ดวงใจทมิฬ (ตอน 5 อัพ 100%)

ตอนที่ 5 : ตอน 3 จอมโจรคนเถื่อน < Up 100% ka >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    3 พ.ค. 55

ตอน 3

จอมโจรคนเถื่อน

            หุบผาเดรกอน เลื่องลือชื่อเสียงว่าเป็นหุบผาแห่งความตาย ป่าวงกตของร่างผู้ไร้วิญญาณ อีกทั้งเป็นดินแดนอันแร้นแค้นกันดารกลางหุบเขาซ้อนสลับ เขตคั่นกลางระหว่างมุกราห์กับอัสโตมาเนีย ซึ่งเป็นช่องว่างอันหละหลวมของทหารรักษาแนวชายแดน

            อาณาจักรมุกราห์กับอัสมานลงนามในสนธิสัญญาร่วมกัน ตั้งแต่สี่สิบปีก่อนว่าจะไม่รุกราน ลุกล้ำข้ามฝั่งไปยังอีกแคว้นหนึ่ง

            หลังจากที่ตลอดยี่สิบปี สองแคว้นทำสงครามรบพุ่งแย่งชิงดินแดนที่เป็นหุบผาเดรกอนมาเป็นของตน หลงลืมศัตรูอื่นที่รายรอบจนท้ายที่สุดเมืองมุกราห์หลงกลอุบาย ตกอยู่กลางวงล้อมของเมืองดรัมถ์ เมืองแห่งกองโจรที่ไร้ซึ่งวาจาสัตย์

            องค์กษัตริย์ของอัสมานในสมัยนั้นจึงยื่นมือช่วยเหลือจนพ้นภัย ไม่ต้องสูญเสียดินแดนฝั่งตะวันออกแก่ชาวดรัมถ์ นับแต่นั้นมามุกราห์เข้าสู่ยุคแห่งสัจธรรม ปรารถนาสันติภาพและความสุขสงบเหนืออื่นใด จึงเลิกรบกับอัสโตมาเนีย เก็บตัวเงียบเชียบ ไร้ซึ่งร่องรอยของแคว้นมหาอำนาจผู้คลั่งไคล้สงคราม แล้วส่งฑูตสัมพันธไมตรีขอสงบศึกกับองค์กษัตริย์แห่งอัสมาน

            ตั้งแต่นั้นมาหุบผาเดรกอนกลายเป็นดินแดนต้องห้ามของทั้งสองแคว้น ห้ามรุกราน ห้ามแย่งชิงเป็นของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

            ปัจจุบันมุกราห์เป็นเมืองปิด เปิดประตูรับพ่อค้าต่างแดนเข้าไปซื้อขายแลกเปลี่ยนแต่ก็คุมเข้ม ไม่ยอมให้ชาวต่างชาติเข้าไปสร้างอิทธิพลต่อชาวมุกราห์เด็ดขาด เพราะความขลาดกลัวไม่ไว้ใจใครจากอดีต

            นั่นเองที่เป็นดาบสองคม ปราการของมุกราห์เข้มแข้ง ไม่มีผู้ใดบุกเข้าโจมตีได้ก็จริงแต่ก็ไม่มีอารยธรรม ความเจริญก้าวหน้าใดๆ แผ่ขยายเข้าไปได้

            ความที่เป็นดินแดนต้องห้ามนี้เองทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดบอดของเหล่าทหารที่เฝ้าชายแดน กอปรกับสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นป่าดงดิบ แน่นขนัดไปด้วยต้นไม้ใหญ่ขนาดหลายคนโอบ มีแนวซุ้มแมกไม้สีเขียวเข้มละลานตา ก่อเป็นแถวเป็นแนวราวเขาวงกต จึงไม่มีใครตามจับตัวจอมโจรนูร์ยาสที่หนีเข้ามาในป่าทึบทะมึนแห่งนี้ได้

            อาคิราเชื่อว่าเป็นเพราะป่ารกชัฏ ช่วยบดบังตำแหน่งชุมโจร หาใช่มนตราลึกลับหรือ...นูร์ยาสเป็นอมนุษย์อย่างที่ชาวบ้านกล่าวขวัญไม่!

            ทว่าโลกนี้ไม่มีความลับ สักวันที่กบดานของจอมโจรเถื่อนกับพวกก็ต้องแพร่งพรายแล้ววันนั้นก็มาถึง มีชาวบ้านรู้เบาะแสแล้วขายข่าวให้คนของอาคิราจึงรีบรุดมาซุ่มดูลาดเลา

            ร่างแกร่งอยู่ในชุดดำ อำพรางตัวอยู่บนต้นไม้สูงใบชุกที่แผ่กิ่งก้านแข็งแรง เอนตัวพิงลำต้นสีเปลือกไม้ขนาดใหญ่ พาดท่อนขาเรียวยาวภายใต้กางเกงสีดำสนิทไปตามกิ่งก้านอันเขื่อง เฝ้าจับตาสถานที่แห่งนี้ด้วยความอดทน

            กี่ชั่วยามแล้วไม่รู้ แต่กลางวันกำลังผันเปลี่ยนเป็นกลางคืนก็ยังไร้ซึ่งผู้คนผ่านทาง อาคิราตัดสินใจกลับวัง วินาทีนั้นเองที่ได้ยินเสียงฝีเท้าย่ำผ่านทะเลใบไม้จนดังกรอบแกรบ

            คนบนต้นไม้วางตัวแข็งเป็นหินผากลั้นกระทั่งลมหายใจพลางตวัดดวงตาสีหมอกไปรอบๆ บริเวณ ชายฉกรรจ์หน้าเหี้ยมสองคนกำลังเดินดุ่มๆ มาทางนี้และกำลังจะผ่านไป จากที่สังเกตพวกเขาแต่งกายมิดชิด โพกปิดใบหน้าบ่งบอกว่าไม่ได้เป็นแค่ชาวบ้านหาของป่าธรรมดาๆ ด้านหลังของชายทั้งสองมีย่ามผูกติด พันไว้กับวัตถุรูปทรงคล้ายศัสตราวุธที่ปลายของมันโผล่พ้นห่อผ้าออกมา

            แล้วเพียงไม่กี่ก้าวสองร่างนั้นกลับอันตรธานไปราวกับล่องหน อาคิราตกตะลึงพรึงเพริด แถบคิ้วหนาเข้มขมวดมุ่นอย่างไม่เชื่อสายตา

            “......!!”

            นี่มันอะไรกัน ชายสองคนนั้น หายตัวไปได้อย่างไร?

