เพียงเสี้ยวรัก (ตอน 8 อัพ 100%)

ตอนที่ 4 : Love all I Wanted : Session 2 < Up 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 183
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    26 ต.ค. 55

Love all I Wanted :
Session 2  

 

                เสียงกริ่งที่หน้าทาวน์เฮ้าส์สองชั้นดังถี่อยู่สองครั้ง ก่อนร่างเล็กอย่างเด็กมัธยมจะโผล่ตัวออกมาดูลาดเลา แล้วรอยยิ้มก็เปิดกว้างเมื่อพบว่าเป็นคนคุ้นเคย ส่วนผู้มาเยือนก็ยิ้มตอบเต็มดวงหน้าเช่นกัน เด็กสาวรีบมาเปิดประตูรั้วเหล็กเตี้ยๆ ระดับสายตาของอัยย์ลดาก่อนเข้ามาจูงไม้จูงมือหญิงสาวให้เข้าไปข้างใน เธอยื่นถุงขนมของฝากที่เด็กสาวชื่นชอบให้ไป

                “เอแคร์จ๊ะ”

                “ขอบคุณค่ะพี่อัยย์ นั่งก่อนนะคะ” ‘น้องเอย’ น้องสาวเพียงคนเดียวของปริวรรษณ์จัดที่นั่งให้อัยย์ลดาเสร็จสรรพก่อนจะนำขนมไปใส่จานมาเสิร์ฟพร้อมกาแฟร้อนที่หญิงสาวดื่มเป็นประจำ

                “พี่โอมล่ะอยู่ไหมจ๊ะ?” อัยย์ลดาเอ่ยถามถึงพี่ชายของเธออรอุมา

     ความตั้งใจหลักคือการมาพบปริวรรษณ์ ยังมีเรื่องที่ค้างคาให้ต้องถามไถ่ชายหนุ่มให้รู้ความจริงเด็กสาวพยักหน้าหงึกๆ แล้วบุ้ยใบ้ไปยังชั้นบนของบ้านที่ยังไม่มีใครย่างกรายลงมาตั้งแต่เช้า พี่ชายของเธอนั่นแหละที่กลับเข้าบ้านเสียดึกดื่นเมื่อคืนนี้วันนี้ยังไม่ตื่น อัยย์ลดาพยักหน้ารับรู้เลยฆ่าเวลาด้วยการนั่งสนทนากับน้องสาวเพื่อนไปพลางๆ เธอไม่รีบร้อน ให้เวลาจนกว่าปริวรรษณ์จะพอใจนั่นแหละ

     “พี่อัยย์หายหน้าไปเลยนะคะ ไม่มาหาเอยที่บ้านบ้างเลย”

     “ช่วงนี้ยุ่งๆ จ๊ะ แล้วเอยเป็นอย่างไรบ้างล่ะ เรื่องเตรียมเอนท์ฯ”

     อัยย์ลดาถามด้วยความคุ้นสนิทกับเด็กสาวอยู่ก่อน ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เธอกับปริวรรษณ์คบหากัน นั่นก็หลายปีผ่านมาแล้วทำให้สาวน้อยติดแฟนสาวของพี่ชายมากกว่าพี่ชายแท้ๆ เสียอีก เด็กสาวยิ้มแย้ม

     “ก็เลือกๆ อยู่ค่ะพี่อัยย์ ไอ้คณะที่เอยอยากเรียนก็แข่งขันสูง สอบไปมีหวังสู้เขาไม่ได้แน่ๆ” เอยบอก ยังกังวลอยู่หน่อยๆ แต่เด็กก็คือเด็ก เพราะเอยยังมีตัวเลือกอื่น คือเรียนต่อมหาวิทยาลัยเอกชนเหมือนพี่ชาย เด็กสาวคุยไปพลางหยิบเอแคร์ของโปรดทานไปพลาง อัยย์ลดายิ้มบางเอ็นดูน้องสาวของปริวรรษณ์ที่เธอถือเสมือนเป็นน้องสาวของเธอด้วย

     “เดี๋ยวพี่ติวให้ก็ได้นะ” คนบอกอาทร มีน้ำใจกับเด็กสาว แม้ฐานะของเธอกับเขาจะไม่เหมือนก่อนแล้ว

     เสียงกุกกักจากคนร่างโตที่กำลังก้าวลงพ้นบันไดขั้นสุดท้ายส่งแววตาฉงนเมื่อพบว่ามีแขกที่ไม่ได้นัด ปริวรรษณ์ไม่ได้ชะงักฝีเท้าแต่เดินเข้ามาหาอัยย์ลดาที่เหลือบมองเขาแวบหนึ่ง เห็นว่าชายหนุ่มอยู่ในชุดลำลอง กางเกงผ้าสีเทาขายาวกับเสื้อยืดคอกลมสีขาว แสดงว่าปริวรรษณ์ไม่ได้ตั้งใจจะออกไปไหน ก็ดี...เพราะเธอมีธุระต้องพูดคุยกับเขาและอาจต้องใช้เวลา

     “อัยย์” เสียงเอ่ยทักแหบพร่าน้อยๆ อาจเพราะเขาเพิ่งตื่น ไม่ก็อาการแฮ้งค์คงค้างมาจากเมื่อคืน

     “ไง...โอม”

     คนทักทายยังคงส่งรอยยิ้มปกติให้เขา ชายหนุ่มยกมือหนาขึ้นเสยผมตัดสั้นของเขา ผ่อนลมหายใจเบาบางพอจะรู้ว่าอัยย์ลดามาที่นี่ด้วยเหตุผลใด เรื่องบางเรื่องเขาก็ไม่อยากเอ่ยถึงแต่คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร่างสูงค่อนข้างหนาทรุดลงนั่งใกล้ๆ น้องสาว อรอุมาหันไปยิ้มพราวพลางขยับตัวลุกไปให้คนทั้งสองได้มีเวลาพูดคุยกันถนัด

     ใบหน้าเกลี้ยงเกลาของชายหนุ่มเบือนหลบไปทางอื่น หากเป็นไปได้เขาอยากหนีหน้าไปเลยมากกว่า แต่เวลานี้ทำไม่ได้ดังใจ ในเมื่ออัยย์ลดามาถึงที่แล้ว อดีตแฟนสาวที่ผันตัวกลับมาเป็นเพื่อนสนิทเป็นคนอย่างไรใช่ว่าปริวรรษณ์ไม่รู้ หญิงสาวคงจะไม่หยุดหากเธอไม่ได้รู้ความจริง

     “มาแต่เช้า อัยย์มาหาเราเหรอ?” รู้ทั้งรู้ ปริวรรษณ์ยังเอ่ยถามเช่นนั้น เพราะไม่มีคำพูดอื่นใดดีไปกว่า...น้ำเสียงห้าวๆ แปร่งปร่าจนรับรู้ได้

     “เพราะโอมตื่นสายต่างหาก นี่มันจะเที่ยงแล้วนะ ว่าแต่...” อัยย์ลดาจ้องหน้าเขาหยั่งเชิง

     “หืม...”

     “นายคงรู้ว่าเรามาทำไม บอกได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น อยู่ๆ ทำไมนายลาออกจากพี่โชล่ะ” อัยย์ลดาถามเข้าประเด็นทันที ไม่รั้งรอเพราะใจร้อนอยู่เป็นทุนเดิม นี่แหละความลำบากใจของแท้เพราะหญิงสาวเห็นแววอึดอัดในเรียวตาสีเข้มคู่นั้น ปริวรรษณ์ขยับกายหนาผ่อนคลายด้วยการพ่นลมหายใจหนักๆ

     “เราได้งานใหม่น่ะอัยย์ ที่ไม่ได้บอกเพราะกำลังตัดสินใจ แต่เราบอกพี่โชไปแล้ว” เขาบอกเสียงเรียบ คำแก้ตัวนั้นดูง่ายดี ง่ายเหลือเกิน...

