ดวงใจทมิฬ (ตอน 5 อัพ 100%)

ตอนที่ 4 : ตอน 2 ทายาทความแค้น < Up 100% ka >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    30 เม.ย. 55

ตอน 2

ทายาทความแค้น

             ใต้เงากระจ่างของแสงจันทรา

             ร่างเพรียวบางในชุดคลุมยาวก้าวดุ่มๆ ฝ่าความมืดของผืนป่าไปตามแสงสลัวรางของดวงศศิขัณฑ์ ซึ่งแผ่พลานุภาพทาบทาผืนดินให้พอคลำทางเห็น เรียวตาสีน้ำตาลไหม้มองนิ่งไปยังช่องลับซึ่งสลับซับซ้อนซ่อนหลังแมกไม้หนาทึบ นั่นเป็นทางเข้าออกชุมโจร พรางตาด้วยเถาวัลย์รกเลื้อยกับต้นไม้ใบบัง

             ผู้ที่เข้าออกรู้ดีว่าต้องระวังตัวมากเพียงใดเพราะนั่นหมายถึงอีกหลายชีวิตหลังม่านป่าต้องตกอยู่ในอันตราย ชีวิตบริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของคนในชุมชน

             เนห์ลียาก้าวเร็วขึ้นแข่งกับเวลาที่เยี่ยมเข้ายามดึกจนรอบกายสงัดสงบ ภารกิจปลิดชีพผู้บุกรุกจบลงเพียงเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องใช้ฝีมือที่ฝึกปรือในกองโจร ฝ่ายซามาร่าเมื่อกลับถึงชุมชนรีบบอกเล่าแก่หัวหน้าโจรแล้วส่งคนมาสมทบ หนุ่มฉกรรจ์ทั้งสองลากซากมนุษย์ไร้วิญญาณไปทิ้งยังที่ที่มันจากมา...คฤหาสน์นายพลอาลี

             นักฆ่าสาวเลิกใส่ใจว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ที่เธอทำเป็นสิ่งแรกคือตรงไปยังกระโจมสีน้ำเงินเข้มหลังใหญ่ที่สุดในบรรดาที่พำนักซึ่งรายล้อม

             ภายในกระโจมหลังนั้นมีหญิงสูงวัยอายุกว่าแปดสิบปี นางอยู่ในชุดพื้นเมืองเป็นกระโปรงยาวสีเลือดนกนั่งเอนหลังบนตั่งไม้ ร่างอวบท้วมอิงหมอนมองเหม่อไปที่ปากทางเข้ากระโจมคล้ายรอคอยใครสักคน บนพรมขนสัตว์เนื้อหยาบมือข้างตั่งเตี้ยๆ เป็นร่างผอมบางของซามาร่าที่นั่งจุ้มปุ๊กมีแววตาแบบเดียวกัน

             พี่เนห์ลียา!”

             ซามาร่าอุทานอย่างโล่งอก ดวงตาวาวใสเบิกขึ้นเมื่อคนที่รอปรากฏตัวด้วยการตวัดหนังสัตว์ที่ปากกระโจมขึ้น พาร่างติดจะมอมแมมเข้ามายืนจังก้าในสภาพปลอดภัย

             ท่านยายคะ ข้ากลับมาแล้ว” เสียงนั้นเปล่งจากร่างอ้อนแอ้นที่ปลดชุดคลุมออกจากตัว ดวงหน้าขาวอมชมพูเยิ้มหยาดเหงื่อคลี่ยิ้มบางจนได้รูปสวยเมื่อได้กลับมาพบผู้เป็นยาย แล้วหันไปผงกศีรษะให้ซามาร่า

             เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ซามาร่าบอกข้าว่าเจ้าพบผู้บุกรุก” นางเอ่ยถาม

             แววอาทรล้นดวงตารูปเม็ดอัลมอนด์สีเข้ม เค้าโครงหน้าบ่งบอกว่าในอดีตสตรีผู้นี้งดงามเพียงใดและปัจจุบันยังคงเค้านั้นไม่เสื่อมคลาย

             ข้าปลอดภัยดีค่ะท่านยาย เจ้าคนบุกรุกกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว ข้าเกรงว่าหุบผาเดรกอนจะไม่สงบดังเดิมเสียแล้ว พวกมันต้องเข้ามารังควาญเราอีกแน่”

             ไคร่า สตรีผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้อาวุโสที่สุดของชุมชนคลี่ยิ้มเอ็นดู ร่างบอบบางโผมาคุกเข่าตรงหน้าซุกตัวหาไออุ่นจากผู้เป็นยาย ได้รับการตอบแทนเป็นมือเหี่ยวย่นลูบเบาๆ บนเรือนผมยาวสลวยสีดำขลับคล้ายปลุกปลอบและให้กำลังใจ

             เธอสำนึกและผูกพันเพราะได้รับความเมตตาที่นางไคร่าเก็บเธอมาเลี้ยงอุ้มชู ส่วนพ่อแม่แท้จริงนั้นหายสาบสูญ หญิงสาวจึงมีแต่ชุมโจรกับนางไคร่าเท่านั้น

