พรางภุมริน (ตีพิมพ์สนพ.สมาร์ทบุ๊ค)

ตอนที่ 23 : ตอน 18 แตกหัก < Re run 100% ka >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,301
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    17 ก.ค. 55

ตอน 18

แตกหัก!

            จากคนที่มาเยี่ยมไข้กลายเป็นคนไข้นอนรอนายแพทย์ตรวจหาสาเหตุ ที่จู่ๆ หญิงสาวเป็นลมสลบไป นางพยาบาลกรูเข้ามาตามเสียงเรียกฉุกเฉินพร้อมปรียานุช ช่วยกันพยุงร่างกระปลกกระเปลี้ยจากอ้อมแขนของคุณชิตชัย ชายสูงวัยลืมตัวว่าตนป่วยจะตามไปประคับประคองบุตรสาวแต่ถูกยับยั้งไว้เสียก่อน

                “รออยู่ที่นี่นะคะ เดี๋ยวดิฉันจะให้บุรุษพยาบาลมารับคุณผู้หญิงคนนี้ไปเองค่ะ”

                “เดี๋ยวดิฉันตามไปเองค่ะท่าน” ปรียานุชอาสา

                ใครเล่าจะรู้ว่าชะตากรรมมักเล่นตลก ให้คนที่เตรียมตัวแยกจากกันผูกพันเหนียวแน่นกว่าก่อน ด้วยสายใยเล็กๆ แต่ลึกซึ้ง

                เพื่อนสาวถอนใจหนักหน่วงยามยืนกอดอกมองร่างน้อยนอนสงบ เห็นใจชญาดาที่ต้องตื่นมาพบการเปลี่ยนแปลงชีวิตขนานใหญ่ หล่อนจะเริ่มต้นบอกกล่าวอย่างไรดีอีกฝ่ายจึงจะไม่ตกใจ แต่ไม่มีใครกำหนดความตระหนกตกตื่นนั้นได้ เมื่อคำพูดแผ่วเบาเท่ากระซิบเป็นเรื่องใหญ่เท่าชีวิต

                “ฉันเป็นอะไรไป ทำไมเวียนหัวอย่างนี้”

    เฮ้อ...

                “น้ำผึ้งแกฟังฉันนะ ทำใจดีๆ ก่อน”

                “นุช นี่มันเรื่องอะไรกัน บอกฉันสิ บอกมา” คาดคั้น

                “น้ำผึ้ง แกกำลังท้อง”

                “อะไรนะนุช! หมะหมายความว่า...” อีกฝ่ายพยักพเยิดแทนการพูดซ้ำ รีบเข้าไปกุมมือเพื่อนสาว บีบหนักๆ

                “ใจเย็นๆ นะผึ้ง ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้” ปรียานุชกระซิบกระซาบหลังหันรีหันขวาง ร่างเพรียวบางพยายามผุดลุกขึ้นนั่ง ต้องการออกไปจากห้องนี้เพียงเพื่อบอกตัวเองว่า ไม่จริง สายน้ำเกลือถูกดึงทึ้งออกจากหลังมืออย่างไม่แยแส

    หล่อนร้อนรน...กลัวว่าเตชิษฏ์จะมาพบเข้า

                “กลับ! กลับกันได้ไหมนุช ฉันไม่มีวันให้เขารู้ เขาหรือใครก็ไม่ต้องการทั้งนั้น” ละล่ำละลักบอก

                “ฉันเข้าใจ ฉันขอร้องคุณหมอไปแล้วว่าแกจะบอกใครต่อใครเอง ส่วนคุณชิตชัยฉันไม่รู้จริงๆ ว่าปิดปากนางพยาบาลคนนั้นทันหรือเปล่า”

                “ต้องทันสิ ฉันบอกแล้วว่าไม่ให้ใครหน้าไหนรู้ทั้งนั้น” เสียงเครียด ดวงหน้าโพลนขาวเม้มริมฝีปากแห้งผาก

                แล้วชญาดากับปรียานุชก็รู้ว่าสายไปเสียแล้ว เมื่อนางพยาบาลคนเดิมเข็นพาคุณชิตชัยเข้ามาในห้อง สีหน้าของเขาประหลาดล้ำมองลูกสาวอย่างอ่อนโยน ยินดีอย่างยิ่งเมื่อได้รู้ข่าวว่าจะมีหลาน

                “เป็นอย่างไรบ้างลูก?”

                “ดิฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว เรื่องนั้น...อย่าบอกใครนะคะดิฉันขอร้อง” เป็นที่รู้กันว่าหมายถึงเรื่องใด สีหน้าคนพูดไม่สู้ดี มือเรียวเล็กกำชายผ้าห่มไว้แน่น แววตาคร่ำเคร่ง

                “แม้แต่คุณเตชิษฏ์ สัญญาสิคะว่าคุณจะไม่บอกใคร สัญญาสิ” ชญาดาคาดคั้น ร่างผ่ายผอมบนรถเข็นนั่งนิ่งอย่างชั่งใจก่อนจะพยักหน้า

                “ก็ได้ ถือเป็นความลับระหว่างหนูกับฉัน แต่น้ำผึ้งต้องยอมให้พ่อดูแลลูก ต้องยอมรับการช่วยเหลือจากพ่อบ้าง ส่วนเรื่องตาพีไม่ต้องห่วงพ่อจะจัดการเอง ถือว่าเป็นคำขอร้องสุดท้ายก็แล้วกันนะ”

    “......” จิตใต้สำนึกอื้ออึง

                “รับปากท่านเถอะนะผึ้ง ไม่อย่างนั้นแกลำบากแน่ตอนที่โดนแย่งคุณเตชิษฏ์ไปจริงๆ เชื่อฉันสิ” ปรียานุชสำทับที่ข้างหู

                “ก ก็ได้” นั่นหละหญิงสาวจึงรับคำอย่างเสียไม่ได้

                “คุณกลับไปที่ห้องก่อนก็แล้วกันค่ะ เรื่องนั้นเอาไว้คุยกันทีหลังตอนนี้ดิฉันต้องการกลับบ้าน” ชญาดาไม่มีแก่ใจคิดเรื่องอื่น กลัวแต่ว่าเตชิษฏ์จะสงสัยแล้วตามหาเธอจึงต้องออกไปก่อนที่เขาจะรู้เรื่องนี้ บิดาพยักหน้าน้อยๆ ปล่อยให้ปรียานุชเข้าพยุงหญิงสาวลงจากเตียง มองทั้งสองก้าวออกจากห้องนั้นไป ส่วนเขากลับห้องเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธ รูปหน้าตอบเซียวติดรอยยิ้มโรยๆ ปีติ นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ลูกยอมรับฟังเขาบ้าง

                แล้วก็เป็นอย่างที่ชญาดาหวาดกลัว เตชิษฏ์ก้าวอาดๆ เข้ามาหาเมื่อเห็นภรรยาสาวยืนอยู่กับปรียานุชแถวๆ ล็อบบี้ เขาไม่ได้สังเกตเห็นใบหน้าซูบซีดเพราะมัวแต่โมโห ทันทีที่เห็นหน้าจึงตะคอกใส่ซะดังสนั่น มือหนาตรงเข้าคว้าข้อมือเรียวบางที่เพียงถอดสายน้ำเกลือรั้งไปจนติดตัว

                “คุณหายไปไหนมา ผมตามหาให้วุ่นแทบจะพลิกโรงพยาบาล รู้บ้างไหมว่าใครๆ ต้องเดือดร้อนกันไปหมด”

                “ฉันก็ออกมาเดินสูดอากาศโล่งๆ ข้างนอกบ้างน่ะสิ ในห้องนั้นฉันอึดอัด สะอิดสะเอียนจะตาย” หล่อนลากเสียงชวนทะเลาะ ท่าทางแข็งขืนเชิดหน้า ต่างจากตอนที่จะเป็นลมสิ้นเชิง ปรียานุชปรี่เข้ามาขวางชายหนุ่มที่ตีหน้ายักษ์ใส่คนเจ็บ บังชญาดาไว้ทั้งตัว

