ดวงใจนิรันดร < บทส่งท้าย อัพ 100% >

ตอนที่ 14 : ตอน 12 : รัก ‘ผม’ บ้างหรือเปล่า (ต่อ) < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 203
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    20 ต.ค. 58

ตอน 12 

รัก ‘ผม’ บ้างหรือเปล่า? (ต่อ) 


“วันนี้แกจะเข้าออฟฟิศไหมวะธรรศ ตั้งแต่แกไม่อยู่...ลูกค้าแวะมาที่ออฟฟิศ บ่นถึงก็แต่แกโดยเฉพาะคุณสุรัส”


ปลายสายคือ รัฐกฤษณ์ ที่ช่วงนี้มีภาระหน้าที่ ดูแลโครงการโรงแรมเพชรรุ้งกับรับหน้าลูกค้าแทนธรรศซึ่งปัจจุบันผันตัวเองมาอยู่โยง เป็นยามเฝ้าอยู่หน้าคอนโดมิเนียมเพราะเชื่อว่าณุตตราถูกพามาซ่อนตัวที่นี่ แต่สำหรับอระอรกับรัฐกฤษณ์คิดว่าไม่น่าใช่ ด้วยถ้า 'ใช่' ป่านนี้เพื่อนสาวต้องออกไปไหนมาไหนให้เห็นบ้างแล้ว แต่นี่ร่วมสัปดาห์ก็ยังไร้วี่แวว อระอรจึงสั่งให้แฟนหนุ่มโทรตามตัวธรรศกลับไปทำงานบ้าง


“วันนี้ ‘ไม่’ ไอ้กฤษณ์...ฉันสังหรณ์ว่าวันนี้แหละที่จะเจอขิม” บอกจริงจัง พลางขยับตัวจากท่านอนโดยการปรับเบาะเอนไปข้างหลังมาเป็นท่านั่ง คอยสังเกตการณ์ผู้คนที่เข้านอกออกในอาคารชุดแห่งนี้ แบบไม่ให้คลาดสายตา 


คนโทรมาเลิกคิ้ว...ฉงนนี่เพื่อนของเขากลายเป็นคนเชื่อ 'ลางสังหรณ์' ไปตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แล้วรัฐกฤษณ์ก็ยิ้มขำ ส่ายหน้าไปมาเมื่อคิดได้ 


“นี่ถึงกับต้องใช้ไสยศาสตร์เลยเหรอวะเนี่ย หึๆ” 


“ก็ถ้าต้องใช้” ธรรศโต้ตอบเสียงขรึม เรียกว่ายอมทำทุกวิธีหากทำให้เขาพบเธอแล้วล่ะก็ เพื่อนหนุ่มฟังแล้วยิ้มบาง ตอนแรกฟังจากอระอรยังไม่เชื่อว่าธรรศมีความตั้งใจจริงเพียงใด แต่วันนี้เขาคิดว่ารู้แล้ว... 


“นี่แกเอาจริงสินะ เรื่องขิมน่ะ” คนเปรย เปรยแล้วระบายยิ้ม 


“ก็จริงสิวะ” ตอบหนักแน่นแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด 


“งั้นฉันก็ขอให้แกมี 'โชค' เจอขิมเร็วๆ ก็แล้วกัน เรื่องคฤหาสน์คุณสุรัสกับคอนโดแห่งที่สองของคุณนิกกี้ ฉันจะดูแทนให้ไปก่อนก็แล้วกัน” 


“ขอบใจทั้งแก ทั้งแอ้ม ขอบใจมาก...” 


“เออ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่ จัดการเรื่องของแกให้เสร็จๆ ซะแล้วก็รีบกลับมาทำงานเพื่อลูกค้าที่รักของแก ยังไงลูกค้าก็ต้องการสถาปนิกที่ชื่อ 'ธรรศ' ฉันกับแอ้มก็แค่ทำแทนไปก่อน แต่ไม่ใช่ตัวจริง” 


รัฐกฤษณ์ให้เครดิตความเป็นสถาปนิกฝีมือเยี่ยม ผลงานที่ผ่านมาของธรรศการันตีได้ว่ายอดเยี่ยมและมีคุณภาพเป็นที่ถูกใจลูกค้า บอกปากต่อปากจนสร้างชื่อเสียงแก่บริษัท ลูกค้าส่วนใหญ่จึงเลือกให้ธรรศคุมงาน 


“อืม รู้แล้ว” เขารับคำในลำคอ วางสายแล้วบ่ายหน้าไปยังกระจกติดฟิล์มสีชาเบื้องหน้า สองมือพาดทับกัน วางบนพวงมาลัยหุ้มหนังสีดำสนิท ทอดตาคู่คม...ไม่ว่างเว้นไปจากผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา เข้าออกล็อบบี้ 


หลายวันแล้วที่เขานำรถมาจอดที่นี่ เผื่อว่าจะพบเธอ ทว่าโชคไม่เข้าข้าง นอกจากไม่พบณุตตราแล้วยังไม่ได้พบพายัพอีกเลย ใจหนึ่งก็เริ่มสั่นคลอนว่าอาจเข้าใจผิดไปเอง แต่อีกใจบอกให้เขามั่นคงและเฝ้ารอต่อไป 


“งั้นก็แค่นี้แหละ คืบหน้าก็ส่งข่าวด้วย พวกฉันจะได้เบาใจโดยเฉพาะ...แอ้ม รายนั้นห่วงมาก บ่นถึงแกกับขิมทุกวัน” 


“เออ แล้วคุยกัน” ธรรศผงกศีรษะรับคำ 


“แอบนินทาแอ้มกันเหรอ? แล้วนายธรรศว่าไงบ้างล่ะกฤษณ์?” อระอรถามในทันทีที่ได้ยินชื่อเธอ เห็นรัฐกฤษณ์เพิ่งวางสาย เบือนกลับมาหาเธอแล้วส่ายหน้าน้อยๆ 


“ก็ไม่ว่ายังไง หมอนั่นอยู่ที่เดิมนั่นแหละยังไปที่นั่นทุกวัน ยังไงธรรศก็คงไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะได้พบขิม แล้วยังมั่นใจเอามากๆ ด้วยสิว่าขิมอยู่ที่คอนโดนั่น” 


“หมอนั่นไม่มีทางกลับมาเป็นผู้เป็นคน ถ้าตามหาขิมไม่เจอ คิดๆ ดูแล้วก็น่าสงสารเจ้าธรรศอยู่นะ รอคอยคนคนหนึ่งมาเป็นปีๆ แล้วยังต้องรอต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่จบสิ้น...เฮ้อ” 


“นั่นสิ มีวิธีไหนจะช่วยสองคนนี้ได้ไหมนะ ไม่มีใครรู้เลยเหรอว่าขิมอยู่ที่ไหน” หนุ่มสาวสบตา...ถอนใจ ต่างก็มืดแปดด้าน 



เฮ้อ... 


เมื่ออยู่ตามลำพัง คนที่อาศัยความหวังเล็กๆ หล่อเลี้ยงก็ทอดถอนใจ ธรรศยัง ‘หวัง’ หากหนีไม่พ้นความท้อแท้ที่วนเวียนบั่นทอนกำลังใจทีละเล็กทีละน้อย วันละนิดวันละหน่อย เมื่อเวลาผ่านไปหลายวันต้องยอมรับว่าสั่นคลอนมากขึ้นทุกที ด้วยหลายวันมานี้ยังไม่มีความคืบหน้า ไม่มีข่าวคราวของณุตตรา มีเพียงการได้พบนายตำรวจหนุ่มเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งเป็นเบาะแสเดียวที่เขามีและยึดเอาไว้เป็นเสาหลัก 


วันนี้ดูเหมือนการรอคอยจะมาถึงขีดสุด เขาต้องการวัดกันไปเลยว่าเธออยู่ที่นี่หรือไม่จึงออกจากจุดซุ่มซ่อน ก้าวลงจากรถมายืนเต็มความสูง พร้อมซองกระดาษสีน้ำตาล ขนาดย่อมๆ ในมือ จากนั้นจึงตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ หยุดด้านหน้าก่อนโปรยยิ้มบางๆ ให้พวกหล่อน 


“สวัสดีค่ะ มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ” หญิงสาวเจ้าของใบหน้าแฉล้ม แต้มแต่งเครื่องสำอางจนดูงดงามเอ่ยถาม 


“สวัสดีครับ ผมนำของมาคืนเพื่อน เธอชื่อ...ณุตตรา ผมทราบว่าเธอพักอยู่ที่นี่ แต่ไม่ทราบว่าอยู่ห้องไหน” ธรรศเปิดปากอย่างสุภาพและใจเย็นที่สุด พนักงานสาวแย้มยิ้ม ผงกศีรษะแล้วลงมือเช็ครายชื่อเจ้าของห้องชุดจากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ไม่เกินนาที เธอก็ส่ายหน้าน้อยๆ กล่าวว่า


“ไม่มีเจ้าของห้องพักที่ชื่อ 'คุณณุตตรา' เลยค่ะ คุณยังจะฝากของไว้ไหมคะ แต่ดิฉันไม่มั่นใจว่าจะได้ส่งคืนให้หรือเปล่า” 


“ถ้าอย่างนั้น...ลองเช็คชื่อ ‘คุณพายัพ’ ได้ไหมครับ คุณพายัพที่เป็นนายตำรวจ” 


ใช้เวลาไม่ต่างกันนักก็ได้คำตอบ เจ้าหล่อนยิ้มสวยตอนเงยหน้าขึ้น 


“ถ้าเป็นผู้กองพายัพล่ะก็...มีค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณณุตตราก็น่าจะหมายถึงคุณขิม รอสักครู่นะคะเดี๋ยวดิฉันโทรแจ้งเธอให้ค่ะ” 


“ขอบคุณครับ” หัวใจคนฟังเต้นแรง แรงจนสุดกู่ 


ในที่สุดเขาก็มาถูกทางแล้ว ขิมอยู่ที่นี่จริงๆ ทว่าการรอคอยเพียงไม่ถึงนาทีเสมือนว่า...ช้านาน ขัดต่อความรู้สึกรีบร้อน ปรูดปราด ที่อยากให้เกิดขึ้นเสียจริงๆ 


“ค่ะ ได้ค่ะ เอ้อ ค่ะๆ ดิฉันจะเรียนให้อย่างนั้นนะคะ” บอกเสียงเบา 


เจ้าหล่อนผงกศีรษะหงึกๆ อึดใจโอเปอเรเตอร์สาววางโทรศัพท์ลงบนแป้น หันมาคลี่ยิ้มแหยๆ เรียวตากระตือรือร้นของธรรศเปลี่ยนเป็นกังวล เมื่อรับรู้แววตาหญิงสาวที่ช่วยประสานงานให้เขา ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น 


“...เธอว่ายังไงครับ?” 


“เมื่อกี้ดิฉันเพิ่งเรียนสายคุณขิมค่ะ ไม่ต้องห่วงแล้วนะคะ เธอบอกว่าจะลงมารับของภายหลัง ฝากไว้ที่ดิฉันได้เลยค่ะ” เธอเอื้อมมือมาหา


พนักงานสาวคิดว่าเพียงแค่นี้จะปลดเปลื้องความกังวลใจของเขาออกไปแล้วล่ะก็ ไม่ใช่เลย เขาต้องการพบเธอ ไม่ใช่เพียงแค่รับรู้ว่าเธอพักอยู่ที่ไหน แต่เมื่อรู้ว่าณุตตราอาศัยใต้ชายคา เจ้าของห้องชุด ที่ชื่อ 'พายัพ' ก็ยิ่งกังวลหนัก ไม่เข้าใจว่าเธอลี้ภัยจากบ้านสวนคุณย่ามาอยู่คอนโดของหมอนี่ได้อย่างไร ทำไมไม่กลับบ้าน? และไว้ใจหมอนั่นมากมายขนาดนี้เชียวหรือ? 


