เปลวปรารถนา < ตอน 9 อัพ 35% >

ตอนที่ 11 : ตอน 8 : คนไม่ดีก็มีหัวใจ < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 339
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    11 ต.ค. 59



"อย่าพูดเรื่องของพรุ่งนี้เลย เมื่อเราไม่รู้ว่าจะมีมันหรือเปล่า..."

พัศพิมุข สุริยวัฒน์


ตอน 8 

คนไม่ดีก็มีหัวใจ 


หาใช่เพียงแค่พัศพิมุขที่ช่างใจว่า ‘การเริ่มต้นใหม่’ ที่วาดหวังครั้งนี้จะเป็นเช่นไร คนซึ่งเป็นคู่กรณีอย่างเอื้องอลินที่เผลอรับปากเขาไปแล้วก็ยังสับสนไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 


ความที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าเรื่องราวระหว่างเขากับเธอจะไม่ได้จบลงเพียงแค่คืนนั้น เคยคิดเพียงว่า...ความสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืนก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่ไร้ซึ่งความผูกพัน ไม่ต่างจากความฝันที่เมื่อตื่นก็สลายหายไปจนหมด 


มันควรจะเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ...แต่นี่เรื่องกลับกลายเป็นว่าเขาคนนั้นกลับเข้ามาในชีวิตของเธออีกครั้งด้วยความมุ่งมาดปรารถนาที่ชัดแจ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แม้มิได้้เริ่มต้นด้วยความรักหากว่าหัวใจของเธอจะทนนิ่งเฉย ไม่รู้สึกรู้สาต่อการกลับมาของเขาได้จริง ๆ ล่ะหรือ...? 


หญิงสาวยอมรับว่านอนหลับไม่สนิทนัก มีเรื่องให้ต้องขบคิดซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของคนที่เข้ามาแทรกแซง ทั้งการงาน ชีวิตส่วนตัวตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของเธอตลอดหลายวันมานี้ คิดวกไปวนมากระทั่งหลับก็ปาเข้าไปใกล้เช้า หากว่าต่อให้เพลียแค่ไหนภาระหน้าที่ก็ปลุกให้ต้องลุกจากที่นอนตอนก่อนห้านาฬิกา ทำธุระส่วนตัวแล้วก็เริ่มงานในเช้าวันใหม่ตามปกติ งานอย่างแรกเลยก็คืองานทำความสะอาดที่บ้านแรมตะวัน ขณะผู้เข้าพักออกไปวิ่งออกกำลังกายยามเช้า จากนั้นจึงไปประจำอยู่ตรงเคาเตอร์ต้อนรับกับหนูเล็ก 


“วันนี้แขกน้อยจัง น้องเอิงเช็คดูทีว่ายังมีแขกอีกไหม ทำไมพี่หนูเล็กคุ้น ๆ ว่าวันนี้แขกจะเยอะก็ไม่รู้สิคะ” หล่อนเปรย 


“ยังมีแขกจากเอกซ์เพรสเอเจนจะมาส่งเราตอนเที่ยง แต่ที่พี่หนูเล็กพูดก็ถูกนะคะ มีแขกบุ๊คไว้ แต่ถูกแคนเซลไปกรุ๊ปใหญ่ก่อนหน้าที่จะมาวันเดียว เป็นเพราะอะไรก็ไม่รู้สินะคะ” 


เอื้องอลินตรวจดูตารางบ้านพักประจำวันที่มีการออนลายน์ เชื่อมโยงกับเว็บไซต์จองที่พัก มีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ คือจองมาเต็มในตอนแรกแล้วก็ยกเลิกในระยะกระชั้นชิด การยกเลิกการเข้าพักแบบเป็นกลุ่มอย่างไม่มีเหตุผล น่าสนใจตรงที่แล้วแขกเหล่านี้ไปพักที่ใดแทน พวกเขามีเหตุผลใดจึงยอมถูกลิบมัดจำแล้วเปลี่ยนที่พักใหม่ ถ้ามิใช่ว่าไม่พอใจทางอันดามันรีสอร์ตเป็นอย่างมาก 


“ต้องถามพวกเอเจนของเราว่ามีฟีดแบคอะไรที่ไม่ดีหรือเปล่า ลูกค้าถึงได้ปฏิเสธเราแบบนี้ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในช่วงใกล้ ๆ กันนี้ ถึงจะมีมัดจำให้ยึดแต่ถ้าเกิดขึ้นบ่อย ๆ เราก็เสียหายและหมดโอกาสรับแขกอื่นนอกจากจะวอร์คอินเข้ามาเอง” 

“แปลกจังนะคะ เท่าที่เอิงสำรวจความพอใจของลูกค้าเราก็ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน” 


“เราเคยเจอเคสซึ่ง ๆ หน้า ถูกก่อกวนโดยการส่งนักเลงมาวนเวียนหน้ารีสอร์ตจนแขกกลัวไปตาม ๆ กัน แต่เรื่องยกเลิกทีละมาก ๆ นี่ยังไม่เคยเจอค่ะ” หนูเล็กเล่าถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเนือง ๆ ช่วงก่อนจนเมื่อพัศพิมุขเข้ามาจัดการอย่างจริงจัง เจ้าพวกนั้นก็หายหน้าไป คนฟังพยักหน้ารับรู้แล้วคิดตาม... 


จังหวัดท่องเที่ยวอย่างจังหวัดกระบี่ มีโรงแรมรีสอร์ตทั้งเล็กทั้งใหญ่มากมายอยู่นับไม่ถ้วน ไม่แปลกนักกระมังที่คนทำธุรกิจประเภทเดียวกันจะขัดแข้งขัดขากัน มันก็แล้วแต่ว่าจะแข่งขันกันซึ่ง ๆ หน้าหรือกระทำลับหลังเพื่อชัยชนะ 


“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะน้องเอิง อันดามันรีสอร์ตของเราไม่เคยเอาเปรียบลูกค้า เรารักงานบริการ ทำงานบนความซื่อสัตย์มาโดยตลอด  เราเคยเจอปัญหาหนักหนากว่านี้ก็มาก เรื่องนี้รอให้คุณ ๆ อยู่พร้อมหน้าเสียก่อน ช่วยกันคิดประเดี๋ยวก็มีทางออกค่ะ” หนูเล็กพูดอย่างคนที่มีกำลังใจดี พลอยให้เอื้องอลินผงกศีรษะตาม “นั่นสิคะ” 


“น่าเสียดายที่คุณป้าไม่อยู่ หลานชายท่านก็ยังไม่กลับ” หญิงสาวเปรยเบา ไม่เคยนึกอยากเห็นหน้าค่าตาชายหนุ่มที่ทุกคนเอ่ยอ้างว่าเป็นหลานชายคนเดียวของท่าน แต่มาวันนี้เธอนึกอยากให้เขากลับมาเพื่อช่วยคุณแพรวพรรณแก้ปัญหา คงเป็นเพราะห่วงว่าสถานการณ์ของอันดามันรีสอร์ตจะย่ำแย่ลงไปอีก 


“จริงค่ะ” หนูเล็กทำหน้าปุเลี่ยน ๆ เสยิ้มเจื่อนแต่ก็มิได้แก้ไขความเข้าใจของเอื้องอลินเสียใหม่ หล่อนปล่อยเลยตามเลยก็เพราะคำสั่งของพัศพิมุขที่ว่า...ห้ามพูดเรื่องอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขาเด็ดขาด 


“เอ หลานชายคุณป้า...ชื่ออะไรนะคะพี่หนูเล็ก ? เอิงไม่เคยถามสักที” 


“เรื่องนั้น...ค่อยกลับมาคุยกันก็ได้ค่ะน้องเอิง” อ้ำอึ้ง “นี่ได้เวลาไปตลาดแล้วนี่คะ เดี๋ยวจะสายนะ” 


...เห็นว่าบทสนทนากำลังจะวกเข้าเรื่องที่หล่อนเอ่ยถึงไม่ได้ หนูเล็กจึงเสไปพูดเรื่องอื่นเสีย เนื่องด้วยตอนสาย ๆ ของวันเอื้องอลินจะต้องไปช่วยแม่วรรณจ่ายตลาด กลับมาอีกทีตอนใกล้ ๆ เที่ยง หากวันไหนมีแขกที่ต้องดูแลไม่มากนักหญิงสาวได้รับอนุญาตให้ไปเรียนรู้งานครัว ช่วยทำของว่างซึ่งเป็นขนมไทย ๆ สำหรับเสิร์ฟแขกยามบ่าย 


“อุ้ย! จริงด้วยสิคะ ว่าแต่...พี่หนูเล็กอยากทานอะไรไหมคะ เดี๋ยวขากลับเอิงซื้อมาฝาก” หญิงสาวรุ่นน้องเอ่ยถามเสียงใส  


“ได้ ๆ ขอคิดก่อนนะคะ” หล่อนบอก นัยน์ตาพราวเมื่อนึกถึงเมนูที่ละลานในสมอง 


หญิงสาวรุ่นพี่เลือกรายการอาหารทั้งคาวและหวานประสาคนช่างกิน นึกขอบอกขอบใจที่อีกฝ่ายรู้ใจ ช่างจดช่างจำว่าใครชอบอะไร ช่างเอาอกเอาใจและมีน้ำใจกับทุกคน มิใช่แค่ทำเอาใจเฉพาะคุณแพรวพรรณกับแม่วรรณเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่มายังหล่อนและคนงานเสมอ 


จวนได้เวลาเอื้องอลินก็ผละไปเตรียมตัว กลับมาในชุดเดิมแต่เพิ่มกระเป๋าสะพายใบจิ๋วที่พาดเฉียงอยู่บนเรือนร่างอ้อนแอ้นสำหรับใส่กระเป๋าสตางค์กับโทรศัพท์มือถือ หญิงสาวเดินมาหยุดตรงหน้าหนูเล็กเมื่อเห็นหล่อนโบกมือไหว ๆ กับพยักเพยิดคล้ายจะบอกอะไรสักอย่าง...  


“น้องเอิงไม่ต้องไปตามแม่วรรณแล้วล่ะค่ะ นู่น! รถรออยู่ข้างหน้าแล้ว” หนูเล็กบุ้ยใบ้ 


“มากันแล้วหรือคะ แปลกจัง! ตอนเดินมาเอิงไม่เห็นแม่วรรณเลยนี่คะ” เอื้องอลินนึกสงสัย 


“สวนกันตอนที่น้องเอิงไปนั่นล่ะค่ะ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบ ๆ ไปเถอะค่ะ” 


นี่ถ้าเดินไปรุนหลังเอื้องอลินได้โดยไม่มีพิรุธแล้วล่ะก็...ดูท่าว่าหล่อนก็คงจะทำไปแล้ว เมื่อแผ่นหลังบอบบางลับสายตา หนูเล็กถึงกับผ่อนลมหายใจยาว ๆ ออกมาพ้นอก 


ไม่รู้จริง ๆ สิน่า...ว่าไยเจ้านายของหล่อนถึงได้ทำตัวมีลับลมคมใน ไม่ยอมแสดงตัวว่าเป็นนายต่อหน้าพนักงานใหม่อย่างเอื้องอลิน 


แต่ก็เอาเถอะ! นี่ไม่ใช่เรื่องของหล่อน ไม่ใช่แน่ ๆ ล้านเปอร์เซ็นต์  



บริเวณด้านหน้าอันดามันรีสอร์ตมีรถยนต์เอนกประสงค์สีดำสนิทจอดเทียบโดยสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ จริงอย่างที่หนูเล็กบอกเรื่องที่มีคนรออยู่หากแต่พูดไม่หมดว่าคนที่รอนั้นเป็นใคร เอื้องอลินไม่คิดให้ผู้ใหญ่อย่างแม่วรรณรอนานจึงก้าวเข้าไปนั่งตรงเบาะหน้าข้างคนขับโดยมิได้เอะใจในคำพูดของหนูเล็ก 


“......!” แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าภายในห้องโดยสารนั้นว่างเปล่า เหลียวหาหญิงสูงวัยก็พบเพียงตระกร้าที่ใช้ยามไปจ่ายตลาดวางอยู่ที่เบาะหลัง 


ตึ้ก! ปั้ง! 


ขณะเดียวกันประตูรถฝั่งคนขับก็ถูกมือหนากระชากเปิด เผยให้เห็นเจ้าของร่างสูงใหญ่พร้อมด้วยแสงจัดจ้าที่สาดเข้ามาจนหญิงสาวต้องหรี่ตามอง ชายหนุ่มผู้นั้นค้อมศีรษะลงเล็กน้อยแล้วสอดตัวเข้ามานั่งประจำที่นั่งอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงประตูปิดดัง ‘ปั้ง’ เอื้องอลินถึงขั้นผงะห่างเมื่อมองเห็นเค้าหน้าคมคายแจ่มชัด ชื่อของเขาถูกเสียงหวาน ๆ ครางแผ่วในลำคอ ‘คุณพัศ...!’ 


“นี่มันอะไรกัน...?” เอ่ยถามทั้งที่ยังงง ๆ ชายหนุ่มไหวบ่ากว้างนิด ๆ อย่างไม่ยี่หระต่อน้ำเสียงกับสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่าย 


“...ก็จะไปกับคุณอย่างไรล่ะ” พัศพิมุขตอบเรียบ ๆ แล้วคลี่ยิ้ม 


“......!” 


หญิงสาวกะพริบตาปริบ ๆ กับภาพที่ไม่ชินนัก ก็เพราะมันเป็นรอยยิ้มที่นาน ๆ สักครั้งจะปรากฏให้เห็นบนใบหน้าดุดัน วันนี้พัศพิมุขมีท่าทางกระตือรือร้นและดูจะอารมณ์ดีกว่าปกติ ซ้ำยังมีแววหยอกล้อนิด ๆ อยู่ในเรียวตาสีสนิมแทนที่ความดุดันที่เธอเคยเห็นจนชินตา 


นี่เขาจะมาไม้ไหนกันล่ะนี่...? 


“อย่าล้อเล่นกันนะคะ คุณพัศ” เอื้องอลินเอ่ยเสียงขรึม หยั่งท่าทีอีกฝ่ายอย่างไม่ไว้ใจเท่าไรนัก เขาจึงกระตุกยิ้มแล้วกลั้วหัวเราะ 


“หึๆ ไม่มีอะไรนี่ครับ ผมก็แค่...อยากเปลี่ยนบรรยากาศ ออกไปสูดอากาศนอกรีสอร์ตบ้าง เห็นพนักงานที่นี่บอกว่ามีที่สวย ๆ อยู่เยอะเขาให้กุญแจรถมา ผมก็เลยจะออกไปขับรถเล่นสักหน่อย” 


“คุณก็กำลังจะออกไปเหมือนกันนี่ ถ้าอย่างนั้น...เราก็ไปด้วยกันเสียเลยสิ” เขาเอ่ยชวนง่าย ๆ 


“แต่ฉันต้องไปตลาดกับแม่วรรณ ไม่มีเวลาไปนั่งรถเล่นเป็นเพื่อนคุณหรอกค่ะ” 


“ฉันจะลง...” โดยไม่ต้องคิดมาก หญิงสาวเข้าใจเอาเองว่าเธอขึ้นรถผิดคันจึงทำท่าจะลง ทว่าพัศพิมุขก็เท่าทันและไวกว่าด้วยการสั่งล็อคประตูทุกบานจากรีโมตฝั่งคนขับดัง ‘ครึ้ก’ เขาคลอนศีรษะไปมา ยื่นมือออกมาตรงหน้าแล้วแบออก 


“นี่ของคุณ” เจ้าสิ่งนั้นเป็นกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่ถูกเอื้องอลินหยิบไปคลี่ออกด้วยความสงสัย...? อะไรกัน ? 


