เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 12 : ตอน 9 : หัวใจจำนน < อัพ 35% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 96
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    11 ต.ค. 59

ตอน 9 

หัวใจจำนน 


...อา 


ก่อนจะหลับเขาจำได้ว่า...กุมมือเล็ก ๆ นั่นไว้แน่นแล้ว ยามตื่นเรียวตาคมวับจึงมองหา เมื่อไม่เห็นคนที่ต้องเห็น...ห้องก็เลยแทบแตก 


“เอิง...!” เจ้าของกายหนาสะท้านไหวพร้อมกับที่คำอุทานเล็ดลอด ชายหนุ่มปรือตาผึงราวกับมันถูกติดสปริงพลางเลื่อนสายตาต่ำลงไปมองท่อนแขนของตนที่วางเหยียดข้างลำตัว เพียงเท่านั้น...ตาคมก็เปลี่ยนเป็นสีเข้มขุ่นและดุดันขึ้นเมื่อพบกับความว่างเปล่า! 


นี่มันอะไรกัน ? 


คำถามในหัวดังอื้อในหู เหมือนเสียงยุงตีกันจนต้องคลอนศีรษะแรงๆ แล้วผงกมันขึ้นหมายจะกลอกตาไปรอบ ๆ หากว่าภาพที่เห็นก็ยิ่งตอกย้ำให้นัยน์ตาคมขุ่นจัด ด้วยแทนที่ตื่นแล้วจะพบเอื้องอลินก็กลับกลายเป็นหญิงสาวในชุดสีขาว หล่อนไม่ใช่คนที่เขาอยากตื่นขึ้นมาเจอเป็นคนแรกภาพที่เห็นจึงขัดหูขัดตา แม้นว่าหล่อนจะกำลังทำหน้าที่ปรับสายน้ำเกลือให้เขาก็ตามที 


“ฟื้นแล้วหรือคะ” หญิงสาวผู้นั้นอุทานเบาพร้อมด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ซึ่งต่างจากคนถูกถามที่มีสีหน้าบอกบุญก็คงจะไม่อยากรับ 


“ดิฉันจะไปตามคุณหมอมาให้นะคะ” หล่อนพูดต่อขึ้นเร็ว ๆ แต่ก็หาอยู่ในความสนใจของเขาไม่ พัศพิมุขหลับตาลงแล้วปรือขึ้นใหม่ ครานี้ดุดันยิ่งกว่าพร้อมกับปัดข้อแขนเล็ก ๆ ที่กำลังสาละวนอยู่เหนือศีรษะของเขา 


ว ว้าย! พยาบาลสาวอุทานตอนที่เซแซดไปตามแรงผลัก ใบหน้าซีดลงเมื่อถูกคนบนเตียงตวัดสายตามาจับจ้อง 


“...เอิงอยู่ที่ไหน ?” สมาธิของเขาจดจ่ออยู่เพียงเรื่องนี้ เสียงถามลอดไรฟัน มันเข้มขึ้นจนกลายเป็นข่มและสำทับด้วยประกายตาดุวับบอกอารมณ์ที่งวดจัดของตน พยาบาลสาวชะงักด้วยความตกใจที่ต้องตอบจึงอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ กลายเป็นไม่ทันใจเขา 


“นี่คุณ!” พัศพิมุขเอ็ดลั่น “ผมถาม...ทำไมไม่ตอบ หูแตกหรือไง!” 


“เอ่อ ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะคุณพัศพิมุข คะคือ คุณหมอสั่งไว้ว่า...” 


หึ! พูดออกมาได้ จะให้ใจเย็นให้โง่รึไง ชายหนุ่มสบถในลำคอ ใครจะสั่งอะไรใครไว้ เขาไม่สนหรอก! 


เมื่อไม่ได้คำตอบอย่างใจก็ต้องลุกขึ้นมาตามหามันด้วยตัวเองไม่ใช่รึ เขาเลิกสนใจพยาบาลสาวตรงหน้าเบือนกลับมาแล้วเกร็งตัวจะลุกขึ้นนั่ง ในตอนนั้นเองที่เพิ่งรู้ว่าอะไร ๆ ก็ไม่ได้เป็นอย่างใจนึก 


‘ฮึก’ พัศพิมุขชะงักกึก สูดปากแรง ๆ พร้อมกับขบกรามแน่นอย่างอดกลั้น เมื่ออาการเจ็บแปล๊บผุดขึ้นประหนึ่งเนื้้อนิ่ม ๆ ถูกเสียดแทงที่กลางลำตัวด้วยของแหลม 


“ไม่รู้อะไร ก็...ถอยไป!” 