เรื่องนี้สื่อให้รู้ถึงความผูกพันที่แสนลึกซึ้ง เกินเพื่อน เพียงเท่านี้...เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคกลับเป็นเหมือนธุลีของไฟร้อนที่กำลังมอดไหม้เนื้อใต้อกของเขาอย่างรุนแรง 


“เหรอครับ? แต่ผมอยากมอบให้ถึงมือ” เสียงนั้นกระด้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว


“ต้องขอโทษค่ะ คุณขิม เธอยืนยันอย่างนั้นจริงๆ ฝากดิฉันไว้นะคะคุณ” 


ธรรศขบกรามแน่น ใช่ซี เขามีทางออกอื่นที่ไหนกันล่ะ หญิงสาวบีบให้เขาต้องทำเช่นนี้ เจ้าหล่อนใจร้ายเกินไป 


“ถ้าอย่างนั้น...ของที่ผมฝากไว้ต้องถึงมือเธอจริงๆ นะครับ รบกวนคุณด้วย เพราะมันสำคัญมากจริงๆ” ปลายเสียงอ่อนลงยามฝากฝัง 


“ดิฉันจัดการให้แน่นอนค่ะ” 


ที่สุดชายหนุ่มก็ต้องยอมรับ เขาผงกศีรษะน้อยๆ หน้าหงอย จำต้องล่าถอยแล้ววางซองกระดาษสมอ้างว่า ‘สำคัญ’ ในมือหล่อนอย่างไม่เต็มใจนัก ร่างสูงใหญ่หันหลังกลับก้าวอาดๆ ออกจากล็อบบี้หลังตัดใจแล้ว คล้อยหลัง หญิงสาวคนเดิมต่อสายไปยังห้องของณุตตราอีกครั้ง เจ้าหล่อนพ่นลมหายใจพรูหลังโกหกแนบเนียน 


“เขาไปแล้วล่ะค่ะ ฝากไว้แต่ของ...เป็นซองกระดาษ ค่ะ เขาไม่ได้บอกชื่อเอาไว้” คนบอกพลิกดูซองเจ้าปัญหา แววตาฉงน ของภายในนั้นเบาจนเดาไม่ได้ว่ามันคืออะไร ปลายสายรับฟังเงียบๆ แล้วกล่าวขอบคุณ ไม่ต้องมีใครบอกก็รู้ว่าชายหนุ่มที่มาปรากฏตัวในวันนี้เป็นใคร ธรรศรู้แล้วว่าเธออยู่ที่นี่ แต่เขาต้องการอะไรจากเธอ ทั้งที่เขาก็มีคุณรัตติกาลอยู่แล้วทั้งคน 


ความรู้สึกหดหู่ อารมณ์ที่หม่นไหม้บีบคั้นอกจนแน่นอึง ณุตตรานั่งนิ่ง ทิ้งตัวบนโซฟากลางห้องด้วยทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ สมองวุ่นว้าคิดหาเหตุผลที่ไร้คำตอบ แล้วจากความเครียดขึง ผลักดันเข้าสู่...ความกดดัน ลำคอแห้งตีบตัน หากมวนท้องรุนแรงจนอยากขย้อนของเก่าออกมา เธอคิดว่านี่เป็นอาการหนึ่งในโรคเครียดลงกระเพาะ โรคเก่าที่เป็นๆ หายๆ มาหลายปี แล้วจู่ๆ ศีรษะที่ตั้งตรงก็มีอันโงนเงน เสียการทรงตัวจนต้องยกมือเล็กขึ้นประคองขมับ 


ดวงตาคู่สวยปรือปิด ปรือขึ้นอีกครั้งรับความพร่าลายที่หัวตา กระจายตัวรวดเร็วสู่ลูกตาดำ...ถ้วนทั่ว ทุกสิ่งเบื้องหน้าไร้ความชัดเจน แม้ในยามที่ตะวันตรงศีรษะ 


...อีกแล้ว อีกแล้วงั้นหรือ? 


ณุตตรารำพันด้วยความอ่อนล้า กล้ำกลืนอาการผะอืดผะอม เอนตัวพักกับพนักพิงนุ่ม ไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะลุกไปหยิบยาดมมาสูดดมแก้วิงเวียน 



“เอ๋! ฝากอะไรไว้ของเขาล่ะนี่ สมุดโน้ตเนี่ยนะ คนอะไรแปลกจัง” ปัณรี สาวประชาสัมพันธ์ทำเสียงประหลาดใจยามมองของในมือ 


“ใช่...แปลกมากๆ แล้วก็ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าคนหน้าตาดี๊ดีแบบนั้นจะกลายเป็นพวกโรคจิตไปได้ ว่าไหมยัยปุ้ย?” 


สินีนาถพยักเพยิด เอ่ยขึ้นอย่างปลงๆ หลังได้รับอนุญาติจากเจ้าของให้เปิดซองกระดาษซึ่งก็พบว่าเป็นเพียงสมุดปกหนังเล่มเล็กๆ ที่มีเนื้อความไม่กี่บรรทัดในหน้าแรก พลิกดูทั่วแล้วก็เลิกสนใจ 


“คุณขิมก็บอกแล้วว่าไม่รู้จักเขา แถมคุณพายัพยังทำราวกับว่า...พาคุณขิมมาซ่อนตัวอย่างไรอย่างนั้น ถ้านี่เป็นละคร ฉันว่าผู้ชายคนนี้ต้องเป็นพระเอกที่มาตามง้องอนนางเอกแหงๆ” ปัณรีออกความเห็น หลังปะติดปะต่อเรื่องราวตามใจตัวเอง 


“เสียแต่นี่ไม่ใช่ละครน่ะซี้ คุณพระเอกของเธอก็เลยกลายเป็นพวกโรคจิตที่นางเอกกลัวไปซะได้” 


“แหม แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะ สมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ ดูซี้ บางคนหล่อลากกลับกลายเป็นเก้งกวางให้ผิดหวังก็เยอะแยะ พวกนี้แหละที่แย่งสัดส่วน 'ว่าที่สามี' ของพวกเราไปไงล่ะ” สินีนาถพูดอย่างอดไม่ได้ 


สองสาวเม้าส์กันอย่างเมามัน ตอนหลังไม่ใช่เรื่องชายหนุ่มแปลกหน้าแล้ว แต่เป็นเจ้าของห้องชุดซึ่งเป็นเพศที่สาม ลักษณะภายนอกนั้นมาดแมน หล่อเท่ห์ กลับควงเด็กหนุ่มหล่อๆ มาค้างคืนบ่อยๆ สาวโสดคอยสังเกตการณ์อย่างพวกหล่อนก็เลยอกเดาะไปตามๆ กัน 


“แต่สำหรับผู้ชายคนเมื่อวาน ดูยังไง้ยังไงก็ไม่น่าใช่คนไม่ดี แต่งตัวดี บุคลิกเลิศ นึกแล้วก็ยิ่งเสียดายนะ เฮ้อ” 


“...หรือว่าฉันจะลองแบบ 'โรคจิต' แต่โคตรหล่อดูบ้างนะ” พูดแล้วหัวเราะคิกคัก 


“บ้าใหญ่แล้ว ขึ้นชื่อว่า จิต เดี๋ยวก็พาไปโปะยาสลบ ผ่าเอาเครื่องในออกมาทำอาหารกินหรอก อี๋...สยอง!” ปัณรีทำท่าขนลุกขนพอง พวกหล่อนสนทนาอย่างออกรส ไม่มีใครสนใจ 'ของ' ที่หยิบออกมาจากซองนั้นอีก ไม่มีใครทันสังเกตว่ารูปเล่มของสมุดเก่าคร่ำ ดั่งถูกเก็บมาเนิ่นนาน รึไม่ก็ถูกเปิดอ่านบ่อยครั้งจนเยินยับว่ามีความสำคัญเช่นไร 



ผู้ที่นำมาฝากไว้ เพียงหวังว่าเจ้าของตัวจริงได้เห็นแล้ว...จะเข้าใจความหมายที่เขาต้องการส่งถึง 


...แค่ปรารถนาให้ณุตตรารู้ว่าเขายังเก็บของที่เป็นของเธอเอาไว้ เปิดอ่าน ‘มัน' ในทุกๆ ครั้งที่นึกถึงเธอ ระลึกถึงทั้งที่ทรมานใจ แต่ใครเล่าจะรู้ว่าค่ำคืนเหล่านั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมานเพียงไหน ยังดีที่เหลือข้อดีอยู่อย่าง...ที่ทำให้เขามีเวลาอ่านตัวหนังสือที่อยู่ข้างในนั้น ซ้ำๆ จดจำได้จนเจนหัวใจ 



ลมเจ้าเอย จักหวนคืน...เมื่อไร            โอบกอด 


พลอดรำเพย ลมรัก...พลัดพราก              ใจเหงา 


รอลมคืน โบกโบย...ห่มห้อม     เพียงเงา 


จักพบ พลอด กอด ชม...ให้สมฤทัย     นิรันดร... 



'ยามลมหวน' กวีบทสั้นๆ ในสมุดปกแข็งหุ้มกำมะหยี่สีเทาเข้ม ของขวัญในวันคล้ายวันเกิดครบรอบสิบเก้าปีของเขา 


ตัวอักษรเหล่านั้นถูกจารลึกสู่ห้วงความรู้สึกแทนที่สมองของเขาไปเสียแล้ว ยามนึกถึงช่วงเวลานั้นไม่ต่างจากเคลิ้มฝัน เจ็บปวดราวแผลสดใหม่หากเจือรอยยิ้มอ่อนจาง ห้วงแห่งความคิดถึงทำให้ชายหนุ่มหลับตาพริ้ม แผ่นหลังกว้างตั้งตรงผ่อนลงพิงเบาะหุ้มหนังเงาปลาบตรงที่นั่งของสารถี ริมฝีปากหยักลึกเหยียดออกนิดๆ พึมพำเพียงแผ่วเบา 



รอลมคืน โบกโบย...ห่มห้อม     เพียงเงา 


จักพบ พลอด กอด ชม...ให้สมฤทัย     นิรันดร...



ในวันนั้นเขาหันมาพบเด็กสาวร่างแบบบางในชุดนักศึกษา เสื้อเชิ้ตแขนสั้นของเธอขาววับสะอาดตายามต้องแดดยามสาย กระโปรงจีบรอบสีดำยาวเลยเข่าเล็กน้อย พริ้วตามแรงไหวของร่างที่เพิ่งวิ่งมาหยุดตรงหน้าเขา เธอหอบนิดๆ ยืดตัวขึ้นยิ้มปกติ ทว่าซ่อนรอยเอียงอายในดวงตาดำขลับทำให้เขาเลิกคิ้วน้อยๆ กับพฤติกรรมที่ไม่เจนตานัก


ณุตตราสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจ้องเป๋งที่ใบหน้าคมคายตามความสูงแบบที่ต้องแหงนมอง เบื้องหลัง 'ยุกยิก' ราวกำลังซ่อนบางอย่างไว้ 


สาวน้อยซ่อนพวงแก้มแดงๆ ราวแต้มสีของผลเชอรี่ด้วยการก้มหน้างุด ใช้เวลากว่าอึดใจก่อนจะยื่นมือออกมาตรงหน้าแล้วแบออก... 


'ขิมให้ธรรศ...' 


'ไม่ใช่ของแพงอะไรหรอกนะ แต่ขิมตั้งใจให้ธรรศ เก็บรักษาไว้ให้ดีๆ นะ' 


จบคำ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ และเป็นเขาที่ใบ้กิน 


'…อ่า' 


นั่นล่ะที่ทำให้รู้สึกเหมือน...ยืนอยู่ดีๆ แล้วตกลงไปใจกลางหลุมอากาศ ด้วยไม่เคยคิดไม่เคยหวังอะไรจากณุตตรานอกจากมิตรภาพ การตอบรับ 'รัก' จากเธอ แต่เมื่อได้รับสิ่งที่มากกว่านั่นจึงเป็นของขวัญสุดพิเศษที่เขาตั้งตัวไม่ทัน ใบหน้าคมคายเรื่อขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ร้อนวูบมาถึงโหนกแก้มสากจนต้องวางมือใหญ่ปิดมันไว้ เว้นเรียวตาคมกริบที่จับจ้องวงหน้าใสไม่วางตา 


'รับไปซี' เมื่อเห็นเขานิ่ง...เธอจึงประท้วงเสียงพ้อ ด้วยถ้าต้องยืนอยู่ตรงนี้จ้องหน้ากันนานๆ โดยไม่มีคำพูดใดๆ หัวใจต้องเต้นยับจนวายไปเลยก็ได้ 


'ถึงจะไม่ถูกใจ ถึงนายจะไม่อยากได้ก็ช่วยรับไปเถอะ อย่าให้เสียน้ำใจกันเลย' 


คำตัดพ้อเริ่มจริงจังขึ้นเมื่อณุตตราคิดว่าเขาไม่อยากได้มัน ขณะเดียวกันมือเล็กๆ ของเธอก็จับ 'ของขวัญ' ผูกริบบิ้นสีโปรดยัดใส่มือเขา ดวงหน้าสดใสเมื่อครู่หลุบเปลือกตาลงต่ำ แบบที่เขาเข้าใจว่า...งอนแล้ว 


'ใครว่า...ไม่อยากได้กันล่ะ' 


เขาค้านสั้นๆ จุดยิ้มเพียงเล็กน้อยที่มุมปาก นัยน์ตาระยับแบบที่อีกฝ่ายไม่เข้าใจ สาวน้อยแก้มป่องเงยหน้าขึ้นมองสบตรงๆ เสียนิ่งนาน 


อะไรของเขากันนะ จะเอาอย่างไรกับเธอกันแน่... 


นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ฉลองวันเกิดกับณุตตราที่เพิ่งเริ่มคบหากัน และเป็นครั้งสุดท้ายที่เขามีวันเวลาเช่นนี้กับเธอ ทุกภาพของวันนั้นจึงยังคงอยู่ในความทรงจำ คำพูด รอยยิ้มเขินนิดๆ ไม่ประสาของสาวแรกรุ่นที่ยอมให้เขาเรียกเธอว่า 'แฟน' ตราตรึง รวมถึงอาการงอนเล็กๆ ที่คิดว่าเขาไม่สนใจของขวัญของเธอก็ช่างน่ารัก 


'หนะ นาย...' เธอเลิกคิ้วกับคำพูดของเขา มองอย่างไม่ไว้ใจนัก 


ธรรศยิ้มกว้างกว่าครั้งไหน รวบมือเล็กมากุมไว้กลางอก ดึงของขวัญจากมือเธอไปไว้ข้างหลังตัวเองไม่ให้เกะกะ คนตัวเล็กกว่าตะลึงพรึงเพริด ดวงหน้าแดงก่ำกว่าตอนแรกหลายเท่า เมื่อจู่ๆ ร่างทั้งร่างก็ตกอยู่กลางวงแขนของเขา กล้ามแขนแข็งแรงรัดรวบเอวคอดบางไว้เสียแนบแน่น 


'อุ้ย! ธรรศ' 


วงหน้าก่ำเปลี่ยนสีเป็นเผือด ซุกอยู่กึ่งกลางอกแกร่งพอดิบพอดี พร้อมกันนั้นใบหน้าคร้ามโน้มลงมาชิดหัวไหล่ เอียงเข้าหาเล็กน้อยเพื่อกระซิบข้างแก้มเนียนที่เปลี่ยนสีเป็นสุกปลั่งอีกครั้ง 


'ขอบคุณนะ ผมจะรักษาของของขิมไว้อย่างดี สัญญา...' และเขาก็ทำอย่างนั้น ตราบเท่า...วันนี้ 



ความพยายามของธรรศว่ามากแล้วความอดทนของณุตตรานั้นมากกว่า ด้วยนับตั้งแต่รู้ว่าเขามาที่คอนโดเธอก็ไม่ยอมออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว จนวันนี้ที่อาเจียนหนัก จุกเสียดตรงลิ้นปี่จนยืดตัวตรงแทบไม่ไหว ไม่สามารถรับประทานอะไรนอกจากจิบโอวัลตินอุ่นๆ นอกนั้นสำรอกออกมาหมด 


ความอดทนที่ว่า...เป็นเวลาสามวันเต็มๆ โดยไม่มียาหรือสารอาหารใดๆ ตกถึงท้องซึ่งในที่สุดแล้วหญิงสาวก็ต้องยอมแพ้แก่สังขาร 


ผู้ที่แต่งตัวพร้อมไปโรงพยาบาลแล้วเกิดความลังเล ร่างบางในชุดไปรเวทชะงักตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งภายในห้องนอน หวั่นใจว่า...ถ้าออกจากห้องจะต้องพบเขา และถ้าพบกันจริงๆ จะทำเช่นไร? จะทำใจแข็งได้สักแค่ไหนในเมื่อหัวใจของเธอเปราะบางและอ่อนแอเหลือเกิน 


แต่...เธอจะมัวอ่อนแอไม่ได้นะขิม 


ณุตตราสั่นศีรษะจนคลอน ย้ำกับตัวเองว่าต้องทำได้ จะไม่ให้เขาเข้ามาสั่นคลอน นั่งเป็นเจ้าของความรู้สึกของเธอ ไม่เช่นนั้นหัวใจของเธอนั่นแหละที่จะแพ้ จากนี้ต้องเลิกออดอ้อน เลิกออเซาะ จะทำอย่างที่แล้วมาไม่ได้เด็ดขาด ด้วยในความเป็นจริงนั้นเธอไม่สามารถอยู่เคียงข้างเขาอีก 


เหตุผลที่ทำให้หญิงสาวใจแข็งได้ถึงขั้นนี้ก็เพราะรัตติกาล เพราะผู้หญิงอีกคนของเขาที่ทำให้เธอยอมถอยออกมาอย่างคนแพ้ แม้ว่าครั้งหนึ่งเธอจะเคยเป็นคนรักของธรรศ รู้จักเขามาก่อน แต่ช่วงเวลาที่ห่างหายไปจากชีวิตของกันและกันเขามีรัตติกาลมาแทนที่ ซ้ำยังผูกพันกับหล่อนอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาพบเขา เธอเป็นแค่มือที่สามที่กำลังทำลายความสุขของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว 


ขิม เธอเป็นได้เพียง...อดีตที่ล่วงเลย ส่วนรัตติกาล ผู้หญิงคนนั้นคือปัจจุบัน คือความสุขที่ยืนยาวของเขา 


คิดมาถึงตรงนี้ เธอรู้ตัว รู้ว่าพ่ายแพ้ยับเยินแก่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่มิอาจแสร้งกลบกลืนแล้วช่วงชิงเขากลับมาเป็นของเธอ เสียงสะอื้นแผ่วๆ จึงแผ้วผ่านคอระหงเมื่อมิอาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้ นอกจากศีรษะเล็กถูกสั่นแรงๆ ปัดไล่ความอ่อนแอที่บังเกิดพร้อมกลืนกินก้อนสะอื้นลึกจนบาดคอ 


ไม่เป็นไรหรอก ขิม ช่วงเวลาที่เหลือจากนี้เธออยู่ได้โดยไม่มีเขา 


จงคิดเสียว่า...ไม่เคยกลับมาพบเขา จงลืมช่วงเวลาที่มีเขาทั้งหมดไปจากหัวใจ นั่นล่ะ ทางออกที่ดีที่สุด 


ณุตตราสูดลมหายใจเข้ายาวลึก ปาดน้ำตาที่ปริ่มรื้นอย่างตัดใจ สะกดความอ่อนแอเพียงข้างใน ดึงความเข้มแข็งที่เหลืออยู่ออกมาเป็นเกราะกำบังหัวใจที่พรุนแผล เธอยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าทั้งที่เจ็บเจียนตายปานนี้... 



“นั่นคุณขิมนี่นา เรียกไว้เร็วสิ ยัยปุ้ย” สินีนาถร้องบอก ปัณรีวิ่งปรูดด้วยรองเท้าส้นสูงกว่าห้านิ้วมาดักหน้าโดยไม่ลืมคว้าซองกระดาษสีน้ำตาลที่มีสมุดเล่มน้อยบรรจุอยู่ติดมือมาด้วย 


“คุณขิมคะคุณขิม รอด้วย” 


“นี่ค่ะของที่เขา เอ้อ หมายถึงของที่คุณคนนั้นฝากไว้น่ะค่ะ ดิฉันไม่กล้าทิ้ง เกิดเป็นของสำคัญขึ้นมาจะทำอย่างไรล่ะคะ คุณขิมรับคืนไปจัดการเองดีกว่าค่ะ” เจ้าหล่อนออกตัว ณุตตราผงกศีรษะคลี่ยิ้มอ่อนจางอย่างเข้าใจ และแม้จะยิ้มใบหน้าของเธอก็ยังซีดขาวเหมือนกระดาษจนคู่สนทนาอดถามไถ่มิได้ 


“เอ๋! เป็นอะไรหรือเปล่าคะนี่ หน้าคุณขิมซี้ดซีดนะคะ ไม่สบายเหรอคะ?” 


ปัณรีอยู่ใกล้จนมองเห็นจ้ำแดงๆ บนผิวอ่อนบางของหล่อน จากแก้มปลั่งลามมาถึงต้นคอขาวผ่อง ยิ่งเห็นร่างบางโอนเอนเล็กน้อยก็ยิ่งแน่ใจว่าเธอไม่ปกติ ณุตตรากะพริบตาถี่ๆ เมื่อถูกทักพลางยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตน ไล่มาถึงต้นคอระหง 


ใช่...เธอรู้สึกเย็นๆ วูบๆ ที่แก้ม สะบัดร้อนสะบัดหนาวเหมือนคนจะเป็นไข้ 


“ฉันกำลังจะไปโรงพยาบาลค่ะ รู้สึกไม่ค่อยดี รบกวนให้รปภ.เรียกแท็กซี่เข้ามาในคอนโดได้ไหมคะ ถ้าเดินไปถึงริมถนนคงไม่ไหว” ปากอิ่มเผยอแผ่ว ดวงตาคู่โตสะโหลสะเหล ลึกโหล ปัณรีเห็นแล้วรีบพยักหน้า หน้าที่ให้บริการผู้อยู่อาศัยในห้องชุดแห่งนี้เป็นหน้าที่ของหล่อนกับสินีนาถอยู่แล้ว อีกทั้งรับปากนายตำรวจหนุ่มว่าจะช่วยดูแลคนรักของเขาจึงตกปากช่วยเหลืออย่างเต็มใจ 


“ได้สิคะ งั้นคุณขิมนั่งรอในล็อบบี้ก่อน เดี๋ยวพอรถเข้ามาแล้วดิฉันไปเรียกค่ะ” 


คนป่วยผงกศีรษะหงึก เดินกระย่องกระแย่งไปนั่งลงตรงโซฟาซึ่งมีไว้บริการผู้มาติดต่อกลางโถงใหญ่ ทรุดลงนั่งวางมือข้างหนึ่งตรงขมับ ปิดมาถึงดวงตาที่พร่ามัว ค่อยๆ เอนตัวกับพนักพิง มึนงงจนต้องพักสายตาครู่ใหญ่ อาการที่มากกว่าคลื่นเหียนมาพร้อมพิษไข้กำลังทับซ้อนด้วยโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้นโดยไม่รู้ตัว 


หญิงสาวหอบหายใจผ่อนไอร้อนออกมา อุณหภูมิภายในร่างกายสูงกว่าปกติ แต่กลับหนาวเนื้อแม้จะรับเพียงไอเย็นของเครื่องปรับอากาศที่เปิดตามปกติในล็อบบี้ ลำคอนั้นแห้งผาก ปากอิ่มเม้มเข้าหากันจนรู้สึกถึงความร้อนฉ่ำ เคลือบบนผิวริมฝีปากขณะกลืนน้ำลายอุ่นจัด 


โชคดีที่ไม่นานนักแท็กซี่ส่วนบุคคลคันหนึ่งก็ปรี่เข้ามาจอดด้านหน้า ปัณรีเป็นผู้มาบอก หญิงสาวจึงลุกขึ้นแล้วก้าวเซๆ ออกมา รปภ.คนที่ก้าวลงมาจากรถแท็กซี่เปิดประตูรถรับณุตตรา รอจนสาวน้อยสอดตัวเข้าไปนั่งเบาะหลังเรียบร้อยแล้วจึงปิดประตูให้เสร็จสรรพ 


“ไปโรงพยาบาลกรุงเทพค่ะ” สารถีซึ่งเป็นชายวัยสี่สิบปลายๆ ผงกศีรษะแล้วออกรถ 


นับแต่นั้นเขาก็เปิดวิทยุช่องรายงานการจราจร ปล่อยผู้โดยสารซึ่งมีทีท่าอ่อนแรงอยู่เงียบๆ ตามลำพัง ณุตตราเลือกใช้เวลานี้ในการพักทั้งสายตาและความคิด ที่ผ่านมาเธอเครียดกับเรื่องราวที่ประดังประเดเข้ามามากเกินไป เมื่อลืมตาขึ้นอีกคราจึงรู้สึกว่ามือยังกำซองกระดาษที่รับมาจากปัณรีไว้แน่น เสียงกรอบแกรบของมันดังในฝ่ามือ หญิงสาวมองตามเสียงแล้วจึงค่อยๆ เปิดถุง สิ่งที่เธอล้วงหยิบออกมานั้นทำเอาลมหายใจร้อนวูบ...ขาดช่วง 


...ไม่จริง 


คำนั้นเป็นคำแรกที่ได้ยินในหัว ระคนไปด้วยความงงงัน 


เป็นไปไม่ได้! นี่ไม่ใช่สมุดเล่มเดียวกับที่เป็นของเธอหรอก มันไม่น่าคงอยู่ในสภาพนี้ ทั้งที่เวลาผ่านไปเป็นปีๆ แล้ว 


นอกเสียจาก...คนครอบครองมันไว้จะเก็บรักษา ทนุถนอมไว้เป็นอย่างดี 


ห้วงความคิดนั้นทำให้ณุตตราเม้มริมฝีปากเข้าหากัน ครุ่นคิดแล้วจู่ๆ ก็เจ็บแปลบในอก มันเป็นอาการปวดจี๊ดเมื่อสัญชาตญาณบอกแก่เธอว่า 'ใช่' และแล้วน้ำตาหยดแรกที่คลอเบ้าตาคล้ำๆ ก็ค่อยหยดริน...ร่วงลงสู่แผ่นกระดาษสีเหลืองอ่อนในมือ หยดใสแปรสภาพเป็นคราบน้ำ ฟุ้งกำจายบนเนื้อกระดาษเก่าคร่ำ ส่งผลให้บทกลอนที่ถูกเขียนเป็นระเบียบถูกลบเลือน น้ำหมึกกระจายตัวจนอักษรบางตัวเลือนลาง 


ทว่าตัวหนังสือที่อยู่ใต้บทกลอนของณุตตรากลับแจ่มชัด นี่ไม่ใช่ลายมือของเธอ ไม่ใช่แน่ๆ ด้วยมันเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ที่ประทับไว้ล้ำไปด้วยความหมาย 


ผมขอโทษ... 


