ดวงใจนิรันดร < บทส่งท้าย อัพ 100% >

ตอนที่ 13 : ตอน 11 : รัก ‘ผม’ บ้างหรือเปล่า < อัพ 100% >

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 ต.ค. 58

ตอน 11

รัก ‘ผม’ บ้างหรือเปล่า?


อระอรเห็นใจในความตั้งใจจริงจึงรับปากช่วยเหลือ หล่อนกับแฟนหนุ่มจะไปสืบข่าวที่บ้านพักริมน้ำแถวเมืองนนท์ เผื่อณุตตรากลับบ้านคุณย่าคงได้ข่าวคราวที่นั่น ธรรศผงกศีรษะหงึกๆ รับฟังแผนการ แบ่งหน้าที่กันไป ส่วนเขาไม่อาจรออยู่เฉยๆ จึงขยับตัวลุกขึ้น บ่ายหน้ากลับมา...


ฉันก็คงต้องไปหาทางของฉัน ยังไงซะก็ต้องตามหาขิมให้พบให้ได้” บอกเสียงมั่น แม้หัวใจใกล้รอน...ขาด จะไปตามที่ไหนนั้นยังไม่รู้คิดไม่ออกแต่ก็ไม่ทิ้งความหวัง อย่างไรเสียเขาจะไม่ยอมสูญเสียณุตตราไปให้ผู้ชายคนไหน แม้แต่เจ้าหนุ่มที่ทำตัวเป็น 'มดแดงแฝงพวงมะม่วง' โดยยกคำว่า ‘เพื่อน’ มาอ้างเช่นที่พายัพทำ ไม่มีวันยอม...!


ชายหนุ่มแยกจากเพื่อนทั้งสอง คิดไปตลอดทางที่ลงลิฟต์จนกระทั่งเข้าไปนั่งในรถสปอร์ตสีดำปลาบจอดทิ้งในลานจอดใต้ตึก ครุ่นคิดว่าต้องเริ่มต้นที่ไหน คนร่างสูงสอดตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหน้า สองมือกำหลวมๆ บนพวงมาลัยหุ้มหนัง สีแดงเข้ม เท้าแขนกำยำบนหนังนุ่ม ฟุบหน้าผากชิด...หลับตา


เขาใคร่ครวญไปเรื่อยๆ เอื่อยเฉื่อยเหมือนหุ่นยนต์ถ่านอ่อน ร่างกายอ่อนล้าเป็นตัวถ่วงให้สมองแล่นช้า แผ่นหลังกว้างหนักอึ้งจนปวดร้าวมาถึงท้ายทอย


ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ด...


แต่แล้วร่างที่ฟุบหน้าใกล้สัปหงกต้องสะดุ้ง เพราะเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ สอดอยู่ในกระเป๋ากางเกงยีน ธรรศหยิบออกมาดูแล้วขมวดคิ้วนิ่วหน้า ชื่อเสียงเรียงนามเจ้าของสายเพิ่มแววเครียดในเรียวตาคม เวลาเช่นนี้เขาไม่ต้องการเสวนากับใคร ไม่ว่าหญิงชาย ไม่ว่าใครแม้แต่หล่อน...


รัตติกาล



ระยำ!”


อดีตเจ้าพ่อค้าไม้สักสบถหยาบ แม้นยามนี้สละฐานะเดิมก้าวขึ้นเป็นนักการเมืองแถวหน้าก็ยังไม่ทิ้งความกักขฬะ ดุดัน บุรุษหน้าเคร่งก้มลงอ่านข่าวสังคมที่กล่าวถึงบุตรสาว ตาดุใต้คิ้วหนาเป็นปื้นเรืองระยับ มือหนาประดับขนอ่อนๆ สีดอกเลาเสมือนบนศีรษะกำเข้าหากัน แน่นเสียจนหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น...ยับเยิน


คนที่เขากำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ ‘ลูกสาวนอกคอก’ ของเขาพำนักที่คอนโดส่วนตัวตั้งแต่ย้ายกลับจากต่างประเทศเมื่อหลายปีก่อน รัตติกาลต้องการอิสระเขาก็ให้ หล่อนต้องการอะไรเขายอมประเคน ขอแค่อย่างเดียวอย่าทำตัวไร้ศักดิ์ศรี เปลี่ยนผู้ชายเป็นว่าเล่นทว่าหญิงสาวไม่เคยเชื่อฟัง เปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้าให้เขาต้องอับอาย


แล้วนี่หล่อนยังไปทำเรื่องบัดสีบัดเถลิง สร้างเรื่องสร้างราวขึ้นมาจนมีนักข่าวมือดีตามไปเก็บภาพตอนออกจากคอนโดไอ้หมอนั่น เช้าตรู่ขนาดนั้นไม่มีทางจะคิดเป็นอื่น นอกจากทั้งคู่นัวเนียคลอเคลียกันจนถึงเช้า แบบนี้มันหยามน้ำหน้านักเลงอย่างเขาชัดๆ เขาเป็นใครไยต้องยอมให้คนซุบซิบนินทา


รุจน์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ยามอ่านชื่อ ‘มัน’ ผู้สมรู้ร่วมคิดจนเกิดข่าวคาวๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์


ไอ้ธรรศ! ไอ้สารเลว!”


โกรธลูกสาวว่ามากแล้ว...ชิงชังไอ้หมอนี่สิมากกว่าหลายเท่า


เดือดร้อนก็เพราะ...กว่าที่เขาจะยืนตระหง่านในฐานะนักการเมืองผู้กลับใจ มือสะอาด ใช้เวลาสร้างชื่อเสียงแรมปี บริจาคเงินมหาศาลให้พรรคการเมืองหนึ่งในสองที่ดังที่สุดของประเทศ เพียงเพื่อมีพื้นที่ยืนเป็นส่วนหนึ่งของพรรค โชคดีหล่นทับที่เขาได้รับเลือกตั้งแต่ลงสมัครครั้งแรกซึ่งคนในบ้านรู้ดี หากไม่ใช้เงินยัดมีหรือรุจน์จะได้ครองตำแหน่งนี้


แต่เขาไม่สนหรอก อย่างไรเสีย...เขาถือว่าประสบความสำเร็จแล้วไม่ว่าจะด้วยวิธีไหน แต่ดูเหมือนลูกสาวคนเดียวอย่างรัตติกาลไม่ยอมทำความเข้าใจในความยากลำบากของเขา หล่อนจึงคอยแต่สร้างปัญหาและเสียงซุบซิบนินทา ป่านนี้คนทั่วบ้านทั่วเมืองรู้ว่าลูกสาวของเขา 'ง่าย' ไปนอนให้ผู้ชายแทะโลม


ก่อนหน้านี้หากเขายอมให้รัตติกาลแต่งงานไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด ก็คงไม่ต้องทนเป็นขี้ปากในวันนี้ นับเวลาผ่านไปหลายปีเขาเองก็ลืมไปแล้วว่าเกือบมีงานแต่งเกิดขึ้น เรื่องราวครั้งนั้นทำให้รัตติกาลต้องกลายเป็นม้ายขันหมากเพราะบุพการีฝ่ายชายล่วงรู้เรื่องธุรกิจของรุจน์


ฝ่ายนั้นไม่อยากให้ลูกชายข้องเกี่ยวเรื่องผิดกฏหมาย ครอบครัวชายหนุ่มที่หมายหมั้นจะตบแต่งด้วยรู้เบื้องลึกเบื้องหลังธุรกิจทุจริต บิดามารดาของว่าที่ลูกเขยเริ่มตีตัวออกห่าง ทำท่ารังเกียจครอบครัวรุจน์ มันเหมือน...ถูกตีแสกหน้า รุจน์สั่งให้ทั้งคู่เลิกรากันไป ทั้งรู้บุตรสาวของเขารักหมอนั่นมากแค่ไหน


ไม่มีงานแต่งงานของรัตติกาลกับคุณหมอหนุ่ม ตั้งแต่นั้นความบาดหมางระหว่างพ่อลูกทบทวี หล่อนทำตัวอวดดีอยู่นอกกรอบ ไม่เชื่อฟังบิดามารดา เป็นการต่อต้านทำให้รู้ว่าหล่อนจะไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของใครอีก หญิงสาวทำตัวอิสระ คบหาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ เปลี่ยนหน้าจนเขาทนอ่านข่าวไม่หวาดไม่ไหว สุดท้ายต้องตามจัดการผู้ชายทุกคนของหล่อน บ้างฟาดเงินจนหายหัวบ้างหายสาบสูญไปเฉยๆ โดยรัตติกาลเข้าใจว่าฝ่ายนั้นเบื่อจึงหายหน้าไป


ครั้งนี้ก็เช่นกัน...ที่นักการเมืองเฒ่าครุ่นคิด ไม่นานก็เหลือบมองสมุนคู่ใจ ตาพราววับแฝงเลศนัย สมุนหนุ่มจึงก้าวเข้ามาใกล้แล้วค้อมตัว


ไปสืบมาว่ามันเป็นใคร?” เสียงหนาใหญ่สั่ง ปรายตาไปยังภาพวับแวมที่ปาปารัสซีแอบถ่าย นิ้วเรียวจิ้มลงบนเนื้อกระดาษแรงๆ ภาสกรโน้มตัวลงเล็กน้อย รับหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นจากมือเจ้านาย เพ่งมอง...


ไม่ต้องสืบหรอกครับท่าน ไอ้ธรรศ มันคือผู้บริหารบริษัทรับเหมาที่คุณรัตติกาลติดต่องานด้วย”


ติดต่องานแล้วไปจบบนเตียงได้ยังไง! ยัยรัตติก็เหลือเกิน ทำอะไรไม่รู้จักคิด มักมาก ขาดไม่ได้หรือไงไอ้เรื่องผู้ชายเนี่ย”


รุจน์สบถถึงลูกสาวอย่างไม่ไยดี ภาสกรเงียบ เขาเองก็แค้น นัยน์ตาแวบวาบใต้แว่นกันแดดลุกวาว บอดี้การ์ดหนุ่มขบกรามเพราะแค้นยังสุมทรวง ครั้งหนึ่งหญิงสาวรอดเงื้อมมือเขาไปได้ เพราะไอ้สถาปนิกคนนี้นี่แหละ มันโผล่มาจากไหนไม่ทราบฉกเอาตัวหล่อนไปจากผับแล้วไปจบที่คอนโด เหมือนโดนแย่งชิ้นเนื้อสดๆ ไปต่อหน้า 'เสือหิว' ภาสกรจึงเกลียดชังผู้ชายคนล่าสุดของรัตติกาล เกินจะเอ่ยเป็นคำพูด


แกรู้จักมันก็ดี มันกล้าดี ย่ำอยู่บนหัวงอกๆ ของฉัน ไม่ได้ว่าลูกสาวตัวเองมักง่ายน้อยกว่ากันหรอกนะ แต่ผู้ชายมันย่อมเลวกว่าเพราะมันเป็นฝ่ายกระทำ” เสียงเหี้ยมเกรียมลอดไรฟัน เค้นโกรธมาจากอกคนเป็นพ่อจนอกหนา...สั่น


ถ้าอย่างนั้น...ท่านจะให้ผมทำอย่างไรกับมัน จัดการมันให้ไม่เหลือซาก จะได้ไม่เป็นที่รำคาญของท่านดีไหมครับ?”