    คนหนึ่งใจร้อน อีกคนหนึ่งก็กระไร กล้าตีฝีปากทำว่าเก่งทั้งที่ยืนแทบไม่ไหว

                “ขอโทษนะคะคุณเตชิษฏ์ เป็นเพราะฉันเองล่ะค่ะที่ลากยัยผึ้งมาคุยด้วยนานไปหน่อย ก็นานๆ ทีจะเจอตัวนี่คะ ตั้งแต่แต่งงานก็หายหน้าหายตาไปเลย” สีหน้าเตชิษฏ์ค่อยคลายขึงขังลงแต่ที่กดข้อมือชญาดาไว้ยิ่งแน่น เขาขบกรามที่เป็นสันนูนน้อยลง โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเพียงแค่ตามหาหญิงสาวไม่เจอ เมื่อมีคนออกรับแทนชายหนุ่มจึงสงบลง แต่ไม่วายกระชากข้อมือเล็กกระแทกกระทั้น เอาแต่ใจ

                “ยังดีที่อยู่กับคุณ เพราะถ้าหนีหายมาคุยกับผู้ชายคนอื่นล่ะก็ ผมไม่ไว้หน้าแน่” คำรามดุดัน สะบัดรอยตาเกรี้ยวกราดใส่ภรรยาสาว

                “อย่าเพิ่งทะเลาะกันเลยนะที่นี่โรงพยาบาลนะคะ คุณเตชิษฏ์ ฉันว่าพายัยผึ้งกลับบ้านเถอค่ะไปพักผ่อนเสียหน่อยจะได้ดีขึ้น หน้าแกซีดๆ อีกแล้วนะผึ้ง” หล่อนท้วงก่อนสงครามปากจะเกิดกลางโรงพยาบาลให้อับอายผู้คน

                “พักทำไม คุณเป็นอะไร” เขาหันควับมาจ้องเขม็ง ปรียานุชปิดปากฉับรีบส่ายหน้า โบกไม้โบกมือ

    “เปล่าค่ะ เปล่า ฉันหมายถึงยัยผึ้งดูเพลียๆ คงจะตื่นเช้าไปล่ะมั้งคะ”

                “ฉันหิว ตาลายจนจะเป็นลมน่ะ ยัยนุชก็พูดเกินไป” ชญาดาบอกปัด แต่เรียวตาคมไม่ห่างไปจากดวงหน้าซีดเซียว มองอย่างพินิจจะเห็นว่าจริงที่เจ้าหล่อนหน้าซีด ยืนโงนเงนดีแต่เขารั้งมาชิดตัวจึงกลายเป็นพยุงไว้ ชญาดาปั้นหน้าว่าปกติ ฝีปากยิ่งกว่ากรรไกรไม่เหมือนคนเพิ่งเป็นลมเลยสักนิด

                “จะไปก็ไปสิคะ ฉันเกลียดกลิ่นฉุนๆ ของโรงพยาบาลนี่เต็มทนแล้ว”

                “ไปนะนุช แล้วค่อยคุยกัน”

                ไม่มีทางเสียหรอกที่เตชิษฏ์จะได้รู้ความจริง หากหัวใจยังมืดบอด หากยังมองเธอเพียงแค่เศษดินที่กล้าเหยียบย่ำ ต่อให้ตายลงตรงนี้ก็จะไม่ปริปากบอกความจริง เลือดเนื้อเชื้อไขบริสุทธิ์นี้เป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว ตั้งแต่วันที่เขาประกาศว่าจะดูแลปวริศา ปรียานุชโบกมือหยอยๆ นึกเป็นห่วงร่างระหงที่ถูกดึงกึ่งลากไปอีกทาง แต่เมื่ออีกฝ่ายก้าวตามไม่ทันชายหนุ่มหยุดรอ ก่อนส่งท่อนแขนไปโอบรอบเอวคอด คนใจแข็งเม้มเรียวปากแน่น ฝืนก้าวไปข้างหน้าจนถึงลานจอดรถ

    ชญาดากลั้นหายใจ โล่งอกเมื่อถึงคฤหาสน์บรรณวัตรเสียได้ หล่อนผลุนผลันเดินแกมวิ่งลงจากรถเมื่อเขาเบรกเอี๊ยดที่หน้าตึก

                “น้ำผึ้ง เดี๋ยว! เรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง”

 

                มันยังอยู่ มึงเห็นไหมว่าทำเสียเรื่อง ลงมือผิดคัน!”

                ภาพของหนุ่มสาวอยู่ในกรอบสายตาลิบๆ ของชายฉกรรจ์สองคนที่ยืนเลียบกำแพงสูง พวกเขาซุบซิบจ้องมองรถซีดานผ่านแว่นกันแดด นั่นไม่ใช่รถในรูปถ่ายที่อยู่ในมือ คนเป็นลูกพี่สะบัดหน้าอย่างหัวเสีย สบถหยาบเมื่อเหยื่อยังลอยนวล ตาคู่คมสบกันอย่างรู้ความหมายว่าต้องทำอะไรเป็นลำดับต่อไป

                คราวนี้ไม่พลาดแน่ หึ!”

 

                “น้ำผึ้ง! เรามีเรื่องต้องคุยกัน คุณเป็นอะไรทำไมไม่บอกผมผมเป็นสามีคุณนะ แล้วคุณเข้าไปทำอะไรในห้องคุณชิตชัย?”

                เตชิษฏ์ตัดพ้อเสียงขรึม เจ้าหล่อนไม่ตอบกลับลอยหน้าขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง มองเขม็งด้วยนัยน์ตาเชือดเฉือน

                “สามีที่ปันใจไปหาอดีตคู่หมั้นแบบนั้น ฉันไม่ถือเป็นสามีหรอก ทีบางเรื่องคุณถือเป็นเรื่องส่วนตัวอย่างคุณกับปวริศา มันเป็นเรื่องของคุณสองคนที่ฉันจะไม่ยื่นมือเข้าไปเกี่ยว แล้วนี่ก็เรื่องของฉัน ตัวของฉันคุณจึงไม่มีสิทธิ์ถาม” เขาขบกรามแน่น ย่างสามขุมเข้าหาภรรยาปากเก่งกระชากร่างบางเข้าหาอกกระด้าง กดมือทั้งสองบนบ่าไหล่บอบบาง ยึดไว้ดั่งคีมเหล็ก

                “คุณกำลังยั่วโมโหผมนะ คนที่นอนร่วมเตียงกันอยู่ทุกคืนคนที่เป็นสามีคุณไม่มีสิทธิ์รู้เหรอ ทุกคนรู้หมดกระทั่งเจ้าตรีแล้วผมล่ะ ผมดูโง่นักใช่ไหมในสายตาคุณ หา!” ตะคอกลั่น

                “ใช่ค่ะ โง่ ที่มองอะไรผ่านสายตา ไม่ใช้สมองคิด คนอย่างคุณมันงี่เง่าที่สุด” ชญาดาแผดเสียงใส่บ้าง

    “แล้วยังมีเรื่องโง่ๆ อะไรที่ผมไม่รู้อีกไหม เรื่องคุณกับเจ้าตรี นายพีรยุทธหรือผู้ชายอื่นอีกกี่คน ความลับของคุณมันเยอะนักนะผมบอกเลยนะไม่ว่าจะหนุ่มจะแก่ ถ้าผมรู้ว่าคุณสวมเขาให้ผม รับรองว่าผมจะร้ายแบบที่คุณคิดไม่ถึง เรื่องอะไรก็ตามที่ปิดบังผมถ้าผมมารู้ทีหลังอย่าหาว่าผมใจร้าย ไร้มนุษยธรรมก็แล้วกัน” แววตาหงุดหงิดโถมใส่หญิงสาวที่ยืดตัวตรง หน้าเชิดอย่างทระนงแต่เม้มริมฝีปากอิ่มจนห้อเลือด

    “เราทุกคนต่างก็มีความลับกันทั้งนั้น ลับสุดยอดที่ไม่อาจบอกใครกระทั่งคนที่อ้างตัวเป็นสามี เพราะฉันหมดความเชื่อถือในตัวคุณแล้ว อย่าว่าแต่บอกเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เลย เรื่องคอขาดบาดตายฉันก็ไม่บอก ในเมื่อคุณกับฉันเป็นแค่คนอื่น ฉันไม่มีวันใช้ผู้ชายร่วมกับผู้หญิงอื่นถ้าคุณอยากกลับไปดูแลปวริศาก็หย่าให้ฉัน ไปหย่ากันพรุ่งนี้เลย”

    “น้ำผึ้ง!”