ขอโอกาสให้ผมพบขิมอีกครั้งนะครับ 


น้ำตาที่คิดว่ากลั้นไหว ทะลักทลายในพริบตา เธอไม่รู้เลยว่าธรรศฝากสิ่งนี้ไว้ให้เพื่อส่งข้อความบางอย่างถึงเธอ เขาต้องการบอกให้รู้ว่าเวลาไม่อาจทำลายความมั่นคงที่ต่างมีให้กัน ระยะห่างมิได้ผลักไสเธอกับเขาออกห่างดังเช่นที่ตัวต้องไกล เขาและเธอคิดเหมือนกันตลอดมาและอาจเป็นตลอดไป... 


'ธรรศ...' ณุตตราคร่ำครวญทั้งน้ำตา 


เสียงสะอื้นเล็ดลอดจากร่างบอบบางซึ่งเทิ้มไหวแม้จะใช้มือเล็กป้องปิดแล้วก็ตาม หญิงสาวเบือนหน้าหนีเมื่อถูกจ้องมอง ชายคนขับรถมีท่าทีตกใจเมื่อเหลียวมาเห็นผู้โดยสารของตนร้องไห้ ดวงหน้าของหล่อนอาบไปด้วยน้ำตาจนคิดว่าหล่อนไม่สบายจนทนไม่ไหว 


“โรงพยาบาลอยู่อีกสองแยกไฟแดง อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปก่อนนะคุณ” บอกพร้อมเหยียบคันเร่งเมื่อสัญญาณจราจรเปลี่ยน หมายส่งคนไข้ให้ถึงมือหมอให้เร็วที่สุด หารู้ไม่...ไม่มีหมอฝีมือดีคนไหนที่จะเยียวยา บาดแผลซึ่งฝังรากอยู่ภายในใจของหญิงสาวได้อีกแล้ว 



ในทันทีที่รถคันนั้นออกตัว ปลายเท้าซึ่งหุ้มด้วยรองเท้าหนังหุ้มข้อสีน้ำตาลอมเหลืองก็กดย้ำลงไปที่คันเร่ง หมายประชิดรถคันหน้าให้ใกล้ที่สุด ธรรศเกาะติดแท็กซี่คันนี้ตั้งแต่ด้านหน้าคอนโดมิเนียมแล้ว เขาไม่เคยคลาดสายตาไปจากสถานที่นั้น เพียงแต่หลบมุม คอยซุ่มซ่อนรอเวลาที่หญิงสาวจะปรากฏตัว 


แล้วเมื่อยี่สิบนาทีก่อน การรอคอยของเขาก็สัมฤทธิ์ผล แทบจะทะลึ่งพรวดออกมานอกรถเมื่อเห็นเธอโดยสารรถแท็กซี่ออกมา


บนถนนสายสำคัญย่านใจกลางเมืองเช่นนี้ การจราจรติดขัดขยับได้ทีละน้อยเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเวลานี้ความหงุดหงิดของเขาทวีคูณเมื่อรถโดยสารคันนั้นขับฉวัดเฉวียน ลัดเลาะเข้าทางลัดได้อย่างชำนิชำนาญจนขับตามไม่ทัน ธรรศกัดกรามกรอด โกรธจนต้องกระแทกสันมือแรงๆ กับพวงมาลัย เสียง 'แปร๊น' สนั่นแสบแก้วหูเมื่อถูกรถคันอื่นแซงอย่างไร้มารยาท


โธ่เว้ย! ยิ่งรีบยิ่งช้าสิน่า 


ถอยไป! ถอยสิวะ เดี๋ยวพ่อชนเละ สบถหงุดหงิด 


บนสงครามถนน ความไร้มารยาทของคนขับขี่นี่เองที่ทำให้การจราจรติดขัด ธรรศโกรธจนเกือบลงไปงัดข้อกับคู่กรณี แต่เมื่อคิดถึงหน้าหญิงสาวจึงข่มอารมณ์ลงได้ แค่เข่นเขี้ยว สบถหยาบๆ ในลำคอพอเป็นการระบายแล้วตั้งหน้าตั้งตาขับรถ ต้องทำใจเย็นเป็นน้ำแข็งเมื่อคิดได้ว่าณุตตราเป็นสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยว จุดหมายข้างหน้านั่นต่างหากที่เขาต้องไปให้ถึง ต้องติดตามไปให้รู้ว่าหญิงสาวกำลังไปที่ใด กว่าจะฝ่าสี่แยกที่ติดแหง่กกว่าสิบนาทีมาได้จึงเห็นรำไรว่าแท็กซี่คันนั้นอยู่เบื้องหน้า ห่างไปแค่สามคันรถ 


ที่สุดก็ตามทัน ทว่ากำแพงสีขาวที่ทอดยาวขนานกับถนนเส้นนี้ทำให้เขาเลิกแถบคิ้ว สายตาสะดุดป้ายบอกสถานที่ซึ่งสร้างความแปลกใจนักหนา 


ที่นี่มัน...โรงพยาบาล!! 


ใครเป็นอะไร? แล้วขิมมาทำอะไรที่นี่? 


ความประหลาดใจพราวในเรียวตาดุเข้มสีสนิม แถบคิ้วพาดเฉียงเหนือดวงตาคมกริบเลิกขึ้นแล้วขมวดเป็นริ้ว 


ธรรศชะลอรถ ขับตามไปอย่างช้าๆ กระทั่ง...รถแท็กซี่เคลื่อนไปจอดตรงจุดรับส่งคนไข้ด้านข้างโรงพยาบาล จ้องตาไม่กะพริบเมื่อเห็นณุตตราลากสังขารลงมาจากรถคันนั้น เรียวตาคู่คมมิได้คลาดไปจากร่างบอบบางที่ยืนเซๆ ยิ่งเห็นเธองอตัวเล็กน้อย สีหน้าไม่ดียิ่งอยากถลันเข้าไปช่วย 


จากตรงนี้...เขาเห็นเธอยืนอยู่ครู่หนึ่งบุรุษพยาบาลก็เข้ามาทัก ฟังอาการแล้วกุลีกุจอพยุงให้นั่งรถเข็นก่อนจะพาเธอไปจากตรงนั้น เพราะมัวแต่มองเพลินจนลืมไปว่ากำลังจอดขวางรถคันอื่นจึงโดนบีบแตรไล่ 


ปี๊นๆๆๆ 


ปัดโธ่เว้ย! จะรีบไปตายที่ไหนกันวะ สบถแล้วหันขวับไปมองตาขวางอย่างคนพาล 


หน้าเจื่อนเมื่อรู้ว่าตนผิดจริงเพราะรถคันหลังรอส่งคนไข้ต่อแถวยาวเหยียดเป็นขบวน ก่อนธรรศจะผละไปจากตรงนั้นก็ยังสองจิตสองใจ มิวายเหลียวกลับไปที่เดิมซึ่งก็ไม่เห็นเธอแล้ว คราวนี้ล่ะใจเขาร้อนรนราวไฟสุมและกำลังเผาวอดไม่เหลือซากด้วยความอยากรู้อย่างที่สุดว่าเธอเป็นอะไร จึงรีบนำรถไปจอดแล้วเข้าไปตามหาเธอ 


คนร่างสูงยืนคว้าง สมองเบลอๆ ขณะหมุนตัวไปรอบๆ โถงกว้าง ซึ่งพลุกพล่านไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย ปะปนไปด้วยคนไข้ ญาติคนไข้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่แพทย์พยาบาล พยายามสอดส่ายสายตามองหาหญิงสาวในรถเข็น ทว่าก็ไม่พบเธอเลย 


ไม่มี...สรรพเสียงในหัวตอกย้ำ ในแววตาผิดหวัง ทั้งโมโหตัวเองที่ชักช้าอืดอาดจนคลาดกัน แต่ก็ยังไม่ละความพยายาม ชายหนุ่มตั้งต้นเดินหาจนทั่วก่อนมาหยุดที่เดิมพร้อมหอบตัวโยน จำเป็นแล้วจึงมองหา 'ตัวช่วย' ซึ่งก็คือเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ประจำโรงพยาบาล 


“ช่วยหน่อยเถอะครับ ผมเพิ่งส่งภรรยาตรงทางเข้าด้านข้าง มีคนรับเธอพานั่งรถเข็นเข้ามา ผมขับรถไปจอดเราเลยคลาดกัน เช็คให้หน่อยครับว่าส่งเธอไปตรวจห้องไหน” ร้องขออย่างร้อนรน เวลานี้พูดได้ไม่อายปากอีกแล้วว่าณุตตราเป็นภรรยาของเขา พยาบาลสาวเงยหน้าขึ้นมองสบ 


“เคสอุบัติเหตุหรือเปล่าคะ?” 


“เธอไม่ได้เกิดอุบัติเหตุครับ แค่ไม่สบาย” 


“งั้นรอสักครู่นะคะ ขอทราบชื่อกับนามสกุลคนไข้ด้วยค่ะ” 


“ณุตตรา บุศมาสบงกต” นางพยาบาลคนเดิมละสายตาจากจอมอนิเตอร์ หันมาตอบ... 


“คนไข้ไปที่ชั้นสามค่ะอีกสักครู่คงลงมา ลิฟต์ตัวที่สองซ้ายมือนะคะ ถ้าคุณจะตามขึ้นไป” 


“ขอบคุณครับ” คำว่า 'ครับ' ยังไม่พ้นริมฝีปากดี ร่างสูงใหญ่ก็ก้าวพรวดๆ ตามทิศทางที่อีกฝ่ายบอกอย่างรวดเร็ว คล้อยหลังชายหนุ่ม สตรีในชุดขาวหันมาสบตาแล้วหัวเราะเบาๆ กระซิบกระซาบพลางมองตามเจ้าของร่างบึกบึน ใบหน้าหล่อเหลา ที่ดูจะห่วงใยภรรยาของตนอย่างชื่นชมปนอิจฉา 


“เห็นญาติคนไข้เมื่อกี้ไหม ดูห้วงห่วงและรักภรรยาซะเหลือเกิน มาด้วยกันแท้ๆ แค่ภรรยาหายเข้าห้องตรวจแวบเดียวก็วิ่งวุ่นแล้ว” 


“นี่ถ้าเป็นแฟนฉันนะ คงบอกให้ไปหาอาจารย์หมอเอง ไหนๆ ก็มาโรงพยาบาลทุกวันอยู่แล้วนี่ เฮ้อ...” 


“คุณสามีของฉันก็เหมือนกัน น่าจะเป็นห่วงสาวน้อยเปราะบางอย่างเธอกับฉันบ้างนะ” 


“ว่าแต่...ฉันรู้สึกคุ้นหน้าญาติคนไข้คนเมื่อกี้จัง เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน คุ้นๆ ว่าจะมาหาคุณหมออีฟบ่อยๆ หรือเปล่า คิดว่าเขาเป็นแฟนคุณหมอเสียอีก ที่แท้ก็ไม่ใช่ แถมยังมีภรรยาแล้วเสียด้วย” 


“ใช่เหรอ? แต่ฉันกลับรู้สึกคุ้นๆ ว่าเคยเห็นเขาในหน้าข่าวสังคม เอ ฉบับไหนน้า ขอค้นก่อน” 


ไม่กี่วินาทีต่อมาสองสาวก็ได้รับทั้งคำตอบและหลักฐาน นิตรสารแฟชั่นเล่มหนา เน้นข่าวสังคมระดับไฮคลาสฉบับหนึ่งถูกกางออก... 


“นี่ไงๆ รูปหราเชียว ใช่แน่ๆ แล้วล่ะเธอเอ้ย” นิ้วเรียวเล็กจิ้มลงไปที่ใบหน้าหล่อคม คลับคล้ายกับผู้ชายคนเมื่อครู่อย่างกับแกะ 



บทสนทนาไล่หลังของสองพยาบาลสาวแผ่วหายไปในอากาศ เนื่องด้วยความสนใจของเขาอยู่เบื้องหน้านี้เท่านั้น... 


ความรุ่มร้อนพุ่งทะยานเกินพิกัดความอดทนของธรรศไปเสียแล้ว เมื่อต้องยืนรอลิฟต์ที่คิดว่า 'ยืดยาดที่สุดในโลก' อดรนทนไม่ไหวจึงเร่งมันด้วยการกดปุ่มเรียกลิฟต์ซ้ำๆ หลายหน 


จะไว้ใจอะไรได้เล่า...เมื่อก่อนหน้านี้เขาอยู่ในสถานที่เดียวกับหล่อน นานเป็นสัปดาห์ก็ยังเข้าไม่ถึงตัว กระไรเลยกับสถานที่สาธารณะอย่างโรงพยาบาลที่มีผู้คนนับร้อย อีกทั้งเดินกันขวักไขว่ เขาจึงต้องพบตัวเธอให้เร็วที่สุดนั่นล่ะจึงวางใจ และจากวินาทีนั้นเขาจะไม่ปล่อยให้เธออยู่ห่างสายตาอีก 


เสียง 'ฟืด' เรียกสติที่กระเจิง คิดไปต่างๆ นานากลับมา เมื่อบานประตูโลหะสีเงินวาวเคลื่อนเปิดช้า ช้า... 


ครืด... 