“คุณยังลุกไปไหนตอนนี้ไม่ได้นะคะ อย่าค่ะคุณ!” พยาบาลสาวร้องห้าม ทว่าร่างสูงใหญ่ในชุดสีฟ้าอ่อนก็ยังคงไม่ฟังเสียง นอกจากจะฝืนลุกขึ้นแล้วสิ่งไหนที่เกะกะสายตาก็ถูกมือหนากระชากออกรวมทั้งสายน้ำเกลือระโยงระยางจากเสาเหล็กมาที่หลังมือข้างซ้ายนั่นด้วย เขาดึงมันออกอย่างไม่รู้สึกรู้สาถึงอาการเจ็บจี๊ด ๆ กับเลือดที่พุ่งออกมา 


“คุณหมอสั่งห้ามเคลื่อนไหวตัวแรง ๆ ประเดี๋ยวแผลจะ...” เธอละล่ำละลักบอก “เปิดค่ะ” 


“ช่าง! แผลแค่นี้ไม่ตายหรอกน่า ผมบอกให้ถอยไปไงเล่า ไปให้พ้น!” 


เอ๊ะ! เสียงเอะอะอะไรกัน 


เจ้าของใบหน้าคร้ามที่ชุ่มไปด้วยน้ำเงยขึ้นตามเสียงพลางขมวดคิ้วนิด ๆ ก่อนจะใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดหน้ารวก ๆ แล้วสืบเท้าเร็ว ๆ ออกมาจากห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องพักฟื้นคนไข้นั่นเอง เป็นอย่างที่คิดว่าเจ้านายของเขาฟื้นแล้ว แต่ที่ไม่ได้คิดไว้ก็คือ...เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้ว ‘คุณพัศ’ จะออกฤทธิ์ออกเดชใส่นางพยาบาลตัวเล็ก ๆ ราวกับไม่ใช่คนเจ็บหนักเฉกเช่นเมื่อคืนแบบนี้ 


“ออกไปให้พ้น!” คนเจ็บตวาดลั่นพร้อมชี้นิ้วไปที่ประตู ดวงหน้าหล่อนยิ่งเผือดหนักจึงเหลียวหาคนช่วย 


“ไม่เป็นไรครับคุณพยาบาล คุณออกไปก่อน เดี๋ยวทางนี้...ผมจัดการเอง” สิงขรถอนใจเบาบางตอนหันไปพยักเพยิดให้พยาบาลสาวซึ่งก็ไม่อิดออดที่จะอันตรธานหายไปจากห้องนี้ คนถูกพูดถึงจึงปัดสายตาดุ ๆ กลับมาเล่นงานคนของตนแทน ปากก็คำรามแหบพร่า “ไอ้สิงห์!” 


“จัดการอะไรวะไอ้สิงห์ แกจะทำอะไรฉันล่ะฮึ ?” เสียงถามห้วนกว่า ลูกน้องหนุ่มรู้อารมณ์อยู่แล้วจึงค่อย ๆ หันกลับมายิ้มกว้างเอาใจ 


“โถ...คุณพัศ ผมก็พูดไปอย่างนั้นแหละเห็นว่าคุณพยาบาลเธอกลัวเจ้านายจนขวัญเสียแล้ว อีกอย่าง...ผมน่ะรึจะไปทำอะไรได้นอกจากจะสรรหาสิ่งที่นายต้องการมาให้” 


“ว่าแต่...เจ้านายต้องการอะไรล่ะครับแล้วไปเหวี่ยงใส่คุณพยาบาลคนสวยทำไม เธอออกจะน่าสงสาร” 


“ชิ! น่าสงสารตรงไหน ถามอะไรก็ไม่ตอบ น่ารำคาญต่างหากล่ะไม่ว่า” พัศพิมุขพูดพาล ๆ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่าเขาสั่งให้สิงขรตามข่าวตรีกูลอยู่ที่กรุงเทพฯ ไฉนลูกน้องหนุ่มจึงมาโผล่ที่นี่ได้...? 


“นี่นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ?” 


สิ้นสุดคำถามดูเหมือน ‘คนพาล’ จะอ่อนแรงลงมากถึงขั้นถอนใจออกมายาว ๆ ลมหายใจผ่าวร้อนของเขาเริ่มติดขัด จุกที่กลางอกจนต้องงอตัวลง สิงขรมองภาพนั้นแล้วลอบยิ้มมุมปาก เมื่อที่สุดแล้วคนเจ็บก็ต้องยอมรับว่าตนเองเจ็บอยู่วันยังค่ำจึงเข้าไปช่วยประคองแผ่นหลัง จัดท่าให้คนเป็นนายเอนตัวลงนอนได้สะดวก ปากก็เล่าไปด้วยว่า... 