            องค์รัชทายาทหนุ่มจำต้องตัดใจ จรลีจากป่าผืนนี้ก่อนค่ำทั้งที่สุดแสนเสียดาย เหตุเพราะหุบผาเดรกอนมิใช่ที่ที่เขาจะอยู่ในยามสนธยาที่เปิดโอกาสให้พลาดพลั้งต่อเจ้าของถิ่น อาคิราตั้งใจกลับไปหารือกับเดเมียนและโคลาฟ เตรียมแผนการให้รัดกุมแล้วค่อยกลับมาถล่มรังโจรอีกครั้ง

            ชายหนุ่มกระโดดลงเหยียบพื้นดินดังตุ้บ เร่งฝีเท้าวิ่งผ่านแนวทึบหนาของป่าด้วยความว่องไวชำนาญเส้นทางพอเพราะศึกษาลักษณะภูมิประเทศของป่าแถบนี้มาเป็นเวลาแรมเดือนแล้ว

            แล้วเพียงชั่วยามพระราชวังสีอิฐก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า โดยรอบสงัดเงียบเชียบดังเช่นที่คุ้นชินกับสายลมรำเพยเย็นฉ่ำแข่งกันปะทะร่างกำยำในชุดรัดกุมสีดำ แทนที่จะโฉบกายกลับเข้าวังอาคิราเปลี่ยนใจมุ่งหน้าไปที่พระราชวังส่วนตัวของเจ้าชายเดเมียน หมายพบปะแบบไม่นัดหมายอย่างที่เดเมียนเพิ่งจะมาปรากฏกายที่วังของเขาในคืนที่ผ่านมา


            รัศมีคล้ำครึ้มของม่านรัตติกาล ดุจผ้าห่มกำมะหยี่สีดำปกคลุมทั่วอาณาบริเวณปราสาทของเจ้าชายเดเมียน ยามวิกาลเข้าดึกสงัดเช่นนี้จะมีก็แต่เหล่าทหารยาม ยืนประจำการตรงประตูทางเข้ากับรอบๆ ขอบรั้ววัง

            บรรดาสนมนางในเร้นกายอยู่ในห้องหับของตน ณ เขตพระราชฐานชั้นใน ตั้งอกตั้งใจประทินโฉมโนมพรรณให้งดงาม กรุ่นหอมไปทั้งตัว เพื่อรอเจ้าชายเจ้าของปราสาทจะแย้มพักตร์มาเยี่ยมเยือน

            เป็นความทุกข์อย่างหนึ่งของคนมีสนมหลายคนที่ต้องแบ่งเวลาปรนเปรอความรักให้พวกหล่อนเท่าๆ กัน ไม่เช่นนั้นก็จะริษยากันเอง หากแรงอิจฉามีมากอาจถึงขั้นโศกนาฎกรรมดังที่เคยมีมาแล้วในราชวงศ์

            นี่ล่ะความทุกข์ที่เขาไม่พึงปรารถนาเลยตลอดชีวิต อาคิราไม่ยอมมีสนมแม้แต่นางเดียว ถ้าจะมีก็ต้องเป็นชายาที่รักหนึ่งเดียวเหมือนพระบิดาที่รักมารดาของเขามาก ไม่เคยมีสนมเล็กๆ ในชั่วชีวิตที่ครองคู่

            ใบหน้าดุขรึมไร้อารมณ์เป็นนิจเผลอกระตุกยิ้มเสี้ยววินาทีเมื่อคิดนอกเรื่อง ยิ่งนึกถึงพฤติกรรมของพระญาติสนิทซึ่งขึ้นชื่อเรื่อง นักรัก เป็นต้องส่ายหน้า แต่ก็เป็นเพียงแวบเดียวที่อาคิรานึกสนุก ต่อเมื่อเร้นกายถึงที่หมายนัยน์ตาสีหมอกก็กลับมามุ่งมาดเช่นเดิม

            ความสามารถเฉพาะตัวของเขามีพอๆ กับเดเมียน คือรู้ทางเข้านอกออกในพระราชวังของอีกฝ่ายจนทะลุปรุโปร่ง เข้าถึงโถงชั้นในได้โดยไม่ต้องผ่านประตู ยามนี้ร่างสูงสง่าปรากฏตัวอยู่ภายในพระราชวังโดยที่ทหารยามไม่รู้ตัว สาวเท้าแผ่วเบาไปตามทางทอดยาวปกคลุมด้วยเพดานสูงลวดลายเรขาคณิต แสงระหว่างเสาถึงเสาเป็นแสงสีส้มรำไรนำทางแขกยามวิกาล มุ่งหน้าไปยังโถงใช้รับเสด็จ

            เจ้าชายหนุ่มย่องเงียบ รับรู้ในความสงัดสงบจนได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของตนเอง ภายในวังเงียบดี ทว่ารู้สึกว่าเงียบผิดปกติ อาคิราหยุดนิ่งหลังพิงผนังสูงจรดไปถึงเพดานสูงเสียด เมื่อได้ยินเสียงสะท้อนที่ปลายหูจับได้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งพยายามย่องเงียบ และก็ทำได้ดีเสียด้วยเพราะถ้าไม่นิ่งฟังหรือถูกฝึกมาดีไม่มีทางแยกแยะออก

            แต่กลางดึกสงัดเช่นนี้ ยังมีใครกล้าดีลอบเข้ามาในพระราชวัง คนคนนั้นมันช่างกล้าและท้าทาย!

            มันเป็นใคร? มิกลัวอาญาขนาดกล้าบุกวังเจ้าชาย

            ดูที…ว่ามันจะพ้นมืออาคิราคนนี้หรือไม่

            อาคิราวกกลับไปทางเดิม ทางเดียวที่จะลอบเข้ามาในวังเป็นสวนรุกขชาติซึ่งติดต่อกับแนวป่า ท้ายพระราชวัง มีเพียงคนในเท่านั้นที่รู้...

            ในวัยเด็ก เขากับเดเมียนซุกซนจนพบช่องทางลับนี้ แต่ก็เป็นความลับที่มีโคลาฟอีกคนที่รู้ แล้วไอ้โจรกล้าบ้าบิ่นลักลอบเข้ามาได้อย่างไร? มันรู้ทางหนีทีไล่ในวังได้อย่างไรกัน?

            คิดถูกเมื่อย้อนกลับมา เจ้าชายอาคิราเห็นคนชุดดำแวบๆ วิ่งหายไปในความมืด ทางห้องโถงซึ่งเชื่อมไปยังเขตพระราชฐานชั้นใน

            ไม่ว่ามันจะเป็นใครก็ตาม มันหาญกล้าคิดการใหญ่ถึงขั้นล่วงล้ำห้องบรรทมขององค์รัชทายาทลำดับสอง จากที่ตั้งใจมาหารือกับเดเมียนเรื่องจอมโจรนูร์ยาส อาคิราเปลี่ยนใจ...เป็นไล่ล่าตัวโจรให้จงได้

            มือหนาดึงผ้าขึ้นปิดใบหน้าคร้ามอีกครั้ง เงี่ยหู..ได้ยินชัดถึงเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายจึงอ้อมไปอีกทาง ร่างสูงใหญ่ก้าวเบาฝีเท้าไปจนสุดทางเห็นร่างประเปรียวในชุดดำทะมึน แต่งกายรัดกุมจนมองออกว่าคนในชุดดำมีรูปร่างไม่ใหญ่โตนัก ก้าวย่างว่องไวไปตามมุมเสา

            หากว่าคล่องแคล่วอย่างไรก็ไวไม่เท่า...อาคิรา ร่างสูงสง่าโผล่พรวดจากมุมมืดหลังเสากลมต้นใหญ่ กระโจนเข้าล็อกคนชุดดำ คล้องท่อนแขนกับเอวคอดจนล้มกลิ้งไปด้วยกัน สองร่างกลอ้งหลุนไปบนพรมนุ่มที่ทอดยาวมาจากเชิงบันได

            ตอนนั้นเองที่อาคิราเอะใจว่าไยเอวเจ้าโจรจึงเล็กบาง อ้อนแอ้นมิต่างจากสตรีเลย

            อ๊ะ!

