห็นอะไรอีกต่อไป

เซย์จูโร่เคลื่อนตัวไปผ่านอีกฝ่ายโดยไม่ได้ว่าอะไรกลับ ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินตัวของเขาไป เหลือเพียงเด็กหนุ่มที่หน้าตาเหมือนกับเขาทุกประการไว้เพียงคนเดียว

“เพราะว่าผมคือผู้ชนะ”

“ความจริงข้อนั้นยังไงก็ไม่มีวันเปลี่ยน”

.

.

.

.

.

สุดท้ายแล้ว เปลือกทั้งหมดที่ถูกสร้างมา ก็พังทลายลงไป


เดิมทีข้างในมันก็กลวงอยู่แล้ว ฉะนั้นพอเปลือกถูกทำลาย

มันจึงไม่เหลือชิ้นดีอะไรอีกต่อไป


เสียงออดขอเวลานอกของฝ่ายราคุซันดังขึ้น ทุกคนต่างพากันเดินกลับเก้าอี้ มือหนาที่คว้าหมับเข้าที่คอเสื้อและตะโกนด่าว่าการส่งลูกอันห่วยแตกนั้นราวกับเด็กอนุบาลฝึกหัดเล่น ทั้งก่นด่าชื่ออย่างไม่เหลือเยื่อใยกัน แม้จะได้ยินเต็มสองหูแต่ใบหน้าที่เรียบเฉยก็ยังคงทำงานของมันต่อไปโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว กระทั่งมีคนบอกให้คนโมโหรามือลงจึงได้สูดอากาศหายใจเข้าเต็มที่

ในที่สุดเขาก็ได้นั่งพัก ทั้งดื่มน้ำ ทั้งเช็ดหน้า แต่ก็ไม่มีอะไรทำให้รู้สึกดีขึ้น

จุดโฟกัสก็ว่างเปล่า ไม่อาจเหลียวมองแม้กระทั่งใบหน้าผิดหวังของเพื่อนร่วมทีม หรือเงยหน้าไปมองใบหน้าอันตกตะลึงของโค้ช

ที่ทำได้มีแค่ก้มหน้ามองฝ่าเท้าของตัวเองเท่านั้น


“น่าสมเพชว่ะ”


เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นจางข้างๆ

ไม่ใช่เสียงของตัวตนข้างในหรืออะไรทั้งนั้น

แต่เป็นเสียงของรุ่นพี่ที่ร่วมทีมด้วยกัน


ถ้าจำไม่ผิด ก็เป็นคนเดียวกันกับที่เขาเหยียบขึ้นไปเพื่อจุดสูงสุดเหมือนกัน

ไม่แปลกอะไรที่เมื่อเขาล้มลง มันจะมีคนต้องการกระทืบซ้ำ

เขากระหายกับการปีนขึ้นไปข้างบนมากเกินไป

จนลืมไปว่าถ้าพลาดแล้วตกลงมาเมื่อไหร่

มันก็เจ็บปวดเหลือเกินคณา


“คิดว่าพวกเราจะปลอบแล้วก็ให้กำลังใจนายหรือ”

“ขอโทษทีเถอะ ให้ฉันไปตายยังจะง่ายกว่า”

เสียงของรุ่นพี่ยังคงพูดต่อไป เขาปล่อยให้อีกฝ่ายพูดโดยยังไม่แสดงอารมณ์ ไม่ใช่เพราะว่ากลัว หรือเพราะไม่ต้องการมีเรื่อง

เพราะมันเป็นเรื่องปกติของคนอ่อนแอ

เขาพูดอะไรไม่ได้หรอก


“ทำตัวเสียซะใหญ่โต สุดท้ายก็มีแค่นี้เองหรือ”