    “ปล่อยแล้วก็ไปให้พ้นหน้าฉัน ฉันไม่อยากเห็นคุณอีกแล้ว คุณจะไปอยู่กับใคร ที่ไหนก็ไปเลย”

    “ไม่!” ปฏิเสธเสียงกร้าว “ปล่อยสิ ปล่อย ฮือๆๆ”

    อารมณ์ที่ถูกสะกดกั้นระเบิดออก ถึงคราวที่น้ำตาพรั่งพรูยิ่งกว่าทำนบพังทลาย มือหนาที่กดบ่าบางชะงักงุนงงแล้วเปลี่ยนเป็นโอบรับร่างอ้อนแอ้นที่ทรุดฮวบลงกับอ้อมอก ชญาดายังคงดิ้นพล่านในวงแขนเมื่อเขากัดฟันแน่นอุ้มหล่อนจนตัวลอยไปหย่อนลงกลางเตียง ใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือดฝาด กลีบปากช้ำมีเลือดซิบ หล่อนขบเม้มถ่ายทอดความเจ็บปวดในหัวใจ เตชิษฏ์กดกรามจนเป็นสันนูน เปลี่ยนจากอารมณ์พลุ่งพล่านเป็นเย็นลงอย่างช้าๆ

    “น้ำผึ้ง ผมขอโทษ” คำนั้นพึมพำด้วยสุ้มเสียงอ่อนยวบ

    ร่างสูงใหญ่กดทับร่างเล็ก วางข้อมือหนากักกันจนชญาดาสุดจะดิ้นรน หญิงสาวพลิกหน้าหนีปล่อยน้ำตานองหน้า รินรดหมอนจนชุ่ม

    ไม่ยอมรับฟังคำขอลุแก่โทษ ไม่เปิดตามองคนบ้าบิ่นที่ทำร้ายจิตใจอีก เตชิษฏ์ถอนใจหนักหน่วง ทิฐิกับโทสะก่อชนวนเหตุจนบานปลายแล้วจบลงที่ต่างหันหลังให้กัน

    ชายหนุ่มทิ้งช่วงเวลาจนกระทั่งอีกฝ่ายผ่อนลมหายใจแผ่วๆ แล้วเผลอหลับใหลใต้อกอุ่นโดยที่น้ำตายังคลอหน่วย ทว่าชญาดาไม่ยอมปริปากกับเขาอีกแม้สักคำ

 

    ยี่สิบสี่นาฬิกา...

                “อ้าว! เป็นอะไรหรือเปล่าต้น นอนไม่หลับหรือลูก” คุณมยุรินก้าวมาหาบุตรชาย ที่กลับลงมายังห้องรับแขกอีกครั้ง 

                “เอ่อ ว่าจะลงมาหาอะไรดื่มหน่อยน่ะครับ”

                “คิดเรื่องหนูน้ำผึ้งใช่ไหมล่ะลูกเอ้ย...คิดยังไงพาเมียตัวเองไปเยี่ยมอดีตคู่หมั้น เป็นใครก็ไม่สบายใจทั้งนั้นแหละลูก” นางมองอย่างตำหนิ

                “ผมคิดว่าคนอย่างน้ำผึ้งคงไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอกครับ ไม่ว่าผมจะทำอะไรเขาก็เฉย แล้วประกาศปาวๆ ด้วยซ้ำว่ายินดีให้ผมดูแลรศาซึ่งก็ถูกแล้วนี่ครับ เพราะผมทำร้ายจิตใจเธอแล้วตอนนี้ก็ป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล”

                “แล้วไม่ห่วงเมียตัวเองบ้างหรือยังไง ไม่มีผู้หญิงคนไหนทนเห็นสามีตัวเองไปพะเน้าพะนอหญิงอื่นได้ โดยไม่คิดอะไรหรอก ไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะลูก”

                “กรณีของผมอาจจะไม่ใช่ก็ได้ครับคุณแม่ เพราะเขาไม่ได้รักผมสักนิดเดียว” เอ่ยแล้งไร้ เพราะเข้าใจเต็มประตูว่าถูกหลอกใช้ เขาเป็นแค่หมากตัวหนึ่งในกระดานแก้แค้นของชญาดากับตระกูลเจ้าสัวสิน หล่อนจึงไม่รัก ไม่แคร์เขาสักนิดเดียว

                “โธ่ลูกฉัน...ทำไมเข้าใจอะไรยากอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นแม่ถามคำเดียวว่าต้นรักน้ำผึ้งหรือเปล่า ถ้ารักก็มองข้ามเรื่องผิดพลาดของเมื่อก่อนไม่ได้หรือ เราอยากเสียน้ำผึ้งไปใช่ไหม ไหนตอนจะแต่งงานบอกว่าอย่างไรก็จะรับผิดชอบเขา ทำถึงกระทั่งยอมผิดใจกับตาตรีแล้วทำไมตอนนี้ลูกของแม่ถึงได้โง่นัก” มารดาค่อนขอดเอาบ้างเพราะสุดจะทน เตชิษฏ์นิ่งงัน

                เขาถูกตราหน้าว่าโง่เง่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...หรือมันจะจริง?

                “แม่รู้ว่าคนอย่างหนูน้ำผึ้งไม่ตีโพยตีพายถ้าลูกจะไปหารศา แต่แม่ขอเตือนไว้ว่าผู้หญิงอย่างนี้แหละเด็ดเดี่ยวนัก สักวันลูกจะเสียเธอไปเมื่อนั้นทุกอย่างคงสายเกินไปแล้ว แม่คงพูดได้เท่านี้” ร่างท้วมลุกไป ป่วยการที่จะชักแม่น้ำทั้งห้าให้บุตรชายแสนใจร้อนเข้าใจในวันนี้ บางทีต้องสูญเสียเสียบ้างอาจจะเป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่า ร่างสูงใหญ่ทรุดลงนั่งแทนที่มารดาอย่างอ่อนล้า คิดถึงหญิงสาวทั้งสองคนสลับกัน

                คนหนึ่งเรียกร้องให้เขาปกป้อง ส่วนอีกคนผลักไสทำว่าเข้มแข็งนัก

            คนหนึ่งบอกว่ารักเขา ส่วนอีกคน...เขาต้องการคำว่ารักจากปากเธอ

                กว่าที่ชายหนุ่มจะย่างกรายเข้าสู่ห้องนอน พื้นที่โล่งประดับประดาเฟอร์นิเจอร์นั้นเงียบสงัด ได้ยินแค่เสียงกระหึ่มของเครื่องปรับอากาศกับลมหายใจแผ่วเคล้าสายลมเมื่อบานกระจกตรงระเบียงแง้มเปิดไว้ คนที่เรียกโทสะเมื่อยามเย็นหลับสนิทที่ฝั่งซ้ายของเตียง ตะแคงข้างซุกหน้ากับหมอนนุ่ม แก้มยังเปื้อนน้ำตา

                น้ำผึ้ง...ทำไมเรื่องของเราต้องเป็นแค่ความแค้นด้วย คุณไม่เคยรักผมสักนิดเลยหรือ...”