            เจ้าคนร่างเล็กเผลออุทานไม่ทันคาดคิดว่าจะถูกจู่โจม ไม่คิดว่าจะมีใครเท่าทันฝีเท้าของเธอ ทว่าเรื่องฝีมือเนห์ลียายังมั่นใจว่าไม่แพ้ชายใดการต้องเผชิญหน้าจึงไม่ใช่เรื่องเกินคาดนัก เจอศัตรูก็ต้องสู้เป็นเรื่องธรรมดาแต่เพราะแววตาหมิ่นเหม่ของชายชุดดำที่กระทำตนย่องเบาเข้ามาในวังเหมือนเธอกำลังประเมินจากเรือนร่าง หากรู้ขึ้นมาว่าเป็นหญิงก็ไม่พ้นหมิ่นแคลนฝีมือ

            เจ้าเป็นใคร? เข้ามาที่นี่เพื่ออะไร?” เสียงห้าวถามลอดผืนผ้าสีหม่น จับร่างบางพลิกหันหลัง ล็อกท่อนแขนเล็กพาดมายึดไว้แน่น

            เนห์ลียากัดกรามกรอดโกรธตัวเองที่ประเมินอีกฝ่ายผิดไป ดวงตากลมใหญ่สีน้ำตาลไหม้ที่โผล่พ้นผ้าปิดหน้าจึงขุ่นข้อง หญิงสาวฮึดฮัดพลิกตัวกลับมาประจันหน้า กายแกร่งที่ทาบทาจึงรู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นที่อีกฝ่ายพรางไว้ด้วยผ้าเนื้อหนา

            “......!”

            แล้วอะไรบางอย่างก็ทำให้คู่ต่อสู้ของเธอชะงัก หญิงสาวเม้มเรียวปากเป็นเส้นตรงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีจนหลุดจากพันธนาการ

            ตายเสียเถอะ”

            เนห์ลียาใช้โอกาสนั้นหยิบมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างชายโครง อาวุธประจำกายที่ถนัดที่สุด กระชับมั่นในมือเรียวบางหมายมาดจะปลิดชีพผู้ที่บังอาจกักขังหล่อนไว้ในอ้อมแขน เพราะศักดิ์ศรีของความเป็นหญิงมากพอๆ กับการที่จะยอมให้ใครเห็นใบหน้าในฐานะนางโจรมิได้ เธอสะบัดวงแขนออกไปข้างหน้า ตวัดมีดสั้นสีขาวคมวับด้ามสีเงินไปหาอกกำยำ รวดเร็วแค่ไหนร่างสูงใหญ่ดุจนักรบก็ยังหลบวูบได้เสียทุกครั้ง

            หญิงสาวจ้องมองด้วยความแค้นเคืองแล้วโถมตัวเข้าฟาดฟัน ไม่คิดยอมแพ้ แล้วพละกำลังที่ทุ่มออกไปทั้งหมดกลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่ออีกฝ่ายหลบทันแล้วเอี้ยวตัวกลับมาล็อกร่างบางจนเสียหลักล้มลงไปกับพื้นด้วยกัน แน่นอนว่าครั้งนี้อาคิราจะไม่ยอมให้หล่อนหลุดมืออีกเป็นครั้งที่สอง

            ปล่อยข้านะ ปล่อย!”

            ครั้งแรกที่ได้ยินเสียงหวานทว่าห้วนของนางโจร น่าขันที่มันทำให้นักรบอย่างอาคิราถึงกับยกมุมปาก หัวเราะต่ำๆ

            เรียวตาสีหมอกหม่นฉายวับคิดหาวิธีกำราบคนที่รนหาที่ เป็นหญิงดีๆ ไม่ชอบ ริเป็นโจรก็ต้องเจอโจรเถื่อนอย่างเขา เจ้าชายในคราบโจรกระตุกยิ้มเหี้ยม มือหนายื่นออกมาเตรียมกระชากผ้าปิดหน้า อยากรู้นักว่าใบหน้าของหล่อนจะงามล้ำกว่านัยน์ตาสีน้ำตาลไหม้ คู่ที่จับจ้องเขาอยู่ตอนนี้หรือไม่

            ปล่อยเจ้าไปก็เหมือนปล่อยงูเข้าป่า วันไหนจะเลื้อยกลับมากัดคนในวังอีกก็หารู้ไม่ ปกติตีงูต้องตีให้ตาย โบราณว่าไว้มิใช่รึ?” หัวเราะหึๆ

            ถ้าจะฆ่าก็ฆ่าข้าเลย อย่ามัวพร่ำพรรณนา” เนห์ลียาท้าทาย

            เจ้าหล่อนเป็นหญิงแบบที่เขายังไม่เคยพบ ใจกล้าบ้าบิ่น อาจหาญเกินหญิงทั่วไปแต่ในความประหลาดนั้น อาคิรากลับพึงพอใจรอยตาเขียวปั้ดกับท่าทีหยิ่งผยองจนไม่ยอมละสายตา

            ดวงหน้าเล็กถมึงทึงใต้ผ้า ให้ตายเธอก็ไม่ยอมให้ใครได้เห็นใบหน้าแท้จริงซึ่งจะนำความเดือดร้อนมาสู่คนในชุมชน ทุกคนต้องไร้นาม ไร้นามมิเช่นนั้นจะถูกตามตัวพบและต้องไม่ใช่คืนนี้ ไม่ใช่โจรด้วยกันที่จะลบเหลี่ยมเธอ

            แม้ว่าแววตาจะเข่นเขี้ยวสู้ไม่ถอย แต่ไม่อาจปัดป้องมือหนา ที่สุดแล้วดวงหน้าเกลี้ยงเกลาก็เปิดเผยแก่เรียวตาสีหมอก

            อย่าให้ข้ารอดไปได้ เพราะข้าจะตามฆ่าเจ้า จำไว้!”