ยัง...” ผู้อาวุโสส่ายหน้า


ยังไม่ใช่ตอนนี้ ต้องไม่กระโตกกระตากให้ไก่ตื่น ตอนนี้ฉันกำลังสร้างผลงาน ต้องการภาพลักษณ์ที่ดูดี แกคงเข้าใจ”


ครับ มือของท่านไม่เปื้อนหรอกครับ เรามีมืออื่นที่มองไม่เห็นที่พร้อมทำงาน” ภาสกรกระตุกยิ้ม นัยน์ตาพราวแพรวมากเล่ห์


แล้วค่อยจัดการมันอย่างเงียบๆ ถีบออกไปให้พ้นจากชีวิตยัยรัตติ เหมือนผู้ชายคนอื่นที่แกเคยทำ ให้เหมือนว่า...มันไม่เคยมีชีวิตบนโลกนี้เลยยิ่งดี หึๆ”


ธาตุแท้หรือสันดานของคนเรานั้น เปลี่ยนยากหรือเรียกได้ว่า...ไม่สามารถเปลี่ยนได้ ความเหี้ยมโหด เห็นแก่ตัวของรุจน์ยังวิ่งพล่านทุกหัวระแหงในกาย แม้จะฉาบหน้าว่าเป็นคนดีสักเท่าไร จิตใจยังเป็นเพียงก้อนดำๆ ไร้ความปรานี เมื่อก่อนเป็นอย่างไรวันนี้เขากับมือขวาไม่เคยเปลี่ยน มีแต่จะอำมะหิตมากขึ้นทุกทีๆ


หน้าที่ของรัฐมนตรีการคลังทำให้รุจน์ตระหนักว่าเกียรติยศ อำนาจ มิใช่สิ่งสุดท้ายที่เขาปรารถนา แต่เป็นเงินจำนวนมหาศาลที่เคยครอบครองตอนค้าไม้ นั่นต่างหาก ร้างมือไปไม่นานก็สั่งให้ภาสกรดำเนินการเรื่องนี้อย่างลับๆ รุจน์กลับไปทำธุรกิจเย้ยกฏหมายทั้งที่กำลังดำรงตำแหน่งในสภา


...แล้วเรื่องไอ้ธนิน?” หนุ่มบอดี้การ์ดพาดพิง ตายังลุกวับๆ เจ้าของใบหน้าเลือดเย็นเบือนกลับมาช้าๆ


แกแน่ใจแล้วใช่ไหม...ว่ามันเป็นสายให้ตำรวจ?”


จากพฤติกรรมของมัน แน่ยิ่งกว่าแน่ ครับท่าน” ภาสกรคำรามตอบ เขากับพวกรู้สักระยะแล้ว แต่ยังไม่ลงมือจนกว่าผู้เป็นนายจะสั่ง


ถ้าอย่างนั้นเขี่ยมันออกจากปางไม้ไปซะ เก็บมันด้วยอุบัติเหตุสักเรื่อง ทำให้แนบเนียน อย่าง...ขับรถตกเหวจนกลายเป็นศพไร้ญาติ หึๆ”


ปลายเสียงเยียบเย็นยามสั่งเอาชีวิตนายตำรวจที่มาสมัครเป็นคนงานในปางไม้ คอยหาหลักฐานเมื่อสามเดือนก่อน ภาสกรแสยะยิ้มอวดรอยเหี้ยม หัวเราะหึๆ ตรงใจเขาพอดี กำลังคิดอยู่ว่าจะจัดการธนินอย่างไรที่ต้องแยบยล อุบัติเหตุระหว่างการทำงานนี่แหละ...เนียนสุด


ถ้ามีตำรวจตายสักคน พวกมันจะได้รู้ถึงอำนาจของฉัน มันจะได้ไม่กล้าส่งคนเข้ามาตายอีก ฮ่าๆๆ”


รัฐมนตรีเฒ่าส่งเสียงหัวเราะกร้าว ไม่กลัวสักนิดกับแค่ไอ้พวกสีกากี คิดว่าตำแหน่งตนยิ่งใหญ่ คุ้มกะลาหัว เวลานี้ไม่มีใครทำอะไรเขาได้


ความที่ไม่ค่อยเห็นคนทำดี...ได้ดี ส่วนคนทำชั่ว ชั่วกลับตามมาไม่ทัน ใครๆ ก็ตักตวงผลประโยชน์จากการเป็นนักการเมืองทั้งนั้น ปัจจุบันโกงกินกันเกือบสิ้นชาติก็กลายเป็นเรื่องปกติ คนพวกนี้ยังหยัดยืนด้วยใบหน้าราดคอนกรีตท่ามกลางคำครหา บางคนอยู่นานหลายสมัยประทังชีวิตด้วยการกินกรวด กินทราย หรือแม้แต่ถนน อยู่บนความเดือดร้อนของประชาชน


แต่ก็นั่นล่ะ หากจะมีคนอย่างเขาเพิ่มขึ้นอีกสักคน ไม่ได้ทำให้แผ่นดินต่ำลงไปกว่านี้หรอก ความเลวสารพันเวียนว่ายอยู่ในกายมนุษย์เราอยู่แล้ว...


เรื่องไอ้ธนิน ไม่เกินวันสองวันนี้ แล้วผมจะส่งข่าวครับท่าน”


ภาสกรบอก หันไปสบสายตาลูกน้องอีกสองคนแล้วตบเท้าออกจากห้องโถงไปทำหน้าที่ของตน พวกเขาต้องเดินทางขึ้นเหนือไปกำจัด ‘หนอนบ่อนไส้’ ตัวนี้ให้สิ้นซาก



ธรรศยังไม่ได้ไปไหนไกลจากออฟฟิศ สายเรียกเข้าจากคนอีกฝั่งฟากยังพยายามไม่ลดราวาศอก ราวกับมีเรื่องคอขาดบาดตาย คนในรถทำแค่ทอดสายตาเหนื่อยหน่ายเต็มกำลัง ต่อเสียงกรีดร้องซ้ำๆ ของ ‘มัน’


ช่วงเวลาแบบนี้ บางครั้งทำให้เขาอยากเขวี้ยงทิ้งหากไม่ติดว่า ‘งาน’ อาจนำพาสายของลูกค้าติดต่อเข้ามา ที่สุดเพื่อปัดความรำคาญเขาจำยอมต้องกดรับสายนั้น เสียงเนือยๆ จึงถูกเปล่งออกไปอย่างไม่ยินดี ยินร้าย ทว่าผู้ที่ได้ยินเสียงของเขาพลันมีแววตาลิงโลด


ธรรศ!” รูปปากเจ้าหล่อนจับขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยตาวาวใสแสดงความตื่นเต้น


...ว่ายังไงครับ รัตติ?”


ถ้อยทักกลับมาคงไว้ซึ่งความปกติ นั่นก็คือ...ชาเฉย ไม่ต่างจากกราฟที่เป็นเส้นตรง


คุณอยู่ที่ไหนคะธรรศ รู้บ้างไหมว่ารัตติเป็นห่วง แล้วคุณก็ยังใจร้าย ไม่ยอมรับสายรัตติอีก” เสียงหวานกระเง้ากระงอด พ้อปนออดอ้อน


เข้าขั้นก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวด้วยยามที่เขาหายหน้าที่ผ่านมาไม่เคยต้องรายงานใครสักคน รัตติกาลอาจไม่รู้ตัวว่าหล่อนกำลังแสดงตนในฐานะ ‘คู่รัก’ ซึ่งเกินเลยขอบเขตที่ตกลงกันไว้


ที่ถามก็เพราะ...รัตติเป็นห่วงธรรศหรอกนะคะ” หญิงสาวเริ่มรู้สึกตัวเพราะคนถูกห่วงนิ่งงัน ไม่โต้ตอบ ชายหนุ่มพ่นลมหายใจพรู พอจะเข้าใจเหตุผลที่รัตติกาลเป็นกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขาอยู่หรอก แต่ก็ต้องไม่ล้ำเส้น


ผมปลอดภัยดี ตอนนี้อยู่กรุงเทพ คุณล่ะ?” ธรรศตอบสั้นยังดีที่มีแก่ใจถามถึงหล่อนบ้าง


เท่านี้...หัวใจเหี่ยวเฉาของรัตติกาลก็ค่อยพองโต ดวงตาหล่อนพราวด้วยแสงวิบๆ แสงของความหวังและความสุข ที่แค่กะพริบตาก็อาจพร่าหาย หญิงสาวเม้มปากนิดๆ ครุ่นคิดบางอย่างซ้ำไปซ้ำมา... เธอไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้อะไรง่ายๆ เพียงแค่ ‘ยอม’ ชายหนุ่มคนนี้คนเดียวเท่านั้น ยอมก็เพื่อจะได้อยู่เคียงข้างเขา ‘รอ’ จนในวันหนึ่งขยับฐานะ


แต่หากจะให้รอนานเกินไป ไม่ใช่เรื่องดี วันใดวันหนึ่งที่มีผู้หญิงอื่นเดินเข้ามาในชีวิตของเขาเล่า...แล้วเธอจะอยู่ในฐานะไหน?


คุณปลอดภัย รัตติก็โล่งอกค่ะ” ลมหายใจระอุจางถูกทอดถอน


แต่รัตติสิคะไม่รู้จะเอาตัวรอดไปได้นานแค่ไหน คนของมัน ไอ้ภาสกรน่ะค่ะ ติดตามอยู่รอบๆ ตัวรัตติเลยตลอดทั้งวันที่ทำงานและไม่รู้ว่ามันตามมาที่คอนโดหรือเปล่า” ปลายเสียงหวั่นอยู่ไม่น้อย ใจคอคนฟังเต้นระรัวขึ้นอีก ชื่อนายภาสกรทำให้ธรรศขบกรามตอนถาม


“...แล้วมันทำอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า?”


