เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 4 : ตอน 1 : วิวาห์ลวง The Misleader < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,068
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    9 ก.พ. 59

    


               ปรมัตถ์ สุริยวัฒน์ (โปรด)                           พริมมาศ สุริยวัฒน์ (พริม)                             ตรีกูล วรวัฒน์ (ตรี)               


ตอน 1 

วิวาห์ลวง (The Misleader) 


สามชั่วโมงก่อน 


“ไปโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ลค่ะ” 


หลังจากผู้โดยสารสาวรายนี้บอกจุดหมายปลายทางแก่โชเฟอร์ หล่อนก็ยอบกายค่อนข้างบอบบางลง สอดตัวเข้าไปนั่งตรงเบาะด้านหลังคนขับอย่างเงียบๆ นับตั้งแต่นั้นภายในห้องโดยสารของแท็กซี่ ก็สงัด...ปราศจากบทสนทนาใดๆ 


ชายคนขับวัยสี่สิบเศษๆ เอี้ยวตัวไปมองผู้โดยสารของตนแค่วินาทีสั้นๆ เป็นเพียงแวบเดียวก็จริงแต่ก็ทำให้เห็นความงดงามของเธอผู้นี้ ผู้โดยสารของเขาเป็นสตรีวัยยี่สิบต้นๆ เจ้าหล่อนมีวงหน้าเรียวรูปไข่ ดวงตากลมโตสีน้ำผึ้งที่เพียงสบก็พานพบรอยซึ้งหวานปนเศร้าแบบที่มิอาจบรรยายเป็นคำพูด ริมฝีปากของหล่อนเป็นรูปกระจับโค้งนิดๆ รับมุมปากที่ยามนี้เคลือบบางๆ ด้วยลิปสติกกรอสสีชมพูหวานซึ่งคอยแต่จะเม้มเข้าหากัน 


...กับการแต่งเนื้อแต่งตัวแบบที่พร้อมออกงานสังเกตจากชุดราตรียาวสีโอลโรสบนเรือนร่างสมส่วน เครื่องประดับที่หล่อนสวมใส่รวมไปถึงการจัดแต่งหน้าผมจนงดงามแทบจะทุกกระเบียด 


จังหวะรอสัญญาณไฟ พลขับแดนอีสานเงยหน้าขึ้นแล้วเหลือบมองหญิงสาวทางกระจกมองหลัง แววตาสงสัย 


หญิงสาวมีดวงตาหม่นเหม่อ พยายามซุกซ่อนรอยน้ำตาจนเบ้าตาทั้งสองเป็นสีก่ำ นัยน์ตาสุกสกาวทว่าฉาบฉายไปด้วยแววหวั่นไหวตามคลื่นอารมณ์ที่ถาโถมจากข้างใน ปลายจมูกโด่งเล็กของหล่อนเชิดขึ้นนิดๆ เม้มปากแน่นอย่างคนที่กำลังกลั้นน้ำตา หากว่ายิ่งอดกลั้นมากเท่าไรยิ่งเหมือนว่ามันจะทะลักล้นออกมามากกระนั้น 


“เอ่อ เป็นอะไรหรือเปล่าครับ หรือว่าคุณรีบ...ข้างหน้าพอจะมีทางลัดอยู่ เดี๋ยวผมจะเหยียบให้สุดๆ ก็แล้วกัน” 


พลขับปลอบด้วยสำเนียงแปร่งๆ หลังจับสีหน้ากังวลของผู้โดยสารสาว คิดเอาเองว่าหล่อนคงจะกลัวไปร่วมงานไม่ทัน ยิ่งถ้าหล่อนอยู่ในฐานะเจ้าสาวด้วยแล้ว ป่านนี้เจ้าบ่าวของหล่อนคงรออย่างร้อนใจอยู่เป็นแน่ 


“ขอบคุณค่ะ” เอ่ยตอบเสียงแผ่วเบา 


“นี่กำลังจะไปงานแต่งงานใช่ไหมครับ แต่งตัวเสียสวยเชียว ใครได้เป็นเจ้าบ่าวโชคดีโขอยู่นะครับคุณ” 


คนชมยิ้มซื่อๆ หากว่ารอยยิ้มนั้นกำลังบาดไปทั้งใจคนฟัง ประโยคคำถามธรรมดาๆ ทว่าสำหรับเธอแล้วไม่ต่างจากหอกดาบทิ่มแทง ซ้ำยังปักนิ่งสนิทกลางอก เจ็บปวดจนมิอาจเอื้อนเอ่ยตอบคำ เธอนิ่งอึ้งปล่อยความเงียบครอบคลุมห้องโดยสารจนเมื่อสติกับลมหายใจกลับคืนมาก็เบือนมาสบสายตาที่สะท้อนอยู่ในกระจกมองหลัง 


“อ้าว...คุณ!” 


เขาอุทานหน้าเหวอเมื่อเห็นใบหน้าอ่อนใสก่ำแดงกว่าเก่า ดวงตาคู่หวานเมื่อแรกสบยามนี้ชื้นเปียก หยดใสๆ รื้นเรื่อเกาะพราวทั่วแพขนตา มันเป็นภาพของคนที่เจ็บปวดแสนสาหัส แต่มิได้ร่ำไห้ฟูมฟาย ความอัดอั้นทั้งหมดทั้งมวลถูกกักขังอยู่ภายในหัวใจบอบช้ำที่จำต้องซ่อนอาการ ท่าทางแปลกๆ ของหล่อนทำให้ชายคนขับตกใจไม่น้อยจึงโพล่งถามออกไปด้วยความเป็นห่วง 


“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่าครับคุณ หรือว่า...จะเปลี่ยนให้ผมพาไปโรงพยาบาล?” 


“ไม่ค่ะ ไม่ต้อง” หญิงสาวคลอนศีรษะเร็วๆ เบือนใบหน้าลงต่ำ หลบเลี่ยงที่จะเป็นเป้าสายตา หลบเลี่ยงคนอื่นได้ก็จริงแต่ไม่อาจหลีกลี้จากความจริง เมื่อหล่อนกระพริบตาถี่ๆ หมายขับไล่ความสับสนที่มีพลันหยดใสที่เอ่อท้นก็ร่วงพราวจากเบ้า...สู่ผิวแก้มร้อนผะผ่าว บางหยดกระเซ็นสายลงสู่กระดาษสีครีมแผ่นเล็กๆ ในมือ 


คนที่นั่งอยู่ตอนหน้าของรถแท็กซี่ถึงกับผงะด้วยความตกใจ เขาละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยยกขึ้นมาเกาศีรษะแกรกๆ งุนงงแต่ก็ไม่กล้าปริปากถามอะไรออกมาอีก 


“รีบไปโรงแรมเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันงาน” หล่อนสูดปากรับเอาอากาศช่วงยาวๆ เข้าปอด เก็บกลั้นอาการสะอื้นไหวแล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงเครือๆ 


“ครับๆ” เมื่อหญิงสาวตกลงปลงใจเช่นนั้น คนข้างหน้าก็ได้แต่ผงกศีรษะหงึกๆ รับคำ ถัดจากนั้นไม่ได้ยินเสียงหวานปนสั่นเครือกล่าวอะไรออกมาอีกเลย หล่อนทำเพียงนั่งนิ่งๆ ไม่ไหวติง ไม่ต่างจากรูปสลัก งดงามแต่ก็เหมือนไร้ซึ่งชีวิตชีวา 




'กำลังจะไปงานแต่งงานใช่ไหมครับ แต่งตัวเสียสวยเชียว ใครได้เป็นเจ้าบ่าวโชคดีโขนะครับคุณ' 


...เมื่อครู่เธอน่าจะมีรอยยิ้มต่อคำชมนั้น น่าจะยินดีต่อวันสำคัญวันนี้ แต่เธอจะทำได้อย่างไรโดยที่ไม่เจ็บ 


งานแต่งงานที่ถูกกล่าวอ้าง ครั้งหนึ่ง...เคยเป็นความงดงามที่เธอปรารถนาจะมีร่วมกับเขา แต่ในตอนนี้มันช่างแตกต่างเสียเหลือเกิน คำๆ เดิมแต่กลับเสียดแทงหัวใจได้ดั่งหนึ่งของแหลม ทิ่มตำให้ทรมานจนลืมกระทั่งวิธีหายใจและเพียงคำๆ เดียวนี้เองที่ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเธอไม่มีทางจะมีวันนั้นร่วมกับเขาได้อีก 


ตรีกูล คิดอย่างไรถึงชวนคนรักเก่าอย่างเธอไปร่วมงานแต่งงานของเขา บอกตามตรงเธอเองก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ...เธอตอบรับคำเชิญของเขาทั้งที่เจ็บปวด การมาร่วมงานวันนี้อาจทำให้หัวใจที่ย่อยยับแหลกสลายยิ่งกว่าเดิม แต่ความจริงที่ต้องพบพานด้วยสายตาตัวเองเท่านั้นที่จะทำให้เธอตัดใจจากเขาได้อย่างถาวร 




วงดนตรีเครื่องสายประเภทบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ๔ ชิ้นหรือที่เรียกว่า Quartet Band ประกอบด้วยไวโอลิน วิโอลากับเชลโล ตอนนี้เป็นเวลาที่นักดนตรีในชุดสูทสากลสีเทาเข้มสี่คนทำการแสดงอยู่บนฟลอร์ ในพื้นที่ขนาดย่อมๆ ซึ่งมีการยกระดับความสูงจากพื้นขึ้นไปเล็กน้อย พวกเขาร่วมกันทำหน้าที่ขับกล่อมแขกภายในงานด้วยท่วงทำนองแสนซึ้ง 


