ใครเป็นภรรยาแกฟะ (Yaoi)

ตอนที่ 81 : Spacial Chapter = LIFE (Raff&Ryu) 100% จบแล้วจ้า!!!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 27,488
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 73 ครั้ง
    9 พ.ค. 53

Spacial Chapter....Life

 

 

***ชี้แจง ตอนนี้เป็นตอนที่เจ๊มดอยากจะเขียน ซึ่งเนื้อหาจะไม่เกี่ยวกับตอนหลักและตอนพิเศษ แต่ตัวละครต่างๆยังเป็นตัวเดิม และคู่เดิม ยกเว้นเนื้อเรื่อง ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน เพราะฉะนั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ



LIFE





 

 

                คุณรู้จักมั้ยครับ ว่ามนุษย์ในปัจจุบันมีการกลายพันธุ์ไปจากสมัยก่อนแล้ว เคยเห็นข่าวมั้ยครับ ที่เด็กที่ควรเกิดมาครบ 32 กลับเกิดมาไม่ครบ 32 หรือ เกิน 32 เช่น มีแขนงอกออกมาตรงช่วงท้อง ฝาแฝดตัวติดกัน หรือแม้กระทั่งฝาแฝดที่มีการเจริญเติบโตผิดที่ จากที่น่าจะเจริญเติบโตในท้องแม่ มันกลับเจริญเติบโตในท้องฝาแฝดอีกคนนึง? เพราะด้วยความที่ยีนส์ในร่างกายมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมายนั่นเอง ทำให้มนุษย์มีความแปลกประหลาดเข้าไปทุกๆวัน

 

                แต่มีสิ่งที่น่าแปลกประหลาดที่สุดนี้ ก็คงไม่พ้นกับการที่ มนุษย์เพศชาย มีการ ตั้งครรภ์ทั้งๆที่มันไม่ควรจะมี

 

            นั่นคือเมื่อ 10 ปีก่อนอ่านะ.....

 

                แต่คุณรู้มั้ยครับสมัยนี้ผู้ชายตั้งท้องมีออกถมถืดไปซะแล้ว มันไม่ใช่แปลกประหลาดอีกต่อไป แต่มันคือ....เรื่องธรรมดา เรื่องธรรมดาพอๆกับเรื่องที่ผู้หญิงตั้งท้อง

 

                ซึ่งสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นนั้น

 

                มันกำลังเกิดกับผม

 

 

                ในตอนนี้........

 

 

 

                สวัสดีครับทุกๆคน ผม ริว คุ้นๆใช่มั้ยล่ะครับ แหงล่ะครับ ก็ผมเป็นนายเอกของเรื่องนี้นี่หว่า ใครที่ไม่รู้จักผม ก็คงจะเชยระเบิดระเบ้อล่ะนะ ฮ่ะๆ ความจริงมันน่าจะเป็นมุขเล็กๆน้อยๆที่ทำให้คุณๆคนอ่านขำ แต่ตอนนี้ ผมไม่มีอารมณ์จะมาขำแล้วล่ะครับ

 

                ผมกำลังประสบปัญหาครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต

 

                สิ่งที่ผมถืออยู่ตอนนี้ มันทำให้ชีวิตผมกำลังจะเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปตลอดกาล....

 

 

                ริว.....โม เพื่อนที่เกือบจะสนิทของผมเอ่ยเสียงเรียกผมเบาๆ ผมที่กำลังสั่นระริกกับผลที่ออกมา ค่อยๆเงยหน้ามองเพื่อนคนนี้ พร้อมกับหยากน้ำตาที่กำลังไหลพราก

 

                โม...ระ...เราจะทำยังไงดี...ผมเอ่ยถามโมด้วยเสียงอันสั่นเครือ...

 

                ใจเย็นๆนะริว มันจะต้องผิดพลาดอะไรแน่ๆโมพยายามปลอบใจผม แต่น้ำเสียงของโม ก็ใช่ว่าจะระรื่นเหมือนกันกับผม

 

                มันจะผิดพลาดได้ยังไงอ่ะ...มันคงไม่ผิดพลาดแล้วล่ะ เกิดอาการขนาดนี้แล้ว....ว่าแล้ว ไอ้ริวก็ทรุดนั่งลงกับพื้นห้อง พร้อมกับน้ำตาที่ไหลพราก ไอ้โมมันตกใจ รีบเข้ามาประคองผมไว้ครับ แต่ไม่ทันแล้ว ผมนั่งลงกับพื้นไปแล้วล่ะครับ

 

                โม...เราจะทำยังไงดี ทำยังไงดี....ฮึก....ผมได้แต่พร่ำเพ้ออยู่ๆคำๆเดียวเท่านั้น

 

            คือบอกตามตรงนะครับ เรื่องนี้ผมช็อกมาก ไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับผม ผมอาจจะเคยคิดๆไว้อยู่ ว่าซักวันมันก็อาจจะเกิดขึ้นกับผม แต่ไม่นึกว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ผมอายุแค่ 16 เองนะ ยังเป็นเด็ก ม.4 ที่กำลังมีอนาคต เป็นเด็กผู้ชายที่ยังมีอะไรหลายๆอย่างให้ฝ่าฟันในชีวิต

 

                แต่ตอนนี้ ผมอาจจะไม่มีอีกต่อไปแล้วก็ได้.....

 

                เพราะตอนนี้ กำลังมีสิ่งที่กำลังจะเกิดใหม่ขึ้นมาในไม่ช้านี้....

 

 

                ผม....กำลังจะเป็น แม่คนครับ......

 

 

 

โหมดย้อนความ....

 

 

 

                อะไรนะพี่ราฟ ตั้งปีนึงเชียวเหรอ!?ผมเอ่ยถามเสียงดัง เมื่อไอ้ราฟที่กำลังนั่งข้างๆผม บอกสิ่งที่ทำให้ผมเกิดอาการตกใจ ตกใจมากเสียด้วยครับ...

 

                ใช่ครับ 1 ปี....ไอ้ราฟมันพูดเสียงอ่อย ก่อนที่จะหงายลงนอนกับเตียงของผม

 

                ตอนนี้เราสองคนกำลังอยู่ในห้องนอนของผมเองครับ ตอนแรกผมก็ไม่นึกว่าไอ้ราฟมันจะมีอะไร เพราะประจำของเราแล้ว เวลาที่อยากอยู่ด้วยกันสองต่อสอง เราสองคนจะมานั่งเล่นกันในห้องผม ไม่ก็ห้องนอนไอ้ราฟ (แต่ส่วนมากไอ้ราฟมันจะชอบมานอนห้องผมมากกว่า) แต่ที่แปลกหน่อยก็ตรงที่วันนี้ไอ้ราฟมันทำหน้าหงอย เหมือนหมาถูกทิ้ง

 

                แต่ผมก็มารู้สาเหตุที่ทำให้ที่รักของผมเกิดอาการซังกะตายขึ้นมา ก็ตรงที่มันมาบอกลาผม เนื่องด้วย ย่าของไอ้ราฟบังคับให้ไอ้ราฟ ไปเรียนต่อให้จบ ม.6 ที่เกาหลี เห็นไอ้ราฟมันปฏิเสธหัวชนฝาเลยครับ ว่าจะไม่ไป ให้ตายยังไงก็ไม่ไป (มารู้อีกทีก็เพราะว่าไอ้ราฟมันไม่อยากอยู่ที่ไหนไกลๆจากผมครับ แหม เขินจัง) แต่ย่าไอ้ราฟขู่ไว้ครับ ว่าถ้าหากไอ้ราฟไม่ไปคราวนี้ คราวหน้า ย่ามันจะบังคับให้ไอ้ราฟไปเกาหลี และจะไม่ให้ไอ้ราฟกลับมาไทยอีกเลย

 

