LOVE FRIENDLY รักได้ไหมผู้ชายของพี่?

ตอนที่ 29 : Chapter 14 (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 330
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    29 ส.ค. 58






บทที่
14 อ้อมกอด(ต้องห้าม)ที่โหยหา


AMI PAST


สามวันผ่านไป

ผ่านมา 3 วันแล้วหลังจากเกิดเรื่องวันนั้นอาการของฉันดีขึ้นแล้วหลังจากที่หยุดเรียนไปหลายวันเพื่อพักรักษาอาการแก้มบวมช้ำของตัวเอง ตลอดสามวันที่ผ่านมามีเพียงป้าอิ่มป้าข้างบ้านที่พ่อกับแม่ฝากดูแลเท่านั้นที่คอยมาทำกับข้าวและเอาข้าวมาให้ฉันกิน พี่อาชิไม่สนใจแม้จะมาเยี่ยมฉันด้วยซ้ำ พี่เฟรนลี่ก็หายไปเลย มีแค่พี่ทิวสน พี่โจชัว และพี่ริวเซเท่านั้นที่แวะไปเยี่ยมฉันที่บ้านบ้าง ฉันไม่ยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้รอยยิ้มและสไบฟัง ฉันบอกพวกเธอแค่ว่าฉันป่วย ไม่สบายมาก พวกนั้นรบเร้าจะมาเยี่ยมแต่ฉันบอกไปว่าใกล้สอบแล้วไม่ต้องกังวลเรื่องฉันให้พวกมันตั้งใจเรียนก็พอ ฉันเดินเข้ามาในมหาลัยแต่เช้าด้วยใบหน้าที่มีแมสปิดเอาไว้ครึ่งหน้า แม้แก้มจะหายบวมแล้วแต่รอยช้ำก็ยังมีอยู่ ฉันเลยต้องปิดเอาไว้เพื่อความปลอดภัย


ปิ๊ป


เสียงแตรรถดังมาจากด้านหลัง ฉันหันไปมองเมื่อในใจคิดว่าอาจจะเป็นเขา แต่ไม่ใช่


ภูพิงค์


อามิผู้ชายที่ชะลอรถเอ่ยเรียกฉันด้วยรอยยิ้มคือภูพิงค์ ฉันยิ้มตอบภายใต้หน้ากากอนามัย


เข้ามหาลัยด้วยกันนะ


อะเอ่อ


ไปด้วยเถอะนะ^_^”


ฉันถอนหายใจแล้วเปิดประตูเดินขึ้นรถของภูพิงค์อย่างเสียไม่ได้ ใบหน้าเปื้อนยิ้มใจดีของเขาทำให้ฉันปฏิเสธไม่ลง ภูพิงค์ขับรถมาจอดที่โรงอาหารของมหาลัยอย่างเคย เขายิ้มแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้ฉัน


ขอบคุณนะ


เปลี่ยนเป็นให้เราเลี้ยงข้าวดีกว่านะ


ภูพิงค์บอกด้วยรอยยิ้มก่อนจะฉวยมือของฉันอย่างถือวิสาสะแล้วพาเดินเข้ามาในโรงอาหาร ทันทีที่ขาสัมผัสพื้นโรงอาหารสายตาของผู้หญิงครึ่งโรงอาหารก็จ้องมองมาที่ฉันเป็นตาเดียวกัน ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อสายตาที่ส่งมามันไม่เป็นมิตรสักดวง T^T

แง นี่ฉันหนีเสือปะจระเข้หรือเนี่ย


ภูพิงค์ไม่สนใจสายตาของคนอื่นๆเขาจูงมือฉันเดินมาที่โต๊ะมุมสุดแล้วเลื่อนเก้าอี้ให้ฉันนั่ง ฉันถอนหายใจแล้วนั่งลงอย่างจำยอม แต่ก้นยังไม่ทันถึงเก้าอี้เสียงตะโกนเรียกชื่อของฉันก็ดังขึ้นมาลั่นโรงอาหาร


อามิ!”