บุรุษพยาบาลนายหนึ่งเข็นเตียงเปล่าออกมา ตามด้วยนางพยาบาลสองคนพร้อมชาร์ทในมือ โดยมารยาทแล้วเขาจะรอให้คนในลิฟต์ออกมาทั้งหมดก่อนจึงเข้าไปแทนที่ เจ้าหน้าที่ทั้งหมดออกมาหมดแล้ว เหลือเพียงเจ้าของร่างบอบบางซึ่งยังก้มหน้าก้มตามองพื้น บ่าไหล่ของหล่อนห่อลู่ราวคนไร้เรี่ยวแรง หญิงสาวผู้นั้นยืนอยู่ด้านในสุดของลิฟต์และกำลังเดินสวนออกมาอย่างไม่มั่นคงนัก 


“......” ก่อนก้าวเข้าไป ธรรศเงยหน้าขึ้นมองกราด เรียวตาคมกริบปะทะร่างบอบบางแล้วนิ่งงัน ลมหายใจหยุดไปดื้อๆ เมื่อพานพบคนที่ตามหา 


ภาพเธอคนนั้นทำให้เขาต้องใช้เวลาตั้งสติ สูดไออุ่นเข้าปอดแล้วจึงก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่แคบๆ ทรงสี่เหลี่ยมจตุรัส วินาทีน้ันนัยน์ตาของเขาวาววับเสมอเหมือนผลึกเพชร วินาทีเดียวกับที่ข้อแขนเล็กๆ ของหล่อนถูกคว้าไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงอุทานเล็กๆ จากผู้เป็นเจ้าของ 


หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงงเมื่อถูกล็อคตัวไว้จนไม่สามารถก้าวเดินต่อ และแล้ววงหน้าของเธอก็เผือดซีดเสียจนเห็นเส้นเลือดฝอยจางๆ บนแก้มขาว ดวงตาคู่โตเบิกโพลง ตกตะลึงด้วยไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ไปได้ 


ธรรศ ชื่อของเขาถูกริมฝีปากอิ่ม ทว่าแห้งผาก เผยอแผ่วๆ... 


ณุตตราตระหนกและสับสนอย่างเห็นได้ชัด นิ่งอึ้งไป คนร่างสูงไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมากพอให้อีกฝ่ายตั้งตัวติดโดยการเข้าประชิดตัว ใช้ความสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นของตนให้เป็นประโยชน์ด้วยการสืบเท้าเข้ามาหา ทำให้คนตัวเล็กกว่าจำต้องถอยกรูด 


“ขิม!” 


ความยินดีพราววับในเรียวตาคู่คม ต่างจากความปริวิตกที่ระยับในดวงตาคู่สวยก่อเค้ากังวล ใต้คิ้วเรียวขมวดมุ่น ร่างระหงถอยห่างหากเขาก็ยิ่งตามติด ถูกต้อนจนจนมุมเมื่อแผ่นหลังของหล่อนชน 'ตุ้บ' กับแผ่นเหล็กเย็นเฉียบของผนังลิฟต์ 


หญิงสาวร้อง 'อุ้ย' ตกใจ ร้อนไปถึง คนต้อน ตกใจกว่า เมื่อคิดว่าหล่อนเป็นอันตรายจึงถลันตัวเข้าไปคว้าตัวเธอ ออกแรงดึงเข้ามาปะทะอกกว้าง วงหน้าเล็กจึงไถลเข้ามาซุกซบกลางอก มีของแถมเป็นเสียงแปลกๆ ที่ลั่นระทึกมันเป็นเสียงหัวใจเต้นสะท้านเมื่อมีเธออยู่ใกล้ ณุตตราหลับตาปี๋ อึดใจจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น กลอกตาขึ้นมองเจ้าของลมหายใจแรงๆ เหนือศีรษะของเธอ แล้วก็ต้องหลบตาเมื่อพานพบตาคู่คม ทรงอานุภาพ 


“...ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เสียงถามเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ชนิดละลายหัวใจคนฟังได้เลย เขาทอดถอนใจหนักหน่วง มือหนาถือโอกาสวางลงบนท้ายทอยอุ่น ลูบเรือนผมยาวสลวยของเธอเบามือ ลมหายใจผ่าวร้อนของเขารินรดลงบนปลายจมูกโด่งเล็ก พานให้วงหน้าสาวน้อยร้อนลามไปถึงไหนๆ 


“ม ไม่” เสียงทุ้มๆ ของเขาอีกนั่นแหละเรียกสติที่กำลังแพ้พ่ายของเธอ ณุตตรากะพริบตาถี่ๆ ดุจจะขับไล่ห้วงอาลัยอาวรณ์ไปจากหัวใจเปราะบาง ขยับตัวน้อยๆ ให้รู้ว่าเธอไม่ต้องการตกอยู่ในอ้อมกอดเขานานกว่านี้ 


“ปล่อยฉันก่อนได้ไหม?” ท้วงแล้วบิดหัวไหล่จากการประคองกอด ร่างบางเอนตัวออกห่าง เงยวงหน้าเซียวซีดขึ้น ยกมือขึ้นผลักไสอกอุ่นที่หัวใจปรารถนาเจียนขาดใจ กลีบปากสีอ่อนเม้มเข้าหากันจนโพลนขาว ต่อต้านแรงสะท้านรุนแรงในหัวใจซึ่งเป็นการกระทำที่ยากที่สุดในโลกแล้ว 


“ไม่” ธรรศปฏิเสธเสียงเฉียบ 


นอกจากนั้นเขายังกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น กดใบหน้าคร้ามกับบ่าบอบบาง นิ่ง...อยู่เช่นนั้นเพื่อซับกลิ่นหอมอ่อนจางจากพวงผมทัดหู เพียงเพื่อให้มั่นใจว่าเขามีเธอในอ้อมกอด ไม่ใช่แค่ฝัน 


ชายหนุ่มทำเช่นนั้นโดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่มองมาอย่างสนอกสนใจ ดีแต่ประตูลิฟต์ปิดลงแล้วจึงเหลือแค่เขากับเธอ ท่ามกลางความรู้สึก แรงปรารถนาที่ซ่อนลึกในหัวใจ... 


“ไม่ให้กอดไว้แล้วจะให้ผมทำอย่างไร เดี๋ยวขิมก็หายไปอีกแล้วผมจะทำยังไง ไม่เอาอีกแล้วนะ ไม่เอา...” 


เสียงตัดพ้อค่อนข้างอู้อี้ ดังว่า...มีน้ำตามาคลอบนใบหน้าคมคาย เพียงแต่เธอมิได้เห็นมัน 


“ขอร้องล่ะ ธรรศ ไม่ใช่ที่นี่” อิดเอื้อนเสียงเบา บอกตรงๆ เธอไม่อาจนิ่งเฉยต่อสายตาที่จ้องมองมาแล้วอาจเข้าใจผิด นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาๆ สำหรับเธอซึ่งเขาไม่ยอมทำความเข้าใจเอาเสียเลย 


เฮ้อ... ได้ยินเสียงผ่อนลมหายใจยาวๆ อย่างชั่งใจ และไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ 


ธรรศเหลือบมองแค่หางตาแล้วยอมผละห่างโดยดีเมื่อมีผู้โดยสารก้าวเข้ามาในลิฟต์ ฝ่ามือหนาดึงหญิงสาวถอยมายืนหลังสุดโดยยังจ้องมองวงหน้ากระจ่างแน่วนิ่ง คนถูกกอดหลวมๆ หน้าร้อนซ่านเต็มไปด้วยความอึดอัดแต่ไม่กล้าปริปาก ด้วยถูกคล้องเอวคอดด้วยท่อนแขนกำยำ บิดตัวออกห่างเมื่อไรเขายิ่งกระชับวงแขนแน่นขึ้นอีก และเมื่อเงยหน้าขึ้นสบจะตัดพ้อ ก็พบ...เรียวตาคมคายจ้องเขม็งจนไม่กล้าประสานสายตาอีกเลย 


แต่ละวินาทีที่ลิฟต์จอมอืดอาดเคลื่อนที่ เป็นวินาทีที่หญิงสาวภาวนาให้ผ่านไปเร็วๆ ด้วยวินาทีเหล่านั้นก่อเกิดอาการเจ็บแปลบที่หัวใจ และเธอมิอาจต้านทานได้นานนัก นอกเสียจากไม่เข้มแข็งเท่าไรแล้ว ร่างกายก็กำลังอ่อนแรงลงทุกที 


ลมร้อนเคลื่อนไหวผ่านทรวงอกกระเพื่อมอ่อน พ้นปลายจมูกโด่งรั้นร้อนผิดปกติ เมื่อเวลาผ่านไปอาการป่วยที่ถูกกลบไว้เพราะความตื่นเต้นก็เริ่มแสดง หน้าผากนูน พวงแก้มปลั่งร้อนผ่าว ริมฝีปากอวบอิ่มอวลไปด้วยริ้วแดงๆ และกำจายทั่วใบหน้ากับคอระหง ธรรศเหลือบมองสีสันบนผิวขาวแค่หางตาราวกับมิได้สนใจ หากว่าแค่ปราดเดียวก็รับรู้ 


...รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นจัดที่ผ่อนผ่านปลายจมูก กายบอบบางที่สั่นน้อยๆ ทั้งที่อุณหภูมิภายในลิฟต์โดยสารไม่ร้อน ไม่หนาวจนเกินไป 


เสียง 'ตึ้ง' ดังขึ้นเมื่อลิฟต์เปิดที่ชั้น ๓ ณุตตราจึงขืนตัวเต็มแรงเพื่อจะหยัดยืนด้วยตัวเองอีกครั้ง 


“ฉะ ฉันต้องไปแล้ว” ย้ำด้วยเสียงพร่าสั่น ตาโตค่อนข้างโรยยามสบตา สองมือพยายามปลดข้อแขนกำยำให้หลุดจากเอว ต้องหงุดหงิดเมื่อเห็นเขาส่ายหน้าแรงๆ ตาคมดุทำหน้าที่กำราบว่า...ไม่มีทาง 


“ด้วยสภาพแบบนี้จะให้ปล่อยไปคนเดียวได้ยังไง เมื่อกี้คุณยังนั่งรถเข็นอยู่ด้วยซ้ำนะ ขิม ถ้าจะไปไหนก็บอกเดี๋ยวผมพาไปเอง” 


รถเข็น...!! “นี่นายตามฉันมาตั้งแต่ต้น...” พึมพำงงๆ 


ใช่ซี เขาก็มีวิธีของเขาที่จะติดตามหาเธอ แล้วมันก็สำเร็จเสียด้วย ชายหนุ่มไหวบ่ากว้างน้อยๆ นัยน์ตาสีสนิมพราววับแทนคำตอบ 


“แค่ต้องใช้ความพยายามกับความสามารถนิดหน่อย...เท่านั้นเอง ผมมีผู้ช่วยอยู่เยอะไม่ว่าจะเป็นที่คอนโดของไอ้ตำรวจนั่น หรือที่เรือนไม้ลายตะวัน คิดว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหนอีกล่ะ หืม?” ถ้อยคำยียวน ฟังดูเหนือกว่านิดๆ ทำให้คนถูกข่มเริ่มฉุน ณุตตราสะบัดมือเขาออกเป็นผลสำเร็จ 


“นายทำมันเพื่ออะไร ต้องการเอาชนะกันเท่านั้นหรือ?” 


ในแววตาคนถูกถามกร้าวขึ้นเมื่อถูกแปรเจตนาผิด เขาหรือต้องการเอาชนะ หึ! ชายหนุ่มส่ายศีรษะแล้วกระตุกยิ้มแยบยล 


“ลองผมลงทุนทำขนาดนี้แล้วน่ะนะ ผลลัพธ์มันต้องมากกว่านั้น” 


กริยากร้าว น้ำคำยิ้มเยาะบิดเบือนเนื้อความจากหัวใจไปต่างๆ นานา ธรรศไม่เดือดร้อนอีกแล้ว คิดเพียงว่าหลังจากนี้จะใช้เวลาที่เหลืออธิบายให้ณุตตราเข้าใจในตัวเขาให้ได้ 


“ฉันไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ ธรรศ” ณุตตราตัดพ้อ ลำคอตีบตันเมื่อต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้เขาข่มเหงอยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะในฐานะ 'ลูกน้อง' หรือเวลานี้ที่ไม่ใช่คนใต้อานัติของเขาแล้วก็ตาม ในหัวอกถูกบีบคั้น เอ่อท้นมาเป็นหยดใสที่คลอเบ้าตาแต่มิได้รินไหล 


“ถ้านายตามมาจริงนายก็เห็นแล้วว่าฉันยืนไหว ฉันดีขึ้นแล้ว ถ้าธุระของนายคือคืนของและฉันก็ได้รับแล้ว นายก็น่าจะพอใจได้แล้วไม่ใช่เหรอ?” สุ้มเสียงหวานค่อนข้างแกว่ง มิต่างจากหัวใจสั่นคลอนจนหาจุดยืนมิได้ ฝืนแล้วแต่ไม่ดีขึ้นทั้งร่างกาย ทั้งหัวใจ 


“ยังไม่พอใจ” 


ธรรศส่ายหัวดิก ใจจริงออกจะพอใจนิดๆ เมื่อเห็นว่าในมือของเธอมีของที่เขานำไปฝากไว้แล้วก็เถิด แต่ยังไม่บรรลุความตั้งใจที่มีหรือจะยอมถอยง่ายๆ เขายังใจเย็น มองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ดุดัน ทว่าซ่อนรอยเอ็นดูไว้ในนั้น 