     ปริวรรษณ์ไม่ได้แสดงท่าทีว่าเป็นเรื่องประหลาดแต่อย่างใด ทั้งที่อัยย์ลดายังตะขิดตะขวงใจเรื่องที่คนในบริษัทซุบซิบถึงเขา เพราะมันไม่ดีในฐานะคนที่รู้จักเขาอย่างเธอ คงไม่มีใครอยากได้ยินคำว่าร้ายเพื่อนของตัวเองหรอก

     “แต่คนเขาพูดกันว่า...โอมโดนซื้อตัว ไม่จริงใช่ไหม?”

     คำถามนั้นต้องการคำตอบเพราะดวงตาคมสวยจ้องแน่วแน่มาที่เขา ใบหน้าขาวสะอาดร้อนขึ้นมาหน่อยๆ กับคำอ้างเอ่ยนั้นแต่ปริวรรษณ์กลับเงียบไปอึดใจก่อนโต้ตอบ ชายหนุ่มเอนกายหนาพิงโซฟานุ่มหวังจะผ่อนคลายความอึดอัดลงไม่มากก็น้อย

     “ไม่ใช่หรอก เรื่องนั้นใครอยากพูดอะไรก็พูดกันไป ช่างมันเถอะเราไม่สนใจ”

     ชายหนุ่มเอ่ยบอกอย่างไม่ใส่ใจ คำตอบนั้นแทนคำยืนยันว่าเขาบริสุทธิ์ คนฟังอยากบอกว่าค่อยโล่งขึ้น เธอคงทนไม่ได้เช่นกันหากเขาเป็นอย่างนั้นจริง หญิงสาวพยักหน้าน้อยๆ รับรู้ จะเชื่อหากเป็นคำพูดของเขาแต่คงต้องกลั่นกรองอีกทีหนึ่ง

     “ถ้าอย่างนั้นก็ดี เราไม่คิดว่าโอมจะเป็นอย่างนั้นหรอก แต่การหายไปเฉยๆ โดยไม่ลากันนี่ มันไม่ไหวเลยนะ” ประชดประชัน แถมค้อนใส่อีกวงใหญ่ รอยยิ้มแรกของวันปรากฎบนใบหน้าขาวสะอาดนั้นเมื่อโดนอัยย์ลดาค่อนแคะเขารู้ว่าทำให้อัยย์ลดาเป็นห่วงและความห่วงใยนั้นก็มากพอที่จะทำให้หญิงสาวมาหาเขาที่นี่ น่าเสียดายที่เขาจะไม่ได้ร่วมงานกับเธออีก แต่เขาก็มีชีวิตของเขา ปริวรรษณ์ตัดใจเลือกสิ่งนั้นไปแล้ว

     “โอมไปทำที่บริษัทไหนล่ะ?”

     “เป็นบริษัทออการ์ไนเซอร์น่ะ ชื่อ Mazz Innovation” เขาบอก อัยย์ลดาพยักหน้ารับรู้ รับฟังพร้อมกับจดจำชื่อนั้นขึ้นใจ

 

                ครีเอทีฟสาวกำลังจดจ่อที่หน้าจอโน้ตบุ๊ค เรียวตาดำขลับจ้องมอง รอผลการค้นหาจากกูเกิล ข้อมูลที่อยากรู้ถูกหาด้วยคีย์เวิร์ดที่จดจำมา ‘Mazz Innovation’ จากนั้นผลของการค้นหาก็ขึ้นมาเต็มพรืด รอยยิ้มพอใจปรากฎที่มุมริมฝีปากอิ่มที่จัดว่าเป็นรูปกระจับ นิ้วเรียวบังคับเม้าส์แบบไร้สายคลิกเลือกดูข้อมูลแต่ละรายการจนพอใจ

                กรรมการผู้บริหาร คาล จิระนุกุล วัยหกสิบปีเศษกับกิจการออการ์ไนเซอร์ที่กำลังไปได้สวย จะถ่ายโอนธุรกิจให้ลูกชายคนเดียว ธิเบศร์ จิระนุกุล นักบริหารหนุ่มจบใหม่จากเมืองผู้ดี คราวนี้วงการอาจได้เซเล็บหนุ่มหล่อเพิ่มอีกคน”

     ข่าวในหน้าอินเตอร์เน็ตถูกหญิงสาวอ่านเบาๆ ดูเหมือนอัยย์ลดาจะเลิกสนใจบริษัทที่ว่านี่ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อคำพูดปริวรรษณ์ แต่ยังรู้สึกแปลกๆ ติดใจอะไรสักอย่าง อาจมีอะไรในกอไผ่หรือไม่ก็แค่คิดไปเอง

     เสียงรองเท้าส้นสูงที่ด้านนอกฉากกั้นที่ทำจากกระจกดึงความสนใจของอัยย์ลดา ร่างโปร่งเพรียวผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้หนังสีดำก้าวออกมานอกโต๊ะ ก่อนที่ผู้มาเยือนจะผ่านเข้ามาในพื้นที่ทำงานส่วนตัว เป็นคุณสิรี พนักงานสาวรุ่นพี่ที่เป็นฝ่ายบุคคล ที่ด้านหลังของเธอปรากฎร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีเข้มบนเค้าโครงหน้าที่คล้ายจะยิ้มเยือนอยู่เป็นนิจ อัยย์ลดาลืมไปสนิทใจว่าวันนี้อันดาจะมาเริ่มงานวันแรก

     “น้องอัยย์คะ พี่พาอันดามาส่งจ๊ะ” พี่สิรีเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม “ค่ะ”

     อัยย์ลดาคลี่ยิ้มตอบหญิงสาวที่พอคุ้นเคยกันอยู่ ส่วนเรียวตาสวยดุแค่มองสบกับร่างสูงใหญ่ ที่ยืนสง่าอยู่ด้านหลังของพนักงานสาวรุ่นพี่ คุณสิรีพูดคุยต่อไม่กี่คำก็ฝากฝังครีเอทีฟคนใหม่ไว้ตามคำสั่งของโชติรส ก่อนจากไปเธอยังโปรยยิ้มหวานเยิ้มให้อันดา ‘พ่อคนเสน่ห์แรง’ อีกสองยก

     “สวัสดีครับ อัยย์”

     อันดาเข้ามาใกล้อีกก้าวเมื่อเหลือแค่เขากับเธอ อัยย์ลดาพยักหน้าน้อยๆ โต้ตอบเฉยชา ต่างจากอีกฝ่ายที่ใบหน้ากระจ่างยิ้มแย้ม

     “เดี๋ยวจะพาไปที่โต๊ะทำงานก็แล้วกัน อยู่ทางนี้” เสียงหวานเอ่ยเรียบไม่ได้ตีสนิทตอบอย่างที่เขากำลังทำ เรียวตาคมเข้มจับเบื้องหลังร่างบางที่เดินนำเขาไปก่อน คนตรงหน้าตัวเล็กนิดเดียวแต่แต่งตัวทะมัดทะแมงด้วยกางเกงสีดำทรงเดฟกับเสื้อสีน้ำเงินตัวหลวมโคร่ง คาดทับด้วยเข็มขัดสีเบทเส้นใหญ่ ส่วนดวงหน้าสวยหวานแต่งบางๆ ดูอ่อนใส จึงไม่เข้ากันสักนิดกับการตีหน้าดุใส่เขา อันดาเผยรอยยิ้มพอใจที่คนเบื้องหน้าไม่ได้เห็น และเมื่อหญิงสาวหันกลับมาเขาก็ตีหน้าเฉย

     ร่างโปร่งเพรียวหยุดลงที่ด้านหน้าโต๊ะทำงานซึ่งเดิมเป็นของปริวรรษณ์ นิ้วเรียวเล็กชี้ไปว่านี่เป็นที่นั่งของเขา ไม่มีคำอธิบายอื่นที่ควรจะมีจากเธอจนอันดามองดวงหน้าเล็กเป็นเชิงถาม เธอจะไม่แนะนำอะไรเขาเลยหรือ...?