บริเวณโถงกว้างจัดเป็นส่วนต้อนรับไว้รับรองแขกเหรื่อก่อนจะนำเข้าสู่ห้องบอลรูมซึ่งเป็นห้องสำหรับพิธีการ นอกจากจะมีวงควาเต็ดคอยบรรเลงเพลงหวานๆ สร้างบรรยากาศรื่นรมย์แล้ว ยังมีการตกแต่งด้วยดอกไม้สดอย่างลิลลี่ กุหลาบ เน้นโทนสีชมพูอมม่วงและขาว สีโปรดของเจ้าสาว รอบๆ ห้องรายล้อมด้วยโต๊ะสูงท้อปกลมที่จัดวางอาหารแบบคอกเทลไว้คอยบริการผู้ที่มาถึงงานก่อนเวลาซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นนักข่าว 


งานแต่งงานในค่ำคืนนี้จัดขึ้นภายในโรงแรมระดับห้าดาว ติดแม่น้ำเจ้าพระยา นับได้ว่าเป็นงานยิ่งใหญ่แห่งปีที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากสื่อหลายแขนง เนื่องด้วยเจ้าสาวของงานเป็นถึงบุตรสาวคนเล็กของ เจ้าสัวพะศิน สุริยวัฒน์ นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลหนึ่งในผู้นำแวดวงอสังหาริมทรัพย์ของไทย และเป็นประธานกรรมการบริษัทในเครือเมนแลนด์ พรอพเพอร์ตี้ (Mainland Property PCL.หรือ MP.) 


สำหรับวันนี้ ภาคเช้าเป็นพิธีสงฆ์ มีการทำบุญเลี้ยงพระและรับพรเพื่อความเป็นสิริมงคลของบ่าวสาว จากนั้นเป็นพิธีสวมแหวนตามด้วยเชิญนายทะเบียนมาเป็นสักขีพยานในการจดทะเบียนสมรส พิธีการช่วงเช้าจัดขึ้นที่คฤหาสน์ของฝ่ายหญิงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ส่วนค่ำวันนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสสุดอลังการที่ออกแบบโดยนักจัดงานแต่งงาน (Wedding Planner) แถวหน้าของวงการเมืองไทยซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเจ้าสาวเอง 


แขกผู้มีเกียรติส่วนใหญ่ถูกเชิญมาร่วมงานโดยญาติฝ่ายหญิง หลายคนมาเพราะรู้จักมักคุ้นในตัวเจ้าสัวพะศิน อีกหลายรายเคารพนับถือกันอย่างมิตรสหายและเป็นพันธมิตรอันดีทางธุรกิจ ที่เหลือเป็นกองทัพนักข่าวที่ติดตามความเคลื่อนไหวของเขา ก็ด้วยเจ้าสัวเฒ่ากำลังมองหาลู่ทางลงเล่นการเมืองในอนาคตอันใกล้นี้ 


และอีกกลุ่มหนึ่งเพราะตัวหล่อนเอง พริมมาศ หรือ พริม เจ้าสาววัยยี่สิบสี่ปีที่เพิ่งเดินทางกลับเมืองไทยพร้อมใบปริญญาบัตรระดับมหาบัณฑิตด้านการบริหารจัดการ เจ้าหล่อนเป็นที่จับตามองในฐานะทายาทคนเล็กของตระกูลสุริยวัฒน์ที่กำลังจะขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารลำดับสามของเครือเอ็มพี รองจากบิดาและพี่ชาย 


ส่วน ตรีกูล วรวัฒน์ เจ้าบ่าวของหล่อนเป็นชายหนุ่มรูปงามอนาคตไกล ทั้งสองพบรักกันตอนหญิงสาวเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนชายหนุ่มเดินทางไปดูงาน จากนั้นตรีกูลก็สานสัมพันธ์ต่อเมื่อกลับเมืองไทยกระทั่ง...ขอพริมมาศแต่งงาน ถึงจะเป็นเวลาไม่นานที่ได้รู้จักกันพริมมาศกลับตกลงปลงใจโดยไร้ข้อกังขาที่จะแต่งงานกับเขา 


การแต่งงานแบบสายฟ้าแลบจึงเกิดขึ้นโดยที่ญาติฝ่ายหญิงไม่มีใครได้ทันตั้งตัว ทว่าอุปนิสัย 'อยากได้...ต้องได้' ของพริมมาศแล้วย่อมต้องได้ในสิ่งที่หล่อนปรารถนาเสมอ 




รอยยิ้มเก๋ระบายตรงมุมปากรูปกระจับรับกับแววระริกไหวที่ฉายวับในดวงตากลมโตยามพิศมองภาพสะท้อนของตนผ่านกระจกเงาบานใหญ่เหนือโต๊ะเครื่องแป้ง ภายในห้องสวีทหรูซึ่งใช้เป็นห้องเก็บตัวเจ้าสาว 


วันนี้เป็นวันของหล่อนโดยแท้ ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะงดงามเกินหน้าพริมมาศที่ดูสง่างามในชุดราตรีราคาเรือนล้าน ชุดแต่งงานที่ได้รับการออกแบบแล้วสั่งตัดพิเศษจนเหมาะเจาะกับรูปร่างเพรียวระหง สมส่วน ใบหน้าหวานคมสื่อถึงชาติกำเนิดที่อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกเสี้ยวคือเสน่ห์ที่ดึงดูดทุกคู่สายตา ใบหน้ารูปไข่เนียนสวย ยิ่งถูกแต่งเแต้มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์ดังก็ยิ่งช่วยประทินโฉมให้พริมมาศงดงามราวกับเจ้าหญิง 


พริมมาศจุดยิ้มอิ่มเอมยามพินิจตนเอง นี่ล่ะที่หล่อนปรารถนา การได้ครองคู่กับชายหนุ่มอย่างตรีกูล การได้เป็นเจ้าสาวแสนสวยและน่าอิจฉาที่สุด หญิงสาวยืดกายบอบบางในชุดราตรียาวสีขาวนวล เล่นเทคนิคด้วยการตกแต่งผ้าลูกไม้นำเข้าจากอิตาลี ผสมผสานกับงานปักมุกฝีมือเยี่ยมโดยเวดดิ้งแพลนเนอร์สาวอันดับต้นๆ ของเมืองไทยแล้วยืนขึ้น 


อลีนา ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและแม่งานในครั้งนี้รู้จักอุปนิสัยเจ้าสาวของงานเป็นอย่างดี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่หล่อนต้องมายืนกำกับช่างแต่งหน้าทำผมเองทุกขั้นตอน ด้วยรู้ดีว่า 'คุณหนูอย่างพริมมาศ' หล่อนต้องสมบูรณ์แบบที่สุด มิเช่นนั้นแล้วหล่อนไม่มีวันยอมออกไปพบหน้าแขกเหรื่อกับนักข่าวอย่างแน่นอน 


วัดจากงานสังคมธรรมดาๆ ก่อนหน้านี้ที่พริมมาศสั่งให้ห้องเสื้อชื่อดังออกแบบชุดให้หล่อน โจทย์คือต้องตัดเย็บให้เสร็จภายในสามวันด้วยการยอมจ่ายไม่อั้น แล้วนับประสาอะไรกับงานสำคัญที่สุดในชีวิตลูกผู้หญิงอย่างเช่นวันนี้ มีหรือที่หล่อนจะไม่พิถีพิถัน ไม่มีทางเสียล่ะ! 


“โอเคหรือยัง? ใกล้เวลาแล้วด้วยเดี๋ยวพี่โปรดก็คงมาตาม” เจ้าสาวคนงามมีท่าทีร้อนใจ ดวงตาสีแปลกแบบผู้มีเชื้อสายตะวันตกนิดๆ พราวระยับไปด้วยรอยตื่นเต้น 


“เป๊ะ! อย่างนี้แหละที่ฉันต้องการ” 


นั่นเป็นเสียงของ ลีน่า ที่กำลังดีดนิ้วดังเป๊าะ หลังช่างแต่งหน้ากรีดขอบตาล่างให้เจ้าสาวครบทั้งสองข้างแล้วหันมาปัดแก้มเพิ่มอีกเล็กน้อยก่อนจะลงมือเก็บเครื่องสำอางเข้ากล่องอลูมิเนียมสีเงินขนาดใหญ่ที่กองอยู่หลายใบ 


“ไหนลองยืนขึ้นซิยัยพริม ขอดูแบบเต็มตัวหน่อย เอ้า...หมุนตัวหนึ่งรอบจ๊ะ” อลีนาสั่ง 


พริมมาศส่ายศีรษะรำคาญแต่ก็ยอมทำตาม หญิงสาวสอดมือเข้าไปจับใต้ชายกระโปรงยาวย้วย รวบขึ้นแล้วหมุนตัวไปรอบๆ ห้องให้เพื่อนสาวพิจารณา อลีนากอดอก แตะนิ้วกับปลายคางมนอย่างคนใช้ความคิด...เสี้ยววินาที ก่อนจะผงกศีรษะขึ้นลงแล้วยิ้มเก๋ที่มุมปาก 


“เพอร์เฟคสุดๆ แล้วล่ะย่ะ” 




ก๊อกๆ 


เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าห้อง เรียกความสนใจจากสองสาวก่อนที่พวกหล่อนจะหันมาอมยิ้มให้กัน ดวงตาระริกไหวด้วยเป็นที่รู้กันว่าต้องมีใครสักคนมาตามตัวหล่อนไปทำหน้าที่เจ้าสาวแล้ว 