รุ่นพี่พูดถูก ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาปีนขึ้นแล้วขึ้นอีก จนอยู่สูงกว่าทุกคน จนคิดว่าตัวเองทำอะไรก็ได้ เพราะเขาอยู่สูงกว่า เพราะเขาแข็งแกร่งกว่า เพราะเขาชนะในทุกๆ สิ่ง เพราะแบบนั้นความคิดที่ว่าตนจะไม่แพ้ใครจึงเป็นเรื่องที่ธรรมดา


แต่ใครจะคิดว่าจะมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตนได้บ้าง

ทั้งที่เขาคิดว่าตัวเองอยู่สูงแล้ว แต่กลับมีคนที่สูงมากกว่าเขาอีก

พอรู้เช่นนั้นจึงไม่อาจเถียงอะไรกลับไป


“ที่คุยกับฉันที่ดาดฟ้าวันนั้น มันเหมือนเป็นอีกคน”

“สรุปแล้ว…”


“นายเป็นใครกันแน่?”


ดวงตาสองสีเบิกโพลง

คำพูดนั้นเหมือนกับกำลังสะกิดหัวใจ


ที่ผ่านมา..


ตลอดเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด..


เด็กที่เกิดมาในอ้อมอกของผู้เป็นแม่ ท่ามกลางสายตาของผู้เป็นพ่อ

เด็กที่ได้รับลูกบาสจากมือแม่ ก่อนจะนำมันมาเลี้ยงลูกและวิ่งเล่น

เด็กที่เรียนไวโอลินและเปียโนอย่างแข็งขัน ทำการบ้านแต่ละวิชาด้วยความตั้งใจ

เด็กที่โชว์การชู้ตลูกของตัวเอง พลางยิ้มส่งไปหาแม่ที่กำลังนั่งปรบมือให้แก่เขาด้วยความชื่นชม

เด็กคนนั้นคือ ….


เราคือใคร?..


เราคือใครกันแน่?


“ความอ่อนแอของฉันไง”

เขาสะดุ้ง

เสียงแบบเดียวกันกับเขา มันดังมาจากเบื้องหลัง

เขารู้ดีว่าคือใคร รู้ดียิ่งกว่าใครบนโลกนี้ด้วยซ้ำ


คนคนนั้นคือตัวของเขาเอง

[อาคาชิ เซย์จูโร่]

ทุกอย่างตั้งแต่แรกเริ่มมันย้อนกลับมาอีกครั้ง


ภาพรูปถ่ายของแม่วางไว้ ถูกประดับด้วยดอกไม้สีขาว

ตั้งอยู่บนโลงสีเดียวกับดอกไม้รายล้อม ทั้งกลิ่นธูปและกลิ่นหอมของไม้ดอกคละคลุ้ง

        รอยยิ้มของแม่ที่กลายเป็นแค่ภาพสีบนกระดาษ


และตัวตนของแม่ ที่หายไปจากโลกนี้แล้ว

“ตั้งแต่เกิดมา เราต่างก็ยืนอยู่เหนือหัวคนอื่น”

“มีหน้าที่คือต้องเป็นที่หนึ่งสถานเดียว”

“แต่พอแม่เราเสียไป เราก็ไม่ได้รับแม้กระทั่งเวลาจะให้เสียใจ”

“บางทีตัวตนของเรา อาจจะถูกฉีกกระชากออกจากกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้”


“ที่เหลือมาจากแม่ก็มีแค่บาสเก็ตบอล พ่อเองก็อนุญาต ถึงจะให้ข้อแม้ว่าต้องชนะก็ตาม”

“การฝึกซ้อมที่โรงเรียนเทย์โคหนักก็จริง แต่ก็มีเพื่อนร่วมทีมดีๆ”

“ในที่สุดก็ทำสำเร็จ แชมป์ประเทศสองสมัยซ้อน”

“ถึงแม้ว่าเราคนเดียวจะทำไม่ได้ ทว่าพออยู่กับเพื่อมร่วมทีมแล้ว มันก็สำเร็จ”

“แต่ทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไป”

“เป้าหมายของทีมถูกเบนไป เหลือแค่ต้องชนะเท่านั้น”

“ยิ่งเวลาผ่านไป พรสวรรค์ของทุกคนในทีมก็ค่อยๆ เติบโต”

“แล้วก็เกิดความกลัวขึ้นมา ว่าทุกคนจะเก่งกว่าตัวเอง”

“กลัวว่า … จะถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลัง”

“เพราะแบบนั้น…”


จึงเกิดทุกสิ่งทุกอย่างขึ้น

ตัวตนอีกคนก็ถือกำเนิดขึ้น

“แล้วไง?”

