ดวงใจนิรันดร < บทส่งท้าย อัพ 100% >

ตอนที่ 15 : ตอน 13 : สัญญาด้วยหัวใจ < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    27 ต.ค. 58

ตอน 13 

สัญญาด้วยหัวใจ 


ณุตตราเต็มไปด้วยความลำบากใจ เมื่อเรื่องที่รู้อยู่เต็มอกกลับไม่อาจบอกให้เขารับรู้ความรู้สึกของเธอ หญิงสาวกลืนลมหายใจเข้าสู่ปอดยาวลึกแล้วผ่อนออกมายาวๆ หวังขับไล่ความสับสนในอก หายใจโล่งๆ ได้ชั่วขณะหนึ่งตอนที่ธรรศปล่อยมือยอมให้เธอผละจากอกกว้าง โชคดีที่เขาไม่ดึงดัน คาดคั้นจะเอาคำตอบในตอนนั้น เขาคงรู้ว่าเธอต้องการเวลาจึงผ่อนปรนให้ 


ร่างบางจึงมีโอกาสมายืนอยู่ตรงนี้ตามลำพัง หลังจากลงจากรถมาได้หญิงสาวก็ก้าวดุ่มๆ ราวกับที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง พกพาหัวใจสั่นไหวกับวงหน้าร้อนซ่าน ปรารถนาเพียงเพื่ออยู่ให้ห่างจากเขา เพื่อที่หัวใจของเธอจะได้เต้นเป็นปกติ มีเวลาใคร่ครวญอย่างมีสติที่สุด 


‘เคยรักผมบ้างหรือเปล่า ตอบด้วยหัวใจนะ ขิม’ 


ความจริงก็คือ...มันยากเหลือเกินที่จะข่มกลั้น บอกปัดความรู้สึกแท้จริงที่รุมเร้าจนล้นทรวง วินาทีนี้ณุตตรารู้แล้วว่าเขาคือทุกสิ่งทุกอย่าง คือความหวัง คือความรักครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของเธอ


รักนิรันดร์ ความรักช่างทรงอานุภาพนักที่นำพาผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ดั้นด้นข้ามฟ้าข้ามทะเลเพื่อตามหาชายหนุ่มซึ่งเป็นรักแรก ขอแค่ได้พบเขานั่นเป็นสิ่งแรกที่ปรารถนา ขอให้ได้รับการอภัยและขอให้เขาจดจำเธอด้วยความรู้สึกดีๆ ต่อเมื่อพบแล้วความปรารถนาพรั่งพรูกว่านั้น เธอโลภที่อยากได้ความรักครั้งอดีตกลับคืนมา ทว่าความจริงก็มีอานุภาพร้ายไม่ยิ่งหย่อน บั่นทอนร้องเตือนให้รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เธอไม่อาจมีอนาคตร่วมกับเขาได้อีก


และเพราะความรักนี่เอง ที่ทำให้ณุตตราคิดแทนคนรอบตัว กังวลมากเกินไปจึงตัดปัญหา เลือกทิ้งความสุขในระยะเวลาสั้นๆ ของวันนี้ เพื่อจะไม่ให้พวกเขาต้องทุกข์ทรมานในวันข้างหน้า กลับกลายเป็นว่าเป็นความคิดที่ผิดถนัด เช่นที่นายคนเล็กเคยบอก สำหรับธรรศก็เหมือนกัน เธอคิดเรื่องเขาผิดไป เขาเลือกจะสู้ยิบตาในขณะที่เธอยอมแพ้ราบคาบ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มสู้ 


แล้วเธอล่ะ ณุตตรา...เมื่อไหร่จะกล้า หลุดจากเปลือกแห่งความขลาดกลัว 


ทลายเกราะที่เต็มไปด้วยความหม่นเศร้า โดดเดี่ยวนี้ให้พังลง เมื่อไหร่จะยอมรับว่า...ต้องการเขามากกว่าสิ่งอื่นใด 


ณุตตรายืนทอดสายตาไปยังผิวน้ำใส ในดวงตากลมสวยจับจ้องเพียงประกายระยับของเปลวแดดจ้ากระทบน้ำนิ่ง แท้จริงแล้วไม่มีภาพใดในสายตาเลยนอกจากเจ้าของใบหน้าคมคายกับสายตาตัดพ้อเมื่อครู่ เขาเสียใจ เธอรู้... 


ยามนี้เบื้องหน้าของเธอเป็นคฤหาสน์สองชั้น ถูกคั่นไว้ด้วยสวนและสระว่ายน้ำขนาดย่อม หญิงสาวยืนนิ่งราวรูปสลัก กระชับวงแขนเล็กๆ โอบกอดตนเองไว้เมื่อถูกลมเย็นกรูเข้าใส่ ใจลอยนานแค่ไหนแล้วมิรู้ รู้สึกตัวอีกคราตอนที่มีเสียงทุ้มๆ ดังขึ้นเรียกสติเมื่อเอี้ยวตัวกลับไปจึงเห็นชายหนุ่มยืนอยู่เบื้องหลัง รักษาระยะห่างแค่เอื้อมมือถึง 


“ธรรศ” เป็น 'เขา' ซึ่งอนุญาตให้เธอมีเวลาใคร่ครวญเมื่อห้านาทีก่อน แล้วปรากฏตัวในเวลาต่อมาเหมือนเคาะระฆังบอกว่าเวลาส่วนตัวของเธอหมดลงแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้ตามมาเพื่อคาดคั้น เรียวตาสีสนิมคู่นั้นราบเรียบ ราวกับพร้อมใจจะรับต่อความผิดหวัง 


“ธรรศ เอ่อ ฉันยัง...” 


สีหน้าเธอไม่สู้ดีนัก ร่างสูงใหญ่ขยับมาชิดพลิกร่างน้อยกลับมาเผชิญหน้า ประสานสายตานิ่งนานจนลมหายใจฝ่ายหญิงติดๆ ขัดๆ ริมฝีปากหยักลึกยกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะยิ้มยามเอ่ยถ้อยขื่น 


“สงสัยว่า...คำถามของผมจะยากเกินไป” ปลายเสียงเยาะให้กับ 'แนวโน้ม' ที่จะผิดหวังของตน ตาคมจ้องเขม็ง 


“ถึงทำให้ขิม...ตอบไม่ได้” นัยน์ตาหม่นเศร้า “...หรือไม่อยากตอบ” 


“ฉัน...” สุ้มเสียงแห้งเหือดไปจากลำคอระหง ดั่งมีก้อนแข็งยันตัวขวางไว้จนตีบตัน ดวงหน้าหวานซ่านขึ้นเป็นกำลัง 


ขอบนัยน์ตาของหญิงสาวรุมร้อน ทะลักไปด้วยไอผ่าวๆ กับหยดใสที่ค่อยๆ เอ่อตัวมาออ ยามวงหน้าละมุนถูกเชยขึ้นชิดใบหน้าสากไรเครา ตากลมโตจึงพานพบรอยซึ้งจากตาดุคู่คม 


“ที่ไม่ตอบ...เพราะผมไม่มีค่า หรือไม่คู่ควรกับความรักของคุณ”


“บอกผมทีถ้าผมไม่ได้อยู่ในสายตา ไม่ได้มีผลอะไรกับคุณเลย แล้วกลับมาพบผมเพราะอะไร?” 


เสียงแหบโหยตัดพ้อ เกือบเผลอตัวเขย่าร่างอ้อนแอ้นเพราะความน้อยใจ ใบหน้าเรียวยาวเกร็งน้อยๆ ยามขบกรามแน่น วางมือบนไหล่ลาดเนียนกดไว้นิ่งๆ คลอนบ่าบอบบางเบาๆ ตามแรงมือที่สั่นสะท้านจากร่างโต ยามที่ถูกความน้อยเนื้อต่ำใจรุมล้อม กระบอกตาคล้ำร้อนผะผ่าวดุจไฟอัง ธรรศกะพริบถี่ๆ หวังไล่ความสิ้นหวังรุนแรงออกไปเสีย 


“อยู่กับผมที่นี่ไม่ได้หรือขิม ที่นี่คือบ้าน คือที่ที่ผมมีไว้เพื่อรอ รอว่าวันหนึ่งผู้หญิงที่ผมรักจะกลับมา รักที่ได้แต่รอมาตลอด รักที่ไม่มีวันแทนที่ด้วยใครคนไหน ไม่ว่า...เวลาจะเปลี่ยน” 


“และจะรักไปตราบเท่าที่ลมหายใจยังมี ผมรักคุณเหลือเกิน ขิม” ท่อนแขนแกร่งรั้งณุตตราเข้ากอด น้ำใสขับมาคลอหางตาชายหนุ่ม ร่างน้อยพลอยสะท้าน เจ็บปวดที่เป็นได้เพียงผู้รับที่เห็นแก่ตัว ทั้งที่ความรักของเธอไม่เคยยิ่งหย่อน เพียงขลาดเขลาเกินไปเท่านั้น 


“ธรรศ...” เสียงเล็กๆ กระซิบแผ่วผ่านรูปปากหยักสวย ฟันเรียงเรียบเป็นระเบียบขบเข้าหากัน เต็มไปด้วยความทรมานรุมเร้า “......” 


สักครู่ชายหนุ่มรับรู้ถึงความนุ่มหยุ่นที่เข้ามาแนบชิดอกกระด้าง สัมผัสได้ถึงเนื้อตัวค่อนข้างนุ่มนิ่มเมื่อหญิงสาวแทรกตัวเข้ากอด ซุกใบหน้ากับอกอุ่น ท่อนแขนเรียวบางของเธอเอื้อมขึ้นแล้ววางรอบเอวสอบ กอดตอบช้าๆ อย่างนุ่มนวล 


ณุตตราพ่ายแพ้ ยอมปล่อยน้ำตาอุ่นๆ รินไหลแล้วสะอื้นเบา ธรรศนิ่งงันครู่หนึ่ง ในอกปวดแปลบ 


“ฉะ” ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะอิดเอื้อนคำใด ระหว่างรอยพร่างพราวของน้ำตา 


“ฉันรักนาย” เบาจนแทบไม่ได้ยิน หากหัวใจที่จดจ่อรออยู่พองขึ้นคล้ายลูกโป่งสูบลมจนตึง 


จริงนะ! เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม 


“ขิม!!” 


เพียงแค่คำนี้คำเดียว คนฟังหัวใจโหวงๆ ตัวเบาหวิว ปลายเท้าไม่ติดพื้น หญิงสาวถูกโอบกอด โยกคลอนไปมาด้วยความยินดี ถูกกอดรัดแน่นจนร่างบางแทบจมบุ๋มหายไปกับอกกว้าง ณุตตราหลับตาพริ้ม คลี่ยิ้มอ่อนๆ ซึมซับความสุขจากการปลดปล่อยพันธนาการในหัวใจ 


เป็นสุขอย่างนี้นี่เอง สุขที่ไม่มีสิ่งใดจะแทนที่ได้เลย... 


ยามนี้ดวงตาคมสวยฉ่ำชุ่ม พวงแก้มปลั่งก่ำแดง รื้นไปถึงโหนกแก้ม ยิ่งถูกกระชับกอดอย่างหวงแหนด้วยแล้ว...อบอุ่นซ่านไปถึงหัวใจ 


ทำไมหนอเธอจึงโง่นัก พยายามอยู่ห่างคนที่ตัวเองรัก สร้างความเจ็บปวดทั้งเขาทั้งเธอ สุดท้ายแรงโหยหาก็ย้อนมาทำร้ายตัวเองสาหัสสากรรจ์ แล้วที่สุดก็พ่ายแพ้...แพ้ยับเยินให้กับศัตรูที่ชื่อว่า ความรัก 


“ขิมรักธรรศ” เสียงหวานย้ำทุกคำหนักแน่น 


“และจะรักไปจน...ตลอดชีวิต” 


“จริงๆ นะครับ สัญญาว่าจะไม่ไปจากผม ผมจะไปพบคุณย่า ไปพบพี่ชายของขิมแล้วขอให้พวกเขายอมให้ผมได้ดูแลขิมตลอดไป” 


คนฟังยิ่งสะอื้นหนัก ผงกศีรษะน้อยๆ 


“ขิมจะอยู่ข้างๆ ธรรศ ให้นานที่สุด...เท่าที่จะทำได้” 


ยามให้ ‘สัญญา’ เจ็บปวดสาหัสยิ่งกว่า นานที่สุดนั้น กี่วัน กี่เดือนกันเล่า...ไม่รู้ 


น้ำตาที่หลั่งรินยามนี้ปนเปไปด้วยความเต็มตื้นและรักลึกซึ้ง เสียดายอย่างเดียวก็แค่...เธอจะมีโอกาสอยู่ซึมซับความสุขนี้ไปได้นานแค่ไหน เสียงร่ำไห้หนักขึ้นจากคนที่อิงซบบ่ากว้างทำให้ธรรศแปลกใจ เขาขยับตัวออกห่างเล็กน้อย จับบ่าลาดเนียนห่างอกในระยะที่มองเห็นวงหน้าระเรื่อชัด เรียวตาดุเข้มร้อนรน 