ตอนนี้ยังค่ะ ยังเงียบๆ พวกมันแค่ติดตาม แต่รัตติก็กลัว” หญิงสาวบอกแล้วชะงัก เงี่ยหูจึงได้ยินเสียง


กริ๊ง!!


เอ๋...ใครมา?


เสียงกริ่งแผดร้องอยู่นอกประตูห้องเรียกรั้งสายตาจนต้องเหลียวมอง เสียงกดย้ำลั่นขึ้นในระยะใกล้เพราะเพียงแค่ก้าวออกจากห้องนี้ไปไม่กี่ก้าวก็จะถึงห้องรับแขกซึ่งกั้นโซนไว้เป็นสัดส่วนและใกล้ๆ กันก็จะเป็นทางออก เจ้าหล่อนเงียบไปอึดใจ แล้ววงหน้าขาวๆ ก็แทนที่ด้วย ‘เผือด’ เสียงหัวใจรัวตูมตามเมื่อคิดไปต่างๆ นานา


มีอะไรหรือเปล่า รัตติ?” คนอยู่อีกฟากของกรุงเทพเอ่ยถาม ยามรับรู้ความผิดปกติคือความเงียบกะทันหัน นั่นล่ะหล่อนจึงได้สติ


เสียงกริ่งน่ะค่ะ สงสัยจะมีใครมา” รัตติกาลบอกเสียงเบาหวิว ว่าแต่ใครล่ะ? ร่างเพรียวระหงผุดลุกจากโซฟาที่ตั้งตรงปลายเตียงออกไปจากห้องนอนโดยหนีบโทรศัพท์มือถือติดไปด้วย


ตกลงใครมา?” คนปลายสายถาม ลมหายใจร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว


ย ยังไม่รู้ค่ะ แต่...รัตติไม่ได้นัดใครไว้” หญิงสาวตอบแผ่ว นัยน์ตาระแวง หวั่น


ถ้าอย่างนั้น ห้ามคุณเปิดประตูเด็ดขาดนะ” ชายหนุ่มสั่งเสียงเข้ม โดยที่มองไม่เห็นรัตติกาลผงกศีรษะหงึกเม้มเนื้อปากจนโพลนขาว ในอกสั่นขวัญแขวน รัวเร่งวินาทีต่อวินาที แล้วร่างบางก็ผงะ ถอยร่นออกห่างจากประตูบานนั้นด้วยความตกใจ


จากเสียง 'กริ๊ง' กลายเป็นเสียง ‘ปึ้งๆ’ ดังลั่น บอกเจตน์จำนงของคนข้างนอกที่ต้องการให้หล่อนเปิดประตู ไฮโซสาวถอยหนี ลนลาน ละล่ำละลักบอกชายหนุ่มที่อยู่เป็นเพื่อนในสาย


พวกมันแน่ๆ เลยค่ะธรรศ ทำอย่างไรดีคะ รัตติกลัว?” คนฟังอีกฟากถอนใจ ชายหนุ่มหลุบเปลือกตาลงครู่หนึ่ง คิดคำนึง...


นึกอยากละเลยชะตากรรมของรัตติกาล ทว่าใจไม่แข็งพอ จากที่พบเธอที่ผับในวันนั้นก็เห็นว่าถูกทำร้าย ทำให้เขาเชื่อเต็มประตูว่าไอ้ภาสกรร้ายกาจและต้องการย่ำยีหล่อน และเมื่อโชคชะตานำพาหล่อนมาพบให้เขาได้ช่วยเหลือจนต้องไปค้างคืนที่คอนโดส่วนตัวของเขา กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทำให้เรื่องยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้ เขารู้ว่าไม่ใช่เรื่องดีนักที่ยังสลัดหญิงสาวอีกคนไม่ออก ทั้งที่ต้องการรับผิดชอบผู้หญิงอีกคน...โดยสัตย์จริง


แต่อย่าเพิ่งบอกให้เขาเลือกตอนนี้เลย เขาทำไม่ได้...


ตั้งสติเข้าไว้ ใจเย็นๆ นะครับรัตติ แค่คุณอยู่ในห้อง ไม่เปิดประตูให้พวกมันก็จะปลอดภัย”


ฮือๆๆ รัตติกลัว ไอ้ภาสกรต้องมาจับตัวรัตติแน่ และครั้งนี้มันจะทำอะไรอีกก็ไม่รู้” เสียงสะอื้นตื่นกลัว ธรรศไม่คิดว่ามีเหตุผลไหนที่ทำให้อีกฝ่ายโกหกเขา ได้ยินแล้วส่ายหน้าอย่างชั่งใจ


เอาอย่างนี้...ผมจะรีบไปหาคุณให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน” ชายหนุ่มบอกอย่างเสียไม่ได้ นั่นเองที่ทำให้รอยน้ำตาพร่าเลือนไปเป็นยิ้มอ่อนจาง ใบหน้าสวยคลายสะอึกสะอื้นแผ่วๆ ทิ้งคราบรื้น มือเล็กปัดป้ายหยดใสที่หลั่งรินอาบแก้ม เต็มตื้นเพียงแค่เขามีแก่ใจมาหา...เขาเป็นห่วงเป็นใยเธอแม้สักน้อยนิดก็ยังดี


ใครว่าผู้ชายคนนี้เย็นชา ใครว่าเขาไม่มีหัวใจ เปล่าเลย...ผู้ชายอย่างธรรศ เปี่ยมเต็มไปด้วยความรักและช่างอ่อนโยน เขานี่แหละผู้ชายที่เธอตามหา เขานี่แหละที่จะมาแทนที่ผู้ชายอีกคนในความทรงจำของเธอ ธรรศคือคนที่จะเป็นเจ้าบ่าวแทนที่พี่หมอ...ที่เธอเคยรัก



ภาพเบื้องหน้าชายหนุ่มเปลี่ยนไปแล้ว จากตึกสำนักงานโอ่อ่าไปเป็นอาคารพักอาศัยระดับพรีเมียม สูง...ชนิดที่คนหนุ่มอย่างเขายังต้องแหงนมองเสียคอตั้งบ่า ที่เขาคิดในตอนแรกน่ะหรือก็คือยัง ‘สองจิตสองใจ’ ใจหนึ่งไม่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน ทว่าเสี้ยนอย่างภาสกรกวนใจจนเขาทนเฉยไม่ไหว โดยเฉพาะที่ฝ่ายนั้นกระทำต่อผู้หญิงซึ่งไม่มีทางสู้ อีกใจก็โอนอ่อน สงสาร


หลังฟังเสียงคร่ำครวญอันแสนตระหนกของหญิงสาวก็ตัดสินใจได้ทันที อีกอย่าง...เพราะเขายังมีหัวจิตหัวใจ เป็นสุภาพบุรุษมากพอที่จะไม่ปล่อยให้รัตติกาลต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายตามลำพัง


ธรรศบึ่งรถมาที่คอนโดมิเนียมหรู ตามคำขอของไฮโซสาวเพราะมนุษยธรรมตัวเดียวเท่านั้น รถสปอร์ต รูปทรงโฉบเฉี่ยวผ่อนความเร็วเมื่อผ่านตู้รปภ. แลกบัตรก่อนจะนำรถเข้าซองจอดของผู้มาติดต่อ ร่างสูงใหญ่ก้าวดุ่มๆ ออกจากลานจอดใต้ดินจึงเห็นว่าบริเวณส่วนใหญ่ของพื้นที่ห้องชุดแห่งนี้ รายรอบด้วยความเขียวชอุ่มของไม้ใบ อีกไม้ดอกนานาพันธุ์ และถึงเขาจะไม่ใช่ผู้ที่เชี่ยวชาญนักแต่รู้ว่านั่นคือต้นจันผา กับดอกขาวอมส้มของมัน เกาะกลุ่มอวดดอกเป็นพุ่ม บ้างโดดเด่น อยู่โดดเดี่ยวงดงามเพียงลำพัง


ชายหนุ่มสูดกลิ่นหอมที่ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น อวลจมูก จนเดาไม่ถูกว่าเป็นต้นไม้ชนิดใด กว่าจะผ่านสวนสวยไปได้ก็เป็นนาที กลิ่นแช่มชื่นอ่อนๆ ทำให้เรียวตาแห้งผากของเขาชุ่มชื่นขึ้นเล็กน้อย อีกทั้งทำให้แดดกล้ากลายเป็นเพียง...แดดอุ่น ยามต้องเดินกลางแจ้งเพื่อไปยังตัวอาคาร


ร่างสูงสง่าก้าวไปหยุดที่กึ่งกลางล็อบบี้ซึ่งเป็นโถงสูง แววตาคมมั่นคงสอดส่ายหาคู่นัด แต่ยังไม่มีวี่แววของรัตติกาล จึงขยับตัวไปนั่งที่ชุดรับแขกซึ่งตอนนี้มีชายต่างชาติคราวพ่อ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่


ความที่มีอาชีพเป็นนักออกแบบ ระหว่างรอตาคู่คมจึงสำรวจการออกแบบตกแต่งภายในของสถานที่ไปด้วย มัณฑนากรมีฝีมือช่างเลือกเฟ้นเฟอร์นิเจอร์รูปแบบโมเดิร์น กับกรอบรูปผลงานศิลปะระดับสากลด้วยเทสที่ดีเยี่ยม จับวางบนผนังในจังหวะจะโคนพอเหมาะ ประดับอยู่ตั้งแต่ประตูกระจกบานใหญ่ตรงทางเข้าถึงล็อบบี้ ส่วนต้อนรับตั้งชุดโซฟาสองสามชุด ภายใต้โคมระย้าส่งแสงวับวาวยามผลึกใสของคริสทัลกระทบแสงไฟเป็นสีรุ้ง เห็นทีว่า 'คุ้น' ด้วยของประดับตกแต่งมีเอกลักษณ์ บอกบ่งชื่อมัณฑทนากรผู้นี้ในหัวของธรรศ


สิ่งเหล่านี้เรียกความสนใจของเขาได้...แต่ไม่นาน มิได้จรรโลงใจให้ คนรอ ลดความกระวนกระวายเพราะรัตติกาลลงเลย ชายหนุ่มเบนสายตาจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่กำลังจดจ่อ มือหนาคลี่กางหน้าข่าวธุรกิจออกอ่านถึงคราวปิดฉับ แล้วเหลือบชำเลืองมองนาฬิกาที่ข้อมือใหญ่ เมื่อเห็นว่าเวลาเคลื่อนผ่านไปมากเท่าไหร่แล้วนัยน์ตาคมปลาบก็ยิ่งเป็นสีเข้มขึ้นด้วยความหงุดหงิด


ร้อนใจเรื่องรัตติกาล...นั่นก็เรื่องหนึ่ง อยากไปจากตรงนี้เพราะมีเรื่องผู้หญิงอีกคนให้สะสาง...นั่นก็อีกเรื่อง ด้วยป่านนี้แล้วเขายังไม่รู้ว่าอระอรกับรัฐกฤษณ์ได้ข่าวณุตตราบ้างหรือไม่?