“ผมก็รวมทีมขึ้นมาได้ใหม่อยู่ดี”

เจ้าของดวงตาสองสีพูดขึ้นมา

“ผมก็เป็นผู้นำไปสู่จุดสูงสุดได้ ผมทำแชมป์สามสมัยซ้อน ใครก็ทำไม่ได้”

“ทั้งหมดนี้เพราะผมคือความสมบูรณ์แบบ”


“ถึงความสัมพันธ์ในทีมจะเปลี่ยนยังไงก็ช่าง”

“ขอแค่ความแข็งแกร่งและชัยชนะเท่านั้น เรื่องอื่นก็ช่างหัวมัน”

เสียงจากคนเบื้องหลังเอ่ยออกมา “แล้วนายไม่ต้องการฉันแล้วหรือยังไง?”

เขาหันกลับไปมองยังคนที่อยู่ในความมืด คนที่หนีไปซ่อนและให้เขาเข้ามาแทนที่ คนที่เอาแต่ร้องไห้ให้กับเรื่องไร้สาระ คนที่ขี้ขลาดและโง่เขลา

คนพรรค์นี้น่ะ เขาไม่ต้องการ


“ถูกแล้ว นายอยู่ในนี้นั่นแหละ ตลอดไปเลย!”

คนในความมืดพูดกลับ “ฉันก็คิดเอาไว้แบบนั้นแหละ แต่ตอนนี้มันต่างกัน”

“นายกำลังจะแพ้ ดูก็รู้”

“คนที่หนีไปซ่อนตอนแพ้แบบนายจะมารู้อะไร?!” เจ้าของดวงตาสองสีตะคอกอีกฝ่ายเสียงดังลั่น

“อา ฉันคงจะไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละ” ดวงตาคู่สีแดงที่ฉายแววในเงามืดพูดตอบ เขายกกำปั้นขึ้นมาสะท้อนกับแสง สายตาทอดไปยังมือของตนเอง

“ฉันพยายามรวบรวมทุกคนไว้ไปหาชัยชนะ ด้วยมิตรภาพ”

“ซึ่งนั่นก็เป็นวิธีเดียวที่ฉันรู้”

“แต่ความอ่อนแอนั้น มันสร้างนายขึ้นมา”


“โหยหาแค่ชัยชนะ โยนทุกอย่างทิ้งไปจนหมด”

“ลืมไปหมดแล้วว่าจะแข็งแกร่งไปเพื่ออะไร”

“แล้วในตอนนี้ นายก็กำลังจะทำซ้ำรอยเดิมอีก”

ภาพฉายขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ภาพของเพื่อนร่วมทีมที่ใส่เสื้อแบบเดียวกันทั้งสี่คน

ภาพของคนที่ร่วมทางกันมาตั้งแต่ต้นจนจะจบ

ฝ่ายคนฟังสะอึก ไม่อาจจะพูดอะไรได้ต่อ

“ความผิดของพวกเรา คงไม่มีวันล้างมันได้หมดหรอก”

“ฉันเองก็เคยคิดนะ ว่าถ้าจะแพ้บ้างก็คงไม่เป็นไร แต่ว่า…”

“นายเองก็ไม่อยากแพ้ใช่มั้ยล่ะ”


คนในความมืดยิ้มออกมา

เขาเข้าใจอีกฝ่ายดี อีกฝ่ายก็เข้าใจเขาดีเหมือนกัน

เพราะตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เราสองต่างก็คือคนคนเดียวกัน

ความรู้สึกของคนตรงหน้าน่ะ เขาเข้าใจมันทั้งหมด


“อีกฝ่ายคือคุโรโกะ ความรู้สึกอยากชนะมันเลยล้นออกมาเลยใช่ไหม?”