            เนห์ลียาสบถด้วยความโกรธจัด ถลึงดวงตาจนแทบถลนเมื่อผ้าปิดหน้าถูกกระชากออกให้ชายหนุ่มจ้องเอาจ้องเอาโดยที่ไม่สามารถขัดขืน คนถูกขู่ฆ่านิ่งงัน ถูกโฉมหน้านางโจรครอบงำดุจต้องมนต์

            ถ้าเป็นน้ำมือเจ้า...ถึงต้องตาย ข้าก็ยอม”

            ใครเล่าจะรู้ว่าอาคิราผู้ไม่เคยสนใจหญิงใดในโลกหล้าจะเกิดติดตราตรึงใจโจรสาวตั้งแตแรกเห็น เคลิบเคลิ้มจนโน้มใบหน้าลงไปใกล้ไม่ลังเลเลยที่จะแนบเรียวปากอุ่นจัด ปิดกลีบปากอิ่มที่เผยอค้างของหล่อน มอบจุมพิตดื่มด่ำรับคำท้า เนห์ลียาตะลึงงันดั่งหลุดเข้าไปในโลกที่ไม่เคยพบพาน ตกลงไปในหลุมอากาศจนตกตื่น

            สองร่างนิ่งงันกับที่จนเมื่อแสงส่องกราดใกล้เข้ามาคนที่ไหวตัวเร็วกว่าผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เนห์ลียาก็เช่นกันหล่อนใช้จังหวะนั้นผลักชายหนุ่มเต็มแรง แล้ววิ่งหนีไปยังทางที่เข้ามา ทิ้งให้องค์รัชทายาทยืนนิ่ง ปลดผ้าออกจากใบหน้าแล้วจึงจะหันกลับมาหาทหารยามที่ส่องไฟกราดมาที่พระพักตร์ดุขรึม เมื่อเห็นว่าเป็นใครนายทหารหนุ่มก็เข่าอ่อน

            พระองค์ เสด็จมาตอนไหน มาอยู่ในวังได้อย่างไรพะย่ะค่ะ” เสียงถามสั่นด้วยเกรงอาญา อาคิราโบกมือว่าไม่ถือโทษ เหลือบมองไปทางห้องบรรทมของเจ้าชายเดเมียนพร้อมเปล่งสุรเสียงดุดันออกมา

            ไปเชิญเสด็จเจ้าชายของเจ้า บอกว่าข้ารออยู่ที่ท้องพระโรง”

            พะย่ะค่ะ” ตอบรับรับสั่งด้วยจ้ำพรวดๆ จากไป ระหว่างยืนอยู่ตามลำพัง ไม่วายมองไปยังทิศทางที่หญิงสาวลับตา

            ครู่เดียวแสงไฟบริเวณโถงนั้นก็สว่างโร่ เมื่อเจ้าชายเดเมียนเสด็จมาถึงวางสีพระพักตร์ปั้นปึ่งใส่เจ้าชายอาคิรา พระเกษานุ่มสลวยยุ่งเหยิงด้วยกำลังพร่ำพลอดอยู่กับวิเอร่านางสนมคนงาม

            แต่เมื่ออาคิราเอ่ยถึงธุระเล่าเหตุการณ์ล่อแหลมที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ อารมณ์เสน่หาก็พลันเลือนวับ รั้งให้เดเมียนนั่งลงหารือเป็นเรื่องเป็นราว

            เจ้าชายทั้งสองพระองค์ประทับนั่ง กล่าวถึงเรื่องหัวขโมยที่กล้าหาญลอบเข้าวัง ซ้ำยังรู้ช่องทางลับหมายถึงมันมิใช่ความลับอีกต่อไป นางโจรไม่ประสายังรู้ทางหนีทีไล่แล้วอยู่อย่างไรจึงจะปลอดภัยในพระราชวังแห่งนี้ อาคิราขบกรามแน่นตั้งปณิธานอันแน่วแน่จักต้องหาความกระจ่างแจ้งให้ได้โดยเร็ว โดยเฉพาะเรื่องของหล่อน...

            นางโจรผู้นั้นเป็นใคร?

            และนางต้องการอะไรจากคนหรือพระราชวังแห่งนี้?



            เนห์ลียากระฟัดกระเฟียดหลังพ้นจากเงื้อมมือชายที่คิดว่าเป็นโจรเหมือนกัน หงุดหงิดชนิดที่อยากฆ่าให้ตายเมื่อนึกถึงสายตาหื่นกระหายกับดวงตาสีเทาทึมฉายแววท้าทาย ชิงชัง ทว่าติดตาแม้จะเร้นกายออกมาพ้นพระราชวังนานแล้ว

            คืนนี้ถือเป็นเคราะห์หามยามร้าย ถูกขัดแข้งขัดขา ซ้ำงานที่ตั้งใจก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ด้วยน้อยนักที่เนห์ลียาจะคว้าน้ำเหลวในการทำงาน ทำให้ต้องจดจำนายคนนี้ไปอีกนานหรือไม่อาจเป็นตลอดชีวิต ร่างเพรียวลมหยุดนั่งบนหินก้อนใหญ่สีดำ ตะปุ่มตะป่ำ สูดลมหายใจลึกยาวสงบสติอารมณ์ก่อนกลับเข้าชุมโจร

            เพราะชายผู้นั้นทีเดียว โจรเหมือนกันที่ดันมาอยู่ผิดที่ ผิดเวลา ดั่งโชคร้ายไม่ก็โชคชะตา...

            เพราะเจ้า...ที่สุดแล้วข้าก็ทำไม่สำเร็จ เสียงานไปหมด บ้าที่สุด! บ้าๆ ไอ้คนหื่นกาม” หญิงสาวสบถในลำคอ แววตาคั่งแค้น

            คอยดูนะเจอเมื่อไหร่ ข้าจะปาดคอเจ้าซะ ฮึ่ม..มม”

            ถ้าไม่ได้ตามหาของที่หายไปล่ะก็...เนห์ลียาจะไม่ไปปรากฏตัวที่พระราชวังแห่งนั้น รู้ว่าอันตราย ใต้หนวดเสือ แต่เมื่อสืบรู้ว่ามีดสั้นสมบัติของท่านยายที่มอบให้เธอตกอยู่ในมือองค์รัชทายาทแห่งอัสมาน เนห์ลียาจึงต้องติดตามเอาคืน ไม่คิดว่าจะพบโจรเถื่อนที่ย่องเข้าวังเช่นกัน

            ยิ่งคิดให้ยิ่งแค้น...ดวงหน้าผุดผาดอวดโฉมสะคราญกลางแสงดวงศศิขัณฑ์ เงยขึ้นรับแสงละมุนตาแล้วผ่อนลมหายใจหนักหนาให้คลายความเดือดดาล

            ดูจะเป็นไปได้ยาก! ผ้าผืนเล็กที่ถูกกระชากออกจากใบหน้าโดยฝีมือชายผู้นั้น ถูกมือเรียวบางกำแน่นขยี้ยับในฝ่ามือ

            ข้าขอสาบานต่อหุบผาแห่งความตาย!

            หากพบเจอเจ้าของดวงตาสีหมอกหม่นคู่นั้น เมื่อไร...ข้าจะควักมันออกมานอกเบ้า ข้าจะไม่ยอมให้ใครหยามเกียรติของข้าได้อีก

            นอกจากเสียงระงมพงไพรของเหล่าแมลงกลางคืนกับเสียงครืนครั่นกัมปนาทของท้องฟ้า ในคืนสลัวเลือนรางพายุยังตั้งเค้า ร่างเพรียวในชุดดำผุดลุกขึ้นเดินเร็วปานวิ่ง หายไปในอาณาเขตของหุบผาแห่งความตาย ก่อนการมาเยือนของแสงเรืองรองแห่งดวงอาคิรา




            โคลาฟถูกตามตัวมาเข้าเฝ้าที่พระราชวังสีอิฐ ตั้งแต่เช้าตรู่เพราะความใจร้อนของเจ้าชายรัชทายาท ที่ยามนี้ประทับยืนหน้าโต๊ะทรงพระอักษรในท่วงท่าทระนง องอาจ