แอ๊ด..ดด 


เบื้องหลังประตูบานนั้น บุรุษรูปร่างสูงโปร่งในชุดสูทสากลโทนน้ำตาลอมแดงกำลังยืนรอในท่าสบาย สีหน้าของเขาแช่มชื่นเบิกบาน ดูสบายอกสบายใจในวันที่น้องสาวคนเดียวจะเป็นฝั่งเป็นฝา แม้ว่ามันจะเป็นความรู้สึกผสมปนเปที่มีทั้งโล่งอกทั้งห่วงใยในฐานะพี่ชายที่ยังไม่อยากปล่อยน้องคนเล็กออกไปพ้นอกก็ตาม 


ทว่าใครจะปฏิเสธความต้องการของพริมมาศได้ล่ะ เขาจึงเลือกที่จะยินดีไปกับหล่อนมากกว่า...จะคัดค้านหัวชนฝาอย่างพี่ชายคนโต 


ปรมัตถ์ ยืนรออยู่อึดใจ บานประตูก็ถูกเปิดออกเพื่อต้อนรับเขา ชายหนุ่มก้าวสม่ำเสมอเข้ามาในห้องนั้น ความสูงที่มากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรส่งให้เขาดูสง่าผ่าเผย ใบหน้าเรียวยาวแตะแต้มรอยยิ้มบางๆ อยู่เป็นนิจ รอยหยักนิดๆ ตรงริมฝีปากสีอ่อนยามแย้มยิ้มกับเรียวตาคมคายสีน้ำตาลเข้มเกือบดำคู่นั้นยิ่งมองยิ่งถูกหลอมละลาย 


“พร้อมหรือยังจ๊ะ เจ้าสาว” ชายหนุ่มถามเย้าด้วยรอยยิ้มอบอุ่น อลีนายิ้มกว้าง หล่อนเป็นคนเดินมาเปิดประตูรับพี่ชายเพื่อนก่อนจะเบี่ยงตัวหลบฉาก เปิดทางให้คนถามได้เห็นพริมมาศในชุดเจ้าสาวเต็มตา เรียวตาคมคายของชายหนุ่มเต็มไปด้วยรอยชื่นชมเอ็นดู 


“พี่โปรด” พริมมาศครางชื่อพี่ชายแผ่วๆ ระบายยิ้มหวาน ในดวงตาของหล่อนมีประกายแห่งความสุขระยับอยู่ในนั้น 


“วันนี้น้องสาวของพี่สวยมากจริงๆ สวยที่สุด...เท่าที่พี่เคยเห็นในบรรดาเจ้าสาวเลยล่ะ” ปรมัตถ์เอ่ยชมซึ่งๆ หน้าจนคนเป็นน้องยิ้มเขิน แก้มนวลถูกเร่งสีขึ้นทั้งสองข้าง พริมมาศคลี่ยิ้มพร้อมกับโผเข้าสวมกอด พี่ชายอ้าแขนรับโอบกอดร่างบางไว้ทั้งตัวแล้วกดจูบลงที่ขมับน้องสาวอย่างนุ่มนวล 


“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณพี่โปรดที่อยู่เคียงข้างน้องสาวคนนี้มาตลอด” 


“เป็นอย่างไรบ้างล่ะเรา เหนื่อยไหม นอนดึกมาหลายคืนแล้วยังต้องตื่นแต่เช้ามาแต่งหน้าแต่งตัวอีก” เอ่ยถามเสียงอาทร 


“ยังไหวค่ะ งานแต่งของพริมทั้งทีก็ต้องอดทนหน่อยสิคะ แล้วก็ไม่ใช่พริมคนเดียวที่เหนื่อย พี่โปรด คุณพ่อ คุณนิฐ ยัยลีน่าแล้วก็ทุกคนที่เป็นกำลังใจให้พริมก็เหนื่อยเหมือนกัน ว่าแต่...ข้างล่างเป็นอย่างไรกันบ้าง ยุ่งกันมากไหมคะ” 


“คุณพ่อกับคุณนิฐคอยรับแขกกันอยู่ ท่านเลยให้พี่ขึ้นมาตามพริมกับนายตรีให้ลงไปช่วยรับรองแขกผู้ใหญ่ได้แล้วน่ะ” 


“งั้นก็ไปกันเลยสิคะ พริมพร้อมแล้วค่ะ” หญิงสาวพยักพเยิดด้วยรอยยิ้ม หล่อนก้าวเข้ามาคล้องแขนพี่ชายอย่างกระตือรือร้น อีกฝ่ายส่ายหน้าน้อยๆ พลางรั้งร่างบอบบางให้ยืนกับที่ 


“เดี๋ยวพริมลงไปกับลีน่าก่อน พี่จะไปตามนายตรีที่ห้องแล้วจะรีบตามไป” 


“งั้นก็ได้ค่ะ พี่โปรดรีบพาพี่ตรีตามลงไปนะคะ” 


หญิงสาวคนน้องเขย่งตัวขึ้นเล็กน้อยกระนั้น...เธอก็ยังสูงแค่ระดับอกพี่ชาย พริมมาศจึงใช้มือเรียวบางโน้มท้ายทอยของเขาลงมาเพื่อจูบเบาๆ ที่แก้มซ้าย เป็นการขอบคุณกับแสดงความรักที่มีต่อปรมัตถ์โดยไม่แคร์สายตาคนนอก 


คนนอก อมยิ้ม อลีนาพูดได้เต็มปากว่าอิจฉาพริมมาศเอามากๆ นึกอยากเกิดเป็นน้องสาวของผู้ชายที่ชื่อ ปรมัตถ์ สุริยวัฒน์ ตงิดๆ เพราะจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการใกล้ชิดกับเขา อย่างที่เพื่อนของหล่อนกำลังทำอยู่ตอนนี้ 


“พี่ไปนะ” ปรมัตถ์พยักพเยิดพลางบ่ายหน้าไปฝากฝังน้องสาวกับอลีนา คืนนี้ตัวเธอเองก็มีหน้าที่สำคัญนั่นคือ...การเป็นเพื่อนเจ้าสาว เช่นเดียวกับเขาที่ต้องเป็นทั้งพี่ชายเจ้าสาวแล้วยังต้องทำหน้าที่เพื่อนเจ้าบ่าวด้วย 


ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาเรือนเหล็กที่ข้อมือแล้วก้าวฉับๆ ออกจากห้องสวีท ลงลิฟต์ไปยังชั้นจัดงาน เพียงแต่ที่หมายของเขาเป็นห้องแต่งตัวของเจ้าบ่าวซึ่งอยู่ชั้นเดียวกัน ปรมัตถ์เดาว่าอีกฝ่ายน่าจะเตรียมตัวพร้อมแล้ว ทว่าสิ่งที่เขาคิดไว้ถูกเพียงครึ่งเดียว 


ตรีกูลนั้นพร้อมในชุดทักซิโดสีขาว ดูพิถีพิถันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เป็นไปตามอุปนิสัยที่ต้องดูดีทุกกระเบียดและทุกสถานการณ์ไม่ต่างไปจากเจ้าสาวของเขา งานแต่งงานในครั้งนี้จึงทุ่มทุนมหาศาลไปกับการเตรียมงานไม่ว่าจะเรื่องสถานที่หรือชุดแต่งงานทั้งภาคเช้าและงานเลี้ยงกลางคืน 


รสนิยมที่ใกล้เคียงกันนี่เองทำให้เขากับพริมมาศคิดเห็นตรงกันและเข้ากันได้เป็นอย่างดี ต่างกันก็ตรงที่...ฝ่ายหญิงเกิดมาบนกองเงินกองทองจึงใช้ชีวิตอย่างฟุ้งเฟ้อ สะดวกสบาย แต่ฝ่ายชายนั้นมิได้มีถึงครึ่งแต่ทะเยอทะยานอยากเกินตัว ในความเหมือนเต็มไปด้วยความแตกต่างจนเขาไม่แน่ใจว่าพริมมาศจะมีความสุขในชีวิตคู่ร่วมกับตรีกูล 


ปรมัตถ์ปัดความคิดฟุ้งซ่านของตนออกไปตั้งแต่ก้าวออกจากลิฟท์ สั่งตัวเองให้คิดเสียว่าเพื่อความสุขของน้องแม้จะไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องทำใจยอมรับ แม้ไม่เหมาะ ไม่คู่ควรก็ต้องเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เสีย ไม่นานเขาก็หยุดกึกที่หน้าประตูก่อนจะก้าวเข้าไปในห้องนั้นโดยไม่มีการเคาะเตือน แล้วก็พบว่าตรีกูลกำลังยืนเหม่อ ทิ้งสะโพกสอบกับขอบโต๊ะเครื่องแป้งนิ่งค้างอยู่เช่นนั้น 


เสียง ‘แอด’ ยาวๆ ตอนที่เขาเปิดประตูเข้ามาไม่ได้รับความสนใจ จนเมื่อก้าวเข้ามายืนตรงหน้าสติของอีกฝ่ายจึงเพิ่งนึกรู้ 


“โปรด! นายน่ะเอง หมะ แหม...ตกใจหมด” 


ตรีกูลสะดุดลมหายใจตัวเอง ร่างสะดุ้งไหวจนเกิดพิรุธ เพื่อนเจ้าบ่าวก้าวเข้าไปยืนใกล้ๆ จับสีหน้าค่อนข้างซีดกับแววตาเก้อๆ ของคนอยู่ก่อนด้วยความแปลกใจ 


“เออ ฉันเอง แต่งตัวเสร็จแล้วทำไมแกยังไม่ลงไปที่งานอีก ปล่อยให้แขกผู้ใหญ่ถามหาเจ้าบ่าวกันให้วุ่น มัวทำอะไรอยู่” 


ปรมัตถ์ถามเป็นเชิงตำหนิ เสียงเข้มๆ ของเขาเรียกใบหน้าชาวูบของเจ้าบ่าวให้เบือนกลับมา เรียวตายาวรีวูบไหวประหนึ่งซุกซ่อนบางอย่างไว้ ทว่าไม่มิด 


“ก็ว่าจะลงไปอยู่นี่แหละ แต่พอดี...มีโทรศัพท์เข้ามาเสียก่อน” คนฟังไหวบ่า เลิกแถบคิ้วนิดๆ กับคำตอบที่ไม่สมเหตุสมผลนัก 


“เออ” โทรศัพท์...แล้วยังไง? 