             ผู้ที่เธอเรียกว่าท่านยายแท้จริงเป็นญาติของซามาร่ากับนูร์ยาส สองพี่น้องซึ่งกำพร้าพ่อแม่ หลายคนที่นี่บางคนจึงเป็นญาติร่วมโลกที่มิได้สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์เดียวกัน เนห์ลียาไม่เคยต้องน้อยเนื้อต่ำใจด้วยนางไคร่าเอ็นดูเธอดุจหลานสาวคนโตและลึกๆ หมายมาดจะให้เป็นคู่กับนูร์ยาส หลานชาย

             ยังไม่ทันได้ซักไซ้จนได้ความ หนังสัตว์ตรงปากกระโจมถูกมือดีสะบัดเปิดอีกครั้ง ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ผิวสีแทนเป็นเลื่อมมันก้าวอาดๆ เข้ามา เขาแสดงความเคารพนางไคร่าด้วยการผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วเหลือบมองเนห์ลียา ดวงตาสีนิลดุเป็นนิจหรี่ลงแล้วปราดมองหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างสำรวจ

             ขออภัยท่านยาย เนห์ลียา...ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”

             ชายหนุ่มซึ่งทุกคนเรียกว่า จอมโจรนูร์ยาส บอกด้วยเสียงขรึมเคร่ง เนห์ลียาผละจากอ้อมอกนางไคร่าก้าวตามบุรุษร่างกำยำออกไปนอกกระโจมที่พัก

             สำหรับใครต่อใครแล้วนูร์ยาสเป็นตัวอันตราย เป็นโจรป่าบ้าระห่ำ ใจคอโหดเหี้ยมเชือดคอศัตรูโดยไม่ลังเล ปล้นฆ่าไม่เลือกหน้าอย่างเลือดเย็น แต่ในสายตาของเนห์ลียา...เขาเป็นแค่ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง มีชีวิตตามอุดมการณ์ซึ่งเป็นชีวิตซึ่งเลือกไม่ได้เฉกเช่นเดียวกับเธอ

             เจ้ามีอะไรหรือนูร์ยาส?”

             สองร่างยืนห่างกันเพียงหนึ่งก้าวถึง นูร์ยาสเดินนำมาหยุดยืนใต้เงาทะมึนซึ่งแผ่กิ่งก้านมาจากต้นไม้ใหญ่ กำลังโบกสะบัดกิ่งเล็กและใบลู่ตามกระแสลมที่มาพร้อมลมหนาวเยือกขึ้นตามกำลังความดึกสงัดกลางป่า

             ร่างสูงใหญ่แข็งแรงไปด้วยมัดกล้ามจนแทบล้นทะลักออกมาอวด ทาบทาร่างทั้งร่างให้ดูแกร่งด้วยผิวสีแทนละมุนตา กลางแสงจันทร์ ค่อยๆ หมุนตัวกลับมาหาเนห์ลียา นัยน์ตาดุวับผ่อนลงยามมองใบหน้าคมหวานของเพื่อนเล่นตั้งแต่เยาว์วัย ท่อนแขนแกร่งยื่นไปรั้งร่างอ้อนแอ้นเข้าหาตัวจนได้กลิ่นเหงื่ออ่อนๆ ในอากาศ ผมยาวสลวยละกึ่งกลางแผ่นหลังของเธอถูกมือสากกรำศัตราวุธลูบไล้ เอ็นดู

             แวววิตกเจือจางลงเมื่อเนห์ลียากลับมาอย่างปลอดภัย คืนมาสู่อ้อมอกของจอมโจรผู้แกร่งกล้าจึงเบาใจ

             นูร์ยาส นี่เจ้าจะกอดข้าอีกนานไหม”

             ผู้ที่เอ่ยถามมิได้เคอะเขินแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้เคยคิดไกลไปกว่า...พี่น้อง

             อึดอัดนะเจ้าว่าไหม?”

             นูร์ยาสกระตุกริมฝีปากกลายเป็นยิ้ม เจ้าหล่อนช่างเป็นคนเถรตรง เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ปากกล้าที่สุดในกองโจรก็ว่าได้

             ก็จนกว่า...จะแน่ใจว่าเจ้ายืนอยู่บนผืนดินแห่งหุบผาเดรกอนน่ะสิ เจ้าไม่น่าออกไปปะทะกับไอ้เดนตายนั่นตามลำพัง อันตรายนักเจ้าก็รู้”

             คำตอบจากเสียงห้าวแข็งปนตำหนิ ติเตียนในการกระทำอันบุ่มบ่ามของอีกฝ่าย เนห์ลียาขืนตัวแล้วผละออกห่างยืดร่างแบบบางตั้งตรงดูทระนงตน ความมาดมั่นฉายแวววับในดวงตาสีน้ำตาลไหม้โต้ตอบทันควัน

             ข้าไม่ได้อ่อนแอขนาดให้เจ้าต้องห่วงหรอกนูร์ยาส อย่าทำเหมือนข้าเป็นเด็กๆ ข้าเอาตัวรอดได้เจ้าเองก็รู้ฝีมือของข้าไอ้ทหารรับจ้างฝีมือกระจอกๆ ชั้นสวะพวกนั้น หรือจะทำอะไรข้าได้” บอกมั่นใจ