“ยังมีเรื่องอีกมากที่เราต้องตกลงกัน และไม่ใช่ที่นี่ คุณต้องไปกับผมนะ ขิม” ขอร้องแกมบังคับ 


“แต่ฉันไม่มีเรื่องต้องพูดกับนายแล้ว ได้โปรดยอมรับการตัดสินใจของฉันด้วย อย่าเสียเวลากับฉันเลย คุณรัตติกาลต่างหากคือผู้หญิงที่นายต้องสนใจ ไม่ใช่ฉัน” 


ปลายเสียงที่เคยอ่อนดูจะกระด้างผิดหูและซ่อนบางอย่างไว้ ดวงตาคู่หวานที่เคยใสซื่อก็ดูจะกร้าวเล็กน้อยตอนเอ่ยถึงผู้หญิงอีกคน 


เขาเข้าใจล่ะว่า...เรื่องระหว่างเขากับรัตติกาลคงทำให้เธอลังเล นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบสะสางและหากไม่เข้าข้างตนเองเกินไปนักที่คิดว่าเธอแคร์ หรือไม่ก็อาจหึงเขาบ้างสักนิดก็ยังดี 


“เรื่องเข้าใจผิดก็ยิ่งต้องคุยกัน คุณจะได้เข้าใจผมถูกอย่างไรล่ะ หาที่คุยกันหรือจะอยู่ตรงนี้แล้วตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งโรงพยาบาลก็เอา เพราะมองอย่างไรเราสองคนก็เหมือนสามีภรรยาที่ขัดใจกัน” 


“มองยังไงก็เหมือน...เมียกำลังงอนผัวอยู่ดี” พูดแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก 


นัยน์ตาระยับแฝงรอยเจ้าเล่ห์ร้าย เขารู้...คำพูดแบบไหนที่เรียกรอยระเรื่อบนวงหน้าใสจนน่าเอ็นดูแบบที่เห็นแล้วยิ่งอยากเห็นอีกใกล้ๆ ณุตตราหน้าเหวอกับประโยคทิ้งท้าย เหลียวมองรอบตัวก็เห็นว่าจริง ถึงคนเหล่านั้นจะรักษามารยาท ไม่ได้มองมาที่เธอกับเขาตรงๆ แต่ก็อดที่จะชายตามองแล้วซุบซิบมิได้ 


ให้ตายเถิด...ก็สภาพของเธอน่ะซี ต่างจากที่เขาพูดตรงไหน เวลานี้ตกอยู่ในอ้อมกอดแกร่งถูกพยุงไว้ด้วยท่อนแขนกำยำ ดวงหน้าหรือก็ซุกอยู่กับอกกว้าง แล้วใครเล่าจะไม่เข้าใจผิด ใบหน้าคนตัวเล็กแดงแจ๋ คิดตามแล้วสะบัดตัวออกห่างเพื่อให้พ้นจากสถานะที่ถูกยัดเยียด หรือที่จริงแล้วเรียกว่ากำลังยันอกเขาให้ห่างตัวเธอจะถูกเสียมากกว่า เฮ้อ... 


“เพราะนายนั่นแหละคนเขาถึงได้เข้าใจผิดกัน ฉันรอเล็กอยู่ ฉันจะกลับกับเขาเท่านั้น” ปดออกไปแล้วก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเองเท่านั้น 


พลันได้ยินเสียง 'หึ' จากคนตรงหน้า เงยขึ้นสบจึงพบว่าเขาไม่สะทกสะท้านแม้แต่นิดเดียว 


“หมอนั่นไปราชการที่อื่นไม่ใช่รึ? มันจะมารับได้ยังไงหรือว่ามันมีหลายภาค? หรือว่ามันจะแปลงตัวเป็นมดแดงถึงได้ชอบแฝงพวงมะม่วงของคนอื่นนัก” ปลายเสียงกระด้างปนหยัน ซึ่งต่อให้ไอ้นายคนเล็กป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้จริงๆ เขาก็ไม่ยอมปล่อยเธอไปกับมันหรอก 


“แต่...” อ้าปากจะค้าน 


“คุณไม่สบาย คิดว่าเป็นหน้าที่ใครล่ะที่ต้องดูแล ไม่ใช่ไอ้หมอนั่น ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่ต้องเป็นผม ต้องให้ย้ำไหมว่าเพราะอะไร” 


“ทะทำไมฉันจะต้องเชื่อนาย” ค้านเสียงสั่น แววตาไม่มั่นคงนัก ผิดจากธรรศที่ใช้น้ำเสียงกร้าว นัยน์ตาดุดำแน่วนิ่ง 


“ผมมีสิทธิ์ เราเป็นอะไรกันนะ ขิม ผมเป็นอะไรกับคุณ” เสียงห้าวหาญตอกย้ำ เมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ก็จำต้องใช้ไม้แข็งซึ่งได้ผลเกินคาด คำพูดเหล่านั้นทำเอาคนฟังรับไม่ทัน 


“......” ใบหน้าของณุตตราซีดจนขาดสีเลือด ร่างบอบบางถึงกับโอนเอน เสียหลักทั้งที่ถูกเขากอดไว้หลวมๆ ศีรษะเล็กซวนซบกับไหล่หนาซึ่งเปิดอ้อมแขนรับไว้ทันท่วงที 


“ขิม...!” อุทานตกใจ จบบทสนทนาเกรี้ยวกราดชนิดที่ทั้งขู่ ทั้งปลอบก็ยังไม่ได้ผล หากว่าความดุดันในน้ำเสียงห้าวจางลงมากเมื่อเห็นท่าทีอ่อนไหว แววตาเสียใจของณุตตรา แล้วเป็นเขาที่ยืนนิ่งงันกับวาจาของตน มีเพียงแขนทั้งสองที่สอดรัดเอวคอดบาง กักกอดหล่อนไว้อย่างทะนุถนอม ปลอบประโลมด้วยความอ่อนโยน 


เพียงหวังให้ 'ความสงัด' ชะล้างแผลฉกรรจ์ ความเจ็บปวดร้าวลึกซึ่งเขาเป็นผู้รื้อฟื้น ธรรศกลืนก้อนแข็งที่ค้างเติ่งลำคอโน้มใบหน้าคร้ามลงกระซิบแผ่วๆ ข้างจอนผมนุ่มละมุน... 


มันจำเป็น ผมขอโทษจริงๆ นะขิม 



ภาพที่มีหญิงสาวข้างกายตอกย้ำว่าเขาได้กระทำการอุกอาจ 'ลักพา' คนไข้ออกจากโรงพยาบาลโดยไม่สนใครหน้าไหนและคงสบายใจกว่านี้มากหากคนข้างๆ ไม่นั่งนิ่ง เมินเฉย ไร้บทสนทนาระหว่างกันเกินกว่าสามสิบนาทีแล้ว ที่อึดอัดกว่าความเงียบคือความเยือกเย็นซึ่งฉาบบนดวงหน้าไร้อารมณ์ นิ่ง...ประดุจน้ำแข็งจนเขาไม่กล้าปริปาก 


สารถีหนุ่มผ่อนลมหายใจยาวๆ อย่างอัดอั้น เม้มเรียวปากหยักลึกยามครุ่นคิด กังวลแต่จำต้องสะกดอารมณ์ขุ่นขัดเมื่อไม่อาจควบคุมสถานการณ์หรือทำให้ดีขึ้นกว่านี้หลังพูดจาให้อีกฝ่ายชอกช้ำใจ ทั้งที่ใจจริงอยากทำอะไรมากกว่านี้ อยากแสดงให้รู้ว่าเขารู้สึกเช่นไร ในอกจึงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด รอยคิ้วดกดำเป็นปื้นขมวดหากันยามลอบมองเธอ...ซ้ำแล้วซ้ำเล่า 


'แปลก' ที่ตอนนี้พูดว่า 'ดีใจ' ได้ไม่เต็มที่ ซ้ำตะขิดตะขวงกับการกระทำของตัวเอง ต่างจากเมื่อกี้ที่ตัดสินใจทำลงไปโดยไม่ลังเล เมื่อทำตามใจตนเองแล้วเวลาผ่านไปเหลือเพียงความกระอักกระอ่วน รู้สึกผิดเมื่อผู้ร่วมโดยสารรถคันเดียวกันไม่ยอมพูดอะไรสักคำ ณุตตราอยู่ในที่ของเธอ นั่งชิดประตูฝั่งซ้ายโดยที่แผ่นหลังตั้งตรง เบือนใบหน้าเรียบเฉยไปอีกทางซึ่งไม่มีเขาในครรลองสายตา 


จากนี้ไป...เขาต้องทำอย่างไร? นั่นเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว... 


จะเริ่มตรงไหน? และเริ่มอย่างไรเขาจึงจะได้ขิมคนเดิมกลับคืนมา ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอกำลังคิดอะไรอยู่นัยน์ตาจึงหม่นเหม่อ แซมรอยสลดหดหู่ได้เพียงนั้น... 


อาจเพราะเขา...เป็นเขาเองที่ตอกย้ำความเป็นเจ้าของในตัวเธอ ความเจ็บปวดในอดีตโดนขุดคุ้ยจนกระจายตัวอึมครึมทั่วห้องโดยสาร และเกาะกุมเหนียวแน่นอยู่แถวๆ หัวใจของเขากับเธอ 


ธรรศเหลือบมองแล้วถอนใจกับสภาพเศร้าซึมของคนข้างกาย แต่จะทำอย่างไรได้เล่า...ก็คงได้แต่ปลอบใจตนเองว่าหากไม่ทำเช่นนี้ หากไม่ตอกย้ำความสัมพันธ์ซึ่งมีอยู่จริง เขาก็คงต้องเสียเธอไป 


เมื่อเขารู้แล้วว่าณุตตราไม่ต้องการการรับผิดชอบจากเขา ด้วยไม่เคยมีคำเรียกร้องใดๆ ต่อความพลั้งพลาดที่เกิดขึ้น ที่แล้วมาเธอเอาแต่หนีหน้า เป็นฝ่ายจากไปเงียบๆ ซึ่งต่อให้เขาต้องทำมากกว่านี้ ถึงวิธีการนั้นจะสร้างแผลอื่นที่ใหญ่กว่า เขาก็จะทำ ความจำเป็นบังคับให้เขาต้องแสดงความโหดร้ายต่อหญิงสาวที่เขาปรารถนาสุดห้วงหัวใจ เพราะเขากลัว หวาดหวั่นกับ 'เวลา' ที่ไม่คอยท่า วันเวลาในอดีตเคยแยกเธอจากเขาและเวลาเหล่านั้นกำลังกลับมาเยือนอีกครั้ง... 


พายัพกำลังกลับจากไปราชการต่างจังหวัด พี่ชายของณุตตรามีกำหนดเดินทางมาไทยชัดเจนแล้ว เวลาของเขาถูกลิดรอนลงทุกขณะทั้งวัตถุประสงค์ของเขมมะขัดต่อความปรารถนาของเขาอย่างสิ้นเชิง และเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่เขมมะพาน้องสาวของเขาไปจากเมืองไทย แล้วเขาเล่าจะเป็นเช่นไร...? 