นาทีถัดมา...คนร่างสูงผุดลุกขึ้น หัวคิ้วหนาเข้มขมวดมุ่นแล้วกระดกนิดๆ ดุจกรรไกรตัดฉับลงที่เส้นบางๆ ของความอดทน ในคอพึมพำ...


พอที!


ธรรศคลอนศีรษะ เขาไม่ต้องการรอคอยอะไรอีก เวลาของเขามีค่าเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปโดยไร้คุณค่า คิดได้ดังนั้น…ชายหนุ่มเบี่ยงตัวล้วงหยิบมือถือจากกระเป๋ากางเกงยีน จัดการโทรหารัตติกาล นิ่วหน้าด้วยได้ยินเพียงสัญญาณตอบรับ ให้ฝากข้อความ เขามุ่นคิ้วคิดเป็นห่วง และนั่นเองที่ทำให้ตัดสินใจได้ในทันที ชายหนุ่มเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ทำตัวกลมกลืน..เดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมเจ้าของห้องคนอื่น ด้วยบุคลิก ท่าทางแนบเนียนว่าเขาพักอยู่ที่คอนโดหรูแห่งนี้เช่นกัน


ไปด้วยคนครับ”


ตาคมลดความกร้าวลง ปากบางๆ แย้มยิ้มเล็กน้อยยามมองผู้ร่วมลิฟต์ มือหนาเอื้อมกดหมายเลขชั้นตามที่รู้มา เหลือบมองตัวเลขเหนือประตูที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ อย่างข่มอาการ นัยน์ตาคมขลับเป็นประกายวาบ เมื่อได้ยินเสียง ‘ตึ๊ง’ สัญญาณบอกว่าเขาถึงที่หมายแล้ว


ที่ชั้นสามสิบประตูลิฟต์เปิดออก ที่เขาเห็นคือโถงทางเดินค่อนข้างกว้าง สุดทางเดินจัดเป็นโซนนิ่งของสวนในร่ม รำไร ไม่ต้องการแสงแดดตลอดเวลาอย่างต้นไม้ปลูกกลางแจ้ง เป็นสวนหย่อมของพื้นที่ส่วนกลางซึ่งเชื่อมมาจากห้องชุดส่วนตัวที่มุมอาคาร แน่นอนว่าห้องเหล่านี้สนนราคาสูงกว่าห้องอื่นๆ และหน้าประตูบานสูงบานนั้น ติดป้ายอลูมิเนียมวาวๆ บอกหมายเลขห้อง


ห้อง ๓๐๑๑


ในทันทีที่อีกฝ่ายได้ยินเสียงกริ่ง เหมือนว่า...คนข้างในรออยู่ก่อน บานประตูจึงเปิดผางโดยไม่ต้องกดซ้ำเร็ว...ชนิดที่ธรรศยังตั้งตัวไม่ทัน ที่คิดไว้ตอนขึ้นลิฟต์มาเลยพูดไม่ออกเสียอย่างนั้น


รัตติ!”


ทำไม? เขาตั้งใจต่อว่า...หากเจ้าหล่อนสบายดี ไยไม่ลงไปพบเขาตามนัด เหตุใดปล่อยให้ห่วง แต่เปล่าเลย เขาไม่สามารถทำอย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อถูกรัตติกาลจู่โจมจนแทบหงายหลัง


รัตติ! เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ ก่อนครับ” ปรามเสียงหลงเมื่อหญิงสาวไม่พูดไม่จาแต่โผเข้าซบ สองแขนกอดรัดตัวเขาแนบแน่น ร่างอิ่มดันชิดร่างแกร่ง ใกล้...เสียจนเนื้อหัวใจเขาเต้นโครมคราม ใบหน้าคมเข้มก่ำขึ้นในวินาทีถัดมา มันจะไม่เป็นอย่างนี้หรอก ถ้าหญิงสาวนุ่งห่มมิดชิดกว่านี้ และแม้ว่าธรรศจะผงะออกห่างเกือบก้าว ด้วยความตกใจ รัตติกาลหาสนใจไม่ เจ้าหล่อนซวนซบหน้ากับอกกว้าง เกลือกกลิ้งวงหน้าด้วยสันจมูก หมายสัมผัสเขาให้มากที่สุด


รัตติ! อย่าทำอย่างนี้สิ คุยกันก่อน คุยกับผมสิ” กึ่งปลอบกึ่งดุ หญิงสาวส่ายหน้าดิก ยิ่งก้มงุดๆ เข้าหาอกอุ่น หากเงยหน้าขึ้นสบตาละก็... จะรู้ว่าหล่อนหลงใหลในตัวเขามากแค่ไหน


ยามเขาผลักออกเบาๆ ร่างอวบอิ่มยิ่งกอดแน่น เต็มไปด้วยความหวงแหน เกรงจะเสียเขาไป เสียงอู้อี้ขึ้นจมูกเปล่งแผ่วๆ ออกมา...


ในที่สุดคุณก็มาหารัตติจนได้ คุณมีเยื่อใย ทำให้รัตติรู้ว่า...คุณก็ห่วงรัตติเหมือนกัน”


หญิงสาวพูดทั้งที่ยังซวนซบ ปิดดวงตาซึ้งๆ ซึมซับความสุขจอมปลอมที่สร้างขึ้นมาเอง ธรรศท้วงด้วยการส่ายหน้าไปมากับอาการฮึดฮัดของลมหายใจที่ถูกกอดรัด สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด


นี่มันอะไรกันรัตติ ผมงงไปหมดแล้ว บอกผมสิ ก็ไหนว่าคุณไม่ปลอดภัย ก็ไหนว่าคุณกลัว?” เสียงถามค่อนไปทางห้วน แววตางงงันกลับกลายเป็นกร้าว ดุ เมื่อคนที่เขารอกลับไม่เดือดเนื้อร้อนใจเช่นเขา ความหวาดกลัวนั้นเล่า...สร่างซาไปอยู่ที่ไหน?


จริงค่ะที่รัตติกลัว แต่คุณมาอยู่กับรัตติที่นี่แล้วนี่คะ รัตติไม่กลัวอะไรอีกแล้ว” หญิงสาวบอกแล้วเอื้อมคว้า คล้องแขนเรียวกับเอวสอบไว้อีกครั้ง ใช้ร่างนุ่มเนียนดันเข้าหาร่างแกร่ง ดันให้เขาเข้ามาในห้องด้วยกัน


ธรรศพ่นลมหายใจยินยอมให้หล่อนทำเช่นนั้น ไม่เหมาะที่สาวนุ่งน้อยห่มน้อยจะมายืนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับเขาที่หน้าประตู แต่ก็ยอมแค่นั้น เมื่อพ้นประตูห้องเข้ามาได้มือหนาผลักตัวหล่อนออก คราวนี้มือเล็กๆ กลายสภาพเป็นกาวเหนียวเกาะไม่ปล่อย ศีรษะทุยที่สลัดไปมาตามแรงเหวี่ยงถูกมือเรียวบางเคลื่อนไปกดท้ายทอย ออกแรงจนใบหน้าคมคายคล้อยต่ำ ให้หล่อนได้โฉบชิมปากอุ่นๆ ที่กำลังอ้าปากปฏิเสธ 


“ธรรศคะ” เสียงหวานพลอดแผ่ว เจ้าของชื่อสะดุ้งนิดๆ ตั้งป้อมด้วยเรียวตาแข็งกระด้าง ดุจก้อนหิน เล้าโลมอย่างไรแววตาคู่นั้นก็ยังเฉยชา แต่รัตติกาลไม่ยอมแพ้ หล่อนเองก็ทำทุกวิถีทางที่จะได้รับการตอบสนอง ทั้งจูบลูบโลม เอาอกเอาใจ กระทั่งความอดทนถูกสั่นคลอน อกแกร่งสะท้านน้อยๆ ยามมือเล็กอุ่นๆ ของหล่อนสอดผ่านชายเสื้อไปถึงผิวสากๆ ตรงชายโครง ศีรษะที่พยายามเงยหนีถูกล็อคไว้กับที่และค้างอยู่เช่นนั้น 


ท่ามกลางความหอมหวาน…เย้ายวน อีกดวงตาเคลิ้มฝัน เชิญชวน 


“รัตติรักคุณค่ะ อย่าใจร้ายกับรัตติเลยนะคะ” 


“ธรรศขา...” ปากอวบอิ่มพร่ำเพ้อ เผยอรับ... 


“ตะ แต่เราไม่ได้เป็นอะไรกัน ที่สำคัญ ผมไม่ได้..รัก” พยายามแล้วที่จะเตือนสติตนเองและหล่อน 


เสียงห้าวกระท่อนกระแท่น ชายหนุ่มกะพริบตาถี่ๆ ข่มกลั้นซะจนท้องเกร็งเขม็ง เมื่อปรือตาขึ้นอีกทีลูกตาดำลดความกร้าวลงบ้างด้วยถูกอารมณ์ปั่นป่วนประหลาดจากภายในครอบงำจนตาสีดำสนิทคู่นั้นอ่อนแสง เพื่อสะกดกลั้นเขาสูดลมหายใจยาวลึก หลับตาหนีภาพปัจจุบันหวังจะลดความแปลกปร่าในกาย ทว่าไม่ได้ผล 


หัวใจของเขายังคงเต้นถี่ยิบ แรงระรัวเทียบเท่าลมหายใจร้อนผ่าวของหล่อน มือหนาที่เมื่อครู่ผลักไสบ่าบางออกห่าง หยุดไว้เพียงแค่...กดตัวหญิงสาวให้อยู่กับที่ อีกข้างจับข้อแขนมิให้ซุกซนไปกว่านี้ ลมหายใจของเขาเริ่มสั่นและรู้ว่าความอดกลั้นนั้นมีขีดจำกัด! เขาก็แค่ผู้ชายคนหนึ่ง มีเนื้อหนังมังสาและความรู้สึก... 