                ที่ผ่านมา เราไม่เคยรักกันเลยใช่ไหม บอกผมทีสิ”

                เขาอยากรำพันถามเช่นนี้ แต่ไม่มีวันเอ่ยออกไปเพราะทิฐิ มีเพียงเสียงที่คำรามในลำคอจนสะเทือนเลื่อนลั่น

                “ต่อให้เราไม่ได้รักกันเลย ผมก็จะไม่ยอมปล่อยคุณไป เพราะผม ผม...”

                คงทนไม่ได้ที่ไม่มีคุณ...

                เตชิษฏ์ยินดีถูกตราหน้าว่ากักขังหน่วงเหนี่ยว เห็นแก่ตัว เพราะความจริงแล้วหัวใจไม่ยินยอมหนีห่าง ไม่อาจปล่อยมือจากชญาดา ส่วนคำสัญญาที่ว่าจะดูแลกันตลอดชีวิตไม่เคยจืดจาง แต่ความร้าวฉานถาโถมจนมองไม่เห็นความรักที่เคยมี

 

                ข้างกายว่างเปล่า ที่นอนอีกฟากฝั่งเย็นเฉียบ...

                นั่นหมายถึงเตชิษฏ์ไม่ได้กลับเข้ามานอนในห้อง ชญาดารู้สึกตัวตื่นลุกขึ้นนั่งแล้วโซเซ อาการข้างเคียงกำลังคุกคามจนร่างระหงโงนเงนแล้วเอนตัวลงนอนอีกครั้ง กว่าจะโงศีรษะขึ้นแล้วฝืนก้าวสะโหลสะเหลเข้าห้องน้ำก็เป็นยามสายของวันใหม่

 

                “ถึงแล้วครับคุณน้ำผึ้ง ผมจะรออยู่ตรงนี้นะครับ”

                “ขอบใจ แต่เดชากลับเลยก็ได้นะเดี๋ยวฉันนั่งแท็กซี่กลับเอง”

                เดชาเหลียวมองนายหญิงที่นั่งใจลอย แล้วชะเง้อมองประตูรั้วเก่าเมื่อเขาจอดสนิท สารถีหนุ่มทำตามความประสงค์ของคุณมยุริน พาชญาดามาส่งที่บ้านแล้วปลีกตัวกลับ หล่อนก้าวลงไปยืนเต็มฝ่าเท้า จ้องมองบ้านหลังเก่าอย่างโหยหา จู่ๆ น้ำตาก็ปริ่มไหลคิดถึงมารดา

                ผึ้งกลับมาบ้านเราแล้วนะคะแม่”

                หญิงสาวปรารถนากลับมาที่แห่งความทรงจำเพื่อค้นหาความจริง คำพูดของผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่า พ่อ ทิ้งท้ายไว้ จะเชื่อถือได้หรือไม่วันนี้ต้องมีคำตอบ ป้ามาลาเป็นคนออกมารับหน้า นางเข้ามากอดรับร่างเพรียวลูบหลังลูบไหล่อย่างคิดถึง ชลชิณีวิ่งตึงๆ ตามมาโผเข้ากอดพี่สาวแน่น

                “โอว คุณหนูน้ำผึ้ง” ป้ามาลาร้องโหวกเหวก

                “พี่ผึ้ง!”

                “พี่ผึ้งกลับมาแล้ว” เสียงใสตื่นเต้น

                ทั้งสามกอดกันกลมแล้วชักชวนกันเข้าไปในบ้าน ทักถามสารทุกข์แล้วเข้าสู่เรื่องที่ค้างคาใจ ชญาดาเท้าความว่าได้พบบิดาก่อนจะโยงคำถามไปยังแม่บ้านใหญ่ที่เขาอ้างถึง...

                “ป้ามาลาคะเขาบอกว่าเขาไม่ได้ทอดทิ้งคุณแม่กับพวกเรา ผึ้งไม่เชื่อหรอกเขาโกหกใช่ไหมคะ ตลอดเวลาที่ผึ้งโตมาผึ้งไม่เคยเห็นเขามาสนใจไยดีพวกเราเลย ผึ้งไม่เชื่อเรื่องที่เขาพูดเด็ดขาด” เสียงกร้าว ดวงตาพราววับ

                ลมหายใจกระเพื่อมแรงขึ้น คิดเมื่อใดให้แค้นเคืองเรื่องที่เขาทำกับหล่อนกับแม่ ป้ามาลานิ่งงันมองหน้าคุณหนูทั้งสองสลับกัน มือของแม่บ้านใหญ่เอื้อมมากุมมือคุณหนูคนโต บีบเบาๆ

                “คุณชุเธอไม่ต้องการให้พวกคุณหนูเจ็บปวด ที่มีคุณพ่อก็เหมือนไม่มี จึงไม่เคยพูดถึงเรื่องของคุณผู้ชายอีก ป้าเคยพบคุณชิตชัยหลายครั้งก่อนที่คุณน้ำตาลจะเกิดค่ะ แต่หลังจากนั้นสภาพครอบครัวทางนู้นเข้าขั้นวิกฤต คุณสิรินทิพย์กลายเป็นคนร้ายกาจ อารมณ์ร้ายจนถึงขั้นมาระรานที่นี่จนคุณผู้ชายตามมาช่วยแทบไม่ทัน ตั้งแต่นั้นเขาก็หายหน้าไปร่วมเดือน”

                “ทำไมล่ะคะป้า?”

                “คุณชิตชัยกลับมาอีกครั้งเพื่อตกลงกับคุณชุว่าจะไม่มาที่นี่อีก เพื่อความปลอดภัยของคุณชุกับคุณหนูทั้งสอง เงินที่ส่งเข้ามาทุกเดือนเป็นเงินส่งเสียที่คุณผู้ชายให้คุณชุ แต่ไม่มีสักครั้งที่คุณผู้หญิงจะใช้มัน ทุกบาททุกสตางค์ฝากเข้าธนาคารเพื่ออนาคตของคุณๆ รอป้าเดี๋ยวนะคะ” หญิงสูงวัยเดินลับเข้าไปในห้อง แล้วกลับออกมาพร้อมซองเอกสาร

                ชญาดาสบตาน้องสาว งงงัน เดาไม่ออกว่ามันคืออะไร?

                “พินัยกรรมที่คุณผู้หญิงทำไว้ เงินทั้งหมดที่คุณชุเก็บไว้จะให้คุณหนูทั้งสองเมื่อครบยี่สิบห้าปี เป็นเงินทั้งหมดที่คุณผู้ชายส่งมาค่ะ”

                “อะไรนะคะ! นี่คุณพ่อส่งเงินมาให้พวกเราหรือคะป้า” ชลชิณีอุทาน

                ใครเล่าจะรู้ว่ายังมีอีกคนหนึ่งคอยสอดส่อง ดูแลทุกข์สุขอยู่ห่างๆ ตรงกันข้ามชญาดามีแต่ความเจ็บปวดรวดร้าวและเคียดแค้นเขา เพิ่งรู้ว่าบิดาไม่ได้ละเลยอย่างที่เธอเข้าใจ

                “คุณหนูน้ำผึ้งจะได้รับเงินตามพินัยกรรมในอีกหนึ่งปีข้างหน้า ตามด้วยคุณน้ำตาล คุณชุวางแผนไว้ให้แล้วล่ะค่ะว่าอนาคตทุกคนจะไม่ลำบากจึงไม่ยอมใช้เงินไปเป็นค่ารักษา”

                “คุณชุบอกกับป้าเสมอว่าชีวิตอย่างเราๆ อยู่ไปวันๆ ไม่สำคัญเท่าชีวิตของลูกสาวทั้งสองคน ป้าอยากบอกเรื่องนี้นานแล้วแต่ติดที่รับปากคุณผู้หญิงไว้ว่าต้องเป็นไปตามระยะเวลาของพินัยกรรม วันนี้คุณน้ำผึ้งเข้าใจคุณชิตชัยแล้วใช่ไหมคะ”

                “ผึ้ง...”