     ใบหน้าหวานจึงส่อเค้ารำคาญน้อยๆ

     “นั่นที่ของนาย ข้างๆ เป็นครีเอทีฟเหมือนกันชื่อ ใบหลิว กับ แดน พวกเขาเป็นรุ่นพี่นายทั้งสองคน ยังไม่มาก็เพราะเวลางานเข้าจริงๆ น่ะเก้าโมงครึ่ง” อัยย์ลดายอมเปิดปากแต่ก็พูดเท่าที่จำเป็น อาจรู้สึกไม่ถูกโรคกับคนที่มีนัยน์ตาเจ้าชู้ กรุ่มกริ่มเช่นเขาก็เป็นได้

     “แล้วคนเก่าไปไหนซะล่ะฮะ

     อันดาถามขึ้นเมื่อก้าวเข้าไปยังโต๊ะทำงานของเขา รู้สึกทะแม่งๆ ว่ามันเกี่ยวอะไรกับการรับเขาเข้าทำงานไหม เพราะอัยย์ลดาดูจะไม่ชอบหน้าเขาเท่าไหร่เลย เรียวคิ้วกันโค้งเลิกขึ้น ท่าทีเอาเรื่องอยู่ไม่น้อยที่อันดาไปเผลอถามเรื่องของครีเอทีฟคนเก่าเข้า

     “ก็ลาออกไง ไม่อย่างนั้นนายคงไม่มีโอกาสเข้ามาทำงานที่นี่หรอก หมดคำถามแล้วใช่ไหม...ฉันขอตัว”

     หญิงสาวจากไปโดยไม่รอคำตอบรับจากเขา อันดาพ่นลมหายใจแล้วทรุดร่างสูงลงนั่งที่เก้าอี้หนังสีดำหลังจากคนมาส่งเดินจากไป พลางเหลือบดูนาฬิกาแบบสปอร์ตสีดำที่ข้อมือใหญ่ ยังเช้าอยู่มากสำหรับพนักงานที่นี่กระมังจึงมีแค่คุณสิรี อัยย์ลดาและเขาที่มาถึงแล้ว

     แล้วนี่เขาจะทำอะไรฆ่าเวลาดีล่ะ?

     เรียวตาสีเข้มกวาดมองไปบนโต๊ะทำงานที่ถูกเช็ดทำความสะอาดไว้ประมาณหนึ่ง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งหราด้วยมอนิเตอร์จอแบนสีดำ ส่วนตัวซีพียูตั้งหลบอยู่ใต้โต๊ะ สายตาของเขามาบรรจบที่ตู้เตี้ยๆ สีดำ มือหนาเปิดออกดูทีละชั้นจัดการเอาของที่คนอยู่เก่าเหลือทิ้งไว้ออกมา จนถึงลิ้นชักบนสุดที่กลับดึงไม่ออกคล้ายติดอะไรสักอย่าง อันดาพยายามใหม่ด้วยการเขย่าข้าวของที่อยู่ข้างในก่อนออกแรงดึงอีกครั้งคงออกแรงมากไปของที่อยู่ในนั้นเลยหลุดล่วงออกมาพร้อมกับลิ้นชักด้วย

     “เฮ้ย!” ตามมาด้วยเสียงกระทบกันของลิ้นชักกับพื้นห้องดังเคร้ง

     ร่างสูงใหญ่ย่อตัวลงไปนั่งยองๆ ยกลิ้นชักนั้นขึ้นวางบนโต๊ะ ฝุ่นหนาพอที่จะทำให้ชายหนุ่มเบือนหน้าหนี กั้นลมหายใจ

     ‘เจ้าของลืมไว้หรือเปล่า? แล้วมันสำคัญไหม?

     ในนั้นมีเพียงอุปกรณ์เครื่องเขียนพวกปากกา เมจิกแล้วก็กล่องเหล็กอลูมิเนียมทรงผืนผ้าหนึ่งกล่อง เขาถือวิสาสะเปิดกล่องที่ไร้เจ้าของออกดูแล้วก็พบภาพถ่ายของคนคู่หนึ่ง มองปราดเดียวอันดาก็รู้ว่านี่เป็นรูปภาพของอัยย์ลดากับใครอีกคนชายหนุ่มซึ่งยื่นแขนมาโอบกอดเอวของหญิงสาวอย่างถือสิทธิ์ อันดาเหลือบมองคนในรูปที่เวลานี้ขลุกตัวอยู่ในพื้นที่ทำงานของตน ก่อนจะเก็บรูปใส่ในกล่องนั้นเช่นเดิม

     “สวัสดีครับ ผมอันดา พี่คงจะเป็นพี่ใบหลิวแล้วก็พี่แดนใช่ไหมครับ”

     อันดาเอ่ยทักแซมรอยยิ้มกว้างเมื่อหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินตรงมาที่เขา ศรุจีถึงกับมองหน้าหัสนัยด้วยความแปลกใจเมื่ออันดาทักได้ตรงเผง เขาจึงได้รับรอยยิ้มเป็นมิตรตอบ ศรุจีมองชายหนุ่มตรงหน้าพินิจพิเคราะห์ชัดๆ เพราะในงานเลี้ยงเมื่อคืนก่อนเธอค่อนข้างจะเมาได้ที่ จึงจำได้แค่รางๆ เท่านั้น คนตรงหน้ารูปร่างสูงราวนายแบบ หน้าตาจัดว่าหล่อเหลาทีเดียวแล้วอย่างนี้แผนกจะสงบสุขไหม

     “สวัสดีจ๊ะ คงเจออัยย์แล้วสินะ”

     “ครับ เจอกันแล้ว” อันดาพยักหน้าหงึก เขาเรียกศรุจีกับหัสนัยได้เต็มปากว่า ‘พี่’ แต่กับอัยย์ลดากลับไม่ยอมเรียก ดูเหมือนจงใจจัดวางฐานะให้หญิงสาวคนละอย่างไปแล้ว

     “แล้วมีใครพาทัวร์ตึกหรือยัง?” หัสนัยถามบ้าง อันดาส่ายหน้า ที่จริงมีครีเอทีฟผู้ชายบ้างก็ดี หัสนัยจะได้มีเพื่อนคุยบ้างจึงดูเหมือนอันดาจะหาคนสนิทด้วยได้ไม่ยาก ศรุจีพยักพเยิดให้แฟนหนุ่มพาเขาไปแนะนำกับพนักงานในแผนกอื่น แทนอัยย์ลดาที่กำลังง่วนแก้ไขงานในเช้านี้

     ผลจากการพาครีเอทีฟหน้าใหม่ไปแนะนำอย่างเป็นทางการกับทุกคนทำให้เรื่องของอันดากระจายไปอย่างรวดเร็วเดิมทีทุกคนก็สนใจอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้หญิง แล้วกลางวันนั้นก็เห็นผลทันทีเมื่อมีพนักงานสาวมารอชวนเขาไปทานมื้อกลางวันเสมือนว่ามีน้ำใจโข ศรุจีลอบหัวเราะคิกคักเมื่ออันดาส่งสีหน้าแปลกๆ ถามยังกระซิบถามว่าเขาควรไปไหม

     “ก็ไปสินายเป็นคนใหม่ พวกเขาอยากรู้จักน่ะ” หัสนัยซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ ศรุจีได้ยินไปด้วยจึงยุส่ง คิดแบบผู้ชายก็ถือว่าเป็นกำไรมิใช่หรือ แฟนสาวตีเพี๊ยะเข้ามาแขนเขาปรามๆ ที่แนะนำเรื่องไม่ถูกไม่ควรเท่าไหร่ให้อันดา

     “นายจะไปกินข้าวกับใครก็ได้นะ อันดา ไม่จำเป็นต้องไปกับพวกพี่ทุกวันหรอก ส่วนวันไหนอยากมาก็มา”

     “เหรอครับ ถ้าอย่างนั้น...”