                เห็นคนแก่ๆพูดขู่แบบนั้นก็เถอะ แต่ย่าไอ้ราฟมันเป็นพวกพูดจริงทำจริงครับ มีครั้งนึงที่ย่ามันขู่ไอ้ราฟไว้ ว่าถ้าหากไอ้ราฟไม่ยอมดูแลหลานไอ้ราฟที่ชื่อ น้องไต้ฝุ่น ย่าไอ้ราฟจะงดเงินไอ้ราฟ 2 เดือนรวด แล้ววันที่ไอ้ราฟต้องไปดูแลหลานมันที่ชื่อ น้องไต้ฝุ่น วันนั้นผมถูกหามส่งโรงพยาบาลพอดี เนื่องจากโรคประจำตัวกำเริบอย่างหนักเพราะเกิดจากเลือดลมไม่ค่อยดี ไอ้ราฟมันก็เลยไปเฝ้าผมที่โรงพยาบาลทั้งวัน ซึ่งการที่มันทำแบบนั้น ทำให้ย่ามันโกรธมาก ที่ไม่มาดูแลไต้ฝุ่น ไอ้ราฟเลยโดนย่าบังคับให้พ่อแม่ไอ้ราฟตัดเงินเดือนมันตั้ง 2 เดือน

 

                2 เดือนนั้นไอ้ราฟแทบจะต้องกินแกลบครับ ดีนะครับ ที่แม่ผมเขาใจดี อนุญาตให้ไอ้ราฟมาเที่ยวเล่นอยู่ที่บ้านได้ เพราะพี่ริกเขาไปพูดกับแม่อ่ะครับ เรื่องที่ไอ้ราฟไม่สามารถไปดูแลไต้ฝุ่นได้ เพราะต้องไปเฝ้าผมที่โรงพยาบาล เลยทำให้โดนตัดเงินเดือน 2 เดือนรวด

 

                และอีกอย่างหนึ่ง ที่ย่าไอ้ราฟมันจะห้ามมันในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผม คือ ดูท่าทางย่าไอ้ราฟเขาจะไม่ชอบผมเอามากๆ เห็นไอ้ราฟเคยเล่าให้ฟังว่า ย่าเขาไม่อยากได้ลูกสะใภ้ที่เป็นผู้ชาย ทั้งๆที่สมัยนี้เพศชายสามารถตั้งท้องได้ (ถึงมันจะมีโอกาสยากซักหน่อยก็เถอะ) เห็นบอกว่า มันไม่ดีในสมาคมพวกไฮโซอ่าครับ แต่ไอ้ราฟมันไม่สนใจคำพูดของย่ามัน ดึงดันจะคบกับผมเสียให้ได้

 

                การที่ไอ้ราฟถูกขู่คราวนี้ก็คงจะเป็นสาเหตุเดิมนั่นแหละ คือไม่ชอบผม ไม่อยากให้ผมเข้าใกล้หลานชายสุดที่รักของเขานั่นแหละ

 

                แต่คราวนี้แรงไปหน่อยมั้ยครับ? ให้ไอ้ราฟไปอยู่เกาหลีตั้ง 1 ปี ห้ามติดต่อกัน ตายอ่ะดิ ผมต้องคิดถึงไอ้ราฟตายแน่ๆอ่ะครับ แค่คราวก่อนไม่ได้เจอมันตั้งเดือนนึง ก็แทบจะขาดใจแล้ว แต่นี่ตั้ง 1 ปี โฮๆๆๆๆ ไอ้ริวห่อเหี่ยวใจครับ

 

                แล้ววันนี้ก็เป็นวันที่ไอ้ริวจะได้เจอไอ้ราฟเป็นครั้งสุดอีกด้วย เพราะพรุ่งนี้ ไอ้ราฟมันต้องเดินทางแล้ว เห็นคราวนี้ พี่ซี เพื่อนซี้และญาติไอ้ราฟก็โดนบังคับให้ไปด้วยกัน ไอ้โมก็คงมีสภาพไม่ต่างจากผมนักหรอกครับ

 

                และอีกอย่าง เห็นว่าการที่ไอ้ราฟไปครั้งนี้ มันไม่ได้บอกใครในแก๊งค์ Demon ด้วย ทำให้ผมชักกลัวว่าไอ้ราฟมันจะเป็นอะไรมั้ย? ถ้าหากมันกลับมาอีกครั้งในปีหน้า ผมว่า มันคงโดนพี่ผมฆ่า โทษฐานไปเกาหลีโดยไม่บอกใคร และบังอาจทิ้งผมไปเกาหลี ทั้งๆที่ความจริง มันไม่ใช่เอาซะเลยน่ะ = =”

 

                ขอโทษนะครับ พี่คงแย่มากใช่มั้ย ที่เพิ่งมาบอกริววันนี้น่ะ...ไอ้ราฟมันพูดอย่างกับคนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ความจริงแล้ว คนที่น่าจะร้องไห้ มันจะเป็นผมมากว่านะ

 

                ไม่นะ พี่ราฟไม่ได้แย่ซะหน่อย อย่าพูดแบบนั้นสิ....ไอ้ริวเริ่มเสียงสั่นเครือ...ไม่ใช่กลัวว่าจะไม่ได้เห็นไอ้ราฟอย่างเดียวนะครับ ผมกลัวว่า ถ้าหากไอ้ราฟกลับมาปีหน้า เราอาจจะไม่ได้เป็นคนรักกันอีกแล้วก็ได้...

 

                แต่...พี่กลัวริว พี่กลัว....ไอ้ราฟมันพูด พลางเอนหัวซบกับไหล่เล็กๆของผม ไอ้ริวที่ตอนนี้พยายามทำตัวเข้มแข็ง ยกแขนโอบกอดมันไว้ครับ

 

                พี่ราฟ...พี่กลัวอะไรเหรอ?...ทำไมพี่ตัวสั่นแบบนี้ล่ะ?ผมถาม เพราะตอนนี้ ตัวไอ้ราฟมันสั่นระริก ผมได้ยินเสียงไอ้ราฟสะอื้นด้วยนะ ไม่เอาอ่ะ ผมไม่อยากเห็นไอ้ราฟร้องไห้

 

                พี่กลัวว่า พอพี่กลับมา ความสัมพันธ์ของเราสองคน มันจะไม่เหมือนเดิม...พี่รักริวมากนะครับ พี่รักน้องมาก รักมากจนกลัวว่าจะสูญเสียริวไป ริวครับ พี่ไม่อยากไปเลย พี่ไม่อยากทิ้งน้องไว้ที่นี่...พี่ไม่อยากทำเลย....เสียงไอ้ราฟพูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นเล็กน้อย ไอ้ริวนี่ใจวูบตกไปอยู่ตาตุ่มแล้วครับ ไอ้ราฟมันคิดเหมือนผมเลย คิดเหมือนกันทุกอย่าง

 

                สิ่งที่ผมกลัวขาดใจ กลัวว่า ความสัมพันธ์ที่ไร้การสานต่อ มันจะขาดสะบั้นลงอย่างไม่เป็นท่า....

 

 

                ไม่นะพี่ราฟ ผมสัญญา ผมจะรอพี่คนเดียว พี่ราฟครับ ผมรักพี่นะ ผมจะไม่ยอมให้ความรักของเราต้องแยกทางกัน...ฮึก....พี่ราฟ...ผมรักพี่นะ...รักมากด้วยอ่ะ...ฮือ.....ว่าแล้วไอ้ริวก็ปล่อยโฮครับ ตอนแรกกะว่าจะลากันโดยที่ผมไม่ต้องเสียน้ำตา แต่ตอนนี้มันไม่ไหวแล้วครับ ผมทนไม่ได้แล้วจริงๆนะ

 

                ครับ พี่ก็สัญญาเช่นกัน พี่จะกลับมาหาริว ริวรอพี่นะครับคนดี รอพี่คนเดียวนะ พี่ให้สัญญา พี่จะเรียนจบให้เร็วที่สุด เพื่อพี่จะได้กลับมาหาริวนะ....พี่ก็ริวครับ ที่รักของพี่....ไอ้ราฟเงยหน้ามองตาผม สายตาของเราประสานกัน อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

 

                มีไม่กี่ครั้งหรอกครับ ที่เราจะมองตากันด้วยความลึกซึ้งกันขนาดนี้ ความรักของเราสองคนมันอาจจะมากเกินกว่าคนภายนอกรู้ ว่าเราสองคนรักกันขนาดไหน

 

                กว่าที่ผมจะหลุดออกจากภวังค์ ผมก็มอมเมาไปกับรสจูบที่แสนล้ำลึกของไอ้ราฟ พร้อมกับคำพูดสุดท้ายจากไอ้ราฟ ที่พูดขึ้นก่อนที่ผมจะหลงระเริงไปกับสัมผัสอันแสนเร้าร้อนของไอ้ราฟมัน

 

 

                ริวจะเป็นคนๆเดียวเท่านั้น ที่พี่จะมอบชีวิตทั้งชีวิตให้ จำไว้นะครับดี พี่รักริวคนเดียวเท่านั้น คนเดียวเท่านั้นที่พี่จะรัก.......