“นี่หรือเปล่ารายการของที่คุณต้องซื้อ เมื่อกี้แม่วรรณเพิ่งฝากมันมาให้คุณ เห็นหรือยังล่ะว่าผมไม่ได้ทำอะไรพลการ แล้วทุกคนก็รู้ว่าคุณจะทำหน้าที่เป็นไกด์ให้ผม” 


แม่วรรณงั้นหรือ ? นี่เขารู้จักมักคุ้นกับทุกคนที่รีสอร์ตเลยหรืออย่างไร...? หญิงสาวขมวดคิ้วโค้งสวย ติดใจในคำพูดของเขา 


“ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าคุณมีอภิสิทธิ์อะไรถึงได้ใช้รถของรีสอร์ต คุณอาจเป็นลูกค้าที่พิเศษมากจริง ๆ จนทุกคนต้องเกรงใจ คุณจะเอาแต่ใจอย่างไรก็ได้แต่ต้องไม่ใช่...ทำให้ฉันเสียงาน” 


“ผมอาจจะเป็นเจ้าของรีสอร์ตอย่างคุณว่า...อาจเป็นขาใหญ่ ไฮโซมีอำนาจ ไม่ก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง” เขาหยุดไปนิดหนึ่ง 


“แต่จะเป็นอะไรก็ไม่สำคัญสักหน่อย เพราะผมไม่ได้คิดจะก่อกวน คิดเสียว่า...วันนี้ผมเป็นคนขับรถก็แล้วกัน ถึงที่คุณก็ซื้อของ ๆ คุณไป คุณได้ทำงานของคุณส่วนผมก็ได้ออกนอกรีสอร์ต มันวินวินด้วยกันทั้งคู่” 


‘ฮ้า...ตรงไหนกัน ?’ 


“คนที่ได้...มีแต่คุณมากกว่า” ค่อนหน้าง้ำ “เอาเถอะคุณ นาน ๆ ทีผมจะขับรถให้คนนั่ง ใช้ผมให้คุ้มเถอะ” เขายิ้ม 


ดูเหมือนว่า...วันนี้พัศพิมุขจะมีน้ำอดน้ำทนมากกว่า ไม่ว่าอีกฝ่ายจะแสดงอาการต่อต้านสักแค่ไหน ใบหน้าคร้ามก็ยังเจือรอยยิ้มจาง ๆ ด้วยพอใจที่ได้มีเวลาอยู่กับเธอตามลำพัง ส่วนคนที่ความอดทนเหลือน้อยนิด ก็คือ...คนข้าง ๆ ที่ยืดตัวตรง ดวงหน้าหวานที่เชิดขึ้นนิด ๆ บึ้งตึงเมื่อคร้านจะโต้เถียง 


ผิวแก้มเนียนละเอียดของหญิงสาวมีอาการผ่าวน้อย ๆ มันวูบ ๆ วับ ๆ เมื่อถูกจับจ้องด้วยสายตาเว้าวอน เอื้องอลินเม้มกลีบปากอ่อนบางเกือบเป็นเส้นตรง หงุดหงิดในความเผด็จการที่เธอต้องจำนนนั่งรถไปกับเขา ในใจนึกสงสัยขึ้นมาครามครันถึงความสำคัญกับสิทธิ์พิเศษที่เขาได้รับ ไม่เว้นแม้แต่กับ ‘แม่วรรณ’ ที่ฝากกระดาษแผ่นนี้ผ่านเขามาให้เธอ 


...ดูอย่างตอนนี้สิ เขาไม่ได้ถามทางจากเธอแต่กลับชำนาญทาง รู้จักแทบจะทุกตรอกซอกซอย เขาเป็นแค่นักท่องเที่ยวจริง ๆ หรือ ? 


“คุณมาเที่ยวที่นี่บ่อย ๆ หรือคะแล้วปกติพักที่อันดามันรีสอร์ตที่เดียว หรือว่า...?” 


คำถามที่หลุดออกมาท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัวทำให้คนถูกถามเลิกแถบคิ้ว บ่ายหน้ากลับมาสบ ในรอยตาออกจะประหลาดใจ 


“ทำไมจู่ ๆ ถึงอยากรู้ขึ้นมาล่ะ ก่อนหน้านี้...ผมไม่เห็นว่าคุณจะมีแก่ใจสนใจเรื่องของผมสักนิดเดียว” เขาแย้ง 


“มันไม่ใช่โอกาสที่สมควรถามนี่คะ แต่ตอนนี้คุณพูดเองว่าอยากให้เราทำความรู้จักกัน ฉันก็เลยอยากรู้ว่า...” ยังพูดไม่ทันจบพัศพิมุขก็ยกมือปรามเสียก่อน เรียวตาคู่คมปราดมองทั่ววงหน้านวลที่เจือสีนิด ๆ ดวงตากลมโตของเธอหลุบหลบลงมิได้สานสบกันตรง ๆ ก็นึกแปลกใจ เขาผงกศีรษะน้อย ๆ ประมาณว่า...เข้าใจแล้ว 


“มันก็จริง...ถ้าหากเราไม่เปิดใจต่อกันก็คงจะไม่มีประโยชน์ เรื่องนี้ผมเห็นด้วย” 


“ใช่ไหมล่ะคะ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ตอบคำถามมาสิคะ” คนพูดกระตือรือร้นทีเดียว คนต้องตอบกลับคลอนศีรษะไปมาแล้วพูดต่อ... 


“ฟังผมพูดก่อนซีเอิง ผมเห็นด้วยและยินดีจะตอบคำถามทุกข้อที่ผมตอบได้ แต่คุณต้องแสดงความจริงใจว่าอยากรู้จักกันจริง ๆ เสียก่อน ด้วยการทิ้งคำว่า ‘ฉัน’ แล้วแทนตัวเองว่า ‘เอิง’ กับผม ง่าย ๆ แค่นี้...คุณทำได้ไหมล่ะ ?” 


หืม..มม ? หญิงสาวนิ่วหน้ากับคำของ่าย ๆ ที่ทำตามได้ไม่ง่ายนัก 


“ข้อเรียกร้องประหลาด” เธอค่อน พร้อมตวัดค้อน 


“แล้วให้ได้ไหมล่ะครับ เอิง...?” เสียงห้าว ๆ เอ่ยท้าทาย ตาคมเป็นประกายวับ หญิงสาวเม้มปากนิด ๆ แล้วพยักหน้าส่ง ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ นั่นล่ะ พัศพิมุขจึงยอมตอบคำถามของเธอ 


“ผมอยู่ที่นี่ก็แบบ...ไป ๆ มา ๆ น่ะ จังหวัดทางใต้เดินสายจนทั่วก็เลยรู้จักถนนหนทางซะทะลุปรุโปร่ง และถ้ามาที่นี่เมื่อไหร่ก็พักอยู่ที่อันดามันรีสอร์ต แล้วคุณล่ะไปยังไงมายังไงถึงได้มาอยู่ที่นี่ ?” นอกจากยอมตอบคำถามแล้วเขายังไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกซักอยู่ฝ่ายเดียว พอตอบปุ๊บก็ตั้งคำถามกลับปั๊บ คนไม่ทันตั้งตัวจึงอึ้งไป 


“เอาให้แฟร์ครับ คุณถาม...ผมตอบ คราวนี้ผมถามบ้าง คุณก็ต้องตอบเหมือนกัน” 


“ฉันก็แค่...มาเที่ยวที่นี่ แล้วบังเอิญได้งานทำก็เลยอยู่ต่อ” คนฟังเลิกคิ้วหนาแล้วส่ายหน้าไปมา “ฉันเหรอ...? ผมได้ยินไม่ถนัดเลย”​ 


“ฉันหมายถึง...เอิง เอ้อ คุณก็...อย่าเพิ่งรบเร้ากันซี” 


เอื้องอลินบ่นอุบ ไม่ชินกับสายตารุกเร้ากับการต้องแทนตัวว่า ‘เอิง’ กับคนที่ไม่สนิท คนในครอบครัวหรือก็ไม่ใช่ พัศพิมุขไม่คิดเช่นนั้น เขายกตนเองขึ้นเป็นคนสนิทมากกว่าใครและต้องการบั่นทอนความห่างเหินระหว่างกัน ชายหนุ่มทอดสายตาไปยังถนนหนทางจดจ่ออยู่กับมันหากว่าก็ไม่ทิ้งเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่ 


“แค่ความบังเอิญนะหรือ...แปลกดีนะ” สุ้มเสียงไม่เชื่อ “คุณยอมทิ้งครอบครัวมาอยู่ตั้งไกล ยอมทำงานในรีสอร์ตเล็ก ๆ ที่ได้ค่าจ้างไม่เท่าไหร่ทั้งที่เพิ่งเรียนจบ อะไรกันล่ะที่จูงใจคุณได้มากขนาดนั้น ?” 


“ฉันตอบคำถามนี้ไปแล้ว” 


“...เพราะความห่างไกล เพราะรักสงบกับติดใจทะเลไทยสวย ๆ เท่านั้นน่ะหรือ ?” 


“ครอบครัวของคุณล่ะเอิง พวกเขาว่าอย่างไร เต็มใจจะให้คุณอยู่ไกลหูไกลตาไหม ผมไม่ได้คิดมากไปใช่ไหม...ว่ามันไม่น่าจะใช่ แต่เพราะคุณคิดว่าที่นี่จะเป็นที่ที่ซ่อนตัวได้ดีต่างหากล่ะ” 


“คุณพัศ!” เอื้องอลินครางแล้วนิ่งเงียบ ดวงหน้าอ่อนใสก่ำขึ้นทุกขณะ มือเรียวบางกำกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ไว้จนยับยู่ 


พัศพิมุขยังรุกหนัก หมายต้อนให้อีกฝ่ายจนมุมด้วยเรื่องที่เขาคิดว่าอ่านเธอออก นัยน์ตาคมหมายมาด...เขาจะต้องทลายเกราะกำบังที่ถูกสร้างลงให้ได้ 


“ส่วนเรื่องนี้ก็สำคัญ” เขาพูดค้างไว้ “คุณมีคนรักหรือเปล่าเอิง แล้วเขายอมปล่อยคุณมาอยู่ไกลตัวได้ยังไง ?” 


ความเงียบคือปราการเข้มแข็งเดียวที่เธอมี ซึ่งก็กำลังง่อนแง่นเต็มทีแล้ว 


ใช่! เธอหนีจากพวกเขา หนีความจริงที่คอยไล่ล่าและตอกย้ำว่าชีวิตล้มเหลว พบเจอแต่ความผิดหวังและหวังจะเริ่มต้นใหม่ในโลกที่ไม่มีคนรู้จัก โลกที่ไม่มีเรื่องตรีกูลตามหลอกหลอน ไม่มีความรักที่ถูกทรยศหักหลัง ไม่มีคนเห็นแก่ตัวที่หวังประโยชน์จากเธออย่างไอศูรย์ และเคยคิดว่าจะไม่มีเรื่องชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ด้วยเช่นกัน 


เรื่องราวเหล่านั้นค่อย ๆ สงบลง หัวใจของเธอกำลังได้รับการเยียวยาอย่างช้า ๆ แล้วจู่ ๆ เขาก็ขุดคุ้ยมันขึ้นมาง่าย ๆ ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคที่เขาไม่รู้ว่าทำเธอเจ็บได้มากแค่ไหน 


“เรื่องหลัง...ฉันขอให้มันเป็นเรื่องส่วนตัว” ตอบอย่างอดทน 


เขารู้ว่าหญิงสาวพบเจออะไรมาบ้างแต่ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และทั้งที่รู้ว่าเขากำลังซ้ำแซะแผลที่ตรีกูลกับน้องสาวของเขาเป็นคนก่อ แต่ก็ยังอยากรู้ว่าหมอนั่นยังมีอิทธิพลในฐานะ ‘คนเคยรัก’ ของเอื้องอลินอยู่หรือไม่ ถ้าคำถามนี้จะทำให้ใครต้องเจ็บเจียนตาย เขาก็คงจะหลีกเลี่ยงมันไม่ได้เช่นกัน 


“นั่นล่ะยิ่งต้องตอบ ในเมื่อเรากำลังเรียนรู้กันและกันผมย่อมอยากรู้ว่า...ผู้หญิงที่ผมสนใจมีใครอยู่ในใจหรือเปล่า เพราะถ้า ‘มี’ ผมจะได้รู้ว่าจะจัดการกับคู่แข่งของผมอย่างไร และถ้าเขาคนนั้นยังมีตัวตนก็ขอให้รู้ว่าผมไม่มีวันยอมแพ้ง่าย ๆ” เอ่ยหนักแน่น 


“ไม่มีใครที่คุณว่า...ทั้งนั้น พอใจหรือยังคะ” ตอบกลับเสียงขื่น 


หญิงสาวผินหน้าไปทางอื่นที่มิต้องตกเป็นเป้าสายตาของเขาตรง ๆ ไม่ปรารถนาจะเอ่ยอะไรออกมาอีก เธอสูดลมหายใจยาวลึกเพื่อขับไล่ความอ่อนแอกับหยดใส ๆ ที่รุมเร้ากระบอกนัยน์ตา 


“ผมพอใจมากที่ได้ยินอย่างนั้น” เอื้องอลินชะงักกับคำพูดที่ตรงแสนตรง อีกรอยยิ้มจาง ๆ ที่ปรากฏบนใบหน้าคร้าม 


“ผมเข้าใจ เรื่องที่ถึงขั้นไม่อยากพูดถึงมันคงแย่เอาการ ทิ้งมันไปซะก็ดี จากนี้...ไม่ว่าใครทำอะไรกับคุณไว้ ผมจะเป็นคนทำให้คุณลืมมันทั้งหมดเอง” 


“......!” ความมั่นใจของเขาทำให้เอื้องอลินอึ้งไปด้วยความที่คิดไม่ถึง ชายหนุ่มมั่นใจเกินร้อยและสำทับมันด้วยรอยยิ้มจริงใจที่ทำให้ใบหน้าขรึม ๆ กระจ่างน่ามอง ดูราวกับเป็นคนละคนที่เธอรู้จัก 


แปลกเหลือเกินที่ชายหนุ่มหน้าตาเหี้ยมเกรียม เจ้าเล่ห์ร้าย ไม่ต่างอะไรกับโจรในวันนั้นจะแปรเปลี่ยนไปมากมายในวันนี้ ผู้ชายที่เธอรู้จักแต่เพียงภายนอกผู้นี้แท้จริงแล้วมีนิสัยอย่างไรกันแน่...? 


ครั้นแล้วก็ต้องงุนงงเสียยิ่งกว่า ดวงตาสีน้ำผึ้งกะพริบถี่ ๆ ยามที่พัศพิมุขทาบฝ่ามือลงเหนือหลังมือบอบบางของเธอ บีบเบา ๆ แล้วก็คลายมือออกก่อนที่เธอจะทันตั้งตัว เป็นชั่วเวลาปราดเดียวที่กระแสอุ่น ๆ จากปลายนิ้วเรียวยาว แล่นผ่านไปยังผิวอ่อนบางราวกับกำลังปลอบประโลม 


หญิงสาวนิ่งงัน... 


แม้มิได้มีถ้อยคำปลอบอันอ่อนโยน หรือคำสัตย์หนักแน่นใด ๆ หากว่าหัวใจอ่อนล้าอ่อนแรงจากแรงอดีตของเธอ ก็กลับรู้สึกอุ่นขึ้นได้อย่างประหลาด 



เสียงตะโกนโหวกเหวกแว่วอยู่ไกล ๆ จากมุมหนึ่งสู่มุมหนึ่งของตลาด มิได้ทำให้ผู้คนที่กำลังจับจ่ายตื่นตระหนกแต่อย่างใด ต่างก็คิดไปว่าเป็นเรื่องชุลมุนวุ่นวายธรรมดา ๆ ของบรรดาคนค้าคนขาย กระทั่งหญิงสาวก็คิดเช่นนั้น เอื้องอลินเพียงแค่เงยหน้ามองตามเสียงแวบหนึ่งแล้วก็หันไปสนใจกับข้าวของตรงหน้าดังเดิม ตอนนี้มีวัตถุดิบสำหรับทำขนมอยู่เกือบเต็มตระกร้าเหลือก็แค่รายการสุดท้ายที่ต้องเดินไปยังท้ายตลาด 


“หลบไป! หลบสิโว้ย!” 