“อย่าปฏิเสธรัตติเลยนะคะ ไม่ว่าคุณจะรักหรือไม่รัก รัตติพร้อมจะเป็นของคุณ” 


“รัตติ...” คนถูกเสนอกลั้นลมหายใจร้อนที่ขย้อนไปไม่ถึงกลางอก กลืนก้อนแข็งที่แกว่งแรงๆ ในลำคอให้ผ่านพ้น ครานี้ร่างกายไหวสั่นเกินยับยั้ง ตาดุปิดลงอีกครั้ง รับรู้...ความนุ่มนวล เย้ายวนใจ ความอ่อนไหวของริมฝีปากหญิงสาวที่เลาะเล็มปากหยักลึกของเขาครั้งแล้วครั้งเล่าจนลมหายใจหนุ่มกระเจิดกระเจิง ปล่อยตัวปล่อยใจให้เจ้าหล่อนสัมผัสโดยไม่ผลักไส 


นายใช้อะไรเป็นตัวเลือกผู้หญิงที่จะนอนด้วย คุณรัตติกาล...กับฉัน เป็นตัวเลือกแบบเดียวกันใช่ไหม? 


วินาทีนั้นเขาสะดุ้ง!! 


ถ้อยคำตัดพ้อจากเจ้าของเสียงหวานแว่ว เข้าสู่โสตประสาทที่ใกล้ดับของเขา ดวงตาคู่สวยคลอหยาดใสจ้องมองเขา ค้นคว้าหาคำตอบ...


ให้ตายสิ! หากเขากระทำสิ่งนี้ลงไปตามแต่ ‘กาย’ ปรารถนา ทว่า ‘ใจ’ เธอคนนั้นเล่า...ร้าวรานแค่ไหน และเขาเองนั่นแหละที่จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต 


ขิม... 


ชื่อหญิงสาวดังกึกก้อง รั้งกายที่สั่นสะท้านเพราะอารมณ์ปรวนดุจคลื่นยักษ์ให้ค่อยๆ ม้วนตลบลง จากคลื่นลูกใหญ่มหึมาสู่คลื่นเล็กไหลเรื่อย และกลายเป็นเพียงผืนน้ำกระทบฝั่ง เสมือนพายุร้ายเพิ่งร้างลา ทะเลสงบลงแล้วอย่างไม่น่าเชื่อว่าเมื่อครู่คือคืนคลั่งซึ่งเต็มไปด้วยอารมณ์เร่าร้อนแห่งความปรารถนา 


“ทำไมล่ะคะธรรศ?” ดวงตาสบประสาน...ตัดพ้อ เขาส่ายหน้า 


“พอเถอะรัตติ ไม่ใช่ว่าผมรังเกียจ แต่ผมทำมันไม่ได้จริงๆ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ในอ้อมกอดผม ต้องเป็นผู้หญิงที่ผมรักเท่านั้น” น้ำเสียงมั่นคงบอกชัดเจน นัยน์ตาคนฟังร้าวราน น้ำตารื้นขอบอ่อนๆ ปริ่มขึ้น รัตติกาลมองเขาอย่างเจ็บปวด รู้ซึ้งว่า...ต่อให้พยายามมากแค่ไหน ก็ดูจะไม่เป็นผล ถึงจะสร้างเรื่องจนเขารีบดิ่งมาที่นี่ ก็ไม่สำเร็จอย่างนั้นหรือ...? 


เขานิ่ง แต่มิได้ผลักไสจนร่างบอบบางผงะหงาย มือหนาล็อคเอวคอดของหล่อนไว้ไม่ให้ล้ม ห่างกันก็แค่วงหน้าที่เงยขึ้นจนสู้สายตา 


“ผมทำอย่างที่คุณต้องการไม่ได้จริงๆ มันไม่ถูกต้อง” 


“ทำไมคะธรรศ ทำไมต้องรังเกียจกันอย่างนี้ด้วย รู้ไหม...คุณทำให้รัตติเจ็บ เหมือนผู้หญิงอย่างรัตติไม่มีค่า ไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย” หล่อนสะอื้น 


“คุณเป็นที่ต้องการแน่ เพียงแต่...ไม่ใช่ผู้ชายอย่างผม ตั้งสติดีๆ นะรัตติ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ คุณนั่นแหละที่จะเสียใจที่รู้ว่าผมไม่เคยรัก ยิ่งคิดก็จะยิ่งเสียดายและปรารถนาให้มันไม่เกิดขึ้น” 


“ไม่ค่ะ รัตติไม่มีวันคิดอย่างนั้น” เถียงคอเป็นเอ็น 


“คุ้มหรือ...กับการที่ต้องเสียมันให้คนอย่างผม เพราะผมมีหัวใจให้ผู้หญิงเพียงคนเดียว ใครอื่นที่ผ่านเข้ามาก็แค่ผ่านเลย ไม่มีค่าให้จดจำ คุณจะทนได้หรือ...ที่ผมจะลืม และเลิกติดต่อกันไปหลังลุกจากเตียงนั่นแล้ว คุณทนไม่ได้หรอก...รัตติ” 


เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ พูดอย่างคนที่รู้จักผู้หญิงอย่างหล่อนดีทีเดียว 


ใช่! เธอไม่มีวันทนได้ 


“ผมเองก็ทำไม่ได้เหมือนกัน เพราะคุณคือ เพื่อน และคนอย่างผมไม่ทำร้ายเพื่อน” 


คำว่า ‘เพื่อน’ สะเทือนถ้วนทั่วทุกความรู้สึก ผู้หญิงเก่งและแกร่งอย่างหล่อนมีเพื่อนนับคนได้และไม่เคยต้องการเพิ่ม ทว่าลึกๆ แล้ว...การอยู่ตัวคนเดียวคือ ความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ด้วยขาดเพื่อนคู่คิด มิตรที่ปรึกษา จนเมื่อมีใครสักคนหยิบยื่นมาให้ จะให้เฉยเมยต่อมิตรภาพ ความจริงใจนั้นได้อย่างไร รัตติกาลปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งเหล่านี้มีอำนาจเหนือความต้องการในเวลานี้ของเธอ 


ฤาที่จริงแล้ว ตัวเธอเองยังไม่รู้...ว่าคำ ‘รัก’ ที่บอกธรรศ สื่อสารไปถึงเขาหรือใครอีกคน 


มันคือ…ความรักหรือการประชดประชัน? 


มันคือ...แรงปรารถนาหรือการเอาชนะกันแน่หนอ...? 


“ธรรศ ฮือๆ...ฮือ” 


รัตติกาลปล่อยโฮ น้ำตารินอาบวงหน้าผุดผาดไร้เครื่องสำอาง ร่างเพรียวระหงในชุดคลุมอาบน้ำสีขาว ผูกหลวมๆ ด้วยผ้าเส้นยาวๆ สีเดียวกัน ทรุดลงไปนั่งกองกับพรม สะอื้นไห้โดยมีเขาคุกเข่าลงปลุกปลอบ 


“คุณจะผ่านวันนี้ไปได้ ผมจะอยู่ข้างๆ คุณเอง” บอกอ่อนโยน พลางโอบกอดร่างสั่นเทาอย่างไม่มีข้อแม้ 


ความเจ็บช้ำที่เกิดในวันนี้ ดีต่อเธออย่างแน่นอน วันข้างหน้าจะไม่มีใครต้องมานั่งเสียใจเพราะความผิดพลาดในอดีต เฉกเช่นที่เขาและเธอเคยประสบ ธรรศอ่อนโยนอย่างที่รัตติกาลไม่เคยเห็น มันมากกว่าทุกครั้ง เขาเข้าใจคนอกหักดีเพราะเขาก็เคยลิ้มลองรสชาติขมปร่าของน้ำตาในวันนั้น รอยสะอื้นถี่ๆ ค่อยลดน้อยลง แต่ยังคงริ้วรอยน้ำตา...อาบแก้ม ความทุกข์ของเธอถูกระบายภายใต้อกอุ่นๆ ของเขาตราบเท่าที่พอใจ 



“สวัสดีค่ะคุณพายัพ มีอะไรให้ดิฉันรับใช้คะ?” หญิงสาวหน้าเคาน์เตอร์รับรองทักทาย ยิ้มแย้ม เหลือบมองถุงพลาสติกพะรุงพะรังในมือชายหนุ่ม 


“สวัสดีฮะ ผมมีของฝากให้คุณขิมหน่อย เธอหลับอยู่ ผมไม่อยากกวน เอาไว้เที่ยงๆ ช่วยโทรบอกให้เธอลงมารับของพวกนี้หน่อยนะฮะ” 


หนุ่มหน้าเข้มยิ้มตอบ บอกธุระแล้ววางของบนเคาน์เตอร์ซึ่งมีสองสาวประชาสัมพันธ์กุลีกุจอช่วยรับ พวกเธอมองของในถุง ถึงกับลอบกลืนน้ำลายเมื่อเห็นผลไม้ลูกโตๆ มีเงาะลูกสวย ส้มโอผลขาวอวบและผลไม้รสเปรี้ยวอย่างมะม่วงแรดอีกหลายลูก 


“ได้สิคะ แหม น่าทานทั้งนั้นเลยนะคะ” เขายิ้มจางๆ พลางส่งถุงเล็กที่เตรียมไว้เป็นสินน้ำใจแก่พวกหล่อน 


“และนี่ฮะ ผลไม้จากสวนคุณยายผมเอง แบ่งๆ กันทานนะฮะ” คนมอบยิ้มกว้าง 


“อุ้ย! ขอบคุณมากนะคะ คุณพายัพเนี่ยหล้อหล่อ แล้วยังมีน้ำใจทุกครั้งที่มาด้วยนะคะ” คนรับรับไป ยิ้มไป 


“ไม่เป็นไรฮะ” 