             “ข้าไม่เถียงหรอกว่าฝีมือของเจ้าไม่เคยเป็นสองรองใคร แต่รู้ไหมคนที่ทระนง ประมาทศัตรูมีจุดจบเยี่ยงใด เจ้าจะพ่ายแพ้เพราะความสิ้นคิด ข้าไม่ต้องการให้เจ้าต่อสู้ซึ่งๆ หน้ากับพวกมันตามลำพัง เกิดเหตุเยี่ยงวันนี้อีก เจ้าต้องหนีมาตั้งหลักแล้วรอพวกเรามาสมทบ” นูร์ยาสบอกเสียงเข้มขึ้นประดุจคำสั่ง

             ช้าๆ คงไม่ทันกิน เจ้ากำลังดูถูกกำลังและฝีมือของข้า” เสียงหวานแปรเป็นคำราม ขุ่นใจ

             ใช่ และมันคือคำสั่งจากหัวหน้าอย่างข้า”

             ชายหนุ่มตอบหนักแน่น ประกายวับๆ ทอดทอดวงหน้าหญิงสาวผู้ที่อยู่ในใจเสมอมา

             เนห์ลียาสะบัดหน้าหนี ขบกรามแน่นด้วยความขัดเคือง แล้วโดยไม่ทันจะได้แข็งขืนพาร่างห่างอกแกร่งก็ถูกรั้งเข้าสู่วงแขนกำยำอีกครา นูร์ยาสกักกอดเธอไว้แนบแน่นหมายจะส่งผ่านความรู้สึกที่มี...ไปถึง

             หญิงสาวเม้มริมฝีปากอวบอิ่มเป็นเส้นตรง มิได้ดิ้นรนให้หลุดพ้นจากอ้อมกอดแต่ก็ใช่ว่าเธอจะเชื่อฟังและทำตาม คนเด็ดเดี่ยว เย่อหยิ่งอย่างเนห์ลียาเชื่อว่าเธอเอาตัวรอดได้จึงค้านขัดในแววตา

             ต่อให้หัวหน้าโจรอย่างนูร์ยาสออกคำสั่งก็เถิด ถ้อยคำเหล่านั้นหาได้สลักสำคัญไปกว่าจุดมุ่งหมายที่ก่อเป็นกำแพงสูงเสียดที่จะต้องทำการลบลู่ราชวงศ์อัสโตมาเนียจนสูญสิ้นศักดิ์ศรี ทำลายเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงให้สิ้นซากเพื่อทวงแค้นแก่ผู้มีพระคุณ

             อย่าหมิ่นข้าสินูร์ยาส ข้าสู้อุตส่าห์เคียงบ่าเคียงไหล่เจ้ามานับสิบปี ไยวันนี้พูดจาไร้สาระ เมื่อไหร่กันเล่าที่เจ้ามองข้าเป็นหญิงอ่อนแอให้เจ้าคอยปกป้อง ข้ามีหน้าที่ต้องทำให้สำเร็จ ข้าต้องปกป้องชุมชนของเราเหมือนกับที่เจ้าทำ ข้าต้องทำลายสายสัมพันธ์ของอัสมานให้จบสิ้นฉะนั้นข้าจึงอ่อนแอมิได้”

             แต่เจ้าก็ต้องอยู่ข้างหลัง ไม่ก็ข้างๆ ข้าซึ่งเป็นหัวหน้าเท่านั้น เนห์ลียา” บอกเสียงขรึม เรียวตาสีนิลล้นไปด้วยความรู้สึก

             นูร์ยาสสร้างความขัดใจที่ห้ามปรามไม่ให้ประมือกับศัตรูซึ่งๆ หน้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามเนห์ลียาไม่ใส่ใจ การที่ได้เติบโตคลุกคลีกันมาในฐานะพี่น้อง อีกทั้งเป็นเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ทำให้เธอกับเขาข้ามเส้นของความเป็นผู้นำกับผู้ตาม จะว่าไปนั้นทัดเทียมทั้งเรื่องฝีมือและความเข้มแข็ง แต่เพื่อความปรองดองและที่ถูกเธอต้องเชื่อฟังจอมโจรผู้นี้ ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ที่แข็งกร้าวจึงแปรไป

             ลิดรอนสิทธิสตรี แต่ข้าจะยอมเจ้าสักครั้ง รู้ไว้เสียนูร์ยาส ข้าพร้อมจะยืนอยู่ข้างๆ เจ้าเพื่อทำการใหญ่ให้สำเร็จ แต่ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าเป็นแน่” หล่อนยึดอกชนอกเอ่ยอย่างมาดมั่น นูร์ยาสกระตุกยิ้ม

             ข้าเองก็ไม่คิดจะเก็บเจ้าไว้เป็นหญิงก้นครัว เสียดายฝีมือ เสียดายความงดงามของเจ้า” คนพูดแสยะยิ้ม

             “ข้าคิดกระทั่ง...เชิดชูเจ้าเคียงข้างข้าในฐานะ เมียโจร ด้วยซ้ำ” จอมโจรหนุ่มส่งนัยน์ตากรุ้มกริ่มพร้อมกับโน้มใบหน้าขรึมคลุมไปด้วยไรหนวดครึ้มเขียวลงมาใกล้ เรียวปากหยักหนาประกบปิดลงมาจนน่าตื่นตะลึง