เสียงกร้าวปนเปไปกับเสียงกรีดร้องจนฟังไม่ได้ศัพท์ สาวน้อยที่มิอาจล่วงรู้อนาคตข้างหน้าจึงกำลังก้าวฉับ ๆ ไปยังที่หมายแล้วหยุดยืนหน้าแผงขายของ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เสียง ‘ตึ้กๆ’ ถี่กระชั้นแบบประชิดตัวและเมื่อเหลียวหลังกลับไปมองก็ถูกชายฉกรรจ์ที่กำลังไล่กวดใครสักคนมาทางนี้ชนตระกร้าอย่างแรงจนมันกระเด็นหลุดจากมือ 


‘โอ้ย...!’ เสียงร้องนั้นดังอยู่แค่ในลำคอ ร่างแน่งน้อยเซแซ่ด ดีแต่พยุงตัวไว้ทันจึงไม่ได้ล้มคว่ำลงไป แต่ข้าวของที่ซื้อมาแล้วนี่สิ... 


“ไอ้บ้าเอ้ย! จะรีบไปไหนของมัน ดูซี้! ชนข้าวของเสียกระจุย” แม่ค้าเจ้าของแผงยืนขึ้นเท้าสะเอว บ่นขรมแล้วหันมาถามไถ่ลูกค้าสาว 


“เป็นอะไรมากหรือเปล่าหนู ไอ้พวกนี้ชนแล้วก็ไม่รับผิดชอบ” 


“...ไม่เป็นไรค่ะ” 


เอื้องอลินนิ่วหน้าน้อย ๆ ยังงงกับเหตุการณ์เมื่อครู่ พลางก้มลงสำรวจตัวเองก็พบว่าแค่เจ็บแปล็บ ๆ ที่ข้อมือข้างขวา ร่างน้อยทรุดตัวลงนั่งยอง ๆ เอื้อมเก็บของใส่ตระกร้าทีละอย่าง จู่ ๆ มือหนาของใครคนหนึ่งก็เอื้อมมาคว้าข้อมือบอบบางจนต้องชะงัก 


เอ๊ะ!” เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบชายหนุ่มที่ออกตัวว่าจะรอที่รถ เขาไม่ได้กล่าวอะไรออกมาสักคำแต่รั้งตัวเธอให้ยืนขึ้นโดยมิได้สนใจข้าวของที่เกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นซีเมนต์เฉอะแฉะ 


“ดะ เดี๋ยวค่ะ แล้วของ...” 


“ไปก่อนเถอะน่า ที่นี่ไม่ปลอดภัย” บอกเสียงเครียด ร่างบอบบางถูกดึงกึ่งกระชากข้อแขนเล็ก ๆ ให้ก้าวตามให้ทันชายหนุ่มซึ่งมีช่วงขาที่ยาวกว่ามาก และยิ่งเดินก็ยิ่งเร็วขึ้นจนล้มขมำไปชนเขาอยู่หลายครั้ง 


ไม่มีเหตุผล! เขาไม่ได้บอกอะไรสักคำแล้วจะให้เธอทำตามอย่างนั้นหรือ ทำไมต้องเชื่อ ทำไมเธอต้องทำตามเขาด้วยเล่า...? 


“นี่มันเรื่องอะไรกัน ? บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่ไปกับคุณ” 


เอื้องอลินยื่นคำขาด เม้มกลีบปากน้อย ๆ อย่างคนดื้อดึงแล้วสะบัดข้อมือจนหลุดจากการเกาะกุม พัศพิมุขชะงักพลางบ่ายหน้ากลับมามองด้วยสายตาขึ้งเครียด คนถูกถามขบกรามแน่นอย่างข่มใจ 


หึ! นี่เขาต้องมายืนอธิบายเรื่องงี่เง่า ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้จริง ๆ น่ะหรือ...? 


“ไม่ใช่ตอนนี้ ไป...ก่อนที่เราจะตายกันหมดที่นี่” คำรามเสียงลอดไรฟันพลางปัดนัยน์ตาดุกราดไปเบื้องหน้า 


“ตาย!” นี่เธอได้ยินอะไรผิดไปใช่ไหม...? 


หญิงสาวถึงกับหน้าถอดสี พัศพิมุขไม่รอให้อีกฝ่ายมีเวลาทำความเข้าใจเรื่องนี้นานนัก พูดจบก็คว้าข้อแขนพาหญิงสาวออกวิ่ง 


ท่ามกลางความอลหม่านวุ่นวายนั้นเอื้องอลินงุนงง จับความไม่ได้ว่าผู้คนเหล่านั้นรวมทั้งตัวเธอกำลังหนีอะไร จนเมื่อได้ยินเสียง ‘ปั้ง’ ที่ดังไล่หลังจึงรู้ว่าเธอกำลังหนีจาก ‘มัจจุราช’ 


มีความตายรายรอบอยู่ใกล้ตัวและมันเฉียดใกล้ตัวเธอเข้ามาทุกขณะ ยามนั้นความกลัวได้แปรสภาพเป็นความเยียบเย็นจับขั้วหัวใจ มันแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กายจนถึงปลายนิ้วเรียวเล็กที่สัมผัสกับอุ้งมือหนาที่ถูกเขากุมไว้แนบแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นระทึกแทบหลุดออกมานอกเบ้ายามที่ต้องออกวิ่ง แล้วก็หลบ...แล้วก็ออกวิ่งซ้ำอีกจนอ่อนล้าไปหมด 


ทว่าในทุกคราวที่หญิงสาวทรุดลงนั่งหยุดหอบหายใจแล้วเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นอกกว้างที่กำบังตัวเธอไว้ ชายหนุ่มกดศีรษะเล็กลงแนบข้างลำตัวเขา หากมีกระสุนลูกใดทะลุทะลวงเข้ามาถึงตัวเธอก็คงจะพุ่งผ่านหัวใจของเขามาเป็นแน่ 


พัศพิมุขค้อมตัวลงใช้กายสูงใหญ่บดบังร่างน้อยจนมิด ลมหายใจของเขาระอุร้อน ปลายคางคมสันลอยอยู่เหนือหน้าผากมนและกดลงยังกระหม่อมบอบบางทุกครั้งที่ได้ยินเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น เรียวตาสีสนิมเป็นประกายวับอย่างนึกอาฆาตตัวการที่สั่งพวกของมันมาทำร้ายเขา และถ้ามันจะเป็นเขาคนเดียวนั่นก็เรื่องหนึ่ง 


แต่นี่...ไม่ใช่! 


“ขอโทษ...ที่ทำให้คุณต้องเจอเรื่องแบบนี้” เสียงห้าวพึมพำชิดขมับ ท่อนแขนกำยำโอบกระชับบ่าบางที่สั่นงันงกเข้าชิดตัว 


มันเป็นความผิดของเขาเองหากเอื้องอลินต้องตกอยู่ในอันตราย และเขาจะไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นเด็ดขาด “คุณจะไม่เป็นอะไร” 


“ได้ยินผมไหม...เอิง คุณต้องปลอดภัย” 


เสียงอึกทึกที่อยู่รายรอบตัวทำให้เสียงของพัศพิมุขแผ่วเบา เรียวตาคมจึงแทนทุกความรู้สึกนึกคิดที่มี เจ้าของดวงหน้ามอม ๆ สบตาแล้วผงกศีรษะช้า ๆ รับรู้การปลอบประโลมที่ถูกส่งมา 


ครู่ถัดมา...เสียงดังกัมปนาทของปืนจึงเงียบลง ทว่าสีหน้าของเขาก็ยังไม่คลายจากความดุดัน พัศพิมุขค่อย ๆ เลื่อนตัวจากที่กำบังซึ่งเป็นเพียงโต๊ะพับของร้านก๋วยเตี๋ยว ข้าง ๆ เป็นเก้าอี้กลมขาเหล็กที่ล้มระเนระนาด หยั่งเชิงว่าสถานการณ์อาจไม่สงบดังที่เห็น เป็นไปได้ว่าพวกมันจะต้องตามตัวเขาจนกว่าจะพบ ฟาดฟันกันจนกว่าอีกฝ่ายจะนองเลือดไม่ก็ตายไปฝ่ายหนึ่ง เรียวตาคมกริบตวัดมองเข้าไปภายในร้านที่มืดสนิทแล้วเบือนกลับมามองคนในอ้อมกอด 


“ฟังผมนะเอิง คุณต้องวิ่งผ่านร้านนั่น มันทะลุไปออกซอยข้าง ๆ กลับไปที่รถแล้วก็ต้องขับออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด” 


“...แล้วคุณล่ะ ?” นั่นอาจเป็นแผนการหนีที่ดี แต่...เขาจะให้เธอไปคนเดียวอย่างนั้นหรือ ? 


“ผมต้องอยู่ล่อมันไปอีกทางแล้วจะไปเจอคุณตรงทางออก แต่ถ้าไปถึงแล้วไม่เห็นผม...คุณต้องขับรถออกไปเลยเข้าใจไหม ?” บอกพลางหยิบกุญแจรถจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต วางมันลงในมือหญิงสาวกุมทับให้เธอรับมันไว้  


“ฉันจะทำอย่างนั้นได้ยังไง” เอื้องอลินส่ายหน้าดิก ปฏิเสธเสียงสั่น จู่ ๆ น้ำตาก็รินอาบแก้ม ต่อให้เคยโกรธเคยเกลียดกันมากแค่ไหนก็ไม่อาจทิ้งเขาเอาไว้ตามลำพัง ชายหนุ่มมองแล้วฝืนยิ้มจาง ๆ ปาดปลายนิ้วแข็ง ๆ เช็ดหยดใสบนแก้มเนียน 


“คุณทำได้แน่ พอผมนับถึงสามคุณต้องวิ่งแบบไม่คิดชีวิตเลยนะ คิดเสียว่า...ตรงนี้ไม่มีอะไรให้คุณหันกลับมามองอีกแล้ว” 


ไม่... 


“หนึ่ง สอง สาม ไป!” 


“เปรี้ยง!!!” 


เสียงปืนที่ปะทุขึ้นอีกระลอกดังขึ้นพร้อมกับเสียงนับของเขา ต่อให้ยังไม่พร้อม...พัศพิมุขก็ต้องผลักเธอออกจากสถานการณ์เสี่ยงตายนี้ให้ได้ ร่างแน่งน้อยถูกรุนแผ่นหลังออกจากที่ซ่อนที่กำลังจะพังพาบ จำต้องออกวิ่งด้วยเรี่ยวแรงเท่าที่ยังมีไปพร้อมกับน้ำตาที่รินอาบแก้ม เขาสั่งไม่ให้เธอเหลียวหลังกลับไป แล้วเธอต้องทำอย่างไร สมองไม่ใคร่สั่งการมีเพียงขาที่ออกวิ่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ 


ความเย็นจากเนื้อสแตนเลสทำให้สำนึกรู้ถึงวัตถุในมือ สิ่งที่พัศพิมุขยัดใส่มือเป็นกุญแจรถ เอื้องอลินก้มลงมองแล้วกำมันไว้แน่น มันคือแรงส่งเดียวที่มีที่จะทำให้เขาและเธอรอด เธอจะต้องไปถึงรถคันนั้นให้ได้  


เอี๊ยด..ดด 


ยางรถยนต์สีดำมะเมื่อมบดเบียดกับถนนจนเกิดเสียงเสียดหู พาหนะสีดำสนิทคันนั้นพุ่งออกจากจุดเทียบจอดแล้วขับฝ่าไปตามซอกซอยเล็ก ๆ ที่ยามนี้ปราศจากร้านค้าริมทาง ไม่มีแผงค้าหรือรถเข็นที่เคยวางขนัดแน่น ไม่มีกระทั่ง...ผู้คน รถคันนั้นเลี้ยวซ้ายแล้วเหยียบเบรกกระทันหันตรงทางแยกเล็ก ๆ ซึ่งเป็นจุดนัดพบ 


เอี๊ยด..ดด กึ้ก! 


แรงเบรกทำให้ทั้งรถทั้งคนกระตุกแรงจนหน้าผากถลันไปโขกกับพวงมาลัยแข็ง ๆ เมื่อโงศีรษะขึ้นมา เจ้าของดวงหน้าก่ำแดงก็กวาดสายตามองหาเขาด้วยความประหวั่นใจ 


“......” ไม่มี...! 


คุณพัศ คุณอยู่ที่ไหน ? เกิดคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจ ยามมองไปยังจุดเดิม ๆ ที่ไม่มี...เขา เอื้องอลินสะอื้นฮักออกมาเมื่อเกินจะกลั้น 


วินาทีถัดมาก็สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกนัด มันดังอยู่ใกล้ ๆ นี่เองแต่อันตรายที่กร้ำกรายเข้ามาก็มิได้ทำให้เธอขลาดกลัวจนต้องรีบหนีไป เอื้องอลินตั้งมั่นว่าจะรออยู่ตรงนี้จนกว่าเขาจะมา 


สาวน้อยกำพวงมาลัยไว้แน่นด้วยสองมือกับหัวใจที่สั่นสะท้าน แล้วก็ต้องตระหนกจนหน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินเสียงดัง ‘ตุ้บ’ ข้างกระจก


ฝ่ามือหนาตบลงบนกระจกด้านข้างแรง ๆ พร้อมกับโน้มตัวลงมาจนเห็นใบหน้า เอื้องอลินกะพริบถี่ ๆ ปัดความตกใจทิ้งแล้วรีบปลดล็อคประตูด้วยท่าทางเงอะงะให้เขาแทรกตัวเข้ามาในรถ คล้ายว่ารอยน้ำตาจะถูกซับออกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังมีชีวิตอยู่ จากนั้นสมองก็สั่งการให้เธอพาเขาออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด 


“ขับไป ขับไปเรื่อย ๆ” พัศพิมุขบอกพลางชี้นิ้วค่อนข้างสั่นไปข้างหน้า 


“คุณ...ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ ?” เสียงถามจากสารถีสาวเจือความห่วงใยอย่างไม่ปิดบัง พัศพิมุขสูดปากแรง ๆ แต่ยังคงนิ่งเงียบ เธอจึงเข้าใจเอาเองว่าเขาก็คงจะกำลังประมวลสภาพร่างกายของตนเองอยู่กระมังจึงรอคำตอบด้วยความอดทน 


เขาเป็นอะไรหรือเปล่าน่ะหรือ...? 


เรื่องนั้นเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรที่ทำให้เขาขยับแขนข้างขวาได้ยากลำบาก อะไรที่ทำให้เขาเจ็บแปล๊บจนหัวไหล่ทรุด เขาส่ายหน้าน้อย ๆ ตอนลูบใบหน้าแรง ๆ ขยับตัวอย่างเชื่องช้าแล้วอิงต้นคอแกร่งกับพนักเบาะอย่างอ่อนแรง 


เขาไม่รู้...รู้ก็เพียงว่าในหัวตื้อ ๆ กับคล้ายมีอาการหูดับจนได้ยินเสียงหญิงสาวไม่ชัดเจน ใบหน้าของเขาผ่าวร้อนแต่ขณะเดียวกันก็ซีดลงถนัดตา พัศพิมุขบ่ายหน้าลงมองแขนขวาของตน ขณะที่เอื้องอลินก็เบือนมามองตาม... 


“คุณพัศ เลือด...!” 