ฉันหันขวับไปมองต้นเสียงเมื่อจำได้ว่ามันไม่ใช่ใครที่ไหน ก็


เห้ย! ทำไม?


ไอ้สไบชี้หน้าฉันสลับกับหน้าภูพิงค์ไปมาอย่างอึ้งๆ T^T หลังจากนี้คงโดนยัยนี่สอบสวนหนักแน่ๆ รอยยิ้มเดินตามมาแล้วยืนกอดอกหรี่ตามองหน้าฉันกับภูพิงค์สลับกันไปมาเช่นกัน

แง นี่แกสองคนมาเรียนเช้าขนาดนี้เลยหรอปกติมาเกือบไม่ทันเข้าเรียนโดยเฉพาะไอ้สไบ
T^T


หวัดดีสไบ รอยยิ้ม

ภูพิงค์โบกมือทักทายทั้งสองสาวเพื่อนของฉันด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะทันได้พูดอะไรต่อ ไอ้สไบก็กระชากแขนฉันแล้วทำท่าจะลากออกไปด้วย ฉันขืนตัวแล้วหันไปมองภูพิงค์ที่ยืนงงอยู่ด้านข้าง


อ่อ นี่นายภูพิงค์ฉันต้องการคุยธุระส่วนตัวกับเพื่อนแบบส่วนตั๊วส่วนตัว ขอตัวพาอามิไปนะ


พูดจบสไบก็ลากฉันออกมาทันที ฉันหันกลับไปมองภูพิงค์แล้วส่งยิ้มแห้งๆ ขอโทษเขา ภูพิงค์โบกมือลาด้วยรอยยิ้มอย่างเคย นี่นายไม่คิดจะโกรธเคืองคนไร้มารยาทอย่างไอ้สไบมันบ้างหรอ T^T

 


สไบลากฉันมาที่โต๊ะประจำของเราที่โรงอาหารเล็กตามมาด้วยรอยยิ้มที่เดินหน้านิ่งมาแบบเงียบกริบโดยไม่แสดงอาการอะไร สไบผลักฉันนั่งลงที่โต๊ะทันที แล้วมันก็นั่งลงข้างๆ รอยยิ้มเดินมานั่งลงตรงหน้าเรา ฉันกระตุกยิ้มแห้งๆ เมื่อเจอสายตามหาอำมหิตจากเพื่อนทั้งสอง


T^T ทำไมขนลุก แง นี่ฉันกำลังจะโดนเพื่อนฆ่าทิ้งทางสายตาใช่ไหม


อามิ

เสียงเยือกเย็นของรอยยิ้มเอ่ยขึ้นพร้อมกับที่สายตาคู่โตจ้องมองอย่างจับผิด ฉันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อรอยยิ้มไม่ยอมถอนสายตาไปไหน มันจ้องฉันจนตาจะหลุดติดหน้าฉันในอีกไม่กี่นาทีแล้ว T^T


อามิ

ไอ้สไบเอ่ยเรียกฉันด้วยเสียงปกติ ทำให้ฉันต้องหันไปมองหน้ามันแทนเพราะขืนมองหน้าจ้องตากับไอ้ยิ้มต่อไปได้ฉันได้ตายคาตามันแน่ คนอะไรตาดุชะมัด T^T


หือ?


มีอะไรจะสารภาพไหม?