     อันดาหยุดคิดอึดใจ ก่อนผุดลุกขึ้นก้าวออกไปหาหญิงสาวที่มาเสนอโอกาสสนิทสนมตั้งแต่วันแรก รอยยิ้มมีเสน่ห์ถูกโปรยไปก่อนจะตอบรับคำชวนนั้น แล้วร่างสูงใหญ่ก็ออกเดินไปพร้อมๆ กับเธอ

     “หมอนี่ใช่ย่อยนะ มาวันแรกก็ควงทีเดียวสามแล้ว” หัสนัยเปรยขำๆ มองตามร่างสูงที่โดนล้อมหน้าล้อมหลังก่อนหายลับไปจากประตูห้อง

     “แต่แบบนี้อัยย์ไม่ชอบแน่เลย รายนั้นเกลียดพวกขี้หลี เจ้าชู้จะตาย แล้วจะทำงานด้วยกันนานเหรอเนี่ย” ศรุจีเปรย เพราะรู้จักเพื่อนสาวดีจึงมองอนาคตการทำงานของอันดากับอัยย์ลดาออก

     “เดี๋ยวก็รู้น่ะ เราก็ไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันบ้างดีกว่า เรียกอัยย์ด้วยนะเดี๋ยวเราไปเอารถมารอหน้าตึก” หัสนัยบอก

 

     หัสนัยพาสองสาวไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำที่อยู่ไม่ไกลจากละแวกนั้น อัยย์ลดาไม่ได้ถามถึงอันดาทั้งที่แปลกใจอยู่เหมือนกันที่เขาไม่ได้มากับเพื่อนทั้งสอง แล้วก็ถึงบางอ้อว่าโดนสาวๆ ฝ่ายดูแลลูกค้าหรือที่เรียกว่า Account Executive ฉกไปด้วยตั้งแต่เที่ยงแล้ว

     ‘เนื้อหอม’ คำนี้ผุดขึ้นในหัวตามมาด้วยคำว่า ‘มากเกินไป

     อัยย์ลดาเผลอส่ายหน้าไปมาเอือมๆ การกระทำเช่นนี้ แต่เธอไม่ได้เดือดร้อนที่อันดาจะไปกับคนแผนกอื่นบ้างดีเสียอีกเพราะเธอไม่อยากดูแลใกล้ชิดขนาดตัวติดกัน ขอให้เป็นแค่เรื่องงานอย่างเดียวพอ แต่มื้อกลางวันนี้ก็มีหัวข้อของเขาในบทสนทนาจนเธอเริ่มเอียน มือบางโบกไม้โบกมือให้เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสองเพลาๆ ลงบ้าง

     “คุยเรื่องอื่นบ้างเถอะ ฉันเซ็งน่ะได้ยินมาตลอดเช้าแล้ว เริ่มจากคุณสิรี พี่โชแล้วก็พวกแกอีก”

     “อ้าว! แกนี่ ก็เขามาใหม่แล้วก็ดูน่าสนใจจริงๆ ฉันว่าหน้าตาคุ้นๆ อยู่นะ เดี๋ยวจะลองคุ้ยประวัติดู”

     “จะคุ้ยทำไม? หมอนั่นก็คนเหมือนเราๆ นี่แหละ แดน แกปรามแฟนแกซะบ้างนะหลงรูปใหญ่แล้ว” อัยย์ลดาบอกหัสนัย

     “ฉันไม่ได้ต่อมรับความหล่อพิการเหมือนแกนี่นาไอ้อัยย์ หล่อก็ว่าไปตามหล่อดิ่” ใบหลิวค้าน

     ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกชามครึ่งชามที่เคยหมดเกลี้ยงเลยถูกทิ้งค้างเพราะคนสั่งหมดอารมณ์กินต่อ น้ำอัดลมเลยถูกเทพรวดติดๆ สองแก้วเพื่อดื่มดับร้อนแทน เรียวตาคมสวยตวัดใส่เคืองๆ เพื่อนสาวที่ไปเข้าข้างคนมาใหม่ทั้งที่ยังไม่รู้จักนิสัยใจคอดี

     “ฉันว่าไอ้พวกนี้ดีแต่หล่อน่ะสิ งานทำเป็นไหมยังไม่รู้เลย” อัยย์ลดาปรามาส พอมีคนให้ท้ายอันดามากเท่าไหร่ ความอคติที่มีก่อตัวขึ้นเมากอย่างรวดเร็ว เป็นกำแพงสูงที่จะกีดกั้นชายหนุ่มให้ห่างจากเธอเข้าไว้

 

                ก๊อกๆๆ

     เสียงศรุจีเคาะแผงกั้นกระจกเป็นการส่งสัญญาณว่าถึงคิวของอัยย์ลดาจะเข้าไปพบโชติรสแล้ว เจ้าของร่างโปร่งเพรียวพยักหน้าทำนองรู้งานพลางกวาดเอกสารรวบไว้ในมือ หนีบโน้ตบุ๊คเข้าที่ข้างตัวก่อนผุดลุกขึ้นยืนเต็มตัว หญิงสาวไม่มีมือจะเคาะประตูบอกเขาก่อนตามมารยาทเธอใช้แผ่นหลังบางดันประตูกระจกให้เปิดออก บอสหนุ่มส่ายหน้าไปมาส่งแววตาขำปนเอ็นดูกับอาการไม่สมกับเป็นผู้หญิงของอัยย์ลดา

     เจ้าของดวงหน้าคมหวานยิ้มเผล่ อวดฟันเรียงสวยกับเขี้ยวเล็กๆ ก่อนเขยิบไปใกล้เจ้าของห้องหนุ่มที่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานของเขา

     “เอ้าๆ ถ้าหล่นไปจะคุ้มไหม ถือไม่หมดทำไมไม่ให้ใครช่วยล่ะ อันดาก็ได้” ชายหนุ่มแนะนำ

     คนถูกแนะนำคิดค้าน หากอยู่ตามลำพังอัยย์ลดาคงทำหน้าเบ้ไปแล้ว ด้วยไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่เธอไม่คิดพึ่งพาอันดาหรอก นั่นไม่อยู่ในหัวของเธอเลย หญิงสาวทรุดนั่งลงที่เก้าอี้ตัวประจำไม่ตอบคำโชติรส

                “ก็ไม่เห็นหล่นนี่คะบอส เห็นไหมล่ะ” คนเก่งเอ่ยปาก ส่งแววตายิ้มเย้ยมาให้บอสหนุ่ม โชติรสส่ายหน้าไปมาอีกครั้งในความดื้อรั้น

     พูดจบมือบางก็คลิกเปิดไฟล์ที่โชติรสต้องการดูก่อนไปพรีเซ็นงานวันพรุ่งนี้ขึ้นมาเต็มหน้าจอ เขาใช้เวลาไม่นานในการดูไฟล์ทั้งหมดก่อนสั่งปรับแก้แค่เล็กน้อย ส่วนใหญ่แล้วเขาค่อนข้างเปิดกว้างทางความคิดให้ครีเอทีฟที่ทำงานด้วยไม่ต้องแก้ไขงานก่อนที่ลูกค้าจะได้เป็นคนตัดสินใจ ไม่ล้อมกรอบทางความคิดจนทำให้คนของเขาคิดไม่เป็น

     “แค่นี้แหละ นอกนั้นพี่โอเคนะ” คนพูดค่อนข้างพอใจงานของเธอ

     “ค่ะ เดี๋ยวอัยย์จะหาคลิบเพิ่มสักสองสามคลิบ เผื่อเลือก” อัยย์ลดายิ้มพราย เห็นพ้องตรงกันทั้งนายทั้งลูกน้อง แต่แล้วใบหน้าสวยก็ต้องงอง้ำไปเมื่อโชติรสเอ่ยถามถึงอันดา ครีเอทีฟเนื้อหอมคนใหม่ในตอนท้าย

     “อัยย์ แบ่งงานอะไรให้อันดาลองทำบ้างหรือยังเงียบไปอึดใจก็เธอยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย แต่อัยย์ลดาก็ยอมรับง่ายๆ