 

 

 

 

.................................................................................

 

 

 

                หลังจากวันนั้นผมก็ไม่ได้เจอไอ้ราฟอีกเลยครับ เพราะวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะได้เจอมัน นอกเสียจากว่า ไอ้ราฟมันเรียนจบจากเกาหลีแล้วกลับมาเองเท่านั้น เห็นไอ้โมได้ข่าวว่าไอ้ราฟกับพี่ซีไม่สามารถติดต่อเข้ามาในไทยได้

 

                ตอนแรกพวกผมสองคนก็เข้าใจว่า อาจจะโดนทิ้งครับ เนื่องจากไปเกาหลีแน่นอนว่ามันคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้หลงในโลกีย์ ทุกคนก็คงเห็นใช่มั้ยล่ะครับ ว่าสาวเกาหลีน่าฟัดขนาดไหน ไอ้สองคนนั้นอาจจะไปติดใจสาวเกาหลีก็ได้ ใครจะไปรู้ล่ะ ฮือ....T^T

 

            แต่พวกเราก็ต้องโล่งใจครับ ไม่ต้องกลัวว่าพวกมันสองคนจะไปหาใหม่ เพราะสาเหตุที่แท้จริงก็คือ ย่าไอ้ราฟมันไม่ยอมให้พวกมันสองคนติดต่อเข้ามาในไทยครับ ขนาดพ่อแม่และพี่ของมันเองก็ไม่ได้ติดต่อเลย ไม่เข้าใจคนแก่เลยครับ จะห้ามไม่ให้ติดต่อทำไมกัน ถึงจะติดต่อกัน แต่ไอ้ราฟมันไม่ได้จะขึ้นเครื่องบินปุ๊บแล้วมาหาปั๊บซะหน่อย เฮ้อ...

 

                ฉะนั้นแล้ว ผมกับไอ้โมก็เลยสนิทกันผิดปกติเพราะสาเหตุแบบนี้ล่ะครับ

 

 

 

                ผ่านไปซักประมาณ 1 เดือนกว่าๆ มั้งครับจากที่ไอ้ริวเป็นคนร่าเริง เฮฮา ปาร์ตี้ ก็เริ่มเงียบครับ สาเหตุก็เป็นเพราะไม่ได้เจอไอ้ราฟบวกกับสุขภาพผมด้วย เพราะบางทีผมก็รู้สึกวินเวียนศีรษะเหมือนคนจะเป็นลมเวลาที่ใช้กำลังมากๆ กินข้าวก็ไม่ได้ครับ เวลาได้กลิ่นนี่พาลจะอ้วกแตกอ้วกแตนเอา ตอนนั้นผมคิดว่าคงเป็นเพราะโรคประจำตัวที่ผมเป็นอยู่ก็ได้ ทำให้สุขภาพผมไม่ค่อยดีเท่าที่ควร

 

                แต่พอย่างเดือนที่ 2 นี่สิครับ วันนั้นพวกเพื่อนๆพี่ๆในแก๊งค์เขานัดไปเล่นบอลกันที่สนามเล็กๆข้างศาลาการเปรียนกัน ตอนแรกมันก็ไม่มีอาการวูบวาบหรอกนะครับ อ๊ะ พวกเพื่อนๆพี่ๆเขาก็ไม่รู้ด้วยนะครับ ว่าผมช่วงนั้นเป็นอะไร คือไอ้ริวเป็นพวกเกรงใจอ่ะครับ ไม่อยากให้คนอื่นเป็นห่วง ก็เลยไม่ได้บอก

 

                พอเล่นไม่ได้ซักพัก อาการของผมก็เริ่มแล้วครับ คล้ายๆเวลาคนเป็นลมอ่ะครับ หน้ามืด เดินโซเซเหมือนคนเมา พอทำท่าจะง้างขาเตะเท่านั้นแหละ วูบขึ้นมาทันใด ผมปล่อยตัวเองไปตามแรงโน้มถ่วง (ตอนนั้นใครจะไปมีอารมณ์มานั่งนึกท่าล้มล่ะครับ = =”) หัวแทบจะโหม่งพื้นแล้ว แต่ดีนะครับที่ไอ้ปอนด์มันอยู่ใกล้ๆ มันเข้ามาคว้าผมทัน ถ้าคว้าไม่ทันมีหวังได้รักษาหัวผมแทนที่จะรักษาอาการเป็นลมซะแล้ว

 

                ก็นั่นแหละ พอทุกคนในสนามเห็นว่าผมนั่ง (ตัก) ซบอกไอ้ปอนด์กลางสนาม ก็พากันปรี่เข้ามาหากันแทบทั้งแก๊งค์ แถมวันนั้นแข่งบอลในแก๊งค์ไม่ว่า ยังมีหน้าไปชวนพวกอริอย่างแก๊งค์ BlackList มาอีกด้วยแน่ะครับ ไม่ยักกะรู้ว่าพวกพี่ชายมเขาไปญาติดีกันตอนไหน เอาเป็นว่า ตอนที่ผมล้มอ่ะ ตกใจกันทั้งสนามเลยล่ะครับ

 

                แต่รู้สึกคนที่มาคนแรกเนี่ย เจ๊ก้องครับ วิ่ง 100 เมตรมาแต่ไกลเชียวอ่ะครับ

 

                ตาเถรยายชีตก น้องริวที่รัก เป็นอะไรไปคร๊า!!!!”เสียงมาก่อนตัว นี่แหละ เจ๊ก้องครับ แทนที่ผมจะรู้สึกดี กลับกลายเป็นหนักกว่าเดิมแน่ครับ

 

                ไม่รู้อ่ะพี่ อยู่ๆก็วูบเลย ผมว่าพาไปที่ร่มๆก่อนดีกว่า หน้าซีดเป็นไก่ต้มแล้วเนี่ย....ไอ้ปอนด์ที่กลายเป็นเบาะนอนชั่วคราวให้ผมเอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนครับ

 

                มา กูพาไปเองเสียงพี่วินครับ ไม่ผิดแน่....

 

                และแล้วผมก็รู้สึกว่าตัวผมลอยครับ ก็นะ คาดว่าพี่วินเขาคงจะใช้วิธีอุ้มผมแน่ และซักพักก็รู้สึกว่าได้นอนลงบนหญ้า หัวก็หนุนตักใครก็ไม่รู้ครับ แต่กลิ่นหอมๆแบบนี้คงไม่พ้นผู้หญิงในแก๊งค์ Demon Girls แน่ๆครับ แต่ผมอ่ะ ไม่มีอารมณ์มาถ่างตาดูหรอกครับว่าใครให้ผมนอนหนุนตัก รู้สึกตัวครั้งสุดท้ายก็ตรงมีผ้าชุบน้ำเย็นๆมาแปะลงบนตาผมนี่แหละครับ ก่อนที่ผมจะหมดสติไป.....

