เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 5 : ตอน 2 : ผ้าขี้ริ้วห่อทอง < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    9 ก.พ. 59




จับ 'นายหนวด' แต่งหล่อซะหน่อย


ตอน 2 

ผ้าขี้ริ้วห่อทอง 


แขกเหรื่อนอกห้องจัดเลี้ยงไม่หนาตานักด้วยต่างก็ทยอยกันเข้าไปเป็นสักขีพยานแก่บ่าวสาวในห้องบอลรูม เว้นเสียก็แต่บุรุษเจ้าของร่างสูงใหญ่ในชุดสุภาพโทนขรึมที่ยังเดินวกไปเวียนมา ประหนึ่งว่ารอคอยใครสักคน เป็นเช่นนั้นจริงๆ นั่นล่ะเมื่อ สิงขร ส่งผู้เป็นนายด้านหน้าโรงแรมจากนั้นก็ดิ่งจากลานจอดรถใต้ดินขึ้นมาบริเวณหน้างาน ทว่าตอนนี้กลับไม่เห็นอีกฝ่ายแม้เงา 


คนเป็นลูกน้องคลอนศีรษะไปมาแล้วเหลือบมองหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะเบี้ยวนัดเพราะเกลียดขี้หน้าว่าที่น้องเขยจนไม่ยอมเข้าไปร่วมงานตามที่เคยลั่นวาจาไว้หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...เขาคงโดนเอ็ดยกใหญ่จากเจ้านายคนรองอย่าง ‘คุณโปรด’ 


สิงขรลอบถอนใจหนักๆ บอกตัวเองว่าจะให้เวลา ‘คุณพัศ’ ของเขาอีกแค่ห้านาที ถ้าไม่มาจริงๆ ก็คงต้องถือวิสาสะโทรตามซึ่งรู้แก่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ชอบการกระทำแบบนั้นของเขาเอาเสียเลย แต่... 


มันช่วยไม่ได้นะครับ ก็คุณพัศไม่มาตามสัญญาเองนี่ 


ขอลุแก่โทษคนเป็นนายเอาไว้ล่วงหน้าจากนั้นก็แค่ตั้งตารอ แล้วในนาทีสุดท้ายคนที่รอก็ก้าวอาดๆ มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า สิงขรลอบผ่อนลมหายใจเฮือกเมื่อถูกมองด้วยเรียวตาขุ่นคลั่ก กรุ่นไปด้วยความหงุดหงิด 


พัศพิมุข ผลัดเปลี่ยนชุดซอมซ่อไปเป็นชุดสุภาพด้วยการสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมคอกับแขนเรียบร้อย กางเกงแสลคสีดำสนิทกรอมไปถึงรองเท้าหนังสีดำเงาปลาบ ผมยาวเคลียต้นคอที่ปกติจะปล่อยกระเซิงไม่ก็เสยรวกๆ แทนหวี ดีหน่อยที่วันนี้หวีเสยเปิดใบหน้าคร้ามคมจนเรียบแปร้ ติดอยู่อย่างเดียวก็ตรง...หนวดเครารุงรังที่ยังไม่ได้โกนออก สิงขรเอาแต่มองสำรวจใบหน้าเจ้านาย ไม่ยอมละสายตาไปจากแก้มสากกับปลายคางที่ครึ้มรกไปด้วยตอหนวดเขียวๆ 


...มองจนอีกฝ่ายรำคาญนั่นแหละ 


“ไอ้สิงห์ นี่แกจะจ้องฉันอีกนานไหม นานกว่านี้ใครๆ คงคิดว่าแกกับฉันเป็นคู่เกย์กันแน่” เอ่ยประชด เมื่อถูกจ้องเอาจ้องเอาราวจับผิด 


“หายไปตั้งนาน ผมคิดว่ากลับมานายจะหล่อเนี๊ยบ หนวดเครารกๆ เนี่ยเก็บไว้ทำไมครับเจ้านาย” 


สิงขรหลิ่วตา ตัวของคนเป็นนายหอมฟุ้ง นี่คงจะแวะไปอาบน้ำล้างเหงื่อไคลมาเรียบร้อย ถ้ามีเวลาเป็นชั่วโมงไยไม่โกนหนวดออกซะ 


“อย่าพูดมากน่า” 


คนปรามส่งสายตารำคาญ ลูกน้องคนสนิทยิ้มหัวกับท่าทีประดักประเดิดของคนเป็นนาย รู้...นายของเขาไม่ชอบทำตัวมีพิธีรีตองไม่ชอบแต่งตัวเต็มยศ ปกติก็ใส่แค่เสื้อยืดตัวกางเกงยีนส์ตัวเท่านั้น เขายังเคยคิดเลยว่าบางคนนี่ก็แปลก รวยล้นฟ้าแต่กลับทำตัวราวยาจกให้คนอื่นดูถูกจากการทำตัวธรรมดาๆ ซอมซ่อ ทั้งที่จริงๆ เป็น ผ้าขี้ริ้วห่อทอง 


“ตาผมมันซึ้งอย่างนั้นเลยเหรอนาย ไหงผู้หญิงที่เกี้ยวอยู่ไม่พูดอย่างนี้ล่ะ ไอ้ผมก็มัวแต่ตะลึงหนวดรกๆ แสนเซ็กซี่ของนายนั่นแหละ” 


“ทะลึ่ง!” คนเป็นนายสบถ บางทีก็นึกเกลียดปาก ‘ไอ้สิงห์’ จนอยากยันโครมสักทีสองที 


“แน่ใจเหรอนายว่าจะเข้าไปในงานด้วยสภาพแบบนี้ แขกเหรื่อจะแตกฮือเอานา พวกเขาจะนึกว่าโจ...” สิงขรละคำนั้นไว้ ยิ้มยั่วโทสะ 


“จะว่า...โจรงั้นสิ?” ประโยคนั้นถูกลากด้วยเสียงห้าวห้วน ตามด้วยเสียงหึ แถวๆ ริมฝีปากหยักลึก เจ้าของใบหน้าคมคายมิได้สะทกสะท้านกลับยกมือหนาใหญ่ขึ้นมาคลำตอหนวดของตน ไหวบ่ากว้างอย่างไม่แยแส “ใครสน!” 


“นายโปรดอยากให้มางานนักก็มาแล้วยังจะเอาอะไรอีก หรือแกคิดว่าฉันไม่ควรเข้าไปในงานนั่นงั้นก็กลับกันเลยสิวะ ไอ้งานแต่งงานเฮงซวยๆ นี่อยู่แล้วโคตรสะอิดสะเอียน จัดกันเข้าไปได้ยังไงทั้งที่มันจอมปลอมสิ้นดี” พัศพิมุขสบถ สุ้มเสียงของเขาไม่เบาเลยพลอยทำให้สาวๆ ที่ยืนรอต้อนรับแขกชุดท้ายๆ หันมามอง 


...ก็ใช่ว่าเขาสน ไม่เลย 


หากไม่รู้ไม่เห็นเรื่องอุบาทว์ก่อนหน้านี้ ความโกรธกรุ่นที่เบาบางลงบ้างเพราะน้องชายโทรมาขอร้อง ขอให้เขาคิดถึงพริมมาศ แต่เมื่อต้องมารับรู้ความตลบแตลงคิดไม่ซื่อของตรีกูลกับตาตนเอง คลื่นความเกรี้ยวกราดยิ่งกระหน่ำทวีขึ้นมากกว่าเดิมกลายเป็นชิงชังรังเกียจชนิดที่ไม่สามารถเผาผีกันเลยทีเดียว 


“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้นหรอกนาย แบบนี้ก็หล่อโคตรแล้ว” สิงขรเปลี่ยนเรื่อง ไม่คิดบ่นเรื่องรูปลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้านายอีก 


แบบนี้ก็แบบนี้ล่ะวะ คุณโปรดคงเข้าใจ 


“มาๆ สวมสูทเลยเถอะนาย” บอดี้การ์ดหนุ่มตะล่อมเสียงอ่อนแล้วเดินอ้อมไปยืนเบื้องหลังร่างสูงใหญ่สวมเสื้อสูทให้ผู้เป็นนาย ปากบ่นอุบแต่ไม่มีเสียงเล็ดลอด 


เฮ้อ ใครจะรู้ชะตากรรมของเขาบ้างไหม บังคับใครก็ได้ที่ไม่ใช่คุณพัศ นั่นจะเป็นการดีมาก 


...ก็คนแบบเจ้านายของเขา เป็นพวกยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งสั่งก็ยิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอีกทาง เรื่องนี้น่ะท่านเจ้าสัวผู้เป็นบิดาคงรู้ดี 




เจ้าสัวพะศิน ผู้อาวุโสในวัยหกสิบเศษๆ ผู้ซึ่งยังคงความภูมิฐานกับน่ายำเกรงไว้ครบถ้วน เขา...ในฐานะบิดาของเจ้าสาวยืนต้อนรับแขกเคียงข้างศรีภรรยาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม นับว่าวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่คนเป็นพ่อปลาบปลื้มเมื่อได้เห็นบุตรสาวเป็นฝั่งเป็นฝา โดยเฉพาะพริมมาศซึ่งเป็นลูกสาวคนสุดท้องที่เขาทั้งหวงทั้งห่วง 


ภาพที่พริมมาศกับเจ้าบ่าวที่หล่อนเลือกเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์สร้างความสบายใจแก่คนเป็นพ่อมากกว่าการปล่อยให้หนุ่มสาวคบหากันแบบฉาบฉวยโดยไม่เปิดเผย ท่านเจ้าสัวจึงโล่งใจนักเมื่อมีการตบแต่งกันอย่างถูกต้องตามประเพณี แต่ก็ยังมีเรื่องไม่สบายใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือการที่บุตรชายคนโตประกาศกร้าวว่าจะไม่มาร่วมงานแต่งงานในวันนี้ 


ชายหนุ่มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่พริมมาศรีบร้อนตัดสินใจ ทั้งที่เพิ่งศึกษาดูใจกับตรีกูลได้ไม่นาน และด้วยอุปนิสัยแบบคนที่ยอมหักแต่ไม่ยอมงอ อีกทั้งต้องการแสดงเจตนารมณ์ว่าไม่เห็นด้วยจึงไม่มาปรากฏตัวให้เห็นแม้นเงา ความขัดแย้งระหว่างพี่ๆ น้องๆ สร้างความหนักใจแก่เจ้าสัวพะศินซึ่งเป็นคนกลาง คนเป็นพ่อรู้ว่าไม่มีใครขัดใจพริมมาศได้ เช่นเดียวกับที่...ไม่มีใครลากบุตรชายคนโตของเขาให้มาร่วมงานที่ไม่อยากมาได้เหมือนกัน 


“มีใครเห็นนายโปรดบ้างไหม ผลุบๆ โผล่ๆ หน้างานแล้วก็หายตัวไปไหนก็ไม่รู้ เจ้าพัศก็อีกคน ทิฐิเสียจนไม่ยอมมางานน้อง เฮ้อ...” 


สุ้มเสียงที่เอ่ยขึ้นเจือความไม่สบายใจ เจ้าสัวหนักใจเพราะจะคนไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นคนพี่หรือคนน้องก็เป็นลูกของเขาทั้งนั้น ทั้งสามคนโตแล้วจึงไม่สามารถควบคุมได้อย่างเมื่อก่อน สตรีร่างบอบบางเจ้าของใบหน้างดงามซึ่งอยู่ข้างๆ เบือนกลับมาแล้วคลี่ยิ้มละไม ปลุกปลอบคนเป็นสามีอย่างเข้าใจ หล่อนลูบท่อนแขนของเขาเบาๆ 


“ประเดี๋ยวคุณโปรดก็มาค่ะ คงจะไปทำธุระอยู่ตรงไหนสักแห่งในโรงแรม จะให้นิฐส่งคนไปตามไหมคะ” กนิฐฐาเสนอ 


“ไม่ต้องหรอก นายโปรดน่ะเดี๋ยวก็มา แต่อีกคนนี่สิ...มันคงไม่มาแล้ว” เจ้าสัวพะศินบอกอย่างปลงๆ 


พัศพิมุข บุตรชายคนโตของเขามีอุปนิสัยต่างจาก ปรมัตถ์ บุตรชายคนรองแบบมนุษย์คนละขั้ว หากอีกฝ่ายอ่อนโยนได้มากเท่าไรแล้วล่ะก็...อีกฝ่ายหนึ่งนั้นกร้าวกระด้างยิ่งกว่าจะคาดคิดได้ 


ส่วน พริมมาศ ลูกสาวคนเล็กของบ้าน ได้รับความรักความอบอุ่นเอาใจใส่จากพี่ชายทั้งสองตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ รวมทั้งเขาซึ่งเป็นพ่อก็ด้วยต้องการเติมความรักแทนมารดาที่ขาดหาย หญิงสาวถูกเลี้ยงดูทะนุถนอมราวไข่ในหินจึงกลายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เรียกได้ว่าเป็นเจ้าหญิงของพี่ๆ เป็นลูกสาวที่เขารักมากที่สุดก็ไม่ผิดปากนัก 