            เจ้าชายอาคิราวางพระพาหาทั้งสองแนบพระอุระ ทว่าทรงอยู่ในฉลองพระองค์สีดำทะมึนทั้งวรกาย ท่าทางเยี่ยงนี้เป็นการตระเตรียมเพื่อแผนการบางอย่าง


            ถวายบังคมพะย่ะค่ะ”

            องครักษ์หนุ่มผู้รู้ใจผงกศีรษะลงคำนับ ก่อนถอยมารอรับฟังถ้อยรับสั่งที่พร้อมสนองทุกเมื่อ ชายหนุ่มฉกรรจ์ทั้งสองก้าวอาดๆ ตามกันไปหลังผลัดเปลี่ยนชุดที่เหมาะกับภารกิจลับ งานนี้ไม่มีองครักษ์อื่นตามเสด็จ ไม่มีรถพระที่นั่งให้เอิกเกริกเพราะทุกฝีก้าวต้องเงียบกริบ

            นับจากนี้เจ้าชายรัชทายาทแห่งอัสมานจะอันตรธานไปจากวังหลวงชั่วคราว จะมีก็แต่จอมโจรเลื่องชื่อแห่งแคว้นอัสโตมาเนีย ที่จะดับรัศมีของจอมโจรนูร์ยาสโดยมีมือขวาเป็นชายฉกรรจ์หน้าเฉย หุบผาแห่งความตายที่กลืนกินชีวิตผู้คนนับร้อยนับพัน คือที่หมายซึ่งโจรหนุ่มจะไปเยือน

            โคลาฟ ข้าต้องการตัวนางโจรที่บังอาจปีนเข้าวังเดเมียนเมื่อคืน จับเป็น เพราะข้าจะเค้นความ”

            เสียงห้าวหาญผ่านริมฝีปากแผ่วๆ แต่หนักแน่น คำสั่งแรกจากหัวหน้าโจรส่งไปยังสมุนคู่ใจ โคลาฟคลี่ยิ้มนิดๆ มุมปาก

            ยามนี้ทั้งสองอยู่ภายในกระโจมสีเขียวกลางป่าลึก กองไฟสุมขึ้นจากท่อนไม้ไล่สัตว์ใหญ่กับเพิ่มไออุ่น นายกับลูกน้องสุมหัวประชุมเบาราวกระซิบเพื่อมิให้เรื่องลับแพร่งพราย ชายรูปร่างสันทัดผงกศีรษะว่าเข้าใจทุกคำและพร้อมปฏิบัติให้ลุล่วง

            ได้สิท่าน แต่อย่างแรกคงต้องขุดคุ้ยให้เจอเสียก่อนว่านางโจรปรารถนาสิ่งใดจากเจ้าชายเดเมียน ถ้ามีของที่นางปรารถนารับรองว่านางโจรจะโผล่มาให้เราจับโดยไม่ต้องเหนื่อยเลย”

            โคลาฟกลั้วหัวเราะเหี้ยมเกรียมในลำคอ อาคิราซึ่งนั่งองอาจบนตั่งไม้มะค่ายกถ้วยชาสีเหลืองแก่ขึ้นจิบช้าๆ

            เจ้าคิดว่าสิ่งนั้นคืออะไร?”

            อะไรที่ทำให้นางอาจหาญบุกวังเจ้าชาย หรือนางคิดว่าตนเองเก่งฉกาจเกินชาย ผู้หญิงอะไรไร้อนาคต สิ้นคิด ริจะเป็นโจรตั้งแต่ยังสาว น่าชังสิ้นดี” อาคิราปรามาส ดูเหมือนจะเผลอค่อนแคะถึงโจรสาวเสียยืดยาว โคลาฟอดยิ้มในเรียวตาสีอ่อนมิได้

            นางโจรผู้นี้มีดีอย่างไร...นายของเขาจึงไม่ลืม บ่นถึงไม่ขาดปาก จะสวยจะเก่งเพียงไหนหนอ?

            คงไม่พ้นของโจร เมื่อเร็วๆ นี้เราได้ของฝากจากเจ้าโจรนูร์ยาส มีดสั้นลวดลายแปลกตาอย่างไรล่ะท่าน ของสิ่งนั้นอาจมีความสำคัญต่อนางจึงอยากได้คืน นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ข้าพอจะนึกได้ในตอนนี้”

            มีดสั้นนั่นมีความหมายงั้นรึ? โคลาฟ เจ้าจงไปสืบมา”

            จักรู้ในเร็ววัน ท่านอาคิรา”

            องครักษ์หนุ่มรับปากแข็งขันแล้วพาร่างแกร่งกำยำออกจากกระโจมที่พำนักของหัวหน้า ชายหนุ่มกลับทูลความเจ้าชายเดเมียน นำของที่นางโจรปรารถนากลับมาให้เจ้าชายอาคิรา พร้อมทั้งชายฉกรรจ์อีกหยิบมือเพื่อให้สมบทบาทกองโจร จากนั้นจึงปล่อยข่าวเพื่อล่อนางให้ออกจากที่ซ่อน

            เป็นดังคาด...มีการเคลื่อนไหวตัวเงียบๆ ของคนกลุ่มหนึ่ง ทว่าก็ใช้เวลาหลายวันกว่าที่ เหยื่อ จะหลงมาติดกับดักที่วางไว้



            หญิงสาวหน้าตามอมแมมด้วยการป้ายผงถ่านสีดำคล้ำข้างแก้ม สวมชุดสีเทาทึมยาวกรอมเท้า ปิดแขนขา ศีรษะเล็กคลุมด้วยผ้าสีตุ่นพากันเดินเตร่ชมตลาดอย่างชาวบ้านทั่วไป

            ซามาร่าออกเดินคู่เนห์ลียาจับสายตาไปยังร้านเครื่องประดับประสาผู้หญิงทั้งที่มาครั้งนี้เพื่อสืบข่าว เมื่อไปหยุดใกล้ๆ ร้านน้ำชา ได้ยินผู้คนสนทนากันอึงอล นั่งจิบชาไปพลางกล่าวขวัญถึงเหตุโจรกรรมอุกอาจกลางเมืองไปหมาดๆ

            เรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจของชาวเมืองคือเรื่องโจรชุกชุม ออกปล้นแถบชานเมืองจนผู้คนต่างขวัญผวา ทางการของอัสมานประกาศเตือนให้ระวังภัยยามวิกาลให้ประชาชนปิดบ้านช่องให้แน่นหนาคอยช่วยกันเป็นหูเป็นตา

            กับข่าวล่า...มีจอมโจรหาญกล้าลอบเข้าพระราชวังหลวงแล้ว ฉกชิงพระราชทรัพย์มีค่าไปได้โข เนห์ลียาให้สะดุดกับบทสนทนานั้น


            ที่นั่น...ที่ที่เธอเพิ่งจากมาโดยไม่ได้อะไรติดมือมาเลย เหตุที่ว่าเกิดขึ้นในคืนนั้นนั่นเอง

            ช่วยเล่าให้พวกข้าฟังหน่อยได้ไหมจ๊ะลุง ในเมืองแตกตื่นเพราะเรื่องอะไรกัน”

            หญิงสาวออกปากพลางขยับร่างในชุดมอซอนั่งลงร่วมโต๊ะ ดึงมือซามาร่าให้นั่งลงข้างกันแล้วสั่งน้ำชามาจิบบ้าง