แม้ว่าพายัพจะไม่ได้มาปรากฎตัวที่คอนโดมิเนียมแห่งนี้บ่อยนัก แต่ในฐานะเจ้าของห้องพักหรูที่มีไม่กี่ราย พวกหล่อนจดจำลูกค้าของตนได้ดี หลังถือกรรมสิทธิ์ห้องพักแล้วเขายังอาศัยนอนใกล้โรงพักสลับกับบ้านสวนของคุณยาย มาช่วงนี้ที่ไปๆ มาๆ ก็นับตั้งแต่พาหญิงสาวคนหนึ่งมาพักที่นี่ เธอคนนี้เป็นใครไม่ทราบได้แต่ถือกุญแจเสมือนเป็นเจ้าของอีกคน สองสาวเลยเหมาเอาเองว่าเป็นคนพิเศษของนายตำรวจหนุ่ม 


“ผมไปก่อนนะฮะ ฝากด้วย” พายัพฝากฝัง อีกฝ่ายพยักพเยิดรับ 


“ไม่ต้องห่วงค่ะ โชคดีนะคะผู้กอง” 


สองสาวประชาสัมพันธ์ยิ้มส่ง ชายหนุ่มทำธุระไม่นานก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือของตน ถ้าไม่ติดราชการเขาคงจะแวะขึ้นไปทักทายเพื่อนสาวสักหน่อย หากว่างานที่เร่งเข้ามาสำคัญไม่น้อยเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ส่งไปเป็นสายในปางไม้เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ทำให้เขากับลูกน้องต้องเดินทางไปสืบหาด้วยตนเอง 


เขาบอกณุตตราไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังเจียดเวลานำผลไม้มาให้เธอ ถือคติว่า...ไม่ได้พบหน้าเห็นชายคาที่หญิงสาวพักอยู่อย่างปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว พายัพก้าวออกมาพ้นล็อบบี้ เป็นเวลาเดียวกับเจ้าของร่างสูงสง่า ก้าวยาวๆ ออกมาจากลิฟต์ เรียวตาคมวับของธรรศปราดมองเร็วๆ อย่างระวังตัว เห็นว่าทางสะดวกก็เดินเร็วๆ ออกมา ค่อนข้างรีบร้อนด้วยเมื่อครู่อระอรโทรมาแต่เขาไม่สะดวกรับสายจึงบอกว่าจะโทรกลับ หวังว่าจะได้ข่าวณุตตราบ้างก็ยังดี 


ยังไม่ถึงที่จอดรถซึ่งอยู่ชั้นใต้ดินเขาก็ชะงัก เบื้องหน้า...ชายหนุ่มในเครื่องแบบคนหนึ่งยืนหันหลังกำลังคุยโทรศัพท์ ถึงจะเห็นเพียงแค่นี้สายตาของธรรศก็เคร่งขึ้น แล้วเพียงเอี้ยวตัวเล็กน้อยเพื่อมองด้านข้างของชายคนนั้น อารมณ์ของเขาก็พลุ่งพล่านขึ้นมา สติบอกชัด 


นี่มัน 'ไอ้นายคนเล็ก' มารหัวใจของเขานั่นเอง 


หมอนี่มาทำอะไรที่นี่ หรือว่าจะพักอยู่คอนโดหรูแบบนี้? 


ยามครุ่นคิดเม้มปากแน่น สะกดกลั้นอย่างอดทน รอจนอีกฝ่ายวางสาย สอดมือถือเข้ากระเป๋ากางเกงสีกากี เพราะรู้สึกว่ามีใครมองมาพายัพจึงหมุนตัวกลับมา ปะทะเข้ากับสายตาคมดุโดยมีธรรศยืนนิ่ง ไม่ผลีผลาม ฝ่ายที่ตกใจกลายเป็นนายตำรวจหนุ่ม ตกใจจนสีหน้าเปลี่ยนไปชั่วขณะ ทว่าพิรุจถูกปกปิดอย่างรวดเร็ว ธรรศเลิกแถบคิ้วหนาเข้มนิดหนึ่งก่อนก้าวเข้าไปประจันหน้า 


เรื่องเก่าที่ยังเคือง ทำให้ไม่สามารถปล่อยให้การพบกันครั้งนี้ผ่านไปเฉยๆ เขามองปราด ศีรษะจรดปลายเท้าของนายตำรวจหนุ่มจุดยิ้มหมิ่นแคลนที่มุมปากหยักสวย ก่อนเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือน 


“ไม่คิดว่านายตำรวจหาเช้ากินค่ำแบบนาย มีเงินเดือน มากพอจะซื้อหาคอนโดหรูแบบนี้” 


“มันก็ไม่มากไม่มายนักหรอกนะ ถึงผมจะไม่ใช่นักธุรกิจหรือสถาปนิกรวยๆ ที่หาเงินได้มากๆ อย่างคุณแต่ก็พอจะมีปัญญาหาเงินได้อยู่หรอก” พายัพไม่สะดุ้งสะเทือน เขาตั้งรับได้ดีเกินคาด 


“ก็คงไม่พ้น ทั้ง 'รีด' ทั้ง 'ไถ' ประชาชนตาดำๆ หรอกมั้ง” ธรรศส่งเสียงเยาะในลำคอ 


“ผมไม่ใช่ตำรวจแบบนั้น ว่าแต่คุณเถิด...เป็นเจ้าของห้องชุดสุดแพง หรือว่าแค่มาเยี่ยม 'คู่ขา' คนสวยที่กำลังเป็นข่าวอยู่ล่ะ” 


“แก!” ถูกยั่วแค่ประโยคเดียว สติก็แทบขาดผึง นี่แหละจุดอ่อนของธรรศ พายัพจำได้ดีว่าเขาเคยพบรัตติกาลที่นี่ เดาทางถูกว่าธรรศอาจมาหาหล่อนตามที่เป็นข่าวก็ได้ 


“ไม่รู้ก็อย่าปากสว่าง!” 


“ผมแค่พูดเรื่องที่ผมรู้ ผมเห็น ที่นี่มันคอนโดที่แฟนคุณอยู่นี่นา หรือไม่จริงล่ะ?” พายัพยังยอกย้อน ใบหน้าเข้มคมประดับยิ้มนิดๆ คิดว่าถือไพ่เหนือกว่า เชื่อแน่ว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีอะไรๆ กับไฮโซสาว ลูกสาวนักการเมืองชื่อดังตามที่ข่าวประโคมหนาหู เห็นอยู่กับตาว่าหมอนี่มาหาเจ้าหล่อนถึงที่ แล้วยังมาหลอกเพื่อนของเขาอีก เพื่ออะไรกัน? 


“ไอ้เล็ก!” ธรรศคำรามเหี้ยม แววตาขัดเคือง 


“ใจเย็นๆ ก่อนซีคุณธรรศ ผมก็แค่...อยากจะบอกว่าหน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง อย่าคิดว่าความลับจะมีในโลก” 


“โดยเฉพาะเรื่องคุณกับผู้หญิงคนนั้น ปิดอย่างไรก็ไม่มิดหรอก เธอเป็นคนของประชาชน โลกของคุณกับเธอคงเท่าเทียมกัน แต่ต่างจากโลกของขิมมาก” เขาวกมาเข้าเรื่องของณุตตรา ซึ่งทำให้คนฟังกัดกรามกรอดๆ ใบหน้าด้านข้างนูนขึ้นตามแรงกดเค้น นัยน์ตาที่ดุอยู่เป็นทุนยิ่งน่ายำเกรง 


“ขิมเป็นคนดี เธอจริงใจ มีความรักที่แท้จริงเสียแต่ไม่ทันคน นั่นยิ่งทำให้คนแบบคุณไม่มีค่าพอให้เธอข้องเกี่ยว เธอไม่ควรต้องเจ็บปวดเพราะการกระทำมักง่ายของคุณ” 


“คุณเองก็มีผู้หญิงตั้งมากมายให้ควงไปวันๆ เว้นเธอไว้สักคน ปล่อยให้ขิมมีความสุขอย่างที่ควรต้องมีสิ” ธรรศสะบัดหน้า นัยน์ตาเยาะ 


“ก็แล้วถ้าฉันไม่สนคำพูดของแกล่ะ จะมีอะไรเกิดขึ้นไหม ฮึ?” 


“ไม่มีหรอกคุณธรรศ หากคุณแสดงเจตนารมณ์อย่างนี้ คุณก็จะไม่ได้พบขิมอีก ผมสาบาน...จะทำทุกทางให้ขิมปลอดภัยจากคนอย่างคุณ” คำพูดที่เหมือนท้าทาย ทำเอาอกแกร่งแทบแตกเป็นเสี่ยงๆ ฟันกรามที่บดลงหากัน แน่นเข้า...แน่นเข้า 


“ไม่มีวันซะหรอก เคยบอกแล้วไม่ใช่เรอะว่าเรื่องระหว่างฉันกับขิม มือที่สามอย่างแกไม่เกี่ยว เป็นตำรวจก็น่าจะรู้ว่าเรื่องผัวเมียใครมาเกี่ยว พอจบเรื่องก็กลายเป็นหมาหัวเน่าทั้งนั้นแหละ” 


“มาคอยดูก็แล้วกันว่าใครที่จะต้องเป็น 'หมาหัวเน่า' ผมหรือว่าคุณกันแน่ หึๆ” พายัพย้อนให้ ไม่หวั่นเกรงท่าทางนักเลงของธรรศ 


เขาถือว่าเพื่อนสาวไม่เคยยอมรับเรื่องนี้จากปาก ฉะนั้นจึงจะยังมั่นคง และเชื่อว่าเรื่องที่ธรรศประกาศปาวๆ อาจไม่ใช่เรื่องจริง หรือไม่ก็เพราะ...ใจเขาไม่ยอมรับว่าเป็นความจริง สงสัยว่าจะเป็นอย่างหลังนั่นล่ะ 


“กำลังจะบอกสินะว่าแกคือ ต้นตอ แกใช่ไหมที่พาขิมไปซ่อน บอกมาว่าที่ไหน?” 


ความพลุ่งพล่านในอกไม่ต่างจากน้ำเดือดซึ่งร้อนปุดๆ กำลังลวกเนื้ออ่อนๆ จนสะดุ้งเจ็บ ธรรศขบกรามแน่น ก้าวอาดๆ เข้ามาดึงคอเสื้อ กระชากร่างสูงเข้าหาตัวโดยปราศจากการปัดป้องของผู้กองหนุ่ม ไม่ใช่ว่าพายัพยอมง่ายๆ แต่เพราะว่าเขาคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ อยู่ในเครื่องแบบ จะรุนแรงใส่ประชาชนก็ใช่ที่ จึงปล่อยให้ธรรศระบายอารมณ์ใส่อย่างเต็มที่ 


“ต่อให้รู้...ผมก็ไม่มีวันบอกให้คุณไปรังควานความสงบสุขของขิมหรอก” ตาดำสนิทจ้องตอบท้าทาย 


ไอ้นายคนเล็ก มึง! 