“คุณท่านเรียกตัวผมกลับมา บอกว่าได้กลิ่นทะแม่ง ๆ เรื่องไอ้เริงฤทธิ์กับพวกจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ผมจับไฟล์ทเร็วที่สุดกลับมาถึงกระบี่เมื่อเช้าแต่ก็ไม่ทันเพราะพวกมันชิงลงมือซะก่อน แต่ก็ยังโชคดีนะครับที่นายรอดมาได้” 


ท้ายประโยคมีแววโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่ใช่เพราะต้องอยู่หาหลักฐานเรื่องตรีกู วันนั้นเขาก็คงจะอยู่ข้างกายคอยปกป้องคนเป็นนาย พัศพิมุขโบกมือไปมา รู้...ถึงความจงรักภักดีของคนสนิท 


“นายก็เห็นแล้วว่าฉันยังอยู่ดี ฉันไม่ตายง่าย ๆ หรอกน่ะ” 


“คราวนี้ไม่ตายแต่ก็เรียกว่าเฉียดตายนะครับ ประมาทมันไม่ได้จริง ๆ นี่ขนาดรู้เลา ๆ ถึงแผนของมันก็ยังป้องกันไม่ทันการอยู่ดี” 


“...ที่นายว่ารู้น่ะ รู้จากใคร ?” พัศพิมุขถาม มันน่าสนใจตรงแหล่งข่าวที่รู้จริงซึ่งจะเป็นใครถ้าไม่ใช่คนที่อยู่ในดงของเริงฤทธิ์ สิงขรเป็นฝ่ายสะดุด ทำได้แค่ขบกรามเงียบไม่อาจแพร่งพรายชื่อคนผู้นั้นให้เล็ดลอด 


“เรื่องนั้น...ไม่รู้สินาย คุณท่านไม่ได้บอกอะไรมาก” เขาตอบสั้น ๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง 


“เอ้อ เห็นแม่วรรณเล่าว่าตอนเกิดเรื่องนายอยู่ที่ตลาด ว่าแต่...เรื่องมันเป็นยังไงมายังไงกันล่ะครับเนี่ย ?” ปลายเสียงคนถามมีความสงสัย นั่นมันใช่กิจวัตรประจำวันของพัศพิมุขเสียที่ไหน ครั้งสุดท้ายที่เขาจำได้เห็นจะเป็นตอนที่เจ้านายอาสาขับรถพาภรรยาไปจ่ายตลาดด้วยตัวเอง ก็ด้วยความที่ ‘สิตมน’ ชอบทำอาหารและมักจะทำขนมฝรั่งเป็นงานอดิเรกให้ทุกคนในรีสอร์ตได้ชิม 


“...แค่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ ก็เลยออกไปขับรถเล่น” 


“หืม...? ขับรถเล่น” สิงขรคราง พร้อมเลิกแถบคิ้วหนา ๆ “ก็เออ...น่ะสิ” 


“นายจะให้ฉันเก็บตัวอยู่แต่ที่รีสอร์ต ไม่ออกไปไหนมาไหนเพราะกลัวพวกมันจนหัวหดงั้นน่ะรึ ไม่มีทาง! คนอย่างฉันไม่เคยกลัวสวะอย่างไอ้เริงฤทธิ์ และถ้ามันคิดจะลงมือจริง ๆ ล่ะก็จะเป็นที่ไหน ๆ บ้านหรือตลาดมันก็ตามมาจัดการฉันจนได้นั่นล่ะ” 


“เรื่องนั้นผมรู้ คุณพัศไม่กลัวพวกมัน ผมก็เหมือนกัน แต่การทำตัวล่อเป้าแบบนี้ก็อันตรายเกินไปนะครับ” 


“รู้แล้วน่า ใช่ว่าจะออกไปไหนกันบ่อย ๆ แล้วคนที่รู้ว่าฉันจะไปไหนมาไหน ตอนไหนก็มีไม่กี่คนเท่านั้นล่ะ” 


จริงสิ' สิงขรครางงึมงำในลำคอ เรื่องที่คนเป็นนายพูดทำให้เขาฉุกคิด...ถ้าอย่างนั้นไอ้เริงฤทธิ์รู้ตำแหน่งของนายได้อย่างไร ถ้าหากไม่มีใครส่งข่าว 


“...ที่รู้ ๆ ก็คงจะมีไม่กี่คนแล้วก็ต้องเป็นคนในรีสอร์ต ไม่อย่างนั้นจะรู้ความเคลื่อนไหวของเจ้านายได้ยังไง เรื่องนี้...ผมจะสืบต่อเอง”  


“แต่ถึงคนในจะเป็นหนอน ฉันก็อยากกลับบ้านมากกว่านอนแหม่บอยู่ที่นี่ว่ะ” 


พัศพิมุขปิดท้ายด้วยความต้องการแรกตั้งแต่ลืมตาขึ้นมา สิงขรผงกศีรษะหงึกพลางกวาดสายตามองร่างสูงใหญ่ขึ้น ๆ ลง ๆ ถึงจะพูดว่าพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ยังต้องพักฟื้นจนกว่าบาดแผลจะสมานตัว ระหว่างนี้จะพักอยู่ที่ไหนก็ต้องมีคนคุ้มกันอย่างแน่นหนา 


“โรงพยาบาลมีคนพลุกพล่านเกินไปจริง ๆ ถ้าลองมีใครริสวมรอยเป็นหมอหรือพยาบาลเข้ามาสักคน...ก็จบเห่แล้ว” สิงขรพูด 