“คุณพัศเธอเป็นคนจริง ลองได้เอ่ยปากแล้วใครก็เปลี่ยนใจไม่ได้ นอกเสียจากตัวคุณพัศเองจะใจอ่อนนึกถึงใจน้องแล้วยอมมาร่วมงานเองค่ะ” 


“พนันกันไหมล่ะคุณนิฐ ผมอยากจะรู้เหมือนกันว่ามันไม่รักน้องหรือยังไง” ท่านเปรยอย่างอ่อนใจ 


คุณนิฐ หรือ กนิฐฐา หญิงวัยสี่สิบเศษ ผู้มีศักดิ์เป็นภรรยาคนปัจจุบันหลังจากมารดาของพัศพิมุขซึ่งเป็นเมียแรกเสียไป ส่วนภรรยาคนที่สองซึ่งเป็นมารดาของปรมัตถ์กับพริมมาศก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน พวกหล่อนต่างหนีเขาขึ้นสวรรค์ไปกันหมด ตอนนี้จึงมีกนิฐฐาเป็นทั้งเพื่อนยามทุกข์ยาก เป็นพยาบาลส่วนตัวและเป็นคู่ชีวิต 


เสียงทอดถอนใจยาวๆ ลอดจากชายสูงวัยหลายครั้ง ส่งให้ภรรยาวัยห่างกันกว่ายี่สิบปีทาบมือลงบนมือท่านเจ้าสัว ลูบหลังมือเบาๆ เป็นการปลอบใจ 


“ไม่เอาค่ะ อย่าคิดมากสิคะ เอ๋...ทางนั้นต้องการท่านนะคะ พิธีกรเชิญแล้วขึ้นเวทีเถอะค่ะ นิฐจะเป็นกำลังใจอยู่ข้างล่างนะคะ” 


กนิฐฐาเบี่ยงเบนความสนใจไปที่เวที ปะเหมาะที่พิธีกรกล่าวเชิญเจ้าสัวพะศินในฐานะเจ้าภาพขึ้นอวยพรคู่บ่าวสาวจึงยอมปล่อยมือภรรยาแล้วขึ้นไปทำหน้าที่ของตน ภรรยาสาวจึงผ่อนลมหายใจเบาบาง 




“ถ้ามีใครเห็นผู้หญิงในรูปให้กักตัวเธอไว้ อย่าปล่อยให้เข้าไปในงานได้เด็ดขาด ถ้ามีอะไรคืบหน้าก็ให้รายงานผมทันที” 


ปรมัตถ์สั่งความเจ้าหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย บริเวณหน้าห้องจัดเลี้ยงแบบรวบรัด ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เขาจะต้องตามหาตัวผู้หญิงของตรีกูล สกัดหล่อนไว้ก่อนจะเข้าไปทำลายงานที่เต็มไปด้วยนักข่าว เขาเลี่ยงออกมาตั้งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน โดยมิได้แสดงพิรุธใดๆ ปล่อยให้พิธีการบนเวทีดำเนินไปตามปกติ 


ร่างสูงโปร่งก้าวลิ่วๆ ลงบันไดวนไปยังชั้นล่างของตัวโรงแรมซึ่งเป็นส่วนล็อบบีที่หากมีใครแปลกปลอมเข้ามาดักจากจุดนี้ง่ายที่สุด ปรมัตถ์ทำความเข้าใจกับบอดี้การ์ดส่วนตัวและไม่ได้กลับเข้าไปในงานอีก ชายหนุ่มอยู่ช่วยเป็นหูตาอีกทางหนึ่งโดยไม่ทราบว่าท่าทางแปลกๆ ของตนตกอยู่ในสายตาหญิงสาวผู้หนึ่งสักพักแล้ว และเจ้าหล่อนกำลังเดินเข้ามาหาเขา 


อลีนาแปลกใจเมื่อเห็นปรมัตถ์ที่โถงต้อนรับแทนที่จะอยู่ในงานเลี้ยง ร่างแบบบางในชุดราตรีกรุยกรายจึงก้าวตามลงมาแล้วหยุดที่เบื้องหลังชายหนุ่มอย่างเงียบๆ หล่อนเขย่งตัวขึ้นเพื่อกระซิบใกล้บ่ากว้างจนเขาสะดุ้ง 


“ทำอะไรอยู่คะพี่โปรด แล้วนี่ทำไมยังไม่เข้าไปที่งานอีก” เสียงใสๆ ของอลีนาฉุดให้ชายหนุ่มหันขวับกลับมาโดยที่ปรับสีหน้าไม่ทัน 


“ลีน่า!” 


“ค่ะ ลีน่าเอง นี่กำลังทำอะไรอยู่เหรอคะ หน้าตาดูซีเรียสเชียว” หญิงสาวเอ่ยถามพลางไขว้มือไปไว้ข้างหลัง เอียงคอรอคำตอบด้วยการจ้องหน้าพี่ชายเพื่อน สลับกับชายฉกรรจ์ในชุดสูทสีดำที่ยืนห้อมล้อมเขาอยู่ ปรมัตถ์นิ่งคิดแล้วส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อตั้งสติได้จึงคลี่ยิ้มบางๆ 


“ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีพี่มีเรื่องต้องจัดการนิดหน่อย ลีน่าเป็นเพื่อนเจ้าสาวไม่ใช่เหรอครับ รีบกลับเข้าไปที่งานก่อนเถอะ” 


“พี่โปรดเองก็เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวเหมือนกันนี่คะ แล้วทำไมเราสองคนไม่ไปพร้อมกันล่ะคะ” 


“เรื่องนั้น...” ชายหนุ่มอึกอัก มองตอบอลีนาด้วยแววตากังวล 


แต่ก่อนที่ปรมัตถ์จะคิดหาข้ออ้างมาตอบอลีนาสำเร็จ สายตาคู่คมกลับปรายไปพบหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังจ้ำพรวดๆ แบบก้มหน้าก้มตาผ่านประตูโรงแรมเข้ามา เรียวตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นว่าหล่อนมีเค้าหน้าคลับคล้ายคนในรูป ต่างกันก็แค่ทรงผมที่ตอนนี้สั้นกว่านิดหน่อยและดัดเป็นลอนอ่อนๆ เขาจดจำได้แม่นยำหลังจากตรีกูลให้ดูรูปของหล่อนผ่านทางโทรศัพท์มือถือ แล้วสั่งพิมพ์ออกมาอยู่ในมือเขากับบรรดาบอดี้การ์ด 


หญิงสาวผู้นี้สวมชุดกระโปรงยาวแค่เข่ากับรองเท้าหุ้มส้นเตี้ยๆ กำลังก้าวเร็วๆ แบบไม่กลัวล้มซึ่งขัดจากรูปร่างค่อนข้างอุ้ยอ้ายของหล่อน แต่ที่ทำให้ปรมัตถ์ยืนอึ้งกลืนลมหายใจไม่พ้นคอ นั่นคือเจ้าหล่อนอยู่ในชุดคลุมท้องสีดำราวกับไว้ทุกข์ให้ใครสักคน 


“คุณปรมัตถ์ นั่น...ผู้หญิงในรูปนี่ครับ” 


เสียงห้าวๆ ดังขึ้นนำสายตาทุกคู่ไปยังรูปถ่ายเพื่อเทียบเคียงกับหญิงสาวที่กำลังจะเดินผ่านหน้าพวกเขาไป ปรมัตถ์จ้องเขม็ง สีหน้าเปลี่ยนแล้วผงกศีรษะขึ้นลงแทนการสำทับว่า 'ใช่' เจ้าหล่อนคือ อริศรา หญิงสาวที่ตรีกูลอ้างว่าจะมาทำลายงานแต่งงานของเขากับพริมมาศ บอด้ีการ์ดหนุ่มเห็นเจ้านายหนุ่มเปิดไฟเขียวจึงกรูกันเข้าไปขวาง 


“เดี๋ยวก่อนครับคุณผู้หญิง ไม่ทราบว่าคุณจะไปส่วนไหนของโรงแรมครับ” 


“เอ๊ะ! มาขวางฉันทำไม ฉันมางานแต่งงานเจ้าบ่าวที่ชื่อ ตรีกูล มีไม่ใช่เรอะคนชื่อนี้น่ะ เขาอยู่ที่ไหน” ปลายเสียงค่อนข้างเกรี้ยวกราดเมื่อเอ่ยถึงชายที่ฝากรอยมลทินไว้แก่หล่อน ซ้ำยังตอกย้ำความผิดพลาดใหญ่หลวงด้วยแผ่นท้องนูนใหญ่จากกระโปรงที่สวมอยู่จนเห็นได้ชัด สองมือเล็กกำจนเกร็ง รอยเข่นแค้นเขม็งเครียดในดวงตาคู่นั้น 


“แต่คุณผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในงานครับ เชิญทางนี้จะดีกว่า” เจ้าหน้าที่รายหนึ่งกล่าวแล้วโค้งให้ ขยับเข้าไปใกล้หล่อนอีกก้าวหนึ่ง 


“พวกแกจะทำอะไรคิดจะรุมฉันเรอะ ฉันไม่กลัวหรอก ไปตามเขามา ไปตามไอ้ผู้ชายหน้าตัวเมียคนนั้นออกมา” อริศราตวาดเสียงสั่น 


“เราไม่ได้มีเจตนาจะทำร้าย แค่ขอให้คุณกลับออกไปจากโรงแรมดีๆ เท่านั้นเอง” 


ปรมัตถ์ก้าวเข้ามายืนตรงหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เขามองอยู่นานแล้ว ก่อนจะก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ยืนห้อมล้อมตัวหล่อน อริศราหันขวับ นัยน์ตาคู่นั้นเขียวปั้ด จ้องตอบแล้วกวาดมองทุกคนหมิ่นๆ ด้วยใครก็ตามที่เข้ามาขวางถือเป็นศัตรูของหล่อนทั้งสิ้น 


“ขวางฉันไม่ได้หรอก ฉันจะเข้าไปเปิดโปงความชั่วของไอ้คนปลิ้นปล้อนหลอกลวง ให้งานพังพินาศกันไปเลย” หญิงสาวตวาดแว้ด 


เกลี้ยกล่อมอย่างไรเจ้าหล่อนก็ไม่ยอมรับฟัง ซ้ำยังผลักหนุ่มฉกรรจ์ที่ยืนล้อมหน้าล้อมหลังเต็มกำลังส่งผลให้บอดี้การ์ดผู้นั้นผงะเพียงเล็กน้อยด้วยเห็นว่าหล่อนกำลังท้องไส้จึงไม่มีใครใช้กำลังหักหาญ ทว่ายามนี้หากไม่ทำอะไรสักอย่างแล้วอริศราหลุดรอดการควบคุมตัวเข้าไปในงานได้แล้วล่ะก็...งานแต่งงานที่เตรียมการมาเป็นเดือนๆ คงพังลงไม่เหลือชิ้นดี เห็นทีว่าเขาคงต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดเสียแล้ว 


ปรมัตถ์ครุ่นคิดก่อนผงกศีรษะหงึก คนของเขาจึงตรงเข้าไปรวบร่างอุ้ยอ้าย ด้วยการจับแขนไพล่มากดไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว อีกคนประคองต้นแขนมิให้หล่อนล้มลงไปเป็นอันตรายนับเป็นการจับกุมตัวที่ละมุนละม่อมแต่มิวายที่จะได้ยินเสียงกรีดร้องราวหล่อนถูกประทุษร้าย 


“กรี๊ด! ปล่อยฉันนะ พวกแกมันก็พวกเดียวกัน ไอ้หน้าตัวเมีย คนชั่วอย่างไอ้ตรีกูลต้องชดใช้” 


“ฉันจะทำให้นังเจ้าสาวรู้ว่ามันถูกสวมเขา ขณะที่เขาป้อยอคำหวานกับมัน เขาก็ยังกกกอดฉันอยู่ทุกวันไม่อย่างนั้นฉันจะท้องโย้อย่างนี้เหรอ หมอนั่นมันโกหกหลอกลวงไปวันๆ บอกว่ารักจนฉันหลงเชื่อ บอกว่าจะสร้างครอบครัวสร้างอนาคตด้วยกัน แล้วดูวันนี้ที่มันทิ้งฉันแล้วมาเข้าพิธีแต่งงานกับนังผู้หญิงไฮโซนี่สิ” 


“ไม่ว่าจะจนหรือรวยล้นฟ้า มันก็โง่เง่าถูกหลอกได้เหมือนๆ กัน คำรักของคนลวงโลกอย่างไอ้ตรีกูลก็แค่คำโกหก นังนั่นต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่า มันต้องเจ็บอย่างที่ฉันเจ็บเหมือนกัน” 


“ไม่ได้หรอกอริศรา ผมยอมให้คุณทำอย่างนั้นไม่ได้ ขอโทษจริงๆ” ปรมัตถ์เอ่ยอย่างข่มใจ 


'ตรีกูลงั้นหรือ...?' ชื่อเจ้าบ่าวของเพื่อนสาวส่งให้อลีนาจมอยู่กับอาการงงงัน เหมือนจมน้ำแล้วสำลักน้ำไปพร้อมกัน หญิงสาวยืนอึ้ง กะพริบตาปริบๆ เหลียวไปมองหญิงสาวผู้นั้นด้วยอาการเหวอ สลับกับบ่ายหน้ามามองปรมัตถ์อีกครั้ง นัยน์ตาเต็มไปด้วยแววสับสน 


นี่เป็นความจริงจริงๆ หรือที่ชายหนุ่มซึ่งดูไม่มีพิษมีภัยอย่างตรีกูลจะทำเรื่องบัดสีเช่นนี้ขึ้น ด้วยจะมองอย่างไรหญิงสาวผู้นี้ก็ตั้งครรภ์ได้หลายสัปดาห์แล้วเรียกได้ว่า...อีกไม่นานก็คงถึงกำหนดคลอด นั่นหมายความว่าเขากับหล่อนรู้จักกัน มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันทั้งที่กำลังคบหากับเพื่อนของเธอ 


กรี๊ด!! 