“ใครโทรมาตอนนี้ ใช่พวกไอ้กรที่ไม่ได้มางานหรือเปล่า? เดี๋ยวค่อยคุยกับมันหลังพิธีเสร็จก็แล้วกัน ไปซิ อย่าปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนาน” 


“ก็...เอ้อ” ตรีกูลอึกอัก ใบหน้าไร้สีสัน 


หากว่ายังไม่ทันขาดคำของปรมัตถ์ สายเรียกเข้าที่ทึกทักเอาเองว่าเป็น 'ไอ้กร' ก็โทรเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ตรีกูลสะดุ้งโหยง ใบหน้าเผือดซีดกว่าเดิม อาการร้อนรน เหงื่อแตกซิกทำให้อีกฝ่ายสงสัยหนักขึ้นและไม่รอช้าที่จะหาเหตุผล ปรมัตถ์ยื้อมือถือของตรีกูลไปถือไว้สลับกับก้มลงดูรายชื่อผู้ที่โทรเข้ามา 


ไม่มีชื่อ แต่เป็น...หมายเลข ๐๘๓ - ๖๖๗ - ๐๒๒๑ 


“ทางนี้ฉันจัดการเอง ส่วนแกลงไปที่งานได้แล้ว คุณพ่อกับยัยพริมรออยู่” พี่ชายเจ้าสาวสั่งเสียงเข้ม 


“เดี๋ยวก่อน! เดี๋ยวๆ ไอ้โปรด แกฟังฉันก่อน” 


ตรีกูลร้องเสียงหลงจะคว้ามือถือคืนแต่ไม่ทันกับที่เพื่อนหนุ่มกดรับสายแล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแนบหู แล้วเพียงไม่กี่วินาทีสีหน้าของปรมัตถ์ก็เปลี่ยน ดวงตาเข้มคมภายใต้แถบคิ้วหนาเบิกขึ้นเล็กน้อยเต็มไปด้วยความคาดไม่ถึง เรียวตาคมกริบค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเครียดขึ้งเมื่อทราบเรื่อง มือหนากำเครื่องมือสื่อสารจนชื้นเหงื่อด้วยอาการสั่นน้อยๆ สายตาที่มองไปยังเพื่อนรักเคร่งขมึงแฝงอารมณ์โกรธระคนดูแคลนต่อการกระทำของเขา 


“......” เมื่อไม่มีเสียงด่าทอจากปากปรมัตถ์ คนทำผิดก็ยิ่งใจเสีย “ไอ้โปรด...” 


“แกรู้ใช่ไหมว่าแกต้องช่วยฉัน ไม่อย่างนั้นวันนี้ฉันไม่ได้แต่งงานกับน้องพริมแน่ๆ” เจ้าบ่าวละล่ำละลักขอร้องพร้อมเขย่าแขนปรมัตถ์จนคลอน 


“นะ ไอ้โปรดนะ” คนถูกขอร้องกัดกรามกรอดๆ นึกอยากเขวี้ยงโทรศัพท์มือถือใส่หน้าเอาให้คนร้องขอเสียโฉมซะเดี๋ยวนั้นจะได้ไม่ต้องไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้หญิงคนไหนได้อีก 


“หึ! จำเป็นด้วยเรอะ อย่างแกไม่สมควรได้แต่งงานกับน้องสาวฉันด้วยซ้ำ ไอ้เพื่อนเฮงซวย” 


“เดี๋ยวก่อนสิโปรด ฟังฉันก่อน งานวันนี้จะล้มเลิกไม่ได้นะเพื่อครอบครัวแกเพื่อครอบครัวฉัน แกอยากให้ครอบครัวของเราถูกนักข่าวเอาเรื่องนี้ไปเขียนใส่สีตีข่าวจนน้องพริมต้องอับอายคนทั้งเมืองเหรอวะ” อีกฝ่ายยังนิ่งอึ้งกับถ้อยคำหว่านล้อม 


“ถ้าแกไม่เห็นแก่ฉันก็ขอให้เห็นแก่น้องพริมเถอะ ช่วยฉันด้วยนะโปรด ฉันไม่อยากเสียน้องพริมไป ฉันยอมไม่ได้จริงๆ” 


ตรีกูลวิงวอน คนฟังก็จึงยิ่งเดือดดาลจนเกินระงับ หากพริมมาศสำคัญมากมายขนาดนั้น ก็แล้วไยเพื่อนของเขาจึงทำเช่นนี้ได้เล่า...? 


“แกบอกว่ารักยัยพริมแต่ก็ยังทำเลวๆ อย่างที่แล้วมา แกหลอกฉันหลอกยัยพริมว่าเคลียร์อดีตของแกสะอาดหมดจดแล้ว แต่นี่อะไรนี่มันนรกชัดๆ” ปรมัตถ์สบถด้วยความคับแค้น โกรธเคืองตรีกูลมากและที่รองลงมาก็คือตัวเขาเอง 


ไม่น่าเลย...เขาไม่น่ายินยอมให้เพื่อนที่ขึ้นชื่อเรื่องเจ้าชู้อย่างตรีกูล มาเป็นคู่ครองของพริมมาศ 


เขาน่าจะขัดขวางให้ถึงที่สุด เขาไม่น่าเลือกยืนข้างผิดเลยจริงๆ 


“ฉันขอโทษจริงๆ ว่ะฉันไม่คิดนี่ว่าแค่การ์ดใบเดียวจะทำให้มีปัญหา ใครจะทันคิดในเมื่อเรื่องก็นานมาแล้วนอกเสียจากฝ่ายนั้นตัดใจจากฉันไม่ได้เอง ฉันผิดตรงไหนที่อยากคบหาอย่างเพื่อนถึงจะเลิกรากันแล้วไม่จำเป็นต้องเกลียดกันนี่หว่า ฉันสาบานได้ว่าไม่เคยติดต่อหล่อนอีกตั้งแต่เจอพริมที่สวิส” 


“แกก็รู้ว่าฉันเลือกน้องสาวแกแล้ว คิดว่าฉันจะโง่เง่าเลือกก้อนกรวดมากกว่าผู้หญิงที่มีค่าอย่างน้องพริมได้ยังไง ไม่มีทางซะหรอก” 


ตรีกูลบอกหนักแน่น อีกฝ่ายขยิบตามองความไม่เชื่อถือนั้นมีมากกว่า กระนั้น... 


“ฉันจะทำใจให้เชื่อว่ายัยพริมมีค่ากับแกมากจนแกทิ้งนิสัยเลวๆ ที่เคยทำได้ ฉันจะเชื่อว่าแกเป็นคนใหม่แล้ว ฉันจะจำคำของแกไว้นะไอ้ตรี ส่วนแกก็จำคำของฉันให้ขึ้นใจว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่แกจะทำผิดพลาดต่อน้องสาวฉัน เพราะฉันจะไม่ยืนอยู่ข้างแกอีก” ปรมัตถคำรามฮึ่มฮั่มในลำคอ 




ตึ่กๆ ตึ่ก...ก 


เสียงหัวใจลั่นเป็นจังหวะระรัวแม้กระทั่งตัวเธอเองก็ไม่อาจบังคับให้เป็นปกติได้ วินาทีแรกที่ก้าวเข้าสู่โรงแรมว่ายากแล้วการเดินออกจากลิฟต์ไปยังห้องจัดเลี้ยงนั้นยากยิ่งกว่า ร่างแบบบางในชุดราตรียาวให้ความรู้สึกหนักอึ้งเสมือนชุ่มน้ำ ขาทั้งสองข้างมิได้ย่างก้าวไปอย่างใจคิด หัวใจหรือก็ชืดชา...เจ็บปวดจนต้องสูดลมหายใจเข้ายาวลึก หยดน้ำตาที่เอ่อมาคลอเบ้าถูกกลั้นไว้ สะกดลึกภายใต้ใบหน้าละไมกับรอยยิ้มจางๆ ที่ฉาบเคลือบ 


“ขอบคุณที่มาร่วมงานค่ะ” 


หญิงสาวร่างบางในชุดราตรีแบบเดียวกันยืนเรียงแถวสามคนอยู่ด้านหลังโต๊ะลงทะเบียน พวกเธอทำหน้าที่รับซองพร้อมกับมอบของชำร่วยเป็นชวาลอฟสกีรูปหงษ์คู่เป็นที่ระลึก แขกเหรื่อที่รออยู่หน้างานต่างได้รับการต้อนรับอย่างยิ้มแย้มรวมทั้งเอื้องอลินด้วย เมื่อถึงคราวของเธอ ร่างบางก้าวช้าๆ เข้าไปยืนหน้าโต๊ะลงทะเบียนพร้อมกับยื่นซองสีชมพูหวานให้ไป ฝ่ายนั้นยิ้มรับแช่มชื่น 


“ขอบคุณค่ะ เชิญเขียนคำอวยพรบ่าวสาวตรงนี้ นี่ของที่ระลึกนะคะ” หล่อนผายมือ 


“ค่ะ ขอบคุณ” เอื้องอลินตอบรับแผ่วเบา เบา...จนแทบเลือนหายไปกับเสียงเซ็งแซ่และรอยยิ้มของผู้คนรอบข้าง 