                มากยิ่งกว่าความเข้าใจ ชญาดาอึ้งเพราะยิ่งกว่านั้นเป็นความปวดแปลบที่เสียดแทงหัวใจ หล่อนทำร้ายบิดาด้วยคำพูดกี่ครั้งกี่หน ทำลงไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำลงไปทั้งๆ ที่ไม่รู้ความจริง

                โอว...ทำไมเรื่องจึงกลายเป็นอย่างนี้

 

            ห้องสำนักงานของผู้บริหารแห่งบริษัทบี เบสท์เฟอร์นิชกรุ๊ป ร้อนเป็นไฟ!

            เตชิษฏ์กัดกรามกรอดจนซีกหน้าด้านข้างนูนโปน ข่าวที่เลขาฯ สาวเข้ามารายงานสร้างรอยกร้าวแซมนัยน์ตาคมกริบ เมื่อพบว่าออเดอร์ของลูกค้าเจ้าประจำยกเลิกหลายราย ได้ความว่าสินค้าล็อตที่ผ่านมาขาดคุณภาพ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรในเมื่อเฟอร์นิเจอร์การันตีได้ทุกชิ้น ชายหนุ่มผุดลุกพรวดก้าวอาดๆ ออกไปจากห้อง ขอแฟ้มเอกสารมาตรวจสอบด้วยตัวเอง

                “คุณภาวิณี ผมต้องการแฟ้มรายการสินค้าที่ยกเลิกทั้งหมด แล้วเรียกประชุมผู้จัดการทุกฝ่ายบ่ายวันนี้ ด่วน!

                “ค่ะท่านประธาน”

                เรื่องผิดพลาดพวกนี้ต้องมีเหตุ หรือใครกันที่มันกล้าดิสเครดิตเขา ใจกระหวัดคิดไปถึงศัตรูตัวฉกาจ อาจเป็นพีรยุทธที่คิดจะเอาคืนด้วยวิธีสกปรก นอกจากส่งคนติดตามไปยังบ้านบรรณวัตรด้วยมีแผนชั่วที่หาโอกาสลงมือ ทายาทเจ้าสัวสินยังลอบกัดด้วยการปล่อยข่าวลือ ทำลายชื่อเสียงของบริษัทบี เบสท์ฯ นั่นเท่ากับการประกาศศึกโต้งๆ กับเตชิษฏ์

                เนื่องจากสินค้าล็อตล่าสุดที่ส่งให้บริษัทในประเทศญี่ปุ่น กับเกาหลีถูกตีกลับเกือบทั้งหมด อ้างว่าสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และยกเลิกล็อตถัดมาที่อยู่ในกระบวนการผลิต ยังความเสียหายแก่ธุรกิจหลายร้อยล้าน แต่นั่นไม่สำคัญเท่าโดนเหยียบจมูก!

                ช่วงเวลาของงานที่เร่งรัดเข้ามาก่อเป็นความเคร่งเครียดจนเตชิษฏ์หลงลืมว่ายังมีหญิงสาวในฐานะภรรยารอการกลับไปของเขา ผู้บริหารหนุ่มถือโอกาสนี้อยู่ห่างเพื่อทบทวนเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา เพื่อพิจารณาคำพูดตัดพ้อของชญาดา และรับฟังคำพูดเตือนสติจากมารดา ไหนจะงานที่สุมทับจนแทบไม่มีเวลากลับบ้าน จนกลายเป็นละเลยปล่อยเรื่องไว้ไม่ได้สะสาง

    แต่เวลานั้นไม่เคยคอยท่า กว่าที่ชายหนุ่มจะรู้สึกตัว บางครั้งก็สายเกินจะแก้ไข...

    หลังการประชุมระดับผู้จัดการ องค์ประชุมทยอยออกจากห้องเหลือก็แต่สองพี่น้องบรรณวัตร ที่มองหน้ากันไม่ติดมาร่วมเดือน เตชิษฏ์ยืดกายเต็มความสูงหมุนตัวจะกลับออกไป แต่เจ้าน้องชายเข้าขวางทางเสียก่อน ตาสบตาท่ามกลางรอยขึ้งเครียด

                “นายตรี!”

                “ผมขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิครับพี่ต้น”

                ตรีทัชเอ่ยปาก สีหน้าชายหนุ่มผู้น้องเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อรู้ว่าตอนนี้ชญาดากลับไปค้างที่บ้านของมารดาหลายวันแล้ว แต่แทนที่เตชิษฏ์จะไปรับหล่อนกลับมาเขากลับนิ่งเฉย เทเวลาไปกับการทำงานเพื่อเรียกความเชื่อถือกลับคืนจากคู่ค้า

                “เรื่องของน้ำผึ้ง ผมคิดว่าพี่ต้นจะคิดได้เร็วกว่านี้ซะอีกนะครับ ทำไมพี่ต้นไม่ดูแลเธอดีๆ ทำไมปล่อยให้เธอย้ายกลับบ้านไป พี่ต้นกับน้ำผึ้งแต่งงานกันแล้วไม่ใช่หรือไง” ตรีทัชถามอย่างฉุนโกรธ ไม่อยากจะเกี่ยวแต่ทนอยู่เฉยไม่ไหว ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีดำสนิทหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า รูปหน้านิ่งขรึมตวัดเรียวตาคมกริบมองอย่างไม่พอใจ

                กงการอะไรที่เจ้าตรีต้องยื่นมือเข้ามาแส่ เขากับหล่อนจะอยู่ด้วยกัน หรือแยกกันอยู่ก็เรื่องของผัวเมียไม่ใช่รึ!

                “เขาอยากไปของเขาเอง ฉันจะไปห้ามอะไรได้ ว่าแต่...นายจะเดือดร้อนเรื่องเมียฉันทำไม”

                “น้ำผึ้งเป็นเพื่อนของผมก่อนที่จะเป็นภรรยาของพี่ ช่วยให้เกียรติเธอหน่อย ผมไม่ได้ยอมตัดใจเพื่อให้พี่ได้เธอไปแล้วทิ้งขว้างอย่างนี้ นี่เป็นสามีภรรยากันประสาอะไรยังไม่รู้อีกหรือครับว่าน้ำผึ้งต้องพบเจออะไรมาบ้าง ทำไมพี่ต้นทำเหมือนไม่เข้าใจแล้วซ้ำเติมด้วยการหันไปหาปวริศา ทั้งที่คนพวกนั้นเป็นฝ่ายที่ทำร้ายครอบครัวของน้ำผึ้งมาตลอด”

    “พี่เป็นคนเดียวที่เป็นที่พึ่งของเธอไม่ใช่เหรอครับ แล้วทำไม...ถึงทำอย่างนี้”

                “นายพูดอะไรของนาย ใครทำร้ายใคร?”