โลกหมุนหรือเป็นเพราะสติของเขาไม่สมประดีก็มิรู้ พัศพิมุขไม่อาจแยกแยะความรู้สึกในตอนนี้ได้ มันเบลอ ๆ กลืนรวมไปด้วยกันทั้งความเจ็บปวดกับอาการตึง ๆ ในหัว เหงื่อกาฬแย่งกันผุดซึมตามขมับทั้งที่ภายในห้องโดยสารนั้นเย็นฉ่ำ แล้วอาการที่นำหน้าก็คือปวดหนึบไปทั้งหัวไหล่จนต้องกดข่มมันไว้ 


“เอาอย่างไรต่อคะ ?” หลังจากเอื้องอลินขับออกมาอย่างไม่รู้ทิศรู้ทางก็ถึงคราวต้องหันหน้ามาพึ่งคนเจ็บ หญิงสาวละล่ำละลักเรียกเขา ด้วยเหลียวกลับไปเห็นชายฉกรรจ์เหล่านั้นกำลังกระโจนขึ้นรถกระบะสีดำ 


“คุณพัศ! พวกนั้นตามมาแล้วนะ” 


“อ่า...” ชายหนุ่มย่นหัวคิ้วหนาเหนือเรียวตาคมที่จำต้องปิดลงชั่วขณะ ปรือขึ้นใหม่อวดลูกตาดำสนิทที่ยังมุ่นมัวพร้อมกับถอนหายใจหนัก ๆ ยามต้องอดกลั้น คนข้าง ๆ เห็นแล้วก็พลอยประหวั่นไปด้วย นึกห่วงเมื่อเห็นสีเข้ม ๆ เริ่มซึมมาถึงเสื้อตัวนอกและบัดนี้มันขยายเป็นวงกว้างขึ้น ๆ บนแขนเสื้อแจ็คเก็ตของเขา “อดทนหน่อยนะคะ” 


“ขับไปเรื่อย ๆ แล้วหาทางออกจากถนนใหญ่ก็พอ” เขากัดฟันพูด 


“ค่ะ” พยักเพยิด แล้วบ่ายหน้ากลับไปมองสองข้างทางด้วยความหวั่นใจ ความที่น้อยครั้งพนักงานสาวอย่างเธอที่จะออกนอกรีสอร์ตทำให้สถานที่นั้นแปลกตาไปหมด รู้แค่ว่ากำลังขับห่างจากชุมชนออกมาเรื่อย ๆ และย่างเข้าสู่พื้นที่สีเขียวของเรือกสวน สลับกับภูเขาหินปูนสูงตระหง่านซึ่งเป็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดกระบี่ 


หากย้อนกลับไปมองเธอกับเขามาไกลพอสมควรแต่ก็ยังสลัดคนพวกนั้นไม่หลุด หากมองในกระจกมองหลังก็ยังเห็นรถกระบะติดฟิล์มดำทะมึนคันนั้นไล่กวดอยู่ข้างหลัง เอื้องอลินนึกหวั่น ด้วยฝีมือการขับรถที่ยังถือเป็นมือใหม่อย่างเธอ จะพากันเอาชีวิตรอดได้หรือ...แต่ถ้าจะให้เขาซึ่งบาดเจ็บเป็นผู้ขับก็คงจะไม่รอดเหมือนกัน 


“พวกมันเป็นใครคะ แล้วต้องการอะไร ?” ความเงียบไม่ได้ช่วยทำให้รู้สึกสงบได้เลย เอื้องอลินจึงเป็นคนทำลายมันลงด้วยคำถาม 


“ศัตรูเก่า...” เสียงกร้าวเอ่ยลอดไรฟัน นัยน์ตาคมวาววับ ยิ่งรู้ว่าพวกมันเป็นพวกไหนก็ยิ่งขุ่นแค้นมากเท่านั้น 


“พวกมันต้องการฆ่าผม” 


“......!” 


พวกเขาโกรธแค้นเรื่องอะไรกัน ถึงขั้นต้องฆ่าต้องแกงกันเชียวหรือ...? คนฟังตระหนกกับคำตอบตรง ๆ ของเขา 


ทว่าแม้ในสถานการณ์เช่นนี้พัศพิมุขก็ยังไม่นึกเกรงอำนาจของนายหัวสำเริง หรือแม้แต่...นายเริงฤทธิ์ลูกชาย พวกมันก็แค่นักเลงชั้นสวะที่เป็นได้แค่หมาลอบกัดในสายตาของเขา เพียงแต่ครั้งนี้มันยกระดับกล้าออกมาประจันหน้า หมายจะเอาชีวิตของเขาอย่างอุกอาจเท่านั้นเอง 


แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ไม่ง่ายนักหรอก หึ! 

“เพราะอะไรคนพวกนั้นถึงจะฆ่าคุณ...?” หญิงสาวไม่คิดจะปล่อยให้ความสงสัยนี้วูบหายไปง่าย ๆ ตัวตนของเขาเป็นเช่นไรเธอเองก็ไม่เคยรู้ หรือเขาจะมีอาชีพลึกลับดำมืดจนชีวิตต้องเสี่ยงอยู่ในอันตราย 


“ธุรกิจที่ผมทำ...ไปขัดแข้งขัดขา ขวางทางเจริญของพวกมัน” และเขายอมตอบ 


พัศพิมุขบกรามแน่นยามเหลือบมองหูกระจกข้างประตู เห็นพวกมันยังติดตามอย่างไม่ลดละจนต้องคิดทำอะไรสักอย่าง ฟันกรามถูกขบกระทบกันแน่นก่อนชายหนุ่มจะผงกตัวจากพนักเบาะ เอื้อมหยิบอาวุธขนาดเหมาะมือจากเก๊ะฝั่งที่นั่งของตนมากุมไว้ 


‘ปะ ปืน...!’ หัวใจสาวน้อยเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ เมื่อเหลือบไปเห็นกระบอกโลหะสีดำมะเมื่อมในมือใหญ่ ตกใจจนลืมคิดไปว่าเขารู้ได้อย่างไรว่ามีปืนซ่อนอยู่ในรถ 


“เอิง เลี้ยวตรงนี้เลย” 


“เปรี้ยง!” ในเวลาเดียวกันกับที่ชี้บอกให้หญิงสาวเลี้ยวกระทันหันพัศพิมุขก็ลดกระจกลงสอดตัวออกไปยิงหลายนัด เขาสูดปากแรง ๆ ยามแทรกตัวกลับเข้ามาในรถ นั่งหอบน้อย ๆ เรียวตาดุดำจ้องเขม็งผ่านกระจกมองหลังเป็นประกายวาบขึ้น ‘หึ!’ 


เอี๊ยด..ดด โคร้ม! 


...เห็นผลเมื่อฝ่ายนั้นหักหลบ พุ่งพรวดไปชนกองหินข้างทาง ขณะที่คนขับก็ยังต้องขับต่อไปทั้งที่น้ำตาคลอหน่วย มันพร้อมจะหลั่งรินเสียทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืน 


“เปรี้ยง ๆ” คราวนี้เธอสะดุ้งจนปล่อยพวงมาลัย รู้สึกตัวอีกทีตอนที่มือหนากดศีรษะให้ต่ำลงหลบกระสุนที่กราดยิงไล่หลัง กลายเป็นเขาที่กุมพวงมาลัยเอาไว้แทนเธอ 


“ก้มต่ำ ๆ ไว้” เสียงแหบห้าวคอยบอกอยู่ใกล้ ๆ กับช่วยรั้งพวงมาลัยเมื่อเธอไม่พร้อมจะจับมัน ขับต่อไปบนถนนสายเล็ก ๆ ที่คลุ้งไปด้วยฝุ่นสีแดง ผ่านสองฝั่งฟากที่เป็นสวนยางไปเจอสวนที่ขนัดแน่นไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ หลังขับลึกเข้าไปหลายกิโลเมตรก็ต้องหยุดเมื่อสุดทาง 


“หลบเข้าไปในนั้นก่อน” พัศพิมุขบุ้ยใบ้ไปข้างหน้า มันเป็นอาณาเขตกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่เต็มไปด้วยต้นหญ้ารก ๆ สูงเกือบถึงเอวจนมองแทบไม่เห็นทางเข้า พื้นที่นั้นล้อมรอบด้วยแนวรั้วที่มีสุมทุมพุ่มไม้รกชัฎปกคลุมกับป้ายที่ปักเอียงกระเท่เร่ข้างหน้าบอกชื่อสถานที่ 


“ไร่กระทิง...” หญิงสาวครางชื่อนั้นในลำคอ 


“เอิง” อีกฝ่ายเตือนด้วยเสียงต่ำ ๆ จากนั้นไม่มีกระทั่งเวลาดูบาดแผลของเขาว่ามากน้อยเพียงไร ไม่มีเวลาให้กับความสับสน ความหวาดกลัวที่รุมเร้าจนแทบก้าวขาไม่ออก มีแค่ ‘เวลา’ ที่ล้อมกรอบเข้ามาให้ต้องตัดสินใจ 


“ไปกันเถอะค่ะ” เธอเลือกที่จะทำตามคำบอกของเขาอย่างไม่มีข้อแม้ ร่างบอบบางก้าวลงจากรถแล้วอ้อมไปหาคนเจ็บ พัศพิมุขขยับตัวอืดอาดจนรำคาญตัวเอง แล้วเพียงวางท่อนแขนแกร่งลงบนบ่าบอบบางเท่านั้น...เขาก็รู้ว่าคงไปได้ไม่ไกล 


“คุณ...รีบไปเถอะ” เอื้องอลินชะงัก เมื่อชายหนุ่มถอนแขนออก เอ๊...ทำไม ? 


“ดูสภาพผมสิ คุณพาผมไปไม่ไหวหรอก เอิง อย่าฝืนเลย” บอกพลางส่ายหน้าไปมา 


ตัวบางนิดเดียวอย่่างนี้ อย่างเธอจะแบกเขาไหวได้อย่างไรกัน 


“ไหวสิคะ ยังไงก็ต้องไหว แต่คุณต้องช่วยฉันด้วย ยังไงเราก็ต้องหนีไปด้วยกัน” เอื้องอลินบอกมั่นใจและไม่รอช้าที่จะลองใหม่ คราวนี้เธอตั้งหลักด้วยการหยัดยืนให้มั่นเพื่อรับน้ำหนักที่จะถาโถมลงมาบนไหล่ พัศพิมุขช่วยด้วยการทิ้งน้ำหนักตัวเพียงกึ่งหนึ่ง กัดฟันข่มความเจ็บด้วยการคำรามต่ำ ๆ ในลำคอตอนออกเดิน ในเมื่อผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างเธอยังสู้ แล้วเขาจะถอดใจได้อย่างไรกันเล่า... 


“คุณพัศคะ” คนพยุงชะลอฝีเท้า เธอกับเขาเดินมากี่ก้าวไม่รู้ รู้แต่ว่านานแสนนานและทรมานจับจิตจนคนเจ็บเหงื่อกาฬโทรมกาย พัศพิมุขบ่ายหน้าลงมองคนเรียก ดึงสติกลับมายามจ้องมองใบหน้านวลที่มีรอยเปื้อนเป็นจุด ๆ 


“เสียงพวกมันเงียบลงไปแล้ว เราพักตรงนี้ก่อน...จะได้ดูแผลให้คุณด้วย” 


คนบอกจัดแจงพยุงเขาไปนั่งลงใต้ต้นไม้ใหญ่ ผ่อนแผ่นหลังที่งุ้มงอพิงลำต้นแข็ง ๆ แล้วทรุดลงนั่งข้าง ๆ เพื่อช่วยปลดเสื้อแจ็คเก็ตยีนส์ออกจากตัว นั่นเป็นครั้งแรกที่เอื้องอลินเห็นสีแดงฉานชุ่มโชกอยู่บนแขนเสื้อยืดตัวในของเขา สีหน้าคนช่วยไม่สู้ดีนัก มันซีดลงอีกเมื่อเห็นเลือดสด ๆ ยังไหลจากบาดแผล 


“คุณเจ็บมากไหม เลือดยังไหลไม่หยุดเลย” เสียงถามพลอยสั่น น้ำตาหยดที่กลั้นไว้ถึงคราวร่วงเผาะ ด้วยครานี้กลั้นไว้ไม่ไหวจริง ๆ 


หากเธอหวาดกลัวจับใจ เหน็ดเหนื่อยนักหนาจากการเดินทางไกลเข้ามาในป่าลึกแล้วคนเจ็บที่พกพาบาดแผลฉกรรจ์นี่มาด้วยเล่าจะต้องใช้ความอดทนมากแค่ไหนกัน 


เอื้องอลินจำต้องกดดวงหน้าก่ำแดงลงแล้วใช้หลังมือเช็ดน้ำตาบนแก้มรวก ๆ นั่นทำให้พัศพิมุขต้องฝืนยิ้มเจื่อน ๆ ให้ แล้วยื่นปลายนิ้วมาซับคราบอุ่น ๆ ที่ไหลตามมาอีกเป็นระลอก 


“ผมไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกคุณ พวกมันตาไม่ดี นี่ก็แค่ถาก ๆ ไปเท่านั้น” คนบอกกระตุกริมฝีปากนิด ๆ นึกหยามฝีมือคนยิง 


“แผลนี่...ยังไกลหัวใจอีกเยอะ” ชายหนุ่มอยากจะพูดเย้าให้คนเจ้าน้ำตาคลายความกังวลแต่ก็ดูจะไม่แนบเนียนนัก รอยยิ้มที่เห็นขัดกับใบหน้าโรย ๆ ที่ดูไม่ออกด้วยซ้ำว่าเขากำลังยิ้ม เอื้องอลินรู้ว่ากำลังแสดงความอ่อนแอจนเขาต้องปลอบจึงทำใจให้สงบลง 


“ค่ะ ไม่เฉียดหัวใจ แต่คุณกำลังจะเลือดออกตายเสียก่อน” ประชดกลับ 


พัศพิมุขพึมพำหึ ๆ ในลำคอ คล้ายเสียงหัวเราะแผ่ว ต่างฝ่ายต่างก็พูดเรื่องตรงข้ามกับความจริง เผื่อว่าจะลดความตึงเครียดลงได้บ้าง หญิงสาวมองค้อนแล้วก้มหน้าก้มตาใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเลือดจนมองเห็นเนื้อแผลบนต้นแขน บาดแผลที่เกิดจากถูกกระสุนพุ่งผ่านเป็นรอยถากฉกาจฉกรรจ์ 


นี่น่ะหรือที่ว่าไม่มาก เธอเม้มปากน้อย ๆ ตอนกดฝ่ามือบนผ้าผืนนั้น เหลือบตาขึ้นมองคนเจ็บแล้วก็พบว่าเขาจ้องมองเธออยู่ก่อนแล้ว 


“แผลแค่นี้ไม่ทำให้ใครตาย แต่ถ้าเกิดตายขึ้นมาจริง ๆ ก็คงเป็นคราวซวยของผม เอิง...ผมขอโทษนะที่ลากคุณเข้ามาเกี่ยว” 


ปลายเสียงเอ่ยอย่างสำนึกผิด กี่ครั้งแล้วล่ะ ที่เขาทำให้เธอต้องตกกระไดพลอยโจนไปกับเรื่องที่มีต้นเหตุมาจากเขา นับตั้งแต่วันแรกที่พบกันจวบจนถึงวันนี้ และเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขานึกอยากแก้ไขมันเสียใหม่ทั้งหมด 


จะมีสักครั้งไหม ที่เขาจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เธอมีรอยยิ้ม และมีความสุขเพราะเขาบ้าง...? 


‘หึ! บ้าชะมัด’ คิดแล้วพัศพิมุขก็คลอนศีรษะแรง ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้แต่เขากลับคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 


ใช่! มันเป็นเรื่องของ ‘พรุ่งนี้’ ที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีมันหรือเปล่า...? 


“ไหน ๆ เรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว มันคงเป็นคราวเคราะห์ของฉันด้วย คิดหาทางแก้ไขดีกว่ามานั่งโทษกันนะคะ” 


“ฉันจะหาทางพาคุณออกไปจากที่นี่ แต่คงต้องรอให้แน่ใจว่าคนพวกนั้นไม่ตามเรามาแล้ว อดทนอีกนิดนะคะ” เอ่ยปลอบ 


เขาผงกศีรษะหงึก ๆ สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า ก็คือ...ถึงมีหนทาง เขาจะยังมีเรี่ยวแรงเดินออกไปจากที่นี่พร้อมเธอหรือไม่ สภาพแบบนี้ต่อให้ยืนด้วยตัวเองยังไม่ไหว นับประสาอะไรกับเดินกลับเส้นทางเดิมเป็นกิโล ๆ พัศพิมุขรู้ตัวดีว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย... 