ปลายนิ้วเรียวเล็กจรดปากกาด้ามสีดำขลิบทองลงบนสมุดเซ็นต์คำอวยพรบ่าวสาว กดน้ำหนักมือแน่วนิ่งเขียนอวยพรจากใจจริงด้วยหัวใจที่ถูกเสี้ยมให้ต้องแกร่ง แขกที่มาร่วมแสดงความยินดีกับคนทั้งสองอยู่ในอารมณ์รื่นเริง ใบหน้ากับรอยยิ้มของพวกเขาคือสัญลักษณ์ของความยินดี ทว่าสีหน้าของเธอผู้นี้ช่างแตกต่าง ตรงที่ตรมเศร้า...แม้จะสะกดไว้ลึกสุดหัวใจแล้วก็ตามที 


เอื้องอลินยืนคว้างกลางงานด้วยไม่รู้จักใครแม้สักคน สีหน้านั้นประดักประเดิดเมื่อคิดไปว่าถูกจ้องมองด้วยสายตากับรอยยิ้มแปลกๆ จนต้องกดดวงหน้าลงต่ำ มือที่ไม่รู้จะนำไปวางไว้ตรงไหนจึงถูกประสานเข้าหากันแล้วบีบแน่น ก่อนจะยกไปพาดไว้ตรงทรวงอก แอร์เย็นฉ่ำจนร่างน้อยเริ่มสะท้าน ขนอ่อนๆ แถวลาดบ่ากับหัวไหล่เนียนลุกเกรียว ยิ่งนานหญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกถึงความแปลกแยกของตนเองกับผู้คนเหล่านี้ 


...เหมือนว่าร่างกายต้องการความอบอุ่น หรือไม่ก็ ‘ความกล้า’ ที่จะทำให้เธอหยัดยืนในงานต่อไปได้ 


เมื่อบริกรหนุ่มผ่านมาพร้อมแก้วบรรจุเครื่องดื่มสีอำพันวาวใสจึงเรียกไว้พร้อมกับหยิบขึ้นมาดื่มโดยไม่ได้สนใจว่าเป็นเครื่องดื่มชนิดไหน แล้วเพียงจิบแรกสีหน้าก็เหยเกเพราะรสชาติร้อนแรงบาดคอ ทั้งรู้...ว่าฤทธิ์ของสุรานั้นไม่ต่างไปจาก พิษร้าย แต่มันก็ช่วยทำให้ความรู้สึกหนักอึ้งในเวลานี้ค่อยเบาบางจนคนไม่เคยลิ้มลองต้องหยิบแก้วที่สองขึ้นมาจรดริมฝีปาก 


หญิงสาวพบว่าใบหน้าชาดิก แก้มตึงๆ ร้อนวูบวาบในลำคอ ทรมานนิดๆ แต่มันก็ทำให้เธอกล้าเชิดหน้าขึ้นสบผู้คนแล้วมองไปยังเวทีกว้างซึ่งประดับประดาด้วยดอกกุหลาบ ตรงกลางติดตัวย่อชื่อบ่าวสาวเกลาด้วยโฟมไว้อย่างอ่อนช้อย หากว่าความรู้สึกร้อนวับที่แก้มก็ยังไม่เท่าร้อนที่ปลายนิ้วนางข้างขวา เอื้องอลินก้มลงมองที่มาที่กำลังสะกิดสะเกาให้แสลงร้อน มันคือแหวนแทนใจที่สวมติดนิ้วเมื่อครั้งคบกับตรีกูลและวันนี้คงเป็นวันสุดท้ายที่เธอจะสวมมันไว้ 




ตอนนี้ผู้คนภายในห้องบอลรูมหนาแน่นขึ้นจนน่าอึดอัด ตรงทางเข้า...พริมมาศยืนรอเจ้าบ่าวของหล่อนพลางต้อนรับแขกอยู่ข้างบิดา ฝ่ายตรีกูลซึ่งแยกจากปรมัตถ์แล้วแต่กลับไม่ได้เข้าไปช่วยเจ้าสาวรับแขกแต่อย่างใด เหตุเพราะเหลือบไปเห็นแผ่นหลังไวๆ ของหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งสายตาคลับคล้ายว่า...ใช่ แค่นั้นก็ทำให้เขาก้าวลิ่วๆ ตามเธอคนนั้นไป แต่ก็คลาดสายตาจนต้องมายืนมะงุมมะงาหรากลางห้อง 


“หายไปไหนของเขานะ” ตรีกูลพึมพำ ยังมองหาไม่ลดละ 


ใจของเขาพองโตขึ้นคล้ายลูกโป่งที่มีลมตึง ยามคิดเอาเองว่าหญิงสาวยังตัดใจจากเขาไม่ได้จึงยอมมาร่วมงานแต่งงาน 


ไม่แปลกหรอกในเมื่อเขาเพิ่งบอกเลิกเอื้องอลินเพื่อมาแต่งงานกับผู้หญิงอีกคน ยังไม่ทันครบอาทิตย์ดี ใครที่ไหนจะทำใจได้ง่ายๆ วันนั้นหล่อนมองเขาด้วยความอึงอล แต่ก็ยอมรับฟังเรื่องที่เขาบอกเงียบๆ มันเป็นการจากลาง่ายๆ ที่มีแค่รอยน้ำตาแห่งการยอมรับซึ่งสำหรับเขาแล้วมันก็ง่ายเกินไปหน่อย 


ตรีกูลอยากให้หล่อนฟูมฟายขอร้องให้เขาเปลี่ยนใจแต่เอื้องอลินก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น หล่อนเป็นคนยอมคนมากเกินไปจึงยอมเสียเขาให้ผู้หญิงอื่น น่าจะเป็นเรื่องดีแต่กลายเป็นเขาเองที่นึกเสียดายก็หล่อนเป็นคนน่ารัก อ่อนหวานไม่มีสักครั้งที่จะขัดใจเขา ความเสียดายและอยากรู้ว่าเขายังมีอิทธิพลต่อจิตใจของหล่อนอยู่หรือไม่จึงได้ส่งการ์ดเชิญ อ้างความเป็นพี่เป็นน้อง ความบริสุทธิ์ใจที่มีต่อกันโดยขอให้หล่อนมาร่วมงานแต่งงาน ใช่...แล้วหล่อนก็มา เรียวตาของเขาเป็นประกายพราวเมื่อเห็นหญิงสาวคลับคล้ายเอื้องอลินภายในงาน  


เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือเรือนหรู รู้ว่าเขามีเวลาไม่มากก่อนจะกลับไปหาเจ้าสาวจึงก้าวลิ่วๆ ออกไปให้พ้นจากเสียงอึกทึกตรงนั้น 


ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด... 


เสียงเรียกเข้าดังจากเครื่องมือสื่อสารที่กองอยู่ก้นกระเป๋าสะพาย คนที่กำลังเคลิ้มคล้อยกับเครื่องดื่มสีเหลืองอำพันกับแสงวิบๆ วับๆ สะท้อนเหนือผิวน้ำกับสะพานสูงประดับดวงไฟถึงกับชะงัก มือเรียวบางควานหาแล้วกดรับสายโดยไม่ได้ใส่ใจจะดูชื่อเจ้าของสายเรียกเข้าเสียก่อน ยามนี้ร่างแน่งน้อยยืนพิงราวระเบียงเหล็กดัดเป็นลวดลายอ่อนช้อยสีขาวนอกห้องจัดเลี้ยง เพียงต้องการสูดอากาศจึงหยิบแก้วเครื่องดื่มแล้วเดินตุปัดตุเป๋ออกมายืนทอดอารมณ์ตามลำพัง 


“เอิง!” สุ้มเสียงนั้นตื่นเต้น รอยตาเต้นระยับเมื่อหล่อนรับสายเสียได้ 


“ตอนนี้เอิงอยู่ในงานใช่ไหมครับ? อยู่ตรงไหน?” ถามรัว 


...เพียงแค่ได้ยินเสียงทุ้มคุ้นหู ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วขึ้นมาเกาะกึ่งกลางทรวง เอื้องอลินคล้ายจะสร่างจากอาการทั้งมวล ลำคอแห้งผากครานี้แสบร้อนยิ่งกว่าตอนกระดกของร้อนลงคอเสียอีก ขอบนัยน์ตาร้อนผ่าวเมื่อหยาดหยดอุ่นกลั่นตัวล้อมรอบลูกตาวาวใส เม้มปากแน่นจนเกิดรอยขาวๆ บนริมฝีปากนุ่มอิ่ม มือเล็กที่กำโทรศัพท์ไว้สั่นสะท้านพร้อมที่จะตัดสายสะเทือนใจทิ้ง เขาคงรู้จึงรีบทัดทานด้วยเสียงอ้อนวอน 


“เอิงครับ อย่าเพิ่งวางสาย พูดกับพี่สักคำเถอะ” 


“พี่ตรีไม่ควรโทรมาหาเอิงอีก” เสียงหวานไม่หวานเหมือนเคยตอบกลับตามที่ขอ อีกฝ่ายสลัดความไม่พอใจทิ้งซ้ำยังเอื้อนเอ่ยอย่างปกติ เขาคิดว่าหล่อนก็แค่...แง่งอน มิได้ตัดรอนเขาจริงจัง 


“พี่เห็นเอิงเมื่อกี้แต่เดี๋ยวเดียวก็คลาดกันแล้ว พี่อยากคุยด้วยจริงๆ อย่าเพิ่งวางสายพี่ตรีนะครับ พี่ดีใจมากนะที่รู้ว่าเอิงยอมมางานในวันนี้ ทั้งที่เอิงก็คงจะเจ็บปวดไม่น้อยกับเรื่องของเรา” เขาคิดอย่างไร ที่พูดคำว่า ‘เรื่องของเรา’ ได้สะดวกปาก คนฟังกระดากหูจนส่ายหน้าแรงๆ 