ไม่สนหน้าอินทร์ หน้าพรหมอีกแล้ว ธรรศง้างหมัดลุ่นๆ เตรียมเสยปลายคางคนที่เชิดหน้าคุกคามเขา 


'ปรี๊ด' 


เสียงนกหวีด...หวีดดังมาก่อนที่คนเป่าจะปรากฏตัว เขาคนนั้นอยู่ในเครื่องแบบสีกากีคล้ายตำรวจ ทว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยประจำห้องชุดหรูนี้ ชายร่างสันทัดตบเท้ามาถึง ยืนตรงหน้าคนทั้งสอง มองพวกเขาคนละที 


“มีอะไรกันหรือเปล่าครับคุณ?” รปภ.นายนั้นถามเสียงแปร่ง สีหน้ากริ่งเกรง เกรงใจเมื่อเห็นหนึ่งในนั้นเป็นตำรวจ จังหวะนั้นพายัพเบี่ยงตัวหลบ ปัดกำปั้นที่เหวี่ยงมาไปอีกทาง หลบได้อย่างหวุดหวิดจึงได้ยินเสียงฮึ่มๆ ในคอหนุ่มเลือดร้อนที่ไม่ยอมลดราสายตาดุดัน 


“ถ้าคิดว่าข่าวเสียๆ ยังไม่มากพอ ก็เอาเลยสิคุณธรรศ เรื่องนี้ยิ่งจะทำให้ขิมตัดสินใจเรื่องคุณได้ง่ายขึ้น” พายัพบอกเบาราวกระซิบปรายตาไปยังรปภ. เป็นการขู่กรายๆ อีกฝ่ายคำรามฮึ่มฮั่ม เพราะทำอะไรไม่สะดวก ผู้กองหนุ่มกระตุกยิ้มเหนือกว่า ร่างโปร่งก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าวหลังปลดมือธรรศออกจากคอเสื้อ 


“ไม่มีอะไรหรอกครับ เรารู้จักกัน แค่หยุดคุยกัน กลับไปทำหน้าที่เถอะพี่” บอกพร้อมรอยยิ้มปกติ ฝ่ายนั้นจึงถอยร่นไป 


“ครับผม” เขาตะเบ๊ะใส่ โค้งศีรษะให้อย่างมีระเบียบ 


คราวนี้ใบหน้าหล่อเข้มสะบัดกลับมา จึงเห็นแววตากรุ่นโกรธที่มิได้บรรเทาลงเลย ทว่าธรรศยังยับยั้ง เก็บกลั้นด้วยการกำมือแน่น ทิ้งมันลงข้างตัว ซุกไว้ในกระเป๋ากางเกง คำขู่ทำให้เขาต้องสงบสติอารมณ์ เวลานี้เขายังตามตัวณุตตราไม่พบ ยังไม่มีโอกาสอธิบายเรื่องของรัตติกาลให้ชัดเจน จึงไม่ควรสร้างเรื่องให้ลุกลามไปมากกว่านี้ 


“เออ ก็ได้ คราวนี้ถือว่าแกยังโชคดี ไม่งั้นปากแตกแน่” ชี้หน้า คาดโทษ 


“จะเก็บเอาไว้ 'แตก' คราวหน้าก็แล้วกัน” บอกแล้วก้าวจากไปง่ายๆ ถือว่ายกนี้ 'เสมอ' ก็แล้วกัน ยามนี้ธรรศได้แต่ยืนมอง เข่นเขี้ยว แล้วแยกไปยังรถของตน พึมพำสบถไปตลอดทาง เมื่อแทรกตัวเข้าไปนั่งที่เบาะหน้าได้เสียงเรียกเข้าก็ฉุดเขาออกจากทุกอย่างรวมทั้งความขุ่นมัวเพราะนั่นเป็นโทรศัพท์จากอระอร คงเพราะเขาโทรกลับช้าไปหน่อย หล่อนก็เลยเป็นฝ่ายโทรมาเอง 


“ไหนว่าแป๊บเดียวนี่นายมัวไปทำอะไรอยู่ หา? หรือว่า...นายไม่อยากรู้เรื่องขิมแล้ว ที่แท้...นายก็ไม่ได้จริงจังเรื่องขิม” อระอรต่อว่าชุดใหญ่ 


“หยุด!” 


ธรรศยกมือขึ้นโบกแม้อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ต่อหน้า ใบหน้าคมเข้มบอกบุญไม่รับในระดับหงุดหงิดมาก...ถึงมากที่สุด เขาสูดลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างระงับใจ นับหนึ่งถึงสิบแล้วจึงโต้ตอบ 


“ฉันขอ อย่าเพิ่งด่าตอนนี้ อารมณ์ไม่ดีเข้าใจไหม?” บอกตรงๆ แล้วเงียบไปอึดใจ 


“...ทีนี้ถึงตาเธอพูดแล้ว เอาแต่ 'น้ำ' นะ เนื้อไม่ต้อง” เพื่อนสาวถึงกับบ่นอุบ ปกติแล้วลองธรรศมีโทสะขึ้นมาก็ยากที่จะบังคับให้สงบลงได้ 


แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกับเขา? อะไรที่ทำให้เพื่อนหนุ่มเปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้? 


“เออ เอาเนื้อๆ” อระอรกระแทกเสียงประชด ดวงตาค้อนปะหลับปะเหลือก 


จะว่าไป...คำตอบเรื่องนี้ก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา อระอรไม่รู้เลยว่าเพราะ 'ณุตตรา' ที่ทำให้คนคนหนึ่งสะกดกลั้นอารมณ์ที่พลุ่งพล่านลงได้ ฟากชายหนุ่มยังกระฟัดกระเฟียด หล่อนจึงเป็นฝ่ายที่ใจเย็นลง เห็นใจด้วยรู้ว่าธรรศแบกรับเรื่องราวหนักหนาเพียงใด ไม่ว่าเรื่องข่าวฉาวๆ กับรัตติกาลแล้วยังเรื่องยัยขิมอีก 


“ก็เรื่องที่ฉันไปสืบมาอย่างไรเล่า คืออย่างนี้...ยัยขิมไม่ได้อยู่บ้านสวนหรอก เพิ่งย้ายมาอยู่คอนโดของเพื่อน ไปมาทำงานจะได้สะดวก” 


“เด็กที่บ้านขิมบอกว่า...คนที่ขิมย้ายมาอยู่ด้วยก็คือ นายคนเล็ก นายพอจะคุ้นๆ ชื่อนี้บ้างไหมธรรศ?” ชื่อนั้นทำให้หูตาคนฟังพราววับ! 


“คุ้นซี คุ้นมากด้วย” เสียงเยียบตีขึ้นมาถึงคอหอยที่ตีบตัน คล้ายบดขยี้อะไรสักอย่างจนกลายเป็นฝุ่น  


“ถ้าอย่างนั้นนายก็หาตัวขิมได้ไม่ยากแล้วนะสิ” 


“ยากกว่าเดิมล่ะไม่ว่า ไอ้หมอนี่มันชอบขิม มันประกาศตัวเป็นศัตรูกับฉันปาวๆ ไม่มีวันที่มันจะบอกความจริงว่าขิมอยู่ที่ไหน” 


“อ้าว! แล้วอย่างนี้นายจะตามหาขิมยังไงล่ะ อุตส่าห์รู้แล้วว่าอยู่กับใคร อีกเรื่องพี่ชายขิมกำลังมาเมืองไทยแล้วก็คงชวนกันกลับอเมริกา นายจะทำอย่างไรต่อ นายเหลือเวลาไม่มากแล้วนะธรรศ” 


“ฉันรู้...” คนพูดปิดเปลือกตาอ่อนล้าลงช้าๆ สักครู่ ปิดแววทดท้อแล้วปรือขึ้นใหม่ 


“รู้ และกำลังพยายามตามหาเขาอยู่ ฉันไม่ยอมหรอก ไม่ยอมที่จะเสียเขาไปอีกแล้ว” 


หญิงสาวยิ้มออกเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น ยินดีที่ธรรศจริงจัง มั่นคงต่อความรู้สึกที่มีต่อณุตตรา แม้นว่าอุปสรรคจะมากมายก็ยังเชื่อว่าเพื่อนหนุ่มจะฝ่าฟันมันไปอย่างถึงที่สุด 


“นี่ฉันคงวางใจได้แล้วสินะ ว่านายรู้สึกยังไงกับขิม ฉันขอให้นายทำสำเร็จก็แล้วกัน ตามหาขิมให้เจอนะธรรศ” อระอรอวยพรจากใจจริง 


“แน่ล่ะ ฉันต้องเจอเขา” บอกหนักแน่น 


ธรรศสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วออกตัว สายตาคู่คมมองปราดผ่านกระจกสีชาตอนขับเคลื่อนรถหรูออกจากลานจอดใต้ดิน จุดที่เขากำลังจะขับผ่านคือตึกสูงสีขาว คอนโดมิเนียมที่เขาและพายัพต่างมาทำธุระ ธุระของเขาก็คือ รัตติกาล ธุระของไอ้นายคนเล็กคืออะไรกันล่ะ? 


หมอนั่นแวะมาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์โดยไม่ได้ขึ้นไปชั้นบน แสดงว่าแค่มาหาใครสักคน ใครคนนั้นน่ะใครกัน? 


จู่ๆ สมองอันเฉียบคมของเขาก็บอกว่า...นั่นอาจคือปมที่เขาตามหา หากว่าไอ้หมอนั่นพาณุตตรามาซ่อนไว้ที่นี่ล่ะ เป็นไปได้ไม่ใช่หรือ...? 


“เป็นอะไรไป? ทำไมเงียบไปล่ะ?” หญิงสาวสงสัย จู่ๆ คู่สนทนาก็เงียบหาย ปล่อยให้อากาศผ่านคอ 


“ฉันเพิ่งคิดอะไรออกอย่างหนึ่งน่ะแอ้ม” ปลายเสียงกระตือรือร้น แววตาลิงโลด พออกพอใจโดยไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำ อระอรฉงนเมื่อครู่หมอนี่ยังฉุนเฉียวอยู่เลย 


“อะไรล่ะธรรศ บอกหน่อยสิ เร็วๆ” 


แม้จะถูกเพื่อนสาวเร่งเร้าธรรศไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาสักคำ ศีรษะทุยที่เงยขึ้นแหงนมองไปยังอาคารสูงเบื้องหน้า แววตาคู่นั้นหมายมาด! 