ทว่ายังปรึกษากันไม่ทันจบ เสียงบานประตูที่เปิดออกก็เรียกสายตาคนทั้งคู่ให้หันไปมอง แวบหนึ่งคนบนเตียงแอบหวังว่าจะเป็นคนที่เขารอ แต่แล้วแวววูบไหวก็จางไปอย่างรวดเร็วเมื่อผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นหญิงสาวในชุดกราวน์สีขาวสะอาดตา ที่บ่งบอกฐานะกราย ๆ ของหล่อน ข้อสันนิษฐานที่เพิ่งพูดกันทำให้สิงขรตวัดเรียวตาคมวับมองเจ้าของร่างโปร่งระหงขึ้น ๆ ลง ๆ อย่างไม่ไว้หน้า 


ถ้าจะสงสัยใครสักคนที่แฝงตัวเข้ามา เขาก็คิดว่าต้องเป็นหล่อนนี่แหละ หมอที่ไหนจะหน้าใสกิ๊กอย่างกับเด็กเพิ่งเรียนจบแบบนี้


“สวัสดีค่ะ คุณพัศพิมุข” 


คุณหมอชาวารีทำเป็นมองไม่เห็น ‘คนปลอดมารยาท’ พลางเบือนใบหน้าหวาน ๆ ไปทักทายคนไข้ของเธอ หญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อน ๆ จนดวงหน้าขาวอมพูแลอ่อนหวาน ต่างจากดวงตากลมโตที่ฉายแววมุ่งมั่นและซ่อนความเอาแต่ใจนิด ๆ ไว้ ที่หางตามองเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างเตียงแค่แวบเดียว แต่ก็เป็น ‘แวบเดียว’ ที่สร้างความหมั่นไส้ให้เกิดอยู่ลึก ๆ 


‘คนอะไร...มองได้มองดี ไม่มีมารยาท!’ 


“ดิฉันหมอชาวารีเป็นหมอที่ผ่าตัดคุณค่ะ คุณพ้นขีดอันตรายตั้งแต่เมื่อคืนวาน แต่มียาสลบตกค้างอาจทำให้มึนงงอยู่บ้าง ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างคะ ?” 


“...ก็ยังปวดแผลครับ” พัศพิมุขบอกพลางยื่นมือไปลูบสีข้างของตน หล่อนผงกศีรษะรับรู้ 


“หมอจะสั่งยาระงับปวดเพิ่มให้ ตรงช่องท้องเป็นแผลผ่าตัดเอากระสุนออกต้องดูแลแผลให้ปลอดเชื้อและปิดสนิทเสียก่อน ระหว่างนี้ขอให้คุณพัศพิมุขพักผ่อน อย่าพยายามลุกไปไหน หมอรับรองว่าไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วล่ะค่ะ” 


คุณหมอสาวบอกด้วยน้ำเสียงโอนอ่อนกึ่งขอร้องตามที่รู้อุปนิสัยของพัศพิมุขจากพี่ชาย ‘พูดจาดี ๆ อ่อนให้แล้วรับรองว่าอีกฝ่ายจะลดความแข็งกร้าวลงมาก’ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อพัศพิมุขพยักหน้ารับฟังอย่างสงบ 


“ขอให้หายเร็วที่สุดก็แล้วกันครับ ผมมีเรื่องต้องออกไปจัดการอีกเยอะ” 


จู่ ๆ พัศพิมุขก็เปลี่ยนท่าทีต่างไปจากตอนที่ตกลงกับสิงขรก่อนหน้าที่หญิงสาวผู้นี้จะเข้ามาในห้อง ร้อนให้ลูกน้องคนสนิทต้องค้านขึ้น 


“แต่ที่นี่เป็นแค่โรงพยาบาล จะแน่ใจได้ยังไงว่าคุณพัศจะปลอดภัยจากสมุนชั่ว ๆ ของไอ้เริงฤทธิ์ ที่รู้ ๆ คนดีในคราบผู้ร้ายแฝงตัวอยู่ใกล้ ๆ ก็เยอะ ถ้าไม่ระวังให้ดีมีหวังถูกตลบหลังอีกแน่” สิงขรเอ่ยพลางตวัดสายตาไปจ้องตรงช่วงอก ตำแหน่งที่มีชื่อ แพทย์หญิงชาวารี โกมาลย์เมศ นามสกุลดังที่ใคร ๆ ในจังหวัดก็รู้ว่ามีปูมหลังเกี่ยวพันกับนายเริงฤทธิ์เหนียวแน่นแค่ไหน แล้วมีหรือที่หล่อนจะนอกคอกมาช่วยเหลือศัตรูของญาติผู้พี่ ถึงจะเอาเรื่องจรรยาบรรณแพทย์มาอ้างก็เถอะ! 