             สำหรับสาวรุ่นที่มิมีใครในชุมชนกล้าชายตามองเพราะรู้...เนห์ลียาเป็นหญิงสาวในครอบครองของนูร์ยาส แม้จะยังไม่ได้เข้าพิธีแต่งงานตามประเพณีแต่ก็ถูกกำหนดไว้แล้ว

             ฮึ! ฝันไปเถอะนูร์ยาส ตอนนี้ข้าไม่อยากเป็นเมียใคร” เบ้หน้า เนห์ลียามือไวพอที่จะผลักใบหน้าคร้ามจนผิดเป้าหมาย จากเรียวปากอิ่มสวยถูกสัมผัสแค่แก้มนุ่มนิ่มภายใต้ผงถ่านสีดำ หารู้ไม่แก้มเปื้อนๆ ของเธอยังหอมยวนใจชายหนุ่มจนไม่อยากผละห่าง นูร์ยาสมิได้โกรธเคืองเลยเมื่อถูกปฏิเสธ

             ข้าจะรอวันที่เจ้าจะเต็มใจเป็นเมียข้า นูร์ยาสคนนี้สาบาน...จะไม่รักหญิงใด จะไม่แต่งงานกับหญิงคนไหนถ้าไม่ใช่เจ้า...เนห์ลียา”

             ชายหนุ่มยอมปลดวงแขนออกจากเอวคอด ถอยไปก้าวหนึ่งลดทอนกำลังในการเกาะกุมไปยืนยิ้มเผล่ มีรอยยิ้มแบบที่ไม่ใคร่มีโอกาสเห็นบ่อยนักนอกจากมอบให้เนห์ลียา

             นูร์ยาส ซาอิลยาห์ จอมโจรใจโฉดเจ้าของค่าหัวสูงลิบลิ่วด้วยทองคำจากราชสำนัก แท้จริงเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบห้าปี มีรูปร่างองอาจกับดวงตาสีนิลแกร่งกล้า

             อดีตเด็กชายเร่ร่อนที่เติบโตมากับน้องสาวและผู้เป็นยายที่แคว้นมุกราห์ ความยากจนข้นแค้นผลักดันให้ต้องประทังชีวิตด้วยการลักเล็กขโมยน้อยไต่ระดับขั้นอุกอาจขนาดปล้นทรัพย์สดมภ์พระคลังหลวงโดยมิเกรงพระราชอาญา นอกจากทำเพื่อความอยู่รอดของชุมโจรยังแฝงเร้นการคุกคามราชสำนักอัสโตมาเนียอย่างมีเลสนัย

             ชายหนุ่มดำรงตนเป็นหัวหน้ากองโจรตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน ด้วยมีฝีมือเก่งฉกาจเกินหนุ่มฉกรรจ์ในชุมชน กล้าได้กล้าเสียมิหวั่นเกรงกระทั่งมัจจุราชแห่งปรโลก คำกล่าวขวัญจากทหารในวังพูดกันว่า...จอมโจรนูร์ยาสเป็นบุคคลที่ไร้ร่องรอย เล่าลือกันถึงขนาดว่าหายตัวได้ เป็นพ่อมดหมอผี ไม่มีผู้ใดรู้จักรูปลักษณ์ที่แท้จริงจึงเป็นเหตุผลที่ทางการอัสโตมาเนียตามตัวไม่พบจนถึงบัดนี้

             ส่วนเนห์ลียาได้รับการชุบเลี้ยงโดยนางไคร่ามาตั้งแต่เก้าขวบ เด็กหญิงกำพร้าเติบโตมาพร้อมนูร์ยาสกับซามาร่าผู้เป็นหลาน ปัจจุบันย่างเข้าสู่วัยสาวสะพรั่งด้วยอายุยี่สิบปีเต็ม

             หญิงสาวเติบโตมาในชุมโจร สั่งสมความคับแค้นครั้งอดีตที่นางไคร่ามีต่ออาณาจักรอัสมานอย่างลึกซึ้ง โดยผู้เป็นยายคอยเติมเชื้อไฟแห่งความคั่งแค้นจนกลายเป็นผลึกแข็งฝังแน่นดั่งเนื้อเดียวลงยังหัวใจของเนห์ลียาจึงมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะโค่นล้มราชวงศ์อัสมานเสียให้สิ้นซาก


             จันทราดวงโต ลอยเด่นกึ่งกลางม่านนภากาศ…

             พระราชวังส่วนพระองค์ของรัชทายาทอันดับหนึ่งแห่งอัสมาน ตั้งตระหง่าน หยัดสูงอย่างสงบท่ามกลางคืนที่มีเพียงพระจันทร์ดวงกลมโตส่องแสงกระจ่างสกาว แสงนวลๆ มิอาจสู้กับอำนาจรัตติกาล ที่แผ่คลุมทั่วอาณาบริเวณที่เป็นโลกหล้าจนเกิดเงาทะมึนของปราสาทให้เกรงขาม ยิ่งในยามค่ำคืนแล้วบรรยากาศยิ่งสงัดสงบ