“เป็นอะไรไป?” ความห่วงใยสะท้อนในนัยน์ตาคมปลาบ หัวคิ้วเริ่มขมวด 


“ดีใจอย่างที่ผมดีใจ ใช่ไหมครับ” เขาตีความอาการนิ่งงันของหล่อนอย่างนั้น ณุตตราไม่ปฏิเสธ ใช่...ดีใจแล้วก็เสียใจที่ไม่อาจรักษาความสุขได้ยั่งยืน แต่ก็เป็นชีวิตหนึ่งที่จะมอบแก่เขา ลมหายใจที่เหลือของเธอ...มันเป็นของเขา 


“เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว มีนาย มีความรักของนายอยู่ข้างๆ ตราบจนวันสุดท้าย จะเกิดอะไรขึ้นขิมก็ยินดี” 


รอยยิ้มฝืนๆ ที่ปรากฏขึ้นเศร้าสร้อยจนชายหนุ่มแปลบปลาบในอก แปลก...ที่รอยยิ้มนุ่มนวลของณุตตราเชือดเฉือนความรู้สึก เศร้ามากกว่าสุข เขาส่ายหน้าน้อยๆ พลางประคองใบหน้าซ่านแดงขึ้นมองสบตรงๆ ลดใบหน้าคร้ามคมลงใกล้ แค่ลมหายใจเป่าถึง


“ความรักไม่มีวันสุดท้าย รักไปเรื่อยๆ และรักจะคงอยู่ เราสองคนก็เหมือนกันจะไม่พรากจากกันอีก เพราะผมคงอยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ทนไม่ไหวอีกแล้วที่จะไม่มีคุณ”


“ฉัน...ก็คงเหมือนกัน” เสียงเครือ หัวใจวิบไหวประหลาด 


หญิงสาวพยายามอย่างยิ่งที่จะเข้มแข็งกว่านี้ พยายามแล้ว ทว่ายากเหลือเกินเมื่อคิดถึงคืนวันข้างหน้า ดวงหน้าที่ซบอกแบนราบค่อยๆ เงยขึ้น แอ่งใสที่ฉาบขอบตาร่วงวูบ แปลกที่ความหม่นพร่ามิได้จางไปพร้อมกัน แม้จะกะพริบตาเร็วและถี่เท่าไร เจ้าแสงวับๆ ที่สะท้อนกับผิวน้ำจนแสบตากลางสระ ยังคงกระเพื่อมไหวในนัยน์ตาทั้งสอง รุนแรงขึ้นทุกขณะเสมือนมีกระแสไฟเสียดแทง 


เปลือกตาอ่อนบางกระตุกวูบ กระบอกนัยน์ตาร้อนผ่าวดุจ...ไฟ! 


เอ๊ะ! ทำไม... 


ดวงหน้าซีดเผือด เมื่อค้นพบความผิดปกติ 


และทันทีที่รู้ตัวร่างกายก็เกิดปฏิกิริยาฉับพลัน เรือนร่างปลิวลมเริ่มโอนเอน รู้สึกศีรษะหนักอึ้งแม้พยายามประคองตัวแล้วก็ยังซวนเซ ณุตตราบอกตัวเองว่าไม่เป็นอะไร และต้องไม่ใช่อย่างที่คิด สิ่งที่กลัวไม่เกิดขึ้นเร็วปานนี้หรอก และเธอคงไม่โชคร้ายเกินไป 


ณุตตราฝืนหยัดยืน หลับตาแล้วปรือขึ้นใหม่ ภาวนาอย่างมีหวังว่าภาพของธรรศจะชัดเจนกว่าครั้งก่อน เธอกะพริบตาเร็วๆ เพ่งมองครู่ใหญ่แล้วสลัดศีรษะมองซ้ำ ทว่า...ร่างสูงใหญ่เบื้องหน้าก็ยังพร่าเลือน มองเห็นธรรศเป็นแค่เงาดำทะมึน วูบๆ ไหวๆ ทั้งที่ยืนอยู่กลางเปลวแดดจัดจ้า 


แย่แล้ว! 


หญิงสาวยกมือขึ้นลูบใบหน้าชื้นเหงื่อแรงๆ ใช้หลังมือแตะซับเหงื่อข้างไรผมด้วยอาการสั่นเทา แล้ววางมือนิ่งตรงเปลือกตาอ่อนบางที่ร้อนผะผ่าวราวคนเป็นไข้ หนังตาอ่อนๆ กระตุกน้อยๆ นัยน์ตาคมขลับดุจลูกกวางวูบไหวทั้งที่หลับตา ความหวาดหวั่นพุ่งเข้าทิ่มแทงจนสะท้านกลัว 


“ขิม...” 


อาการที่เกิดกับหญิงสาวตรงหน้าธรรศรับรู้แค่เจ้าหล่อนหน้าซีด ริมฝีปากเผือดจนเป็นสีขาว ร่างน้อยโอนเอนเหมือนคนจะเป็นลม เขายื่นมือออกไปข้างหน้าเกือบถึงต้นแขนกลมกลึงอยู่แล้ว วูบเดียว คนที่อยู่ห่างแค่เอื้อมมือถึงผงะหงายไปข้างหลัง เขาจะไม่ตกใจเลยถ้านั่นไม่ใช่สระน้ำ 


“ขิม ระวัง!” เสี้ยววินาทีที่เขาอุทาน เป็นวินาทีเดียวกับที่เรือนร่างบางร่วงจากขอบสระ ประดุจใบไม้แห้งที่ปลิดปลิวขาดจากขั้ว โดยไม่ทันที่เขาจะคว้าไว้ เสียง ตูม สนั่นเมื่อร่างกระทบผิวน้ำ มวลน้ำใสกระเซ็นสาย กระเพื่อมขึ้นรอบขอบสระมาถึงพื้นกระเบื้องเมื่อสองร่างดิ่งลึกลงแตะพื้นสระสีอ่อน 


เฮือก!! 


ลมหายใจถูกเก็บกลืนอึกใหญ่ก่อนพ่นออกมาแรงๆ เมื่อธรรศพุ่งตัวขึ้นสู่ผิวน้ำ ระลอกริ้วแตกกระจายเป็นฟองฟอดในตำแหน่งที่คนตัวโตแหวกว่าย ใบหน้าที่โผล่พ้นน้ำเปียกชุ่ม เส้นผมเปียกลู่แนบศีรษะทุย ท่อนแขนขวาล็อกเอวดึงเจ้าหล่อนขึ้นมาพร้อมกันเรียวตาคู่ดุจับจ้องที่ณุตตราเท่านั้น 


“คุณอย่าเป็นอะไรนะขิม ได้ยินผมไหม ตอบผมสิ” ละล่ำละลักเขย่าร่างน้อย ดวงตาแดงก่ำ อกกว้างกระเพื่อมสั่นกลายเป็นที่ซึ่งหญิงสาวอิงซบอ่อนแรง ณุตตราหลับตานิ่ง อย่างเดียวที่พอให้เบาใจคือ...ลมหายใจของเธอ เข้า-ออกเป็นไปในจังหวะเดียวกันกับเขา 


“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะ คุณต้องอยู่กับผมนะ ขิม” 


เสียงห้าวพร่าสั่น ธรรศได้ยินตัวเองพูดซ้ำๆ ว่าจะไม่ยอมให้เธอจากเขาไปอีก ไม่ว่าเหตุผลอะไรทั้งนั้น 



เขาเป็นคนจัดการทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการอุ้มเธอขึ้นจากสระ พาเข้ามาในห้องนี้อย่างทุลักทุเล ตัวเขาและเธอเปียกปอนไปถึงเนื้อใน และเป็นเขาอีกนั่นแหละที่ลงมือผลัดเปลี่ยนชุดเปียกชื้นจากร่างปวกเปียกของเธอ นำเสื้อคลุมอาบน้ำมาสวมผูกเชือกหลวมๆ ที่เอวคอดบาง แล้วอุ้มไปวางบนโซฟารูปตัวแอล กลางห้องรับแขก รองเบาะโซฟาหนังสีดำปลาบด้วยหมอนนุ่มใบใหญ่ที่วางซ้อนกันเพื่อให้หญิงสาวอิงซบได้สบายตัวที่สุด 


ชายหนุ่มเดินวุ่น กุลีกุจอจัดท่าให้ร่างบอบบางนอนตะแคงซบหมอนด้านหนึ่ง หาผ้าห่มหนาๆ มาคลุมร่างสั่นเทาไว้ถึงอก ทำตัวเธอให้อุ่นอย่างร้อนรน เดินเข้าเดินออก ขนนู่นขนนี่มาไว้ในห้องนี้จนกลายเป็นห้องที่รวมทุกอย่างไว้ ตั้งแต่หมอน ผ้าห่ม กระติกน้ำร้อนและถุงยา 


ณุตตราไม่ได้เห็นสีหน้าของเขาเพราะกำลังปรือปรอย ได้แต่รู้สึกถึงสัมผัสอ่อนโยนที่เกิดขึ้นระหว่างสะลึมสะลือ โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายบรรจงเช็ดผมให้อย่างเบามือ แก้มซีดจางถูกเกลี่ยด้วยวงนิ้ว ไล้มาถึงหน้าผากมนที่แห้งสะอาดด้วยผ้าขนหนูอย่างอ่อนโยน ไม่นานทุกอย่างก็เข้าสู่ความสงบอีกครั้ง หญิงสาวเห็นเพียงรางๆ ว่าร่างสูงสง่าที่สวมชุดสีขาวถอยห่างออกไป 


ธรรศ เปล่งเสียงเรียก ทว่าแหบหาย 


“ธรรศ นายอยู่ที่ไหน?” พยายามอีกหน ครานี้เจ้าของชื่อซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลสะดุ้ง ถลันจากเบาะข้างๆ มาประชิดร่างน้อยในท่าประคอง 


“ผมอยู่ตรงนี้ ผมอยู่ใกล้ๆ คุณตลอด นี่ไง...ผมอยู่ที่นี่” เขาสำทับด้วยการดึงมือหญิงสาวมากุม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่ปรือตาดีนัก 


“ธรรศ!” เจ้าหล่อนครางอย่างโล่งใจเมื่อทราบว่าเขายังอยู่ใกล้ๆ แค่เอื้อมมือถึง 


สำหรับอีกฝ่ายแล้วเป็นความรู้สึกเต็มตื้นในหัวใจเมื่อหญิงสาวกระชับมือตอบ เจ้าหล่อนยื้อมือเขาไว้ราวเด็กเล็กๆ ที่ต้องการไออุ่นจากผู้ปกป้อง ก่อนจะปรือตาขึ้นช้าๆ โดยมีความหวาดกลัวเข้าครอบงำ กลัวนักหนาว่าความหม่นมืดจะยังไม่จางไป กลัวเหลือเกินว่าจะไม่มีโอกาสมองเห็นใบหน้าชายที่เธอรักอีก กลัว...เพราะยังไม่ได้เตรียมใจกับสิ่งนี้ 


ความสุขเพิ่งจะเกิดไม่นานเท่านั้น ขอได้โปรด...อย่ามีใครมาพรากไปจากเธอเลย 


ภาพพร่าเลือนปรากฏกลางนัยน์ตาดำ จุดเล็กๆ สั่นไหว หญิงสาวกะพริบตาถี่ๆ ยังอยู่ในอาการงุนงง ก่อนแสงพร่าจะแทนที่ด้วยเค้าโครงหน้าหนุ่มใหญ่ ชัดเจนขึ้นอย่างช้าๆ จนเป็นใบหน้าคมคาย มือเล็กเอื้อมขึ้นมาแตะปลายคางของธรรศอย่างลืมตัว 


โอว...เธอยังมองเห็นเขา ต้องขอบคุณสิ่งใดกันเล่าที่ยังเมตตาชีวิตอาภัพของเธอ 


ขอบคุณค่ะ ขอบคุณ 


อารามดีใจ ร่างแน่งน้อยกระถดตัวขึ้น โผเข้าหาอกกว้าง สวมกอดชายหนุ่มไว้จนใจเขาเต้นประหลาด ทั้งประหม่า ทั้งดีใจ “ขิม” 


“ไม่เป็นอะไรแล้วนะ เมื่อกี้ผมตกใจแทบแย่ ตั้งแต่ขึ้นจากน้ำมาขิมไม่ได้สติจนผมทำอะไรไม่ถูก แล้วตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง บอกผมสิคนดี” 


“ดีใจค่ะ ดีใจที่ได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในแบบ...ที่ยังมองเห็นอยู่” ณุตตราบอกตามตรงพลางซุกหน้ากับอกเขา  


“ผมไม่เข้าใจที่ขิมพูด ทำไมหรือ?” หญิงสาวชะงัก 


“ขิมหมายถึง...รู้สึกดีขึ้นแล้วน่ะ” บอกเสียงปร่า ธรรศเลิกแถบคิ้วหนาเข้ม นัยน์ตาจับจ้อง “จริงๆ” สำทับไม่แนบเนียนเอาเสียเลย 


“ผมไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้นนะ บอกผมสิว่าคุณหมายถึงอะไร?” คาดคั้น 


“เอ่อ ขิม...” 