                “พี่ต้นไม่รู้หรือแกล้งหูหนวกตาบอดกันแน่ น้ำผึ้งเป็นลูกสาวภรรยาเก่าของคุณชิตชัย เธอไม่ยอมกลับมาเมืองไทยอีกก็เพราะมีอดีตเรื่องพ่อที่ไม่อยากจดจำ คุณสิรินทิพย์แย่งคุณชิตชัยไปจากคุณแม่ของน้ำผึ้ง ส่วนพี่ต้นเองก็กำลังปันใจไปหาปวริศาจนเรื่องมันซ้ำรอย แล้วอย่างนี้พี่ว่าผมควรพูดไหม” ตรีทัชเอ่ยอย่างเหลืออด ทนไม่ไหวที่พี่ชายทำตัวงี่เง่า จวนเจียนตกลงไปในหลุมพรางที่คุณสิรินทิพย์สร้างไว้

                “ผมอาจจะเป็นคนอื่นที่แส่ไม่เข้าเรื่อง แต่ก็เพราะคนในไม่ใช่เหรอครับที่ไม่ยอมเปิดใจให้กว้างแล้วปกป้องเพื่อนของผม ถ้าหากน้ำผึ้งจะโกรธแค้นคนที่ทำให้ครอบครัวของเธอพินาศไปอย่างคุณสิรินทิพย์ ผมก็ว่าไม่ผิด” เตชิษฏ์นิ่งงัน อยากตัดพ้อว่าเพราะเขาไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลยคิดก็แต่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้ปวริศา หารู้ไม่ว่าได้ทำร้ายชญาดาซ้ำแล้วซ้ำเล่า...

                “ฉัน…” อึกอัก

    มิน่าเล่า หล่อนถึงได้มองเขาด้วยแววตาปวดร้าว เพราะเขากำลังทรยศเหมือนเมื่อครั้งที่บิดาทำต่อมารดาของเธอ 

                “น้ำผึ้งอาจจะทำลงไปเพราะต้องการแก้แค้น นั่นคงเป็นส่วนหนึ่ง แต่สำหรับผมแล้วรู้ดีว่าถ้าเธอไม่รักคงไม่ยอมแต่งงานด้วย ผมเชื่อว่าผมมองเพื่อนที่ผมรักที่สุดออก เหลือก็แต่พี่ต้นแล้วล่ะครับว่าจะทำให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือเปล่า”

    ชายหนุ่มผู้น้องเตรียมหมุนตัวกลับ เขาเลือกที่จะมาอธิบายให้เตชิษฏ์เข้าใจ ยอมเจ็บครั้งสุดท้ายเพื่อชญาดา...ผู้หญิงที่เขาปรารถนาเห็นเธอมีความสุข ในฐานะเพื่อนรักไปตลอดชีวิต

                “ระหว่างความถูกต้องกับความยุติธรรม พี่ต้นคงต้องเลือกแล้วล่ะครับ”

                ประโยคทิ้งท้ายของตรีทัช ทำเตชิษฏ์จ่อมจมในภวังค์

 

                “จะกลับบ้านตอนนี้จริงๆ น่ะหรือคะ คุณหมอยังไม่ได้อนุญาตสักหน่อย”

                เสียงแหลมหวีดใส่แก้วหูแต่สีหน้าของชายสูงวัยมิได้สะเทือนเพราะชินชา ดวงตาสีเทาหม่นทอดมองอย่างเย็นชาหลังเก็บกดรอยแปลกปร่ายามจ้องมองคู่ทุกข์คู่ยาก เต็มไปด้วยแววเวทนามิใช่เสน่หาอีกต่อไป เขานั่งนิ่งให้คุณสิรินทิพย์เข้ามาจัดแจง ดูแลชุดที่สวมแทนชุดคนไข้หลังออกปากจะออกจากโรงพยาบาลในวันนี้

                “ผมนอนจมอยู่ที่นี่ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันนานแล้ว ผมอยากกลับบ้านแล้วไปทำให้สิ่งที่ควรทำ” บอกเสียงราบเรียบ

                คุณชิตชัยพยุงตัวลุกขึ้นนั่งที่ขอบเตียง อาการป่วยจากโรคเส้นเลือดไปหล่อเลี้ยงหัวใจตีบตันค่อยทุเลาเมื่ออยู่ใกล้หมอ แต่ยังไม่หายขาดจนกว่าจะเข้ารับการผ่าตัด แต่ถ้าเขายังทำตัวอ่อนแอ นอนซมอยู่เช่นนี้จะช่วยอะไรใครได้ นั่นหล่ะจึงเป็นแรงฮึดเฮือกสุดท้ายที่จะออกจากกรงขังที่เรียกว่าโรงพยาบาล ฝ่ายภรรยามารับแต่ไม่วายบ่นอุบ ส่วนข้างหลังนั่นเป็นพีรยุทธที่ทำหน้าที่สารถีให้มารดา

                “ผมอยากแวะไปเยี่ยมยัยรศาหน่อย อาการลูกเป็นอย่างไรบ้างล่ะคุณ เรื่องจะผ่าตัดปรึกษาคุณหมอไปถึงไหนแล้ว”

                “เอ้อ เรื่องนี้ คือ...ดิฉันยังไม่ได้คุยกับหมออทิตยะเลยค่ะ”

                เป็นที่ประหลาดใจ ไยคนเป็นแม่ไม่เหลียวแลเรื่องคอขาดบาดตายถึงขั้นชีวิตของลูกสาวคนเล็ก คุณชิตชัยเงยใบหน้าตอบซูบมองภรรยาที่หลบตาวูบ ค้นหา

                “ไม่มีอะไรหรอกค่ะคุณ ไม่ต้องห่วงไปหรอก เดี๋ยวเรื่องนี้ดิฉันจัดการเอง” บ่ายเบี่ยง แววตาของสามีแปลกปร่าไป

                “ชีวิตของยัยรศาคุณไม่ห่วงหรือ ที่ไม่รีบร้อนเพราะว่ายัยรศาไม่ได้เป็นอะไรมากถึงขั้นต้องผ่าตัด หรือว่า...เพราะเจ้าก้อนเนื้อในสมองที่ว่านั่นมันอันตรธานไปซะแล้ว บอกผมมาสิ” ดวงตาเหม่อลอยปรายมาจับจ้อง กึ่งคาดคั้น คุณสิรินทิพย์หน้าร้อนวูบหันไปสบตาพีรยุทธ

    “ทำไมคุณพ่อพูดกับคุณแม่อย่างนี้ล่ะครับ” ชายหนุ่มออกโรงปกป้องมารดา ก้าวเข้ามายืนตรงหน้าพ่อเลี้ยง

                “ฉันกำลังพูดกับแม่ของเธอ ถอยออกไปเสียก่อน”

                “บอกผมได้ไหมว่าคุณไม่ได้มีเจตนาที่จะกุเรื่องอาการป่วยของยัยรศา ผมคุยกับคุณหมออทิตยะแล้ว ทำไมคุณต้องสร้างเรื่องเพื่อดึงเตชิษฏ์กลับมาด้วย ในเมื่อเรื่องของเขากับลูกสาวเราจบลงแล้ว ทางนั้นเขายอมทำตามที่เราเรียกร้องทุกอย่างแล้วไม่ใช่หรือ?” คนเป็นภรรยานิ่งงันราวตกหลุมอากาศ ไม่คิดว่าสามีจะล่วงรู้เร็วนัก แต่เมื่อรู้แล้วก็ป่วยการที่จะปิดบัง

                “หึ! เท่านั้นยังไม่พอหรอกค่ะ เพราะเราทั้งเสียเกียรติ เสียหน้า ยัยรศาเป็นลูกผู้หญิง กลายเป็นม่ายขันหมากผู้ชายที่ไหนจะเหลียวแล”

                “ดิฉันคนหนึ่งล่ะไม่ยอมให้เรื่องจบแค่ลงข่าวขอโทษ จะหนังสือพิมพ์กี่ฉบับก็ไม่พอ ดิฉันจะทำทุกวิถีทางเอาคนรักของลูกคืนมา”

                “คุณทิพย์!” อุทาน

                เขากุมขมับอย่างอ่อนล้า กดใบหน้าลงต่ำ อิงร่างกายผ่ายผอมในชุดลำลองกับพนักเก้าอี้รถเข็น แล้วเงยหน้าขึ้นสบด้วยแววตาทดท้อ