เขาพูดขึ้นมาแบบนั้น วินาทีถัดมาจึงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินก้าวข้ามตัวตนของตัวเขาออกไป

เดินก้าวข้ามความอ่อนแอนั้นออกไป

เพื่อที่จะเผชิญหน้าอย่างแข็งแกร่ง


นั่นแหละ คือ…


“ถามว่าเป็นใคร แบบนั้นเหรอครับ?”

เขาลุกขึ้นมาจากม้านั่ง หันไปยังรุ่นพี่ที่พูดกับเขาจนถึงเมื่อกี้ แวบเดียวที่หางตากวาดไปมองเขาก็เห็นสีหน้าตกตะลึงของลูกทีมทั้งหลาย รวมทั้งตัวโค้ชด้วย ก่อนที่ดวงตาจะตวัดไปยังทิศเบื้องหน้าของตน

เขายิ้มอีกครั้ง และครั้งนี้มันจะเป็นรอยยิ้ม อันมาจากตัวตนข้างในของเขาจริงๆ


“ก็ต้องเป็น อาคาชิ เซย์จูโร่ แน่นอนอยู่แล้ว”

.

.

.

.

.

‘ลาก่อน’


‘หา?’


ขณะที่ตัวตนอีกฝ่ายของเขากำลังสู้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ คำพูดนั้นก็ดังขึ้นมา

ไม่ใช่คำที่เขาพูดเอง แต่เป็นอีกฝ่าย เจ้าของนัยน์ตาสองสี เจ้าของความสามารถดวงตาจักรพรรดินั้น

อยู่ๆ ก็เขาพูดขึ้นมาเสียดื้อๆ

‘นายต้องเข้าใจได้แล้วนะ พลังของแนชมันมากเกินไป ถ้าเป็นแบบนี้ต่อเราแพ้แน่’

‘แต่ว่า ผมพอจะเห็นหนทางชนะอยู่’

‘พลังของดวงตาจักรพรรดิเพียงอย่างเดียวเอาชนะไม่ได้หรอก เพราะมันไม่ได้สมบูรณ์ตั้งแต่แรกแล้ว’

‘มันเป็นแบบนี้เพราะเราแยกออกจากกัน’


‘ฉะนั้นผมจะเป็นคนหายไปเอง’

‘แล้วมอบทุกอย่างให้กับนาย’


เซย์จูโร่พูดไม่ออก

แม้ว่าเขาจะอึ้งกี่รอบเพราะฝ่ายตรงข้ามมากมายเท่าใด แต่ไม่อาจจะอึ้งได้เท่าครั้งนี้

‘มันมีแค่ทางเดียวเองหรือ?’


เขาท้วงออกไป ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับตัวตนอีกคนมันจะไม่ได้สวยหรูปานใด

แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ ว่าไม่มีความผูกพันอยู่ในนั้นเลย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไหนตัวตนอีกคนก็อยู่กับเขาตลอด ไม่ว่าจะมีความสุข ความเศร้า ความโหดร้าย ความสนุกสนาน หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม ทุกที่ก็จะมีตัวเขาอีกคน กระทั่งตื่นเช้าหรือหลับนอน หากว่าไปแล้วก็เหมือนกับคนร่วมสายเลือด หรือไม่ต่างอะไรกับพี่น้องกัน

เขาอธิบายรูปแบบความสัมพันธ์นี้ไม่ได้มากหรอก หาคำเปรียบเปรยได้แค่พี่น้องเท่านั้น

ความจริงมันลึกซึ้งกว่านั้นไปมาก

มันอาจจะแปลก บิดเบี้ยวไปเสียหน่อย

หรือมันอาจจะเลวร้าย ไม่ได้ดูดีเหมือนอย่างในละคร

หรือแม้แต่ว่าตัวตนอีกฝั่งเป็นต้นเหตุเรื่องแย่ๆ ในชีวิต เขาก็ปฏิเสธมันไม่ลงว่าเป็นเหตุผล