คนถูกถามนิ่งงันชั่วขณะพลางขยับออกห่างไปนอนซบหมอน เอียงศีรษะเล็กๆ ในทิศทางที่ยังจับจ้องใบหน้าของธรรศได้ชัดเจน นัยน์ตากลมโตของหล่อนสุกสกาว สวย เป็นประกายระยับคล้ายดวงดาวกลางฟ้านับร้อยนับพันพลางจ้องมองเขาไม่วางตา รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนดวงหน้าซีดเกือบขาวโพลน มือเรียวบางยังจับมือเขาไว้มั่น นับเป็นภาพที่งดงามจับตาคนมอง ทว่ารู้สึกสลดเศร้าจนบรรยายไม่ถูก 


ณุตตรากลืนก้อนแข็ง ไม่อาจขย้อนกลับคืนแล้วปิดบังอีกต่อไป... 


“ธรรศ ฟังขิมนะ ฟังดีๆ” หัวใจคนจะพูดเต้นถี่ยิบ 


“...ขิมป่วย” คนพูดสูดลมหายใจยาวๆ เข้าปอด หลับตาลงช้าๆ ครู่หนึ่งด้วยมองหน้าเขานานกว่านี้...น้ำตาจะไหล 


“ป่วย...” เธอพยักหน้า 


“ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ความมืดจะมาพรากทุกภาพในดวงตา แม้แต่ภาพของนาย ขิมมีปัญหาโรคตา ตรวจพบว่าเป็นอาการตาบอดในที่มืดและเวลากลางคืน มันเป็นผลมาจากอาการจอประสาทตาเสื่อม...แบบที่ยังไม่มีทางรักษา” 


“ส่วนอาการเมื่อครู่เป็นแค่หนึ่งสัญญาณเตือนว่าอีกไม่นาน...ขิมก็จะมองไม่เห็น ทั้งกลางวันกลางคืน” 


เจ้าหล่อนบอกอย่างสงบใจ ทั้งที่คิดว่าเป็นเรื่องยากที่สุด แต่กับเขา เธอกลับพรั่งพรูออกไปได้ง่ายกว่าที่คิดไว้ เธอเข้มแข็งขึ้น ไม่ก็...เชื่อใจเขามากขึ้น 


“อะไรนะ...” ธรรศอุทานแล้วส่ายหน้า จ้องมองดวงตาคู่ที่บอกว่าผิดปกติอย่างไม่ยอมรับ ก็เธอดูปกติดี แล้วจะเป็นไอ้โรคที่ว่านี่ได้ยังไง? 


“ไม่จริงหรอกที่ว่าไม่มีทางรักษา ไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม?” ชายหนุ่มอยู่ในอาการตกใจจึงไม่ยอมรับ ณุตตราปรือเรียวตาหม่นขึ้นสบ แววตาของเธอแน่วแน่แทนคำตอบ 


“มันเป็นความจริง ที่ขิมตัดสินใจกลับมาพบธรรศเพราะเหลือเวลาน้อยเต็มที ช้ากว่านี้ถึงเราจะได้พบกัน ไม่แน่ว่าขิมจะยังเป็นปกติ นี่เป็นเหตุผลที่ขิมกลับมาเมืองไทย เพื่อที่หลังจากนี้จะได้กลับไปใช้ชีวิตที่อเมริกาโดยไม่มีอะไรติดค้างในใจอีก” 


“ก่อนหน้านี้พี่เขมขอให้ขิมแต่งงาน เขาเป็นคุณหมอที่คอยดูแลขิมมาตลอด พี่เพชรเป็นคนดีแต่ไม่ใช่คนที่รัก ตอนนั้นเองที่รู้ว่าอย่างไรก็ไม่เคยลืมเรื่องนาย เรื่องของเรายังค้างคาอยู่ในนี้ ขิมจึงตัดสินใจบินกลับไทยในวันหมั้น ทิ้งทั้งพี่เขมและพี่เพชรไว้ที่นั่นอย่างคนเห็นแก่ตัว” 


“เพื่อมาพบนายเป็นครั้งสุดท้าย...” 


ปลายเสียงขมขื่น นัยน์ตาหม่นพร่าแฝงไปด้วยความหวังที่เคยพร่างพราย ด้วยที่สุดแล้วเธอก็ได้พบเขา 


“การพบกันในครั้งนี้ของเราจะเป็นภาพสุดท้าย เป็นภาพแห่งความสุขที่ขิมจะจดจำไว้นึกถึงในยามที่ทุกภาพกลายเป็นสีดำสนิท” 


เสียงอ่อนแหบพร่า ต่อมน้ำตาขับแรงสะอื้นขึ้นมาตีบตันลำคอ น้ำตาพรากไหลอาบแก้มมิอาจกลั้นอีก 


“...นี่หรือเหตุผลของขิม?” 


ชายหนุ่มนิ่งงันเป็นนานครางถามเสียงเยียบ รู้สึกว่ากายแกร่งสั่นสะท้านแม้ยามหายใจปกติ นี่เองเหตุผลที่ณุตตรากลับมา เหตุผลของรักที่ยังตกตะกอนในหัวใจ เฉกเช่นเดียวกับเขา แต่เจ้าหล่อนมาเพื่อร่ำลาแล้วจากกันตลอดไป 


“มันเป็นเหตุผลของคนเห็นแก่ตัวที่ไม่อยากให้ความรักครั้งแรกจบลงแบบขมขื่น ขอแค่พบหน้านายอีกครั้งเพื่อขอโทษแล้วจะขอเก็บมันไว้ในหัวใจ ตราบนานเท่านาน ขอโทษนะ เพราะขิมอ่อนแอเกินไปจึงไม่ได้บอกความจริงตั้งแต่แรก ขิมไม่อยากสร้างภาระให้ใคร หวังว่าธรรศจะเข้าใจว่าเราอยู่ร่วมกันไม่ได้ ถึงแม้ขิมจะอยากอยู่สักแค่ไหน...ก็อยู่กับธรรศที่นี่ไม่ได้จริงๆ” 


“ผมไม่เข้าใจ” นัยน์ตาดุเข้มพราวขึ้น 


“ไม่เข้าใจว่าขิมเก็บเรื่องนี้ไว้คนเดียวได้ยังไง ทั้งที่เป็นเรื่องที่ผมต้องรู้ เป็นเรื่องที่ผมต้องรับผิดชอบเหมือนกัน” คนพูดหอบหายใจสะท้าน  


“ไม่รู้ตัวบ้างเลยหรือว่าขิมไม่ใช่แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตผม ไม่ใช่ใครก็ได้ที่ผมจะไม่ใส่ใจ แต่เธอคือชีวิต คือหัวใจ คือผู้หญิงที่เป็นภรรยา ผมคงเป็นผู้ชายหน้าโง่ที่สุดที่ยอมปล่อยให้ภรรยาตัวเองต้องผจญเรื่องร้ายๆ นี่คนเดียว” 


“ผมไม่สนหรอกว่าจะมีความสุขอีกกี่เดือน อีกกี่วัน หรือจะเหลือแค่ไม่กี่นาทีต่อจากนี้ แต่ผมเลือกที่จะใช้มันอย่างคุ้มค่า ฉะนั้นไม่ว่าขิมจะเป็นอะไร ต่างไปจากนี้หรืออยูในสภาพไหน หัวใจของผมก็ยังเหมือนเดิม” 


“ได้ยินไหมครับ ว่าผมจะรักขิมเหมือนเดิม” ธรรศรั้งร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอด ใบหน้าคร้ามค่อนข้างเรียวยาวกดลงแนบศีรษะเล็กๆ ของหล่อน ปล่อยให้ความอัดอั้นผันแปรเป็นหยดใส ร่วงตามร่องแก้ม 


“ธรรศ...” 


“ต่อให้วันพรุ่งนี้มีคนพิพากษาไว้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันที่สิ้นหวังสักแค่ไหนผมก็จะรั้งคุณไว้ เราจะอยู่ที่นี่ด้วยกันนะขิม...ตลอดไป” 


ทำไมหนอ...ความขื่นขมปนเปความสุข ได้อย่างกลมกลืนราวเนื้อเดียว 


ทำไมนะ ทำไมจึงสลัดอ้อมกอดนี้ไม่ได้...เข้มแข็งไว้สิ ขิม 


ณุตตราเจ็บแปลบที่อกข้างซ้าย เจ็บเจียนตาย แต่ก็สุขมากพอๆ กันที่ถูกโอบกอดจนอุ่นแน่นแนบอกกว้าง ไม่ว่าพบเจออะไรมา โศกเศร้าแค่ไหน ร้องไห้จนเหนื่อยอ่อนเท่าใดก็ยังมีคนปลอบประโลม จะสุข จะเศร้าก็มีอีกหนึ่งหัวใจเคียงข้าง นี่กระมังที่เรียกว่า...คู่ทุกข์คู่ยาก 


...และเขาคือคนคนนั้น 


“ผมจะไม่ขอสัญญาว่าคุณจะไม่จากไปไหน แต่ผมจะเป็นคนสัญญาว่าจะไม่ยอมให้คุณจากไปไหนอีก” 


ชายหนุ่มกดบ่าบอบบางด้วยมือหนาเบาๆ จับให้เจ้าหล่อนทรงตัวขึ้นพิงพนักโซฟา ส่วนตัวเขากระถดร่นลงไปนั่งคุกเข่าเบื้องล่าง ธรรศกะพริบตาช้าๆ กดใบหน้าเคร่งขรึมลงต่ำอย่างสงบใจ ทบทวนทุกเรื่องราว ก่อนจะเงยใบหน้าขึ้นช้าๆ มองมุ่งไปที่คนตรงหน้า..คนเดียว 


เรียวตาคู่คมจับจ้องดวงหน้าระเรื่อ ซึมน้ำตาของณุตตรา...นิ่งนาน 


สิ่งที่ตื้นเขินถูกขย้อนผ่านพ้นอกจนโล่งขึ้นเล็กน้อย สิ่งที่ทบทวนได้ความกระจ่างโดยปราศจากความสับสนใดๆ กลายเป็นความหวังเดียว แรงปรารถนาเดียวที่จะเคียงข้างโดยไม่สนใจเรื่องอื่นอีก ธรรศสูดลมหายใจยาวลึกเข้าปอด หลอมรวมพลังมุ่งมั่นจนปรากฏในแววตาคมกล้า 


มาดมั่น...อย่างไม่เคยมั่นใจอะไรเท่านี้มาก่อน คงเพราะ...ไม่เคยรักใครมากเท่านี้มาก่อนเช่นกัน 


ร่างกำยำยืดตัวบนเข่า โน้มมาข้างหน้าพลางยื่นมือขึ้นไปปัดหยดน้ำพราวแก้มนวล ซับให้อย่างอ่อนโยน ใบหน้าคมเจือรอยยิ้มอ่อนก่อนจะรวบมือเรียวบางขึ้นมาจรดจูบที่หลังมือแผ่วเบา ธรรศเงยวงหน้าขึ้นสบด้วยเรียวตาจริงจังจนหัวใจหญิงสาวสั่นไหว เรียวปากหยักลึกได้รูปสวยผละจากหลังมืออย่างเชื่องช้า เม้มเข้าหากันน้อยๆ ก่อนจะค่อยๆ เอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้ณุตตราลืมวิธีหายใจ... 