อลีนาสะดุ้งอีกหนเมื่อเสียงกรีดร้องดังขึ้นตอนที่หญิงสาวผู้ไม่ได้รับเชิญถูกพาตัวไปสงบสติอารมณ์ในห้องที่ปรมัตถ์เตรียมไว้ เขาถอนใจยาวๆ มองส่งตัวปัญหาของเรื่องจนลับตา เมื่อหันกลับมาพบว่าอลีนายังยืนอึ้งก็ก้าวเข้ามาหา เธอเงยหน้าขึ้นสบตาทั้งสับสนและกังวลแทนพริมมาศที่หากรู้เรื่องงานในวันนี้คงถูกยกเลิก คนอย่างลูกสาวเจ้าสัวพะศินไม่มีทางยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้กับหล่อนอย่างเด็ดขาด 


“พ พี่โปรด” เสียงเรียกชื่อเขา...แผ่วหาย 


“คราวนี้ลีน่ารู้แล้วนะว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเข้าใจแล้วพี่ขอร้องให้ลีน่ากลับเข้าไปที่งานแล้วก็อย่าให้ใครเห็นความผิดปกตินะครับโดยเฉพาะยัยพริม ถือว่าเพื่อความสุขที่เหลือของพริมก็แล้วกัน” ปรมัตถ์เอ่ยขอร้องด้วยแววตาจริงจัง 


“ลีน่าเข้าใจแล้วค่ะ พี่โปรดไม่ต้องเป็นห่วง” สาวน้อยผงกศีรษะหงึกๆ หัวใจยังเต้นไม่เป็นส่ำ และมิวายเวทนาต่อสภาพหญิงสาวผู้นั้น 


‘อริศรา’ เจ้าหล่อนเปรียบเป็นผู้มาทำลายความสุขของพริมมาศก็จริงอยู่แต่แท้จริงแล้วหล่อนก็สูญเสียเพราะถูกแย่งชายคนรักไปเช่นกัน มิหนำซ้ำยังตั้งท้องตั้งแต่วัยสาว แบกรับผลกรรมของคนไร้ความรับผิดชอบที่หนีไปแต่งงานกับหญิงอื่นที่เพียบพร้อมกว่าเพียงคนเดียว 


...เป็นเพราะผู้ชายมักมากเพียงคนเดียว 


แล้วไหนล่ะ ความยุติธรรมที่ผู้หญิงสองคนควรจะได้รับ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีคนหนึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องเสียใจอยู่ดี 


เกมนี้อริศราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ส่วนผู้ชนะก็คือเพื่อนของเธอซึ่งได้ตรีกูลไปครอบครอง แต่มันไม่น่าดีใจสักนิดเดียวหากพริมมาศรู้ความจริงว่าความสุขของการได้แต่งงานในครั้งนี้ คือ...การช่วงชิงและแลกมาด้วยอะไรบ้าง 




“พี่ๆ ขา เจ้าบ่าวของพริมมาแล้วล่ะค่ะ นู่นค่ะ” 


เสียงกังวานใสเอ่ยอย่างภาคภูมิใจพลางส่งยิ้มเจือรอยหวานในดวงตาคู่สวยไปทางชายหนุ่มรูปงามที่เพิ่งก้าวพ้นประตูเชื่อมต่อกับระเบียงโรงแรมเข้ามาในห้องจัดเลี้ยง ตรีกูลเห็นเจ้าสาวของเขาเป็นคนแรกจึงยิ้มตอบแต่แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเฝื่อนเฝือเมื่อพบว่ามิใช่แค่พริมมาศหรอกที่กำลังจับจ้องมาที่เขา หากแต่เป็นพี่ชายของหล่อนที่จ้องเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเขา หากฝ่ายนั้นทำได้ล่ะก็... 


“พี่ตรีขา ทางนี้ค่ะ” หล่อนโบกมือไหวๆ ท่าทางกระตือรือร้น 


จะให้วางสีหน้าปกติอย่างไรได้ล่ะในเมื่อ...พัศพิมุข พี่ชายคนโตของพริมมาศที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุดันเอาเรื่อง ต่างกันสุดขั้วกับปรมัตถ์กำลังยืนจังก้าแล้วมองนิ่งๆ มาที่เขา หากว่าภายในเรียวตาสีสนิมคู่นั้นมิได้นิ่งอย่างที่เห็นเลยแท้ที่จริงแล้วเป็นพายุลูกย่อมที่ถูกสะกดไว้ภายใต้มาดขรึมดุนั่นต่างหาก 


บรรยากาศที่รายรอบตัวค่อนไปทางขมุกขมัว ตรีกูลรับรู้ถึงความกดดันที่ส่งให้เขารู้สึกร้อนวาบๆ สลับหนาวที่แผ่นหลังแต่สิ่งที่ต้องทำก็คือยกมือไหว้พี่ภรรยาแล้ววางสีหน้ายิ้มแย้ม ดังว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจ้าบ่าวหมาดๆ ทำใจดีสู้เสือก้าวเข้ามาเผชิญหน้าทุกคนพลางบ่ายหน้าไปหาตัวช่วย เห็นปรมัตถ์ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าสัวพะศินกับภรรยาท่าน 


“ดูสิคะพี่ตรีว่าใครอุตส่าห์มาร่วมงานแต่งงานของเรา ที่สุดแล้วพี่พัศก็มา” พริมมาศบอกอวดๆ นัยน์ตาพราวพลางเกาะแขนพี่ชายไว้ 


“สวัสดีครับคุณพัศ ขอบคุณมากนะครับที่มางานของผมกับพริม” ตรีกูลเอ่ยทักทายไม่กล้าเรียกชายหนุ่มว่า ‘พี่’ แต่ก็ตีสีหน้าเป็นปกติ 


“พริมรู้หรอกน่ะว่าพี่พัศรักและตามใจน้องสาวคนนี้มากที่สุด ยังไงก็ต้องมา...จริงไหมคะ” 


พริมมาศยิ้มอ้อนๆ เขย่งตัวขึ้นแตะแก้มสากของพี่ชายแบบเร็วๆ พัศพิมุขกระตุกยิ้มแวบเดียวแล้วส่ายหน้าน้อยๆ กับพฤติกรรมแบบเด็กๆ ของน้องสาว เป็นเพียงแวบเดียวจริงๆ ที่แววตาของเขาแสดงความอ่อนโยนให้เห็น เพราะเมื่อเบือนกลับมามองหน้าน้องเขยนัยน์ตาดุดำคู่นั้นก็เปล่งรังสีเจิดจ้าราวกับจะเผาผลาญตรีกูลให้มอดไหม้กระนั้น 


“จะเข้าหออยู่วันนี้แล้วยังจะหอมแก้มพี่ต่อหน้าคนอื่นอีกนะเรา ทำตัวเป็นเด็กๆ ไปได้ อย่างนี้แล้วพี่จะเลิกห่วงเราได้ยังไง หืม” 


พัศพิมุขปรามไม่จริงจัง ขณะลูบเรือนผมที่ประดับด้วยดอกไม้ของคนเป็นน้องเบามือ พริมมาศยิ้มประจบพลางซุกตัวกับอกอุ่น 


สำหรับพัศพิมุข...ไม่ว่ากี่ปีกี่เดือนผ่าน พริมมาศก็ยังเป็นน้องสาวตัวเล็กๆ ที่เขาต้องปกป้อง หล่อนมีความหมายต่อเขามากจนอดห่วงมิได้ นั่นเป็นความรู้สึกเดียวกันกับที่มีในแววตาเจ้าสัวพะศินและปรมัตถ์ ฉะนั้นการรับชายหนุ่มสักคนมาเป็นสามีของพริมมาศ เหมือนการรับคนคนหนึ่งเข้ามาในครอบครัวก็ควรต้องได้รับการยอมรับจากพี่ชายทั้งสอง แต่น้องสาวของเขาใจร้อนและเอาแต่ใจตัวเองเกินไปเรื่องจึงลงเอยเช่นนี้ 


“ก็น้องดีใจนี่คะ นึกว่าพี่พัศไม่แคร์น้อง ใจร้ายจนไม่ยอมมาร่วมงานแต่งงาน น้องจะร้องไห้อยู่แล้วนะคะ” บ่นกระปอดกระแปด 


“ใช่ครับ พวกเราคิดว่าพี่พัศจะโกรธจนไม่ยอมมางานวันนี้จริงๆ แล้วเสียอีก” ปรมัตถ์เสริม 


พัศพิมุขส่ายหน้าหงึกหงัก ในใจรำพันคำว่า...เกือบแล้วล่ะ เขาเกือบจะใจแข็งไม่มาร่วมงาน แต่แล้วก็อดที่จะคิดถึงใจพริมมาศไม่ได้ วันสำคัญของน้องสาวทั้งทีหากขาดเขาไปสักคนเจ้าหล่อนคงน้อยอกน้อยใจ ต่อให้ไม่ชอบหน้าน้องเขยมากแค่ไหนเขาก็ต้องจำใจมา ชายหนุ่มคลายมุมปากเครียดขึ้งลงเล็กน้อย ถอนใจเบาๆ ยกฝ่ามือขึ้นลูบไปบนเรือนผมนุ่มๆ ของหญิงสาว ตัวการสำคัญที่ทำให้เขาใจอ่อนแล้วยอมทำทุกอย่างเพื่อหล่อน 


“พี่ก็มาแล้วไงล่ะ ยังไงน้องก็ยังเป็นน้องวันยังค่ำ แล้วพี่ก็มีเหตุผลมากพอจะแยกแยะว่าควรต้องเมตตาใครหรือเกลียดใคร” 


ขณะพูดพัศพิมุขปรายเรียวตาดุๆ ไปทางต้นเหตุของเรื่องที่ทำให้เขาต้องข่มใจแยกแยะ ทั้งที่ไม่อยาก 


“แต่ที่มาช้าเพราะติดธุระสำคัญที่ต้องไปจัดการด้วยตัวเอง พอเคลียร์เสร็จก็รีบมาที่นี่เลย เลิกน้อยใจพี่ได้แล้ว” 


“ค่ะ หายสนิทเลย” 


หญิงสาวยิ้มกว้างแล้วเอียงศีรษะเล็กอิงอกเขาอ้อนๆ ปรมัตถ์ยิ้มตาม ประมุขของบ้านสุริยวัฒน์มองภาพลูกสาวลูกชายของตนด้วยรอยยิ้มที่กระจ่างไปถึงนัยน์ตาสีเข้ม เจ้าสัวพะศินก้าวเข้ามาพร้อมกับกนิฐฐา ผู้เป็นภรรยา ยิ้มยินดีที่ลูกทั้งสามมองข้ามอคติและมีความเข้าอกเข้าใจกันเช่นเดิม ด้วยเพียงเท่านี้คนแก่อย่างท่านก็สุขใจมากแล้ว 


การปรากฏตัวของพัศพิมุขช่วยคลายความหนักใจเรื่องความไม่ลงรอยระหว่างบุตรชายคนโตของท่านกับบุตรเขยลง แม้มิใช่ทั้งหมดก็พอใจด้วยรู้ว่าคนอย่างพัศพิมุขไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ ถ้าไม่ใช่เพราะพริมมาศแล้ว...ตรีกูลอาจไม่ได้ยืนสง่าเป็นเจ้าบ่าวเฉกเช่นในเวลานี้ 


คนเป็นพ่อย่อมรู้ว่าเปลวไฟดวงนั้นมิได้มอดดับหากยังประทุอยู่ในตัวของพัศพิมุข บุตรชายของท่านไม่มีวันญาติดีกับตรีกูล แต่นั่นล่ะพิธีแต่งงานในวันนี้ได้ลุล่วงไปแล้ว เท่านี้ท่านก็เบาใจ 