            ชายชราในชุดพื้นเมืองคลี่ยิ้มเริ่มต้นเจรจาอย่างออกรส เล่าให้ทั้งสองฟังว่ามีโจรลักลอบเข้าไปยังพระราชวังของเจ้าชายเดเมียนขโมยของแล้วหลบหนีไปได้ พระราชทรัพย์กับเครื่องทองของประดับที่สูญหายถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ที่ลานกลางเมืองพร้อมรางวัลนำจับสูงลิบลิ่วหากใครนำมาคืน เนห์ลียานิ่งงัน ฉุกคิดว่าบรรดาของที่หายไปนั้นจะหมายรวมถึงของที่เธอตามหาด้วยหรือไม่

            โจรทมิฬ!” หญิงสาวทวนนามที่ถูกอ้างถึง ชายอาวุโสพยักหน้าหงึก

            ใช่ หน้าตามันเหี้ยมโหดน่าเกลียดน่ากลัวสมชื่อ ร่างกายก็ใหญ่โตเยี่ยงยักษ์ พบใครก็ฆ่าอย่างเลือดเย็นไม่เลือกหน้า แม่หนูก็ระวังตัวไว้บ้างนะเห็นว่านอกจากข้าวของแล้วมันยังข่มขืนหญิงชาวบ้านเป็นว่าเล่น”

            ชายชราเล่าเท่าที่รู้มาแบบปากต่อปาก ข้อมูลเลยไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก สองสาวเพิ่งรู้นอกจากจอมโจรนูร์ยาสบัดนี้มีจอมโจรหน้าใหม่ ป่าเถื่อนและกักขฬะขนาดข่มเหงผู้หญิงไม่เลือกหน้า แต่เพราะไม่มีใครรู้ชื่อของโจรผู้นั้น ทางการจึงตั้งฉายาไว้เรียกขานว่า จอมโจรทมิฬ

            ซามาร่าฟังแล้วเริ่มหวาดวิตก ถึงแม้จะมีพี่ชายเป็นโจรเติบโตมาในชุมโจร นูร์ยาสปล้นแต่ไม่ทำร้ายผู้หญิงกับเด็ก แต่เจ้าโจรเถื่อนผู้นี้ไม่ปรานี ซ้ำยังข่มเหงหญิงชาวบ้านอย่างไร้มนุษยธรรม

            พี่เนห์ลียา ข้าว่าเรากลับกันเถอะ ใกล้จะค่ำแล้ว” ซามาร่ากระตุกมือหญิงสาวรุ่นพี่ ทั้งสองขยับลุกจากโต๊ะน้ำชา กล่าวขอบคุณชายชรา

            ขอบใจท่านลุงมาก พวกข้าจะระวังตัว”

            เนห์ลียากับซามาร่าเข้าเมืองมาสืบข่าวพ่อค้ารายหนึ่งเรื่องจะขนข้าวสาลีออกจากอัสมานมุ่งสู่แคว้นมุกราห์ เพื่อกลับไปวางแผนปล้นแต่กลับได้ข่าวใหม่ เมื่อมีโจรออกอาละวาดเมืองหลวง

            ก่อนกลับชุมโจรเนห์ลียาไปที่ลานกลางเมืองเพื่อดูบันทึกของที่สูญหายพบว่ามีดสั้นของเธอตกอยู่ในมือโจรก็ยิ่งโกรธแค้น คล้ายว่าชาตินี้จะต้องพบพานโจรหนุ่มให้กินแหนงแคลงใจไม่สิ้นสุด เธอหันมาพยักหน้าหงึกๆ ให้ซามาร่า

            ไปก็ไป ยามนี้เรามีงานต้องทำเสียแล้วล่ะ” ทั้งสองนั่งซ้อนกันบนอานหนังสีย้ำตาลเก่าๆ เนห์ลียากระตุกบังเหียน อาชาไนยสีดำปลอดจึงกระโจนตัวเผ่นโผนออกจากซอกตึก พาเจ้านายของมันกลับสู่หุบผาเดรกอนก่อนพลบค่ำ




            เสียงลั่นเปรี๊ยะของเปลวไฟแรงร้อน ขณะลุกไหม้ท่อนไม้ที่มากองสุมไขว้กันจนกลายเป็นกองใหญ่ ฉายเป็นเงาวูบไหวของร่างหนึ่งที่ยืนอิงต้นไม้ แผ่คลุมด้วยใบหยักเล็ก

            เสียงปะทุของอัคคีไม่ได้แทรกผ่านโสตประสาทที่แน่วนิ่งของเนห์ลียา ซึ่งกำลังคิดหาทางตามตัวจอมโจรทมิฬโดยไม่ยอมแพร่งพรายความคิดนี้กับใคร ด้วยคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ต้องสะสางด้วยตัวเอง

            หญิงสาวตวัดดวงตาคมกริบ ล้อมกรอบด้วยแพขนตาหนางอนเมื่อได้ยินเสียงดังกรอบแกรบ ฝีเท้าคู่หนึ่งก้าวสวบสาบเข้ามาใกล้ แผ่วเบาแต่ไม่อาจรอดพ้นสายตาที่ระวังระไวทุกวินาที เนห์ลียาหมุนร่างบางกลับมาอย่างว่องไว มือเรียวบางกระชับมีดข้างบั้นเอวเตรียมพร้อมนับเป็นภาพเจนตาที่อีกฝ่ายเห็นแล้วกระตุกยิ้ม นัยน์ตาพราวเพราะเป็นผู้ฝึกฝนหญิงสาวมากับมือ

            ข้าเอง หัวหน้าให้มาตามเจ้าไปร่วมวง”

            นัลลาห์ เจ้าของร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่น ผู้มีผิวกายสีเข้มคร้ามกับเส้นผมขดขอดม้วนติดศีรษะทุย ดวงตาสีทรายของเขาทอดนิ่งยามมองสบยากอ่านออก เขามาตามเนห์ลียาไปสมทบเพราะทุกคนไปรวมกันที่ลานประชุมเพื่อวางแผนปล้น

            เหยื่อที่นูร์ยาสหมายตาคือ พ่อค้าฟาบา ซึ่งเตรียมลำเลียงของไปยังเมืองมุกราห์ หนทางนั้นต้องผ่านช่องทางกันดารใกล้หุบผาเดรกอน

            ใครๆ ต่างก็รู้ว่าพ่อค้าผู้นี้ร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะเหยียบบ่าคนจน เป็นคนกลางที่รับซื้อผลผลิตในราคาต่ำแล้วนำไปขายต่อให้รัฐฯ ในราคาสูงสองเท่าตัว เห็นแก่ตัวและมีนายพลอาลีหนุนหลัง นูร์ยาสกับพวกจึงคิดตลบหลังดักปล้นก่อนที่ของจะถึงมือเจ้าเมืองแห่งมุกราห์การลงมือครั้งนี้ฟาบาคงแทบอกแตกตายเพราะพลาดเงินจำนวนมหาศาล ส่วนนายพลอาลีต้องกระอักเลือดเพราะเสียหน้าหนัก