“...แต่งงานกับผมนะ ขิม” 


แต่งงาน...? เคยเป็นเรื่องไกลตัวห่างจากความคิดอย่างที่สุด จนไม่อยากเชื่อว่า...ยามนี้เธอจะได้ยินคำขอข้างหู และไม่ใช่แค่ฝันอีกต่อไป 


ภาพของเขา น้ำเสียงทุ้มซึ่งแฝงความเอาแต่ใจกับแววตาเว้าวอน เป็นเครื่องเตือนใจว่า 'จริง' ธรรศกับความในใจของเขามีตัวตนในหัวใจของเธอ มีอานุภาพใหญ่หลวงและมุ่งมั่น เขาปล่อยให้เธอสับสนไม่นาน ร่างสูงใหญ่ก็ขยับตัวเล็กน้อยพลอยทำให้ณุตตราหลุดจากภวังค์ ดวงตากลมโตเบิกกว้างนิดๆ เมื่อถูกรั้งเข้ากอด เกยบ่าบางด้วยคางคมสัน โยกคลอนร่างน้อยที่ฝังตัวกับอกกว้างอย่างอ่อนโยน 


“นะครับ” เสียงทุ้มวอนหวาน 


“ถ้าขิมปฏิเสธ ผมไม่รู้ว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปยังไง ตอนไม่มีคุณก็อีกอย่างแต่ถ้าเคยมีแล้วไม่มี ไม่รู้จะอยู่ได้ไหม งานการทั้งหมดที่ทำมาคงต้องพังเพราะเอาแต่ตามหาคุณไปเรื่อยๆ ต่อให้ต้องไปถึงอเมริกาก็จะไป...จนกว่าคุณจะใจอ่อน” 


“เพราะถ้าไม่ใช่คุณ มั่นใจเถอะว่า...ผมจะไม่แต่งงานกับผู้หญิงคนไหนอีก ฉะนั้นได้โปรดอยู่กับผู้ชายที่รักคุณมากที่สุดเถิดครับ” 


“ธรรศ” เขาไม่ได้พูดเกินจริง เขารอเธอด้วยความรักที่ฉาบทับด้วยความแค้น ทรมานตนอยู่กับรักแรกจึงไม่แปลกที่เขาจะจมอยู่กับความรักครั้งที่สองที่มีให้เธอในฐานะภรรยา รักที่ลึกซึ้งมากกว่า ณุตตราซบหน้าลงซึบซับไออุ่นจากอกร้อนผ่าวครุ่นคิดแล้วศิโรราบ ไม่อาจต้านทานพลังมหาศาลของสิ่งที่เรียกว่า 'รัก' อีกแล้ว 


เจ้าหล่อนวางมือเล็กๆ โอบกอดเอวสอบของเขา ผงกศีรษะน้อยๆ แล้วปลดปล่อยคำพูดที่ตีบตันในหัวใจ... 


ขิมจะแต่งงานกับธรรศ จะอยู่ด้วยกันให้นานที่สุดนะ 


สัญญา... 



อระอรหยิบโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋าสะพายแบรนด์เนม โทรหาแฟนหนุ่มซึ่งต้องเดินทางไปดูแลการก่อสร้างโรงแรมเพชรรุ้งแทนธรรศ เจ้าเพื่อนตัวดีที่หนีไปทำภารกิจรัก 


ถึงแม้หล่อนจะหมั่นไส้และโกรธเขาในตอนแรก แต่ท้ายที่สุดแล้วเห็นแก่ความตั้งใจจริงของเขาและเห็นใจณุตตราจึงบากหน้ามาเรือนไม้ลายตะวัน บ้านสวนริมน้ำเมืองนนท์ ทำทีมาเยี่ยมเยียนคุณย่าของเพื่อนสาวและถามข่าวคราวไปในตัว ได้คำตอบจากนางคนางค์ว่าหลานสาวของท่านไปทำงานที่ต่างจังหวัด แล้วยังทราบอีกว่าพี่ชายของณุตตราจะเดินทางมารับน้องสาวกลับอเมริกาเร็วๆ นี้  


“ทางนี้เรียบร้อยดี คุณแพรนวลไม่ได้ติดใจอะไร แค่บ่นว่าพบหน้าสถาปนิกแป๊บเดียวเท่านั้น” รัฐกฤษณ์รายงานหลังเดินทางไปถึงจันทบุรีไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง 


“พบแค่เดี๋ยวเดียวก็ดีแล้วล่ะ ดีที่ไม่เกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกับเพื่อนของขิมที่นั่น รายนั้นเห็นว่าเป็นนายตำรวจ ถ้ามีเรื่องกันล่ะเสียชื่อบริษัทแย่ เพื่อนชายคนนี้ได้ยินคุณย่าขิมชื่นชมยกใหญ่ ท่านรู้จักคุณยายของเขา หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นหลานเขยในอนาคต” เล่าไปพลางออกอาการไม่ปลื้มพายัพไปพลาง ทั้งที่ยังไม่เคยเห็นหน้า 


“หลานเขย!! จริงเหรอ...แล้วนี่ไอ้ธรรศจะว่าไง จู่ๆ คุณย่าก็จะยกขิมให้ผู้ชายคนอื่นเสียอีก” 


“อยู่ที่การทำตัวของนายธรรศว่าสมควรยกหลานสาวให้ไหม ตอนนี้แอ้มกลับออกมาจากบ้านคุณย่าแล้วล่ะ เดี๋ยวเย็นนักจะออกลำบาก กะจะโทรเล่านายธรรศซะหน่อยว่าพี่เขม พี่ชายขิมน่ะดุเอาเรื่อง หวงน้องสาวยิ่งกว่าไข่ในหิน งานนี้หนักหนากว่าศึกนายตำรวจซะอีก ที่สำคัญเขาจะมาถึงเมืองไทยพรุ่งนี้แล้ว” 


“พรุ่งนี้!!” 


“ฮื่อ ใช่ เร็วใช่ไหม” หญิงสาวรำพึง 


“ถึงจะหนักหนาแค่ไหน ถ้าเจ้าธรรศมันยังใจสู้ก็ยังมีลุ้น ผมเอาใจช่วยอยู่ทางนี้ เชื่อว่าต้องมีทางออกที่ดี มีข่าวก็บอกนะผมเป็นห่วง แอ้มด้วยดูแลตัวเองดีๆ นะครับ” รัฐกฤษณ์บอกอย่างอ่อนโยน 


“ค่ะ ไม่ต้องห่วง” 


“เรื่องขิมกับธรรศ เดี๋ยวแอ้มจะส่งข่าวเรื่อยๆ แอ้มต้องขึ้นจากเรือแล้ว แล้วจะโทรหานะคะ คิดถึงค่ะ” หล่อนบอกเร็วปรื้อตามประสาคนคล่องแคล่ว เก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋าแล้วเตรียมขึ้นจากเรือ อระอรจอดรถไว้ที่รับฝากไม่ไกลจากท่าเรือนัก หญิงสาวก้าวฉับๆ ผ่านตรอกเล็กตรอกน้อย เมื่อเข้ามานั่งในรถแล้วจึงต่อโทรศัพท์หาธรรศ คิดว่ารายนั้นก็คงจะรอฟังข่าวจากเธออยู่เหมือนกัน 


“ว่าไงแอ้ม” น่าแปลกใจที่เพื่อนหนุ่มตอบกลับมาเบาๆ  


“อยู่ในโรงหนังหรือไงนายธรรศ ทำไมต้องกระซิบด้วยฮึ?” เสียงกระซิบของเขาพลอยทำให้หล่อนเงี่ยหูแล้วตอบกลับไปเบาๆ เช่นกัน 


“เปล่า อยู่บ้านที่พุทธมณฑล” 


“อ้าว! งั้นเหรอ แล้วนายไปทำอะไรที่นั่น ร้อยวันพันปีไม่เห็นเคยไปค้างนี่ ปกติก็นอนคอนโดไม่ใช่เหรอ” คนถูกซักผงกศีรษะหงึกๆ พลางเหลือบมองคนข้างๆ ที่กำลังหลับสนิทบนโซฟา มือหนาไม่วายลูบเบาๆ ไปตามผมยาวนุ่มๆ ของเธอ 


“ตอนนี้ฉันอยู่กับขิม เขากำลังหลับก็เลยพูดเบาๆ ว่าแต่...มีอะไรเหรอ?” คำตอบของเพื่อนหนุ่มทำให้อระอรทำตาโต หา! กับขิม 


“อยู่กับขิม! แล้วกัน...แล้วนี่ส่งฉันไปบ้านคุณย่าขิมทำไมเนี่ย แล้วนายไปพาขิมมาได้ยังไง อย่าบอกนะว่าไปลักพาตัวเขามาเฉยๆ น่ะ” 


“ก็...ทำนองนั้น” ธรรศยอมรับง่ายๆ เพราะอีกฝ่ายไม่ได้เต็มใจมาด้วยในตอนแรก อระอรส่ายหน้าแรงๆ บ่นพึมพำ 


“อีกแล้วนะทำอะไรไร้สาระอีกแล้ว เดี๋ยวก็ถูกแจ้งจับหรอก ลืมไปแล้วหรือไงว่านายเล็กเพื่อนขิมเป็นตำรวจ ได้ไม่คุ้มเสียหรอกนะ” 


“แต่ฉันว่าคุ้ม ฉันไม่สนด้วยว่าเพื่อนอย่างไอ้นายคนเล็กจะเป็นอะไร ตำรวจหรือผู้พิพากษา เพราะยังไงฉันก็ต้องพาขิมมา แล้วมันก็ทำให้ฉันรู้เรื่องที่อยากรู้ ทำให้ฉันตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและรู้ว่าต้องการเขามากแค่ไหน” เขาหยุดสูดลมหายใจ 


“แอ้ม ฉันจะแต่งงานกับขิม” 


“ฮ้า! พูดจริงเหรอเนี่ย อย่างนายเนี่ยนะคิดจะแต่งงาน” 


“ใช่ แต่งทันทีที่ได้พบพี่ชายกับคุณย่าของเขา” 


“ยัยขิมตกปากรับคำแล้วหรือยังไง จะแต่งงานก็ต้องถามใจอีกฝ่ายด้วยนะยะ ไม่ใช่ไปลักพา บีบบังคับให้เขาแต่งงานด้วย มันไม่แฟร์นะ” 


“ขิมเต็มใจแต่งงานกับฉัน เราคุยกันแล้ว เหลือก็แค่ผู้ใหญ่ของเขา” สุ้มเสียงอ่อนลง แน่นอนว่าในความมั่นใจมีความกังวลปนอยู่ไม่น้อย 


“นั่นล่ะงานหิน รู้ไว้นะจะได้รับมือทัน ฉันไปพบคุณย่าของขิม ท่านพูดจาเป็นเสียงเดียวว่าขิมเป็นแฟนกับนายเล็กทั้งสองถูกผู้ใหญ่หมายตาให้เป็นคู่กัน ฉันล่ะงงเรื่องคู่หมั้นของขิมจริงๆ ก็ไหนว่าอยู่อเมริกา” อระอรเล่าแล้วมุ่ยหน้า  


“จะแฟนหรือคู่หมั้น ฉันไม่สนหรอก มันอยู่ที่ว่า...ขิมรักใครต่างหาก ฉันจะทวงเขาคืนมาเป็นของฉันให้ได้” บอกมาดมั่น 


“โอเค้ ฉันรู้ว่านายไม่ปล่อยขิมไปแน่ๆ แต่ก็ต้องเตรียมใจไว้บ้างนะ นายก็รู้...สูญเสียโดยไม่ได้เตรียมใจเลย มันเป็นยังไง” 


“มันจะไม่เกิดขึ้นอีก” คนพูดส่งเสียงเยียบ 


“เออๆ ฉันก็ไม่ได้อยากให้เกิดหรอกน่า แค่เตือนไว้เท่านั้น ฉันแนะนำนะถ้านายจริงจังเรื่องขิมจริงๆ นายต้องพาเขากลับบ้าน พอพี่ชายเขามาถึงก็ทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามธรรมเนียม สู่ขอขิมกับคุณย่าท่าน ท่านไม่ใช่คนใจร้ายท่านต้องเข้าใจแน่ ไม่ใช่รักแล้วพาตัวขิมมาค้างอ้างแรมกับนายแบบนี้ ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาจะเห็นดีเห็นงามด้วยเล่า” เตือนสติ 


“ฉันเข้าใจ พรุ่งนี้จะพาเขาไปส่งแล้ว แต่วันนี้ฉันขอดูแลเขา ขอให้ได้อยู่ใกล้ๆ สักคืนก่อนนะ แอ้มนะ” บอกเสียงอ่อน 


“เฮ้อ แล้วแต่นายก็แล้วกัน เอาเป็นว่า...ไม่ว่าพวกนายตัดสินใจยังไงพวกฉันเอาใจช่วย แค่นี้ก่อนนะ” 


“ขอบใจเธอมากนะแอ้ม ไอ้กฤษณ์ด้วย” 


บทสนทนาจบลงเจ้าของร่างสูงขยับตัวเล็กน้อย ชะโงกไปมองเจ้าของดวงหน้าอ่อนใสพอใจที่ยังหลับพริ้ม พ่นลมเบาๆ โล่งอกที่หล่อนยังไม่ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ ธรรศเอนตัวกลับไปนั่งกึ่งนอน พิงเบาะโซฟา ปลายเท้ายืดออกไปวางบนเก้าอี้ตัวเล็กเพื่อให้ขาได้คลายเมื่อย แผ่นอกหนามีผ้าแพรผืนบางวางทับไว้ หลับตาแล้วหลับสนิทตามไปในไม่ช้า... 