“นานๆ ลูกทั้งสามคนจะอยู่พร้อมหน้า มาถ่ายรูปครอบครัวเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักหน่อยเถอะ” ผู้อาวุโสคลี่ยิ้มพลางกวักมือเรียกทุกคนแล้วกระชับร่างของศรีภรรยาให้เข้ามาใกล้ๆ ร่วมเฟรมถ่ายรูปด้วยกัน 


ช่วงเวลานั้นตรีกูลค่อยคลายความตึงเครียด อันเกิดจากสายตาคมปานเหยี่ยวที่จ้องจับผิดของพัศพิมุข เฝ้าคิดว่าทนอีกไม่นานหรอกเขาก็จะหลุดพ้นจากอาการอึดอัดนี้และกลายร่างเป็น ‘หนูตกถังข้าวสาร’ เต็มตัว คราวนี้ล่ะจะมีความสุขบนกองเงินกองทอง เป็นสามีที่ถูกต้องตามกฏหมายและมีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติของพริมมาศโดยที่ใครก็ค้านไม่ได้ แม้แต่คนที่กร่างว่าตนเป็นพี่ก็เถอะ 




ราวๆ เที่ยงคืน แขกเหรื่อกับทัพนักข่าวต่างทยอยกันกลับ เหลือก็แต่คนในครอบครัวกับเพื่อนสนิทของเจ้าภาพที่อยู่สังสรรค์ต่อ ฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าหอตามฤกษ์ยามจึงถือเป็นอันเสร็จพิธีด้วยความชื่นมื่นของทุกฝ่าย เจ้าสัวพะศินพร้อมด้วยภริยาลากลับไปพักผ่อน ส่วนบุตรชายทั้งสองพร้อมใจกันดื่มต่อในเลาจน์ของโรงแรมนั้นเอง 


พัศพิมุขเลือกมุมเงียบๆ มุมหนึ่งปลีกวิเวกจากสายตาผู้คนนั่งเจรจากับผู้ติดตาม ครู่เดียวสิงขรกับรังสรรค์ก็ลุกขึ้นผละไปอย่างรวดเร็ว ตอนออกจากเลาจน์พวกเขาสวนกับปรมัตถ์ที่เพิ่งกลับจากสะสางเรื่องของอริศราโดยสั่งปล่อยตัวหล่อนพร้อมเขียนเช็คจำนวนหกหลักให้เป็นค่าปลอบขวัญซึ่งฝ่ายนั้นก็ตกลงรับไปโดยดี ปรมัตถ์เหลือบมองลูกน้องคนสนิทของพี่ชาย พยักพเยิดให้สิงขรแล้วเดินผ่านคนทั้งสองไปยังโต๊ะที่มีพี่ชายนั่งอยู่ 


“ฉันคิดว่านายจะกลับไปพร้อมคุณพ่อกับคุณนิฐแล้วซะอีก” คนเป็นพี่เปรยขึ้น เห็นว่าปรมัตถ์หายไปพักใหญ่กว่าจะตามมาสมทบ 


“ผมไปทำธุระมานิดหน่อยครับ พี่พัศอุตส่าห์มาไกลทั้งทีจะปล่อยให้งานเลี้ยงคืนนี้เลิกราง่ายๆ ได้ยังไงล่ะครับ” 


น้องชายเอ่ยยิ้มๆ โล่งอกที่ธุระของเขาไม่อยู่ในความสนใจของพัศพิมุขจึงไม่ถูกซักไซ้ แต่เป็นเขาเสียอีกที่สงสัยในคำพูดของพี่ชาย 


“แล้วธุระที่พี่พัศบอกเมื่อหัวค่ำล่ะครับ เรียบร้อยหรือยัง ถ้ายัง...ก็อยู่ต่อสักคืนสองคืนสิครับ นานปีพี่พัศจะยอมทิ้งรีสอร์ตมากรุงเทพฯ ทีละหลายวัน ความจริงคุณพ่อก็คงอยากให้อยู่นานๆ แต่ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ ก็เหมือนทุกครั้งนั่นล่ะครับ คิดถึงให้ตายแต่ก็ไม่ยอมโทรหาลูกชายคนโต ไม่รู้จะรักษาเหลี่ยมอะไรกันนักหนา” 


คนเป็นน้องบอกเพราะรู้ใจบิดาดี ความที่เป็นผู้ชายด้วยกันทำให้ต่างฝ่ายต่างแสดงออกน้อยจนถึงขั้นไม่แสดงออกเลย กรณีของพัศพิมุขกับเจ้าสัวพะศินนั้นชัดเจน พ่อลูกห่างเหินนับตั้งแต่มารดาของชายหนุ่มเสียชีวิต 


“ก็ตั้งใจว่าจะค้าง แต่ถ้าสะสางธุระเสร็จก็ต้องกลับ ทิ้งพวกผู้หญิงเอาไว้ที่รีสอร์ตตามลำพังคงไม่ดี” พัศพิมุขผงกศีรษะหงึก ใจคิดอยู่แล้วว่าต้องอยู่จนกว่าจะจัดการเรื่องบางเรื่อง หรือไม่ก็...จนกว่าจะขุดรากถอนโคนชนวนปัญหาให้สิ้นซากแล้วจึงจะกลับได้อย่างสบายใจ 


“ว่าแต่...คนที่เอาแต่เฝ้าทะเลอย่างพี่พัศ ไปสร้างบิซิเนสกับใครที่ไหนเอาไว้ล่ะครับ ใช่สาวๆ หรือเปล่า?” ปรมัตถ์เย้าแล้วเผยยิ้มกว้าง 


“นายไม่อยากรู้หรอกน่ะ นายโปรด ว่าแต่...เรื่องงานที่คุณพ่อให้ช่วย นายโอเคไหม โทษทีที่ฉันไม่ได้อยู่แบ่งเบาภาระของนายเลย” 


“ยังไหวครับ ผมแค่แบ่งเวลาให้เป็น ไม่ว่ากันครับเพราะพี่พัศก็ต้องดูแลรีสอร์ตอันดามัน นั่นก็หนักหนาอยู่แล้วนี่ครับเห็นว่ามีปัญหาเข้ามาตลอดเหมือนกัน” 


“ไม่เท่าไหร่หรอก อยู่ที่ไหนก็มีปัญหาว่าไหมไม่ว่าจะกรุงเทพฯ หรือที่กระบี่ แต่ยังไงฉันก็ต้องผ่านมันไปให้ได้ เพราะถ้าคุณแม่ยังอยู่ก็ต้องทำอย่างที่ฉันทำเหมือนกัน แม่รักที่นี่มากและฉันต้องรักษาไว้ให้ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของฉัน” 


ยามเอ่ยถึงมารดา แววตาของพัศพิมุขเต็มไปด้วยแววอาวรณ์อ่อนไหว เขารักมารดามากจึงตั้งใจจริงที่จะสานต่อธุรกิจรีสอร์ตซึ่งตอนนี้ดูแลร่วมกับผู้เป็นป้า ธุรกิจนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบิดาหรือเครือเมนแลนด์ พรอพเพอร์ตี้ แต่อย่างใด แต่เป็นธุรกิจเก่าแก่ของครอบครัวฝั่งมารดาที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจ ถึงขั้นทิ้งธุรกิจในความดูแลทั้งหมดของเครือ MP แล้วย้ายตัวเองไปอยู่ที่จังหวัดกระบี่ 


การตัดสินใจของพัศพิมุขครั้งนั้นสร้างความน้อยใจแก่เจ้าสัวพะศินเป็นอย่างมาก เมื่อบุตรชายคนโตซึ่งเป็นผู้สืบสกุลกลับเลือกจะทำแค่รีสอร์ตเล็กๆ แทนที่จะช่วยบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีมากมายของสุริยวัฒน์ 


“ขอบใจนายนะโปรดที่ทำอะไรต่อมิอะไรแทนฉัน นายเป็นเหมือนเสาหลักของครอบครัวมาตลอดและทำได้ดีกว่าฉันมาก” 


มือหนาตบลงบนบ่าปรมัตถ์แล้วกดหนักๆ ใบหน้าคนพูดค่อยคลายความขมึงเครียดลง ยามมองสบใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของน้องชาย สองพี่น้องยกมือขึ้นประสานกันแล้วกระชับแนบแน่น 


“ผมไม่ได้ทำอะไรมากมาย แต่ถ้าพี่พัศคิดอย่างนั้นก็ตอบแทนด้วยการมาเยี่ยมพวกเรากับคุณพ่อในรอบหลายๆ เดือนบ้างก็พอครับ” 


“พอยัยพริมแต่งงานออกเรือนไปก็ต้องขยับขยาย ย้ายไปอยู่บ้านอีกหลังที่กำลังเร่งมือปลูก คุณพ่อคงจะเหงาขึ้นอีกเป็นกองเพราะติดลูกสาวคนเล็กมากที่สุด” 


“ไอ้หมอนั่น ฉันหมายถึง...ไอ้ตรีกูล มันยุยัยพริมให้แยกออกไปอยู่ต่างหากงั้นรึ” เสียงถามแหบถ้วน ตาดุดำคมวับ “แล้วนี่จะต้องล้างต้องผลาญเงินคุณพ่ออีกกี่สิบ กี่ร้อยล้านถึงจะพอเพื่อต้อนรับมันในฐานะลูกเขยกันล่ะ” 


พัศพิมุขกัดกรามดังกรอด รอยตาคมปลาบเริ่มกร้าวเพียงแค่ชื่อของตรีกูลถูกสบถผ่านริมฝีปาก มิใช่ว่าปรมัตถ์ไม่เข้าใจ เขาทราบดีว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้พี่ชายของเขาเกลียดชังตรีกูลมากมายถึงเพียงนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าอะไรที่เป็นลมพัดโหมให้ความโกรธานั้นหนักหนาขึ้น 


ก่อนหน้าที่จะมีวันนี้เพียงหนึ่งเดือน เมื่อน้องสาวของพวกเขาเอ่ยปากจะแต่งงานแบบปัจจุบันทันด่วน ประวัติชีวิตทั้งหมดของตรีกูลก็ถูกรวบรวมมาอยู่แฟ้มให้พัศพิมุขซึ่งอยู่ไกลถึงจังหวัดกระบี่ได้พิจารณา 


‘ความลับไม่มีในโลก’ ไม่กี่วัน พัศพิมุขจึงได้รู้เช่นเห็นชาติในความมักมากของชายหนุ่ม ประวัติความรักที่ไม่สวยนักก็เพราะไอ้หมอนี่ควงผู้หญิงมากกว่าหนึ่งในเวลาเดียวกัน ทั้งที่ฉาบฉวยและลึกซึ้งกับที่กำลังคบหาแบบเปิดเผยก็คือ...นักศึกษาสาววัยกระเตาะผู้หนึ่ง 


“นายตรีพักอยู่ที่คอนโดย่านใจกลางเมืองที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไร จะให้พริมย้ายไปอยู่ด้วยก็ไกลจากคุณพ่อ ไม่สะดวกสบายเท่าบ้านเรา คุณพ่อก็เลยตัดสินใจสร้างบ้านหลังใหม่ให้เป็นของขวัญวันแต่งงานของทั้งสองคนครับ” 


“นั่นล่ะเหตุผลที่มันเลือกยัยพริม เพราะยัยพริมคือสุริยวัฒน์ เป็นสาวสวยที่มีทุกอย่างเพียบพร้อมให้คนเห็นแก่ตัวอย่างมันใช้เสวยสุขไปตลอดชีวิต ใช่ความรักเสียที่ไหนล่ะ” ปลายเสียงเยาะหยัน ตาคมดุวับ อารมณ์เดือดดาลขึ้นจนต้องกระดกวิสกี้ในแก้วรวดเดียวหมดและเติมอีกในเวลาติดๆ กัน 


“นายตรีอาจจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อพริมก็ได้นะครับ พี่พัศ” ปรมัตถ์พูดในสิ่งที่เขาหวังไว้เช่นกัน “เหอะ!” 