“พวกมันเงียบหายไปพักหนึ่งแล้ว อาจเพราะที่นี่เป็นเขตส่วนบุคคลก็เลยไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาละมัง” เขาพูด 


“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็แล้วกันค่ะ เพราะถ้าตามมาจริง ๆ เราคงแย่” 


“แต่ถ้ามันตามมา...” เสียงที่เอ่ยนั้นแหบพร่า “คุณต้องหนีไปโดยไม่มีผม สัญญากับผมนะเอิง เพราะผมไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกมันโหดร้ายและทำอะไรได้มากแค่ไหน” หญิงสาวชะงัก 


“แต่ฉันไม่กลัวนี่คะ ฉันจะอยู่ที่นี่กับคุณด้วย” คำพูดหนักแน่น หากแต่หัวใจช่างสั่นคลอนเมื่อคิดว่าจะต้องทิ้งเขาไว้ตามลำพัง 


“คุณอยู่ที่นี่ไม่ได้” พัศพิมุขส่ายหน้า ขยับตัวแล้วหยิบปืนที่เหน็บอยู่ข้างหลังออกมา “ใช้มันเป็นไหม...? คุณต้องปลดเซฟตี้เมื่อจะใช้มัน เล็ง...แล้วก็ยิงให้โดนจุดสำคัญ” 


“ฉันไม่...” หญิงสาวส่ายหน้าดิก ดวงตาแดงก่ำเมื่อถูกยัดเหยียดอาวุธอย่างเดียวที่มีในตอนนี้ใส่มือ 


...แล้วเขาล่ะ ถ้าเธอหนีเอาตัวรอดแล้วเขาจะเป็นอย่างไร? 


“เมื่อถึงเวลา...คุณต้องทำนะเอิง ต้องมีสติ และยิง...ก่อนที่มันจะยิงคุณ เก็บมันเอาไว้สิ” 


ชายหนุ่มบอกพลางรวบมือเรียวบางขึ้นจับกระบอกปืน กุมทับมือเล็กเพื่อสอนวิธีจับปืนกับวิธียิงให้เธอ นี่เป็นวิธีเดียวที่เขาจะช่วยเธอได้ พัศพิมุขรู้ตัวเรื่องอาการที่ไม่สู้ดีเพราะเสียเลือดไปมากและอาจสลบไสลไปเมื่อไหร่ก็สุดรู้ เมื่อไม่มีเขาแล้วพวกมันจะทำอะไรกับเธอบ้าง แค่คิดเขาก็ขบกรามแน่น 


“คุณพัศ...” เธอสะอื้น 


“ไม่เป็นไร...คุณทำได้ คุณจะไม่เป็นอะไรนะเอิง” ปลุกปลอบเสียงแผ่วเบา 


ดวงหน้านวลที่เรียวตาคมกำลังเหลือบมองยามนี้ค่อนไปทางมอมแมม แก้มขาว ๆ เปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ส่วนริมฝีปากอิ่มนั้นถูกเม้มเข้าหากันบ่อยครั้งจนมันเป็นสีออกแดง ๆ เหมือนผลเชอรี่ ตากลมสวยเอ่อไปด้วยหยดใส ๆ ที่บอกให้รู้ว่าร้องไห้ซ้ำ ๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่อยากให้เป็นเช่นนี้เลย เขาอยากปกป้องเธอให้ได้มากกว่านี้ 


“เชื่อผมสิ คุณจะปลอดภัย” คนเจ็บเอ่ยให้กำลังใจแล้วจู่ ๆ ไอโขลกออกมา 


“คุณพักเถอะนะคะ ฉัน...เอ่อ เอิงจะนั่งอยู่ใกล้ ๆ ตรงนี้เอง” หญิงสาวปาดป้ายน้ำตาแล้วนั่งชันเข่า วางกระบอกปืนไว้ข้างตัว 


พัศพิมุขจึงค่อย ๆ เอนตัวกับโคนต้นไม้ทั้งตัว ไม่หลงเหลือสภาพของคนที่จะปกป้องใครได้อีก เรียวตาสีเถ้าถ่านของเขากะพริบถี่ ๆ ยามที่มันหนักอึ้งราวถูกตุ้มหินถ่วงไว้ และสุดท้ายก็ผล็อยหลับลงไปโดยไม่อาจฝืน 


เสียงกรอบแกรบจากฝีเท้าที่เหยียบลงบนกองใบไม้แห้ง ๆ ทำให้เขาสะดุ้งแล้วปรือตา มันเป็นภาพเบลอ ๆ ของความเคลื่อนไหวที่อยู่ไม่ไกลนักแต่ก็เห็นเป็นแค่เงาเลือนราง ใครคนนั้นกำลังเดินวนไปวนมาแล้วก็วกกลับมาทรุดนั่งลงข้าง ๆ แล้วภาพราง ๆ ที่เห็นก็ค่อยแจ่มชัดว่าเป็น...เอื้องอลิน ชายหนุ่มจึงผ่อนลมหายใจพรู 


“โชคไม่เข้าข้างเราเลยค่ะ” หญิงสาวพึมพำแผ่วเมื่อเห็นเขาลืมตา เธอผิดหวังกับการพยายามหาคลื่นสัญญาณมือถือด้วยแบตเตอรี่ที่เหลือเพียงขีดเดียว ชายหนุ่มโต้ตอบเพียงเล็กน้อยด้วยการกะพริบตา รอยหยักลึกบนริมฝีปากคลายลงอีกคราเมื่อเขาหลับตาลง 


ยามนี้ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากรอ รอจนแน่ใจว่าคนพวกนั้นไม่ได้ตามมาและรอจนกว่าชายหนุ่มจะมีเรี่ยวแรงพอจะออกไปจากสถานที่แห่งนี้ด้วยกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไหนก็เป็นเรื่องที่เอื้องอลินสุดจะคาดเดา 


นาทีที่ปล่อยลมหายใจทิ้งไปกับการรอคอย หญิงสาวมีเวลาสงบใจแล้วนิ่งคิด... 


ชั่วเวลาไม่กี่วันที่ได้อยู่ใกล้ ๆ ผู้ชายคนนี้ มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นกับเธอ มันเริ่มต้นจากความรู้สึกเกลียดกลัว ชิงชังรังเกียจในสิ่งที่เขาทำกับเธออย่างที่สุด แล้วเขาก็สร้างความประหลาดใจด้วยการกลับมาปรากฏตัว ทวงถามถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอย่างที่ไม่มีผู้ร้ายคนไหนคิดจะทำ เขาทำในสิ่งที่เธอไม่มีวันนึกถึง ซ้ำยังทำให้ความห่างเหินราวคนแปลกหน้าถูกกลบกลืน กลายเป็นความคุ้นชินที่จะมีเขาอยู่ใกล้ ๆ ตัวและค่อย ๆ หลงลืมความรู้สึกแรกเริ่มที่เคยเกิดอย่างไม่รู้ตัว 


ยามที่เธอตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายเช่นตอนนี้ มีเพียงเขาอยู่เคียงข้าง ปลุกปลอบให้เธอเข้มแข็งจนผ่านเรื่องราวร้าย ๆ มาจนถึงวินาทีนี้ แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า...ถ้าไม่มีเขา เธอจะมีกำลังใจหยัดยืนอยู่ถึงตอนนี้หรือเปล่า และถ้าต้องกลับออกไปจากที่นี่โดยไม่มีเขา เธอจะเป็นเช่นไร...? 


ความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดกลับประดังประเดเข้ามา น่าประหลาดใจเหลือเกิน ที่จู่ ๆ ความชิงชังรังเกียจก็กลับกลายมาเป็นสายใยร้อยรัด พันธนาการเป็นความผูกพันเล็ก ๆ ระหว่างเขากับเธอ แม้เป็นเพียงสายใยบาง ๆ แต่เธอก็รับรู้ถึงมัน 


นับวัน...เขาก็ยิ่งสร้างความปั่นป่วน เรียกรอยหวั่นไหวที่มาก ๆ ขึ้นยามสบสายตา เขาทำให้้ความห่างถูกบั่นเข้ามาใกล้ และทำให้คนที่ต้องแช่งชักการกระทำของเขาต้องห่วงใยจนกลัวเหลือเกินว่าจะสูญเสียเขาไป 


เจ้าความรู้สึกนี้ มันคืออะไรกันนะ...? 


ความรู้สึกแปลก ๆ ยังวกวนอยู่ในห้วงคิด มันเกิดขึ้นได้อย่างไรและตอนไหนเธอไม่รู้ เอื้องอลินรู้เพียงว่า...มันทรงอิทธิพลและชักจูงให้เธอมองชายหนุ่มตรงหน้าอีกด้านมุม ซึ่งไม่ว่าเขาจะเป็นคนเช่นไร ร้ายหรือดี เธอก็อยากให้เขามีลมหายใจของวันพรุ่งนี้ หากจะขอก็ขอเพียงแค่...ให้เธอกับเขาได้มีเวลาทำความรู้จักกันและกันอีกสักนิดอย่างที่เขาเคยร้องขอ 


“ไม่เป็นไรนะคะ คุณพัศ ถ้ารอด...เราก็จะรอดไปด้วยกัน” เอื้องอลินพึมพำเสียงแผ่ว 


“แต่ถ้าไม่ เอิงก็จะไม่ทิ้งคุณไปไหน” มือเรียวบางกุมทับมือหนาที่ชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ ร่างแบบบางเอนตัวลงแนบข้าง ซบอิงศีรษะเล็กกับต้นแขนแกร่งพลางแหงนขึ้นมองแสงฉานของวันที่ค่อย ๆ หม่นจางลง... 



“โฮ่ง ๆๆ” 


เสียงเห่ากรรโชกดังทำให้คนที่เผลอหลับสะดุ้งจนกายไหว ร่างแน่งน้อยลุกพรวดขึ้นนั่งใช้มือคลำข้างตัวแล้วคว้าปืนขึ้นมากุม ปัดปากกระบอกสีดำมะเมื่อมไปยังที่มาของเสียงด้วยอาการสั่น ๆ 


โอว... เบื้องหน้าที่เห็นทำให้ตกใจจนผงะ ดวงตาสีน้ำผึ้งเบิกกว้างเมื่อปะทะเข้ากับดวงตากลมใหญ่สีดำสนิทของสุนัขตัวเขื่อง สุนัขอเมริกันสายพันธุ์นักล่าที่นิยมเลี้ยงไว้เฝ้าไร่กับใช้ล่าสัตว์ในต่างประเทศ มันกำลังยืนสี่ขา ตระหง่านค้ำร่างบางจนตัวเธอดูลีบเล็กลงไปอีก 


มันคำรามลั่นจนอยากวิ่งหนี ทว่าเอื้องอลินจำต้องประจันหน้าเพราะทางรอดเดียวที่มีก็คือ...ตัวเธอ ด้วยคนข้างกายก็ยังสลบไสลทั้งที่เสียงคำรามนั้นกึกก้อง แววตาวูบไหวเพราะความขลาดกลัว เมื่อเห็นเจ้าสุนัขตัวใหญ่โก่งคอเห่าพร้อมตะกุยตะกายขาแกร่งเป็นมัด ตั้งท่าจะกระโจนเข้าหา ถึงคราวจวนตัวหญิงสาวหลับตาปี๋แล้วโถมตัวเข้าบังคนเจ็บ 


ครึ้ก! 


เจ้าอสูรกายในคราบสุนัขอเมริกัน พิทบูล เทอร์เรีย ชะงักเมื่อปลอกหนังสีน้ำตาลที่ล่ามจูงด้วยโซ่เส้นใหญ่ถูกมือหนารั้งไว้จนตึง และชะงัดยิ่งกว่าเมื่อได้ยินเสียงสั่งจากผู้เป็นเจ้าของ เอื้องอลินจึงค่อย ๆ ปรือตาช้า ๆ หลังวินาทีที่คิดว่าน่าจะถูกขย้ำไปแล้ว เธอถอนตัวออกจากการกำบังตัวเขาเอาไว้ด้วยสีหน้าที่ยังตื่น ๆ 


หืม..มม ? 


นี่ไม่ใช่หนทางที่ฉลาดสักนิดเลย มิหนำซ้ำยังการันตีไม่ได้เสียด้วยว่าจะรอดพ้นจากอันตรายตรงหน้า หากว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ผู้นี้กลับเอาตัวเองเป็นเกราะกำบังใครอีกคนที่ไม่มีกระทั่ง...เรี่ยวแรงจะหนี การกระทำที่ติดจะบ้าบิ่นของหล่อนทำให้เขาซึ่งเป็นผู้ชายอกสามศอกนึกทึ่ง หากว่าไม่ใช่เพราะความกล้าหาญจนไร้สติ ชายหนุ่มที่นอนแหม่บอยู่ข้าง ๆ ก็คงมีความสำคัญต่อหล่อนไม่น้อยทีเดียว 


และเมื่อจ้องมองเค้าหน้าคนเจ็บซ้ำ นั่นยิ่งทำให้เรียวตาคู่คมของเขาฉายแววฉงน “......!” 


“อย่าเข้ามานะ!” เมื่อยังหลงเหลือลมหายใจ สาวน้อยที่เขาคิดว่ากล้ามากกว่าที่คิดก็ตั้งสติได้แล้วหันมาเผชิญหน้า อาวุธอย่างเดียวที่มีถูกยกขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง คราวนี้ด้วยอาการสั่นที่น้อยลงกว่าเดิมเล็กน้อย 


“ฉันไม่ได้ขู่ ถ้าเข้ามา...ฉันยิงจริง ๆ” 


หญิงสาวเม้มริมฝีปากแห้งผากของตนจนเกือบเป็นเส้นตรง สบตาหนุ่มฉกรรจ์ที่ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าทุกคนอย่างช่างใจ เขาคนนี้เป็นคนจับจูงและสั่งการเจ้าสุนัขบ้าบิ่นตัวนั้นไม่ให้เข้ามาขย้ำเธอ กระนั้นก็ยังไม่อาจวางใจด้วยเบื้องหลังชายผู้นี้ห้อมล้อมด้วยชายฉกรรจ์ รูปร่างกำยำสภาพคล้ายคนงานยืนจังก้ารอรับคำสั่งจากเขา 


ส่วนชายหนุ่มตรงหน้าแม้นว่าจะแต่งตัวคล้ายคลึงกับพวก ทว่าก็ดูแตกต่างจากคนอื่นในเรื่องรูปร่างหน้าตากับอายุ ผิวของเขาเป็นสีแทนอย่างคนกร้านแดด แต่ไม่ถึงกับดำคล้ำที่ส่งให้ใบหน้าเรียวยาวยิ่งคมคาย ส่วนรูปกายก็สูงใหญ่ บึกบึนอย่างคนที่ต้องตากแดดตากลมอยู่เป็นนิจ 


หลังถูกพินิจด้วยดวงตาคู่โตอยู่อึดใจ เขาก็ปราดมองใบหน้าเนียนเปื้อนฝุ่นกับดวงตากลมโตบ้าง หล่อนกลัวแต่ก็กล้าจนน่านับถือ ใบหน้าคล้ามแดดจึงปรากฏรอยยิ้มนิด ๆ หมายจะทลายความหวาดระแวงในดวงตาคู่นั้น ชายหนุ่มส่งสายจูงให้ลูกน้องที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก้าวเข้ามาใกล้อีก พลางยกมือทั้งสองขึ้นแล้วแบออก บอกให้รู้ว่าเขาปลอดอาวุธ 


“ใจเย็น ๆ ก่อนครับ ผมไม่ใช่พวกที่ตามล่าคุณหรอก” 


“แล้ว...พวกคุณเป็นใคร ?” แววตาคนถามไม่เชื่อถือนัก ชายหนุ่มเหลือบตามองพรรคพวกของตนแล้วบ่ายหน้ากลับมา 


“ผมเป็นคนของที่นี่ พวกเขาก็เหมือนกัน อย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยครับ เพื่อนคุณบาดเจ็บ...รีบพาออกไปจากที่นี่ก่อนมืดจะดีกว่า” 


“แล้วก็...ขอเจ้านี่ให้ผมดูแลแทนนะครับ ผู้หญิงกับปืนผาหน้าไม้ ไม่ใช่ของที่เหมาะกันเลยครับ” 


ชาครีย์ บอกพลางย่อตัวลง ยื่นมือออกไปช้า ๆ หยุดเหนือกระบอกปืน ก่อนจะกุมทับแล้วค่อย ๆ ปลดมันออกจากมือเรียวบางที่ถึงตอนนี้ก็ยังสั่นไม่หาย เขาผ่อนลมหายใจหนัก ๆ ตอนที่เหน็บมันไว้ข้างหลัง และแค่เขาผงกศีรษะหงึก ๆ คนของเขาก็กรูเข้ามาช่วยพัศพิมุข จากนั้นจึงหันมาเป็นหลักให้หญิงสาวเกาะแขนแล้วลุกขึ้น 


“เราจะไปไหนกันคะ ?” 