“เจ้าสิงห์” เสียงเจ้านายหนุ่มปรามขึ้นเรียบ ๆ พร้อมกับส่ายหน้าไปมา 


หญิงสาวหน้าร้อนวูบกับกริยาไร้มารยาทของเขา ไม่ชอบอาการกวาดสายตาขึ้น ๆ ลง ๆ ทั่วร่างงามแล้วหยุดตรงหน้าอกของเธอ ชาวารีเม้มริมฝีปากอย่างอดกลั้นเมื่อเท่าทันความคิดของอีกฝ่าย และถึงจะขึ้นชื่อว่าเป็นคุณหมอที่ใจดี มีมารยาทงดงาม อีกทั้งเป็นถึงทายาทเจ้าของโรงพยาบาลแห่งนี้ ทว่าเมื่อถูกใครแหย่เอามาก ๆ เสือสาวในคราบเจ้าหญิงผู้อ่อนหวานก็มักจะไม่ทน เธอเชิดหน้าขึ้นนิด ๆ ดวงตากลมโตจ้องตอบใบหน้าครึ้มไรหนวดเขม็ง 


“ถ้าคุณสิงห์ห่วงเรื่องความปลอดภัย ดิฉันยืนยันว่าที่นี่มีให้แน่นอนค่ะ ส่วนเรื่องที่คุณคิด...ก็ขอให้คิดเสียใหม่และอย่าตัดสินกันเพียงเพราะฉันร่วมตระกูลกับศัตรูของพวกคุณ นี่เป็นเรื่องของฉันกับพี่ชายที่เลือกจะ ‘ช่วย’ มากกว่าจะปล่อยให้ใครโดนทำร้ายมากไปกว่านี้” 


“ฮึ!” คนฟังยังกอดอกนิ่ง แผ่นหลังแกร่งตั้งตรงกับสีหน้าเยาะ ๆ ที่แปลความได้ว่า...ไม่เชื่อหล่อน “จะพูดยังไงก็พูดได้อยู่แล้ว” 


“ฉันเข้าใจ เรื่องบางเรื่องพูดให้ ‘คนเข้าใจยาก’ ฟัง มันก็...ยิ่งยาก ดูจากการกระทำมันจะชัดเจนกว่าไม่ใช่หรือ...ว่าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจนถึงตอนนี้ คุณพัศพิมุขยังมีลมหายใจและปลอดภัยภายใต้การดูแลของพวกเรา” 


“เราไม่ได้เป็น โกมาลย์มาศ อย่างที่คุณเข้าใจ แต่เราเป็นคนของ ไร่กระทิง” คุณหมอชาวารีโต้ตอบฉะฉาน 


ไม่มีคำไหนเลยที่หล่อนจะหลบสายตาเขา ไม่มีประโยคไหนเลยที่หล่อนจะพูดหงิม ๆ ปล่อยผ่านยอมเป็นฝ่ายถูกข่มซึ่งดูเหมือนสิงขรจะไม่ชินเพราะไม่เคยต้องลับฝีปากกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ และนับครั้งได้กระมังที่จะเจอผู้หญิงที่กล้าต้านสายตาดุ ๆ ของเขา หล่อนก็น่าสนใจนะ แต่ไม่ใช่ความสนใจประเภทเดียวกับที่มีต่อเอื้องอลินอย่างแน่นอน 


หมออะไรปากเก่งชะมัด! นี่หล่อนเป็นหมอจริง ๆ หรือเปล่าวะ ทำไมไม่มีความอ่อนหวานเอาซะเลย?  


“ใครจะไปรู้ล่ะว่าเป็นการทำให้พวกเราตายใจแล้วค่อยลอบกัดหรือเปล่า” สิงขรว่าแล้วก็ไหวบ่านิด ๆ “หึ! ยังไงเรื่องนี้ก็จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอยู่แน่ ๆ” ความมั่นใจของเขาสร้างความหมั่นไส้จนชาวารีต้องกลั้นโทสะอย่างเต็มที่ 


พัศพิมุขนั่งเงียบ ๆ ปล่อยให้คนทั้งคู่ถกเถียงกันแล้วใช้เวลาใคร่ครวญไม่นาน เขาช่างใจก่อนจะยกมือปรามไปทางสิงขรซึ่งก็ทำให้ลูกน้องหนุ่มชะงัก ถัดจากนั้นความร้อนแรงก็ค่อย ๆ ลดลงตามระดับมือของผู้เป็นนาย 


“พอแค่นี้ล่ะ เจ้าสิงห์” บอกแล้วหันไปทางหญิงสาว “คุณหมอชาวารี ผมเสียมารยาทไปมากที่ยังไม่ได้ขอบคุณ...คุณหมอกับพี่ชาย” 


“ผมเชื่อในคำพูดและความตั้งใจที่ช่วยเหลือผม และยินดีจะอยู่ที่นี่จนกว่าคุณหมอจะอนุญาตให้กลับ ส่วนนี่ สิงขร เป็นคนสนิทและเป็นบอดี้การ์ดที่ผมไว้ใจที่สุด ไม่แปลกที่เขาจะมองเรื่องความปลอดภัยของผมเป็นหลัก แต่ถ้ามีคำไหนที่ล่วงเกินคุณหมอก็อย่าถือสานะครับ” 


“ดิฉันไม่ถือ ‘คนไม่รู้’ หรอกค่ะคุณพัศ” 