 

 

 

                อ๊ะ! ริวฟื้นล้ว!”เสียงของใครซักคนพูดขึ้นในตอนที่ผมกำลังลืมตามองดูครับ และหน้าแรกที่ผมเห็น ก็คือพี่อ้อม เมียสุดที่รักของไอ้แทนครับ

 

                พี่ริว เป็นไงบ้างอ่ะ?อันนี้เป็นไอ้ริน ที่ชะโงกหน้ามาดูผมครับ ผมที่กำลังสะลึมสะลือ ค่อยๆลืมตาขึ้น แต่มันคงยากก็อิตรงที่แสงมันแยงตานี่แหละครับ คาดว่าผมคงหลับไปนานน่าดูเชียว

 

                กู เป็นอะไรไปอ่ะ?ผมเอ่ยถามไอ้รินเสียงแหบแห้ง พร้อมกับมองดูไปรอบๆ ปรากฏว่าผมกำลังนอนอยู่ใต้ต้นหว้าข้างสนามฟุตบอลครับ

 

                พี่เป็นลมกลางสนามอ่ะดิ เนี่ย พี่วินเขาอุ้มพี่มานอน ช่วงนี้พี่เป็นอะไรไปอ่ะ ทำไมวูบบ่อยจัง?ไอ้รินถามผมอย่างเป็นห่วง พลางเอาผ้าชุบน้ำหมาดๆซับเหงื่อผมครับ

 

                ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะความดันต่ำล่ะมั้งผมตอบแล้วพยุงตัวเองลุกขึ้นครับ ตอนลุกขึ้นนี่โงนเงนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้พี่อ้อมและไอ้รินรีบเข้ามาช่วยพยุงผมลุกขึ้นนั่ง พอนั่งก็ยังเวียนๆหัวอยู่บ้าง แต่สายตาพอเห็นอะไรชัดหน่อยล่ะนะ

 

                เหรอ? แต่หนูว่าอาการพี่มันแปลกกว่าเดิมที่เคยเป็นอยู่อีกนะแล้วจู่ๆไอ้รินก็พูดอะไรแปลกๆขึ้นมาซะงั้นครับ ไอ้ริวที่กำลังนั่งดูพวกรุ่นพี่เล่นบอลกันเพลินๆก็หันมามองมันควับเลย

 

                แปลก? แปลกยังไงวะ ก็เหมือนกับทุกทีไม่ใช่หรือไง แค่อาการร้อน ตื่นเต้นนิดหน่อยก็วูบเนี่ยผมบอกมัน ก่อนที่เบนสายตาไปดูบอลต่อครับ

 

                เอ้า ก็ตรงที่พี่ได้กลิ่นอาหารแล้วอ้วกไง อาการเหมือนแพ้ท้องมากกว่าอ่ะ

 

 

            พอไอ้รินพูดถึงแพ้ท้องขึ้นมาเท่านั้นแหละครับ ไอ้ริวก็ซีดขึ้นมาทันใด บ้าน่า ท้องเหรอ? ไม่มีทางอ่ะ โอกาสที่จะท้องมีไม่เท่าเองนะ อีกอย่าง ผมก็เป็นคนร่างกายไม่แข็งแรง โอกาสที่จะท้องแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำไป ไม่มีทางหรอกน่า ผมไม่ท้องหรอก

 

            ไอ้ริวก็เลยทำเป็นไม่สนใจ แล้วนั่งดูบอลต่อไป แต่ในใจก็คิดอยู่นิดๆบ้างล่ะนะ....

 

 

                แต่แล้ว หลังจากที่ไอ้รินพูดวันนั้น อาการของผมก็หนักขึ้นเรื่อยๆ พวกอาหารที่มีกลิ่นหอมๆนี่ผมเข้าใกล้ไม่ได้เลยล่ะครับ เมื่อเดือนก่อนถึงจะเหม็น แต่ก็ยังเข้าใกล้ได้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วครับ ได้กลิ่นปุ๊บ ก็อ้วกปั๊บ แล้วยังไม่หมดนะครับ ยังมีปวดท้อง แบบปวดเป็นถ่วงๆอ่ะครับ แล้วบางครั้งตรงหน้าอกอ่ะ มีเจ็บแปล๊บเหมือนใครหยิกที่หัวนม แถมปวดหัวตอนเช้าๆ ช่วงที่ผมตื่นนอนด้วย

 

                ตอนแรกผมก็ไม่ได้เอะใจอะไรมากหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้ถึงกับละเลยอะไร ผมก็เลยไปลองเสริ์ทในอินเตอร์เน็ตดู ก็ปรากฏว่าอาการที่ผมเป็นทั้งหมด มันเป็นอาการของคนท้อง!!!

 

                เอาล่ะครับ ทีนี้อี้ริวเริ่มซีดยิ่งกว่าเดิม ตอนที่อ่านในบทความทางอินเตอร์เน็ตอ่ะ มันใช่เลยล่ะ ตรงกันเป๊ะ แถมผมก็ลองนับสัปดาห์ดูนะครับ ประมาณ 5 สัปดาห์หลังจากที่ผมมีอะไรกับไอ้ราฟครั้งสุดท้ายก่อนมันไปเกาหลี ผมก็มีอาการมาตลอด

 

                วันนั้นผมเลยโทรหาไอ้โม คนๆเดียวที่ผมสามารถปรึกษาได้ตอนนี้ ตอนแรกไอ้โมก็ตกใจเหมือนกันครับ มันพูดแบบปลอบๆอ่ะ อย่าง มันอาการของโรคที่ผมเป็นอยู่ หรือ อาหารเป็นพิษ อะไรแบบนี้ แต่ผมก็บอกมันตามที่อ่านในอินเตอร์เน็ตอ่ะ ไอ้โมมันก็เลยเงียบไปซักพักก่อนที่จะบอกว่ามาหาผมที่บ้าน อย่าไปไหน

 

                โชคดีครับ ว่าวันนั้นที่บ้านไม่มีใครอยู่นอกจากผม พ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด พี่ริกมีนัดไปซ้อมดนตรีที่สตูดิโอบูม ส่วนไอ้รินก็ไปบ้านน้องต้อง (บ้านไอ้ปอนด์นั่นแหละครับ 2 คนนี้เป็นพี่น้องกัน) เห็นว่าอยากจะลองหาไอเดียเสื้อผ้าใหม่ๆ ส่วนผมที่เมื่อก่อน วันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้จะมีไอ้ราฟมาป้วนเปี้ยน แต่ตอนนี้ไอ้ราฟไม่อยู่ ผมก็เลยว่างงานอย่างที่เห็น

 

                ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ไอ้โมก็มาถึงบ้านครับ มันขี่มอไซด์มาเองด้วย (นานๆทีเห็นมันขี่เอง) มาถึงมันก็ยืนกล่องเล็กๆให้ผม พอผมรับมาก็ผงะครับ ก็สิ่งที่ไอ้โมมันให้ผมมา ก็คือ ที่ตรวจการตั้งครรภ์ นี่ครับ

 

                ไอ้นี่....มันเร็ววุ้ย = =”

 

            เออ...ไอ้ผมก็ลืมไป ว่าบ้านไอ้โมมันเป็นร้านขายยา มันบอกว่า จิ๊กมาจากที่บ้านให้ผมมาลองดู ไอ้ริวก็ระแวงอ่ะครับ กลัวว่ามันจะท้องจริงๆ ไม่ยอมเอาไปลองตรวจ ไอ้โมมันก็พยายามพูดไกล่เกลี่ยให้ผมลองดูอ่ะครับ คือ ลองดู ถ้าท้องจริงๆ วันนี้จะได้ไปตรวจที่โรงพยาบาล ฝากครรภ์ไปในตัวด้วย เพราะมันเองก็ห่วงสุขภาพผมอ่ะครับ ยิ่งผมมีโรคประจำตัวอยู่ด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้น จะได้แก้ไขทัน

 

                ผมที่เริ่มใจอ่อน ก็ยอมเอาไปตรวจครับ

 

                ผลปรากฏว่า....มันมีขีดสีแดงครับ (ข้างกล่องบอกว่า ถ้ามีขีดสีแดง 2 เส้น แปลว่าท้อง)

 

                นี่ผม ท้อง จริงๆเหรอเนี่ย......

 

 

 

จบย้อนความ......