            บอกนูร์ยาสว่าเดี๋ยวข้าตามไป” ตอบเรียบ กดใบหน้างดงามไล้ด้วยแสงจันทร์ไปยังกองไฟร้อนแรง แต่นัลลาห์ยังไม่จากไปง่ายๆ

            เนห์ลียา เจ้ากำลังคิดเรื่องโจรทมิฬใช่หรือไม่ ข้าในฐานะที่แก่กว่า มีประสบการณ์มากกว่าเจ้า ขอเตือน...อย่าได้เล่นกับไฟ”

            สมุนผู้จงรักภักดีต่อนูร์ยาสเอ่ยดักคอ เขาติดตามเนห์ลียากับซามาร่าเข้าเมืองอย่างเงียบๆ เพื่อความปลอดภัยของน้องสาวหัวหน้าจนได้ข่าวโจรทมิฬด้วย เขาอีกเช่นกันที่รู้ว่าเนห์ลียาลักลอบเข้าไปยังพระราชวังของเจ้าชายเดเมียนเพื่อการใด แต่ถึงรู้ก็พูดไม่ได้เพราะถูกกำชับจากนางไคร่า

            ถึงจะเป็นไฟ...ข้าก็ไม่สนหรอก สิ่งที่ข้าต้องการอยู่ที่ไหน ข้าจะไปเอาคืนมาให้จงได้ ห้ามเจ้าบอกใครเด็ดขาดแม้แต่นูร์ยาส” เสียงหวานติดจะกระด้างส่งให้ชายหนุ่มซึ่งอาวุโสกว่าเพียงสบตาแล้วผงกศีรษะ

            นัลลาห์รู้แก่ใจว่านางตรงหน้าเป็นหญิงซึ่งหัวหน้าของเขารู้สึกเช่นไร ลึกซึ้งถึงขั้นวันหนึ่งอาจนั่งตำแหน่งภรรยาของหัวหน้ากองโจร

            จงคิดอย่างถี่ถ้วน อย่าหาเรื่องใส่ตัวนะเนห์ลียา ชายผู้นั้นไม่ใช่คนที่เจ้าจะต่อกรด้วยเพียงลำพัง”

            ข้าไม่กลัว อย่าเสียเวลาอีกเลยนัลลาห์ นำข้าไปเถิด”

            นัลลาห์ปิดปาก เลิกซ้ำแซะเพราะรู้ดีว่าหญิงสาวดื้อรั้นเพียงใด เขาจึงเดินนำเธอไปยังลานประชุมที่ซึ่งก่อกองไฟลุกโชติช่วง คนในชุมโจรยืนรายล้อมรอฟังผู้เป็นหัวหน้าแถลงอยู่กลางวง

            แผนการถูกวางไว้อย่างรัดกุม สถานที่ดักปล้นอยู่นอกเขตหุบผาเดรกอนไม่ไกลนักซึ่งถือว่าได้เปรียบ นูร์ยาสจึงให้ซามาร่าร่วมขบวนปล้นครั้งนี้ แม้จะเป็นมือใหม่แต่หญิงสาวมีฝีมือดาบพอตัว ทัพหน้าประกอบด้วยนูร์ยาส นัลลาห์และชายฉกรรจ์จะตั้งขบวนดักซุ่มอาศัยดงหนามรกทึบเป็นที่กำบัง

            เมื่อไหร่ดึกสงัด...ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยอยู่กึ่งกลางศีรษะ นั่นแหละเวลาของกองโจร

            เสร็จสิ้นการชุมนุมทุกคนต่างแยกย้าย อัยยา น้องสาวของนัลลาห์มองตามหัวหน้าไปอย่างเว้าวอน รอคอยว่าชายหนุ่มจะเรียกหาเธอในค่ำคืนนี้หรือไม่ ทว่าสายตาดุวับแลหวานเมื่อจับจ้องไปที่เนห์ลียา ซึ่งกำลังจะกลับกระโจมโดยไม่สนใจมองผู้ใด

            เดี๋ยวเนห์ลียา ข้ามีเรื่องจะเจรจา” เขารั้งไว้ ถือเป็นการชะงักฝีเท้าของอัยยาที่กำลังจะก้าวมาหาเช่นกัน พี่ชายซึ่งเห็นฉากเศร้าจนเจนตาเข้ามารั้งร่างอวบอัดของน้องสาวแล้วจูงไปอีกทาง

            พี่นัลลาห์” อัยยาประท้วง

            ไปกับพี่เถิดไปนอนเอาแรง ถึงแม้พรุ่งนี้เจ้าจะไม่ได้ออกปล้นอย่างพวกพี่ แต่เจ้าต้องดูแลคนแก่กับเด็กจนกว่าภารกิจจะเสร็จสิ้น”

            แต่...” ดวงตาเรียวรีสีทรายวิงวอน

            อัยยาชะเง้อตามชายหนุ่มที่หล่อนหลงรักและมอบกายใจให้เขาจนสุดสายตา หัวใจรันทด ร้อนให้นัลลาห์ต้องพูดปลอบ

            “หัวหน้ามีเรื่องต้องคุยกับเนห์ลียา ข้าเชื่อว่าคืนนี้ท่านต้องการพักผ่อนเช่นกัน กลับกระโจมของเจ้าเสียเถอะเชื่อพี่” นัลลาห์บอก

            น้องสาวไม่ได้ท้วงติง นางรู้เข้าใจสถานะของตนจึงยอมเดินตามแรงจับจูงของพี่ชาย แม้ว่าอัยยาจะเจ็บช้ำเมื่อไม่เคยได้หัวใจนูร์ยาสแต่ก็พอใจที่ได้ครอบครองตัวเขาบางเวลา แม้จะเป็นเศษเสี้ยววินาทีก็มีค่าต่อหัวใจที่ภักดีไม่รู้คลายของนาง

            อัยยาเป็นเพียงหญิงสาวในชุมโจรที่เติบโตมาพร้อมเนห์ลียา นูร์ยาส นัลลาห์กับซามาร่า นางยอมพลีกายแก่หัวหน้าเพราะรักทั้งรู้จะมิได้รักตอบ ไม่มีสิทธิ์เรียกร้องใดๆ เพราะดวงใจของนูร์ยาสเป็นของเนห์ลียาเท่านั้น

            บริเวณลานโล่งของชุมนุม กึ่งกลางสุมกองไฟลุกโชนมีเพียงนูร์ยาสกับเนห์ลียาที่ยืนอยู่เพียงลำพัง

            เจ้ามีอะไรหรือ...นูร์ยาส?”

            ร่างเพรียวลมหมุนตัวกลับมา ดวงตาสีน้ำตาลไหม้แน่วนิ่งมองผ่านเพื่อนสมัยเด็กไปยังกองไฟที่กำลังคุโชนด้วยสีหน้าราบเรียบ ท่าทีนิ่งเฉยเตะตานูร์ยาสที่ยืนกอดอกจ้องมองเป็นนาน เพราะไม่บ่อยนักที่เห็นเนห์ลียาหม่นเหม่อราวกับครุ่นคิดอย่างหนัก จะเป็นเรื่องใด...เขานึกอยากสืบค้นทุกเรื่องราวที่เกาะแน่นในใจเนห์ลียา

            พรุ่งนี้เจ้ามิต้องไป ข้ามีคนพออยู่แล้ว” คนพูดเชิดใบหน้าคมคายครึ้มไรเคราเอ่ยคำ ประโยคเดียวเรียกความสนใจของเนห์ลียากลับมาทั้งหมดสมปรารถนา หญิงสาวออกจากภวังค์หันขวับ ส่งแววตาเป็นกระแสต่อต้าน

            เหตุใดจึงเปลี่ยนแผน ปล้นทุกครั้งเคยมีข้า แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุผลของเจ้าคืออะไร” เอ่ยถามอย่างหงุดหงิด

            เหตุผลงั้นรึ?”