ชาวารีเชิดใบหน้านวลสวยขึ้นนิด ๆ สบตาคนพูดด้วยสีหน้าที่คลี่คลาย เธอแย้มยิ้มบาง ๆ หากว่าดวงตาคมเฉี่ยวที่ปรายมองสิงขรแวบหนึ่งนั้นบอกกราย ๆ ว่าไม่มีทางลืมเรื่องนี้ง่าย ๆ แน่ 


“ส่วนตอนนี้ฉันว่าคุณพักผ่อนดีกว่านะคะ ดิฉันเองก็จะขอตัว...” เธอขยับตัวน้อย ๆ ทำท่าจะหมุนตัวเพื่อเดินกลับออกไป ในตอนนั้นไม่ทันตั้งตัวสักนิดเลยว่าจะมีใครอีกคนขยับตัวตาม เสียงห้าว ๆ ของเขาทำให้ฝีเท้าของคุณหมอสาวต้องชะงัก 


“นายครับ เดี๋ยวผมจะเดินไปส่งคุณหมอเธอหน่อย” 


หืม..มม ? พัศพิมุขเลิกแถบคิ้วกับคำพูดของสิงขร เป็นแค่การรับรู้เฉย ๆ ผิดกับชาวารีที่ค้านทั้งแววตาและสีหน้า 


...ก็นี่เป็นโรงพยาบาลที่เธอมาวิ่งเล่นตั้งแต่เล็ก ๆ แล้วไยจะต้องให้คนอื่นมานำทางกันเล่า 


“ไม่ต้อง” คำค้านเป็นต้องตกไปเมื่อชายหนุ่มก้าวตามมาประชิด แล้วโน้มตัวลงมาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงต่ำ ๆ 


“ไปสิครับคุณหมอ นายผมจะได้พักสักที” ชาวารีจำต้องรีบสาวเท้าหมายให้ห่างจากเจ้าของลมหายใจร้อน ๆ ที่รินรดต้นคอระหงของเธอจนร้อนลามไปด้วย นิมฝีปากสวยขมุบขมิบบริพาษฟังไม่ได้ศัพท์กระนั้นคนที่เดินตามก็ยังเงี่ยหูฟังแล้วกระตุกยิ้ม 


“นี่คุณคิดจะตามฉันไปถึงไหน ?” หญิงสาวถามออกมาตรง ๆ พลอยทำให้คนข้าง ๆ ชะงักฝีเท้า สิงขรเอียงตัวเข้ามาใกล้ส่งสายตายียวนตามมาด้วยสุ้มเสียงที่ทำราวกับไม่รู้อีโหน่อีเหน่ 


“ตาม ? ผมน่ะหรือตามคุณหมอ เอ๋...ผมไม่ยักรู้ว่าการเดินอยู่ในโรงพยาบาล พื้นที่สาธารณะที่ใคร ๆ ก็เดินได้เป็นการ ‘ตาม’ เลยนะ” 


คนฟังฮึดฮัดเกินจะกลั้น ชาวารีเม้มปากแน่น สองมือกำเข้าหากัน แน่แล้วว่าเขากำลังกวนโทสะของเธอให้ขุ่น 


“คุณสิงห์ นี่คุณจะกวนประสาทฉันไปถึงไหน ?” เสียงถามเอาจริง นัยน์ตากลมโตสุกสกาวคลับคล้ายดวงตาของลูกเสือไม่มีผิด 


“เอาล่ะ ๆ อย่าเพิ่งมีอารมณ์ซี นี่ไม่ใช่คุณสมบัติที่น่ารักของคุณหมอเลยนะครับ” ชายหนุ่มยิ้มเย้าในเรียวตาดุ 


“ฉันจะดีกับคนดี ๆ เท่านั้น แต่ถ้าไม่ใช่...ร้ายมาก็ต้องร้ายตอบ รู้ไว้! หมอคนอื่นอาจจะไม่เป็น...แต่ฉันเป็นแบบนี้แหละ” กัดฟันตอบ 


“นั่นสินะ หึ ๆ” สิงขรพึมพำพลางส่ายหน้าช้า ๆ เสียงหัวเราะต่ำ ๆ เล็ดลอดออกมาขณะที่เขากดใบหน้าคร้ามลงต่ำแล้วเงยขึ้นใหม่... 


“ผมรู้...ว่าคุณไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นนี่หรอก เรื่องที่อยู่ข้างในจะเล็ดลอดออกมาก็ต่อเมื่อถูกเค้น ทั้งนิสัยจริง ๆ ทั้งเจตนาลึก ๆ และผมก็ต้องการรู้มาก ๆ ว่าจริง ๆ แล้วคุณมีจุดประสงค์อะไร ไม่ใช่คนดีไม่มีในโลกแต่เดี๋ยวนี้โลกมันอยู่ยาก คนดีจริง ๆ ก็ตายไปหมดแล้วที่เหลือก็เลยไม่รู้ว่าจะดีจริงสักแค่ไหน” เขาปรามาสเสียงกระด้าง 