             สถานที่แห่งนี้เป็นที่พำนักขององค์รัชทายาทผู้มีนิสัยรักสันโดด มักอยู่โยงสถานที่โอ่โถงเพียงบางวัน นอกนั้นจะค้างคืนที่ค่ายทหารไม่ก็...ป่าลึกเพื่อสอดแนม แทนที่อาคิราจะดำรงตนเยี่ยงเจ้าชายสูงศักดิ์ให้สมศักดิ์ศรี พำนักในวัง หรือฉลองพระองค์หรูหราประดับทองอย่างเจ้าชายเดเมียนกลับเลือกที่จะอยู่อย่างสามัญชนคนธรรมดา ทำตนเป็นทหารอิสระคอยสอดแนม เคลื่อนไหวเงียบๆ อยู่เบื้องหลังเจ้าชายเดเมียนที่ออกหน้าบนบัลลังก์เจ้าชาย

             ราตรีนี้มิต่างจากที่เคยเป็น...พระราชวังส่วนพระองค์เงียบเชียบ อาคิราไม่โปรดให้ใครเพ่นพ่านยามวิกาล นางกำนัลจึงเร้นกายอยู่เพียงที่ของตนกับทหารองครักษ์อารักขาไม่กี่นายที่เฝ้าอยู่รายรอบปราสาท

             มองเผินๆ พวกเขาเหมือนหุ่นยนต์ในเครื่องแบบเพราะไม่ขยับเขยื้อนจนกว่าจะเปลี่ยนเวรยาม แต่ราตรีกาลนี้ต้องแตกกระเจิงเพราะเสียงเอะอะของผู้มาเยือน ร่างสูงสง่ารีบเร่งลงจากรถพระที่นั่ง ตรงดิ่งเข้าไปในพระราชวังตามหาตัวอาคิราถึงเขตพระราชฐานชั้นใน

             ถ้าจะตามหาญาติผู้น้องผู้มีศักดิ์เป็นเจ้าชายภายในวังนี้ไม่ยากหรอก เพราะอาคิราจะต้องอยู่ในห้องทรงงานที่หวงห้ามมิให้ผู้ใดล่วงล้ำจะมีก็แต่...ลูกพี่ลูกน้องคนสนิทอย่างเขากับโคลาฟ ทหารองครักษ์ผู้ภักดี

             เสียง แอ๊ด ลั่นจากบานประตูหนาหนักทั้งสอง ถูกผลักออกด้วยมือที่โผล่พ้นเสื้อนอนแขนยาวของเจ้าชายเดเมียนออกมาเล็กน้อย ผู้ที่นั่งเอกเขนกบนโซฟารับแขกตัวยาวขยับตัววูบ เหมือนสะดุ้ง

             สีหน้าขรึมจัดแปรเป็นดุดันเมื่อถูกบุกรุก อาคิราอยู่ในอาภรณ์สีดำทั้งชุดด้วยเพิ่งกลับจากปฏิบัติภารกิจลับ ที่ป่วนกองทัพทหารจนแตกฮือกลางดึก เดเมียนก้าวอาดๆ มาหยุดยืนตรงหน้า กอดอกคลอนศีรษะปกคลุมด้วยผมหยักศกสีอ่อน สีเดียวกับนัยน์ตาระยับแซมรอยขมุกขมัวใส่เจ้าของปราสาทมืด แล้วหย่อนกายองอาจนั่งลงทั้งที่มิได้ถูกเชิญ

             เดเมียนไม่สนใจท่าทีไม่อินังขังขอบของอาคิรา รู้นิสัยเยือกเย็น เฉยชาผิดเวลาของญาติผู้น้องที่อย่างไรก็แก้ไม่หาย แต่ในยามดุดันก็ร้อนยิ่งกว่าไฟนั่นล่ะที่ทำให้อาคิราเดาใจยาก

             แม้แต่องค์เรเซฟซึ่งเป็นปู่ยังเคยเปรยว่า...อาคิราเหมือนเหยี่ยว แกร่งกล้า ต้องการอิสระจึงโผผินออกจากวัง บางคราวเป็นราชสีห์องอาจเต็มไปด้วยพลานุภาพแห่งอำนาจแต่กลับไม่ใช้ตำแหน่งรัชทายาทแห่งอัสมานจัดการคนชั่ว ดันทุรังเลือกวิถีทางโจรในการปราบปรามพวกคนเถื่อน

             เจ้ามีอะไรอีกล่ะเดเมียน ถึงได้สืบเสาะมาก่อกวนเวลาพักผ่อนของข้า”

             ยังจะถาม...เจ้าคนเจ้าเล่ห์ ตีหน้าตายใส่กระทั่งข้า เดเมียนค่อนด้วยสายตา

             เผาวอดกลางดึก!!”