                “หยุดซะทีเถอะทั้งคุณทั้งตาพี ถ้ายังเห็นแก่ผม น้ำผึ้งเป็นลูกสาวคนหนึ่งของผม ขอให้ต่างคนต่างอยู่อย่าระรานกันอีกได้ไหม” ภรรยาแค่นยิ้ม แค่คำขอร้องหรือจะหยุดยั้งได้ คุณสิรินทิพย์ขบเม้มริมฝีปากสีแดงเพลิงจนบิดเบ้ วางมือลงบนมือหนาสากบีบเบาๆ

    “ดิฉันจะเป็นคนบอกเองว่าจะหยุดเมื่อไหร่ ส่วนคุณแค่อยู่เฉยๆ ก็พอค่ะ” นางวางอำนาจจนชินจึงพูดออกไปอย่างนั้น แต่ครั้งนี้ต่างออกไป สามีกลืนก้อนแข็งตัดสินใจโต้ตอบ

    “เห็นจะไม่ได้ เพราะผมทนเห็นคุณทำร้ายคนอื่นไม่ได้อีกแล้ว พอเถอะคุณทิพย์”

    “อะไรนะคะ!” ตวาดแหว

    ดวงหน้างดงามต่างไปจากที่คนเป็นสามีเคยเห็น ด้านร้ายกาจของภรรยาแจ่มชัดขึ้นทุกวัน นอกจากความหึงหวงแรงริษยายังล้นปรี่กลายเป็นแรงอาฆาตครอบครัวฝ่ายตรงข้ามถึงขั้นจองเวร คุณชิตชัยสลด ความผิดหวังในตัวภรรยาประดังประเด เขาดึงมือกลับทอดแววตาหมิ่นเหม่ ทำให้คุณสิรินทิพย์คาดไม่ถึง

    “เอ๊ะคุณ! ทำไมมองดิฉันอย่างนี้” นางไม่ชอบแววตาตำหนิเอาเสียเลย

    “ผมควรจะตาสว่างเร็วกว่านี้ตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนด้วยซ้ำ แต่ผมก็ทำเป็นมองไม่เห็น แทนที่คุณจะหยุดกลับยิ่งหนักข้อขึ้นทุกที”

    “นี่ผมมองคุณผิดไปใช่ไหม ทำไมใจคอโหดเหี้ยมคิดแต่จะเอาชนะไปถึงไหนจึงจะพอใจ สิ่งที่คุณได้ไปยังไม่พออีกหรือ ผมให้ความรัก ให้ทุกอย่างกับคุณมากกว่าใคร แล้วยังต้องการอะไรอีก?”

    “สิ่งที่ดิฉันต้องการคือ ทั้งหมด ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่คุณทำอยู่ คุณยังรักพวกมัน คิดถึงนังเมียเก่าทั้งที่ตายไปนานแล้ว ส่วนนังเด็กกาฝากสองคนที่ทำให้คุณตัดใจไม่ได้ก็เหมือนกัน มันแย่งความสุขของครอบครัวเราไป ทำให้ยัยรศาผิดหวัง ฉันเกลียดพวกมันแม่ลูก เกลียด!”

    “ทำไม? ทำไมคุณเป็นคนแบบนี้ สิรินทิพย์”

    “คุณชิตชัย คุณนั่นแหละที่เป็นคนผิด เพราะคุณ” นางตวาดแล้วฟูมฟาย เขานิ่งงันไม่ปฏิเสธสักคำว่าผิด เขานี่แหละต้นตอของทุกอย่าง

    “ใช่ผมผิด ผิดที่เลือกคุณ ผิดที่ทิ้งครอบครัวมาอยู่กับผู้หญิงใจร้ายอย่างคุณ ถ้าย้อนเวลาได้ผมจะไม่ทำอย่างนี้”

    “คุณพ่อ!”

    “......”!! ภรรยาลืมตาโพลง เปลือกตาขยายกว้างอย่างคาดไม่ถึง ก่อนจะร้องกรี๊ดสนั่นห้อง

    ร่างผอมเกร็งบนรถเข็นนั่งนิ่งอย่างสงบใจ มองคนที่กำลังเต้นเร่าอย่างเย็นชา บัดนี้สายสัมพันธ์สะบั้นลงเมื่อธาตุแท้เบื้องลึกถูกตีแผ่ คุณสิรินทิพย์กรีดร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทบสิ้นสติเมื่อถูกสามีหมางเมิน

    “คุณชิตชัย คุณทำอย่างนี้กับดิฉันไม่ได้ ฉันไม่ยอม!”

    “ผมจะไปหายัยรศา ส่วนคุณน่าจะเก็บเรื่องที่ผมพูดไปคิดบ้าง หยุดซะเถอะก่อนที่ผมจะหมดความอดทน” ชายสูงวัยยื่นคำขาด เขาบังคับรถเข็นออกจากห้องที่เต็มไปด้วยกระแสคลุ้มคลั่งของภรรยา ไปยังห้องพักแบบพิเศษที่มีลูกสาวคนเล็กพักฟื้นอยู่

    อะไรก็ตามที่สิงสู่...ครอบงำความคิดริษยาของภรรยา เขาอยากทำลายเสีย ปวริศาไม่ควรต้องเกี่ยวข้องเรื่องของคนรุ่นพ่อ เขาจะยับยั้งก่อนที่หล่อนจะถลำตัว และที่หน้าห้องนั้นมีร่างสูงใหญ่ยืนรีๆ รอๆ เขาคนนั้นอยู่ในชุดสุภาพ สีหน้าเต็มไปด้วยความชั่งใจ ค่อยๆ เงยใบหน้าขรึมเครียดขึ้นมองผู้อาวุโสกว่าที่บังคับรถเข็นมาหยุด ณ จุดเดียวกัน

    “เตชิษฏ์!”

 

    บ้านจัดสรรหลังเก่ากลายเป็นวิมานบนดิน บ้านที่เคยมีพ่อ แม่กับน้องที่ยังอยู่ในครรภ์ นับเป็นที่เดียวที่สั่งสมความทรงจำสดใสที่ชญาดาเคยมี และยังเคยเป็นที่ที่หญิงสาวไม่ยอมเฉียดใกล้ หนีเตลิดไปไกลถึงประเทศออสเตรเลีย ทว่ายามนี้ที่นี่กลายเป็นที่ที่หล่อนโหยหา อยากกลับมาที่สุด

    เพราะอะไรงั้นหรือ...

    อาจเป็นเพราะกลิ่นอายของสายลมหนาวที่โบกสะบัด หรือเพราะเห็นใบไม้แห้งปลิดปลิวว่อนจนก่อเป็นความเหงาหงอยและคิดถึง หญิงสาวระลึกถึงไออุ่นละมุนของผู้ที่จากไป ยามนี้หล่อนคิดถึงมารดาเหลือเกิน อยากพูดคุยปรึกษาปัญหาที่ถาโถม แต่ที่เผชิญอยู่คือตัวคนเดียวลำพัง

    ชญาดาเวิ้งว้าง เกิดเป็นความหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ แม้อุณหภูมิที่เมืองไทยของฤดูปลายฝนต้นหนาวจะไม่เย็นเยือกนัก แต่ผิวกายบอบบางกับหัวใจหญิงสาวสั่นระริกยามต้องลมหนาว ทว่ารู้ดี...เหน็บหนาวที่ใดมิเท่าเทียมที่หัวใจ

    ป้ามาลากับชลชิณีผลัดกันเข้ามาคุยด้วย แต่ไม่มีสักคนอาจหาญถามความเป็นไปที่เกิดขึ้น ตั้งแต่คราวที่หญิงสาวหายตัวไปแล้วกลับมาในฐานะสะใภ้คนโตของบรรณวัตร ชญาดายังคงเหมือนคนแบกทุกข์ สั่งสมความโกรธแค้นจนล้นปริ่มในหัวใจ เกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งจะทานไหว หล่อนเหนื่อยและล้า เฝ้าทบทวนเรื่องที่ผ่านร้ายดี ว้าเหว่ อ้างว้างและเจ็บปวดเพราะปัญหาครอบครัว

    แล้ววันนี้หล่อนได้อะไร จากการเก็บทุกอย่างมาบ่มเพาะเป็นแผลฉกรรจ์ ไม่มีเลย...นอกจากความช้ำตรมรวดร้าวที่มากกว่าเดิม ลึกเสียยิ่งกว่าจนบาดแผลนั้นยากจะสมาน

    “แม่ขา ผึ้งจะทำอย่างไรต่อไปดี”

    หยดน้ำตาพรั่งพรูอาบแก้มเนียน หญิงสาววางมือลูบลงแผ่วเบาบนแผ่นท้องที่ยังแบนราบ ตัดสินใจได้ในวินาทีต่อมา...