 

 

 

                ริว ใจเย็นๆนะ ที่ตรวจครรภ์นี่มันอาจจะพลาดก็ได้ เราว่า ไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจให้แน่ใจดีกว่าไอ้โมทรุดตัวนั่งลงข้างๆตัวผมครับ ไอ้ริวที่ตอนนี้มีน้ำตาซึมที่ตา หันไปมองมันด้วยสายตาที่ขอให้มันช่วย

 

                แต่ถ้ามันท้องจริงๆล่ะโม เราจะทำยังไงดีผมพูดทั้งๆที่ปากสั่นระริก มือที่กำที่ตรวจครรภ์ก็สั่นไปด้วยเช่นกัน ตอนนี้ผมกลัวไปหมดเลยครับ กลัวจริงๆนะ

 

                เอาเถอะน่า ถ้าท้องจริงๆ เราได้ปรึกษาหมอด้วยไง ทั้งริวและลูกของริวจะได้ปลอดภัยทั้งคู่นะ ไม่ดีเหรอ?ไอ้โมถาม พลางเอื้อมมือมาซับน้ำตาผม

 

                แต่เราอายุแค่ 15 (ริวกำลังจะอายุย่าง 16 จ้า : คนเขียน) เองนะโม เรายังเรียนอยู่เลย ถ้าพ่อแม่มารู้เข้าล่ะก็....

 

            แล้วริวจะเอาเขาออกเหรอ? ริวอย่าลืมสิ เด็กคนนี้เขาเป็นลูกของริวนะ เป็นลูกของริวกับพี่ราฟ ริวจะทำร้ายเขา ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรให้ริวก่อนเนี่ยนะก่อนที่ผมจะพูดจบ ไอ้โมมันก็สวนขึ้นมาเสียงดัง ผมที่กำลังสติแตกถึงกับอึ้งครับ

 

                นั่นสิครับ เด็กคนนี้เป็นลูกของผมกับพี่ราฟ ลูกที่เกิดจากการที่พวกเราสองคนรักกัน เป็นเลือดเนื้อเชื้อขัยของผมเองแท้ๆ ผมยังมีหน้าจะทำร้ายเขาอีก ผมนี่คงจะไม่ใช่คนแล้วล่ะ.....

 

                ดังนั้นผมก็ยอมให้ไอ้โมลากผมไปหาหมอที่โรงพยาบาล ซึ่งเราสองคนเลือกโรงพยาบาลที่ไม่ญาติของพวกเราอยู่ครับ เพราะถ้าหากญาติเขารู้ว่าผมมาหาหมอสูติ เขาต้องรู้ว่าผมท้องแน่ๆ เพราะแถวบ้านผมเขารู้ความสัมพันธ์ของผมกับไอ้ราฟอยู่นิดหน่อยด้วย ถ้าหากความแตกขึ้นมา เขาต้องไปบอกพ่อแม่ผมแน่ครับ

 

                หมอที่ผมไปหาเป็นผู้หญิงวัยกลางคนที่ใจดีมากๆคนนึงครับ วิธีตรวจผมก็คงไม่ต้องบอกหรอกนะครับ มันซับซ้อนมากเหลือเกิน ซักพัก พี่พยาบาลเขาก็ให้ผมมานั่งรอที่โต๊ะของหมอ ก่อนที่หมอผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นจะเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ โดยที่ข้างหลังผม ก็มีไอ้โมมายืนฟังกับผมด้วย

 

                ยินดีด้วยนะจ๊ะ ตอนนี้หนูตั้งครรภ์ได้ 10 สัปดาห์ (2 เดือน) แล้วล่ะค่ะ ^^”หมอเขาพูดด้วยน้ำเสียงน่าฟังมากครับ แต่ไอ้ริวนี่เหมือนกับโดนฟ้าผ่ากลางห้องตรวจเลย

 

                ท้องจริงๆด้วย......

 

 

                ผมกำลังจะเป็นแม่คน.......

 

 

 

 

................................................................................

 

 

 

 

                หลังจากที่ผมฝากครรภ์เรียบร้อย ไอ้โมก็พาผมกลับบ้าน ซึ่งแน่นอนว่า ในตอนนี้ที่บ้านผมก็ยังไม่มีใครกลับมาครับ ผมค่อยๆเดินเข้าบ้านด้วยจิตใจเหม่อลอย (ไม่ชนประตูก็บุญแล้ว - -) ไม่คิดมาก่อนว่าตัวจะมีโอกาสได้ตั้งท้องกับเขา ถึงแม้ว่าใจของผมจะดีใจมาก ที่พวกเราสองคนกำลังมีพยานรักเกิดออกมา

 

                แต่อีกใจผมกำลังกังวลครับ ถ้าหากนานๆไป ทุกคนต้องสังเกตแน่ ก็แหงล่ะครับ พอคนท้องตั้งท้องได้ 4 เดือน ท้องก็จะเริ่มนูนออกมา บ่งบอกถึงการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์ ผมจะทำยังไงดีล่ะครับ อาจจะปิดทุกคนได้ไม่นาน คาดว่า ถ้าหากใครซักคนรู้เข้า งานนี้คงมีเฮแน่นอนครับ

 

                ไอ้ริวเดินเข้าไปในห้อง พร้อมกับโยนถุงยาที่ได้รับมาจากหมอที่โรงพยาบาล ผมไม่รู้หรอก ว่าในนั้นมียาอะไรบ้าง ที่แน่ๆก็คงจะเป็นยาแก้แพ้อ่ะครับ ก็หมอเขาบอกว่า ผมค่อนข้างจะแพ้ท้องหนักมาก บวกกับร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ก็เลยมียาบำรุงเพิ่มอีกมากมายก่ายกอง อลังการงานสร้างสิครับ คนที่ไม่ถูกกับยาอย่างผมจำเป็นต้องมากระเดือกยามื้อละ 7-10 เม็ด งานนี้ไม่ตายก็คงเลี้ยงไม่โตแหง๋มๆ

 

                และเพื่อไม่ให้ใครรู้ ผมเลยเอาที่ตรวจครรภ์กับยาแก้แพ้ใส่ไว้ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือของผมครับ ไม่ต้องกลัวใครค้นเจอ เพราะที่บ้านผมค่อนข้างจะมีความเป็นส่วนตัวสูง ของใครของมัน ห้ามแตะ แตะมีตายอะไรแบบนี้ ยกเว้นว่ามีคนตั้งใจจะมาค้นเท่านั้นแหละครับ ที่จะเจอได้น่ะ

 

                แล้วเรื่องที่ผมท้อง ก็มีไอ้โมกับคุณหมอเท่านั้นที่รู้ครับ คนอื่นหมดสิทธิ์.......

 

 

                2 เดือนผ่านไป อาการแพ้ท้องของผมเริ่มหนักขึ้นเข้าไปใหญ่ คราวนี้ขนาดถึงกับว่าตากแดดไม่ได้ครับ พาลจะเป็นลมเอา พ่อกับแม่ที่กลับมาอยู่บ้านก็เริ่มสงสัยกับอาการที่ผมเป็น แต่พวกท่านก็ไม่ได้พูดอะไร ไอ้ริวก็เลยรอดตัวไป แต่เวลาไปโรงเรียนเนี่ย ลำบากครับ ตอนเช้าๆมันจะมีการเข้าแถวหน้าเสาธงใช่มั้ยล่ะ ไอ้ริวโดดตลอดตั้งแต่ที่ไปฝากครรภ์คราวนั้น มีพละวันไหน ทุกคนจะได้เห็นเฉพาะไอ้ริวเสื้อพละ แต่จะไม่เห็นหัวผมในวิชาพละครับ ส่วนมากก็อ้างว่าปวดหัวบ้างล่ะ ไปช่วยอาจารย์บ้างล่ะ สบายๆครับ อาจารย์วิชาพละผมซี้ๆกันอยู่ (เพราะตอน ม.ต้น ช่วยแกไว้เยอะ) เลยไม่มีปัญหาอะไรมากมายนัก (แต่วันไหนวิ่งมารธอนเลิกคิดครับ ไม่ไหวจะเคลีย)

 