             ฝีมือเจ้าอีกสินะอาคิรา แล้วเหตุใดจึงไม่รอข้ากับโคลาฟเสียก่อน” เสียงถามแฝงรอยติติง

             ถ้ารอ...มีหรือพวกมันจะโกลาหลเพียงนี้ จะกระตุกหนวดเสือทั้งทีก็ต้องเงียบเชียบ ไร้ร่องรอย ครั้งนี้แค่แหย่เจ้าอัลล์กับนายพลอาลีเล่น หากเอาจริงเมื่อไรเจ้าได้รวมหัวกับข้าแน่ เดเมียน”

             เสียงห้าวใหญ่ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ ร่างแกร่งผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงบ้างหันมาสบนัยน์ตาจริงจัง

             เจ้านั้นเปรียบได้ดั่งเหยี่ยวผงาดแต่อย่าลืมว่าพวกมันก็เป็นเสือตาไว อาบพิษสงร้าย ช่วยเปิดปากหนักๆ ของเจ้า บอกข้ากับโคลาฟบ้างเพื่อที่เราจะได้ไปซัดเสือพ่อลูกเสียพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ฉายเดี่ยวเช่นนี้” เจ้าชายเดเมียนเอ่ยเสียงหนัก พลันเรียกประกายกล้า ในเรียวตาสีหมอกหม่น

             ครั้งหน้านั่นล่ะ ถ้าไม่ลืมจะบอกก็แล้วกัน” คนพูดแสยะยิ้มแวบเดียวแล้วตีสีหน้าไร้อารมณ์ดุจเดิม ไม่รับปากใดๆ จนอีกฝ่ายระอาเอือม

             เจ้านี่นะทำตนไม่รู้ร้อนรู้หนาวว่ากำลังสร้างเรื่อง นายพลอาลีคงแจ้นเข้าวังทูลความท่านพ่อของข้าแต่เช้าตรู่ สู้เตรียมรับสถานการณ์หาพยานบุคคลว่าเจ้าอยู่ที่วังแห่งนี้ตลอดค่ำคืน หาใช่เอาแต่นอนเอ้อระเหยสบายใจเฉิบเยี่ยงนี้ไม่” ได้ที่เดเมียนจึงสั่งสอน

             หึ! มีเรื่องใดให้กลัว เสือแก่ตัวนั้นมีดีก็แค่ปาก” อาคิราปรามาส

             ข้ารึอุตส่าห์สละเวลามาเตือน จะฟังบ้างหรือก็ไม่...นะ อาคิรา”

             เอาน่าเดเมียน อย่ามัวบ่นเป็นตาแก่อยู่เลย ส่วนวันพรุ่งนี้ข้ามีธุระด่วนต้องทำ ฝากทูลท่านอาว่าข้าไม่ว่างเข้าเฝ้า แล้วจะหาเวลาเข้าไปฝึกดาบกับท่านอาวันหน้า ส่วนคืนนี้ดึกเหลือเกินแล้ว แล้วข้าก็ง่วงเต็มทน เจ้าจะอยู่ต่อข้าก็ไม่ว่าแต่ตอนกลับออกไปล็อกประตูวังด้วย ราตรีสวัสดิ์ เจ้าชายเดเมียน”

             แล้วกันสิ อาคิรา เดี๋ยวอาคิรา!” บ่นเสียงขรม

             อาคิราปรายตามองอีกฝ่ายอย่างไม่แยแส กระดิกปลายนิ้วไปที่ประตูเป็นเชิงไล่ บังคับกรายๆ ให้เดเมียนผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตวัดดวงตาคมสวยยิ่งกว่าอิสตรีมองเจ้าชายร่วมราชวงศ์อย่างหมั่นไส้

             กลับวัง!”

             เจ้าชายเดเมียนตรัสเสียงเข้มกับพลขับในเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ม นายทหารหนุ่มค้อมตัวเปิดประตูรถพระที่นั่งนำเสด็จเจ้าชายรัชทายาทลำดับสองกลับพระราชวังส่วนพระองค์ทันที ระหว่างทางยังครุ่นคิดถึงวันพรุ่งนี้

             หากอาคิราไม่ยอมออกหน้า เรื่องจะพ้นตัวพระองค์หรือก็หาไม่ เสด็จพ่อหูตาไวซ้ำฉลาดเป็นกรดจะต้องสืบทราบว่าเป็นฝีมือใคร เพียงแต่ยังไม่สามารถบีบให้มั่นคั้นให้ตายเอาความจริง จึงไม่มีใครกล้าแตะแตะอาคิรา

             เดเมียนถึงครากุมขมับแล้วหลับตาลง ลืมตาอีกครั้งได้คิดว่า...คิดมากไปก็เท่านั้น อย่างไรเสียก็ไม่มีใครสามารถฉุดลากเจ้าชายอาคิราไปเข้าเฝ้าองค์อาบิล ถ้าเจ้าตัวไม่ยินยอม ดังนั้นอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดล่ะ!

             ทหารพลขับใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีก็นำพาพระองค์มาถึงสถานที่พำนักส่วนตัว ที่ซึ่งเคยเป็นพระราชวังขององค์อาบิลกับพระชายานาจาผู้เป็นพระบิดากับพระมารดาของเดเมียน ทั้งสองพระองค์ย้ายไปประทับที่พระราชวังสี่ฤดูเพื่อดูแลองค์เรเซฟ พระอัยกาซึ่งอยู่ในวัยชราภาพ

             คนหนุ่มอย่างเดเมียนจึงแยกตัวออกมาประทับที่วังนี้ตามลำพัง สถานที่พำนักขององค์รัชทายาททั้งสองช่างแตกต่างกัน ฝ่ายอาคิรา ดูสงัดเงียบราวป่าวิเวกวังเวง ส่วนวังของเดเมียนกลับพลุกพล่านไปด้วยสนมนางใน ตามวิสัยปกติของคนหนุ่มเจ้าสำราญ