“คนอย่างมันทิ้งสันดานเดิมไม่ได้หรอก วัวเคยค้าม้าเคยขี่จะเลิกง่ายๆ ก็แปลกแล้วล่ะ มันยังโชคดีที่มีโอกาสสุดท้าย นับจากวันนี้ไปถ้านอกลู่นอกทางบอกมันเอาไว้เลยว่าฉันจะเป็นคนลากไส้มันออกมากองตรงหน้ายัยพริม ตอนนั้นน้องอาจต้องเสียน้ำตาที่เลือกคนผิดแต่จะไม่ต้องตกนรกเพราะผู้ชายเลวๆ อย่างมันอีก” 


น้ำเสียงพูดของเขาเหี้ยมเกรียม คนจริงอย่างพัศพิมุขทำให้น้องชายเสียวสันหลังแทน ‘ไอ้เพื่อนยาก’ ที่เขาเพิ่งลงมือลงแรงช่วยเหลือและนั่นก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะช่วยเหลือคนผิดเช่นกัน หากเวลานี้ปรมัตถ์รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ที่เลือกเข้าข้างตรีกูล 


“นายก็เหมือนกันนะโปรด นายจะใจอ่อนให้คนอย่างตรีกูลไม่ได้ นายต้องเป็นหูเป็นตาให้ฉันก่อนที่เรื่องร้ายๆ จะเกิดกับยัยพริม” 


“ครับ” ปรมัตถ์ปฏิเสธไม่ออกสักคำ ลอบผ่อนลมหายใจแผ่วเบา คิดว่าเป็นเรื่องดีแล้วที่เขากักตัวอริศราไว้ หล่อนจึงไม่ได้เข้าไปแสดงตัวกับพริมมาศ หากว่าใจก็ฉุกคิดว่าจะมีใครคนอื่นย่างกรายมางานในวันนี้นอกจากอริศราหรือไม่ ถ้ามี...หัวใจเขากระหวัดคิดไปถึงหญิงสาวอีกคน คนที่น่าสงสารอย่างที่สุดเมื่อเพื่อนของเขาบอกเลิกจากหล่อนเพื่อมาแต่งงานกับพริมมาศ 


ดึกขึ้นเป็นกำลังทว่างานเลี้ยงยังไม่เลิกรา สองพี่น้องเลือกที่จะนั่งดื่มเงียบๆ มากกว่าสนทนา พัศพิมุขนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น กระดกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพรียวๆ ลงคอหลายแก้วติดกันหมายจะปัดทิ้งซึ่งความขุ่นข้องหมองใจ เรื่องตรีกูลนั่นก็เรื่องหนึ่ง เรื่องผู้หญิงคนนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง หากว่ายิ่งฝืนเจ้าตะกอนขุ่นข้องกลับยิ่งทบทวี 


จวบจนถึงตอนนี้ วงหน้า รูปปาก คิ้วคางหรือกระทั่ง...ดวงตาของหล่อนเป็นภาพซ้อนอยู่ในหัวจนน่ารำคาญ เป็นผลให้พัศพิมุขคลอนศีรษะแรงๆ บ่อยครั้งแล้วเร่งดื่มติดกันอีกหลายแก้ว ไม่นานอาการตึงๆ ที่แก้มสาก กับตื้อๆ ที่ศีรษะก็เข้าแทนที่สติสัมปชัญญะ 


ถัดจากนั้น...ภาพของหล่อนก็เริ่มวับแวม 




ถนนส่วนบุคคลสายเล็กๆ ไม่ต่างจากตรอกซอกซอยคดเคี้ยวพอให้รถสวนเข้าออกได้ทีละคัน ยามนี้ตกอยู่ในสภาวะสงัดเงียบ เมื่อพ้นจากคฤหาสน์หลังมหึมาของนักการเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนในย่านนี้ไปแล้วเหลือเพียงแสงสว่างจากเสาไฟฟ้า ดวงโคมจากเสาสูงสองฝั่งฟากถนนช่วยส่องสว่างให้พอคลำทางเห็น ต้องเป็นตอนเช้านั่นล่ะจึงจะเห็นว่าบริเวณนี้ขนัดแน่นไปด้วยบ้านเรือนกับเรือกสวนที่ชาวบ้านใช้ปลูกผักปลูกหญ้ากับผลหมากรากไม้ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชนแห่งนี้ 


“คุณครับ จะไปทางไหนต่อ...?” 


หญิงสาวที่เบาะหลังสะดุ้งจนกายไหวเมื่อได้ยินเสียงเรียกจากพลขับที่เกิดความไม่แน่ใจว่าเข้าซอยมาถูกทางหรือไม่ เอื้องอลินยืดตัวขึ้นนั่งตรงๆ เหลียวมองไปรอบตัวตั้งสติครู่ใหญ่จึงรู้ว่าตนเหนื่อยล้าจนผล็อยหลับไป ยังดีที่ชายคนขับผู้นี้ไม่ใช่มิจฉาชีพคิดพาเธอออกนอกเส้นทาง 


“เลี้ยวซ้าย ตรงไปข้างหน้าแล้วจอดเลยค่ะลุง” 


หลุดจากโค้งหักศอกตามที่ผู้โดยสารสาวบอกคนขับแท็กซี่เบาเครื่องยนต์จนเหลือแค่เสียงครางแผ่วๆ ปล่อยให้พาหนะสีเขียวเหลืองคลานต้วมเตี้ยมเข้าไปจอดเยื้องหน้าบ้านหลังหนึ่ง มิให้รบกวนชาวบ้านละแวกนั้นซึ่งเข้านอนแล้วแทบทุกครัวเรือน หญิงสาวส่งค่ารถให้พลางกล่าวขอบคุณด้วยหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรที่แท็กซี่จะยอมมาส่งผู้โดยสารที่อยู่ปลายทางไกล ทั้งยังเป็นช่วงเวลาหลังเที่ยงคืนง่ายๆ 


ร่างแบบบางก้าวลงจากรถทั้งที่ยังมิรู้สติดีนัก ทุกอย่างยังเบลอๆ ในความรู้สึก หากเอื้องอลินก็ประคองตัวด้วยการยืนพิงประตูรถครู่หนึ่งก่อนออกเดิน ร่างน้อยในชุดราตรีขาดวิ่นกลายเป็นเพียงเงาตะคุ่มๆ เมื่อถูกแสงจากเสาต้นสูงสาดลงมาทาบทับ เธอควานหากุญแจจากกระเป๋าถือแล้วนำมาไขประตูรั้วหน้าบ้าน ข้างๆ เป็นแนวรั้วสีน้ำตาลเตี้ยๆ ขึ้นแซมด้วยพงหญ้ากับไม้ดอกต้นเล็กๆ ที่เธอกับญาติสาวปลูกไว้ 


แสงจากหลอดนีออนภายในบ้านดับลงแล้วทุกดวง เธอไขประตูกระจกเป็นลำดับแรก แล้วพาร่างอ่อนระโหยโรยแรงเข้าสู่ห้องรับแขกสืบเท้าเร็วๆ ไปยังชั้นสองของบ้าน หมายจะเก็บตัวอยู่ในห้องนอนจนถึงเช้า 


ยามนี้เธอเพียงแค่อยากหลับตา อยากลืมเรื่องราวเลวร้ายที่โถมทับเข้ามาเพียงชั่วข้ามคืน หากว่ามันมากมายทะลักล้นจนจวนเจียนต้านทานไม่ไหว เวลานี้ขอเพียงลืมมันไปสักชั่วขณะหนึ่งก็ยังดีเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง ฟูมฟักกำลังใจแล้วตื่นขึ้นรับวันใหม่ที่เฝ้าภาวนาว่าจะไม่โหดร้ายปานนี้ 


เอื้องอลินตาปรือ ผล็อยหลับในทันทีที่แผ่นหลังแตะฟูกแข็งๆ พร้อมจะเข้าสู่ห้วงนิทรารมณ์ ทิ้งเรื่องราวเลวร้ายไว้หลังประตูบานนั้น... 




บ้าน คือสถานที่ที่เธอคิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้วหญิงสาวจึงปล่อยตัวปล่อยใจหลับใหลโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวอีกเลย เอื้องอลินทิ้งตัวลงนอนทั้งที่ยังสวมชุดราตรี ไร้เรี่ยวแรงจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ สติที่ฝืนประคับประคองไว้ถึงคราวดับวูบไม่ต่างเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกปิดสวิตช์ฉับ เธอนอนคู้ขดซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนวมหมายไขว่คว้ารอยอุ่น อาการไข้อ่อนๆ ทำให้นอนหอบหายใจแผ่วๆ ยามถูกรุมเร้าด้วยพิษไข้ที่พุ่งพรวดๆ จนแตะสามสิบเก้าองศาเมื่อใกล้เช้า 


แสงเช้าของวันใหม่มาเยี่ยมเยือนด้วยการสาดแสงอุ่นๆ ทอดตัวเป็นลำอ่อนๆ ลอดผ่านม่านลูกไม้สีขาวเข้ามา ทั้งยังพาสายลมเอื่อยไหวแทรกตัวเข้ามาภายในห้องที่เปิดหน้าต่างรับให้เย็นสบาย ลมเย็นพริ้วแผ่วมากับเสียงร้องจิ๊บๆ ของลูกนกที่ทำรังบนยอดกิ่งไม้เหนือชายคาขึ้นไป ดังว่าเสียงนั้นแว่วกังวานมาจากที่ไกลแสนไกล 


บรรยากาศยามเช้าของบ้านสวนเป็นไปดังเช่นทุกวัน สดชื่นเพราะหยาดน้ำค้างที่ชะโลมไล้ เกาะเกี่ยวอยู่บนใบเรียวรีของยอดหญ้ากระจายความชุ่มชื้นไปสู่ผืนดินของปลายฤดูฝน 


นางสุพรรณษา ผู้เป็นเจ้าของบ้านเดี่ยวสองชั้นหลังนี้เริ่มกิจวัตรประจำวันด้วยการตักบาตรทุกเช้าและเพราะเช้าวันนี้ฝนยังพรำน้อยๆ นางจึงตั้งใจนิมนต์พระเข้ามาข้างใน หวังให้ชายคาเตี้ยๆ หลังประตูรั้วช่วยกำบังเม็ดฝน ข้างๆ สตรีสูงวัยมีโต๊ะพับวางถาดแสตนเลสกับโถข้าวสวยสุกใหม่ ตั้งเคียงกับกับข้าวที่นางเป็นคนหุงหาตั้งแต่ตอนตีห้าครึ่ง ด้วยความเคยชินจึงเหลียวหลังไปหาบุคคลที่ปกติแล้วจะลงมาใส่บาตรด้วยกัน หากว่าวันนี้เห็นก็แต่ ไอศิยา บุตรสาว 


“อ้าว! ยัยไอซ์ ตื่นเช้าเป็นเหมือนกันรึลูก แม่คิดว่าวันนี้จะต้องใส่บาตรคนเดียวเสียแล้วสิ” 


ผู้เป็นมารดาทักทายลูกสาวที่ยืนหน้ายุ่งคล้ายตื่นไม่เต็มตา แต่เพราะเธอรู้ว่าเอื้องอลินไม่สบายจึงยอมตื่นมาใส่บาตรเป็นเพื่อนมารดา ปกติแล้วเป็นหน้าที่ของหลานสาวคนโปรดที่จะตื่นแต่เช้ามากุลีกุจอช่วยเตรียมอาหาร ส่วนตัวเธอนั้นนานๆ ทีจึงจะเห็นหน้าในเวลานี้ ไอศิยาบิดตัวน้อยๆ ให้คลายเมื่อยขบพลางหาววอดๆ แบบไม่เหลือคราบสุภาพสตรีให้เห็น นางสุพรรณษาส่ายหน้าไปมาด้วยความอ่อนใจ


“ดูทำเข้าซี ลูกคนนี้ ผู้ชายที่ไหนเห็นเข้าใครจะมาขอไปเป็นเจ้าสาวล่ะ ไม่ไหวเลยน่ะเรา” 


มารดาบ่นไม่จริงจัง ถ้าเป็นไปได้ล่ะก็นางอยากให้ไอศิยาอ่อนหวานกว่านี้อีกสักนิดจะได้ดูสมเป็นผู้หญิงกับเขาหน่อย จะว่าไปแล้วไอศิยากับเอื้องอลินเหมือนเทปคนละม้วน คนหนึ่งกระโดกกระเดกห้าวหาญปานผู้ชาย อีกคนนุ่มนวลน่ารักน่าทะนุถนอม นอกจากสองสาวแล้วนางยังมีบุตรชายอีกคนซึ่งเป็นพี่ชายของไอศิยา รายนั้นไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัวจึงไม่ค่อยสนิทสนมกันเท่าสองสาวคู่นี้ 


“อย่าลืมเข้าไปดูน้องบ้างหรือเปล่าลูก หยูกยาที่จะกินพอไหม หนักหนาก็พากันไปหาหมอนะลูก” 


“ไม่ลืมหรอกจ๊ะแม่ นั่นจ๊ะ หลวงตามาแล้ว” บุตรสาวบุ้ยใบ้ นางสุพรรณษาจึงหันไปนิมนต์พระคุณเจ้าทั้งสามรูป ช่วยกันตักบาตก่อนที่เม็ดฝนจะเทลงมา 


“แล้วนี่จะได้ออกไปทำงานก่อนฝนตกหรือเปล่า ดูสิ! ฝนตั้งเค้าแล้ว” มารดาชี้ไปเบื้องหน้าซึ่งปรากฏท้องฟ้ามืดครึ้ม กลุ่มเมฆลอยตัวสูงซ้อนสลับเป็นสีครามเข้มคล้ายกำลังบ่มเพาะเม็ดฝนให้ได้ที่ ก่อนกระหน่ำลงมาห่าใหญ่ 


“เรารีบเก็บของแล้วเข้าบ้านกันดีกว่านะแม่ ถ้าฝนตกลงมาเสียก่อนวันนี้มีหวังไอซ์ไปสายแหงๆ” 