บ้านเดี่ยวสองชั้นภายใต้กรรมสิทธิ์ของธรรศ หมายรวมไปถึงพื้นที่เอนกประสงค์รอบตัวบ้านรูปแบบโมเดิร์น เป็นส่วนของสระว่ายน้ำทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนานกับตัวบ้านและสนามหญ้าญี่ปุ่น สลับกับไม้ยืนต้นที่ให้ดอกหอม อย่างกระดังงา ดอกขาวนวลกลีบแข็งและมีเสน่ห์ที่ความหอมล้ำกับประปรายด้วยไม้พุ่มสูงคอยให้ร่มเงา 


สวนสวยบังสายตาด้วยกำแพงต้นแก้วที่ระดับอก ล้อมรอบด้วยกำแพงหินสีขาวสูงตระหง่านอีกชั้นหนึ่ง การันตีแก่เจ้าของบ้านว่าทุกนาทีให้ความเป็นส่วนตัวสูงและมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เคร่งครัด ทั้งคนกับกล้องวงจรปิด นอกที่พักอาศัยเป็นถนนสายเล็กๆ กับเกาะแก่งสำหรับขับขี่ยวดยานภายในหมู่บ้านซึ่งก็มีรถราสัญจรไม่พลุกพล่าน นับเป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบและสงบ แต่ก็ยังสงัดไม่เท่า...ข้างใน 


เวลา ๒๑.๐๐ น. 


ภายในตัวบ้านปราศจากการเคลื่อนไหว ดวงไฟปิดมืดราวกับไม่มีผู้อาศัยอยู่ ตั้งแต่ยามเย็นที่ห้องรับแขกผันตัวมาเป็นห้องนอนชั่วคราว มีสองร่างเอนนอนคนละฟาก หายใจอย่างสม่ำเสมอมากว่าสามชั่วโมงแล้ว 


เสมือนถูกเปิดสวิตช์ คนหนึ่งปรือตาผึงอวดเรียวตาคมเข้มในความมืดสลัวที่ถูกฉาบไล้ด้วยแสงสีเหลืองนวล พอให้เห็นสิ่งต่างๆ ในห้องรับแขกแค่รางๆ ร่างแบบบางก็เช่นกัน เจ้าหล่อนซุกตัวในผ้าห่ม ม้วนเป็นก้อนกลมๆ น่าเอ็นดู 


ชายหนุ่มเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมือใหญ่ แสงสีเขียวเรืองขึ้นเมื่อกดปุ่มข้างตัวเรือน บอกเวลาว่าเลยพลบค่ำมาพอสมควรธรรศจึงเดาเอาเองว่าณุตตราคงหลับยาวจนถึงเช้าจึงเลือกที่จะปิดเปลือกตาลงช้าๆ ดังเดิม แต่เพียงไม่ถึงสิบนาทีก็ไหวตัว หูฟัง ตายังหลับตอนที่รู้สึกถึงสิ่งเคลื่อนไหวใกล้ตัว ลอบปรือตาขึ้นจึงเห็นเงาสลัวราง 


เงาเล็กๆ กำลังเคลื่อนไหวตัวอย่างช้าๆ ด้วยการค่อยๆ ยืนขึ้นแล้วค่อยๆ ก้าวเท้า เจ้าหล่อนยื่นมือออกไปข้างหน้าคลำสะเปะสะปะเหมือนเด็กเพิ่งหัดเดิน ไม่ถึงนาทีก็เซแซด สะดุดวัตถุบางอย่างจนแทบล้มคะมำ 


ว้าย! 


“ขิม!!” เจ้าของเสียงอุทานลุกขึ้นตอนไหนไม่รู้ แต่ก้าวพรวดเดียวถึงตัว ธรรศคว้าเอวคอดไว้ก่อนหญิงสาวล้มไปหามุมโต๊ะซึ่งแม้จะเก็บขอบโค้งมนแต่ก็ยังเป็นกระจก เขาฉวยตัวไว้ทันก่อนที่หล่อนจะล้มไปโดนอะไรเข้า ทำเอาใจหายใจคว่ำจนหน้าถอดสี 


“ขอโทษที่ทำให้นายตื่น” คนตัวเล็กอ้อมแอ้มบอก พวงแก้มปลั่งก่ำขึ้นเล็กน้อยเมื่อตกอยู่ในอ้อมแขนที่ไม่ยอมคลายออก แม้เธอจะทรงตัวได้แล้วก็ตาม ชายหนุ่มถอนใจเบาๆ เรียวตาวาวๆ ในแสงมืด รับรู้ถึงความหงุดหงิดที่ยังไม่คลาย 


“จะไปไหนครับ ค่ำๆ มืดๆ อย่างนี้อันตรายไม่ใช่หรือ” 


“ขิมหิวน้ำ จะเข้าไปในครัวแต่ไม่อยากเปิดไฟ ถ้าเปิด...นายก็ตื่นน่ะสิ เพิ่งจะได้นอนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” 


นี่เองเหตุผล ธรรศส่ายหน้ากับความคิดของเธอ ห่วงเขาก็น่าดีใจอยู่หรอกแต่ถ้าเธอเจ็บดีใจไม่ออกแน่ เมื่อรู้ว่าณุตตราต้องการอะไรจึงพาเธอไปนั่งลงที่เดิม วางมือบนบ่าบางแล้วบีบเบาๆ เป็นการย้ำปนขอร้อง 


“นั่งรอตรงนี้ เดี๋ยวผมจัดการให้” บอกแล้วผละไป เดินดุ่มๆ ท่ามกลางความสลัวรางอย่างคล่องแคล่วแบบที่ณุตตราทำไม่ได้ หญิงสาวนั่งรอได้แต่ถอนใจยาวๆ ปลงว่าในเวลาเช่นนี้ไม่ว่าจะลืมตาหรือหลับตา สำหรับเธอมีค่าเท่ากัน เมื่อประสิทธิภาพในการมองเห็นเท่ากับศูนย์ 


มีครั้งหนึ่งที่เธอคิดอุตรินำผ้ามาปิดตาตัวเอง แล้วลองใช้ชีวิตประจำวันภายใต้ผ้าผืนนั้นภายในห้องคนเดียว ผลที่ได้คือได้แผลฟกช้ำทั่วตัว บางส่วนโนจนนูนออกมาเป็นสีก่ำโดนพี่เขมเอ็ดยกใหญ่ แต่ที่ทำลงไปเพราะอยากคุ้นชิน อยากดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ทั้งที่มองไม่เห็น ไม่ก็เพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดในอนาคต 


จนแล้วจนรอดเธอก็ต้องยอมรับความจริงว่า ‘ไม่ง่าย’ เลยกับการอยู่อย่างมองไม่เห็น คนพิการที่เกิดมาแล้วมองไม่เห็นเลยยังจะดีเสียกว่า คนที่เคยมองเห็นแล้วกลับมองไม่เห็นในบั้นปลาย ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ บางคนเพราะประสบอุบัติเหตุ บางคนเพราะโรคร้าย ธรรศเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความหวาดกลัวคลายลง ไม่ได้กลัวลดน้อยลงแต่วางใจและเชื่อใจเมื่อมีเขาอยู่ใกล้ๆ เหมือนว่าเธอพร้อมจะรับกับมันมากขึ้น 


“นี่ครับ น้ำ” 


ชายหนุ่มเดินกลับมาพร้อมแก้วน้ำเย็น ป้อนถึงปากพลางจับจ้องดวงหน้าเล็กที่หลับตาอยู่ตลอด มองเพลินจนเผลอยื่นมือขึ้นแตะแก้มอิ่มจนหญิงสาวสะดุ้งน้อยๆ แล้วปรือตาผึง 


“เป็นอะไรหรือเปล่า? ทำไมหลับตา?” 


“ในที่มืดๆ อย่างนี้ ขิมไม่ต้องลืมตาให้เสียเวลาหรอก เพราะยังไงภาพที่เห็นก็มีแต่พร่าๆ มัวๆ เหมือนกันหมด” 


“อย่าพูดเหมือนถอดใจอย่างนั้นสิ โลกใบนี้อาจมีหมอที่รักษาขิมได้ เพียงแต่ยังหาไม่พบเท่านั้นเอง” 


“ไม่ได้ถอดใจแต่ฝึกไว้ให้ชิน ถ้าหยิบจับอะไรได้ด้วยความคุ้นเคยและความรู้สึก ย่อมดีกว่าในตอนที่ขิมมองไม่เห็น อย่างน้อยก็ดูแลตัวเองได้บ้างไงล่ะ” แล้วเธอก็เล่าวีรกรรมที่เคยปิดตาแล้วใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดให้เขาฟัง ธรรศยิ้ม คิดว่าเป็นโชคดีของเขาที่ณุตตราไม่ใช่คนยอมแพ้อะไรง่ายๆ เจ้าหล่อนพยายามจะมีชีวิตอยู่อย่างยอมรับและเข้าใจ อีกทั้งยังมีแรงฮึดที่จะกลับมาพบเขา หากอ่อนแอก็คงไม่หยัดยืนมาถึงวันนี้ 


จู่ๆ หญิงสาวก็ยื่นมือมาใกล้ แตะเบาๆ บนใบหน้าคร้ามอย่างอ่อนโยน สะกิดเขาให้ออกจากมโนนึก 


“มันมืดก็จริง แต่บางครั้งก็ยังมีแสงเล็กๆ เล็ดลอดเข้ามา บางที...มันอาจเป็นดวงดาว” 


“ดาวเหรอ...” ชายหนุ่มครางแผ่วหวิว 


“ใช่ค่ะ เหมือนจะบอกให้ขิมรู้ว่าอย่างไรก็ต้องมีความหวังไว้ สักวัน...ขิมอาจจะเห็นดาวสวยๆ ด้วยตาเปล่าอีกครั้งก็ได้”


ความเข้มแข็งกับพลังใจของหล่อนทำให้บางอย่างแวบเข้ามาในความคิด ชายหนุ่มกะพริบตาน้อยๆ อดจะทึ่งไม่ได้ พร้อมทั้งมีรอยยิ้มผุดพรายขึ้นที่มุมริมฝีปาก ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง 


“นายจะไปไหน?” 


“รอผมแป๊บเดียว รออยู่ตรงนี้นะ” สำทับ 


“...จะทำอะไร?” เขาไม่ตอบ แต่วางผ้าผืนหนึ่งในมือของเธอ 


“ช่วยปิดตาให้ผมหน่อยสิ ผมอยากรู้ว่ามันเป็นยังไง อยากรู้ความรู้สึกของขิม” 


“เอาจริงเหรอคะ?” 


“อืม ผูกเลย” เขาพยักพเยิดอนุญาต ณุตตราจ้องมองชายหนุ่มอย่างประหลาดใจพลางผูกผ้าไปด้วย 


“เรียบร้อยค่ะ” คนถูกปิดตาวางมือเปะปะมาตรงหน้าแล้วคว้าจับมือนุ่มมากุมไว้ อีกข้างแตะเบาๆ มาถึงใบหน้าอ่อนใสที่กำลังจ้องมองเขาผ่านความมืดสลัว ธรรศส่ายหน้าหงึกหงักอย่างไม่เห็นด้วย 


“ห้ามขี้โกง หลับตาสิครับจะได้เหมือนๆ กัน” 


“...ก็ได้” หญิงสาวผงกศีรษะแล้วหลับตาพริ้ม เลิกใช้ดวงตามองภาพรอบตัว ปล่อยให้หัวใจรับรู้แล้วใช้กายสัมผัสทุกๆ ความรู้สึกนั้นแทน 


ธรรศคลี่ยิ้มจางๆ เมื่อเจ้าหล่อนทำตามพลางกดใบหน้าคมเข้มลงเล็กน้อย รู้สึกได้ว่าหน้าผากชิดหน้าผาก มีโขกกันในตอนแรกเพราะต่างคนต่างก็มองไม่เห็นจนหัวเราะขำๆ ออกมา มือทั้งสองของหญิงสาวถูกรวบมากุมไว้ระหว่างอกของทั้งคู่ 


“ความมืดไม่เห็นจะน่ากลัวเลย ถ้ามีเราสองคนอยู่ข้างๆ กัน” เปรยขึ้นแผ่วๆ เมื่อรับรู้ถึงความเงียบ สภาพมืดบอดอันเกิดจากผ้าผูกตา 


“รู้สึกเหมือนผมไหม...ขิม ผมสัมผัสได้ว่าผมไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว รู้สึกใกล้ชิดโดยไม่ต้องมองเห็น ผมรับรู้กายอุ่นๆ เลือดเนื้อจากตัวคุณได้” 


“รู้สึกไหม...ว่าจมูกของเราชนกัน ลมหายใจของผมเข้า-ออกเป็นจังหวะ หนัก-เบาช้าๆ และผสานกับลมหายใจของคุณพอดี” คนบอกคลี่ยิ้มบางๆ มือหนาประคองดวงหน้าเล็กให้เชยขึ้น รอยยิ้มแซมที่มุมปากหยักลึกยามบรรยายความรู้สึกของตนไปเรื่อยๆ เขาเอียงศีรษะทุยเล็กน้อย รอฟัง... 


“รู้สึกไหมครับ?” 