“บ้านผมเอง” 



คำว่า ‘บ้าน’ ที่ชายหนุ่มแปลกหน้าเอ่ยอ้างต่างจากที่เอื้องอลินคิดไว้มากทีเดียว ยามนี้เบื้องหน้าที่เห็นเป็นคฤหาสน์สองชั้นที่ก่อตัวขึ้นไปด้วยอิฐบล็อกสีขาวตุ่น ๆ กำแพงบางส่วนมีเถาวัลย์เลื้อยเกาะหนาแน่นจนดูคล้ายภาพวาดสีน้ำทางยุโรป เคหาสน์สถานโอ่อ่าหลังนี้ซ่อนตัวอยู่กลางป่า ห่างจากทางเข้าค่อนข้างลึกจนคนภายนอกไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจะมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ซ่อนตัวอยู่ 


ณ เวลานี้ความมืดเริ่มโรยตัวลง ครอบคลุมแทบจะทุกหย่อมหญ้าที่กลุ่มคนเหล่านั้นเดินท่อม ๆ โดยไม่ต้องใช้แสงไฟช่วย พวกเขาทำราวคุ้นเคยกับก้อนหินทุกก้อน ต้นไม้ทุกต้นจนไม่หวั่นเกรงว่าจะหลง สมัครพรรคพวกของชาครีย์ยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบ ๆ นาน ๆ ทีจึงจะได้ยินเสียงทอดถอนลมหายใจแรง ๆ ของคนเจ็บและนั่นทำให้หญิงสาวมีหน้าตาตื่นขึ้นอีกครั้ง หากว่าสีหน้าของชาครีย์ยังคงนิ่งเฉยและไม่ยอมเสียเวลาหยุดเดินแม้แต่ก้าวเดียว 


ชาครีย์ดูผ่อนคลายขึ้นตอนที่พาทุกคนลัดเลาะออกจากสวนยางมาพบที่โล่งกว้างของทุ่งสีเขียวขจี ที่เวลานี้มองเห็นเป็นสีคล้ำ ๆ กลืนไปกับความอึมครึมของช่วงเวลาเย็น จากที่คิดว่าชายหนุ่มเป็นเพียงหัวหน้าคนงานเหล่านั้นซึ่งยังนับว่าไกลจากความจริงมาก เมื่อชายหนุ่มคือเจ้าของคฤหาสน์หลังโตภายในไร่แห่งนี้ 


หลังออกคำสั่งปาว ๆ คนของเขาก็ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างแข็งขัน ชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวเอื้องอลินก็ถูกพาไปยังห้องรับแขก ส่วนคนเจ็บถูกพาแยกไปอีกห้องหนึ่งซึ่งเกินความสามารถที่จะรู้ว่าอยู่ส่วนไหนของคฤหาสน์ ชาครีย์เป็นคนนำเธอไปด้วยตัวเอง เขาหยุดตรงโซฟาตัวเดี่ยวแล้วผายมือเชื้อเชิญหล่อนให้นั่งลง 


“นั่งลงก่อนสิครับ ตอนนี้คุณอยู่ที่ไร่กระทิงแล้ว คนพวกนั้นตามมาทำร้ายคุณไม่ได้แล้วล่ะครับ” 


เจ้าของบ้านหนุ่มบอกพลางปราดมองแขกสาวอย่างนึกเอ็นดู เจ้าหล่อนยังระแวงและมีท่าทางระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา 


“ผมชื่อ ชาครีย์ เป็นเจ้าของไร่นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า...เสือก็ได้ครับ” เขาแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง หลังหย่อนสะโพกลงนั่งตรงข้ามกับเธอ 


“คุณเสือ เรียกฉันว่า “เอิง” ก็ได้ค่ะ” เอื้องอลินบอกสั้น ๆ เห็นเขาพยักหน้าหงึก ๆ แล้วยิ้มกว้าง 


...ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีพิษมีภัย แต่เขาเป็นประเภทคล้ายกับพัศพิมุขตรงที่สภาพภายนอกดูไม่น่าเข้าใกล้เท่าไรนัก แม้ว่าความดุดันบนใบหน้าจะน้อยกว่าก็เถิดนะ 


“ว่าแต่...พวกคุณมาทำอะไรแถวนี้ ถึงได้ต้องหนีเข้ามาหลบในไร่กันล่ะครับ ?” 


“เราถูกคนร้ายตามมาตั้งแต่ที่ตลาด นอกจากนี้ฉันไม่รู้จริง ๆ ค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น” เธอตอบไปตามจริง 


“งั้นหรือครับ แสดงว่าคุณไม่รู้จักพวกมัน” เขาตั้งข้อสงสัย 


“ฉันไม่รู้จักหรอกค่ะ แต่เขาอาจจะรู้...” บุ้ยใบ้ไปถึงใครอีกคน แน่นอนว่าเขารู้ จากคำพูดของพัศพิมุขที่ว่า...คนพวกนี้เป็นศัตรูเก่าของเขา ส่วนตื้นลึกหนาบางมากกว่านี้เธอเองก็ตอบไม่ได้จริง ๆ 


“คุณเสือคะ แล้ว...เขาล่ะคะ เป็นอย่างไรบ้าง ?” ห่างสายตาไปเพียงไม่นานหญิงสาวก็อดที่จะถามถึงมิได้ 


“เขาจะเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ?” ชาครีย์เลิกแถบคิ้วที่พาดเฉียงเหนือเรียวตายาวใหญ่ขึ้นนิดหนึ่ง เอาจริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่หล่อนจะเป็นห่วงเป็นใยคนที่ร่วมชะตากรรมเสี่ยงตายมาด้วยกัน เขาเห็นกับตามาแล้วแท้ ๆ ว่าหล่อนเอาตัวเองปกป้องอีกฝ่ายโดยไม่คิดชีวิต ห่วงใยน่ะใช่ แต่ ‘ห่วง’ ในฐานะใดกันเล่า...? 


“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงแล้วครับ ตอนนี้หมอกำลังทำแผลให้ อ้อ! ยังไม่ทันได้บอกว่าน้องสาวผมเป็นหมอน่ะครับ ผมไม่แน่ใจว่าพวกนั้นถอยจริง ๆ หรือเปล่าก็เลยไม่อยากเสี่ยงพาคุณพัศพิมุขไปโรงพยาบาล ถ้าหากไม่ได้อาการสาหัสล่ะก็ ที่นี่ก็มีอุปกรณ์ครบ” 


...เดี๋ยวนะ! 


เอื้องอลินชะงักกับคำบอกเล่าอันแสนจะธรรมดาของเขา เมื่อกี้ชาครีย์เรียกเขาว่า “พัศพิมุข” นั่นเป็นชื่อที่เธอไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย เพราะตลอดมาก็เรียกเขาว่า “คุณพัศ” โดยไม่สนใจจะรู้ว่าชื่อเต็ม ๆ ของเขาคืออะไร 


“ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกครับ ที่นี่...ใคร ๆ ก็รู้จักคุณพัศพิมุข เจ้าของกิจการอันดามันรีสอร์ต ผมขลุกตัวอยู่แต่ในไร่ก็จริงแต่เรื่องคนดัง ๆ ของจังหวัดก็พอจะรู้จักอยู่บ้าง ผิดกับคุณพัศพิมุขที่อาจจะจำผมกับน้องสาวไม่ได้ ทั้งที่ตอนเด็ก ๆ เราจะเคยวิ่งเล่นในไร่กระทิงด้วยกัน” เขาพูดเรื่อย ๆ 


คุณพัศพิมุข... 


เจ้าของอันดามันรีสอร์ต ที่เธอทำงานอยู่น่ะหรือ...? 


นอกจากอาการอ่อนล้าจนอยากหลับยาว ๆ แล้ว เอื้องอลินเชื่อว่าสติของเธอยังอยู่ครบจนมันช่วยกันตอกย้ำว่าเธอก็ไม่ต่างจากคนตาบอด มองเห็นอยู่ตรงหน้าทว่ากลับไม่เห็นความเป็นจริง ก็คงจะมีแต่เธอที่ไม่รู้และไม่เคยเอะใจในการปรากฏตัวของชายหนุ่ม การที่ใครต่อใครเกรงอกเกรงเขาจนกลายเป็นกลัว ยอมให้ทำอะไรตามอำเภอใจในรีสอร์ต กระทั่งรถคันที่ขับออกมาแท้จริงแล้วมันก็เป็นของเขานั่นเอง ทุกคนรู้ว่าเขาเป็นใครจึงให้ความสำคัญ หากย้อนคิดดูแล้วเป็นเธอเองนั่นแหละที่ไม่ถามแล้วทึกทักไปว่า...เขาเป็นแค่ลูกค้าของรีสอร์ต 


“ผมพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ ?” ชาครีย์นึกสงสัย “ไม่ค่ะ ไม่มี” 


“ฉันต้องขอบคุณมากนะคะที่ช่วยพวกเราไว้ เพียงแต่สงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่า...คุณเสือรู้ได้อย่างไรว่าพวกเราซ่อนตัวอยู่ในไร่” 


“ไร่ของเราเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลครับ แต่ละวันคนเข้าออกแทบจะไม่มีหรือถ้ามีก็ต้องเป็นคนในไร่ที่รู้จักหน้า จู่ ๆ กลับมีรถมาจอดทิ้งไว้แต่คนขับหายไป พอดูภาพจากกล้องวงจรปิดก็เห็นพวกคุณหายเข้ามาในไร่ ประเดี๋ยวเดียวก็เห็นพวกที่ตามมากรูกันลงจากรถ มีอาวุธครบมือ ก็เลยรู้ว่ามีเรื่อง” 


“แต่ไม่เห็นพวกเขาตามเรามา...” 


“พอมันรู้ว่าเป็นไร่กระทิงเท่านั้นล่ะครับ ก็เผ่นแน่บขึ้นรถแทบไม่ทัน หึ ๆ พนันได้เลยว่าถ้าพวกมันเหยียบเข้ามาในไร่แม้แต่ก้าวเดียว คนของผมยิงหัวรายตัวแน่” ปลายเสียงกระด้างเข่นเขี้ยวขึ้นอย่างลืมตัว คนฟังหน้าซีด ความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดยังเกาะกินใจ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวนั้นก็ยังก้องอยู่ในหัว เห็นอย่างนั้นชายหนุ่มก็ชะงัก


“โทษทีครับ ปากมันชินแต่จะพูดอะไรห่าม ๆ เพราะอยู่แต่กับคนงานน่ะครับ ผมเข้าใจว่าพวกคุณเจออะไรมาและเชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่มีศัตรูคนเดียวกัน เริงฤทธิ์ มันย่ามใจถึงได้สร้างศัตรูไว้เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด หมดบุญพ่อเมื่อไหร่ก็คงไม่ต่างจากสุนัขข้างถนนหรอกครับ” 


“...ดูคุณเสือ จะรู้จักเขาดีนะคะ” 


“ครับ” ชาครีย์รับคำโดยไม่ต้องคิด เผลอกัดกรามกรอด ๆ ขณะเอ่ยถึงเรื่องเก่า ระหว่างเขากับเริงฤทธิ์มีบัญชีที่ยังไม่ได้สะสาง แต่ต้องสงบศึกแล้วให้สัตย์สาบานต่อกันว่าจะไม่ระรานและห้ามไม่ให้เริงฤทธิ์กับคนของเขาก้าวล่วงเข้ามาในเขตไร่กระทิงเด็ดขาด ด้วยถ้าจะนับญาติกันจริง ๆ แล้ว ชาครีย์มีศักดิ์เป็นญาติผู้น้อง ทว่าบัดนี้ไม่หลงเหลือซึ่งความผูกพันทางสายเลือดแล้ว 


“เรื่องนี้เป้าหมายไม่ใช่คุณเอิง แต่เพราะคุณอยู่ใกล้คุณพัศพิมุขก็เลยโดนหางเลขไปด้วย ระวังตัวหน่อยนะครับ เพราะพวกมันจะไม่หยุดจนกว่า...จะได้สิ่งที่ต้องการ” ชาครีย์เอ่ยเสียงเยียบ ก่อนปรับสีหน้าให้คลายเครียดขึ้งลงเพราะหญิงสาวตรงหน้าดูจะไม่ชินกับมันเท่าไรนัก   


“แต่ตอนนี้คุณปลอดภัยแล้ว ผมรับรอง...ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่มย่ามในไร่อย่างแน่นอน ทำใจให้สบายแล้วก็ไปล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนชุดใหม่เสียก่อนเถอะครับ นี่ชุดน้องสาวผมคงพอจะใส่กันได้” 


ชาครีย์ยิ้มบาง ๆ ยามมองดวงหน้ามอม ๆ ล้อมกรอบด้วยผมยาวที่รุ่ยร่ายปลกลงมาเคลียหน้าผากมนกับข้างแก้มเปื้อน ๆ ของหล่อน เอื้องอลินก้มลงมองเสื้อผ้าที่ค่อนข้างเยินของตน ยิ้มเจื่อน ๆ พลางรับชุดที่สะอาดกว่ามาวางไว้บนตัก 


“เชิญตามสบาย ห้องน้ำอยู่ทางนั้นครับ” เขาผายมือ 



เรื่องที่เพิ่งรู้ทำให้หัวใจเต้นแรงแม้ในขณะอยู่ตามลำพังในห้องน้ำ กระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้าสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีด ๆ กับแววอิดโรยในดวงตาสีน้ำผึ้ง ส่วนที่เห็นถัดลงไปเป็นชุดกระโปรงที่สวมเกือบพอดีเสียแต่ความยาวมากไปสักนิด บอกให้รู้ว่าเจ้าของชุดแสกเป็นสาวรูปร่างโปร่งเพียวค่อนข้างสูงทีเดียว 


เอื้องอลินวักน้ำล้างหน้าล้างตา ซับใบหน้าชืดเย็นด้วยผ้าขนหนูจึงเห็นแววสดชื่นขึ้นมาหน่อย จากนั้นจึงจัดการกับมวยผมที่รุ่ยร่ายลงมาด้วยการปล่อยเรือนผมสยายลงมาเคลียบ่า ใช้ปลายนิ้วเรียวเล็กสางจนเรียบร้อยแล้วทัดปอยผมนุ่ม ๆ ข้างหู เธอสูดปากแรงๆ มองตัวเองในกระจกอีกครั้งคิดว่าน่าจะพร้อมออกไปเผชิญอะไรต่อมิอะไร โดยเฉพาะเรื่องที่ชาครีย์พูดถึง... 


ปากรูปกระจับถูกเม้มเข้าหากันยามครุ่นคิด เมื่อออกไปจากที่นี่แล้ว เธอ...ก็ยังเป็นเธอ แต่เขาน่ะสิที่ ‘ไม่ใช่’ อีกต่อไป ตัวตนใหม่ของพัศพิมุขเปลี่ยนไปกลายเป็นเจ้านายของเธอไปโดยปริยายแล้ว หลายอย่างคลาดไปจากที่เธอเคยรู้ เขาไม่ใช่คนไร้หัวนอนปลายเท้า ไม่ใช่โจรผู้ร้ายอย่างที่เธอเคยกล่าวหาแต่เป็นมากกว่านั้นได้อย่างคิดไม่ถึงจริง ๆ 


จู่ ๆ หญิงสาวก็รู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นในอก เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อนทำร้ายกันได้มากกว่าที่คิด นี่กระมังที่เรียกว่า...ความคาดไม่ถึง สะท้อนใจเมื่อยังมีเรื่องมากมายเกี่ยวกับตัวเขาที่เธอไม่รู้ จะแปลกอะไรเล่าที่เธอจะไม่ใช่คนสำคัญที่เขาอนุญาตให้ล่วงรู้ 


นี่เธอเป็นอะไรไปนะ ทำไม...ต้องคิดมากกับเรื่องแค่นี้ ทำไมต้องให้เขามีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเธออย่างนี้ด้วยเล่า ? 