     “ยังค่ะ ก็ไม่รู้จะให้ทำอะไรนี่คะส่วนใหญ่เป็นงานต่อเนื่อง อัยย์ไม่อยากโอนงาน เดี๋ยวต่อไม่ติด” หญิงสาวออกอาการดื้อดึง ไม่ยอมถ่ายงานไปให้ครีเอทีฟหนุ่มได้ลองฝีมือ คนฟังถอนใจเบาๆ รู้ดีไอ้นิสัยดื้อรั้นของอัยย์ลดานี่ ถ้าลองเกิดแล้วแก้ยาก

     “พี่รับเขามาช่วยงาน แบ่งเบางานจากอัยย์นะ ถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยแล้วพี่จะวัดผลงานจากอะไรล่ะ งานของอัยย์ล้นมือ...พี่รู้”

     บอสหนุ่มเอ่ยดักคอน้ำเสียงนั้นเข้มขึ้น เรียวตาคมแลจริงจัง หญิงสาวเลิกงานดึกดื่นติดต่อกันหลายคืนแล้วแต่กลับไม่ยอมให้อันดาช่วยอะไรสักอย่าง แล้วอย่างนี้จะเรียกคู่หูได้อย่างไร อัยย์ลดาพ่นลมหายใจหน่ายๆ เธออาจจะเหนื่อยแต่อยากทำคนเดียวมากกว่า

     “ก็อัยย์...” เสียงหวานเริ่มอ่อย แววตาคู่สวยมีแววรั้นอย่างที่เขาเคยเห็นเวลาไม่เธอไม่เห็นด้วยกับอะไรขึ้นมา

     “แบ่งงานให้อันดาสักงาน เอางานง่ายๆ ก็ได้ เข้าใจที่พี่พูดแล้วนะแล้วมีงานหนึ่งที่เขาต้องทำร่วมกับอัยย์ด้วย พี่ต้องการดูว่าเราเข้าขากันหรือเปล่า” เขากำชับ ดักคอก่อนอัยย์ลดาบิดพริ้ว ด้วยน้ำเสียงขรึมๆ กับสายตาเข้มๆ ที่บ่งบอกว่าห้ามค้านหรือขัดคำสั่งทำให้หญิงสาวงอนใส่ ก็สั่งกันขนาดนี้แล้วเธอจะกล้าปฏิเสธบอสใหญ่หรือ...อย่างนี้เขาเรียกมัดมือชกนะ

     “ค่ะ บอส” ตอบรับแบบไม่เต็มใจนัก ก่อนพาตัวเองออกมาจากห้องของโชติรสด้วยอาการหงุดหงิดน้อยๆ

                ร่างโปร่งเพรียวเดินพ้นออกมาจากห้องทำงานใหญ่ เรียวตาคมสวยมองไปเบื้องหน้าก็เห็นอันดานั่งอยู่ในที่ของเขา สายตาสบประสานกันอันดาแสดงท่าทีกระตือรือร้นที่อัยย์ลดามองมาที่เขา หญิงสาวชั่งใจก่อนยื่นนิ้วเรียวเล็กกระดิกเรียกชายหนุ่มด้วยท่าทีกวนเหลือประมาณ แต่อันดาไม่ได้ถือสา ร่างสูงใหญ่ผุดลุกขึ้นแค่หญิงสาวเรียกหาเขาก็ดีแล้ว ชายหนุ่มก้าวยาวๆ มาที่เธอทันที

                “มีอะไรครับอัยย์ จะให้ผมทำอะไร?” คนอยากทำงานเอ่ยถาม 

     เรียวตาของเขาใคร่รู้พร้อมโปรยยิ้มกว้าง เพราะนั่งเซ็งมาตลอดสองสามวันตั้งแต่เข้าทำงานแล้ว คนแบบเขาไม่ชอบอยู่นิ่งเฉยเพราะเป็นคนติดจะเบื่อง่าย อัยย์ลดาถอนใจเบาๆ กำลังคิดหาคำพูดที่จะเริ่มต้น หญิงสาวจรดมองแฟ้มงานในมือของตน กำลังชั่งใจว่าจะโอนงานไหนให้อันดารับผิดชอบดี ปล่อยให้อีกฝ่ายรอคอยชั่วอึดใจเธอก็ยื่นแฟ้มๆ หนึ่งให้เขา ‘งานเปิดตัวสินค้า’

     “นายดูจ๊อบนี้ก็แล้วกัน โปรดักเป็นน้ำหอมยี่ห้อหนึ่ง” ครีเอทีฟสาวเริ่มสั่งการ เป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับเขาที่จะมีงานเป็นของตัวเองได้สักที อันดาพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ

     “ครับ ขอทราบรายละเอียดงานคร่าวๆ ได้ไหมครับ อย่างเช่นอัยย์คิดอะไรไปแล้วบ้าง ผมจะได้ไปทำการบ้านต่อและไม่ซ้ำ”

     อันดาพูดเป็นการเป็นงานครั้งแรก หญิงสาวจึงลืมอคติต่อเขาไปชั่วครู่ อัยย์ลดาอธิบายงานและคอนเซ็ปต์ที่เคยนำเสนอลูกค้าไปครั้งก่อนซึ่งผลก็ออกมาค่อนข้างดี เพียงแต่ลูกค้าต้องการอีกหนึ่งรูปแบบเพื่อเป็นตัวเลือก ชายหนุ่มเงยหน้าจากแฟ้มนั้นจ้องมองดวงหน้ารูปไข่ได้รูป ที่ดึงดูดสายตาของเขาแต่แรกพบ ไม่ง่ายเลยที่จะเข้าใกล้อัยย์ลดาหากเธอไม่เรียกเขาพบอย่างวันนี้ หากเป็นไปได้ก็อยากมีเวลาอย่างนี้บ่อยๆ คงดีถ้าจะได้ยินเสียงหวานๆ แม้บางครั้งจะห้วนบ้าง สั้นบ้าง หญิงสาวยังน่าอยู่ใกล้ชิดเสียจนไม่อยากผละไปไหน แต่นั่นก็แค่ความหวังนะ

     “นัดพรีเซ็นครั้งหน้าอาทิตย์ที่สองของเดือน ลองอ่านสรุปการประชุมครั้งก่อนดูก็แล้วกัน”

     “ครับ ขอบคุณ”

     ใบหน้าหล่อเหลาน่ามองนั้นส่งยิ้มกลับคืนแบบที่สาวๆ เห็นคงสยบแทบเท้ามาให้ อัยย์ลดาแค่มองแล้วพยักหน้าหงึกๆ รอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ไม่ได้มีอิทธิพลต่อเธอเลยสักนิด ดวงตาคู่สวยสนใจอย่างอื่นมากกว่าความหล่อที่กินไม่ได้ และรอยตากรุ้มกริ่มที่แสนอันตรายต่อหัวใจของผู้หญิงทั้งหลาย

     “โอเค หมดธุระแล้ว” อัยย์ลดาบอกกรายๆ ว่าเธอต้องการเวลาส่วนตัวกลับคืนมา อันดายังไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเพราะธุระของเขายังไม่หมด ดวงตาดำขลับของหญิงสาวจึงจ้องมองเขาเป็นเชิงถาม

     ‘นายคนนี้ มีอะไรสงสัยอีกหรือไง?

     “พี่โชบอกผมว่าอัยย์จะมอบหมายงานให้ผมทำหนึ่งงานแบบเต็มตัว กับอีกหนึ่งงานที่ต้องทำร่วมกับอัยย์แต่ไม่เห็นคุณพูดถึงเลยนี่ครับ”

     “เรื่องนั้น...”