ฉันเบิกตากว้างขึ้นเมื่อได้ยินคำถามตรงๆของเพื่อน สไบเท้าคางจ้องหน้าฉันจริงจัง มันเม้มปากก่อนจะเอ่ยต่อ


เรื่องแก พี่อาชิ แล้วก็พี่เฟรนลี่

ฉันเบิกตากว้างขึ้นไปอีก ปากอ้าขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของเพื่อนแบบเต็มๆ หู T^T นี่มันสองคนไปรู้เรื่องนั้นมาได้ยังไงกันเนี่ย ฉันว่าฉันปิดสนิทชนิดที่ไม่มีเล็ดรอดไปเข้าหูมันสองคนเลยนะ T^T


ระ เรื่องอะไร?ฉันกลืนความกลัวลงคอแล้วเอ่ยตอบแบบกล้าๆ กลัวๆ T^T


อามิ

รอยยิ้มตะเบ็งเสียงคาดโทษขึ้นมาทำให้ฉันหลุบสายตามองพื้นทันทีเพราะความกลัว แง ทำไมมันสองคนถึงได้น่ากลัวขนาดนี้เนี่ย T^T ฉันจะกลัวจริงๆ แล้วนะ


ไอ้มิอย่าให้ไอ้ยิ้มต้องออกโรงสอบสวนแกเอง ฉันขอเตือน ฮืออ T^T ไม่ต้องเตือนฉันก็เข้าใจแจ่มแจ้งแดงแจ้แล้ว


อะ เอ่อ


“1”

สไบเริ่มยกมือชี้เรียวสวยของมันขึ้นมาแล้วเอ่ยนับอย่างกดดัน เห้ย ดะเดี๋ยวสิ ขอทำใจแปบนึงสิ ฉันยังวากผวากลัวเกรงสายตามหาอำมหิตของไอ้ยิ้มอยู่เลยนะ แง


“2”

นิ้วกลางเรียวสวยของมันเด้งตามขึ้นมาติดๆกัน

กรี๊ด สองแล้ว เอาไงดี เอาไงดี กลัวแล้วนะ ฉันกลัวจริงๆแล้วนะเฟ้ย


สะ/ยอมแล้ว!”


สุดท้ายฉันก็พ่ายแพ้อำนาจลึกลับของรอยยิ้มจนได้ ไอ้สไบยิ้มน้อยๆ ส่วนรอยยิ้มอมยิ้มบางๆ เหมือนพอใจที่ฉันกลัวและเกรงใจมันมากที่สุด ไม่กลัวได้ไงตาดุขนาดนั้นแถมแชมป์คาราเต้สามสมัยซ้อนขนาดนี้


ฮือ ฉันอยากจะบ้าตายแต่ฉันก็ยังไม่อยากตายนะ!


เล่ามา!”สไบบอกเสียงดังก่อนจะหรี่ตาจับผิดฉันเล็กน้อย แล้วมันก็เม้มปากครุ่นคิดก่อนจะแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วพูดต่อ


อย่าให้ตกหล่นสักเรื่องเดียวนะ ไม่งั้นฉันจะให้ไอ้ยิ้มจัดการแก!”ฉันกลืนน้ำลายลงคอแล้วยิ้มแห้งๆ ออกมา ขู่อีกแล้วขู่ฉันด้วยรอยยิ้มแบบนี้ ฉัน ฉัน ฉันก็กลัวนะสิ T^T


เอ่อ คือว่า คือ


ฉันอึกอักเล็กน้อยแต่ก็ยอมเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียดชนิดที่ไม่หายไปสักฉากรวมไปถึงฉาก เอ่อ ในห้องน้ำครั้งแรกของเรา เอ้ย ของฉันที่ได้เจอกับพี่เฟรนลี่ด้วย ฉันเล่าทุกเรื่องอย่างไม่ปิดบังเพื่อนรักอีกต่อไป ความจริงฉันจะไม่บอกเรื่องบางเรื่องก็ได้แต่สำหรับฉันแล้วถ้าจะเล่าทุกอย่างต้องไม่เหลืออะไรให้ปิดบังอีกนี่คือสัญญาของเราสามคน



ว้าว

สไบอ้าปากอุทานเสียงดังหลังจากฟังเรื่องของฉันกับพี่สะใภ้จบ แววตาแฝงเลศนัยของมันทำให้ฉันรู้สึกร้อนหน้า กรี๊ด ไอ้เพื่อนบ้า ฉันเขินนะเฟ้ย ทำไมต้องมองหน้าฉันแบบนั้น