“ค่ะ” เจ้าหล่อนผงกศีรษะ 


“ถ้าผมกอด...คุณก็จะอุ่น ความรู้สึกพวกนี้ไม่ต้องใช้ตามองหรอก มันไม่สำคัญเลย” 


“ความรักก็เหมือนกัน รู้สึกได้ทั้งที่ไม่มีตัวตนให้จับต้อง ไม่จำเป็นต้องมองเห็นอยู่ร่ำไป แต่ก็เชื่อได้...ว่ามีอยู่จริง” ธรรศกระซิบประโยคนั้นแผ่วเบาที่ข้างหูจนเคลิ้มคล้อย ณุตตรากะพริบตาน้อยๆ พยายามจะลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกถึงความชิดใกล้ ยามถูกรั้งบ่าบางเข้าสวมกอด ใบหน้าสากไรเคราโน้มลงมาช้าๆ ทว่าแม่นราวจับวางเมื่อเรียวปากอุ่นๆ ของเขากำลังสัมผัสกลีบปากบอบบางของเธอ 


“ธรร...” เสียงท้วงค่อนข้างสั่น 


“แล้วรู้สึกไหมครับ ว่าริมฝีปากของผมกำลังจะ...” ปากหยักลึกแตะลงบนเนื้อปากนุ่มนิ่มพอดี “จูบคุณ” 


...จูบ!! 


คราวนี้ณุตตราลืมตาโพลง สองมือยันร่างแกร่งออกห่างเมื่อรู้ว่าเป็นกลอุบายของชายหนุ่ม 


“คนเจ้าเล่ห์ ไม่ต้องเลยนะ” 


“เจ้าเล่ห์อะไรกันครับ ผมเปล่านะ ผมแค่ทดลองทำตามวิธีที่ขิมบอกเท่านั้นเอง ปิดตาแล้วก็...ใช้ความรู้สึก” 


ธรรศคลี่ยิ้มเต็มดวงหน้า อวดซี่ฟันเรียงสวย ส่วนนัยน์ตาวับวาว เจ้าเล่ห์ 


“ไม่ต้องทดลงทดลองแล้วค่ะ ถอดผ้าปิดตาออกเลยนะ คนอย่างนายต่อให้พันตัวเป็นมัมมี่ก็ยังเจ้าเล่ห์ร้ายกาจได้ตลอด ปล่อยขิมเลยนะ” 


สาวน้อยขู่ฟ่อ แถมด้วยค้อนขวับๆ พลันได้ยินเสียงหัวเราะต่ำๆ ในลำคออีกฝ่าย ธรรศไม่อินังขังขอบเลยแม้ในยามที่ณุตตรารู้ทันแล้วดิ้นอึกอักพัลวันเช่นตอนนี้ คนถูกขู่ยิ้มกว้างอยู่ในอารมณ์ชื่นมื่นและไม่ได้ปล่อยเจ้าหล่อนจากอ้อมกอดในทันที ซ้ำยังกดใบหน้าลงจูบหนักๆ ที่ขมับนวลอย่างค้ากำไร 


“ปล่อยขิมก่อนนะธรรศ” เปลี่ยนจากขู่มาเป็นอ้อนวอนเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล “นะคะ” 


“โอเคครับ ปล่อยก็ปล่อย ไม่ต้องกลัวผมขนาดนั้นหรอก ผมจะเก็บวันเวลาดีๆ ไว้ใช้ในงานแต่งงานของเรา ส่วนวันนี้ก็แค่มัดจำ” 


มัดจำงั้นหรือ...? 


ณุตตราส่งค้อนอีกหลายวงเมื่อพบรอยยิ้มรางๆ บนใบหน้าคมคาย น่าโกรธนักที่ปากบอกจะ 'ปล่อย' หากว่าเธอยังถูกกอดรัดแนบแน่นเช่นเดิม อีกทั้งไว้ใจไม่ได้เลยเมื่อใบหน้าธรรศเกลื่อนรอยยิ้มกับแวววูบวับในนัยน์ตาดำสนิท หวั่นไหวจนหญิงสาวต้องหลบตา เป็นโอกาสให้เขาโฉบริมฝีปากลงชิมความหวานจากแก้มกรุ่น 


“แก้มใครหนอ หอมที่สุดเลยครับ” ริมฝีปากอุ่นๆ ของเขาแนบประทับ สัมผัสพวงแก้มนุ่มนิ่ม...สมใจ 


“ธรรศ นาย...!” 


คนขี้โกง!! 


เมื่อไม่ได้คืบก็จะเอาศอก คำว่า 'มัดจำ' ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความหวานล้ำเสียยิ่งกว่าน้ำผึ้งหยดไหน กว่าจะยินยอมฝืนใจผละจากแก้มอุ่นๆ ก็ทำให้ร่างบอบบางนั่งตัวแข็งทื่อเป็นหิน ท่ามกลางสภาวะหน้าร้อนฉ่า 


ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ถอยตัวออกห่างอย่างว่าง่ายเมื่อได้ในสิ่งที่ตนต้องการ หักห้ามแม้นจะยากเย็นยามมีเธออยู่ในอ้อมกอดเมื่อความปรารถนาของเขา มิใช่เพียงแค่จูบ ธรรศเขยิบตัวมานั่งข้างๆ กระชับวงแขนโอบกอดบ่าบางพลางกดศีรษะเล็กลงซบอก ปัดปลายจมูกโด่งผ่านกระหม่อมนวล 


“ขิมตัวหอมน้อยกว่านี้ก็คงดี ผมจะได้ไม่ทรมานมากนัก เฮ้อ อยากให้ถึงวันแต่งงานเร็วๆ จัง ผมจะได้ไม่ต้องรอที่จะกอดคุณอีก” สารภาพ 


ยามนี้แม้จะยากลำบากแค่ไหนจะอดทน ในเมื่อรอมาได้เป็นปีๆ อดทนอีกสักนิดจะเป็นไร เพียงเพื่อรอวันคืนที่จะเติมเต็มความรักของเขาและเธอให้สมบูรณ์ ทั้งพฤตินัยและนิตินัย 



ผู้กองพายัพอุทิศตนขณะปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ หากเป็นตอน 'ปลดแอก' วางหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ลงชั่วขณะไม่มีเวลาไหนเลยที่เขาจะไม่คิดถึงเพื่อนสาว... 


ที่ผ่านมา...เขาไม่เคยวางใจเมื่อต้องปล่อยณุตตราไว้ตามลำพัง ยิ่งรู้ว่าธรรศมาป้วนเปี้ยนแถวๆ คอนโดด้วยแล้วก็ยิ่งร้อนใจ แต่เพราะภาระหน้าที่ที่ต้องตามหาเบาะแสการหายตัวไปของ ธนิน นายตำรวจนอกเครื่องแบบที่ได้รับคำสั่งให้แฝงตัวเข้าไปทำงานในปางไม้เมื่อหลายเดือนก่อน เรื่องส่วนตัวที่ว่าสำคัญจึงกลายมาเป็นเรื่องรองในทันที 


เขากับจ่าประจักษ์ต้องเดินทางมาจังหวัดเชียงรายอย่างเร่งด่วน วันแรกที่มาถึงได้ไปขอเข้าพบนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ประจำท้องที่ เพื่อขอให้ออกหมายค้นปางไม้ของรุจน์แต่ถูกปฏิเสธ ฝ่ายนั้นไม่ขอเกี่ยวข้องทั้งยังสั่งห้ามไม่ให้เขาทำงานข้ามเขต พฤติกรรมเช่นนี้อย่างไรเล่าที่ทำให้ตำรวจน้ำดีอย่างพายัพรู้สึกสมเพชเจ้าหน้าที่บางรายที่เห็นแก่อามิจสินจ้าง ยอมปิดหูปิดตาแม้จะเห็นการกระทำผิดกฎหมายอยู่ตำตาก็ตาม 


แต่เขาคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่คิดคืนคำปฏิญาณที่ได้เปล่งวาจาตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับราชการตำรวจ เมื่อไม่ได้รับความร่วมมือพายัพกับคู่หูจึงหาทางสืบข่าวกันเอง ผู้กองหนุ่มตัดสินใจเข้าถ้ำเสือด้วยการปลอมตัวเป็นญาติไปตามหาธนิน 


ปางไม้ภายใต้ชื่อ 'พ่อเลี้ยงรุจน์' หรือ 'รัฐมนตรีรุจน์' มีขนาดใหญ่และทรงอิทธิพลเป็นลำดับต้นๆ ของอำเภอ ตั้งอยู่กลางหลืบป่าในตำบลแม่สลองนอก จังหวัดเชียงราย สถานที่ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของธรรมชาติ ดอยสูงและดอกนางพญาเสือโคร่งพอๆ กับเรื่องลักลอบขนยาเสพติดจากพม่าเข้ามาฝั่งไทยจนเป็นข่าวครึกโครมบ่อยครั้ง 


ความที่เป็นป่าทึบกับแนวเทือกเขาสูงจึงเป็น 'ช่อง' ให้คนร้ายลักลอบกระทำความผิด เส้นทางข้ามป่ารกชัฏนี่เองนำพาสองนายตำรวจเข้าสู่ปางไม้ซึ่งมีสภาพ...ไม่ต่างจากรังโจรเท่าใดนัก ในวันนี้ประจักษ์ทำหน้าที่พลขับ หลังตระเวณหาเช่ารถแล้วได้กระบะเก่าคร่ำคันหนึ่งจากตัวอำเภอ ตอนบ่ายแก่ๆ รถกระบะสีน้ำเงินเข้มก็ค่อยๆ คลานเข้าจอดกลางลานกว้างในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรมองเห็นตอของต้นไม้ที่ถูกโค่น ทิ้งลำต้นใหญ่โตขนาดสองคนโอบทอดตัวระเนระนาดอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล 


บรืน เอี๊ยด...ด 


การมาถึงของพาหนะหมายเลขทะเบียนแปลกตาทำให้ชายฉกรรจ์ซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่บริเวณนั้นหันมามองเป็นตาเดียว แต่ละคนมีรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ ซ่อนผิวกายดำเลื่อมเพราะกรำแดดภายใต้เสื้อยืดมอมๆ กับกางเกงยีนส์ขายาวขาดๆ เจ้าของใบหน้าเหี้ยมเกรียม ผิวสีน้ำตาลเข้ม กลอกลูกตาโปนโตไปมาแล้วหยุดที่ชายหนุ่มมาดเข้มซึ่งเพิ่งก้าวลงมายืนองอาจ เป็นเวลาเดียวกับที่ชายอีกคนขยับตัวเข้ามาเกาะกลุ่ม ส่งเสียงแตกพร่ากระซิบกระซาบสลับจ้องมองผู้มาเยือนเขม็ง 


“ไอ้หน้าละอ่อนพวกนี้ นี่ใครวะ มึงรู้จักหรือเปล่าไอ้เพ้ง?” 


นายฤกษ์ ชายเจ้าของร่างใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นเอ่ยถาม ลูกตาดุดำของเขากลอกล่อกแล่ก ยามปราดมองพายัพตั้งแต่ศีรษะจรดรองเท้าผ้าใบ คนข้างๆ 'ไอ้เพ้ง' เขย่งตัวขึ้น เหตุเพราะเตี้ยกว่าไม่น้อยกว่าสิบเซนติเมตร 


“ไม่คุ้นหน้าเลยว่ะ หรือจะเป็นแขกลูกพี่?” ออกความเห็น แล้วหันมาถามคนที่มีอำนาจสูงสุด ณ ที่นี้ 


“พี่นัดใครไว้ไหม...พี่ภาส?” 