     อัยย์ลดารู้สึกอึ้งไปกับคำถามของเขา ทั้งที่เธอพยายามหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่จะเชื่อมผูกกับคนๆ นี้ เพราะบอกตัวเองว่าไม่ถูกชะตาเอาเสียเลยแต่เขากลับรู้มาจากโชติรสก่อน เมื่อเลี่ยงไม่ได้เสียงพ่นหายใจก็ลอดดังทำนองเอือมๆ แต่อันดายังมองเธออย่างรอคอย

     “ฉันกำลังคิดน่ะเดี๋ยวจะบอกอีกทีได้ไหม ไม่ต้องรีบร้อนหรอกนายได้แสดงฝีมือแน่ๆ แล้วฉันก็จะเป็นคนประเมินนายในทุกเรื่อง”

     หญิงสาวพูด ได้ทีจึงแสร้งข่มว่าเธออาจเป็นเจ้าชีวิตของเขาก็ตอนที่ประเมินผลการทำงานว่าเขาจะอยู่หรือไปนั่นแหละ อันดาเผยยิ้มมิได้หวาดหวั่นเมื่อวันนั้นมาถึงเช่นกัน เขามั่นใจในตัวเองพอว่าทำได้ แล้วอัยย์ลดาจะได้รู้ว่าเขาพร้อมจะเป็นคู่หูคนใหม่ของเธอไม่ใช่เป็นแค่ภาระ

     “ผมจะรอ”

     ร่างสูงโปร่งยอมผุดลุกขึ้นแล้ว ใบหน้าคมเข้มประดับด้วยรอยยิ้มบางแต่ก่อนที่เขาจะก้าวพ้นไปจากห้องของเธอ หญิงสาวก็เอ่ยเนิบๆ ขึ้นโดยที่ดวงหน้ายังก้มจรดอ่านเอกสารในมืออย่างใส่ใจ

     “งานที่นายทำ เออีชื่อ จิ๊บ แต่นายคงทำความรู้จักกับเขาไปแล้ว ฉันคงไม่ต้องแนะนำล่ะมั้ง”

     อัยย์ลดาฝากคำพูดแกมประชดไล่หลัง อันดาซึ่งกำลังจะก้าวเดินลอบยิ้มที่มุมปากหยักสวย ดูเหมือนหญิงสาวที่แสดงท่าทีว่าเมินเฉยต่อเขา แต่แท้จริงอาจใส่ใจ เวลานี้เขาเดาความคิดของอัยย์ลดาไม่ออก แต่อันดากลับรู้สึกว่าไม่สามารถลบเลือนรอยยิ้มเกลื่อนบนหน้าออกไปได้ เขาเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานพบหัสนัยยืนยิ้มกริ่มอยู่แถวๆ พื้นที่นั้นตามลำพัง ส่วนศรุจีไม่อยู่ช่วงเช้าเพราะออกไปประชุมกับลูกค้าชายหนุ่มสองคนจึงได้เฝ้าแผนกเต็มพื้นที่ ร่างสูงใหญ่ทรุดลงนั่งที่เก้าอี้ของตนพลางสนทนากับหัสนัยต่อ

     “อัยย์เรียกหาเรอะ ท่าทางนายจะโดนงานหินๆ นะ” หัสนัยพูดขึ้นแล้วยิ้มมุมปาก ทำเอาอันดาเลิกคิ้วหนา

     “ยังไงครับพี่?” สงสัย

     “ก็ไอ้อัยย์มันไม่ค่อยชอบหน้านายน่ะสิ อาจจะอยากลองฝีมือนายดู แล้วเป็นยังไงบ้างล่ะ”

     “ขนาดนั้นเลยเหรอครับ พี่แดน” อันดาเพิ่งจะรู้ว่าถูกตราหน้าว่า ไม่ชอบ แต่คนพูดดูจะไม่กริ่งเกรงเรื่องนี้เท่าไหร่เลย เพราะนี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้นเอง หัสนัยหันซ้ายหันขวาก่อนพยักหน้าหงึกเดี๋ยวอัยย์ลดาจะมาได้ยินเข้าเขาขี้เกียจหูชา

     “ก็นิดหนึ่งล่ะ” หัสนัยบอก อันดาเปิดยิ้มกว้างไม่ได้รู้สึกรู้สาเท่าไหร่ เธอชอบเขาหรือไม่ไม่สำคัญเท่าความรู้สึกของเขาหรอก

     “แต่ผมชอบหน้าเขาเข้าแล้วนี่สิครับ”

     นัยน์ตาคมเข้มฉายแววตากรุ้มกริ่มตามมาด้วยรอยยิ้มคมที่มุมปาก ท่าทีนั้นแสดงถึงความมั่นใจทำหัสนัยถึงกับอึ้งก่อนหัวเราะรื่นเมื่อเด็กหนุ่มรุ่นน้องฝีปากกล้าบอกชัดว่าสนใจอัยย์ลดาเพื่อนของเขา ชายหนุ่มส่ายหน้าไปมาก่อนวางมือบนบ่าหนาของร่างที่สูงใหญ่กว่าเขาพอสมควรทั้งที่หัสนัยจัดว่าเป็นคนสูงแล้วก็ตาม

     “แล้วนายจะรู้...อันดา อัยย์มันไม่เหมือนใคร” หัสนัยบอกกึ่งเตือน แต่ไม่ได้ห้ามหวง

     อันดายังไม่รู้จักเพื่อนสาวของเขาดีเท่าที่ควร หากรู้เขาอาจนำไปทบทวนสักหลายรอบก่อนประกาศตัวเช่นนี้ หัสนัยไม่รู้อีกเหมือนกันว่าอันดาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ โดยไม่ได้เริ่มต้น และลองได้ก้าวออกไปแค่ก้าวเดียวเขาต้องเดินต่อให้ถึงที่หมายแบบไม่มีการก้าวถอยหลัง

     ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วที่หัสนัย ศรุจีและอัยย์ลดาเป็นกลุ่มก๊วนเดียวกัน ใครๆ ในชั้นปีของคณะฯ ต่างรู้จักสาวห้าวด้วยรูปร่างสูงโปร่งเพรียวที่เด็กหนุ่มทั้งหลายคิดว่าอ้อนแอ้นน่ารัก นั่นต่างกลับจากนิสัยสุดขั้ว ใบหน้าสวยหวานแต่ห้าวเกินเด็กผู้ชายรุ่นเดียวกันไปหลายเท่า

     หัสนัยเคยเห็นคนเข้ามาจีบหลายคนต้องกระเจิงโดยเฉพาะคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเจ้าชู้ เพื่อนของเขาจัดการเสียจนไม่กล้าเข้ามาทักเธออีกเลย ส่วนอันดาก็เข้าข่ายแบบที่อัยย์ลดาไม่ชอบนัก เนื้อหอม เจ้าชู้ นัยน์ตากรุ้มกริ่มครบถ้วนกระบวนความที่หญิงสาวหลบเลี่ยงหนีห่างมานานหลายปี นั่นนับรวมปริวรรษณ์ที่มีนิสัยค่อนข้างเงียบขรึม แต่ขี้หึงสุดฤทธิ์จนเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนเพื่อนมากลากไปอย่างอัยย์ลดา ตัดสินใจกลับมาคบหากับเขาอย่างเพื่อนเช่นเดิมเพื่อความสบายใจ 

     แล้วชายหนุ่มตรงหน้าคนนี้ล่ะ อันดามีพร้อมทุกอย่างไม่มีที่ติก็จริง แต่...ของแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่เขามีเลย

     “ผมคงต้องลองสักตั้ง พี่แดนก็ช่วยเชียร์ผมด้วยล่ะ” คนพูดยิ้มพราย ไม่ได้กลัวเกรงความขู่ที่ว่าสักนิดในใจ

     “แต่พี่ว่าตอนนี้นายจัดการปัญหาเฉพาะหน้าก่อนเถอะ” หัสนัยพูดแปลกพร้อมนัยน์ตากรุ้มกริ่มยามปรายมองหญิงสาวผู้มาเยือน

     แล้วอันดาก็เข้าใจเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเออีสาวคนที่เคยไปทานข้าวกลางวันด้วยเมื่อวันก่อนยืนรอเขาอยู่ อีกฝ่ายลอบยิ้มเมื่ออันดาผุดลุกขึ้นแล้วเดินมาหาเธอ ยังไม่ใช่เวลาพักกลางวัน แต่คนเนื้อหอมก็มีสาวๆ แวะเวียนมาหาถึงที่ แล้วอย่างนี้จะผ่านด่านสุดหินของอัยย์ลดาได้อย่างไรกัน