            เขาทำท่าคิด ถ่วงเวลาคนใจร้อนก่อนก้าวเข้ามาใกล้ รั้งร่างในชุดยาวกรอมเท้าเข้าชิดอกแกร่ง

            ใช่ เหตุผลของเจ้าไงล่ะ บอกข้ามา” เสียงหวานค่อนไปทางกระด้าง วางสีหน้าปั้นปึ่งอย่างไม่สบอารมณ์

            เพราะข้ากลัวจะเสียเจ้าไปไงล่ะ เนห์ลียา เมื่อคืนก่อนข้าฝันไม่ดีเสี่ยงทายได้คำทำนายว่าจะเสียของรัก แล้วของรักของข้าก็มีไม่กี่อย่างเสียด้วยสิ”

            นูร์ยาสเอ่ยถ้อยคำหวานโดยไม่คิดปิดบังความรู้สึกที่มีต่อเธอ ไม่ต่างจากเนห์ลียาที่เปิดเผยเช่นกันว่าเธอไม่คิดเป็นที่รักของเพื่อนผู้ร่วมเป็นร่วมตายมาตั้งแต่วัยเยาว์ รอยยิ้มที่ผลิพรายบนรูปหน้าเรียวสวยจึงอิ่มเอิมไปด้วยมิตรภาพ หาใช่เสน่หา เธอยิ้มร้ายๆ ตอบ

            อย่ากังวลว่าข้าจะเป็นตัวถ่วง หากการเป็นของรักของเจ้าทำให้เจ้ากังวล จงวางข้าไว้แค่ลูกสมุน แค่ลูกน้อง จะได้ไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง ถ้าธุระมีแค่นี้ ข้าจะกลับที่พัก” เนห์ลียาตัดรอนเสียงเรียบแบบที่หัวหน้าโจรถึงกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ

            เขาชินเสียแล้วชินที่หญิงสาวปฏิเสธความรักแต่ไม่เคยผลักไสมิตรภาพ จอมโจรเจ้าเล่ห์เผยยิ้มในนัยน์ตาวับวาว เนห์ลียาได้ยินเสียงกลั้วหัวเราะลอดแผ่วๆ แต่ไม่รู้ว่าเวลาต่อมาจะถูกรั้งร่างบอบบางเข้าชิดว่องไว

            โอ๊ะ! นูร์ยาส เจ้า...”

            ชื่อของหัวหน้าจอมโจรแผ่วหายในลำคอระหง เมื่อชายหนุ่มวางมือหนาทาบท้ายทอย กดน้ำหนักมือให้ศีรษะเล็กแหงนเงย ดวงตาคู่สวยจึงสบประสานกับดวงตาเว้าวอนขอความรัก

            อ๊ะ อะไร?”

            ข้าแค่ต้องการมัดจำ ปล้นเสร็จครานี้ข้าจะทวงสัญญา สัญญาที่เจ้าบ่ายเบี่ยงข้ามานานแล้ว เนห์ลียา”

            ไม่นะนูร์...ย าส ข้า” ร้องประท้วง

            ร่างกายหนั่นแน่นไปด้วยมัดกล้ามใต้เสื้อสีดำแนบไปกับเรือนร่างอรชรซ่อนรูป เขาดุนแผ่นหลังบอบบางไปชนต้นไม้ใหญ้ ใช้เงามืดบดบังแสงจันทรา ใบหน้าสากไรเครารกเอียงน้อยๆ แล้วโน้มใกล้ดวงหน้าคมหวาน กะพริบดวงตาวูบวับอย่างท้าทาย เนห์ลียาพลิกหน้าหนี ไม่ยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้

            เสี้ยววินาทีนั้นชายหนุ่มได้สัมผัสริมฝีปากนุ่มหยุ่น นูร์ยาสคลี่ยิ้มพอใจเมื่อได้ลิ้มรสหวานฉ่ำเพียงนิดให้ชุ่มชื่นหัวใจแล้วจึงยอมคลายอ้อมกอดจากร่างอ้อนแอ้น ลูบเครายุ่บยั่บที่เบียดเสียดใต้คางกับเหนือขอบปากเบาๆ เมื่อได้สิ่งที่ต้องการ

            หึๆ” หัวเราะต่ำๆ ในลำคอ

            เจ้า! เจ้ามัน...ลอบกัดข้า” เนห์ลียาคลายหอบสั่นมาบริภาษอย่างโมโห สลัดร่างออกจากพันธนาการทั้งที่พวงแก้มเป็นสีสุกปลั่ง

            มือเล็กถูปากแรงๆ จนแดงเถือกทั่วซีกหน้า โกรธที่นูร์ยาสถือสิทธิ์แล้วฉกจูบเอาเปรียบ ดวงตากลมโตเข่นเขี้ยว กำมือเรียวบางกลายเป็นกำปั้นลุ่นๆ แล้วกระชากเข้าใส่ปลายคางโจรหนุ่มที่ยืนยิ้มกรุ้มกริ่ม แต่ไม่ไวเท่าชายหนุ่มที่รับไว้ได้ทั้งหมัด ทั้งร่างที่เหวี่ยงตัวไว้ในอ้อมกอดรัดรึง

            จะกี่ครั้ง เรื่องนี้เจ้าก็ยังเป็นรองข้า อย่าต่อต้านความรู้สึกของข้าอยู่เลย วันหนึ่งเจ้าก็ต้องเป็นภรรยาของข้า”

            “...เป็นหญิงเดียวที่นูร์ยาสคนนี้ พร้อมพลีหัวใจและเลือดเนื้อ ข้ารักเจ้าเหลือเกิน เนห์ลียา” นูร์ยาสกระซิบชิดแก้มนวล

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น

  1. #79 porb (@porb) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2555 / 09:07
     รอต่อคร่า
    #79
    0
  2. #78 porb (@porb) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 14 มีนาคม 2555 / 20:22
     รอต่อคร่า
    #78
    0
  3. #26 weelyone (@weewan) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2553 / 20:38
    นู๋อยากโดนอุ้มอ่ะ ลุ้นๆๆรีบมาอัพต่อนะเอาแบบไวๆๆๆๆๆๆๆๆเลยนะจริงๆๆนะนู๋อยากโดนอุ้ม555
    #26
    0
  4. #24 พี่แป๊ด (@naowarat_epp) (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 / 16:40
    เปลี่ยนจากเจ้าชายมาเป็นจอมโจร แบบนี้ เนห์ลียาท่าทางจะไม่รอด
    รออ่านต่อค่ะ...ว่าเสือหนุ่มจะปราบเสือสาวยังไง
    #24
    0