พี่เฟรนลี่นี่ร้ายไม่เบา

รอยยิ้มเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มบางๆ ตากลมโตมองฉันกรุ่มกริ่มแฝงไว้ซึ่งเลศนัย กรี๊ด นี่รอยยิ้มก็เป็นไปกับเขาอีกคนหรอ

อย่ามองฉันแบบนั้นนะ ฉัน เอ่อ ฉันเขิน
-///-


เห็นเงียบๆ นิ่งๆ นี่หื่นใช้ได้

ไอ้สไบพูดด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าของมันบ่งบอกว่าพอใจกับเรื่องที่ได้ยินมากแค่ไหน ไอ้เพื่อนบ้า แทนที่จะเป็นห่วงฉันกลับทำหน้าทำตาชื่นชมไอ้พี่เฟรนลี่ออกนอกหน้าแทน


หึ เพื่อนเราก็ใช่ย่อย


รอยยิ้มปรายตามองฉันเล็กน้อยก่อนที่รอยยิ้มที่มุมปากของมันจะเกิดขึ้น อ๊าก


ฉันหันขวับไปมองใบหน้าอ่อนวัยของรอยยิ้มที่มองมาด้วยสายตากรุ่มกริ่มแล้วต้องเม้มปากแน่น ใบหน้าเริ่มร้อนลามไปถึงหูแล้ว กรี๊ด แกจะบอกว่าฉันหื่นด้วยหรอ >///<


นั่นสิ บอกว่าโดนขโมยจูบแรกไปแต่จูบสองจูบสามเต็มใจซะยิ่งกว่าเต็มใจ


ไอ้บ้า!”


ฉันแหวใส่เมื่อเห็นประกายตาเจ้าเล่ห์จากรอยยิ้มและสไบนางอย่างชัดเจน ฉันไม่ได้หื่นเลยนะ แล้วฉันก็ไม่ได้สมยอม เอ่อ ยอมนิดหน่อยก็ตอนนั้นมันขัดขืนไม่ได้นิน่า เอ๊ะ หรือว่าขัดขืนได้แต่ฉันไม่ทำ อ๊าก ฉันไม่ได้ทำเรื่องแบบนั้นนะ ฉันไม่ทำจริงๆ T^T


ชอบเขาล่ะสิ


ไอ้สไบยังคงล้อฉันด้วยใบหน้าที่ยิ้มกว้างจนปากจะฉีกถึงรูหู ฉันรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะจนมุมแล้วหน้าแดงจนแก้มแตกตายให้เพื่อนล้อ บ้าชะมัด ทำไมถึงได้เขินนาดนี้เนี่ย


ฉันมองหน้าสไบกับรอยยิ้มไปมาเมื่อไม่รู้สึกถึงความไม่พอใจหรือความโกรธเลยสักนิด ทั้งๆ ที่ฉันมีเรื่องปิดบังพวกมันแถมเคยโกหกรอยยิ้มไปด้วย


เอ่อฉันอึกอักเมื่อจะเอ่ยถามเรื่องบางเรื่องกับเพื่อนแต่ไม่กล้า


“…”


“…”


สไบกับรอยยิ้มนิ่งเงียบมองฉันเป็นตาเดียว มันสองคนทำหน้ารอฟังอย่างตั้งใจจนฉันต้องรวบรวมความกล้าแล้วพูดออกไปในที่สุด


พวกแกไม่โกรธฉันหรอที่ฉัน เอ่อ มีเรื่องปิดบังพวกแก


หึ


คิก


ฉันเงยหน้ามองเพื่อนสนิททั้งสองคนด้วยความสงสัยเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะน้อยๆจากคนทั้งคู่ ขำอะไรกันฟะ แล้วนี่ทำไมทำหน้าเหมือนฉันเป็นตลกค่าเฟ่แบบนั้นด้วยเนี่ย


ดูหน้าฉันนะ นี่สไบนาง นั่นรอยยิ้ม เพื่อนสนิทที่คบกับแกมาตั้งแต่อนุบาลมีหรอที่เรื่องของแกจะรอดหูรอดตาฉันสองคนไปได้


“O.O!!?”