“ใช่ว่าพี่สบายใจ พี่กลุ้มใจมากว่าจะบอกเรื่องนี้กับเอิงยังไงดี พี่สงสารเอิงถึงได้ปิดบังมาตลอดแต่ที่สุดแล้วพี่ก็ต้องยอมรับความจริง ต้องยอมทำร้ายจิตใจของทั้งตัวพี่และเอิงเอง” 


“กับเอิง...เราคบหากันหลายปีก็จริง แต่กับพริม...พี่ต้องรับผิดชอบเขา เข้าใจพี่ตรีนะครับว่าพี่ต้องแต่งงานเพราะความจำเป็นจริงๆ” 


“...ที่เอิงมาวันนี้ ทำให้พี่ตรีรู้ว่าเอิงยังรักและยังแคร์พี่เหมือนเดิม พี่เองก็รู้สึกอย่างนั้นและอยากบอกให้เอิงรู้ พูดตรงๆ พี่เองก็ไม่มั่นใจเรื่องการแต่งงานกับพริมเขาเท่าไร รายนั้นถูกเลี้ยงดูมาแบบลูกคุณหนู ถูกตามใจจนไม่ฟังเหตุผลใคร ไม่รู้ว่าพี่จะทนไปได้นานสักแค่ไหน แต่เพราะพี่ถูกผู้ใหญ่ขอร้อง ท่านเจ้าสัวเป็นคนกว้างขวาง มีอิทธิพลมากในแวดวงอสังหา พี่อาจถูกกลั่นแกล้งจนหมดอนาคตในวงการนี้ เอิงก็รู้นี่ว่าหน้าที่การงานมีความสำคัญกับพี่มากแค่ไหน” 


“เอิงครับ ถ้าพี่ลองใช้ชีวิตคู่กับพริมแล้วไปกันไม่ได้ พี่ตรี เอ่อ พี่ขอกลับมาหาเอิงนะครับ” ตรีกูลผลักก้อนตะขิดตะขวงก้อนมหึมาออกจนพ้นลำคอเอ่ยออกมาเพื่อหยั่งความรู้สึกของอดีตคนรัก 


“เอิง เอิงรอพี่ตรีนะครับ” 


นี่หรือคำพูดของผู้ชายที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงาน ในไม่กี่นาทีข้างหน้า 


นี่หรือผู้ชายที่เธอเคยรัก และหวังจะฝากอนาคตไว้กับเขา ผู้ชายเห็นแก่ตัวคนนี้ ไม่ใช่ตรีกูล คนที่เธอรู้จักอีกต่อไปแล้ว  


คนฟังมีอาการตัวแข็งเป็นหินไม่ได้โต้ตอบกลับไปสักคำเดียว เอื้องอลินนิ่งงันไปหลายวินาทีก่อนรวบกลืนลมหายใจสะกดเสียงสะอื้นแล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “พี่ตรีคะ” 


“เอิงมาที่นี่เพื่ออวยพรให้พี่เป็นครั้งสุดท้าย ขอบคุณที่ทำให้เอิงรู้จักและเข้าใจตัวตนของพี่ตรี ขอบคุณมากนะคะ...ที่พี่ตรีบอกเลิกเอิง” 


หืม..มม? อีกฝ่ายงุนงง นี่ไม่ใช่อย่างที่เขาหวังไว้ ไม่ใช่ความเย็นชา ไม่ใช่คำพูดตัดรอนแบบที่ไม่เหลือเยื่อใยกันเช่นนี้ แววตาของเขาร้อนรนจนซ่อนไม่อยู่ 


“พี่ตรีมีธุระแค่นี้ใช่ไหมคะ เอิงกำลังยุ่ง เอิงขอวางสาย” 


“ดะ เดี๋ยวก่อน เอิง ฟังพี่ตรีก่อน” ยื้อยุดด้วยคำวิงวอน 


“เอิง!” หากก็ยังได้ยินเสียงลั่น ‘กึ้ก’ ตามด้วยเสียงตู๊ดๆ ที่บอกว่าหล่อนไม่ได้ทำตามคำขอร้องของเขาแม้แต่น้อย 


แม่..ง บ้าเอ้ย! 


เสียงสบถเป็นไปตามห้วงอารมณ์ฉุนขาด ตรีกูลหัวเสียหนักจนไม่สนว่าที่ตรงนี้ไม่ใช่ห้องเก็บเสียง ไม่มีรั้วรอบขอบชิดแต่เป็นเพียงมุมหนึ่งใกล้กับทางไปห้องน้ำ กริยาท่าทางร้อนรนเดินกลับไปกลับมาเป็นหนูติดจั่นจึงอาจเล็ดลอดไปเข้าตาใครต่อใครได้ ไม่เว้น...ถ้อยคำเว้าวอนออดอ้อน อาลัยอาวรณ์ผู้หญิงอีกคนทั้งที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวอยู่รอมร่อ 


คนฟังถือเป็นความกล้าชนิดที่เรียกว่าหนากว่าขอบซีเมนต์ เขาคนนั้นส่งเสียงหัวเราะต่ำๆ เยาะเหยียดก่อนจะแปรเป็นเกรี้ยวโกรธจนตัวสั่น เรียวตาคู่นั้นดุดัน เมื่อฝ่ายนั้นขอโอกาสกลับไปหาคนรักเก่า หวังเป็นรักเผื่อเลือกทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มต้นใช้ชีวิตคู่ ตรีกูลช่างเป็นบุคคลที่น่าสะอิดสะเอียนเสียเหลือเกิน 


เรียวตาดำวับของชายผู้นั้นไม่ต่างไปจากเพลิงไฟ มันสว่างวาบหมายผลาญเผาทุกสิ่งที่ขวางหน้า อารมณ์ที่ถูกบ่มเพาะเพียงไม่กี่นาทีทำให้ร่างสูงใหญ่ที่ยืนหลบมุมอยู่สั่นสะท้านด้วยความโกรธ ริมฝีปากหยักลึกเม้มเข้าหากันแน่น ข่มกายข่มใจแต่ก็เกินระงับ อารมณ์ที่เหมือนเม็ดฝนกระหน่ำจนหนาตากำลังจะกลายเป็น...พายุบุแคมที่พัดพาหายนะไปสู่ทุกผู้คนที่เกี่ยวข้อง 




ร่างน้อยในชุดราตรีโอนเอนจนต้องยึดจับราวระเบียงไว้เป็นที่พึ่ง ปลดปล่อยลมหายใจพรูจนโล่งในอก การมาวันนี้ทำให้แน่แก่ใจแล้วว่าตรีกูลไม่มีค่าพอให้เสียดายความรักนับแรมปี มันดีแล้วที่ได้รู้จักเขาอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ตอนนี้ เอื้องอลินเหลือบมองแก้ววาวใสไร้เครื่องดื่มไม่รู้จริงๆ ว่าความง่วงงุนนี้เกิดจากการดื่มไปแล้วกี่แก้ว 


...เพียงแค่ต้องการเชิดหน้ากล้ามองคนอื่น เพียงแค่อยากจะเข้มแข็งทำให้เธอดื่มทั้งที่ไม่เคยดื่มจนสูญเสียการทรงตัว หญิงสาวจึงสูดปากแรงๆ หยัดยืนให้ตรงแล้วออกเดินเป๋ๆ 


ช่วงเวลานั้นบทเพลงหวานที่เปิดคลอทั่วงานเริ่มเบาลงแล้วแทนที่ด้วยเสียงต้อนรับจากพิธีกรชายหญิง พวกเขากล่าวเปิดงานแล้วดึงความสนใจจากแขกเหรื่อด้วยการเปิดวิดิทัศน์ เรื่องราวความรักของเจ้าบ่าวเจ้าสาวตั้งแต่แรกพบ จากนั้นพริมมาศก็ควงแขนตรีกูลออกมาก้าวขึ้นเวทีอย่างสง่างาม 


ตรีกูลคลี่ยิ้มมองเจ้าสาวของตนด้วยสายตาหวานซึ้งก่อนกล่าวแสดงความในใจ น้ำเสียงนุ่มทุ้มเอ่ยอย่างน่าฟังว่าการที่เขาได้พบพริมมาศเป็นดั่งฟ้าลิขิต มันเหมือนความฝันเพราะเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าหญิงสาวที่เพียบพร้อมน่ารัก เป็นที่หมายปองอย่างพริมมาศจะเลือกเขาซึ่งเป็นเพียงผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งมาเป็นคู่ครอง 


“นั่นคือ...เรื่องราวที่ทำให้ผมได้พบเจ้าหญิงของผมครับ ผมหลงรักน้องพริมตั้งแต่วันแรกที่เราพบกันและขอสัญญาว่าต่อจากนี้ผมจะรักเธอตลอดไปครับ” ตรีกูลปิดท้ายด้วยประโยคหวาน โน้มใบหน้าลงจุมพิตแก้มนุ่มเนียนที่ทำให้เจ้าสาวยิ้มรับขัดเขิน เมื่อถึงคราวพูดของเจ้าหล่อนบ้างความหวานซึ้งจึงไม่น้อยหน้ากัน 


“พริมก็โชคดีที่ได้พบคนที่รักพริมจริงๆ ไม่ใช่แค่เพราะว่าพริมเป็นใคร ขอบคุณนะคะ พริมก็รักพี่ตรีมากที่สุดเหมือนกันค่ะ” 


พริมมาศโผเข้าซบในอ้อมกอด รอยยิ้มของหล่อนเต็มตื้น แววตาของคนทั้งคู่ที่มอบให้กันลึกซึ้งเกินบรรยาย วินาทีนั้นเสียงปรบมือดังกึกก้อง นักข่าวต่างแย่งยื้อกันเข้าไปถ่ายรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวให้ใกล้ที่สุด หากว่าเท้าอีกคู่กลับพยายามถอยห่างออกไปให้มากที่สุดเช่นกัน 


ถึงความตั้งใจจะเป็นอย่างนั้นแต่ดูเหมือนอะไรๆ จะไม่เป็นใจนัก เอื้องอลินก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก ในหัวตื้อๆ และรู้สึกวิงเวียนเพียงแค่ก้มหน้า ยามนี้เม็ดเหงื่อผุดพราวทั่วกระหม่อมบอบบาง ซึมมาถึงกกหู หูตาพร่าลายจนต้องยกมือขึ้นลูบใบหน้าแรงๆ แล้วก็ค่อยใจชื้นเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นลิฟต์อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว ทว่ายังก้าวไปไม่ถึงก็คู้ตัวแล้วทรุดลงไปนั่งพังพาบเหมือนคนหมดแรง 


อ่า... 