แต่เรื่องที่ตัวตนอีกฝั่งนั้นเริ่มปรากฏออกมาหลังจากแม่เสียไป เป็นความจริงที่ชัดเจนที่สุดที่เขายังคงจำได้ไม่มีวันลืม

เป็นตัวตนเดียวที่เข้าใจเขามากที่สุด


เมื่อรู้สึกว่าวันนึงมันต้องหายไป

เขาเองก็รู้สึกว่ามันโหวงเหวงอยู่ข้างใน


‘ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก’

‘เดิมทีตัวตนของผมก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมีมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว’

‘อย่างน้อยในฉากสุดท้ายผมก็ได้อยู่กับทุกคน’

‘แค่นี้ ผมก็มีความสุขแล้วล่ะ’

‘ขอบคุณนะ’


เขาอยากจะพูดออกไปเหลือเกิน

ว่า [ขอบคุณเหมือนกัน]

[ขอบคุณ ที่อยู่ร่วมกันมาตลอด]


แต่สุดท้ายแล้วก็ทำได้เพียงเดินจากออกไป

ปล่อยมือที่เคยชิดเชื้อกันไว้ ให้กลายเป็นเพียงแค่ความรู้สึกดีๆ ในความทรงจำ

.

.

.

.

การแข่งขันจบลงไปแล้ว เหมือนกันกับที่ตัวตนอีกฝ่ายของเซย์จูโร่พูดไม่มีผิด

เขาชนะได้ด้วยพลังของอีกคนนึง รวมกันเป็นพลังที่ใครก็โค่นไม่ได้

แม้ว่าจะแลกด้วยการที่ใครอีกคนหายไปก็ตาม

เซย์จูโร่ปิดแล็ปท็อปของตนเองเพราะรู้สึกว่ามันจะถึงเวลาที่เข้านอนแล้ว เขาลุกขึ้นไปปิดไฟ อากาศค่อนข้างหนาวผิดกับหน้าร้อนที่แล้วที่ไปแข่งบาสกับพวกอเมริกันมา ข้างนอกหากขยับม่านออกไปดูก็จะเห็นว่าหิมะปกคลุมเกียวโตเต็มไปหมดจนแทบไม่เหลือเค้าหน้าดินให้เห็นแล้ว

เขาเดินไปเช็คฮีทเตอร์ว่ายังทำงานได้ดีอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นว่าผลเป็นดั่งใจก็เดินเลยไปปิดสวิตซ์ไฟข้างประตู และเดินไปนั่งบนขอบเตียง พลางคิดว่ามันเป็นเตียงที่ใหญ่เกินกว่าคนเดียวจะนอนได้ไหว


ห้องนี้เขาเคยใช้นอนกับแม่

ตอนเด็กที่ยังกลัวการนอนคนเดียวอยู่นั้น แม่ก็เข้ามาในห้องเหมือนกับว่ารู้ใจ ว่าเขากำลังคิดอะไร กลัวอะไร และต้องการอะไรแบบไหน

แม่เดินเข้ามาแล้วมานอนข้างๆ ชวนให้เขาขยับเข้ามานอนในอ้อมกอดใกล้กัน ไออุ่นที่อกของแม่ยังไม่ได้เลือนรางไปจากความทรงจำของเขามากนัก ตัวของแม่นั้นผอมบางก็จริง น่าแปลกที่ว่าเมื่อกอดแล้วกลับอุ่นกว่าอยู่หน้าเตาผิง เป็นความอุ่นที่หาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว ไม่ว่าเขาจะไปกอดใคร หรือถูกใครกอดอีกก็ตาม