หยุด! พอได้แล้วนะเอิง 


มือเล็กถูกยกขึ้นลูบใบหน้าหมายจะเรียกสติของตน เอื้องอลินพบว่าเธอกำลังสับสนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนและต้องสลัดมันออกไปก่อนจะออกไปเผชิญหน้าคนข้างนอก สิ่งที่ต้องทำก็คือ...ต้องคิดเสียว่าเธอเคยร้องขอให้เขาปลอดภัยซึ่งนี่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เรื่องอื่นดูจะเป็นเรื่องเล็กน้อยหากเทียบกับการเผชิญหน้าความเป็นความตายมาด้วยกัน คิดเสียว่ามันเป็นสิทธิ์ของเขาที่อยากให้เธอรู้จักเขาในแง่ไหนและมากน้อยเพียงไร 


...แต่กระนั้นก็เถิด ความห่วงใยในตัวคนที่เธอยังรู้จักไม่ดีพอก็กลับทบทวีคูณ และถึงจะห้ามอย่างไรก็ไม่อาจปิดกั้นหัวใจเอื้องอลินได้ 



ในเวลาต่อมา... 


ชาครีย์เป็นคนนำหญิงสาวไปยังห้องหนึ่งที่ถูกแปรสภาพไปเป็นห้องพักฟื้นคนไข้ชั่วคราว ภายในนั้นกว้างขวาง มีเฟอร์นิเจอร์โทนขาววางอยู่ครบ ตรงกลางห้องเป็นที่วางเตียงขนาดคิงไซส์ที่มีร่างหนึ่งนอนสงบ 


หญิงสาวที่ชาครีย์ขนานนามว่า ‘คุณหมอ’ ผละจากคนไข้ เดินในท่าสบายเข้ามาสมทบกับเขาและมองคนที่เดินตามเขาเข้ามาอย่างสนใจ เธอผู้นั้นมีรูปร่างโปร่งระหงไม่ผิดจากนางแบบกับน่าสนใจตรงที่...หล่อนมีหน้าตาละม้ายกับชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างเอื้องอลินราวกับฝาแฝด 


“คนไข้เป็นอย่างไรบ้างยัยนาว ดูซิ ปล่อยคนรอข้างนอกกระวนกระวายใจจะแย่แล้ว” 


ชายหนุ่มผู้พี่เอ่ยกระเซ้า รอยยิ้มเย้าในเรียวตาคมเผื่อแผ่มายังสตรีข้างกาย ซึ่งดูเหมือน คุณหมอชาวารี หรือ ยัยมะนาว ของชาครีย์จะเข้าใจนัยของคำแซวนั้น 


“งานดี...แผลสวย ต้องไม่เร่งหมอนะคะพี่เสือ แล้วแผลของคุณพัศพิมุขก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลย พอนาวถอดเสื้อออกเท่านั้นแหละ” 


เจ้าหล่อนส่ายหน้าแล้วยิ้มเฉียบ ไม่ลืมว่ายังมีบุคคลอื่นอยู่ด้วยอีกคนและรายนั้นก็กำลังชะเง้อมองไปยังคนไข้ของหล่อนอย่างไม่วางตา ชาวารีบ่ายหน้ากลับมาสนใจหญิงสาวร่างแบบบางตรงหน้า นึกชมดวงหน้าหวาน ๆ แม้ในยามเกิดวิกฤตเช่นนี้ในใจ นี่ถ้าเป็นยามปกติแล้วเจ้าหล่อนจะน่ามองเพียงไหนก็เล่า...? 


“แล้วอาการคุณพัศพิมุข เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ?” ชาครีย์ถามแทน มองเห็นแววกังวลของหญิงสาวเมื่อเอ่ยถึงบาดแผลของพัศพิมุข 


“นาวเพิ่งทำแผลเสร็จเมื่อกี้นี้เองค่ะ แผลแรกที่ต้นแขนขวา ถัดมาก็โดนเฉียด ๆ ตรงหัวไหล่ โชคดีสองแผลนี้แค่ถาก ๆ ค่ะ ส่วนแผลสุดท้ายอยู่ตรงสีข้างข้างซ้าย ฉกรรจ์ที่สุดเพราะมีกระสุนฝังใน คนไข้เสียเลือดไปมากก็เลยหมดสติ แต่ตอนนี้วางใจได้แล้วล่ะค่ะ เขาปลอดภัยแล้ว” 


ทุกคำนั้นคุณหมอชาวารีตั้งใจบอกแก่หญิงสาวผู้ร่วมชะตากรรมมากับเขา มองจากสายตาก็รู้แล้วว่าหล่อนห่วงใยคนบนเตียงมากแค่ไหน เอื้องอลินผ่อนลมหายใจเบาบางอย่างโล่งอกแล้วเบือนหน้ากลับมามองพวกเขา กล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ สองพี่น้องสบตากันแล้วยิ้มกว้างอย่างคนนิสัยเปิดเผย พวกเขาเองก็ยินดีช่วยเหลืออาคันตุกะที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นที่นี่ ด้วยถ้าจะนับกันจริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างสิตมนกับพัศพิมุขทำให้พวกเขามีศักดิ์เป็นญาติห่าง ๆ ทางฝ่ายภรรยา 


“คุณคือ...คุณเอิงสินะคะ” 


ชาวารีเปลี่ยนเรื่อง หล่อนหันมาทักทายและทอดรอยยิ้มหวาน ๆ ให้ ชาครีย์จึงรู้ตัวว่ายังไม่ได้แนะนำให้คนทั้งคู่รู้จักกัน 


“จริงสิ ขอผมแนะนำก่อนนะครับคุณเอิง นี่ยัยมะนาว หรือคุณหมอชาวารี น้องสาวฝาแฝดห่างกันสามนาทีของผมเอง” 


ชาครีย์ทำหน้าที่ของตนแล้วกดใบหน้าคมคร้ามเจือรอยประดักประเดิดลงนิด ๆ เหลือบตาขึ้นมองอย่างระแวงว่าน้องสาวของเขาจะกำลังอมยิ้มล้อเลียน หึ! แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ใบหน้าของเขาจึงเป็นสีเข้มขึ้นพร้อมกับถลึงตาใส่ 


“หึ ๆ พี่เสือจะเขินทุกทีล่ะค่ะ เวลาต้องบอกใครต่อใครว่ามีนาวเป็นฝาแฝด แหม...ยี่สิบแปดปีแล้วก็ยังไม่ชินอีกเหรอคะ” หล่อนเย้า 


“ไม่ชินน่ะซี คนไม่มีฝาแฝดไม่เข้าใจหรอกที่จู่ ๆ ก็มีใครอีกคนหน้าเหมือนเราเป๊ะ ๆ แต่ดันไม่ใช่เรา มิหนำซ้ำยังเป็นผู้หญิงซะอีก ตอนเด็ก ๆ จะเอาเป็นเพื่อนเล่นก็ไม่ได้ ผมชอบเล่นต่อสู้แต่ยัยนาวก็เอาแต่เล่นขายของ” ชายหนุ่มบ่นกระปอดกระแปด แม้จะพูดว่าไม่ชินอย่างไรเอื้องอลินก็รู้ว่าพี่น้องคู่นี้มีสายสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นต่อกัน คนฟังฟังแล้วพลอยยิ้มตามแต่ก็ยังไม่ลืมทักทาย 


“สวัสดีค่ะคุณมะนาว พวกคุณสองคนเหมือนกันมากจริง ๆ ค่ะ” 


เอื้องอลินเอ่ยแล้วยิ้มบาง ๆ การหยอกล้อของพวกเขาทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มคนพี่แล้วก็หันไปพินิจใบหน้าคนน้อง นับว่าเป็นความเหมือนที่น่ามอง เมื่อเค้าโครงหน้าของทั้งคู่คมคาย มีเครื่องหน้าเด่นชัดทั้งดวงตากลมใหญ่ จมูกโด่งพอดี ๆ กับรูปปากที่มีเอกลักษณ์ พูดได้ว่าชาครีย์น่ามอง ส่วนชาวารีก็เป็นคุณหมอสาวที่สวยมากเชียวล่ะ 


เรื่องของสองพี่น้องดึงความสนใจเธอไป แต่กระนั้นก็เถิด ความแปลกใจที่คาใจอยู่เมื่อครู่ก็ทำให้เอื้องอลินเอ่ยถามออกมา 


“เอ้อ เมื่อกี้คุณนาว เรียกฉันว่า...เอิงใช่ไหมคะ ?” หญิงสาวแปลกใจว่าชาวารีรู้ชื่อเธอได้อย่างไร หรือชาครีย์จะเป็นคนบอกกันเล่า...? 


“อ๋อ ไม่ต้องแปลกใจไปหรอกค่ะ ที่เรียกชื่อคุณเอิงถูกก็เพราะคนไข้ของนาว เอาแต่ละเมอถึงแต่คุณตลอดการรักษาเลยนี่คะ” 


คุณหมอสาวพูดตรงเสียจนคนฟังหน้าร้อนวูบจนพานต้องกดใบหน้าลงต่ำเพราะวางสีหน้าไม่ถูก แล้วก็รีบตั้งสติ คิดหาคำแก้ต่างที่จะทำให้ไม่ต้องรู้สึกแปลกปร่าไปมากกว่านี้ 


“คือ...คงจะเป็นเพราะตอนสลบไป คุณพัศกลัวว่าคนร้ายจะตามเราจนทันน่ะค่ะ” ปากรูปกระจับขยับบอกแผ่ว ๆ พวงแก้มเนียนปลั่งร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ คำแก้ต่างที่ไม่ต่างจากคำแก้ตัวทำให้สองพี่น้องรับรู้ความอึดอัดใจของเธอ 


“ก็คงจะเป็นอย่างนั้นล่ะค่ะ นาวไม่ปากโป้งไปหรอกค่ะ แล้วก็เข้าใจว่าคนที่ผ่านอะไร ๆ มาด้วยกัน สถานการณ์อย่างนั้นคุณพัศพิมุขจะเป็นห่วงคุณเอิงมากก็ไม่น่าแปลก” 


ชาวารีทำลายรอยประดักประเดิดที่เกาะกินความรู้สึกอีกฝ่ายลงด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ มันก็แค่ถ้อยละเมอของคนเจ็บที่ป่วยไข้จนกลายเป็นอาการเพ้อ เพียงแต่ชายหนุ่มเพ้อถึงเธอคนนี้ก็เท่านั้นเอง นั่นล่ะ เอื้องอลินจึงค่อยกล้าเงยหน้า สบตาอีกฝ่าย 


“ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้วล่ะครับ พวกเราเป็นมิตรที่ดีกับครอบครัวของคุณพัศพิมุขและอยากให้คุณรู้สึกสบายใจด้วย ผมเข้าใจ...บางเรื่องก็เกิดเพราะสถานการณ์พาไป อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ไม่ใช่หรือครับ ขณะที่ต้องตกอยู่ในเวลาคับขัน แต่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่ไร่กระทิงก็จะมีแต่คนของเราที่รู้ เรื่องนี้คุณไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ” ชายหนุ่มบอกหนักแน่น เอื้องอลินได้แต่ผงกศีรษะหงึก ๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่าเข้าใจเรื่องที่เขาพูดทั้งหมด 


“ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกคุณพักที่นี่สักคืนนะครับ ผมให้คนจัดห้องไว้ให้คุณเอิงแล้ว ส่วนผมกับยัยนาวคงต้องขอตัวไปพักผ่อนบ้าง แล้วจะโทรไปบอกคนที่อันดามันรีสอร์ตให้ทราบเรื่องเองครับ” 


“ขอบคุณค่ะ” 


ชาครีย์ปลีกตัวออกไปพร้อมคุณหมอชาวารี ปล่อยให้เอื้องอลินมีเวลาเป็นส่วนตัวกับพัศพิมุข ชาครีย์ยอมรับว่ากลับออกมาทั้งที่ในใจยังกังวลกับภาพที่เห็น ความสัมพันธ์ที่ยังไม่กระจ่างระหว่างเจ้าของอันดามันรีสอร์ตกับหญิงสาวตัวเล็ก ๆ ผู้นี้ หากมันเป็นความจริงขึ้นมาแล้วสิตมนเล่า...? 


หลังจากที่เคยได้ข่าวว่าชีวิตแต่งงานของทั้งคู่ต้องพังลงเพราะน้ำมือของเริงฤทธิ์ เขาก็ไม่ได้รู้ข่าวคราวหล่อนอีกเลย หรือว่า...เรื่องที่เขาเคยกลัวจะกลายเป็นความจริงขึ้นมา ? 



เมื่ออยู่ตามลำพัง ร่างบอบบางก็ก้าวเบาฝีเท้าเข้าไปใกล้แล้วทรุดตัวนั่งลงยังเก้าอี้ตัวที่วางอยู่ข้างเตียง หญิงสาวกวาดสายตามองเขาอย่างสำรวจแล้วก็ทอดถอนออกมา... 


ความรู้สึกที่เคยอัดแน่นในอกอย่างหนักหน่วง ถึงคราวคลายลงเปราะหนึ่งในวินาทีที่เห็นว่าเขายังมีลมหายใจ 


เวลานี้ร่างสูงใหญ่ถูกห่มคลุมตั้งแต่ช่วงเอวลงไปด้วยผ้าแพรผืนบาง เผยให้เห็นอกแกร่งที่พันไว้ด้วยผ้าพันแผลตั้งแต่ช่วงบ่า...พาดลงมายังลำตัว เอื้องอลินสะดุดลมหายใจเมื่อมองบาดแผลของเขาใกล้ ๆ เห็นรอยด่างดวงจาง ๆ ของโลหิตตรงสีข้างที่บอกให้รู้ว่าแผลนี้สาหัส กับสีหน้าที่ยังซีดเซียวเหมือนแผ่นกระดาษของเขาก็ทำให้คนมองตกอยู่ในความหวั่นไหว ดวงตาคู่สวยสั่นระริก ปริวิตกไม่คลายและเผลอไผลยื่นมือเรียวบางออกไปจะสัมผัสผ้าพันแผล ทว่าก่อนที่จะกระทำดังที่หัวใจคิด สมองก็สั่งให้เธอชะงักมือ ด้วยเหตุผลของความไม่เหมาะไม่ควรทุกประการ มือน้อยถูกรั้งกลับมาวางลงใกล้ ๆ ท่อนแขนแกร่งที่ทอดอยู่แนบลำตัวชายหนุ่ม 


“คุณพัศ...” ปลายเสียงเรียกแผ่วหายไปกับเสียงสะอื้นเบา ๆ ยามที่ความอ่อนแอผุดขึ้นทำลายเกราะกล้าที่แสร้งแสดงว่าเข้มแข็ง ตลอดมาเธอปกปิดมันไว้ ทั้งที่ในใจหวาดกลัว...กลัวเหลือเกินว่าจะต้องสูญเสียเขาไป 


“ไม่เป็นอะไรแล้วนะคะ คุณพัศ เราปลอดภัยแล้ว” เสียงปลอบแผ่วเบา ไม่ต่างจากสุ้มเสียงหวานแว่วยามที่เขาล่องลอยอยู่ในความฝัน เอื้องอลินหวังเพียงจะปลอบประโลมให้เขาคลายทุกความกังวลลง 