แผ่นหลังเปลือยเปล่าอิงแนบกับผนังเย็นเฉียบ สาวน้อยทรุดนั่งก่อนจะถึงลิฟต์ พิงศีรษะเล็กกับระนาบแข็งๆ มองไปยังจุดหมายด้วยความอ่อนล้า เสียงปรบมือเกรียวกราวทะลุไปถึงโสตประสาท สะท้านสั่นไปถึงกระบอกตาจนผ่าวร้อนขึ้นมาอีกหน และร้อนวับไปถึงปลายนิ้วเรียวเล็กที่สวมวัตถุทรงกลมสีเงินวาวจนต้องยกมันขึ้นมาดูใกล้ๆ 


ความรักครั้งก่อนกลายเป็นความปวดปร่าและเดียดฉันท์เกินกว่า...จะปล่อยให้มันสวมอยู่บนมือของเธอ 


แอด..ดด 


ประตูลิฟต์เคลื่อนออกช้าๆ ปรากฏให้เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดปอนๆ ที่เป็นแค่กางเกงยีนส์เก่าซีดกับเสื้อเชิ้ตสีขรึมที่กำลังก้าวอาดๆ ออกมา ใบหน้าคมคายคล้ายหงุดหงิดเสียเต็มประดามองตรงออกไปข้างหน้าราวกับไม่มีแก่ใจจะสนใจใครหน้าไหน หากว่าเสียงลั่นดัง ‘กริ๊ก’ ของวัตถุกลมเกลี้ยงที่ถูกเขวี้ยงออกมาสุดแรง กลิ้งโค่โร่มาหยุดนิ่งที่ปลายเท้าของเขา 


ชายหนุ่มยืนนิ่งพร้อมกับปัดสายตามาปะทะร่างแบบบางในชุดราตรี ‘มือเขวี้ยง’ นั่งพับเพียบ คอพับคออ่อนเหมือนคนเมา เวลานี้เขาไม่มีแก่ใจจะสนผู้หญิงที่ตกอยู่ข้างทาง แต่เรียวตาคมไวปานเหยี่ยวช้อนมองหล่อนเพียงแวบเดียวก็ทำให้เขาชะงัก ดวงหน้าที่ละม้ายไปคล้ายผู้หญิงในรูปที่เขาเพิ่งจะขยำทิ้งเมื่อชั่วโมงก่อน ทำให้เขาก้มลงเก็บแหวนวงนั้นแล้วก้าวเข้ามาหาหล่อน 


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อสินะว่าฟ้าเข้าข้างเขา แทนที่จะเป็นไอ้ชั่วชาตินั่น หึๆ 


“เอื้องอลิน” ปลายเสียงแปร่งเอ่ยเรียก หยั่งท่าทีแล้วเรียกซ้ำ 


“เอิง...?” เรียวตาดำสนิทสานสบกับดวงตาฉ่ำหยดน้ำ ยามที่หญิงสาวพยายามแหงนมองเขาคอตั้งบ่า 


ดวงตาสีน้ำผึ้งฉายแววฉงนฉงายกับคำเรียก ท่าทางตอบรับกรายๆ ของหล่อนทำให้เขารั้งตัวหล่อนไว้ในอ้อมกอด สองร่างยืนแนบชิด ร่างบางถูกประคับประคองด้วยท่อนแขนกำยำที่สอดเข้ามาโอบเอวคอดเล็ก มือสากระคายอีกข้างเอื้อมไปจับหัวไหล่ กอบกุมต้นแขนกลมกลึงจนผิวกร้านหยาบแบบผู้ชาย สัมผัสถึงผิวอ่อนบางที่เลยจากเนื้อผ้านุ่มนิ่มของชุดราตรีสีเนื้อ 


สมองตีบตื้อ สติที่มีแบบกระท่อนกระแท่นทำให้เอื้องอลินมิได้ขัดขืน แม้ตอนที่ถูกโอบกอดก็ทำแค่ปรือตามองใบหน้าคมคร้ามที่ครึ้มรกไปด้วยตอเขียวๆ จนทั่วแนวกราม ปลายจมูกโด่งเป็นสันปัดผ่านผิวแก้มผ่องยามเขาเคลื่อนไหวและเมื่อเพ่งมองใบหน้านั้นก็ยิ่งพร่าเลือนลงไปทุกที 


เขาหรือใคร หรือนั่นจะเป็นตรีกูล? 


ความคาดเดาท่ามกลางความง่วงงุนก็เหมือนจ้องมองหาฝุ่นในมวลอากาศ ทว่าความหวาดกลัวก็ทำให้เธอผลักไส ต่อต้านอ้อมกอดนั้นเท่าที่เรี่ยวแรงจะมี ไม่ใช่ว่าเธออยากติดตามเขาไป ไม่ใช่ว่าอยากอยู่ในอ้อมแขนแข็งๆ ของชายแปลกหน้าแต่เธอไม่รู้จะทำเช่นไร หญิงสาวก้าวเดินแบบลากขาไม่กี่ก้าวก็ซวนซบลงกับอกบึกบึนและไม่ได้รับรู้อีกเลยว่าเขานำพาเธอไป ณ ที่แห่งใด 


มันคือ สวรรค์ หรือ นรก ก็มิอาจรู้... 




ร่างไหวๆ ของใครคนหนึ่งยืนหันหลังให้เธอ เขาคนนั้นสูงสง่ามีแผ่นหลังกว้างตั้งตรงกับกลุ่มผมสีดำสนิทเคลียต้นคอ เสื้อที่เขาสวมอยู่ตอนนี้เป็นเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีอ่อน ส่วนท่อนล่างถูกเปลี่ยนจากกางเกงยีนส์เก่าๆ ไปเป็นกางเกงแสลคสีดำ 


มันเป็นเหมือนภาพซ้อนตอนที่เธอพบกับเขาครั้งแรกและภาพในตอนนี้ก็ทำให้หญิงสาวสะดุ้งจนกายไหว คนบนเตียงผลุนผลันจะลุกขึ้นเมื่อความตื่นกลัวพุ่งเข้าจู่โจม จากที่นอนขดคู้จึงชันตัวลุกขึ้นนั่งแล้วก็ต้องชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเมื่อรับรู้อาการแปลกๆ ของตน มันเป็นอาการจุกเสียดแถวๆ ท้องน้อยกับหน้าขาที่ระบมร้าวจนต้องทรุดลงไปนอนท่าเดิม ดวงตาสีน้ำผึ้งเป็นอย่างเดียวที่ยังเคลื่อนไหว กะพริบตาปริบๆ ยามจับจ้องไปยังบุรุษที่ยืนหันหน้าเข้าหากระจก 


เขา... 


เอื้องอลินสะดุดลมหายใจ มันขาดพร่องเมื่อภาพสะท้อนในนั้นทำให้เห็นว่าเขาคนนั้นติดกระดุมเสื้อแบบเนือยช้า จากนั้นก็ก้มลงกลัดกระดุมที่ปลายแขนทั้งสอง นั่นเป็นกริยาที่ไม่เร่งรีบเลยแม้นว่าเพิ่งจะเป็นคนทำร้ายเธอจนย่อยยับ 


คนมองอึ้งงัน ฝืนขย้อนก้อนขื่นร้อนๆ ที่ตีขึ้นมาจุกแถวๆ ลำคอ เจ็บลึกไปถึงก้นบึ้งเมื่อคนเลวยังกล้าเสนอหน้า ยืนนวยนาดแต่งตัวจนหล่อเนี๊ยบอยู่ในห้องนี้ เอื้องอลินกะพริบตาเร็วๆ และพบว่าฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เมื่อตอนหัวค่ำจางลงบ้างแล้วจึงพอจะมีสติทบทวน แม้ว่ามันจะไม่ปะติดปะต่อนักแต่ก็รู้ว่าเกิดเรื่องเลวร้ายขึ้นกับเธอ 


รอยเคียดแค้นปรากฏในดวงตาคู่โต หากลุกขึ้นไปทำร้ายเขาได้เธอก็คงจะปรี่ไปทำเช่นนั้นแล้ว แต่นี่...ไม่ใช่เพราะเธอยังนอนตัวงอใช้มือกุมแผ่นท้องที่อุ่นวาบไว้แน่น หยดน้ำตาเสือกตัวขึ้นมาคลอเป็นแอ่งรินไหลโดยปราศจากเสียงร่ำไห้ 


“...ไง” เสียงห้าวห้วนทักขึ้นจากคนที่เหลียวกลับมามอง ฉงนไม่น้อยที่หล่อนตื่นเร็วกว่าที่เขาคิดไว้ 


ร่างบึกบึนผินตัวกลับมาเมื่อเห็นหญิงสาวในกระจกเช่นกัน ยามสบตาใบหน้าคมคร้ามก็ยังเฉยชา เรียวตาดุดันที่มองมามิได้ถ่ายทอดความรู้สึกใดๆ ที่มีต่อสภาพของเธอ เป็นเอื้องอลินเสียอีกที่แก้มร้อนวับๆ จนต้องหลุบหลบดวงตาที่เป็นประกายกล้าของเขา แพขนตางอนงามจึงทาบทาผิวแก้มผ่าว กะพริบทีน้ำตาก็ไหล เธอขบเม้มกลีบปากเจ่อช้ำด้วยความคับแค้น 


“คุณ...ทำอย่างนี้กับฉันทำไม?” เสียงถามเครือสั่น นั่นเป็นคำถามเดียวที่วิ่งวนอยู่ในหัว 


“...เพราะอะไร?” 