บุตรสาวบอกพลางวางถาดซ้อนกันกอดไว้ในอ้อมแขนนำไปเก็บในครัวแล้ววกมาเก็บโต๊ะพับเป็นอันเสร็จเรียบร้อย หล่อนกับมารดาชักชวนกันเข้าบ้านก่อนจะแยกย้ายไปทำภารกิจของตน ไอศิยาเตรียมอาบน้ำแต่งตัวแล้วไปทำงาน ส่วนนางสุพรรณษาเก็บครัวล้างเสร็จแล้วจึงเตรียมตัวไปจ่ายตลาด 


ตึ้งๆๆ 


หญิงสาวร่างแบบบางเดินกึ่งวิ่งขึ้นบันไดไปด้วยความรีบร้อน มิทันรู้ว่าเสียงตึงๆ จากฝีเท้าหล่อนจะไปปลุกคนซึ่งอยู่ในห้องนอนที่ชั้นสองของตัวบ้านจนสะดุ้งตื่น ชายหนุ่มครางงึมงำ โงศีรษะขึ้นจากหมอนไม่ถึงคืบแล้วขมวดคิ้วมุ่น นาฬิกาแบบตั้งโต๊ะตรงหัวเตียงถูกหยิบขึ้นมาส่องใกล้ๆ ด้วยการเปิดตาเพียงข้างเดียว พอเห็นว่าเพิ่งจะหกนาฬิกาก็เขวี้ยงนาฬิกาทิ้ง กระดอนไปกองบนพื้นแล้ววางมือขยี้ผมตรงท้ายทอยด้วยความขัดใจ 


“โอ้ย! อะไรนักหนาวะเนี่ย คนจะนอนไม่รู้หรือไง” 


ไอศูรย์ สบถอย่างหัวเสีย บุตรชายคนโตของนางสุพรรณษาผุดลุกขึ้นนั่งห้อยขามาจากบนเตียง เขาลูบใบหน้าแรงๆ หงุดหงิดที่ถูกปลุกแต่เช้าตรู่ทั้งที่เขาเพิ่งได้จะนอนไปแค่ห้าชั่วโมง นานๆ ทีเขาจึงจะกลับบ้านสวนสักครั้งแต่ก็ดันมีเรื่องกวนใจอีกจนได้ เพราะอย่างนี้ล่ะเขาถึงไม่ชอบที่นี่ มันกันดานและทรุดโทรม อีกทั้งผู้คนก็ไม่น่าคบหา ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกหรูหราใดๆ ต่างจากคอนโดมิเนียมที่เขาพำนักอยู่ปัจจุบันราวฟ้ากับเหว 


แต่เมื่อสะดุ้งตื่นก็หลับไม่ลงเสียแล้ว ไอศูรย์สลัดผ้าห่มออกจากตัวก้าวอาดๆ ไปยืนหน้าประตู กระชากมือเปิดมันออกหมายจะโผล่หน้าไปเอ็ดตัวการที่ขัดจังหวะนิทรารมณ์ของเขา ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้เลยหากไม่ใช่น้องสาวที่ไม่ใคร่ลงรอยกันอย่างไอศิยา หล่อนชะงักฝีเท้าเพราะเสียงเอ็ดอึงหลังประตูบานนั้น แล้วก็ต้องประหลาดใจว่าห้องนอนซึ่งปกติร้างคนนอนค้างเหมือนจะมีใครสักคนอยู่ในนั้น 


“พี่โอม!” ไอศิยาอุทาน ประหลาดใจไม่น้อยที่จู่ๆ พี่ชายซึ่งนานทีปีหนจะกลับมาบ้านสักครั้งปรากฏตัว ทว่าการพบหน้ากันครั้งนี้หาใช่ความยินดีสำหรับสองพี่น้องคู่นี้ไม่ 


“เฮอะ!” สิ้นเสียงเยาะในลำคอกับแววตาเหยียดหยามที่มองมาทำให้คนถูกมองมีอาการไม่พอใจบ้างเหมือนกัน  


“หึ! แกนี่เองยัยไอซ์ สอนเท่าไหร่ก็ไม่จำสินะ มารยาทน่ะมีไหม แกนี่หน้าตาแย่แล้วยังวิ่งเป็นม้าดีดกะโหลกอีก” คนพูดสลัดความง่วงงุนออกไปจนหมด เหลือก็แต่น้ำเสียงห้วนๆ ใบหน้ากวนอารมณ์กับถ้อยคำสบถแบบไม่ไว้หน้า 


“เอ๊ะ! พูดจาดีๆ หน่อยสิพี่โอม ฉันอยู่ของฉันดีๆ บันไดนี่ก็วิ่งขึ้นวิ่งลงอยู่ทุกวัน แล้วใครจะไปรู้ล่ะว่าวันไหนพี่จะกลับหรือไม่กลับบ้าน ปกติก็สิงสถิตย์อยู่คอนโดจนเช้า ไม่ก็ตามผับไม่ใช่รึ” เอ่ยยียวน 


ในเมื่อร้ายมาก่อนหล่อนก็พร้อมจะร้ายกลับ ไอศูรย์หน้าแดงก่ำเมื่อโดนเข้าบ้าง 


“นี่ก็บ้านฉันเหมือนกัน ทำไมฉันจะกลับมาบ้านไม่ได้ แม่ยังไม่ได้ยกบ้านหลังนี้ให้แกสักหน่อย” 


โธ่! ที่แท้ก็เรื่องบ้าน เฮ้อ... ไอศิยาส่ายหน้าอย่างระอาพี่ชาย ด้วยไปๆ มาๆ เขาก็โยงเข้าเรื่องบ้าน 'สมบัติ' เพียงชิ้นเดียวของแม่ นี่ถ้าไม่มีบ้านหลังนี้ก็คงไม่มีทางที่พี่น้องจะได้พบหน้ากัน 


“ถ้าง่วงนักก็ไปนอนซะเถอะ อย่ามาหาเรื่องกันหน่อยเลยพี่โอม ฉันไม่อยากเสียเวลา” น้องสาวบอกปัดด้วยไม่อยากต่อปากต่อคำ 


อีกอย่างนะ เธอกำลังจะไปทำงานสายเพราะพี่ชายเฮงซวยนี่ล่ะ 


หญิงสาวพ่นลมหายใจเหนื่อยหน่าย ด้วยไม่ว่าจะนานแค่ไหนกี่เดือน กี่ปีผ่าน หากดีกรีความขัดแย้งไม่เคยลดลงเลยประหนึ่งว่าเคยเป็นศัตรูคู่แค้นกันมาแต่หนหลัง นี่ถ้าไม่ติดว่ามารดาจะเสียใจที่พี่น้องไม่ญาติดีต่อกันล่ะก็...จะไม่เรียก 'พี่' ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย 


“แกกับยัยเอิงอย่าคิดล่ะว่าแม่จะยกบ้านให้พวกแก ฉันไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้นหรอกฉันถึงต้องกลับมาทวงของของฉันคืนอย่างไรล่ะ” 


“ไร้สาระ! ฉันไม่เคยคิด แต่ถ้าแม่คิดอยากรักษาบ้านไว้ก็คงต้องยกบ้านให้ฉันกับเอิง เพราะเราสองคนไม่มีวันเล่นแร่แปรธาตุ เปลี่ยนบ้านของแม่ไปเป็นอย่างอื่นอย่างที่พี่คิดจะทำหรอก” 


“ไอ้ไอซ์ แก!” เสียงไอศูรย์ตวาดลั่น กายสั่นสะท้าน 


“ฉันพูดความจริง พี่โอมก็รู้อยู่แก่ใจ” คนเป็นน้องยิ้มเยาะ 


“ไอ้น้องบ้า! ฉันเป็นพี่แกนะ ฉันจะฟ้องแม่ว่าแกไม่เคยเห็นหัวฉัน แกพูดจาดูถูกฉัน” 


“โธ่! พี่โอม ฉันก็แค่พูดไปตามน้ำ เอาจริงๆ นะฉันไม่มีเวลากับเรื่องของพี่นักหรอกนะ บอกแล้วไงว่าวันนี้ฉันรีบ” 


“หลีกไปได้แล้ว” หล่อนเน้นหนักทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา เชิดหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายโดยไม่นึกยำเกรง ความจริงก็อยากพูดจาดีๆ ด้วยอยู่หรอก แต่ไอศูรย์ไม่เคยทำตัวให้น่าเจรจา ไม่เคยเป็นพี่ที่ดีเลยสักครั้ง 


แต่ก่อนนี้ครอบครัวของเธอมีฐานะปานกลาง บิดาซึ่งทำงานเป็นวิศวกรเครื่องจักรกลคือหัวเรี่ยวหัวแรงหลัก มาเกิดวิกฤตก็ตอนสูญเสียพ่อเพราะอุบัติเหตุระหว่างทำงาน มารดาซึ่งเดิมทีเป็นแค่แม่บ้านจึงต้องลุกมาทำงานรับจ้างเพื่อหาเงินจุนเจือในครอบครัว เงินชดเชยจากบริษัทถูกเก็บไว้ใช้ส่งเสียลูกกับหลานเรียนมหาวิยาลัยให้จบ 


หล่อนกับเอื้องอลินเกือบจะต้องดร็อบเรียนเมื่อสถานะการเงินทางบ้านเริ่มติดขัดหนักขึ้น แต่พวกเธอก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ด้วยการทำงานหารายได้พิเศษดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวกันเอง ขณะที่พี่ชายคนโตยังใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย เป็นภาระให้แม่ต้องกู้หนี้ยืมสินด้วยข้ออ้างที่เขาขยันสร้าง ไอศูรย์ไม่ยอมไปเรียนหากไม่มีทุกอย่างเท่าเทียมคนอื่น ตั้งแต่...รถยนต์ขับไปมหาวิทยาลัยหรือการย้ายไปอาศัยคอนโดกลางเมืองแทนการอยู่บ้านสวนเก่าๆ 


แม่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เขากลับไปเรียนต่อ แต่นั่นกลับกลายเป็นบุญคุณที่ไอศูรย์นำมาใช้เรียกร้องจะเอาบ้านหลังนี้ไปเป็นของตนเมื่อเรียนจบ นี่หรือสิ่งที่แม่ของเธอต้องได้รับ อย่างนี้แล้วเธอจะรักและศรัทธาในตัวพี่ชายคนนี้ได้อีกหรือ? 


...ยังจะหวังอะไรจากคนอย่างไอศูรย์ได้อีก คำตอบที่ได้ก็คือ...ไม่เคยหวัง 




ก๊อกๆๆ 


เสียงอึกทึกหน้าประตูพลอยทำให้คนบนเตียงถูกปลุกจนสะดุ้งไหว เอื้องอลินยันตัวลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังมีอาการโผลเผล ดวงหน้านวลซีดขาวสะท้อนให้เห็นในกระจกบนโต๊ะเครื่องแป้ง อีกทั้งยังอยู่ในชุดเดิมจนต้องร้องบอกคนข้างนอกให้รอแล้วรีบลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนมันออกไป เธอกองชุดขาดวิ่นซ่อนไว้ในห้องน้ำแล้วจึงมาเปิดประตูรับไอศิยา ก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาทีวงหน้าซีดเซียวก็ถูกปรับเสียใหม่ทำให้เห็นว่ากระฉับกระเฉิงซึ่งต่างจากอาการข้างใน 


“ช้าจังน่ะเอิง ทำอะไรอยู่หรือว่าเพิ่งตื่น แล้วนี่เป็นไงบ้างไข้ลดหรือยัง?” ฝ่ายนั้นถามรัว มิหนำซ้ำยังดันร่างคนป่วยกลับเข้าไปนั่งบนเตียง เจ้ากี้เจ้าการอังหลังมือกับหน้าผากเนียนเหมือนที่มารดาทำกับหล่อน คนเป็นน้องสาวพยักหน้าน้อยๆ ไม่อยากให้ใครต้องคอยมากังวล 


“...เหมือนจะลดลงแล้ว แต่จะกินยาอีกชุดกันไว้ก่อน” ตอบเสียงแผ่วหวิว ไอศิยาพิศมองแล้วผงกศีรษะตาม 


ร้อยวันพันปีญาติสาวผู้น้องจะเจ็บป่วยสักครั้งหนึ่ง ถึงรูปร่างจะบอบบางอ้อนแอ้น เอื้องอลินกลับไม่ค่อยเจ็บป่วยเป็นหล่อนกับพี่ชายเสียอีกที่สมัยเด็กๆ เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น แต่พอถึงคราวเป็นหล่อนมักจะเป็นหนักไปเลยทีเดียว 


“วันนี้หยุดสักวันสิ” ไอศิยาเสนอ อีกฝ่ายส่ายหน้าไปมาทีี่อุตส่าห์ฝืนลุกขึ้นมาก็เพราะมีภารกิจที่ต้องไปจัดการ 


“อ้าว! ทำไมล่ะ” 


“ฝึกงานวันสุดท้าย ไม่ไปไม่ได้หรอกไอซ์ เอิงว่า...เดี๋ยวก็น่าจะดีขึ้น” เอื้องอลินยกมือเรียวบางขึ้นลูบใบหน้าเป็นการกระตุ้นตัวเอง 