             ยามนี้เป็นเวลาดึกสงัดเต็มทีแล้ว แต่พระวรกายสูงสง่าเพิ่งจะพระดำเนินเร็วรี่ผ่านประตูวังเข้ามา เจ้าชายหนุ่มชะงักเล็กน้อยตรงโถงกว้างเมื่อพบว่ามีสตรีนางหนึ่งเฝ้ารอพระองค์อยู่ เมื่อวิเอร่าเห็นเจ้าชายผู้เป็นที่รักนางจึงยอบเรือนกายอ้อนแอ้นถวายบังคมอย่างอ่อนช้อย

             เจ้าชายเพคะ” ขานเรียกเสียงหวาน

             ข้าคิดว่าเจ้าเข้านอนไปแล้วเสียอีก กว่าธุระจะเสร็จสิ้นก็ดึกดื่นค่อนคืนโดยมิทันรู้ตัว” เจ้าชายเดเมียนหยุดทักทายสนมคนโปรด ทรงแย้มสรวลตอบรับ

             หญิงงามผู้มีเชื้อสายอัสโตมาเนียเงยดวงหน้าขึ้นสบสายพระเนตรคม ดวงตายาวรีรูปเม็ดอัลมอนด์ของนางแซมด้วยความในอันลึกซึ้ง กอปรกับเรือนร่างเต็มตึงยืดกายอวบอิ่มขึ้นเต็มความสูง โผเข้าไปซุกซบกับอกแกร่ง

             หม่อมฉันนอนไม่หลับหรอกเพคะเจ้าชาย หากว่าคืนไหนยังมิได้เห็นหน้าพระองค์ ใกล้ๆ เช่นนี้...”

             นางพลอดคำหวานน่ารักแทรกผ่านลมหายใจระอุอุ่นแผ่วๆ สื่อความหมายแห่งแรงปรารถนา ลมร้อนรินรดแผงพระอุระแข็งแรงส่งให้โลหิตอุ่นๆ ในวรกายหนุ่มเดือดพล่านขึ้น

             โทษฐานที่พูดจาน่าฟัง เจ้าชายหนุ่มจุดยิ้มมุมโอษฐ์ วาดพระพาหาโอบเอาร่างงอนงามมาแนบกาย กระชับแล้วประคองสนมคนงาม ก้าวต่อไปสู่เขตพระราชวังด้านในที่ตั้งของห้องบรรทม

             วิเอร่ารู้งาน...เมื่อเจ้าชายเดเมียนเสด็จเข้าไปในห้องแล้วนางจึงย้อนมาหับประตูจนแน่นหนาแล้วจึงตามไปนั่งเคียงข้างบนพระแท่นบรรทม สายตาสบประสานหวานซึ้ง

             ทรงเสด็จไปไหนมาหรือเพคะ พระองค์หายไปนานสองจนหม่อมฉันคิดว่าทรงลืมนัดของเราเสียแล้ว” สุ้มเสียงอ่อนหวานเอ่ยอย่างแง่งอน พลางช้อนดวงตาเรียวรีรูปเม็ดอัลมอนด์สีเข้มตวัดค้อนอย่างมีจริตจกร้าน

             เจ้าชายหนุ่มแย้มโอษฐ์นิดๆ ทอดพระเนตรใบหน้าสะคราญสวยตอบถ้อยด้วยแววหวานซึ้งสิเน่หา แสงพราวแห่งแรงปรารถนาวูบไหวในดวงเนตรสีน้ำผึ้ง ตอบสนองนางด้วยหัวใจโดยไม่บิดพลิ้ว

             คนติดวังอย่างข้าหรือจะไปนอนที่ไหนได้อีก คงจะอดคิดถึงเจ้าทั้งคืนมิได้” พระองค์หยอกเย้าพลางแย้มพระสรวลบางๆ อวดเสน่ห์ ขณะหัตถ์หนาเลื่อนไปตามแผ่นหลังบอบบาง ไล้แผ่วๆ มาถึงต้นคอระหงซึ่งปิดมิดชิดด้วยภูษาผืนยาว พริบตา แพรพรรณนุ่มมือก็ปลิดปลิวจากผิวเนียน

             ดวงหน้าสีน้ำผึ้งรับนัยน์ตาเรียวยาวฉายวาววิบวับ ปรารถนาให้เจ้าชายง้องอน สมดังหวังเมื่อพระวรกายสูงสง่าช้อนพระพาหา มอบอ้อมกอดแก่เรือนร่างแน่งน้อยหมุนตัวนางกลับมาสบสายพระเนตรสีกระจ่าง เรียวโอษฐ์หยักสวยของนักรัก มิรีรอช้าทีที่จะประกบปิดกลีบปากหยักหนาทว่าเย้ายวนของนาง มอบจุมพิตหนักแน่น โรมรันดุจพายุในคืนแรม รัญจวนฝันด้วยแรงสิเน่หา ที่พร่างพรายระยับราวแสงสีรุ้ง แข่งขันกับเดือนดาวประดับฟ้าสลัวกลางดวงเนตรคม