            ทุกๆวันที่ผ่านมา ไอ้ริวจะทำเป็นอีแอบครับ เขาไปไหน ไอ้ริวขอนอนอยู่บ้าน พวกพี่เขาก็เข้าใจนะครับ เพราะไอ้ริวไม่สบายบ่อย (เพราะท้องเหอะ เลยไม่สบายอ่ะ ถ้าไม่ท้องวิ่งปร๋อไปแล้ว) ก็เลยปล่อยๆให้ผมนอนที่บ้าน

 

                หมอผมก็ไปหานะ แต่เลือกเฉพาะวันที่หมอนัด ไม่ก็วันที่ทุกคนไม่อยู่บ้าน ผมก็เลยซี้กับหมอมาก เพราะวันไหนนัดวันที่ทุกคนอยู่บ้าน ผมจะโทรไปเลื่อนนัดหมอเป็นประจำ หมอเขาก็เข้าใจนะครับ ว่าผมเป็นเด็กใจแตก มีอะไรกับคนอื่นแล้วปล่อยให้ท้อง แต่หมอเขาบอกผมครับ ว่าถ้าคนอื่นท้องนะ คงแท้งไปแล้ว หมอเคยเล่าให้ฟังครับ ว่าบางคนอ่ะ หมอได้เห็นหน้าเมื่อวันที่ตรวจวันเดียวเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมได้เห็นวันเดียวครับ เพราะพวกนี้พอรู้ว่าท้อง เขาก็จะไปทำแท้งเลย

 

                หมอก็ถามนะครับ ว่าผมไม่ทำมั่งเหรอ (อ้าว? หมอไหงเชียร์คนรไข้ซะงั้นล่ะ) เนี่ย อายุเท่าๆผมทำกันเยอะนะ แต่ผมบอกไม่อ่ะครับ สงสารเด็ก เด็กเขาไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ทำไมต้องไปฆ่าไปแกงกัน อีกอย่างเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของผมเองด้วย แค่รู้ว่าท้องผมก็ดีใจแล้ว

 

                แต่หมอเขาก็ถามอีกข้อนะครับ ข้อนี้เล่นเอาผมสะอึกไปซักพัก แต่ก็ตอบนะ หมอเขาถามว่า แล้วถ้าหากคนที่บ้านรู้แล้วไม่ยอมรับ ผมจะแก้ปัญหายังไง ตอนแรกผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงนะ แต่ไปๆมาๆก็คิดได้ จริงๆนะครับ ถ้าหากทุกคนที่บ้านผมไม่ยอมรับเด็กคนนี้ ผมจะหนีออกจากบ้าน ทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงเด็กคนนี้เอง ผมจะเลี้ยงให้เขาโต ถึงแม้ว่าผมจะไม่มีเงินที่จะส่งให้เขาเรียนสูงๆ แต่แค่เขาเป็นคนดี ผมก็พอใจแล้วล่ะครับ

 

                และแน่นอนว่า ไอ้โมซึ่งเป็นคนเดียวที่รู้ว่าผมท้อง มันก็จะคอยหาของบำรุงให้ผมตลอดอ่ะครับ คอยดูว่าอะไรควรกิน อะไรเป็นของแสลงห้ามกิน มันดูแลผมทุกอย่างอ่ะ ผมสองคนก็เลยสนิทกันมากๆ แม้ว่าผมสนิทกับไอ้ตาลนานกว่าไอ้โม แต่ตอนนี้ผมกลับสนิทกับไอ้โมมากกว่าไปแล้วครับ มีครั้งนึง ไอ้ตาลมันงอนตูดบิดไปเลยอ่ะ ผมก็เลยต้อมานั่งง้อมันครับ เกือบตาย โคตรเอาแต่ใจเลย แต่ก็ดีนะ ที่มันยอมคนดี ถ้าหากผมมีปัญหากับเพื่อนซ้ำเติมไปอีก ตายแหง๋มครับงานนี้

 

                แต่แล้วเรื่องของผมก็มาแตกก็ตอนย่างเข้าเดือนที่ 4 นี่สิครับ สาเหตุมันไม่ใช่เพราะท้องที่เริ่มโตของผมหรอกนะครับ มันมาจาก ที่ตรวจครรภ์ที่ผมแอบเก็บในลิ้นชักนั่นต่างหากล่ะ วันนั้นเป็นวันที่ผมตื่นสายครับ แล้วทีนี้ที่ชั่วโมงแรกของวันนั้นมีเทตส์ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้ (คือถ้ามาไม่ทันชั่วโมง มีสิทธิ์อดเรียนต่อครับ) แล้วพอดีที่ว่า กุญแจรถมอไซด์ของผม อยู่ในลิ้นชักที่ผมซ่อนที่ตรวจครรภ์เอาไว้ ด้วยความที่ผมรีบไปหน่อย เลยดึงลิ้นชักสุดแรง ผลก็คือ กล่องลิ้นชักปลิวครับ = =”

 

                ตายห่าสิครับ ยิ่งรีบๆเสียด้วย ผมเลยกุลีกุจอเก็บข้าวของลวกๆ โดยที่ไม่ได้ดูเลยว่า มีบางสิ่งบางอย่างที่ผมยังเก็บไม่หมดอยู่ด้วย

 

                ไม่ต้องเดาหรอกครับ ว่าไอ้ของสิ่งนั้นมันคืออะไร

 

                ใช่แล้วครับ

 

                ที่ตรวจครรภ์ของผม.....

 

 

 

                เฮ้อ...วันนี้เกือบตายครับ การที่คนท้องวิ่งขึ้นห้องเรียนนี่เหนื่อยใช่เล่นเลยครับ ห้องเรียนอยู่ตั้งกะชั้น 3 ทำไมไม่สร้างลิฟต์ไว้มั้งวะ เคยสงสารคนท้องบ้างมั้ย!!!! (คนท้องที่ไหนจะมาเรียนหนังสือฟะ = =”)

 

            ดังนั้นไอ้ริวก็เลยกลับบ้านด้วยสภาวะร่างกายไม่ปกติครับ คือคิดไว้ว่า พอถึงบ้านกะจะล้มตัวลงนอนเลย ไม่ไหวครับ วันนี้เหนื่อยจริงๆ ปวดหัวเหมือนจะอ้วกด้วย ไอ้อาการแพ้ท้องนี่ก็เสือกไม่หายซะที ยิ่งหลายๆวันที่ผ่านมา ผมยิ่งกระเดือกอะไรไม่ลงซะด้วย เรี่ยวแรงก็พลอยหายไปด้วย ดีนะครับ ที่พรุ่งนี้วันเสาร์ ไอ้ริวจะนอนให้เต็มคราบกันไปข้าง ใครรบกวน มีเฮแน่นอน เหอๆ

 

                แต่พอเข้ามาในบ้านเท่านั้นแหละครับ ไอมาคุก็ลอยมาปะทะแต่ไกล จินตนาการดูนะครับ จากที่ภายในบ้านที่โปร่งโล่งสบาย กลับกลายมาเป็นกลุ่มควันที่ไม่น่าดูเอาซะเลย

 

                ผงะสิครับไอ้ริว เกิดอะไรขึ้นกับบ้านกูวะเนี่ย หรือว่าไอ้รินมันจะทำกับข้าวแล้วเผลอตั้งทิ้งไว้ (ได้ข่าวว่ามันเป็นแค่บรรยากาศไม่ใช่เรอะ แกเห็นเป็นกลุ่มควัน มันจะเทพไปมั้ยฟะ : คนเขียน) หรือตูเข้าบ้านผิด เอ...ก็ถูกนี่หว่า แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นล่ะเนี่ย???