สี่สิบแปดชั่วโมงที่เหลือจากนี้ นับว่ามีค่านัก เขาจึงต้องทำ...ทำเพื่อเปลี่ยนใจขิม เพื่อไม่ให้เธอไปจากเขาจนตลอดชีวิต 



เขาคิดอะไรอยู่ เธอไม่รู้ รู้แต่เขาเหลียวมามองเธอนับเป็นครั้งที่ร้อย ระหว่างการเดินทางอันแสนอึดอัดที่ไม่รู้จุดหมาย และแน่นอนว่า...เธอก็หลบตาเขาเป็นครั้งที่ร้อยเช่นกัน 


ทำไมธรรศจะต้องจ้องมองเธอนานๆ อย่างนั้นราวกับกลัวว่าเธอจะกระโดดลงจากรถ ไม่ก็หนีหายไปต่อหน้าต่อตา แต่จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อขณะนั่งเฉยๆ ยังถูกจับตา จ้องไม่กะพริบเสียอย่างนั้น หรือต่อให้เธออยากสลายหายไปจากตรงหน้าเขาจริงๆ ก็เถิดใช่ว่าจะเป็นไปได้ดังใจนี่นะ 


ดูเอาเถิด...เรียวตาดำขลับคู่นั้นไม่ว่อกแว่กไปไหน จับเขม็งเพียงวงหน้าของเธอจนนึกหวั่น แต่เพียงไม่นานความหวาดหวั่นนั้นค่อยๆ จางหายเพราะรอยดุกราดอย่างที่แล้วๆ มาเลือนไปจากตาคมกริบ ปล่อยให้รอยหวานแทรกแซงเต็มพื้นที่ ล้น...มาถึงดวงใจดวงน้อย 


ณุตตรายอมรับว่าประหม่า วางสีหน้าไม่ถูก ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้คือเร้นกายหายไป หลีกเลี่ยงการปะทะสายตาจริงจังที่กำลังกัดเซาะความเป็นตัวเธอจนใกล้เหลือศูนย์ แต่จะอย่างไรก็แล้วแต่ เธอ 'สัญญา' ว่าจะอดทนให้ถึงที่สุด จะไม่อ่อนแอ ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่หัวใจตนเองอย่างเด็ดขาด 


นับตั้งแต่ธรรศขับรถออกจากโรงพยาบาล ภายในห้องโดยสารนั้นก็กลายเป็น 'ที่ว่าง' เมื่อคนหนึ่งขับรถ คนหนึ่งปลีกวิเวก ณุตตรานั่งจ่อมจมอยู่กับคลื่นความคิดของตน วกวนเพียงเรื่องราวของเขาซึ่งเกิดขึ้นนานเท่าไรแล้วมิรู้ และไม่รู้เลยกระทั่ง...ถูกพามาถึงที่หมายของเขาแล้ว 


พาหนะคันหรูแล่นเข้าสู่เส้นทางสายเล็กๆ ซึ่งเป็นถนนส่วนบุคคลภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง รถถูกชะลอความเร็วเพื่อเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ยามขับผ่านบรรดาคฤหาสน์หลายต่อหลายหลังโดยที่คนข้างกายยังนั่งหงอยเหงา จมอยู่กับความครุ่นคิดราวอยู่ตามลำพัง


เมื่อเห็นจุดหมายปลายทางของตน ธรรศหักพวงมาลัยนำรถเข้าเทียบทางซ้าย กิ่งก้านของโมกโหนห้อยด้วยพวงดอกไม้เล็กๆ สีขาว พวงระย้าเหมือนแฉกดาวรอเวลาโรยร่วงสู่ดิน ลำต้นแข็งแรงทอดสูงเป็นระเบียบอยู่ด้านหน้ากำแพงสีงาช้างยาวกว่าสามสิบเมตร จากตรงนี้มองเห็นหลังคาคฤหาสน์สีน้ำตาลเข้มอยู่ลิบๆ รถสปอร์ตชะลอช้าแล้วจอดนุ่มนวลหน้าประตูอัลลอยด์สีบรอนซ์...เบาแสนเบา ทว่าก็ยังทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว หันขวับมามองเขาเป็นคำถาม... 


“ถึงแล้วล่ะ” ธรรศสำทับ ถัดจากนั้นนั่งนิ่งคล้ายจะหยั่งท่าทีอีกฝ่ายแต่ก็ด้วยสีหน้ากับแววตาเรียบเฉย ขณะเจ้าหล่อนหน้าเหวอเพราะตกใจ สาบานว่าเธอเพิ่งรู้สึกตัวจริงๆ จึงเหลียวมองเลิ่กลั่ก แล้วหันกลับมามองเขาอย่างไม่ไว้ใจนัก 


“ที่นี่...?” สาวน้อยพึมพำเสียงเบา คิ้วสวยขมวดมุ่น นัยน์ตาหวั่นไหวยามกวาดมองรอบตัว 


“มา...ผมช่วย” เห็นหล่อนยังงุนงง คนมีน้ำใจจึงเอ่ยปากโดยไม่มีคนร้องขอ 


เอ๊ะ!! หญิงสาวโยกตัวหลบวูบเมื่อร่างสูงใหญ่เคลื่อนตัวจากที่นั่งของเขาเข้ามาหาเธอ ธรรศเอื้อมมือข้ามหัวไหล่กลมกลึงมาปลดเข็มขัดนิรภัยซึ่งคาดทับร่างบาง ณุตตราถอยตัวจนหลังติดเบาะ หลับตาปี๋ ท่ามกลางเสียงระรัวในอกที่ดังประหนึ่งเสียงกลอง ลมหายใจอุ่นๆ ถูกกลั้นไว้โดยอัตโนมัติเมื่อใบหน้าคร้ามเข้มโน้มลงมา ใกล้...เสียจนมองเห็นขนตาชายหนุ่มเรียงกันเป็นแพ ระบุพิกัดความใกล้ชิดที่มากเกินไป 


'แกร๊ก' 


สิ้นเสียงนั้นเป็นอันว่าความช่วยเหลือของเขาเสร็จสิ้นลง ทว่าธรรศกลับนิ่งเฉย ใบหน้าเคลือบรอยยิ้มนิดๆ ตรงมุมปาก อ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้นทั้งท่อนแขน ทั้งลำตัวที่เกยทับร่างหญิงสาวไว้ ซ้ำร้ายปลายจมูกโด่งสวยของเขายังเอ้อระเหย ลอยเหนือหน้าผากมน...เฉียดฉิว หากใกล้อีกนิดเขาคงได้สัมผัสความนุ่มละมุนที่ถวิลหานั้นแล้ว... 


รอยยิ้มอิ่มเอมมีอันต้องเจื่อนจาง เมื่อรู้สึกถึงอาการกลั้นลมหายใจของคนตัวเล็ก หากนานกว่านี้เจ้าหล่อนคงตายเพราะกลั้นใจหนีเขา 


ที่สุด...ธรรศก็ชั่งใจ ขยับตัวออกห่างเพื่อคืนลมหายใจแก่เธอ เขาเอื้อมมือไปหยิบรีโมทจากช่องเก็บของฝั่งที่หญิงสาวนั่งแล้วใช้มันเปิดประตูรั้ว ร่างสูงใหญ่จำใจถอยกลับไปประจำที่นั่งของตน ยืดตัวตรงพลางวางท่อนแขนพาดทับกันบนพวงมาลัยเหมือนกอดอก รอยยิ้มยังพราวระยับในนัยน์ตาคมเมื่อเบือนมาเห็นรอยระเรื่อจางบนแก้มใส ณุตตราหลุบดวงตาพร่างพราว ใต้แพขนตางอนงามลงต่ำ ซุกซ่อนความรู้สึกข้างในก่อนช้อนขึ้นมองอย่างหวั่นๆ ไหวๆ เมื่อรับรู้ถึงการถอยห่างของเขา 


ครืด... 


ประตูอัลลอยด์สีบรอนซ์เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ปรากฏให้เห็นคฤหาสน์สองชั้นหลังตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สิ่งก่อสร้างอลังการหลังนโตดึงความสนใจจนต้องเทสายตาไปข้างหน้า แต่นั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบของเรื่องทั้งหมด ที่ว่า...เขาพาเธอมาที่นี่เพื่ออะไร? 


ณุตตราหันกลับมามองเขาแล้วคาดคั้น “บอกได้หรือยัง...ว่านายพาฉันมาที่นี่ทำไม?”  


“ลงจากรถก่อนสิ แล้วผมจะบอก 'ทุกเรื่อง' ที่ขิมอยากรู้” 


“ฉันถามแค่เรื่องเดียว นายก็ตอบมาก่อนสิ” เอ่ยเสียงขุ่นเมื่อข้อเสนอถูกเพิกเฉย เธอส่ายหน้า ดวงตาซึ้งหวานกระด้างกว่าที่คุ้น 


“ที่นี่เป็นบ้านของผมเอง เราต้องคุยกันที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่ที่โรงพยาบาล ไม่ใช่คอนโดไอ้ตำรวจนั่นหรือร้านอาหารที่ไหนๆ ผมต้องการสถานที่ที่มันเงียบๆ สงบๆ เท่าที่นึกออกก็มีแต่ที่นี่” 


...แต่นั่นมันเหตุผลของเขาคนเดียวไม่ใช่หรือ? ถามเธอหรือก็เปล่า 


“ก็เงียบ แต่มันลับตาคนเกินไป” บ่นอุบอิบ ดวงตาคู่โตตวัดมองคฤหาสน์ซึ่งตั้งประชันความสงัดจนน่าระแวง 


“ผมไม่เถียงหรอก ผมต้องการความเงียบเพื่อที่เราจะได้มีเวลาให้กันมากพอ ที่จะพิจารณาเรื่องของเราอย่างมีสติที่สุด” 


ธรรศกลืนก้อนขื่นจนพ้นลำคอ ยอมรับว่าสิ่งที่กำลังพยายามทำอยู่นี้มิใช่เรื่องง่าย ยิ่งณุตตราหมดความไว้เนื้อเชื่อใจในตัวเขาด้วยแล้วจะเรียกคืนกลับมาต้องใช้ความอดทน เพื่อเอาชนะใจเธอให้ได้ หลังสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดจึงค่อยๆ เบือนมามองเจ้าของแววตาดื้อดึงอย่างชั่งใจ 


“เชื่อสิไม่มีอะไรนอกจากคุยกัน หรือถ้าผมเกิดหน้ามืดขึ้นมาก็ขับรถหนีไปเลย ถ้าไม่เชื่อใจผมก็เอากุญแจรถไปเก็บไว้ที่ขิมก็ได้” 


เขายื่นให้และเธอก็รีบคว้าไปถือไว้ อากัปกิริยานั้นเหมือน 'หอกแหลม' ที่กระหน่ำแทงลงที่ 'หัวใจ' ไม่ยั้ง กระนั้น...เขาก็ต้องยอมรับมันอย่างไม่มีทางเลือกอื่น 


“ถ้าอย่างนั้นมีอะไรก็รีบๆ พูดมาสิ หมดธุระแล้วฉันจะได้กลับสักที” หล่อนเสมองไปทางอื่นจึงไม่ทันเห็นแววตาคนถูกเร่งเร้า หม่นวูบ ที่ตั้งใจจะพูดจึงกลายเป็นของแหลมบาดในคอ 


“ทำไมหรือ...การต้องมองหน้า ต้องพูดคุยกับคนอย่างผมมันทำให้อึดอัดมากหรือไง? เกลียดกันนักหรือถึงได้อยู่ด้วยกันนานกว่านี้ไม่ได้?” 


เพราะน้อยเนื้อต่ำใจจึงโพล่งออกมา ถ้อยคำเหล่านั้นแทนความรู้สึกความรวดร้าวที่อัดอั้นในใจเขา ส่งผลถึงเธอฉุดให้ก้อนแข็งตีตื้นขึ้นมาขวางลำคอจนรู้สึกถึงความแห้งระแหงราวทรายเม็ดสากๆ แกว่งทั่วอุ้งปาก ณุตตราไม่สามารถปฏิเสธออกไปเพราะมันตรงข้ามกับความรู้สึกของเธออย่างสิ้นเชิง 


ใครเล่าจะรู้...ความรู้สึกที่ไม่อาจพูดออกไปนั้น มันทรมานใจยิ่งกว่าความรู้สึกเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น 


“อย่างไรซะ นายก็ควรรีบๆ พูดธุระของนาย ก็ไหนว่าเป็นเรื่องสำคัญ” 


“สำคัญสิ สำคัญที่สุดก็เรื่องที่ขิมกำลังเข้าใจผมผิดอย่างไรล่ะ...เรื่องรัตติกาล” 


สมองคนฟังตีบตื้อชั่วขณะ ชื่อของเธอคนนั้นมีผลทำให้คนเร่งเร้าอยากฟัง กลายเป็นแค่ 'หุ่น' ที่ส่งลมหายใจไปไม่ถึงปอด 


“นายจะพูดเรื่องที่มันจบแล้วเพื่ออะไรอีก” สุ้มเสียงถามขมขื่น ณุตตราเม้มริมฝีปากจนเนื้อปากโพลนขาว สะกดกลั้นอารมณ์ปั่นป่วน หวั่นไหว เบือนหน้าหนีเมื่อหยดน้ำตากำลังเอ่อ ดวงหน้าร้อนผะผ่าว โดยเฉพาะกระบอกตาบอบช้ำกะพริบช้าๆ ยามถูกชายหนุ่มเชยปลายคางขึ้นรับเรียวตาคมกริบจับจ้องมิคลาดคลาสักวินาทีเดียว ปลายนิ้วเรียวยาวกดลงที่ปลายคางนุ่มๆ หากเจ้าของสะบัดหนีเพื่อให้ห่างจากเขาเท่าที่จะทำได้ 


“ขิม...!” ธรรศครางแผ่ว คิดไม่ถึงว่าเรื่องรัตติกาลจะทำร้ายเธอได้มากมายเพียงนี้ 


นี่เองแผลที่เขาต้องสมานก่อนจะสายเกินแก้ ปลายนิ้วโป้งผละจากคางละมุนเคลื่อนที่ช้าๆ ลงซับใต้ขอบตาคล้ำเมื่อเห็นหยดใสกลิ้งอาบแก้ม ใบหน้าของเขาอ่อนโยนลงทุกขณะที่ได้เห็นแววตาโศกาอาดูรคู่นั้น 


“ไม่ว่าขิมจะได้ยินหรือรู้เรื่องของผมมาแบบไหน ผมจะไม่ปฏิเสธ ไม่ขอแก้ตัวเลย แต่ขอให้ขิมได้ฟังเรื่องผมจากปากผมเองก่อนที่จะถูกตัดสินได้ไหม” 


“นายมีอะไรต้องพูดอีก นายต้องการอะไรจากผู้หญิงสองคนพร้อมๆ กัน คิดว่านายเป็นคนสำคัญหรือเพราะนายต้องการให้ฉันพูดว่า ต้องการ นายมาก จนต้องขอร้องให้นายเลือกใครสักคน” คนถูกตัดพ้อชะงักงัน ลืมหายใจเมื่อถูกความร้าวรานแทรกซึมจนหัวใจระบมแผล 


เขาไม่ต้องการทำร้ายเธอเช่นนี้ ไม่เคยต้องการเลย... 