ฉันสองคนน่ะระแคะระคายเรื่องของแกมาสักพักแล้วแต่ยังไม่มั่นใจ ไอ้ยิ้มน่ะบอกว่าแกต้องกำลังมีเรื่องปิดบังพวกเราแน่นอน ส่วนฉันฟันธงไปแล้วว่าแกต้องแอบมีความรักไม่ก็ซุกกิ๊กเอาไว้แน่นอน และมันโป๊ะเช๊ะเลยไหมล่ะ


ฉันกระพริบตาปริบๆ มองใบหน้าสวยเปรี้ยวของสไบและใบหน้าอ่อนวัยของรอยยิ้มด้วยความทึ่ง นี่ฉัน เอ่อ ฉันอ่านง่ายขนาดนั้นเลยหรอ ความลับของฉันถูกพวกนี้เดาออกตั้งแต่แรกแล้วหรอ T^T แง นี่ฉันปิดบังอะไรใครไม่ได้เลยหรอ


ส่วนเรื่องยัยไอดายมหาภัยนั่นนะ ฉันเป็นคนเล่าให้พี่ทิวสนฟังเองแล้วพี่ทิวสนเขาคงจะไปบอกเพื่อนเขาให้มาเตือนแก ฉันคิดว่าพี่ทิวสนคงบอกพี่เฟรนลี่แทนที่จะบอกพี่อาชิเพราะว่าพี่อาชิกับยัยไอดายนั่นนะเป็นเพื่อนที่เคยมีซัมติงรองกันมาก่อน แกคงกลัวว่าจะมีปัญหาเพิ่มเลยเลือกที่จะบอกคนที่คิดว่าน่าจะ เตือน แกได้ดีรองลงมา


ฉันเม้มปากแน่นเมื่อไอ้สไบจงใจเน้นคำว่า เตือน ให้ฉันรู้สึกประหม่าขึ้นมา ภาพความทรงจำที่อาคารเก่าหลังมหาลัยไหลวนกลับมาให้อายเล่นๆ กรี๊ด ทำไมเขินล่ะ อยู่ดีๆก็เขินเนี่ยนะ อยากจะบ้า!


อามิ


ห๊ะ!!?”ฉันสะดุ้งเมื่อได้ยินรอยยิ้มเอ่ยเรียก รอยยิ้มอมยิ้มน้อยๆก่อนจะพูดต่อ


อย่ากลัวไปเลยอามิ ฉันกับสไบอยู่ตรงนี้ ใครหน้าไหนก็มาทำร้ายแกแบบนั้นไม่ได้อีก


Cute Sprout Pot

 

ปล.หากผิดพลาดประการใดขอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
แนะนำและสั่งสอนได้เลยนะคะ

 

ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านนิยายของไรเตอร์นะคะ ^^
รบกวนนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่แวะมาอ่านนิยายของนักเขียนมือใหม่ช่วยคอมเม้นเป็นกำลังให้ด้วยนะคะ






 

#หนูใสใสค่ะ

สไบคือนิสัยของเพื่อนไรท์คนนึง นางแรงแต่ไม่ร้ายค่ะ
ส่วนอามิ นางใสค่ะ ใสมากจนออกแนวโง่ 555

ไรท์จะมาอัพนิยายได้เฉพาะวันอาทิตย์นะคะ

#อามิคุณติ่งผู้เหนือโลก




มาร่วมลุ้นและให้กำลังใจนางเอกไม่เต็มของไรท์ด้วยนะคะ อิอิ


=


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

174 ความคิดเห็น

  1. #136 กระต่ายน้อย!!" (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2558 / 07:21
    ทำไมอาชิทิ้งน้อง
    #136
    0