คำเปรยนั้นเรียกสายตาคมกริบให้เบือนไปปะทะชายแปลกหน้าทั้งสอง ภาสกร หรี่ตามองนายตำรวจหนุ่มในคราบคนจรหมิ่นเหม่ ที่พบในแววตาคู่คมคือสายตาแน่วนิ่ง มิได้แสดงความขลาดกลัวเขากับพวกแม้แต่น้อย มีเพียงภายนอกที่ดูเหมือนจะนอบน้อม พินอบพิเทาตอนเดินเข้ามาหาแล้วยกมือไหว้ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรภาสกรก็ยังรู้สึกถึงความแปลกของสองคนนี้ 


“หวัดดีพี่ ฉันเป็นพี่ชายไอ้นิน ส่วนนี่ก็ญาติๆ กันชื่อไอ้จักษ์ ฉันมาตามหามันน่ะ ก็เงินเดือนที่บอกจะส่งให้แม่มันยังไม่เห็นสักบาท แล้วยังมาโอ่ซะใหญ่โตว่าอยู่ดีกินดีที่ปางไม้พ่อเลี้ยงอีก” 


พายัพบอกจุดประสงค์ของตน ชื่อ 'นิน' ทำให้คนยืนฟังร้อนขึ้นมากะทันหัน โดยเฉพาะ 'เพ้ง' ที่รีบถามกลับมา 


“...มึงหมายถึงไอ้ธนินเรอะ?” เพ้งถามห้วน นัยน์ตาฉายแววแปลกปร่า 


“ใช่แล้วล่ะพี่ 'ธนิน' คนที่สูงๆ ผิวคล้ำๆ คมๆ หน้าตาหล่อ แต่ไม่เท่าฉันหรอกนะว่าแต่...มันอยู่ไหมพี่ วันนี้ไม่ได้เงินจากมันฉันไม่กลับไปให้แม่มันด่าฟรีๆ หรอกเอ้า” สิ้นเสียงพายัพ จู่ๆ บริเวณนั้นก็กลายเป็นหลุมอากาศ ไม่มีใครตอบคำถามของเขาในทันที มีแค่สายตาท่าทางจากคนรอบข้างที่ส่อพิรุธ นั่นก็คือ...เงียบกริบ 


“ยังไงกันล่ะพี่ มันไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้รึ พวกพี่ถึงไม่อยากพูดถึงมัน” พายัพซักต่อพลางชำเลืองมองจ่าประจักษ์ 


“บอกฉันมาเถอะ” 


“มึงอยากรู้จริงๆ เรอะ แน่ใจเหรอวะว่ารับได้” 


ชายร่างผอมกระหร่องหยั่งเชิง แสยะยิ้มจนอวดซี่ฟันดำๆ ภาสกรขยับตัวพาร่างสูงใหญ่ก้าวอาดๆ ออกมาข้างหน้า เป็นที่รู้กันว่าคนอื่นต้องหยุดแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ 'ลูกพี่' ฤกษ์กับเพ้งจึงสงบปากสงบคำอย่างคนรู้งาน ใบหน้าคมคายจัดไปทางโหด จ้องเป๋งไปที่ผู้กองหนุ่ม เพ่งพิศอย่างสงสัย แต่นั่นมิได้ทำให้พายัพสะทกสะท้านต่อความน่ายำเกรงของเขาเลย 


“น้องชายมึง...มันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว” ภาสกรเอ่ยเสียงเยียบเย็น ช้าๆ ชัดๆ 


“จะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อมันบอกฉันอยู่แหม่บๆ ว่าเพิ่งได้งานดี ลูกพี่ก็ดี ไอ้นินมันจะทิ้งงานดีๆ แบบนี้ไปอยู่เสียที่ไหนได้ จริงไหมล่ะพี่?” 


“มึงนี่ พี่ภาสบอกแล้วไงว่ามันไม่อยู่ที่นี่ ก็หมายความว่าไม่ได้อยู่ที่ปางไม้แล้วสิวะ ไปตามหาที่อื่นไป้” ฤกษ์ทำตัวเป็นลูกคู่ ประเภทนายว่า...ขี้ข้าพลอย 


“มันจะไม่กลับมาที่นี่อีก ทีนี้พวกมึงก็ได้ยินแล้ว กลับไปได้” ไอ้เพ้งไล่ตะเพิด 


“เอ้า...ไปสิวะ” 


“เดี๋ยวก่อนพี่ บอกมาก่อนสิว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายฉัน ฉันอยากรู้ว่าตอนนี้มันไปอยู่เสียที่ไหน ไม่อย่างนั้นฉันกับไอ้จักษ์จะไปบอกแม่มันว่ายังไงกันล่ะพี่” พายัพพยักพเยิดไปยังผู้ติดตาม ไม่ยอมถอยร่นง่ายๆ สร้างความไม่พอใจแก่บรรดาเจ้าถิ่นที่ต่างก็ลุกขึ้นมายืนล้อมวง 


“มึงนี่เซ้าซี้อยู่ได้ น่ารำคาญฉิบ” นายฤกษ์สบถ 


“ถ้ามึงหาคำตอบไม่ได้ ก็บอกๆ ไปเลยสิวะว่ามันตายเป็นผีไปแล้ว ฮะฮ่าๆ” เพ้งหัวเราะร่าอย่างลืมตัว โชว์ซี่ฟันสีกระดำกระด่างน่าเกลียด 


“ธนินตายแล้วงั้นรึ!” ประจักษ์อุทานพานหน้าเผือดสี 


“อย่าปากมอมสิวะไอ้เพ้ง” ฤกษ์หันมาตวาด 


“ตายเตยที่ไหน มันแค่ลาออกจากที่นี่ไปอยู่ที่อื่น รู้อย่างนี้แล้วพวกมึงก็ออกไปจากปางซะ จะไปดีๆ หรือจะให้พวกกูต้องส่ง...” นายฤกษ์คำรามเหี้ยมพลางตบป้าบเข้าที่บ่าผอมกระหร่องของเพ้งที่ดันปากเปราะ ให้อย่างไรภาสกรก็ไม่ยอมให้เรื่องธนินถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจนเสียงานใหญ่ ฝ่ายผู้กองหนุ่มเห็นสถานการณ์แล้วหันไปผงกศีรษะให้คู่หู เห็นแล้วว่าควรต้องถอย 


“ตกลงพี่ ฉันมากวนเวลางานพวกพี่นานแล้ว ไม่อยากลงจากเขาตอนค่ำ งั้นพวกฉันลาล่ะพี่” พายัพยกมือไหว้รอบวง รักษาสีหน้าเป็นปกติแต่ส่งสัญญาณให้จ่าประจักษ์กลับไปที่รถ 


เขารู้...เวลานี้รอบตัวอันตรายมิใช่น้อย การต้องอยู่ท่ามกลางกองโจรนับสิบต้องระวังตัว เขาไม่คิดกลัวแต่เกรงจะพลาดพลั้งเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่โดยเปล่าประโยชน์ เสียธนินไปแล้วคนหนึ่ง จะไม่ยอมเสียเลือดเสียเนื้อของใครให้ไอ้ภาสกรอีก แล้วเพียงอึดใจนายตำรวจทั้งสองก็นั่งรถกระเตงๆ กันออกมา เกือบถึงปากทางเข้าปางไม้แล้วโดยไม่คิดฝันว่าจู่ๆ จะมีใครพุ่งออกมาขวางหน้ารถ จ่าประสิทธิ์ต้องเบรกตัวโก่งจนถนนหนทางข้างหน้าเกิดฝุ่นตลบ จากการที่วงยางสีดำมะเมื่อม บดเบียดดัง 'เอี๊ยด' กับผิวดินสีแดงจนคละคลุ้ง 


“อะไรน่ะจ่า? แล้วนั่นชนอะไรเข้าหรือเปล่า?” 


พายัพร้องถามเมื่อพลขับเหยียบเบรกจนหัวคะมำ ดีที่สองมือแตะคอนโทรล ยันไว้ก่อนโขกเข้ากับศีรษะจนโนเป็นแถบๆ ชายหนุ่มโงตัวขึ้น แผ่นหลังพิงเบาะแล้วคลอนศีรษะแรงๆ ตั้งสติ 


ที่เรียกความแปลกใจแก่ทั้งคู่ คือร่างบอบบางของสตรีนางหนึ่งที่กำลังยืนขวางหน้ารถของพวกเขาอยู่ ทั้งสองหันมาสบตากัน 


“ผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ครับผู้กอง จู่ๆ ก็โผล่มา ดีที่ผมเห็นเสียก่อน” 


ใครกัน? หากยังนั่งพึมพำอยู่ในรถก็คงไม่ได้ 'ความ' คิดอย่างนั้นแล้วพายัพจึงขยับตัวตัดสินใจลงไปดูคู่กรณี เธอคนนั้นเขยิบตัวเข้ามาหาเขาเช่นกัน ร่องรอยแห่งความหวังแฝงอยู่ในดวงตาสุกสกาวคู่นั้น 


“ระวังตัวนะครับผู้กอง” ลูกน้องร้องเตือนไล่หลัง 


ชายหนุ่มมิใช่คนขลาด เขาลงมายืนข้างรถก้าวเข้ามาหาหล่อนแต่ก็ด้วยความระมัดระวัง อึดใจเท่านั้นเบื้องหน้าของผู้กองหนุ่มเป็นหญิงสาวอ่อนวัย ใบหน้าของเธอสะสวย จัดว่าคมคาย หากมีผิวพรรณขาวอมชมพูอย่างคนที่มีพื้นเพทางตอนเหนือของไทย หญิงสาวแต่งกายแบบคนบ้านป่า เสื้อเนื้อผ้าป่านสีครีมกับผ้านุ่งสีเลือดนก หล่อนดูดีในชุดพื้นเมือง ทว่าดวงหน้าละไมไม่สดใสนัก ขอบตาที่เขาเห็นคล้ำหมอง 


“พวกคุณมาตามหาพี่นินใช่ไหมจ๊ะ” เจ้าหล่อนถามธุระ พายัพพยักหน้าหงึก ทั้งแปลกใจที่เธอรู้ เมื่อทราบเจตนาของเขา เอื้องขวัญ ข่มอาการอาดูรที่ปรากฏในดวงตาเศร้า เงยหน้าขึ้นสบตรงๆ 


“ผมมาตามหาธนิน” พายัพบอก หล่อนยิ้มขื่น ในอกขมยิ่งกว่าหลายเท่านัก 


“คุณไม่มีวันตามหาพี่นินเจอแล้วล่ะ พวกมัน...มันฆ่าพี่นินแล้ว ฮึกๆๆ” 


หญิงสาวกล่าวแล้วปล่อยโฮ สิ้นสุดความอดทนเกินจะกลั้นต่อหน้าชายหนุ่ม เขายืนนิ่ง เม้มปากแน่น รับรู้ความเจ็บปวดนั้นได้ดี หากเธอต้องสูญเสียคนที่รัก เขาเองก็สูญเสียผู้ร่วมงานที่เป็นเสมือนน้องชายไปเช่นกัน 


แวบหนึ่งพายัพนึกโทษตัวเอง เขาไม่น่ายอมให้ธนินเอาตัวเข้าแลกจนต้องกลายเป็นเหยื่อคนชั่ว บ้านเมืองที่ขาดขื่อแปก็ไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน เมื่อคนงานในปางไม้แห่งนี้ทำอะไรก็ได้ที่เป็นการเหยียบย่ำชีวิตผู้คน มิใช่แค่ธนินคนเดียวหรอกที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย 


“คุณเป็นใคร? คุณรู้ใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับธนิน?” พายัพก้าวเข้าไปใกล้เธออีกก้าวหนึ่ง 


“ฉันชื่อเอื้องขวัญ ฉันคิดว่าพี่นินคงจะไปรู้เรื่องอะไรของมันเข้า ต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก ไอ้ภาสกรถึงได้จัดการกับเขาแบบนี้ ฮือๆๆ” 


“ภาสกร” พายัพครางชื่อนั้นในลำคอ คุ้นเสียยิ่งกว่าคุ้น ชื่อนี้วนเวียนในหัวตั้งแต่เมื่อครั้งยังอยู่กรุงเทพฯ หมอนี่เป็นสมุนมือหนึ่งของนายรุจน์ ลงมือฆ่าคนราวผักปลา ใครขัดผลประโยชน์นายของมันมีอันต้องลาโลกไปและครั้งนี้เรื่องมาเกิดกับคนของเขาจนต้องสละชีวิตในหน้าที่ เขากำมือแน่น อกใจถูกบีบแน่น เปล่งความเคียดแค้นในแววตาคมกร้าว 


“มันเป็นหัวหน้าคนงาน ทำงานให้พ่อเลี้ยง นอกจากงานที่เป็นธุรกิจสุจริตแล้ว ยังมีงานผิดกฎหมายแฝงอยู่ในนี้ด้วย” 


น้ำเสียงตอนเอ่ยถึง 'พ่อเลี้ยง' เต็มไปด้วยความเย็นชา ตัดพ้อ ทั้งที่หากนับกันแล้ว...เอื้องขวัญถือเป็นสายเลือดใกล้ชิดของรุจน์ 


“ด้วยฐานะของฉันคงพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ฉันกับแม่ยังต้องอยู่ที่นี่ ต้องพึ่งใบบุญท่านเจ้าของปางไม้ เสียดายก็แต่คนดีๆ อย่างพี่นินที่ต้องมีจุดจบโหดร้ายแบบนี้” เอื้องขวัญสะอื้นฮัก ร้องไห้โฮพักหนึ่งจึงปาดน้ำตา เจ้าหล่อนตั้งสติแล้วหยิบวัตถุบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อ 


“รับไปนะจ๊ะ พี่เขาฝากเอาไว้ให้คนที่มาตามหาเขาที่นี่” 


ผู้กองหนุ่มนิ่งงันไปชั่วขณะ กลืนก้อนแข็ง สิ่งที่เขารับมาคือมือถือเครื่องบางซึ่งเป็นสิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ของนายตำรวจผู้เสียสละนายนี้ เขาพึมพำเบาๆ ฟังไม่ได้ศัพท์... 