             สนมนางในลับๆ เป็นเรื่องภายในราชสำนักที่มีอยู่ดาษดื่น เป็นปกติวิสัย

             วิเอร่าเป็นหนึ่งในหญิงสาวบุตรขุนนางที่ยินยอมพร้อมใจถวายใจและกายด้วยความภักดีต่อองค์รัชทายาท เป็นภริยาลับๆ มิใช่หญิงที่มีศักดิ์และศรีคู่ควรเฉกเช่นพระชายา

             ก่อนเข้าพิธีอภิเษกสมรส เจ้าชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ล้วนมีสิทธิ์หาหญิงงามมาปรนเปรอ เป็นนางต้องห้ามอยู่ภายในพระราชวัง เมื่อถึงคราวแต่งตั้งพระชายาคู่บุญคู่บารมี พวกนางเป็นได้แค่เหล่าสนมเล็กๆ ที่ไร้ความสลักสำคัญ หาใช่พระแม่เจ้าไม่... 

             วิเอร่าปรารถนาเป็นคนโปรด ผูกใจและกายให้เจ้าชายเดเมียนหลงใหลและเมตตา เพื่อในวันข้างหน้านางจะยังมีสิทธิ์และอำนาจในฐานะ สนมนางใน ที่เจ้าชายโปรดโปรนมากที่สุด นางนี่แหละจะเป็นนางสนมที่มอบพระโอรสแก่พระองค์ ในยามนี้วิเอร่าจึงปฏิญาณว่าจะทำทุกทางเพื่อครอบครองเจ้าชายเดเมียน จะไม่ยอมให้หญิงใดเข้าใกล้และพรากความรักของพระองค์ไปจากนาง

             วิเอร่า เป็นธิดาคนเดียวของ ซาลูส อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมซึ่งปลดเกษียนแล้ว อำนาจบาตรใหญ่ที่เคยล้นมือกาลก่อนจึงถูกปลดลงตามไปด้วย นางจึงเข้าถวายตัวต่อเจ้าชายเดเมียนตั้งแต่วัยสิบหก สองพ่อลูกหวังลึกๆ ว่าเสน่หาจากสตรีจะเปลี่ยนพระทัยให้พระองค์รับนางเป็นชายา เมื่อนั้นอำนาจก็จะกลับมาอยู่ในมือของซาลูสในฐานะ พ่อตา ของรัชทายาท หากเจ้าชายอาคิราสละราชบัลลังก์เจ้าชายเดเมียนนี่เองที่จะขึ้นครองราชย์

             กอปรกับกฏมณเฑียรบาลครั้งอดีตถูกแก้ไขใหม่โดยองค์เรเซฟ ให้เจ้าชายรัชทายาทมีสิทธิ์เลือกคู่ครองของพระองค์เอง มิได้กะเกณฑ์เป็นข้อบังคับว่าต้องมีเชื้อสายอัสมานเช่นอดีตที่ผ่านมา ในเมื่อหญิงต่างชาติไร้หัวนอนปลายเท้า ยังครองคู่กับองค์กษัตริย์ได้แล้วไยนางจึงไม่มีสิทธิ์

             วิเอร่า รักพระองค์มากที่สุดเพคะ”

             นางเอ่ยคำรักเมื่อความโหยหาแทรกซอนทุกอณูกายจนบิดเกร็ง “รัก...”

             รอยพิศวาสเกาะกุมกลางดวงเนตรสีสวยที่หล่อหลอมเป็นแววหวานซึ้งซ่านมอบแก่เจ้าของคำรัก หญิงสาวยินยอมพร้อมใจภักดิ์ รับจุมพิตอันดูดดื่มกับอ้อมกอดร้อนรุ่มสุมเปลวเพลิงของเจ้าชาย ยินยอมเป็นหลักให้ร่างแกร่งพิงอิงนิ่งนาน เกิดปรากฏการณ์หลอมรวมเป็นเกลียวคลื่น สาดซัดกระหน่ำจนร่างอิ่มไหวโยนไปพร้อมๆ กัน

             ดวงตาคู่พราวของนางคลอหยดใสเห็นดวงดาวนับร้อยวิบ...วาบ เห็นเส้นทางโค้งประดุจปลายรุ้งหลายเฉดสีที่พาดลงกลางกาย ล้อมรัดห้วงหัวใจเมื่อสมรัก

             ราตรีนี้เนิ่นนานเท่าห้วงเสน่หาที่เจ้าชายเดเมียนมอบให้ เรือนกายแกร่งทาบทาร่างเล็กอ้อนแอ้นทว่าเต่งตึงทุกสัดส่วน ท่วงทำนองรักสอดประสานผ่านสายลมราตรี ประชันดวงดาวพราวระยับกลางเวหา วิเอร่าสุขสมอยู่ในอ้อมพระพาหาแห่งพิศวาสหวามไหว แล้วปรนเปรอความหวานมอบตอบแทนเจ้าชายหนุ่มด้วยรัก...ตราบจนรุ่งสาง


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

80 ความคิดเห็น

  1. #76 porb (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มีนาคม 2555 / 22:29
     รอต่อคร่า
    #76
    0
  2. #15 koonja-jaa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2553 / 23:15
    ครึ่งหลังคงได้เข้ามาอ่านวันโน้นอ่ะค่ะ
    #15
    0