 

                ผมก็เลยเข้าบ้านไปด้วยบรรยากาศอึนๆครับ จะเข้าหรือไม่เข้าก็ทำไม่ได้เสียด้วย ก็นี่บ้านผมนี่นา จะไปซุกหัวนอนที่ไหลกันล่ะ

 

                พอเข้าไปปุ๊บ สิ่งที่เจอก็คือพ่อกับแม่ที่นั่งอยู่บนโซฟาหน้าทีวี ตอนแรกไอ้ริวกะว่าจะทักทายพวกท่านซักหน่อย ก่อนที่จะขอแว่บไปงีบ แต่เห็นหน้าของพ่อกับแม่ ไอ้ริวก็รู้สึกสยองขึ้นมาตะหงิดๆครับ

 

                ไหงพ่อแม่ตูน่ากลัวจังฟะ = =|||

 

                อ่ะ...เอ่อ...หวัดดีครับ พ่อแม่เป็นลูกที่ดีต้องไปมาลาไหว้ครับ (ถึงจะสั่นสู้นิดหน่อยก็เถอะนะ) แล้วก็ทำท่าจะเดินเข้าห้องของตัวเองครับ

 

                ไอ้ริว มึงมานี่ซิพ่อเรียกผมเสียงเหี้ยมครับ ไอ้ริวสะดุ้ง นานแล้วที่ผมไม่ได้ยินเสียงพ่อเรียกแบบนี้ตั้งแต่ตอนที่พี่ผมขึ้นโรงพักตอนผมอยู่ ม.2 ครับ ตอนนั้นพ่อผมโกรธพี่ริกมาก พี่ริกโดนพ่อตีเกือบตายแน่ะครับ แล้วถ้าหากพ่อเรียกผมแบบนี้ ไอ้ริวจะโดนอะไรมั้ยเนี่ย....- -*

 

                เอ่อ...มีอะไรหรอพ่อผมเอ่ยถามเสียงสั่นพร้อมกับเข้าไปนั่งพับเพียบลงตรงหน้าพวกท่านทั้ง 2 ครับ ผมไม่กล้าสบตาเลยอ่ะ ไม่รู้สิครับ มันรู้สึกเสียวๆยังไงไม่รู้ ผมแอบเผลอลูบหน้าท้องด้วยนะครับ ผมกลัวว่าลูกของผมจะหวาดกลัวไปกับผมด้วย

 

                ถ้ากูถามอะไร มึงต้องตอบตรงๆ เข้าใจมั้ย?พ่อบอก ผมก็ได้แต่พยักหน้าน้อยๆอ่ะครับ ไม่กล้าต่อปากต่อคำตอนนี้อ่ะ

 

                มึงไปทำใครท้อง

 

 

            เฮ้ย!

 

 

                อะ...อะไรนะพ่อ

 

                กูถามว่า มึงไปทำใครท้องมาพ่อขึ้นเสียงขึ้นอีก ผมก็ยิ่งสะดุ้งครับ จากนั่งพับเพียบเมื่อกี้ เริ่มเป็นคุกเข่า พร้อมกับมือข้าวขวา ลูบท้องตัวเองหนักกว่าเดิมครับ

 

                แต่ที่สำคัญ พ่อกับแม่รู้ได้ไง เรื่องเด็ก.....

 

                ผะ...ผมไม่ได้ไปทำใครท้องมานะผมตอบตามความเป็นจริงครับ ผมไม่ได้ไปทำใครท้อง แต่ผมเองต่างหากที่ ท้อง

 

                มึงอย่ามาโกหกไอ้ริว มึงบอกความจริงมาเดี๋ยวนี้พ่อยิ่งขึ้นเสียงหนักเข้าไปใหญ่ครับ แม่ผมที่นั่งข้างๆพ่อผมก็ช่วยดึงๆพ่อผมไว้ คาดว่าแม่คงกลัวว่าพ่อเขาจะลงไม้ลงมือกับผมเป็นแน่ครับ เพราะตอนนี้พ่อโกรธเหมือนกับตอนที่พ่อเขาโกรธพี่ริกเมื่อ 2-3 ปีก่อนเป๊ะเลยครับ

 

                จริงๆนะพ่อ ผมไม่ได้ไปทำใครท้องจริงๆผมเถียงขาดใจครับ คราวนี้ไม่ใช่เฉพาะพ่อเท่านั้นที่โกรธ ผมเองก็เริ่มขึ้นแล้วเหมือนกัน บอกตามตรงนะ กับพ่ออ่ะ ผมไม่เคยโกหก ไม่เคยขึ้นเสียงด้วยซ้ำไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นเสียงกับท่านครับ

 

                แล้วนี่อะไร ไอ้ริว มึงบอกกูสิ ว่านี่อะไร ทำไมไอ้นี่มันถึงมาอยู่ในห้องของมึงกัน มึงบอกกูมา!!!!”พ่อตวาดผมเสียงดัง พร้อมกับชูบางสิ่งบางอย่างที่เรียวเล็กให้ผมดู ไอ้ริวตาเบิกกว้างครับ

 

                ก็ไอ้ที่พ่อผมถือน่ะ

 

                มันที่ตรวจครรภ์ของผมเองนี่ครับ

 

                ทำไม?....

 

                ทำไม....ผมเริ่มปากสั่นครับ ดิ้นไม่หลุดแล้ว คราวนี้

 

                หึ...ทำไม แค่นี้ก็สั่นแล้วหรือไง ไอ้ลูกทรพี ใครเขาสั่งสอนให้มึงทำยังงี้ ห๊ะ! กูจำไม่ได้เลยนะ ว่ากูเคยสอนให้มึงชิงสุกก่อนห่าม มึงทำแบบนี้ มึงคิดมั้ย ว่ากูกับแม่มึงจะรู้สึกยังไง!!!!”พ่อลุกขึ้นจากโซฟา แล้วย่างสุขุมมาหาผม ที่ตอนนี้สั่นไม่ทั้งตัว จะด่าจะว่าผมยังไงก็ได้นะ แต่ตรงที่ผมทำให้พ่อกับแม่รู้สึกไม่ดี ผมเองก็รู้สึกไม่ดีไปด้วย จริงๆนะครับ สิ่งเดียวในชีวิตที่ผมจะไม่ทำ คือ ทำให้พ่อกับแม่เสียใจ แต่ตอนนี้ มันไม่ใช่แล้ว มันสายไปแล้วใช่มั้ยครับ

 

                พ่อ...ผม...

 

                มึงไม่ต้องมาเรียกกูว่าพ่อ กูไม่เคยมีลูกอย่างมึงเท่านั้นแหละครับ น้ำตาผมไหลนองหน้า

 

                มันเจ็บมากเลยนะครับ.....

 

                การที่ผมกำลังจะให้กำเนิดเด็กคนนึง มันเป็นที่ทำให้พ่อผมถึงตัดลูกตัดพ่อกันเลยเหรอ ถึงแม้ว่าผมทำให้พวกท่านสองคนเสียใจ แต่แค่เด็กที่ไม่รู้อะไรกำลังจะเกิดมา มันเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากเลยใช่มั้ย

 

                พ่อมึง...แม่พยายามดึงพ่อด้วยความอ่อนโยนครับ แต่มันก็ไม่ช่วยอะไรเลย พอผมทำท่าจะอ้าปากพูดอีกครั้งพ่อก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะคว้าปกเสื้อนักเรียนของผม เพื่อดึงให้ผมลุกขึ้น ไอ้ผมเองที่ตอนนี้ไม่มีแรงที่จะต่อกรกับใคร ก็เลยลุกขึ้นตามแรงที่พ่อดึงขึ้นครับ สายตาของพ่อตอนนี้มันน่ากลัวมากครับ ถึงแม้ว่าผมจะกลัว แต่ผมก็สบตาท่าน อยากให้รู้ว่าผมเสียใจมากแค่ไหน ที่ปล่อยให้เรื่องมันบานปลายขนาดนี้

 

                พ่อมึง อย่านะ ริวเขายิ่งไม่แข็งแรงอยู่นะ!”แม่วิ่งเข้ามาห้ามพ่อครับ เพราะตอนแรกพ่อทำท่าจะชกผม แต่แม่รีบวิ่งเข้ามาซะก่อน แม่ผมดึงแขนข้างที่พ่อกำลังจะง้างมือพอดีครับ

 

                หึ...ไม่แข็งแรงงั้นเหรอ เข้าใจผิดอะไรแล้วมั้งญา ไอ้ริวน่ะ มันแข็งแรงดี ดูสิ มีแรงไปทำให้ใครเขาท้องด้วย จะชกซักหมัดสองหมัด มันจะเป็นอะไรไป!”และไม่ทันขาดคำ พ่อก็ดึงแขนตัวเองที่โดนแม่ล็อคเอาไว้สุดแรง แม่ผมที่เอวบางร่างน้อยก็ทำได้แต่ล้มกับพื้นตามแรงดึง

 

                และ.....