“คนโลกแคบ มองโลกในแง่ร้ายก็มักจะคิดบ้า ๆ อย่างคุณนี่ล่ะ” ชาวารีค่อน 


“มองโลกในแง่ร้าย ก็ยังดีกว่าไว้ใจใครง่าย ๆ แล้วมานั่งเสียใจทีหลัง” 


“ขี้ระแวง ฉันว่าคุณ...ป่วย ไปพบจิตแพทย์บ้างก็ดีนะ” หญิงสาวไหวบ่าน้อย ๆ 


“ป่วยงั้นรึ!” สิงขรครางแหบพร่า สุ้มเสียงที่ถูกเค้นจากริมฝีปากหยักลึกพร้อมด้วยอาการกระตุกมุมปากนิด ๆ แสดงความเย้ยหยัน มันเป็นภาพที่ไม่น่ามองเอาเสียเลยโดยเฉพาะเมื่อเข้าคู่กับเรียวตาดุวับที่จับจ้องราวกับจะฟาดฟันเธอให้เยินยับด้วยสายตา ตอนนั้นชาวารีไม่ทันตั้งตัวเลยว่าจะถูกแรงผลักไปจนชิดผนัง แผ่นหลังบางครูดไปกับผิวซีเมนต์สาก ๆ ดวงตาคู่โตเบิกขึ้นเมื่อต้องตกอยู่ระหว่างท่อนแข็งกำยำที่พาดค้ำลงมาทั้งสองข้าง ร่างน้อยดิ้นขลุกขลักอยู่นานก็ไม่สามารถออกจากพันธนาการนั้นได้ 


“หนะ นายจะทำอะไร ?” สรรพนามเรียกเขาเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อถูกคุกคาม 


“...ก็จะพิสูจน์น่ะสิว่าที่หมอพูดน่ะจริงแค่ไหน ไหนบอกผมหน่อยซิว่าหมอจะได้อะไรจากการช่วยเจ้านายของผม” อีกฝ่ายโต้ตอบทันควันด้วยความเงียบ สิงขรรอดูเชิงแล้วไหวบ่าอย่างไม่ยี่หระทว่าเปลี่ยนคำถามเรียบเย็นไปเป็น...คำขู่ 


“หมอจะพูดออกมาดี ๆ หรือจะบังคับให้ผมต้องหาข้อแลกเปลี่ยน ?” 


ชาวารีชะงักไปครู่พลางปรือดวงตาคู่สวยขึ้นสบแล้วก็ต้องอุทานออกมาเมื่อคนที่ยืนประจันหน้าโน้มตัวลงมาใกล้แบบไร้ความเกรงใจ ใบหน้าขรึมครึ้มไรเคราลอยเด่นอยู่เบื้องหน้า ในเรียวตาของเขาเต็มไปด้วยความดุดัน 


“ถ้าหมอไม่พูด ผมก็จะจัดการกับหมอตรงนี้ล่ะ ถ้าถามแล้วไม่ตอบแก้มนุ่ม ๆ ของหมอก็จะช้ำไปทีละข้าง ครบสองข้างเมื่อไหร่...ก็จะตบท้ายด้วยจูบ” 


“บ้า! จะบ้าเหรอ นายจะทำอย่างนั้นไม่ได้นะ” 


“หึ! งั้นมาลองดูกันว่าผมจะทำได้อย่างปากว่า...หรือเปล่า” เขาลากเสียงในตอนท้าย เสียงหัวเราะของเขายังดังแผ่ว ๆ กับหัวตาที่ระริกไหวคล้ายกำลังขบขัน “...และตอนนี้ผมต้องการคำตอบแรก” 


แน่ล่ะ! ชาวารีไม่เคยต้องเป็นเบี้ยล้างให้ใครกดขี่ เธอเติบโตมาอย่างลูกสาวคนเล็กที่ถูกตามใจจึงยากที่จะยอมรับคำสั่งของใคร และเมื่อยังเงียบสิงขรก็ขบกรามจนขึ้นสันก่อนจะกดปลายจมูกลงมาใกล้ อีกแค่คืบนิ้วก็จะจรดถึงแก้มนวลที่ร้อนผ่าวของเธอ ชาวารีตั้งสติแล้วสอดฝ่ามือเข้าไปกั้นด้วยอาการมือไม้ที่ยังสั่น หัวใจเต้นแรงราวกับจะระเบิดเสียครานี้ 


“...หรือรวบอีกคำถามมาเลยก็ได้นะ ทำไมคนของไร่กระทิงถึงกลายเป็นศัตรูกับไอ้เริงฤทธิ์ ?” 


“ตอบสิหมอ” เสียงแหบ ๆ ของเขายังคาดคั้น ใบหน้าคมคร้ามยังไม่ยอมถอยห่าง ทั้งเสียงพูด ทั้งลมหายใจจึงระอุอุ่นอยู่แถว ๆ พวงแก้มของชาวารี หญิงสาวกัดริมฝีปากบอบบางของตน ช่างใจอยู่หลายวินาทีแล้วจำต้องสลัดทิฐิออกไปบ้างเพื่อรักษาความผุดผ่องของตนเอาไว้ เธอรู้...คนบ้าระห่ำชนิดที่ทำทุกอย่างเพื่อเจ้านายของตน จงรักภักดีอย่างสิงขรกล้าทำทุกอย่างเพื่อให้เธอเปิดปากบอกความจริง 

“ว่าไง...?” 