คนถูกถามไหวบ่ากว้างนิดๆ ติดกระดุมเสื้อเสร็จก็ก้าวเข้าไปหาแล้วทรุดลงนั่งฝั่งที่หญิงสาวนอนอยู่ เพียงฟูกยวบลงตามน้ำหนักของเขา เอื้องอลินก็ผลุนผลันจะกระถดถอยหนีแล้วก็ต้องหวีดร้องเสียงหลงเมื่อท่อนแขนกำยำคว้ากอดเอวคอดแล้วกักกันให้อยู่กับที่ ร่างบางหงายผึ่งนอนหอบหายใจระรัวเมื่อมีร่างหนาใหญ่คร่อมอยู่เหนือร่าง ตกเป็นรองในทุกด้าน เขาเอียงใบหน้ามองหล่อนอย่างพินิจ กลอกลูกตาซึ่งเป็นสีดำสนิทขึ้นๆ ลงๆ ทั่วร่างแน่งน้อย 


“ตื่นเร็วจริง อย่างนี้ผมก็หนีออกไปไม่ทันน่ะสิ” 


เขาพูดยิ้มๆ ราวกับเห็นเป็นเรื่องน่าขันเต็มที เรียวตาคู่นั้นพราวแพรวยามปราดมองผิวขาวเป็นยองใยที่พ้นจากชายผ้าห่ม 


“...ทำไม?” เธอถามย้ำ แนวฟันเรียงสวยเป็นระเบียบกระทบกันดัง ‘กึก’ อย่างอัดอั้น คนถูกถามซ้ำมองตอบนิ่งๆ แล้ววางปลายนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามแก้มนวล หยุดสัมผัสกลีบปากระบมเจ่ออย่างหยอกล้อ 


“หยะ อย่ามายุ่งกับฉันนะ” เสียงสั่งยังสั่น ชายหนุ่มคลอนศีรษะไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก 


“อยากรู้จริงๆ เหรอเอิง?” เขาหยุดกลืนลมหายใจอึกหนึ่งแล้วกระตุกยิ้ม 


“...ก็แค่อยากได้ผู้หญิงสักคน พอดีว่าผ่านไปเจอคุณเข้า จริงๆ เรื่องมันก็มีเท่านี้ล่ะ” คนพูดขยับริมฝีปากหยักลึกที่บดบังด้วยไรเคราเขียวพะเยิบพะยาบ เขายิ้มแบบที่มองไม่ออกว่ากำลังยิ้มหรือเยาะหยันเธออยู่กันแน่ 


อ อะไรนะ! 


‘...ก็แค่อยาก’ เอื้องอลินสะอึกกับคำตอบที่กลายเป็นปลายมีดกรีดบากลงไปทั้งร่าง แค่ความอยากชั่วครู่ชั่วยาม แค่ราคะชั่วแล่นของคนคนหนึ่งทำให้เธอกลายเป็นเหยื่อ จะบอกว่าเป็นความโชคร้ายของเธอที่ดันไปอยู่ตรงนั้นเองงั้นหรือ...? 


เดี๋ยวนะ เมื่อกี้เขาเรียกชื่อเธอ เขารู้จักเธองั้นหรือ...? นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นการคุกคามทางเพศ ความจริงคืออะไร? เอื้องอลินไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าลึกไปกว่า ‘ความอยาก’ ที่เขาเอ่ยอ้างแล้วยังมีอะไรซ่อนอยู่ เขาเลือกเหยื่อแบบไหนแล้วไยต้องเป็นเธอ? 


‘คนเลว...’ สายตาของเธอตราหน้าเขาเช่นนั้น ทำเลวแล้วยังกล้าอยู่ให้เธอเห็นหน้าจนชี้ตัวได้ 


“...กำลังคิดอะไรอยู่ หืม?” เขาชวนคุย ดูเหมือนจะคอยสังเกตุสังกาเธออยู่ทุกวินาที 


“ฉันจะเอาคุณเข้าคุก” เสียงที่ตอบกลับมาเยียบเย็น ดวงตาข้นแค้นจ้องตอบ อีกฝ่ายเลิกแถบคิ้วนิดๆ คล้ายฉงน “หืม..ม?” 


“ถ้าอยากให้ใครต่อใครรู้เรื่องนี้ เอาข่าวแบบครึกโครมบอกมาคำเดียวผมลงคลิปให้ได้ ไม่ต้องแล่นไปถึงโรงพักให้เหนื่อยเปล่าหรอก”


“แต่ถ้าคิดจะแจ้งตำรวจจริงๆ ก็เอาซิ! ผมจะตามไปแสดงความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยการบอกว่าคุณเป็นเมีย เป็นผู้หญิงของผมอยู่แล้ว แต่คุณจับได้ว่าผมมีกิ๊ก เราก็แค่งอนกันประสาผัวหนุ่มเมียสาว ผัวมีเซ็กส์กับเมียตัวเองเพื่อไถ่โทษใครเขาโดนจับกันล่ะฮึ เอาจริงๆ ผมว่าอย่าประจานตัวเองจะดีกว่า มันไม่คุ้มหรอก” แนะนำเสียงราบเรียบ 


“ฉะ ฉัน ไม่มีอะไรต้องอาย” หล่อนเม้มปากแน่น ทรวงอกคนพูดเทิ้มสั่น 


“...แล้วคุณคิดว่าผมมีอะไรต้องอายล่ะ หืม..ม?” เขาไหวบ่า 


“คนสมัยนี้นอนด้วยกันง่ายๆ เจอปุ๊บก็ลากกันขึ้นคอนโดปั๊บ อยู่เป็นคู่ผัวตัวเมียแบบไม่ต้องจดะเบียนก็มีเยอะแยะ ไอ้ที่ชอบพูดว่าถูกข่มขืนบ้างล่ะ ถูกหลอกให้ขึ้นเตียงบ้างล่ะ พวกอินโนเซ้นท์จริงๆ ไม่มีหรอก ที่จริง...ก็กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้องทั้งนั้น” 


“ความใคร่เนี่ยมันไม่เข้าใครออกใครหรอกนะ คุณเองก็เหมือนกัน ถ้าอยากดูกล้องวงจรปิดจะจัดให้อยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าคุณดีดดิ้นสักนิดหรือเปล่า...ตอนเข้ามาในห้องนี้กับผม จำได้ว่าไม่ร้องสักแอะ ตัวงี้อ่อนปวกเปียกร่ำร้องให้ผมอุ้มเข้าห้องเร็วๆ ซะด้วยซ้ำ หึๆ” 


“ไม่จริง!” เธอส่ายหน้าดิก คำค้านนั้นจุกอยู่แค่ในลำคอ 


“คิดดูดีๆ ซีทูนหัว มันเป็นการฉุดกระชากลากมาข่มขืนจริงๆ หรือเป็นการยินยอมพร้อมใจของเราสองคน” เสียงหัวเราะหยันๆ กึกก้อง 


เอื้องอลินคลอนศีรษะแรงๆ น้ำตานองหน้า สับสนอึงอลเกิดกว่าจะหาคำตอบให้ตัวเอง ความเชื่อมั่นถูกเขาบั่นทอนไม่เหลือชิ้นดี เธออาจฟูมฟาย เสียใจเรื่องตรีกูลจนถึงขั้น...ประชดชีวิต เธออาจเมามาย ไร้สติจนเห็นดีเห็นงามไปกับเขา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ล่ะหรือ...? 


ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาพร่าเลือน ม่านหมอกหนาคลี่คลุมจนมืดมิดไม่ต่างจากอุโมงค์ลึก ชายหนุ่มผู้ชาญฉลาดทำให้ความเป็นจริงบิดเบือน ทำให้ความชั่วช้าของเขากลายเป็นความถูกต้อง และทำให้ เหยื่อ อย่างเธอ กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของโศกนาฏกรรมในคืนนี้ 


--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ชวนเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ ปรมัตถ์ พริมมาศและนายตรีกูล กันค่ะ

ดาลัน แวะส่งบทที่ 1 ครบตอนแล้วค่ะ ฝากติดตามกันด้วยน้า... 

รัก ชอบ แอด Fav. กันไว้ได้เลยค่ะ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่ะ ^^


                                                                             ดาลัน :) 


ปล. Credit ภาพจาก Internet ค่ะ 

 


    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #43 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 เมษายน 2558 / 22:59
    ทำไมถึงต้องทำกับเธอขนาดนี้  ...















    #43
    0
  2. #42 เต้ย (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 เมษายน 2558 / 17:46
    ตรีกูลเลวมาก
    #42
    0