ผู้กองหนุ่มเกิดความไม่สบายใจเท่าใดนัก ที่เห็นธรรศมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ เกรงว่าชายหนุ่มจะพบตัวณุตตรา หลังขับรถออกจากห้องชุดสุดแล้วจึงต่อสายผ่านบลูทูธหวังจะได้ยินเสียงหวานๆ ของเพื่อนสาว ก่อนเดินทางออกต่างจังหวัดไปปฏิบัติราชการลับ และในทันควันที่เธอรับสายเขา 


“จ๊ะเล็ก แล้วนี่อยู่ที่ไหน ไปถึงแล้วหรือ” ถามเป็นชุดเพราะรู้ว่าเป็นวันเดินทางของเขา พายัพส่ายหน้ายิ้มน้อยๆ กับตัวเองยามที่มองป้ายชื่อถนน 


“ยังไม่ทันพ้นกรุงเทพฯ เลยด้วยซ้ำ พอดีมีเรื่องสำคัญต้องทำก่อนไป เอ้อ เมื่อเช้าผมแวะเอาผลไม้จากสวนไปฝากให้ขิมด้วยนะ” 


“โธ่ จะต้องลำบากทำไมล่ะ เล็กมีธุระต้องทำไม่ใช่เหรอ” 


“ไม่ลำบากอะไรนี่ขิม ผลไม้อร่อยๆ จากสวนคุณยาย ขิมเก็บไว้ทานได้หลายวันช่วงที่ผมไม่อยู่ไง แล้วกลับมาผมจะพาไปฉลอง” เขาบอกยิ้มๆ 


“เราไปกินข้าวข้างนอกกันนะ แต่ระหว่างนี้...ถ้าจะไปไหนมาไหน ขิมก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน” ปลายเสียงของเขาขรึมขึ้น อีกทั้งดวงตาดำสนิทแวววาว 


“ท ทำไมล่ะ?” ณุตตราพึมพำถามออกไป ใจชักหวั่น 


“ผมเจอเขาที่นั่น มันบังเอิญใช่ไหมล่ะ” 


พายัพรวบรวมลมหายใจก่อนปล่อยมันออกมาพร้อมๆ คำที่เป็นดั่งเข็มนับร้อยนับพันเล่ม ทิ่มแทงหัวใจของเธอ หญิงสาวนิ่งฟังถ้อยคำต่อจากนั้นด้วยการหลับตาลงช้าๆ ปล่อยหัวใจตุ้มต่อมทำหน้าที่ของมันโดยไม่อาจห้ามปราม 


“ครั้งหนึ่งผมเคยเจอคุณรัตติกาล และวันนี้ผมเจอเขา ธรรศมาที่นี่เหมือนกัน คิดว่ามันบังเอิญใช่ไหมที่เขามาหาหล่อน ทั้งๆ ที่บอกกับขิมว่าเรื่องเขากับหล่อนไม่เป็นความจริง” พายัพนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาลำบากใจ 


“ผมก็แค่...อยากให้ขิมรู้ความจริง ขิมจะได้ตาสว่าง จะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะเขาอีก” 


“...ผมไม่ได้มีเจตนาอื่นเลยจริงๆ” ท้ายประโยคอ่อนลงและอ่อนไหว 


ใช่ เขาหวังดี ณุตตรารู้ซึ้งเรื่องนี้ มันคือเจตนาที่ดีของคนเป็นเพื่อน 


แต่ทำไม...แปลกเหลือเกินสินะที่ใบหน้าคนถูกความหวังดีรุมเร้าหนึบชาแทบจะไร้ความรู้สึก อีกน้ำตาอุ่นๆ ที่กำลังจะหยดรินนั้นมาออ ท้ายที่สุดรินไหลอาบแก้มก่ำ สะอื้นไห้โดยไม่มีเสียงคร่ำครวญ ยอมรับตรงๆ เลยว่า...ความจริงเรื่องเขากำลังฉีกชิ้นเนื้ออ่อนๆ ที่เรียกว่า 'หัวใจ' ให้วิ่นแหว่ง แหลกเหลว ร่างทั้งร่างของเธอถูกบีบจนหายใจไม่ออก   


“ขิม...” เงียบเกินไป ใจคอเขาไม่ดีเลย 


“จ๊ะ ขิมฟังอยู่” ณุตตราเอ่ยแผ่วเบาจนเขาเองก็แทบไม่ได้ยิน 


“ผมไม่ไว้ใจเขา อยากให้ขิมระวังตัว” คนฟังยิ้มขื่น ระวังเรื่องอะไรกันเล่า...? 


“เล็กบอกเองนี่นาว่าเขามาที่นี่ เพราะคุณรัตติกาล ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำให้เขาสนใจเรื่องของขิมหรอก” ยิ่งพูดก็ยิ่งทรมาน ดวงตาอ่อนล้าหมองไหม้ ไม่อยากเอ่ยถึงยิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ 


เจ็บช้ำเพราะคิดว่าเชื่อในคำพูดของเขาก่อนจากกัน ถูกผนึกไว้ในกล่องความทรงจำก็เพื่อหล่อเลี้ยงลมหายใจในวันข้างหน้า ทว่านั่นก็แค่ถ้อยคำหวานหู ไม่ต่างจากหมอกควัน มีฤทธิ์ประหนึ่งหยดยาพิษ เมื่อรู้ก็ยิ่งสร้างแรงกระทบที่เจ็บสาหัสยิ่งกว่า ยามนี้เหมือนว่าเธอไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเอ่ยถึงเขาอีกแล้ว 


“อย่างนั้นก็เถอะ ผมห่วง ช่วงที่ผมไม่อยู่ก็ต้องระวังตัวด้วยนะขิม” บอกด้วยสุ้มเสียงจริงจัง 


“ขอบใจนะเล็ก ไปทำงานด้วยความสบายใจเถอะจ๊ะ” ฝืนยิ้ม เพื่อให้ประโยคนั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาสักหน่อย ผู้กองหนุ่มยิ้มจางๆ ก็ได้แต่คิดว่าหากณุตตราคิดได้อย่างที่พูดก็คงดี แต่เขารู้...ทั้งหมดนี้ต้องใช้เวลา แต่ไม่ว่าจะนานแค่ไหนเขาก็จะรอ 


“ผมจะพยายามก็แล้วกัน แต่ไม่รับปากนะว่าจะไม่ห่วง ไม่คิดถึงขิม บอกตรงๆ ทำไม่ได้” ใบหน้าคนพูดแดงน้อยๆ ยามเปิดเผยความในใจอย่างตรงไปตรงมา 


“น่าจะรู้นะฮะว่าทำไมผมถึงเป็นห่วงมาก และทำไมผมถึงต้องคิดถึงขิมมากมายขนาดนี้” 


“เอ่อ” คนปลายสายนิ่งงัน ไม่ใช่ไม่รับรู้ความรู้สึกที่เขาส่งมา มิใช่ไม่เคยเห็นแววตาอาทรของเขา แต่ไม่ใช่เวลานี้ เรื่องชอบพอระหว่างเธอกับเขาก็แค่เรื่องตบตาคุณย่าคุณยาย เพื่อประโยชน์ของทั้งสองคน หากจะทำให้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมานั้นรับไม่ทัน ที่สำคัญนายคนเล็กคือเพื่อนที่ดีที่สุดในยามนี้ ไม่ใช่...ชายหนุ่มที่กุมหัวใจของเธอ 


“หยุดเพ้อเจ้อ แล้วไปทำงานได้แล้วค่ะผู้กอง ขิมเองก็จะลงไปรับของที่ล็อบบี้ด้วยเหมือนกัน” 


“โอเคครับ โอเค” 


“บ๊ายบายนะ” ณุตตราตัดบท ปล่อยให้อีกฝ่ายพ่นลมหายใจอ่อนๆ เมื่อเธอชิงวางสาย ที่สุดแล้วเธอก็เอาตัวรอดที่จะตอบรับเขาไปอีกครั้งจนได้ 


เมื่ออยู่ตามลำพังภายในห้องพักที่เป็นเหมือนเซฟเฮ้าส์ ก่อนหน้านี้ที่นี่ทำให้รู้สึกปลอดภัย อุ่นใจจนกระทั่งพายัพเล่าว่ารัตติกาลพักอยู่ที่นี่ และธรรศเองก็คงจะมาเยี่ยมเยียนเจ้าหล่อน เหตุนี้ที่ทำให้เธอไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้เล่า... 


ความรู้สึกขมขื่นตีตื้นขึ้นมาจุกใจกลางอก ลมหายใจตีบตัน ณุตตราได้แต่บอกตัวเองว่าให้อดทนอีกนิด อีกไม่นานหรอก พี่เขมก็จะมารับเธอกลับไปด้วยกันเมื่อนั้นจะได้ถอยห่างจุดกำเนิดของบาดแผล ทิ้งเวลานานวันหรืออาจเป็นปีแต่แผลนี้ก็คงหายสนิทในสักวัน แต่วันนี้ยังเจ็บปวดเกินทานทน น้ำตาจึงหลั่งรินไม่ขาดสาย 


ร่างแน่งน้อยทรุดวูบลงบนฟูกหนา หยดน้ำตาอุ่นๆ เอ่อท้นสองตา ไหลหลั่งราวทำนบทลาย ความเจ็บปวดมหาศาลพรั่งพรู ความร้าวรานผลิบานท่วมท้น ร่ำไห้โดยไร้วี่แวว...สงบ รอคอยเพียงร่างกายเหนื่อยอ่อน หลับใหลไปเองเพียงเท่านั้น

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

37 ความคิดเห็น

  1. #16 Jin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2558 / 10:55
    ว่าจะเกลียดธรรศแว้ว แต่พอรู้จักยับยั้งใจแบบนี้ค่อยมีอะไรที่ทำให้ชอบหน่อย

    ถึงปลายทางจะขม แต่ระหว่างทางมันมีหวานๆมั่งไหม สงสารขิม
    #16
    0
  2. #15 ปาล์ม ปาม (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2558 / 14:03
    อย่าถลำตัวนะคุณธรรศ สงสารน้องขิมจัง
    #15
    0