“งั้นก็ลุกขึ้น อาบน้ำแต่งตัวจะได้ออกไปพร้อมกัน” คนบนเตียงพยักหน้ารับ “จ๊ะ” 


บอกแล้วไอศิยาก็ผละไปทำธุระส่วนตัวของตนบ้าง เมื่ออยู่ตามลำพังเอื้องอลินก็ทอดถอนใจยาวๆ พลางลดมือลงจากวงหน้าอ่อนใสแล้วทอดสายตามองเหม่อๆ ไปนอกหน้าต่าง เมื่อไม่ต้องสวมหน้ากากแสร้งแสดงให้ใครเห็นว่าเข้มแข็ง ความหม่นหมองก็คืบคลานเข้ามาเกาะกุมหัวใจเช่นเดิมโดยเฉพาะตอนที่ปัดสายตาไปยังห้องน้ำ 


...ที่ที่มีชุดราตรีกองหลบสายตาของไอศิยากับแผงยาที่ต้องรับประทานแบบฉุกเฉินเมื่อคืนก็ยังทิ้งซากอยู่ในถังขยะให้ลมหายใจสะท้อนสะท้านต้องสะดุด เพราะอย่างไรก็ยังไม่สามารถปัดมันทิ้งหรือทำราวกับว่า...เรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ถึงจะผ่านค่ำคืนแห่งความอัปยศอดสูมาแล้ว ทว่ารอยตราแห่งตำหนิจะคงอยู่ตราบคู่ไปกับลมหายใจของเธอ 




เอื้องอลินกับไอศิยาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มีอายุห่างกันแค่ปีเดียว ไอศิยาเรียนจบแล้วเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่บริษัทส่งออกแห่งหนึ่งได้เกือบปี ส่วนเอื้องอลินกำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี หลังครบชั่วโมงฝึกงานตามหลักสูตรของสาขาวิชาการจัดการโรงแรมและรีสอร์ต สำหรับนักศึกษาปีที่สี่ทุกคนจะต้องนำเสนอโครงการหลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการฝึกภาคปฏิบัติกับสถานการณ์จริงและผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการจึงเป็นอันครบถ้วน 


วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกงานที่โรงแรมดุสิต คอร์ท ปะเหมาะกับมีการจัดงานเลี้ยงต้อนรับผู้อำนวยการคนใหม่ที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจของโรงแรมจึงเป็นการเลี้ยงส่งนักศึกษาฝึกงานรุ่นนี้ไปพร้อมกัน ต่อให้รู้สึกตะครั่นตะครอ เนื้อตัวรุมๆ เหมือนไข้กลับเอื้องอลินก็เกรงใจเกินกว่าจะยกเลิกนัดที่รับปากกับ ศรัยฉัตร อาจารย์พี่เลี้ยงไว้ก่อนหน้านี้ 


ตอนบ่ายแก่ๆ เธอขอออกก่อนเวลาสองชั่วโมงแวะไปที่คลินิกแล้วจึงจะตามไปเจอที่งานเลี้ยง วาสิตา เพื่อนร่วมฝึกงานคนสนิทจึงไปพร้อมกับ พี่ศรัย ขณะที่พนักงานคนอื่นเริ่มทยอยไปถึงร้านกันแล้ว เอื้องอลินยังโหนรถเมล์แล้วตามไปถึงร้านเอาตอนเกือบทุ่ม 


ร้านอาหารที่ฝ่ายจัดงานเลือกไว้เป็นสวนอาหารขึ้นชื่อเรื่องจัดเลี้ยงพร้อมคาราโอเกะ น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยตรงที่ไม่ได้จัดงานต้อนรับใหญ่โตในโรงแรมแต่กลับเป็นนอกสถานที่ ได้ความกระจ่างจากศรัยฉัตรว่า...เป็นความต้องการของท่านผู้อำนวยการคนใหม่ที่อยากให้งานคืนนี้เป็นกันเอง มีบรรยากาศสบายๆ เพื่อที่พนักงานทุกระดับจะได้สนุกกันอย่างเต็มที่ 


ท้องฟ้าครึ้มฝน บรรยากาศหม่นมัวชวนให้ปวดหัวทว่าร่างบอบบางก็ยังก้าวดุ่มๆ เข้าไปด้านในซึ่งเป็นส่วนรับรองของสวนอาหารกับที่รายล้อมอยู่รอบๆ เป็นห้องจัดเลี้ยงแบบคาราโอเกะที่มีมากกว่ายี่สิบห้อง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เลยละลานตาแต่ยังไม่เห็นใครคุ้นตาสักคน เมื่อพบว่าเธอมาถึงค่อนข้างสายจึงก้าวเร็วๆ แข่งกับเวลา ก้มหน้าก้มตาพลางล้วงหยิบกระดาษโน้ตที่วาสิตาจดชื่อห้องแล้วยัดใส่กระเป๋ามาให้ไปพร้อมกัน 


อุ้ย! 


ตอนเงยหน้าขึ้นหญิงสาวก็ชนอั้กเข้ากับร่างสูง แรงปะทะเมื่อครู่ทำให้ซีกหน้าฝั่งที่ชนกับแผ่นอกกระด้างถึงกับชาหนึบ คนตัวเล็กกว่าอุทานพร้อมอาการผงะ กระดาษแผ่นเล็กๆ ร่วงจากมือไม่ต่างจากร่างบางในชุดนักศึกษาที่ซวนเซจะล้มลง ท่าทางของคนถูกชนก็ตกใจไม่น้อย ตั้งสติได้ก็ใช้ท่อนแขนแข็งแรงตวัดเกี่ยวโอบกอดบ่าลาดเนียนไว้มิให้เจ้าหล่อนหงายตึงไปต่อหน้า 


เฮ้อ...เกือบไปแล้วไหมล่ะ 


ชายหนุ่มพึมพำในลำคอพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองคนที่ตนถือวิสาสะกอดไว้ คิดว่าโชคดีแค่ไหนแล้วที่หล่อนไม่ได้พลัดตกลงไปในสระบัวซึ่งอยู่สองฝั่งของสะพานโค้งทำด้วยหินสกัด 


“......!” คนถูกกอดยืนหอบหายใจแรงๆ ก้มหน้างุดอยู่กับอกแกร่ง ความตกใจค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นประหม่า แก้มปลั่งร้อนวูบเมื่อรู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในอ้อมแขนแข็งๆ ของชายที่ตนไม่รู้จัก เมื่อดึงสติกลับมาเอื้องอลินก็รีบสลัดไล่อาการเบลอๆ ให้หลุดจากหัวแล้วเบี่ยงตัวออกจากการถูกประคองอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ 


“ขอบคุณมากค่ะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยเบา ผิวแก้มปลั่งของเธอเป็นสีชมพูระเรื่อ แพขนตาหลุบต่ำอวดความงอนสวยราวปีกผีเสื้อ ความกระอักกระอ่วนทำให้กลีบปากรูปกระจับถูกเม้มบางๆ อีกฝ่ายจ้องมองใบหน้าอ่อนใสที่ดูปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าเป็นธรรมชาติ มิได้ตบแต่ง ฉีดตรงนั้นเสริมตรงนี้ เหมือนสาวศัลยกรรมอย่างที่เห็นดาดดื่นในกรุงเทพฯ 


มันต้องอย่างนี้ซี มันถึงจะเตะตา ถูกใจ คนอย่างไอ้สิงห์...! 


“คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า?” เขาถาม หล่อนส่ายหน้าน้อยๆ 


“แต่หน้าซีดๆ นี่” เขากังขา นึกอยากยื่นแขนออกไปประคับประคองหล่อนเสียจริงๆ 


“คือ ผมหมายถึง...คุณ หน้าตา ซีดๆ เหมือน...คน ไม่สบาย” 


แปลกใจชะมัดที่เธอคนนี้ทำให้เขาลิ้นพันกัน แถมยังทำให้คนห่ามๆ พูดจาห้วนๆ ใช้น้ำเสียงนุ่มกว่าปกติ สิงขรเผลอจ้องมองดวงหน้าหวานนานไปหน่อย รู้ตัวก็ตอนที่อีกฝ่ายผินหน้าหนี ซุกซ่อนดวงตากลมโตด้วยการหลุบต่ำ รูปปากสีกลีบบัวยังคงเม้มเข้าหากันคล้ายอึดอัดแต่ก็เป็นไปในกริยาสุภาพและให้เกียรติเขาซึ่งเป็นคนช่วยเหลือเธอไว้เมื่อครู่ 


สิงขรจุดยิ้มมุมปาก ทอดมองด้วยเรียวตายาวใหญ่อย่างนึกเอ็นดู เดาเอาว่า...หล่อนคงอายุไล่ๆ กับน้องสาวของเขา 


“...แน่ใจนะ ว่าคุณไม่ได้เป็นอะไรแล้ว?” ถามพร้อมกับหรี่ตาลงนิดๆ คนตรงหน้าผงกศีรษะขึ้นลงอีกครั้งพลางเหลือบมองกระดาษในมือของเขา สิงขรยิ้มน้อยๆ แล้วยื่นมันคืนให้จึงได้ยินเสียงอ่อนๆ กล่าวขอบคุณอีกครั้ง 


“หวังว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกนะครับ” 


นานๆ ที สิงขรจะพูดจาอย่างสุภาพชนกับเขาบ้างเลยเกือบกัดลิ้นตัวเอง พูดแล้วก็เขินเองจนโหนกแก้มรู้สึกซ่านขึ้นมาและก็เป็นน้อยครั้งอีกเหมือนกันที่เขาจะหยิบนามบัตรที่คุณพัศอุตส่าห์พิมพ์ให้ ในฐานะ ‘ผู้จัดการ’ รีสอร์ตอันดามันออกมาแจก อ้อ! สงสัยว่านี่จะเป็นใบแรกเสียด้วยกระมัง 


“นี่นามบัตรผม ผมอยู่จังหวัดกระบี่ครับ ถ้าไม่รังเกียจก็แวะไปเที่ยวที่รีสอร์ตได้” บอกพร้อมรอยยิ้มจริงใจ 


“คะ?” คนฟังออกจะงงอยู่มาก แต่ด้วยมารยาทเธอก็รับนามบัตรใบนั้นมาถือไว้ แล้วผงกศีรษะน้อยๆ “ค่ะ” 


“เอ่อ ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” คนถูกบอกลาพยักหน้าอย่างยอมรับ “ครับ โชคดี” 


แน่ล่ะ! ก็เขากับหล่อนไม่ได้รู้จักมักจี่กันมาก่อน แค่บังเอิญเจอกันจะให้ยืนคุยกันเป็นวรรคเป็นเวรก็คงไม่ใช่ และถ้าหล่อนเป็นผู้หญิงดีๆ ก็คงไม่มายืนเสวนากับผู้ชายหน้าดุ ท่าทางไม่น่าไว้ใจอย่างเขา ใช่ซี! หล่อนจะต้องเป็นผู้หญิงดี เขาเชื่อสายตาเฉียบคมของตัวเอง 


อีกอย่างหนึ่งที่สิงขรเชื่อก็คือ...วันหนึ่งเขาจะพบผู้หญิงที่ใช่ หากคนคนนั้นของเขาคือ...เธอ พรหมลิขิตจะต้องพัดพาให้มาพบเจอเขาอีกครั้งและครั้งหน้าเขาสาบานว่าจะไม่ปล่อยให้หญิงสาวผู้นี้เดินจากไปง่ายๆ อย่างเด็ดขาด 




เสียงดนตรีทุ้มๆ กับเบสหนักๆ จากลำโพงแขวนตัวใหญ่รอบทิศทางกระหึ่มดังแข่งกับเสียงร้องที่บ้างก็ผิดคีย์ บ้างก็คร่อมจังหวะ เสียงหัวเราะครื้นเครงดังขึ้นเป็นระยะ พนักงานเดินกันขวักไขว่ลุกขึ้นไปเติมเครื่องดื่มกับอาหารกันอยู่ตลอดเวลา ภายในห้องคาราโอเกะขนาดกลางเปิดไฟให้สว่างเพียงความสลัวราง แสงจากไฟสีแดงทำให้คนที่นั่งซึมเพราะอาการไข้อยู่ก่อนมึนๆ งงๆ ยิ่งขึ้นไปอีก ถึงขั้นต้องหลับตาเป็นพักๆ เพื่อระงับภาพที่หมุนติ้วในหัว 


เอื้องอลินยึดที่นั่งบนโซฟาตัวยาวสีแดงในซอกมุมเล็กๆ ทำหน้าที่เป็นกองเชียร์ให้กับเพื่อนนักศึกษาฝึกงานที่ผลัดกันออกไปโชว์พลังเสียงที่หน้าห้อง เธอทำเพียงส่งยิ้มเนือยๆ ตบมือไปตามจังหวะจนถึงคราวที่ยาแก้ไข้ออกฤทธิ์ชะงัด ร่างแน่งน้อยก็กระถดตัวเอนพิงเบาะกับอิงศีรษะกับพนักบุนวม เบื้องหน้าเป็นจานใส่อาหารแบบบุฟเฟ่ต์ที่ตักตั้งแต่เริ่มงานจนตอนนี้ก็ไม่ได้พร่องลงเลย ส่วนเครื่องดื่มก็จิบไปแค่เล็กน้อยเท่านั้น 