“เป็นอย่างนี้แล้ว นายพอใจแล้วใช่ไหม? ใช่ไหมธรรศ?” ตะโกนถามปนสะอื้น 


น้ำตาที่กลั้นไว้สุดกำลัง ทะลักทลายราว...สายฝนพรู ความอัดอั้นในหัวใจดวงน้อยที่ถูกสั่งสมมานานพังลงต่อหน้า เมื่อตกอยู่ในอ้อมกอดที่โหยหา ยามถูกเขามองด้วยแววตาอาทร จริงจัง ยามถูกเขาสัมผัสนุ่มนวล ปลอบประโลมอ่อนโยน แล้วมีหรือ...หัวใจของเธอจักทานทนไหว 


“ไม่ขิม มันไม่ใช่เลย” 


ปากพร่ำปฏิเสธ สองมือเอื้อมคว้าร่างบอบบางเข้าสู่อ้อมกอด อกชนอกรับรู้จังหวะถี่ๆ ของหัวใจสองดวงที่พานพบกัน ลมหายใจของเขากระชั้นถี่เมื่อหญิงสาวที่เฝ้ารอตกอยู่กลางวงแขนและกำลังร่ำไห้อย่างหนัก ธรรศโน้มศีรษะทุยลงมาใกล้ ซบใบหน้าคร้ามกับบ่าบางที่สั่นระริกของเธอ สะกดใจแล้วพริ้มตาลง... 


“คนดีของผม ได้โปรดฟังผมก่อน” ริมฝีปากหยักลึกเอ่ยแผ่วๆ เอียงใบหน้าเข้าหาแล้วบรรจงจุมพิตที่แก้มอุ่นเบาๆ 


“เรื่องที่ผมจะบอกขิมวันนี้เป็นอีกด้านหนึ่งที่นักข่าวไม่เคยรู้ ผมมีความจำเป็นบางอย่างต้องทำให้พวกเขาเข้าใจว่าผมกำลังคบหาอยู่กับรัตติกาล ใช้นักข่าวเป็นกระบอกเสียง บอกให้ไอ้ผู้ชายชั่วๆ คนนั้นรู้ว่าผมจะปกป้องเธอจากมัน” ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่าความจริงเพื่อคลายความสับสนที่มีต่อตัวเขา มิวายกัดกรามกรอดอย่างมีโทสะเมื่อเอ่ยถึง 'ไอ้ภาสกร' อาการเทิ้มสั่นน้อยๆ ทำให้ณุตตรารู้ว่าชายผู้นี้มีอิทธิพลต่อธรรศมากแค่ไหน โกรธ...จึงเผลอส่งแรงบีบรัดมายังตัวเธอ 


ทว่าอิทธิพลจากร่างบางที่อิงแอบอกกว้างมีมากกว่า สาวน้อยมีอาการนิ่งงันเมื่อรับฟังเพียงต้นเรื่อง ธรรศแลบเลียริมฝีปากที่จู่ๆ ก็แห้งผาก หนักใจด้วยไม่ทราบว่าณุตตรารู้สึกเช่นไร เข้าใจ คล้อยตาม...หรือไม่ยอมรับฟังความจริงเรื่องไหนเลย 


“ผมรู้ว่ารัตติกาลคิดยังไงกับผม เธอจริงจังกับเรื่องนี้มาก เรื่องหลอกลวงสำหรับทุกคนก็เลยกลายเป็นเรื่องที่มีความหมายต่อรัตติ” 


“ที่ผมตัดสินใจช่วยก็เพราะสงสาร ถึงมันจะเป็นวิธีการโง่ๆ ต้องหลอกลวงคนทั้งประเทศ ต้องโกหกพ่อของรัตติ แต่เพื่อปกป้องผู้หญิงคนหนึ่งจากไอ้บอดี้การ์ดชั่วๆ ที่คิดมิดีมิร้ายกับเธอ ผมอยู่เฉยไม่ไหวหรอก ถึงมันจะมีผลต่อสถานภาพของผมด้วยก็ตาม” 


เขาหยุดนิดหนึ่งเพื่อถอยอกออกห่างหวังจะมองหล่อนเต็มตา ได้เห็นก็แค่...ปลายจมูกแดงแปร๊ดกับพวงแก้มซึมน้ำตา 


“ผมไม่รู้นี่ว่าวันหนึ่ง...ผู้หญิงที่ผมรอคอยอย่างสิ้นหวัง เธอจะกลับมา” 


ประโยคนั้นเครือน้อยๆ บ่งบอกอารมณ์ ความรู้สึกหวั่นไหวได้ดีกว่าคำไหนๆ ริมฝีปากหยักลึกขยับแผ่วๆ พึมพำบางอย่างแล้วแนบยังกระหม่อมบอบบาง มอบสัมผัสนุ่มนวล ปรารถนา... 


“คิดว่าทั้งชีวิตนี้จะไม่ได้พบกันอีกแล้วน่ะสิ” เสียงที่ณุตตราได้ยินเบาราวกระซิบ ทว่าอบอุ่น อบอวลไปด้วยความหวัง 


เจ้าของอกแกร่งวางมือหนาลงยังท้ายทอย ลูบเบาๆ ผ่านเรือนผมหนาเป็นลอนสลวยยาวถึงกึ่งกลางแผ่นหลัง สองมือสอดรอบเอวอ้อนแอ้น กระชับร่างนุ่มเนียนเข้ามาแนบอกมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางความสงัดสงบมีเพียงเสียงนุ่มทุ้ม เอ่ยปากทีละเรื่องอย่างช้าๆ ชัดๆ นำความกระจ่างมาสู่หัวใจที่อึมครึมประดุจเมฆหมอกมหึมา ที่เคยบดบังค่อยๆ กร่อนจางลงทีละน้อย 


“ผมไม่ปฏิเสธว่าเคยอยู่ร่วมห้องกับรัตติจนถึงเช้า ผมยอมรับว่าผมคือผู้ชายในข่าวคนนั้น แต่ผมขอยืนยันด้วยชีวิต สาบานด้วยลมหายใจของลูกผู้ชายคนนี้ ว่าผมไม่สามารถกอดผู้หญิงคนไหนได้...ถ้าไม่ได้รัก” 


“และผมเคยกอดผู้หญิงเพียงคนเดียวเท่านั้น นั่นก็คือคุณนะขิม” 


...อา มันเกิดอะไรกับหัวใจของเธอกันนี่? 


ฤาเขาจะเป็นมนุษย์ที่มีพลังพิเศษเสียกระมัง ด้วยเพียงไม่กี่นาทีที่ผ่านพ้น เขาเป็นคนกำหนดอารมณ์ กำหนดความรู้สึกของเธอ ธรรศทำให้เธอปวดร้าวใจเจียนขาด ร่ำไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือดอยู่หยกๆ ไม่กี่นาทีถัดจากนั้นเขากลับเป็นคนที่ทำให้หัวใจของเธอพองโตคับอก เหมือนลูกโป่งที่หลุดลอยไปไกลแสนไกล และเขาคนเดิมนี่เองที่เปลี่ยนรอยเศร้าในดวงตาไปเป็นรอยตื้นตันเกินบรรยาย 


นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์นักหนา ความรู้สึกทั้งมวลนั้นเกิดจากคนคนเดียวและทั้งหมดนั้นเป็นความลึกซึ้งที่ณุตตรามีต่อธรรศโดยมิอาจปิดบัง 


“มันคือความจริงที่ผมไม่เคยมองผู้หญิงคนไหน ผมไม่เคยรู้สึกพิเศษกับใครได้อีก ต่อให้ถูกทิ้งไปไม่ไยดี ต่อให้ขิมลืมผมไปจนหมดใจแล้วไม่กลับมา ผมก็ยังเป็นผม...คนเดิม” 


“การที่นายไม่ลืม มันเป็นการทำร้ายตัวเอง” 


“การต้องลืมต่างหากเล่าที่ทำผมเจ็บ และผมจะไม่เฉือนหัวใจตัวเองเด็ดขาด” บอกมาดมั่น 


หัวใจเขาแกร่งเหมือนภูผา ไม่สั่นคลอนเลยสักนิด หัวใจเธอเล่า...ช่างอ่อนไหว อ่อนแอเกินกำลังเมื่อถูกโลมลูบด้วยคำปลอบประโลม กัดเซาะด้วยความอ่อนหวาน หัวใจที่ปรารถนาเป็นทุนเดิมหรือจะต้านทานอานุภาพมหาศาลนี้ไหว 


ไม่เลย...เธอกำลังจะพ่ายแพ้ ย่อยยับเสียแล้ว หญิงสาวกดใบหน้าลง อ่อนแอเกินกว่าจะต่อสู้เสียงหัวใจ ณ ขณะนี้ 


“ขิม ถ้าไม่มองตากันจะรู้หรือว่าผมจริงใจ จริงจังแค่ไหน มองผมสิขิม ขอให้รู้ว่าผมทรมานแค่ไหนเมื่อไม่มีคุณ ผมเฝ้ารอทุกวัน รออย่างสิ้นหวังครั้งแล้วครั้งเล่า...แล้ววันหนึ่งคุณก็กลับมา แอ้มบอกว่าคุณตามหาผม แต่เมื่อพบกันแล้วทำไมถึงจากไปอีก ผมไม่เข้าใจ” เสียงตัดพ้อแปลกปร่า ชายหนุ่มกระชับร่างนุ่มเนียนระหว่างวงแขนกว้างซึ่งโอบอุ้มร่างน้อยได้ทั้งตัว ณุตตราหลุบเปลือกตาลงต่ำไม่อยากถูกสั่นคลอนจากเรียวตาดุเข้มมากไปกว่านี้ เธอกลืนก้อนแข็ง ซุกซ่อนความปวดปร่าที่กระเพื่อมขึ้นมาถึงคอหอย 


บอกได้หรือว่าเพราะอะไร ควรหรือ...? 


“กลับมาเพื่อพบนาย เข้าใจถูกแล้ว แต่ฉันไม่ได้กลับมาเพื่อสานต่อ...” อึกอักเมื่อกำลังโป้ปด เขาเลิกแถบคิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือเรียวตาดุดำ แฝงรอยน้อยใจเป็นทุน 


แค่อยากพบหน้า... ณุตตรากลืนเก็บคำนั้น ซุกไว้ ณ กลางหัวใจ 


แค่อยากมีภาพความทรงจำดีๆ ไว้ให้ระลึกถึงเขา ยามที่ไม่มีโอกาสมองเห็นหรือรับรู้ทางสายตาได้อีก จะให้บอกได้อย่างไรว่าความจริงเป็นเช่นนี้ 


“ถ้าอย่างนั้นเพื่ออะไร?” คาดคั้นเสียงเข้ม ดวงหน้าอ่อนใสระเรื่อสียามถูกบีบคั้น แรงอัดอั้นสูบฉีดเลือดฝาดมาหล่อเลี้ยงเลือดฝอยบนพวงแก้ม หลบตาแล้วส่ายหน้าน้อยๆ วางแผงขนตาบดบังดวงตากลมใส ปิดบังความจริงในลึกสุดใจ ใบหน้าคร้ามเข้มโน้มลงมาจ้องมองนัยน์ตาสับสน เอาเรื่อง 


“ขิมใจร้ายที่ทำให้ผมหลงตัวเอง หลงคิดว่ายังมีความสำคัญถึงขั้นทำให้ขิมตามหา แล้วอยู่ๆ ก็ทำลายความสุขเล็กๆ ของผมด้วยการจากไปง่ายๆ ถ้าผมไม่มีความสำคัญเลยทำไมเราต้องพบกันอีก บอกได้ไหมขิม?” 


...อึกอัก “ฉัน” 


“ขิมคือคนที่กุมหัวใจผมไว้ ยามคุณบีบผมหายใจไม่ออก ยามที่คุณทิ้งขว้างผมเหมือนตายทั้งเป็น เรื่องคุณผมใช้หัวใจตัดสิน ไม่ใช่สมอง เวลาเป็นตัวเปลี่ยน เปลี่ยนเรา เปลี่ยนใจ แต่ไม่ได้เปลี่ยนผม” 


“แล้วคุณล่ะ เคยรัก 'ผม' บ้างหรือเปล่า?” 


ณุตตราอิดเอื้อน แท้ที่จริงแล้วลืมวิธีหายใจ ดวงหน้าละมุนหวานถูกเชยขึ้นช้าๆ สะกดด้วยนัยน์ตาดุดำที่ซ่อนไว้ด้วยรอยรักเต็มเปี่ยม 


“มองตาผม แล้วช่วยตอบ...ด้วยหัวใจนะครับ” 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #18 ปาม (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2558 / 08:30
    อินตามเลยค่ะ ไรท์ใจร้ายกับพี่ธรรศมากไปนะคะ
    #18
    0
  2. #17 ปาม (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2558 / 09:03
    ไชโย พี่ธรรศเจอน้องขิมเเล้ว
    #17
    0