“ก็บอกไปแล้วว่า...ไม่เหมือนกัน” เสียงนั้นกระแทกกระทั้น สิงขรกระตุกหัวคิ้วแล้วยอมผละห่างเล็กน้อยเพื่อฟังอย่างตั้งใจ 


“เรื่องช่วย...ต้องไปถามพี่ชายฉันนู่น เขาเป็นคนต้นคิด เพราะถ้าพี่เสือไม่แบกร่างชุ่มเลือดของคุณพัศมาฉันก็คงจะไม่ได้ช่วยชีวิตเขา” 


หล่อนมีพี่ชายชื่อ ‘เสือ’ งั้นหรือ...? 


“เราเลือกที่จะทำอย่างนี้เพราะเราไม่ได้อยู่ใต้อาณัติใคร พวกเขาทำร้ายใครต่อใครไม่เว้น...แม้แต่คนในครอบครัว ความสัมพันธ์ทางสายเลือดสะบั้นไปนานแล้วตั้งแต่วันที่เขามีส่วนทำให้พ่อของฉันจากไป พ่อของเขาซึ่งเป็นลุงแท้ ๆ ของเราโกงมรดกไปจากครอบครัวเรา แค่นี้เป็นเหตุผลมากพอให้เราหันหลังให้พวกเขาได้หรือยัง ?” 


“มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ...?” สิงขรครางกับตัวเอง 


“ได้คำตอบที่พอใจแล้วก็ปล่อยฉันสักทีสิ” ชาวารีบอกเสียงขื่นแล้วออกแรงดันอกแกร่ง และครั้งนี้มันง่ายกว่าตอนแรกมาก สิงขรยอมถอยออกมาก้าวหนึ่งทว่าสายตาคู่คมยังจับจ้องวงหน้านวลสวยที่แฝงรอยก่ำแล้วเลื่อนไปหยุดตรงหลังมือบอบบางที่ปกป้องแก้มนุ่ม ความนุ่มนวลที่ยวนเย้าความรู้สึกให้นึกอยากสัมผัสเบา ๆ ด้วยริมฝีปากอีกครั้ง และเมื่อเห็นสิงขรมองที่จุดใดหญิงสาวก็ลดมือลงซุกเข้าซ่อนในกระโปรง 


“พอใจระดับหนึ่ง คุณกับพี่ชายมีความแค้นกับมัน เรื่องนั้นใคร ๆ ก็มี แต่ความแค้นระหว่างมันกับคุณพัศเป็นเรื่องความเป็นความตาย ผมไม่มีทางไว้ใจใครได้เท่ากับ...ตัวเอง อย่างที่บอกถ้าล่วงเกินก็ขออภัยแต่ถ้ามารู้ทีหลังว่าหมอคิดไม่ซื่อ หรือเปลี่ยนใจไปเป็นสมัครพรรคพวกของมัน ผมสาบานว่าจะกลับมาจัดการหมออย่างสาสมเชียวล่ะ” 


“มันจะมากไปแล้วนะ” ชาวารีกัดกรามแน่น 


“เปล่า! ผมพูดจริง...ทำจริงต่างหากล่ะหมอ” เสียงตอบเยียบเย็น ไม่สะทกสะท้านต่อดวงตาที่ก่ำคลอด้วยความโกรธของหญิงสาว 


คำขู่ของเขาส่งผล ทว่าอย่างไรก็ยังมีอิทธิพลไม่เท่า...เรียวตาดุที่จับจ้องเขม็ง คอยตอกย้ำทุกคำที่เขาได้เอ่ยออกมา 


นี่มันบ้าแท้ ๆ ที่ความหวังดีของเธอกลับกลายเป็นพันธะสัญญา หากทำไม่ได้เธอจะกลายเป็นคนที่ต้องรับโทษ 


เรื่องแบบนี้ก็มีด้วยรึ หมอนี่มันคนพาลชัด ๆ 


คุณหมอชาวารีถึงขั้นงุนงง ดวงหน้าหวานชาหนึบไปทั้งแถบ หัวใจยังเต้นโครมครามไม่ว่างเว้น แม้ในยามที่เขาคนนั้นย่างสามขุมลับหายไปทางห้องดับจิต พลอยให้หญิงสาวแช่งชักไล่หลัง... 


“ไปตายซะเลย ไป้! นายสิงห์โรคจิต!”


---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ห่างหายจากหน้า Wall ไปนานเนอะ  
มาส่งรอบนี้แบบยาว ๆ อ่านกันให้เพลิน...เพลินเลยค่า ^^   

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #97 tungkn4841 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 04:37
    ​สนุกค่ะ  มารอ up ค่ะ
    #97
    0
  2. #95 jackrussell (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2559 / 18:36
    กลับมาอัพแล้ว
    #95
    0