ความอ่อนเพลียบวกกับอาการไข้ที่ยังไม่หายดีทำให้หญิงสาวงีบหลับไปท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมและพลาดตอนผู้อำนวยการคนใหม่แวะมาทักทาย นักบริหารรุ่นใหม่ไฟแรงที่ใครต่อใครในโรงแรมต่างกล่าวขานถึงและรอจะเห็นหน้าค่าตาชัดๆ หลังจากรู้ข่าวว่าชายหนุ่มถูกส่งตัวมาจากเมนแลนด์ พรอพเพอร์ตี้ ซึ่งเข้ามาถือหุ้นส่วนใหญ่ของโรงแรมดุสิต คอร์ท แทนมิสเตอร์อเล็กซ์ 


ท่านผู้อำนวยการหนุ่มพูดคุยกับศรัยฉัตร พนักงานสาวรุ่นใหญ่ของแผนกต้อนรับกับนักศึกษาฝึกงานภายใต้การดูแลของหล่อนอย่างเป็นกันเองและร่วมร้องเพลงตามคำคะยั้นคะยอ ร่างสูงสง่าในชุดลำลองโทนสีขาวครีมหากก็ยังดูเนี๊ยบด้วยสไตล์ของเสื้อผ้าที่สวมใส่ยืนเหลียวซ้ายแลขวามองหาที่นั่ง ตั้งแต่มาถึงงาน เขาก็เดินทักทายพนักงานไปตามห้องต่างๆ กว่าสิบห้องจนมาถึงห้องสุดท้าย 


กว่าจะมาถึงห้องนี้เห็นได้ชัดว่าเขาตกเป็นที่สนใจของทั้งสาวน้อย สาวใหญ่ บางคนถึงกับเตรียมของขวัญ นำช่อดอกไม้มามอบให้จนรู้สึกประทับใจกับการต้อนรับที่อบอุ่น ทั้งๆ ที่หากพูดกันตรงๆ แล้วเขาก็คือนักธุรกิจที่เข้ามาเทคโอเวอร์โรงแรมจากผู้บริหารคนเก่า พนักงานก็ดูจะเข้าอกเข้าใจสภาพเศรษฐกิจที่พลิกผันทำให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนมือ เขาประกาศนโยบายแรกว่าจะไม่มีการคัดพนักงานชุดเดิมออก แต่จะฟื้นฟูโรงแรมแห่งนี้ไปด้วยกัน 


ชื่อเสียงของเขาทำให้พวกหล่อนอยากเห็นตัวจริงจึงไม่มีใครยอมพลาดงานเลี้ยงต้อนรับคืนนี้ แต่ดูจะไม่ใช่กับเธอคนนี้คนที่หลับใหลแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวตอนที่เขาก้าวเข้ามาในห้อง ร้องเพลงจนจบและกระทั่ง...ตอนที่เขาก้าวเข้ามาทรุดนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันก็ยังไม่รู้สึกตัว ชายหนุ่มเอียงศีรษะมองคนที่นั่งข้างๆ กัน เลิกแถบคิ้วหนาเข้มน้อยๆ ตามด้วยแววตาที่เป็นประกาย 


“......!” 


เจ้าของร่างบางสะดุ้งโหยงตอนข้อแขนเล็กๆ ที่วางพาดบนพนักโซฟาถูกฝ่ามือหนากุมทับ เธอชันตัวขึ้นนั่งตรงๆ โดยอัตโนมัติ ดวงตากลมโตเปิดรับแสงนัวๆ ที่ทำให้มองหน้าอีกฝ่ายได้ไม่ชัด หากในวินาทีถัดมาใบหน้าของเขาก็กระจ่างชัดขึ้น... 


“คุ คุณโปรด...!” อุทานแผ่วเบาด้วยความตกใจ แพขนตางอนสวยกะพริบปริบๆ เจ้าของชื่อผงกศีรษะน้อยๆ ตอบรับแล้วทำท่าจุปากเพราะไม่ต้องการให้ตกเป็นที่สังเกต 


ทว่าในชั่วโมงนี้ไม่มีใครสนใจหรอกว่า ท่านผู้อำนวยการ เลือกเข้ามาคุยกับนักศึกษาสาวโดยไม่ได้สนใจใครคนอื่น ด้วยเมื่อไรที่สุราเข้าปากจนได้ที่พวกเขาก็หลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่ง โลก...ที่เอื้องอลินก็เคยหลงเข้าไปมาแล้วครั้งหนึ่ง 


“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?” คำถามนั้นหลุดออกมาด้วยความสงสัย เขาเอียงศีรษะนิดๆ มองเจ้าหล่อนอย่างค้นคว้า 


เอื้องอลินไม่ได้สนใจเรื่องลูกชายคนรองของเจ้าสัวพะศินที่จะเข้ามาบริหารงานที่นี่เลยสินะ ทั้งที่ใครต่อใครก็พูดกันให้แซ่ดโดยเฉพาะบรรดานักศึกษาหญิงพวกนั้น หญิงสาวไม่เหมือนคนอื่นอย่างที่เขาคิดไว้ ไม่ได้สนใจผู้ชายสักคนเพียงเพราะชื่อเสียงหน้าตา หรือความมั่งคั่งร่ำรวย น่าเสียดายก็แต่...หล่อนตกอยู่ในมือของคนที่ไม่รู้จักคุณค่า เป็นเพชรเม็ดงามที่จมอยู่ในตม แต่ก็สว่างเฉิดฉายกับคนที่รู้ค่าของมันเสมอ 


“ผมมาเป็นผอ.ที่นี่” 


เขาบอกยิ้มๆ เหมือนกับรอยยิ้มแรกเริ่มที่เธอเคยได้รับเมื่อหลายปีก่อน และแม้จะประมวลผลช้าไปบ้างตอนท้ายก็ทำความเข้าใจได้ หญิงสาวยกมือเรียวบางขึ้นลูบใบหน้าที่รู้สึกชาๆ เบลอๆ หมายจะปัดไล่อาการเหล่านี้ทิ้งไป 


อ๊ะ! แล้วก็ต้องอุทานแผ่วหวิวเมื่อมือหนาใหญ่ที่วางอยู่เหนือข้อมือบอบบาง กุมทับจับแน่นขึ้นแล้วรั้งร่างบางให้ลุกขึ้นตามเขา ยืนยังไม่เต็มฝ่าเท้าเอื้องอลินก็ถูกประคองเข้าสู่อ้อมแขนอบอุ่น 


“ผมจะพาไปส่งบ้าน” ปรมัตถ์เสนอ แค่มองจากสีหน้ากับรับรู้ความร้อนซ่านที่แผ่ออกมาจากผิวกายอ่อนบางก็รู้ว่าเจ้าหล่อนไม่สบาย 


“คุณจะกลับได้ยังไง นี่เป็นงานของคุณนะคะ” 


“ตอนผมกลับมาพวกเขาก็ยังสนุกกันอยู่ แต่คุณนี่สิ กลับไปพักผ่อนได้แล้ว” สุ้มเสียงที่ถ่ายทอดออกมาเจือไปด้วยความจริงใจ แต่เอื้องอลินก็ยังไม่แน่ใจว่าการทำแบบนี้จะดีจริงๆ หรือ การที่เธอซึ่งเป็นนักศึกษาฝึกงานเดินออกไปพร้อมกับท่านผู้อำนวยการแค่สองต่อสองจะไม่เป็นที่สงสัยจนคนเอาไปวิพากวิจารณ์หรอกหรือ...? เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคิดนาน ชายหนุ่มก็กระชับเอวคอดบางเข้ามาใกล้อีกนิด 


“ผมเป็นผอ.นะ ไม่มีใครกล้าตำหนิผมหรอก เชื่อผมสิเอิง เดินไปเฉยๆ ไม่มีใครสังเกตหรอก” 


“ไปเถอะ เราจะแอบพวกเขาออกไปพร้อมกัน” 


ปรมัตถ์บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ เรียวตาคมกริบพร่างพราวขณะกดใบหน้าหล่อเหลาลงกระซิบกระซาบเหนือขมับอุ่น ยอมเปิดเผยตัวตนทำให้เห็นในอีกมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครได้เห็น มีอย่างหรือ...ชวนให้หนีออกจากงานทั้งที่เขามีตำแหน่งใหญ่โต แต่กลับทำตัวเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งและนั่นเองที่ทำให้หญิงสาวหลุดบ่นอุบออกมา 


“คุณโปรด นี่เอาแต่ใจตัวเองเหมือนกันนะคะ” คนถูกบ่นทำตาพราว เลิกแถบคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง 


หืม..มม เขาน่ะหรือ...เอาแต่ใจตัวเอง 


ชายหนุ่มเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคนเรียบร้อยอ่อนหวาน ขี้เกรงอกเกรงใจคนเป็นที่สุดอย่างเอื้องอลินจะกล้าพูดกับเขาแบบนี้ แต่การพูดตรงๆ แบบนี้ก็มีข้อดีตรงที่ทำให้้ความห่างในฐานะเดิมที่เขาเคยเป็นแค่เพื่อนของตรีกูลจนพลอยได้รู้จักกับเอื้องอลินไปด้วยถูกบั่นให้ใกล้กันเข้ามาอีกนิด ปรมัตถ์ยิ้มกว้าง หัวเราะออกมาอย่างถูกอกถูกใจ 


“คุณรู้ไหม...ความแต่ใจตัวเองของผม ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของพี่ชายผมเลยนะ นี่ถ้าคุณได้เจอพี่พัศสักครั้งมีหวังรับไม่ไหวแน่ๆ” 


‘พี่พัศ’ ชื่อที่ถูกอ้างถึง คุ้นและคล้ายเพิ่งจะผ่านสายตาไปเมื่อไม่นานมานี้เอง แล้วใบหน้าดุๆ ของชายหนุ่มที่เพิ่งเจอกันเมื่อตอนหัวค่ำก็ทำให้เธอนึกออก เอื้องอลินยิ้มออกมา เมื่อความจริงก็คือ...เธอได้เจอกับเขาคนนั้นแล้วน่ะสิ 


“แล้วถ้าเอิงบอกคุณโปรดว่า...เคยเจอพี่ชายคุณแล้วล่ะคะ” 


“หมายความว่ายังไงครับ เอิงไปเจอกับพี่พัศตอนไหน?” ปรมัตถ์ยิ่งฉงน หญิงสาวจึงหยิบนามบัตรที่ได้รับมาหมาดๆ ยื่นให้เขา 


“นี่ใช่นามบัตรของพี่ชายคุณโปรดหรือเปล่าคะ ถ้าใช่...วันนี้เอิงได้เจอคุณพัศพิมุขแล้วล่ะค่ะ” ปรมัตถ์ทวนชื่อกับนามสกุลที่พิมพ์หราอยู่ในนามบัตรสีขาวนวล ใบเล็กใบนั้น 


...ก็ใช่จริงๆ นี่เป็นนามบัตรของ พัศพิมุข สุริยวัฒน 


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอเสียงคนติดตาม นายหนวด (คุณพัศ) กับหนูเอิง ให้คนเขียนชุ่มชื่นหัวใจสักนิด 
ใครติดตามอยู่ เม้นต์ได้ ติติง กันได้นะคะ เค้ารอ... ^^
ส่วนตัวคนเขียนชอบคนห่ามๆ ปากเสียอย่างนายสิงห์อ้ะ 
แอบปันใจไปจากพระเอกสักพักแล้วกัน เดี๋ยวกลับมา...
ขอบคุณทุกคนอ่านที่คลิกเข้ามาเลยค่ะ 
                                                             Happy Holiday นะคะ :)
                                                                                    ดาลัน

Credit ภาพจาก Internet ค่ะ 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #65 tungkn4841 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2558 / 00:51
    เพราะความรักน้องสาวเป็นเหตุ  จึงไม่ยอมรับเหตุผลของผู้อื่น 
    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #65
    0
  2. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 / 17:25
    รีไรท์แล้วแซ่บมากค้าา ชอบมากกกก มาต่อเร็วๆนะคะ
    #64
    0
  3. #56 kung (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2558 / 11:54
    สรุป พัศพิมุข ปรมัตถ์ ตรีกูล เลวทุกคน เห็นแก่ตัวทำลายคนอื่นเพื่อน้องตัวเอง อ่านแค่นี้เดาเรื่องได้ตลอด
    #56
    0
  4. #45 tungkn4841 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 26 เมษายน 2558 / 03:43
    ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ เรื่องนี้ เอื้องอลิน ต้องถูกเข้าใจผิดแน่เลย

    รอไรเตอร์มา up ต่อ
    #45
    0