ภายในห้องนั้นช่างสงัดเงียบ หญิงสาวได้ยินแค่เพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกำลังทำงานกับสัญญาณที่แสดงให้รู้ว่าพัศพิมุขยังมีชีวิตอยู่ บนเตียงหลังนั้นมีร่างสูงใหญ่นอนแผ่ราบคาบผ่อนลมหายใจเข้า-ออกอย่างสม่ำเสมอ ศีรษะทุยหนุนอยู่บนหมอนใบแบน ๆ ใบหน้าของเขาโพลนขาวจนซีด ยกเว้นริมฝีปากหยักลึกที่แดงฉ่ำอย่างคนมีไข้ 


เอื้องอลินมีเวลามากพอที่จะกวาดสายตา นั่งมองอากัปกิริยาของเขาไปเรื่อย ๆ และมักจะหยุดนิ่งที่ใบหน้าคมคาย แช่สายตาทิ้งไว้เช่นนั้น วินาทีนี้ที่เขาเจ็บจนสลบไสล ดูจะไร้วี่แววว่าจะมีพิษสงหรือทำร้ายใครต่อใครได้เพียงแค่สาดคำพูด ชายหนุ่มดูราวกับเป็นคนละคนกับที่เธอรู้จัก ทว่าต่อให้พัศพิมุขจะขึ้นชื่อว่าร้ายกาจ ป่าเถื่อนสักเพียงไหน หัวใจของเธอก็ยังปรารถนาที่จะให้เขาฟื้นคืนกลับมา 


“เมื่อไหร่คุณจะฟื้นคะ ถ้าคุณไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ ก็ตื่นขึ้นมาคุยกับฉันซี” เสียงหวานเว้าวอน “...คุณพัศ” 


น้ำตาอุ่น ๆ กับความเงียบงันกลายเป็น ‘เพื่อนสนิท’ ที่อยู่เคียงข้างในยามอ่อนแอ เอื้องอลินจ่อมจมอยู่ในภวังค์ความนึกคิดของตนนานเท่าไรแล้ว...มิรู้ หากว่าสิ่งที่ชะงักรอยน้ำตาคือ...สัมผัสเบาบางที่อุ่นจนเกือบร้อน มันแล่นปราดเข้ามายามหลังมือบอบบางถูกวางทาบ มือเรียวบางของเธอถูกใครคนหนึ่งกุมทับแล้วพลิกขึ้นมาวางอยู่ใต้อุ้งมือใหญ่ 


“คุณพัศ...!” คนเจ้าน้ำตาอุทาน กะพริบตาถี่ ๆ แล้วจ้องมองการเคลื่อนไหวของมือหนาด้วยหัวใจที่พองโตขึ้น แล้วก็คลี่ยิ้ม...ทั้งที่ดวงหน้ายังเคล้าไปด้วยน้ำตา 


อ อืม..มม เจ้าของใบหน้าเซียวปรือเรียวตาเฉียบคมขึ้นสู้แสง กัดกรามแผ่ว ๆ ตอนขยับตัวแล้วก็ชะงัก...เมื่อมันไม่ได้ผล 


พัศพิมุขหลับตาลง คลอนศีรษะหนักอึ้งแรง ๆ แล้วปรือตาขึ้นใหม่ ภาพเบลอ ๆ เมื่อครู่ที่เห็นก็ถูกปรับจนชัดขึ้น สภาพร่างกายไม่อำนวยให้เคลื่อนไหวเขาจึงเอียงศีรษะไปตามเสียงที่ได้ยิน มองหญิงสาวอย่างถนัดถนี่เพื่อจะรับรู้ว่าความละเมียดละไม น้ำเสียงอ่อนโยน หรือกระทั่งเสียงสะอื้นไห้แผ่ว ๆ นั้นมาจากใคร 


“เอิง...” เสียงแหบนั้นพร่าจัด สัมผัสจากมือหนารั้งให้เอื้องอลินโน้มตัวเข้าไปใกล้ ดวงหน้าแดงก่ำกับปลายจมูกแดงแปร๊ดจึงปรากฏแก่สายตาชัดแจ้ง พัศพิมุขเขม้นมองแล้วคิ้วเข้ม ๆ ของเขาก็ขมวดขึ้งขึ้นอีก 


“ร้องไห้ทำไมน่ะ หืม..มม ?” คนบนเตียงคำรามถาม “มีใครทำอะไรคุณหรือเปล่า...เอิง ?” 


อารมณ์รุ่มร้อนจากพื้นนิสัยเดิม ๆ ทำให้เสียงถามดุดันขึ้นจนหญิงสาวรีบส่ายหน้าพัลวัน “ไม่ค่ะ ไม่มี ฉันปลอดภัยดี” 


“ถ้าอย่างนั้น...ร้องไห้ทำไม ? ผมใจไม่ดี คิดว่าคุณเป็นอะไรไป” 


“ไม่ใช่เอิง แต่เป็นคุณต่างหากล่ะคะที่บาดเจ็บ ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างคะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า...บอกมาสิคะ” ถามไถ่ 


อ่า เจ็บตรงไหนน่ะหรือ...เขาไม่รู้หรอก บอกได้แค่ว่ามันตึง ๆ ชา ๆ จนไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของแขนกับแผ่นท้องเลยน่ะสิ 


แต่ถ้าตอบออกไปอย่างนั้นคนขี้แยก็คงจะร้องไห้เป็นเผาเต่าอีกแน่ พัศพิมุขครุ่นคิด หลับตาแล้วปรือขึ้นใหม่ เลือกที่จะเหลือบลงมองสภาพตัวเองแล้วก็ส่ายหน้าน้อย ๆ 


“คุณฟื้นแล้ว ฉันไปตามหมอให้นะคะ” หญิงสาวมีท่าทางกระตือรือร้นจะลุกไปบอกคุณหมอชาวารี 


“เดี๋ยวเอิง!” เขาไม่เห็นด้วยจึงรวบมือเล็กแน่นขึ้น มิหมายให้เธอผละจากไปไหน 


พัศพิมุขส่ายหน้าไปมา ความจริงแล้วเขาไม่สนเรื่องอาการ ไม่สนว่าตอนนี้นอนอยู่ที่ไหนเสียด้วยซ้ำ เพราะการลืมตาขึ้นมาพบเธอนี่ต่างหากที่สำคัญจนไม่นึกอยากพบใครอื่นแม้แต่น้อย ชีวิตของเขาเฉียดใกล้ความตายเหมือนไปยืนอยู่ที่ปากเหว เคราะห์หามยามร้ายกว่านี้อีกนิดก็คือ...ไม่ได้ฟื้นขึ้นพบหน้าหญิงสาวผู้นี้อีก เวลานี้เขาจึงรู้...ว่าเขาต้องการอะไร “อย่าไป!” 


“ทำไมล่ะคะ ?” เธอฉงน 


“ผมไม่ต้องการหมอ” หญิงสาวจะค้าน “แต่...” 


“เชื่อผมสิ ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแล้วล่ะ อยู่ตรงนี้...กับผมนะเอิง” เขาส่ายหน้าแรง ๆ พลางเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ พร้อมด้วยแววตาที่มุ่งมั่นเหลือเกิน “ผมต้องการก็แต่...คุณนะ” 


“ค่ะ ไม่ไปไหนทั้งนั้น” รับคำอย่างอ่อนใจ ดูเหมือนฤทธิ์เดชของคนป่วยจะไม่ได้ลดน้อยลงไป เพียงแต่ครั้งนี้เธอเต็มใจให้เป็นไปอย่างนั้น คำขอร้องอันแน่วแน่ของเขาดูราวกับเป็นมนต์ขลังที่ทำให้เอื้องอลินทรุดลงนั่งอย่างเดิม ยอมตามใจคนป่วยที่ยังไม่ละเรี่ยวแรงในการยึดข้อมือเล็ก ๆ ไว้ 


“ขอบคุณครับ วันนี้คุณใจดีกับผมจัง” ชายหนุ่มพึมพำ ซีกหน้าเซียว ๆ ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ที่กว้างขึ้นอีกยามที่เขากำลังจ้องมองเธอ 


“รู้ไหม...ผมยอมเจ็บอย่างนี้ไปตลอดเลยก็ได้นะ ถ้ามันจะทำให้มีคุณอยู่ข้าง ๆ ไม่ทิ้งกันไปแบบนี้” คนพูดกระชับมือเล็กแนบแน่นขึ้น  


“อย่าพูดอย่างนี้นะคะคุณพัศ คุณตกอยู่ในอันตรายจนเกือบเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ จะเอามาพูดเล่น ๆ ไม่ได้” 


“ได้ซี เพราะผมยอมแลก...ถ้ามันจะทำให้ได้รับความห่วงใยจากคุณบ้าง ผมแลกได้ทุกอย่างนั่นแหละ” 


...แล้ว แล้วกันสิ! ทำไมเขาต้องพูดอย่างนี้ด้วย 


“แต่ฉันไม่ยอมค่ะ อย่าล้อเล่นกับชีวิตแบบนี้ ฉันไม่ชอบที่คุณพูดอะไรแบบนี้เลย” ปลายเสียงสั่นไหว ดวงตาคู่สวยเริ่มก่ำและรื้นเมื่อกำลังถูกอีกฝ่ายท้าทายให้ ‘รัก’ และพร้อมจะแลกกับความรู้สึกของเธอด้วยทั้งชีวิตของเขา 


ไม่...มันมากเกินไปแล้ว มากไปจริง ๆ 


“ผมพูดจริง ๆ นี่เอิง ผมไม่นึกเสียดายเลย เพราะมันจะมีอะไรดีไปกว่าได้รับรู้ถึงความห่วงใย การถูกมองเป็นคนสำคัญหรือ...กระทั่งการถูกรักจากคนที่เรารักบ้าง” 


“คุณพัศ...!” 


“รู้ไหม...ว่าแค่วินาทีเดียว ผมก็ยอมแลก” คำพูดตรง ๆ ที่ไร้การปรุงแต่งให้หวานกลับซาบซ่านจนแตะหัวใจคนฟัง ร่างแบบบางนิ่งงันเมื่อถูกความจริงใจชโลมล้น พ่วงพามาด้วยกระแสร้อนผ่าวที่แผ่มาเกาะผิวแก้มจนรู้สึกวูบ ๆ วับ ๆ หญิงสาวกลืนก้อนแข็งที่เคลื่อนมาจุกในลำคอจนมันตีบตัน พยายามรับมือกับความรู้สึกประหลาดที่มากกว่า...สับสนอย่างยากลำบาก 


นี่เธอต้องทำอย่างไรกันเล่า เมื่อเขาเป็นคนเดียวที่อยู่เหนือความรู้สึกนึกคิด ทั้งเรื่องที่เขาคิด ถ้อยคำที่เขาพูด ไม่มีครั้งไหนเลยที่มันจะไม่มีอิทธิพลต่อเธอ ไม่มี... แล้วในวินาทีถัดมา เอื้องอลินก็ค่อย ๆ เงยใบหน้าที่ก่ำน้อย ๆ ขึ้นมาสบสายตา 


“แล้วถ้าฉันจะบอกว่าฉันไม่คิดเหมือนคุณเลยสักนิด ถ้าฉันเป็นคนที่ยอมแลก คงไม่นึกพอใจกับเวลาแค่เสี้ยววินาทีอย่างที่คุณว่า...” 


“คุณไม่อยากรับรู้ถึงมันนานกว่านี้ อาจเป็นวัน...ทำให้มันเป็นเดือนหรือกลายเป็นปีหรอกหรือคะ ถ้าเราผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปได้ ไม่คิดหรือว่าสมควรได้รับมากกว่านั้น และถ้าคุณไม่อยากให้มันจบลงแค่วันนี้ ก็อย่าพูดเรื่องที่เราต้องจากกันเลยนะคะ” 


“เดี๋ยวเอิง ผม...ไม่เข้าใจ” เขาพึมพำช้า ๆ เรียวตาคมแลหม่นมัวลง สมองของคนเพิ่งฟื้นประมวลมิได้ทั้งหมด ไม่รู้ว่านั่นจะหมายถึงความหวังได้จริง ๆ หรือไม่ หญิงสาวยิ้มอ่อนโยนพลางวางมืออีกข้างประทับเหนือมือหนาโน้มตัวลงไปกระซิบใกล้ ๆ ใบหู 


“วันนี้...คุณรู้แค่ว่าเอิงจะไม่ปล่อยมือนี้ ถ้าคุณไม่ปล่อยมือเอิงก่อน แค่นี้ก็พอค่ะ” 


“เอิง...!” อาการนิ่งงันตกเป็นของเจ้าของมืออุ่นที่ถูกกุมทับ นั่นดูจะเป็นอย่างเดียวที่ย้ำหนักแน่นถึงคำพูดที่คล้ายมนต์สะกดของเธอ พัศพิมุขกระชับมือเรียวบาง รั้งมากอดไว้แนบอก เรียวตาคมกริบปรือขึ้นจ้องมองเพียงดวงหน้าหวาน วงหน้านวลเนียนที่อยู่ใกล้แค่ปรายตา ใกล้...พอที่เขาจะใช้ปลายนิ้วแข็ง ๆ เกี่ยวลูกผมที่ปลิวลงมาปลกหน้าผากกลมมน แล้วเลื่อนไปสัมผัสไรผมนุ่ม ๆ เกี่ยวปลายนิ้วขึ้นทัดหูให้เธออย่างอ่อนโยน 


“หลับตาสิคะ คุณพัศ...” เสียงหวานแว่วไกลออกไปเรื่อย ๆ ทั้งที่คนพูดอยู่ห่างแค่ลมหายใจเป่ารด 


“คุณต้องพักผ่อนแล้วนะคะ” 


“แต่คุณต้องอยู่กับผม อย่าไปไหนนะเอิง” 


“นะ” เสียงบอกแผ่วพร่าแทรกผ่านลมหายใจอุ่น ๆ ซึ่งทวีความระอุร้อนขึ้นทุกนาที เปลือกตาอ่อนบางรุมร้อนคอยจะกะพริบถี่เร็วด้วยพยายามฝืนหากว่าร่างกายอ่อนล้าของเขามิอาจทานไหว หลังจากต่อสู้อย่างหนักชายหนุ่มก็จำยอมหลับตา ปล่อยให้สติสัมปชัญญะโดนปลดเปลื้ยง ยกเว้นก็เพียงแต่...ฝ่ามือหนาที่ยังยึดโยงมือน้อยเสียแนบแน่นจนหญิงสาวมิอาจขยับตัวออกห่าง เอื้องอลินจึงได้แต่เฝ้ามองเจ้าของลมหายใจอุ่น ๆ และซุกซบหลับลงข้าง ๆ กายเขา 


----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


"คนไม่ดีอย่างนายพัศ ก็มีหัวใจ...จริง ๆ นะ" อันนี้คนเขียนขอยืนยัน นั่งยันเลยค่ะ :) 

นิยายอะไรหนอ...ไม่หวานแล้วยังเลือดสาดอีก คนเขียนขอใจร้ายนิดหนึ่ง อิอิ 

งานนี้...คนศัตรูเยอะอย่างคุณพัศจะพาตัวเองไปรอดหรือเปล่า ?

หนูเอิงจะติดร่างแหไปด้วยไหม ? จะเป็นอย่างไรต่อฝากติดตามกันด้วยค่ะ

                                                                                      ดาลัน ^^  


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

99 ความคิดเห็น

  1. #96 tungkn4841 (@tungkn4841) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2559 / 04:17
    รู้ความจริงเสียที  หนูเอิง
    #96
    0
  2. #93 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 19:33
    #93
    0
  3. #92 wonderfully (@wonderfully) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2559 / 04:16
    ดีใจจัง กลับมาแล้ว อัพอีกนะคะ
    #92
    0
  4. #91 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 15:03
    จะมีใครมาช่วยไหม
    #91
    0
  5. #90 Spur (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 / 00:35
    มาอัพอีกน้าาาา เค้ารอตั้งนาน ให้หายคิดถึงโหน่ยยยยย
    #90
    0
  6. #89 jackrussell (@greenpeppermint) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2559 / 13:26
    หนูเอิงจะพากลับบ้านหรือไป รพ.
    #89
    0