มือเล็กเรียวของแม่ลูบหลังของเขา ลูบหัวของเขา ลูบผมสีเดียวกันกับแม่ของเขา ก่อนที่แม่จะฮัมเพลงเบาๆ ให้ฟัง เป็นเพลงทำนองที่ฟังแล้วสบายหู เขาคิดไปว่ามันเป็นบทเพลงที่ไพเราะที่สุดที่เคยฟังมา แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเพลงอะไร

เสียงของแม่ยังคงฮัมเพลงต่อไป ทั้งสัมผัสอุ่นที่ลูบตัวของเขาไปด้วย และไออุ่นจากอกของแม่ มันทำให้เซย์จูโร่หลับตาลงได้ ก่อนที่จะหลับลงไปภายใต้อ้อมกอดของแม่

ความกลัวทั้งหมดจากความมืด เหมือนถูกเพลงของแม่ขับไล่ไปจนเสียหมด

เด็กหนุ่มในวัยสิบเจ็ดหลับตาลงอย่างช้าๆ

ในหัวของเขามีเสียงเพลงเล่นซ้ำไปมาเหมือนเปิดเครื่องเล่นเสียงทิ้งไว้

ตัวตนของเขาอีกคนที่จากไปแล้ว จะไปอยู่ที่ไหนกันนะ

เขาว่ากันว่าหากได้จากไปแล้ว จะได้เจอกับบุคคลอันเป็นที่รักของตน


ถ้าเป็นแบบนั้น ตัวของเขาก็คงได้เจอแม่ก่อนเป็นอันดับแรกแน่

เขารู้ว่าอีกฝ่ายก็รักผู้หญิงคนเดียวกันกับเขา

แม้ว่าจะพูดจาเหมือนไร้หัวใจ แต่ลึกๆ แล้วก็แทบไม่ต่างกัน

เขาเป็นอย่างไร ตัวตนอีกคนก็เป็นแบบนั้น


เหมือนกันอย่างกับภาพสะท้อนในกระจก


เขาคิด พลางหัวเราะในลำคอ

เสียงเพลงที่ดังมาจากความทรงจำยังคงเล่นอยู่ในหัว

แม้ว่าจะเลือนรางเพียงใด แต่ทำนองในหัวนี้มันก็ยังเล่นต่ออย่างไม่รู้จบ

เป็นอ้อมกอดที่จะหาไออุ่นใดมาเทียบเทียม

เป็นกลิ่นจางๆ ที่ยังคงติดอยู่ในความทรงจำ

เป็นเสียงของแม่ที่ละมุน และอ่อนหวาน


มันค่อยๆ ชัดขึ้น

ชัดขึ้นเรื่อยๆ ….


ราวกับว่ามันอยู่ใกล้เพียงปลายหู

เซย์จูโร่ลืมตาขึ้น เขาพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่บนเตียงนอนอีกต่อไป

สิ่งแรกที่เขาเห็น คือรูปร่างที่คุ้นเคย

รูปร่างของตัวเอง ที่เหมือนกันยิ่งกว่าสะท้อนกระจก

ตัวตนอีกคนของเขานั่งอยู่เบื้องหน้า มองลงมายังตัวของเขาที่กำลังลุกขึ้นอยู่


เซย์จูโร่ได้แต่ทำหน้าอึ้ง เขากำลังงุุนงงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่ก่อนที่จะได้ถามอะไร เจ้าของดวงตาสองสีก็หันหน้าออกไปยังทิศทางนึง นั่นทำให้เขามองไปตามทิศทางนั้น


ทั้งเส้นผมสีแดงที่คุ้นเคย

ดวงตาสีเดียวกับสีผมที่คุ้นเคย

ใบหน้าที่คุ้นเคย ทรงผม และรอยยิ้มอันอ่อนโยน

เสียงฮัมเพลงเบาๆ จากที่เคยคิดว่ามันอยู่ไกลแสนไกล

บัดนี้มันดังชัด ทั้งยังเหมือนเดิมไม่เคยมีเปลี่ยน

ปรากฏอยู่ยังเบื้องหน้าของเขาแล้ว


เขาคิดเอาไว้หลายอย่างมาก ตั้งแต่ตอนเด็ก

เขารู้ดีว่าแม่ไม่มีวันจะฟื้นขึ้นมา ดังนั้นเขาเลยคิดไปว่าตอนตาย ถ้าเจอแม่ขึ้นมาจะทำอะไรเป็นอย่างแรก