     สายตาที่มองตามคนทั้งคู่ลอบยิ้มกับอีกนัยหนึ่งคิดว่าอันดาต้องถูกเพื่อนสาวของเขาปฏิเสธอย่างไม่มีข้อแม้ นอกจากอาการป๊อบเหล่านี้จะหายไปนั่นแหละ นอกนั้นไม่มีมีทางเลย

                วรรธมน หรือ จิ๊บ เออีสาวรูปร่างอ้อนแอ้นทรวดทรงสมส่วน ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ามองอย่างสาวหมวย มีรูปหน้าเรียวผุดผ่อง เรียวตาเล็กๆ แต่แต่งแต้มและเพิ่มขนตาปลอมงอนสวยจนน่ามอง เธอแต่งกายติดไปทางผู้หญิงเซ็กซี่คือสวมกระโปรงสั้นเหนือเข่าอวดเรียวขาเพรียวส่วนเสื้อตัวบนแนบเนื้อโค้งลึกด้วยคอเสื้อแบบกว้านรับอกอิ่มสวย มองส่วนไหนก็ดึงดูดใจไปหมด เธอเปรียบเหมือนอาหารสายตาไม่ก็ดอกไม้ประดับสวยงามน่าชม แม้จะไม่ได้ถูกตาต้องใจสักเท่าไหร่แต่อันดาไม่ได้ปฏิเสธ

                คนทั้งคู่ยืนหัวร่อต่อกระซิกกันพักใหญ่ ก่อนที่หญิงสาวที่เพิ่งรู้จักกันแค่สองวันจะเอ่ยชวนเขาไปดื่มด้วยกันคืนนี้ ไม่ยากเลยแค่การตอบรับไมตรีของวรรธมน แต่อันดาเผลอปรายตามองเข้าไปในห้องทำงานของอัยย์ลดา ซึ่งเจ้าของใบหน้าสวยหวานกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานตรงหน้า จึงไม่แม้แต่จะสนใจมองใคร อันดาปรายตากลับมาไม่ผิดหากเขาจะรับไมตรีของหญิงสาวตรงหน้าก็เธอสวยน่ารักน้อยซะเมื่อไหร่

                “ได้สิครับ ถ้าจิ๊บไม่มีเพื่อนไปด้วย”

                “แหม ไม่มีหรอกค่ะถ้าอย่างนั้นเย็นนี้พบกันนะคะอันดา” เธอย้ำชัดด้วยสัญญา อันดาพยักหน้าส่งยิ้มอีกคราส่งวรรธมน

     การกระทำแบบนี้สำหรับเขาไม่เรียกว่าเจ้าชู้แต่อย่างใด การไปไหนมาไหนกับใครสักคนอย่างเช่นไปดื่มหรือดูหนังด้วยกันสักเรื่องครึ่งเรื่องสำหรับเขาก็แค่กิจกรรมทำกับเพื่อน แต่ดูเหมือนความคิดนี้จะต่างกันสุดขั้วกับอัยย์ลดาซึ่งถือว่านี่เป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่ายอมรับมิตรภาพจากอีกฝ่าย หัวใจคิดคนละอย่าง คล้ายสวนทางจนยากจะบรรจบในสายตาของเธอ เมื่อร่างสูงใหญ่หายไปจากกรอบสายตา อัยย์ลดาก็เงยใบหน้าขึ้นมอง ไปทางเดิม เหมือนในหัวจะบอกชัดว่าอันดาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่น่าเข้าใกล้แม้แต่น้อย

     ‘ห่างๆ กันไว้แหละดี ปลอดภัยที่สุด’

 

     “หมอนั่นกล้าน่ะนั่นที่พูดจะๆ แบบนั้น แดนก็อย่าไปให้ท้ายอันดานัก คิดจะเชียร์กันล่ะสิ ระวังอัยย์รู้เข้าจะเล่นงานเอา”

     ศรุจีเอ่ยเตือน ก็จริงที่คนเป็นเพื่อนจะโดนมากกว่าหลายเท่าโทษฐานยุยงส่งเสริมคนที่เพื่อนไม่ชอบมาเข้าใกล้ หัสนัยเผยยิ้มให้แฟนสาวก่อนหัวเราะรื่น เขาไม่เห็นว่ามันจะเลวร้ายตรงไหน อันดาก็แค่ชายหนุ่มหน้าตาดี พกดีกรีนักเรียนนอก หล่อรวยมีชาติตระกูลแล้วคงไม่ใช่ความผิดของเขาที่เกิดมาหล่อเหลาเป็นที่น่าสนใจกระมัง ผู้ชายก็มักเข้าข้างผู้ชายกันเองเป็นธรรมดา

     “อัยย์มันน่าจะเปิดใจมั่ง ตั้งแต่คราวไอ้โอมก็ทีหนึ่งแล้ว ใครเข้ามาจีบก็เล่นซะหายหัวไปแทบทุกราย” หัสนัยค่อน

     “อย่าหาเรื่องเชียว ใครเอาอยู่บ้างล่ะเวลาอาละวาดน่ะ ทางที่ดีแดนเตือนอันดาไว้บ้างเถอะเดี๋ยวอยู่ไม่ถึงโปรหรอกแต่ถ้าเป็นหลิวก็ไม่แน่นะ แบบอันดานี่สเป็คเลย” ใบหลิวเอ่ยยิ้มๆ ท้ายประโยคทำท่าเคลิ้มฝันจนหัสนัยหมั่นไส้เมื่อแฟนสาวแกล้งทำท่าคลั่งไคล้อันดาแทนคนที่เขาเชียร์

     “พอเลยหลิว ต้องมองคนนี้สิ ไม่ใช่อันดา”

     เขาใช้มือหนาดึงมือของศรุจีมาจิ้มอกแกร่ง เสียงหัวเราะคิกคักดังมาเข้าหูอัยย์ลดาที่เดินหน้านิ่วมาหาเพื่อนทั้งสอง ก่อนสายตาคู่สวยจะชำเลืองมองพื้นที่ๆ ว่างเปล่าข้างๆ ศรุจีกับหัสนัย คนที่หายไปก็คือ...อันดา

     “มาหาอันดาเหรออัยย์?” ใบหลิวถาม อีกฝ่ายพยักหน้าส่งๆ เห็นหลังไวๆ ว่าเดินตามเออีสุดสวยไปแล้ว

      อัยย์ลดาเหลือบดูนาฬิกาติดผนัง ยังไม่เที่ยงดีชายหนุ่มก็หายวับไปทานข้าวกับสาวคนไหนสักคนในบริษัท เรียวคิ้วกันโค้งสีเข้มขมวดเป็นปม แสดงให้เห็นว่าเริ่มขัดใจ ศรุจียิ้มเจื่อนจืดก่อนเสชวนอัยย์ลดาไปทานมื้อกลางวันก่อนอาการฮึดฮัดขัดใจจะปรากฎ ยิ่งไม่ชอบหน้าเดี๋ยวจะพาลหาเรื่อง แต่แล้วเจ้าของใบหน้างอง้ำกลับเชิดขึ้นทำท่าไม่ใส่ใจ

     “ช่างสิ ไปก็ไป หิวชะมัด” อัยย์ลดาพูดกลายเป็นโมโหหิวไปเสียอย่างนั้น แล้วก็ไม่ได้พูดถึงอันดาให้หงุดหงิดหัวใจอีก

     คืนวันนี้เป็นคืนวันศุกร์ที่พนักงานส่วนใหญ่แยกย้ายกันกลับเร็ว บางคนมีนัด บางคนไปสังสรรค์ต่อทำให้บริษัทเงียบเชียบในเวลาหลังหกโมงเย็น คนที่ไม่มีนัดอย่างอัยย์ลดายังนั่งทำงานจนเวลาล่วงเลยเข้าสองทุ่ม เสียงโทรศัพท์มือถือข้างกายส่งเสียงเรียกเข้าพิเศษ ตั้งไว้พร้อมสั่นครึ่ก ใบหน้าหวานเจือรอยยิ้มเมื่อรู้ทันทีว่าปลายสายเป็นใคร