ธนินเตรียมการไว้ คงรู้ตัวสินะ ว่าอันตรายอยู่รอบตัวและกล้ำกรายมาถึงเขาแล้ว 


“พี่นินเริ่มรู้ตัวว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย พวกเราระวังตัวแล้วแต่ก็หนีไม่พ้นเมื่อไอ้ภาสกรอ้างคำสั่งพ่อเลี้ยง สั่งให้ไปทำธุระที่แม่สาย ก่อนเดินทางวันนั้นพี่นินมาหาขวัญ เราแลกมือถือกัน อันที่อยู่กับร่างไร้วิญญาณของพี่นินเป็นของขวัญ หลักฐานทุกอย่างจึงยังอยู่ในนี้” 


“พี่นินเป็นตำรวจใช่ไหมจ๊ะ?” คิดเพียงไม่นาน ชายหนุ่มผงกศีรษะน้อยๆ 


“คุณควรภูมิใจในตัวเขานะ” 


“ขวัญภูมิใจมากที่สุดจ๊ะ” หญิงสาวเอ่ย ยิ้มทั้งน้ำตา 


“พี่นินเคยบอกว่าวันหนึ่งคุณจะมาที่นี่ คุณเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีวันทิ้งเขา ของที่เขาฝากไว้เป็นสิ่งสุดท้าย จงใช้ให้เป็นประโยชน์” บทสนทนาเงียบไปชั่วขณะเมื่อความอาลัยอาวรณ์เกิดแก่คนทั้งสอง เพียงเสียงกิ่งไม้หักดัง 'เป๊าะ' เรียกสติ เสียงแปลกปลอมแว่วเตือนให้รู้ว่าพื้นที่นี้ไม่ปลอดภัยอีกแล้ว เอื้องขวัญเหลียวหลังมองไปรอบๆ ที่มีเพียงสุมทุมพุ่มไม้กับต้นสักขนาดใหญ่ หันกลับมาสบตาเขาอีกครั้ง มือเรียวบางเอื้อมมาดันต้นแขนกำยำ แววตากังวล


“รีบออกไปเถอะจ๊ะ” 


“แล้วคุณล่ะ?” พายัพรู้สึกเป็นห่วงหล่อน 


“ฉันอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ฉันทิ้งแม่ไปไหนไม่ได้หรอกจ๊ะ กับวันนี้ แค่นี้ฉันก็พอใจแล้วที่ได้ทำตามที่เขาต้องการ ส่วนคุณต้องรีบไปจากที่นี่ ไปสิคะ” เอื้องขวัญผลักไสคนร่างสูงให้กลับไปที่รถ ส่วนเธอไม่รักตัวกลัวตาย นอกจากมารดาแล้วเธอไม่มีอะไรจะเสียอีก 


ชีวิตของเธอกับแม่ซึ่งเป็นหญิงแม่บ้าน ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่อย่างซังกะตายในฐานะลูกสาวอีกคนของพ่อเลี้ยงที่มิเคยได้รับความรักใคร่ไยดี คนอย่างรุจน์ไม่คิดยกย่องเมียคนใช้อยู่แล้ว เอื้องขวัญได้เรียนถึงมัธยมหกก็ออกมาอยู่ที่ปางช่วยมารดาทำงาน จนเมื่อได้พบธนิน ชายคนงานต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในปางไม้ ชีวิตก็ดูจะแช่มชื่น ได้รับการเติมเต็มความสุข ความอบอุ่นขึ้นมาบ้าง 


เอื้องขวัญรู้ตัวดี...ลูกสาวนอกสมรสอย่างเธอหรือจะมีสิทธิ์ มีเสียง เธอไม่ใช่คุณหนูของบ้าน ดีหน่อยตรงที่ภาสกรไม่กล้าตอแยด้วยเพียงเท่านั้น จนเมื่อเธอต้องเสียคนรักไปเพราะชายหนุ่มไปล่วงรู้เรื่องลักลอบขนยาเสพติดโดยมีภาสกรเป็นหัวเรือใหญ่ หญิงสาวจึงสละตัวเองรอส่งมอบ 'หลักฐาน' กับคนที่ธนินบอกว่าจะมาที่นี่ ไม่ช้าก็เร็ว... 


“ดูแลตัวเองด้วยนะครับ” พายัพบอกลา ผงกศีรษะน้อยๆ ให้แก่ความกล้าหาญและน้ำใจของหล่อน 


แน่แล้วว่า...ไม่มีผู้หมวดแสนเก่งกล้าอย่าง ธนิน จันทน์ยิ่ง ในโลกใบนี้แล้ว และแม้ว่าเขาจะไม่สามารถนำร่างไร้วิญญาณของเพื่อนรักขึ้นมาจากหุบเหวนั้นได้ แต่เขาจะมอบเกียรติยศยิ่งใหญ่ ผลงานชิ้นสุดท้ายของธนินให้ตราไว้ เขาสาบานว่าจะนำตัวคนร้ายมารับโทษทัณฑ์ให้ได้ในเร็ววันนี้  



อากาศเมืองไทยโดยเฉพาะเดือนเมษายนปลายๆ แสนจะอบอ้าวทำเอาผู้โดยสารชาวไทยที่เพิ่งลงจากเครื่องบินซับเหงื่อด้วยผ้าเช็ดหน้าบ่อยครั้ง ชายทั้งสองอยู่ในวัยยี่สิบปลายๆ มีรูปร่างค่อนข้างสูงโปร่ง บุคลิกภาพดี ช่วยกันเข็นกระเป๋าสัมภาระมาตามช่องทางออกของผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แม้ในสภาพเหงื่อพราว แก้มเป็นสีระเรื่อเพราะยังปรับร่างกายตามสภาพภูมิอากาศท้องถิ่นไม่ทัน


ตั้งแต่นายแพทย์เขมมะไปประจำที่โรงพยาบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา นับครั้งได้เลยที่เขาจะกลับมาเยี่ยมเยียนญาติที่เมืองไทย เพราะพ่อแม่กับน้องสาวตั้งรกรากอยู่ร่วมกันที่นั่นแล้ว ครั้งนี้เองที่เดินทางมาไทยในรอบหลายปี มีโอกาสใช้บริการ สนามบินสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานแห่งใหม่ของบ้านเกิดเมืองนอนพร้อมนพ.พชร


เขมมะสลัดคราบศัลยแพทย์หนุ่มมาสวมชุดลำลองโทนสีอ่อน เนื้อผ้าสบายตัวเดินไล่ๆ มากับเพื่อนหนุ่ม มาถึงด้านนอกอาคารผู้โดยสารซึ่งยังอยู่ใต้ชายคาโลหะสีเงินเป็นโครงสูง ดีไซน์แปลกตาที่คุ้มแดด คุ้มฝน ไปจนถึงถนนกับเกาะกลาง เขาเห็นรถรับส่งสลับกันหย่อนคนและของลง แล้วแล่นออกไปคันแล้วคันเล่า... 


แดดเปรี้ยง ท้องฟ้าเป็นสีครามเข้มและร้อนอบอ้าวที่ระดับอุณหภูมิสักสามสิบองศาปลายๆ กระมัง ตัวเขาจึงเหนอะเหนียว มีเหงื่อกระซิกตลอดเวลา เขากับพชรออกมาเข้าคิวรอแท็กซี่ที่มีบริการรับส่งจากสนามบินยังที่หมาย หยิบแว่นกันแดดมาสวมช่วยกรองแสงกล้าที่แย่งกันสาดเข้านัยน์ตาจนเริ่มแสบ


“เราจะไปที่ไหนกัน โรงแรมหรือว่าบ้านคุณย่าของนาย?” พชรเอ่ยถามตอนยืนรออยู่ในแถว 


“ไปโรงแรมก่อน คุณย่าท่านไม่อยู่ไปทำธุระที่นครปฐม ค่ำๆ จึงจะกลับ เลยจะเข้าบ้านสวนพรุ่งนี้ ได้ยินว่ายัยขิมเองก็ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน แต่ฉันจะตามตัวกลับมาเร็วๆ นี้ล่ะ” เอ่ยถึงย่าคนางค์ จบที่ณุตตราถึงความตั้งใจแรกของเขา พชรผงกศีรษะหงึกๆ 


“จู่ๆ ฉันก็ตามมาด้วย น้องขิมจะคิดยังไงหรือเปล่าว่าตามตื้อไม่เลิก” 


พชรถามอย่างไม่มั่นใจนัก ตอนนั้นพอเขมมะชวนก็ตัดสินใจในทันทีโดยไม่คิดหน้าคิดหลังว่าจะสร้างความรำคาญใจแก่หล่อนหรือเปล่า แต่ก็เพราะความห่วงใยณุตตรานั่นแหละ ไม่ใช่ว่าเรื่องที่เจ้าหล่อนหนีงานหมั้น หนีเขามา แต่เพราะเป็นห่วงในฐานะคุณหมอเจ้าของไข้ เขมมะส่ายหน้า แววตามั่นใจ 


“อย่าคิดอย่างนั้นสิ ที่นายทำทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงและหวังดีกับขิม” 


“ฉันตั้งใจว่าพอเจอกันจะให้นายดูอาการของแกหน่อย แย่ลงหรือเปล่านายน่าจะบอกได้ จะได้ตัดสินใจว่าจะอยู่เมืองไทยต่อหรือจะกลับอเมริกาเลย เรื่องที่ดร.เพิ่งบอกก็จะได้รู้ถึงยัยขิม ฉันอยากให้นายช่วยกล่อม ไม่ใช่ยอมให้แกสิ้นหวังไปวันๆ แบบนี้” 


“เกลี้ยกล่อมมาเป็นปียังไม่สำเร็จ วันสองวันจะได้หรือ? ฉันไม่มีอิทธิพลต่อน้องขิมมากมายขนาดนั้นหรอก” บอกปลงๆ 


“ก็ทำให้มีสิ นายเพชร นายจะยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไง ไหนๆ ก็มาที่นี่แล้ว ถ้ายังมีใจให้น้องสาวฉันก็เร่งทำคะแนนหน่อย” 


“แล้วถ้าที่นี่ น้องขิมมีใครอยู่แล้วล่ะ” 


“เฮ้ย! จะมีได้ยังไง ไม่มีหรอก” เขมมะบอกปัด ทำท่ามั่นอกมั่นใจมากทีเดียว 


“ยัยขิมจากเมืองไทยไปตั้งนาน จะไปมีแฟนตอนไหน นายต้องสู้สินายเพชร สู้เท่านั้นถึงจะได้ใจยัยขิม” 


เขมมะจำเป็นต้องให้กำลังใจเพื่อนรัก ทั้งที่โอนเอียงมาทางความสิ้นหวังมากกว่า ยังหวังว่าพชรนี่แหละที่จะปกป้องดูแลน้องสาวคนเดียวของเขาได้เป็นอย่างดีด้วยเพราะเป็นหมอ ถึงความเป็นจริงจะไม่มีหวังเลยก็บอกพชรตรงๆ ไม่ได้ แต่ถึงไม่บอก นายแพทย์หนุ่มดูจะรู้ตัวอยู่แล้ว 


“นายคิดอย่างนั้นรึ คิดว่าน้องขิมไม่มีใคร” ถามเสียงแผ่ว เพราะในใจไม่เชื่อ พชรรู้ว่าณุตตราเก็บงำบางอย่างไว้ในใจ เก็บใครบางคนซ่อนไว้จึงไม่ยอมเปิดใจให้เขา แล้วเขาจะสู้ต่อไปเพื่ออะไร แต่ที่ติดตามเขมมะมาก็เพราะเป็นห่วงหญิงสาว 


“ได้ซี แต่คงต้องใช้ความพยายามร้อยเท่าพันเท่า ฉันถึงจะได้หัวใจของเธอ เอาเถิด เอาเป็นว่าฉันจะทำอย่างดีที่สุดก็แล้วกัน” รับปาก 


“มันต้องอย่างนี้สิ ไอ้เพื่อนรัก ฉันฝากความหวังไว้ที่นาย ไม่มีใครดูแลขิมได้ดีเท่านายอีกแล้ว” 


“...ขอบใจที่ไว้ใจ นั่นถึงคิวเราแล้ว” พชรชี้ไปที่รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล คันสีเขียวคาดเหลืองที่กำลังรอเขากับเพื่อนไปขึ้นรถ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #22 tookta12 (@tookta12) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2558 / 07:47
    ค่อยชื่นใจหน่อยค่ะ มีให้ฟินบ้าง น้องขิมสู้ๆนะ
    #22
    0
  2. #21 tookta12 (@tookta12) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2558 / 07:44
    ค่อยชื่นใจหน่อยค่ะ มีให้ฟินบ้าง น้องขิมสู้ๆนะ
    #21
    0
  3. #20 ปาล์ม ปาม (@plam2554) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 09:58
    อยากร้องไห้จังค่ะ 
    #20
    0
  4. #19 ปาม (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2558 / 09:49
    น้ำตาตกเลยค่ะไรเตอร์ บรรยายได้เห็นภาพตามไปด้วยเลยค่ะ รวมเล่มวางขายเลยค่ะ รอลุ้นไม่ไหวอยากเป็นเจ้าของเรื่องนี้แล้วค่ะ ไม่ค่อยมีเรื่องที่นางเอกตาจะไม่เห็น ส่วนใหญ่เเต่งให้พระเอกเป็นฝ่ายมองไม่เห็น ซาบซึ้งค่ะ
    #19
    0