เขาอยากจะเล่าทุกอย่างให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาบ้าง เขาทำคะแนนได้เท่าไหร่ตอนสอบ เขาชนะกีฬาแล้วได้เหรียญอะไรมาบ้าง หรือบอกแม่ว่าตอนนี้เขาสามารถนอนคนเดียวได้แล้ว

แต่พอเจอจริงๆ ทุกอย่างที่คิดมามันก็หายไปหมด

สิ่งที่เขาทำก็แค่ เข้าไปกอดอีกฝ่ายเท่านั้น


เขาทำได้แค่เข้าไปกอดแน่นๆ

กอดราวกับว่าชาตินี้ไม่เคยกอดใครมาก่อนทั้งชีวิต


เขาตัวใหญ่ขึ้นมามากเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายโอบแม่เต็มที่ แผ่นหลังของแม่ช่างเล็กเหลือเกินเมื่อเทียบกับแผ่นหลังของเขา ฝ่ามือเล็กๆ ของแม่ไม่อาจจะจับใบหน้าของเขาได้เต็มมืออีกแล้ว ทว่าแม่ก็ยังคงยกมือเล็กคู่นั้นขึ้นมาลูบหลังเขา ลูบหัวของเขาอย่างเชื่องช้า เหมือนที่แม่เคยทำอยู่ทุกครั้ง


แม่ไม่พูดอะไร ไม่ได้ฮัมเพลงใดๆ ต่อแล้ว มีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่ปรากฏ


เขามีคำมากมายอยากจะบอกแม่ อาจจะนับได้เป็นพัน ไม่สิ ร้อยล้านเสียด้วยซ้ำ


“แม่ครับ...”


และตอนนี้มันก็คงมีแค่คำคำเดียวที่จะพูดออกไปได้




“ผมรักแม่นะครับ”

.

.

.

ในคืนนั้น เป็นไม่กี่คืนที่อาคาชิ เซย์จูโร่ จะนอนหลับไป

พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า


…………………….





     WRITER TALK ::

    

     เราชอบอาคาชิมากๆ เลยค่ะ! 

     รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ดีมาก เราค่อนข้างชอบแกล้งนางนะ ชอบทำคนมีมาดหลุดดีอะ(?) 

     แต่ปมของตัวละครนี้ก็ค่อนข้างใช้ได้เลย 

     เราชอบที่อนิเมะได้ทำในส่วนฉากย้อนอดีต ด้วยการเป็นภาพที่มีซาวนด์แทร็กดึงอารมณ์เบาๆ โดยไม่ได้ดึงดราม่าอะไรมาก 

     แต่มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดในตัวของผู้ชายคนนี้ในวัยเด็กดีค่ะ ความดราม่าแบบเรียลไลฟ์มันก็ประมาณนี้แหละเนาะ 

     

     ขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ ถ้าผิดพลาดประการใดทักท้วงมาได้เลยนะคะ //-\\ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ค่ะ สุดท้ายนี้ก็ฝากดูแลนางไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทึกคนเลยนะคะ ถนอมเฮียแกกัน!

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ mommydaddy123 จากทั้งหมด 2 บทความ

  • เรื่อง

    หมวด

    ตอน

    คนเข้าชม

    โพสท์

    คะแนน

    อัปเดต

  • อื่นๆ

    เรื่องสั้น

    3/101

    0

    0%

    14 เม.ย. 62

  • อื่น ๆ

    1

    2/61

    0

    0%

    15 ก.ค. 62

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น