     “พี่ธานเป็นยังไงคะ คิดถึงน้องสาวล่ะสิถึงโทรหาอัยย์”

      เสียงหวานเจื้อยแจ้วต่างจากเวลาที่อยู่กับใครคนอื่น ที่ชอบแฝงอารมณ์ขรึมๆ ยิ้มยากไว้ด้วย คนปลายสายเป็นพี่ชาย ลูกพี่ลูกน้องที่มักจะโทรหาเพื่อถามข่าวคราวของน้องสาวที่อยู่ไกลในกรุงเทพฯ ตามลำพังอาทิตย์ละครั้ง เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

     “ก็คิดถึงน่ะสิ อยู่ๆ เราก็หายไป ไหนว่าจะโทรหาพี่หลังจากกลับไปเที่ยวครั้งนั้นไง”

     “อุ้ย! อัยย์ลืมไปเลยนี่คะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงอ่อย เธอลืมสนิทเพราะนั่นเป็นสัญญาตั้งแต่เมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมาแล้ว พิธานส่ายหน้าไปมา ดีแต่เขายังมีสปายซึ่งก็คือ โชติรส เพื่อนสนิทที่พอจะถามไถ่ข่าวคราวของน้องสาวได้บ้าง ชายหนุ่มจึงเบาใจยามที่อัยย์ลดาเผลอเรอลืมติดต่อทางบ้าน

     “เจ้าโชมันบอกพี่แล้วว่าอัยย์ยุ่งมากช่วงนี้ เป็นยังไงบ้างมันใช้งานอัยย์มากไปหรือเปล่า” เสียงคนเป็นพี่เข้มขึ้นหน่อย หากเพื่อนทำอย่างนั้นจริงสงสัยต้องมีเคลียร์ น้องสาวได้แต่ยิ้มๆ

     “ก็นิดหนึ่ง โอมลาออกน่ะค่ะ อัยย์ก็เลยวุ่นๆ นิดหน่อย” พิธานรับรู้เรื่องของวรุฒจากโชติรสมาก่อนแล้ว ไม่มีเรื่องใดที่คนเป็นพี่จะตกข่าว เริ่มตั้งแต่ที่อัยย์ลดาสนิทและคบหากับครีเอทีฟหนุ่มร่วมบริษัทเมื่อหลายปีก่อน ตามมาด้วยเลิกรากลับไปคบกันแบบเพื่อนก็หนีไม่พ้นสายตาของบอสหนุ่มที่เป็นเพื่อนสนิทของพี่ชาย คนทางไกลจึงได้รับรู้ราวกับเกาะติดสถานการณ์ไปด้วย

      “โอมใจร้อนเหมือนเคยนะ เอ้อ พี่จะถามเราน่ะว่าจะกลับบ้านไหม...เดือนหน้า?”

      “กลับสิคะ ไม่กลับได้ไงวันเกิดหลานทั้งที แต่อัยย์จะบอกอีกทีนะคะว่ากลับวันไหน ต้องขอลาพี่โชกับเคลียร์งานก่อน”

     “อืม ได้สิ พ่อบ่นคิดถึงอัยย์ พี่มลกับน้องเพลงด้วย”

     “อัยย์ก็คิดถึงทุกคนค่ะพี่ธาน แล้วพบกันเร็วๆ นี้ค่ะ” หญิงสาวส่งเสียงใส พร้อมระบายยิ้มให้ญาติผู้พี่ซึ่งอยู่ไกลหลายร้อยกิโลเมตร

     จังหวัดภูเก็ต คือที่ๆ หญิงสาวพูดถึงว่าจะกลับไป ครอบครัวฝ่ายบิดาของเธออยู่อาศัยกับทำมาหากินที่นั่น ประกอบด้วย ลุงพิทักษ์ บิดาของพิธาน วิมลภา กับ น้องเพลง ภรรยากับลูกสาวตัวน้อยของพิธาน ส่วนบิดาของอัยย์ลดาซึ่งเป็นน้องชายเพียงคนเดียวของลุงพิทักษ์เสียชีวิตไปตั้งแต่หญิงสาวยังเด็ก ตามด้วยมารดาที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ครอบครัวที่เหลืออยู่ของเธอจึงมีเพียงเท่านี้ อัยย์ลดากดวางสายจากพี่ชายสุดห่วงไปแล้วก็คิดจะกลับบ้านบ้าง ยิ่งดึกมากเท่าใดบริษัทก็ดูจะเงียบสงัดร้างผู้คนจนน่ากลัว

     มือเล็กควงกุญแจรถไปพลาง ผิวปากเบาๆ ขณะเดินไปตามถนนเล็กๆ ในหมู่บ้านเพื่อไปยังที่จอดรถซึ่งอยู่ห่างจากบริษัทประมาณร้อยเมตร ยังดีที่มีแสงไฟส่องถนนหนทางจึงไม่มืดมิดมากนัก หญิงสาวกระชับกระเป๋าสะพายหนังสีน้ำตาลแนบตัว ระแวดระวังเพิ่งได้ยินข่าวว่ามีโจรฉกชิงกระเป๋าแพร่สะพัดหนาหูช่วงนี้ ร่างโปร่งเพรียวก้าวขึ้นรถทันทีที่ปลดล็อคประตูด้วยกุญแจรีโมท

     บรืน บรืน..นน

     คึ่ก!

      เสียงสตาร์ทรถดังแห้งๆ ก่อนสะดุดกึ่กจนเจ้าของสาวใจหาย อัยย์ลดาไม่รอช้าที่จะพยายามอีกครั้งตามมาด้วยครั้งที่สอง สาม สี่ ไม่เป็นผลคราวนี้ดวงตาดำขลับมีแววกังวล เรียวคิ้วขมวดยุก อย่าบอกว่ารถเสีย!!

     “อย่าเกเรนะลูก ติดสิจ๊ะคนดี” อัยย์ลดาหันมาปลอบประโลมรถคันเก่งซึ่งบางครั้งเธอเปรียบเปรยว่าเป็นลูก แต่ครั้งนี้ดูเหมือนลูกจะไม่รักแม่เท่าไหร่ เพราะทำอย่างไรก็สั่นครึ่กๆ แล้วก็นิ่งเงียบจนท้ายที่สุดไม่มีแม้แต่เสียงใดๆ ตามมา

      แสงไฟหน้าสว่างวาบสาดมาเข้าใบหน้าเธอจังๆ จนหญิงสาวเบือนหน้าหลบ คิดว่าอีกฝ่ายไร้มารยาทที่เปิดไฟสูงใส่เธอ

     ก๊อก ก๊อก

     อัยย์ลดาหันไปตามเสียงนั้นทันที ร่างสูงใหญ่ที่โน้มลงมาใกล้แผงกระจกสีชาที่หน้ารถสอดสายตามองเข้ามากระทบกับดวงตาคู่สวยพอดี อีกฝ่ายดวงตาเบิกโพลง หากจะโชคดีมีคนมาช่วยก็น่าจะโชคดีให้สุดๆ ไป แต่นี่ไม่ใช่...เพราะเจ้าของเรียวตาคู่นั้น คือ ชายหนุ่มผมยาวที่เธอไม่ชอบหน้าสักนิด

     ‘ให้ตายเถอะ ยัยอัยย์เอ้ย’ อัยย์ลดาบ่นงึมงำ

     เฮ้อ...บางทีโชคก็ไม่ช่วย!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

40 ความคิดเห็น

  1. #20 nuri (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2555 / 12:16
    อันดานี่ก็ไม่เบา เพราะยังอายุน้อย หรือว่ารักสนุก
    เนื้อหอมแบบนี้ คงไม่ถูกใจอัยย์เท่าไหร่นักหรอก

    แต่ยิ่งไม่สนใจ  กลับยิ่งต้องเจอ  เวลาดีแบบนี้เสียด้วยสิ
    #20
    0
  2. #19 tungkn4841 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2555 / 02:14
    จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของอัยย์กันแน่ที่ต้องเจอนายอันดาอีกครั้งในขณะที่รถเสีย  รอไรเตอรืมาup ต่อ
    #19
    0