ขอบคุณเพื่อนนักอ่านที่ติดตามค่ะ :)
รับข่าวสาร / อัพเดตข่าวนวนิยายได้ที่หน้าเพจดาลัน (นักเขียน) ทาง FB
อย่าลืมแวะไปกด Like ที่หน้าเพจดาลัน และทักทายกันได้นะคะ


http://www.facebook.com/pages/ดาลัน-นักเขียน/257580277623918
 

 
                                                            ดาลัน   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

681 ความคิดเห็น

  1. #674 Palmy (@respiration) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2555 / 00:32
    กว่านายต้นจะรู้  เฮ้ออออ!!!!!
    #674
    0
  2. #635 Fuengfahrainbow.. (@fuengfahrainbow) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2555 / 00:26
    ค้างงงง กรี้ดดต้องรอถึงวันเสาร์ วาจะลงแดงตายก่อนไหมนี่ ...

    สู้ๆค่ะ รอลุ้นกำลังเข้มข้น ...
    #635
    0
  3. #634 mamaw12 (@mamaw12) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 / 21:42
    พาลูกหนีจากนายต้นเลย จะรอสมน้ำหน้า 555
    #634
    0
  4. #633 flower (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2555 / 21:39
    สนุกอ่ะ
    #633
    0
  5. #551 กิ่งหลิว (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 1 ธันวาคม 2553 / 22:21
    ลบแล้วเหรอคะ ลงให้อีกทีได้มั้ยคะแล้วค่อยลบวันที่3ได้มั้ย
    #551
    0
  6. #435 aoistar (@pharahoo) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2553 / 21:06
    เป็นไงละสมน้ำหน้า ทิ้งคนดีดีมาอยู่กับคนเลวๆ เป็นเพราะยัยนี้รวยอ่ะดิ ไม่เห็นใจซักนิด ชิ
    #435
    0
  7. #344 porb (@porb) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 22:10
    เศร้าอ่ะ  อ่านไปน้ำตาซึมเลยอ่ะ
    #344
    0
  8. #340 mo2may (@mo2may) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 17:39
    เราว่าพี่ต้นกลับมาไม่ทันอ่ะ
    แทนที่จะรีบกลับไปหาน้ำผึ้ง
    สมควร!!!
    #340
    0
  9. #335 นิ้งหน่อง (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 15:56
    อยากให้หนีจัง จะได้รู้สึกเหมือนที่เรารู้สึก ....อินไปหรือเปล่า......
    #335
    0
  10. #333 โอเล่รสส้ม (@prarotna) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 15:23
    ตอนต่อไปอัพเมื่อไหร่คะ

    แจ้งข่าวให้มีความหวังหน่อยค่ะ ดาลัน
    #333
    0
  11. #332 preppy _G (@felionaclub) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 14:42
    น้ำผึ้งน่าสงสาร หนีคุณต้นไปอยู่ไกลๆสักผัก ลูกโตแล้วค่อยเจอดีกว่า
    เอิ๊ก แต่ว่าก็เข้าทางยัยสิรินทิพสิเนี่ย
    #332
    0
  12. #331 สมพิศ (@9647) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 14:37
    รออ่านค่ะ
    #331
    0
  13. #330 tulip (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 13:34
    ท่าทางน้ำผึ้งคงเลือกที่จะไปพักใจบำรุงกายเพื่อลูกในท้องที่อีตาต้นจะไม่ได้เห็นแหงเลย เดากันไปค่ะ ก็ไรท์เตอร์ค้างไว้เช่นนั้น รีบ ๆ มาเฉลยนะคะ
    #330
    0
  14. #329 GreenChan (@greenchan) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 13:32
    สงสารน้ำผึ้งมากกกกกกกกกกกกกกกกก

    เลิกกับนายต้นเถอะ - -

    จะบ้าตายกับพระเอกคนนี้จริงๆ
    #329
    0
  15. #326 vivii_89 (@vivii89) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 12:05
    กลับไปในที่ที่จากมา.....
    #326
    0
  16. #325 โอเล่รสส้ม (@prarotna) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 10:21
    น้ำผึ้งตัดสินใจไปไกลๆ จากผู้ชายแบบนายต้นดีกว่านะ

    อยากอ่านตอนต่อไปเร็วๆ
    #325
    0
  17. #324 kaaka (@kaekaa) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 10:07
    เอ้าอีตาต้นมีคนช่วยหยอดตาให้แล้วรู็้สึกตัวแล้วไปง้อเมียได้แล้ว เพราะไม่รู้ว่าน้ำผึ้งจะตัดสินใจทำอะไร
    #324
    0
  18. #323 tulip (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 / 01:34
    ถ้าเป็นตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะอภัยให้พ่อได้เต็มหัวใจไหม เพราะเรื่องที่เกิดจากการทำผิดของพ่อที่ตัวเองมีครอบครัวอยู่แล้ว ก็ยังนอกใจ ทิ้งให้แม่ตรอมใจ ส่วนหนึ่งก็คงยอมรับว่าเขาก็ยังรักและเห็นเราเป็นลูก คงไม่คิดทำร้ายพ่อด้วยการกระทำหรือวาจาอีก แต่จะให้รักเต็มหัวใจเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงจะยาก เฮ้อ! อินมากไปหน่อยนะคะ อิอิ
    #323
    0
  19. #322 meaw-ja (@meaw-ja) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 23:07
    ไหนๆก็มีเงินแล้วนะ  คงพอมีหนทางหนีหากทนไม่ไหวจริงๆรึมีภัยมา
    #322
    0
  20. #321 nidaming (@nidaming) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 22:00
    ทิ้งไปอยู่เมืองนอกเลย จะได้รู้สึก อิอิๆๆๆๆ
    #321
    0
  21. #319 mo2may (@mo2may) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 19:49
    อือ เห็นด้วยค่าคุณแม่
    พูดไปก้เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปหมด
    ต้องโดนทิ้งซะบ้าง
    จะได้รู้สึก!!!!!

    เรื่องพลิก แร้วน้ำผึ้งจะทำไงต่อไปละนี่
    อีกอย่างอยากให้ยัยคุณหญิงใจมารรับกรรมเร้วๆจัง
    #319
    0
  22. #318 GreenChan (@greenchan) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 19:35
    สงสารน้ำผึ้งมากกกกกกกกกกกกกก
    #318
    0
  23. #317 แสงจันทร์ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 16:22
    สงสารน้ำผึ้งอะ เลิกเหอะไม่ต้องแก้แค้นแล้วล่ะน้ำผึ้ง สักวันกรรมจะตามสนองตระกูลนี้เองแหละ



    เหมือนน้ำผึ้งกำลังเล่นกับไฟอยู่เลย ระวังจะโดนไฟลวกเอานะ
    #317
    0
  24. #316 สมพิศ (@9647) (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 16:16
    รออ่านค่ะกำลังสนุกค่ะ
    #316
    0
  25. #315 AbaHa (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2553 / 15:46
    มาอ่านทุกรอบที่มีการอัพเดทแต่ทำไมเนื้อหามันยังอยู่เท่าเดิม
    #315
    0