 

 

                ผัวะ!!!!!

 

 

                พ่อ!!!!!”เสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่ตัวผมจะหันหน้าไปตามแรงชก นั่นก็คือเสียงพี่ริกกับไอ้ริน ที่เข้ามาในบ้าน ซึ่งเป็นจังหวะพอดิบพอดีที่ทั้งสองเห็นผมโดนพ่อชกหน้า

 

                แต่มันยังไม่หมดแค่นั้นครับ ด้วยความที่ผมเป็นคนตัวเล็ก บวกกับสภาพร่างกายที่ไม่สู้ดีของผม ทำให้ตัวผมที่โดนพ่อชก เซถลาไปทางโต๊ะตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆโซฟา....

 

 

                โครม!!!!

 

 

                ตัวผมไปกระแทกเข้ากับโต๊ะพอดิบพอดีครับ

 

                แถม มุมของโต๊ะ มันก็กระแทกโดนหน้าท้องผมอย่างแรง....

 

 

                เจ็บ.....

 

 

                พ่อ หยุดนะ ทำอะไรน่ะ!!!”พี่ริกเข้ามาดึงพ่อผมด้วยแรงที่มีอยู่ เพราะพ่อเขาทำท่าจะเข้ามากระทืบผมซ้ำอีกรอบ ส่วนไอ้ริน มันก็รีบวิ่งไปพยุงแม่ที่นั่งร้องไห้อยู่กับพื้น

 

                ด้วยความทั้ง 4 คนกำลังวุ่นวาย ไม่มีใครสักเกตเลยซักคน ว่าผมกำลังนั่งอยู่กับพื้น พร้อมกับกุมหน้าท้องด้วยสีหน้าเจ็บปวดอย่างรุนแรง มันไม่ได้เจ็บแบบจุกนะครับ ผมรู้ดี ว่าความรู้จุกเพราะโดนกระแทกมันเป็นยังไง แต่คราวนี้มันเจ็บยิ่งกว่านั้นครับ เจ็บไปหมดทั่วช่องท้อง เจ็บมาก เจ็บจริงๆนะ....

 

                ปล่อยกู ไอ้ริก กูจะไปกระทืบมันซ้ำ กูจะเอาให้ตายคาตีนกู!!!!”พ่อยังอาละวาดให้เลิก พยายามสะบัดให้หลุดจากการที่โดนพี่ผมดึงเอาไว้...

 

                เจ็บ....

 

                จะบ้าเหรอพ่อ นั่นไอ้ริว ลูกของพ่อ แล้วก็น้องของผมนะ!!!!”พี่ริกก็ไม่ยอมที่จะปล่อยพ่อผมง่ายๆครับ

 

                ช่วยด้วย....

 

                ใช่ พ่อทำแบบนี้ทำไมน่ะ ค่อยๆคุยกันดีๆไม่ได้เหรอ ไม่เห็นต้องลงไม้ลงมือกันเลยอ่ะ! พ่อเห็นมั้ย ว่าพ่อทำแม่เจ็บน่ะ!!!”ไอ้รินเองก็ส่งเสียงโวยวายเช่นกัน โดยที่มือทั้งสองข้างของมันกำลังช่วยพยุงแม่ให้ลุกขึ้น โดยที่ไม่มีใครสังเกตถึงอาการของผม

 

                พี่ราฟ.....

 

                ลูกของเรา....

 

                ลูกแม่....

 

                ใครก็ได้ ช่วยที...

 

                ผมที่กำลังสติเลือนราง ค่อยๆลืมตาดูเหตุการ์ณที่ยังวุ่นวาย แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งทำให้ผมละสายตาจากความวุ่นวาย มาดูที่ขาของตัวเองครับ เพราะผมรู้สึกว่า มีอะไรกำลังไหลออกจากตัว ไหลออกเหมือนน้ำ...เหมือน..........เลือด!

 

                เลือด....เต็มไปหมด

 

                กำลังไหลออกมาจากหว่างขาของผม.....

 

            ลูกของผม.....

 

 

                ไม่นะ!!!

 

 

                พี่ริว!!!!”เสียงไอ้รินเรียกผมเสียงดังก่อนที่ผมจะหมดสติ ผมค่อยๆใช้ความพยายามเฮือกสุดท้ายเงยหน้ามองบุคคลทั้ง 4 ที่กำลังหยุดนิ่งอยู่กับที่ โดยเฉพาะพ่อ ที่ดูท่าทางว่าตกใจมากที่สุด ผิดกับไอ้ริน ที่ได้สติก่อนใคร รีบวิ่งเข้ามาพยุงผมให้ออกจากกองเศษโต๊ะที่หักเสียหาย

 

                พี่ริว ทำไมเลือดพี่ไหลเยอะแบบนี้...พี่เป็นอะไรอ่ะ....ถึงแม้ว่าไอ้รินมันเป็นคนที่สติดีที่สุดในตอนนี้ แต่คำพูดของมันสั่นอย่างเห็นได้ชัด แถมท่าทางก็ยังลนลานอีกด้วย

 

                ช่วยด้วย....ลูก....ลูกของ...ของพี่....ริน....ช่วยพี่ด้วย....ผมได้แต่พูดพร่ำอยู่แบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา พร้อมกับความเจ็บปวดที่ผมได้รับ ผมไม่มีแรงที่แม้จะลุกขึ้น ไม่มีแรงจะพูดอะไร มากไปกว่าการขอความช่วยเหลือ

 

                ผมไม่อยากเสียเขาไป....

 

 

                พ่อ!!! พี่ริก!!! พาพี่ริวไปโรงพยาบาลเร็ว พี่เขาจะตายแล้วนะ!!!”เสียงไอ้รินหันไปตวาดบอกคนทั้ง 2 ที่กำลังตะลึงกับเลือดที่ไหลออกมาไม่ขาด พ่อที่ดูเหมือนจะตกใจกับเสียงไอ้ริน รีบวิ่งเข้าไปเอากุญแจรถแล้วสั่งให้พี่ผมพาผมขึ้นรถ

 

                ความรู้สึกครั้งสุดท้ายที่ผมรู้สึก ก็คือ พี่ชายที่เข้ามาหาผม พี่ริกเอาผ้าห่มมาห่อตัวผม ก่อนที่จะอุ้มผมด้วยแรงที่พี่เขามี พาผมไปขึ้นรถกระบะซึ่งตัวพ่อผมเองก็เป็นคนขับ โดยที่แม่ พี่ และไอ้รินขึ้นกระบะหลังตามมาด้วย....

 

                และความคิดสุดท้ายของผม....

 

 

                ช่วย ลูกของผมด้วยเถอะ...........

 

 

..........................................................................

 

 

 

 

                เจ็บ...

 

                เจ็บเหลือเกิน...

 

                เจ็บมาก...ใครก็ได้ ช่วยผมที...

 

                พี่ราฟ ลูกของ เรา....

 

                ลูกกำลังร้องไห้.....

 

 

 

                เจ็บ......

 

 

                พี่ริว! พี่ริวฟื้นแล้วแม่!”

 

 

                เสียงแรกที่ผมได้ยินหลังจากที่หมดสติเหมือนนานแสนนาน ก่อนที่ผมจะพยายามลืมตาขึ้น และสิ่งแรกที่เห็นคือไอ้รินกำลังตะโกนเรียกแม่ผม ที่กำลังทำอะไรซักอย่างอยู่ที่เคาว์เตอร์ปลายเตียง พอแม่ได้ยินเสียงไอ้รินเท่านั้นแหละ แม่ผมก็ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำอยู่มาหาผมทันทีทันใดครับ

 

                ริว...เป็นไงบ้างลูก...เจ็บตรงไหนอีกบ้างมั้ยแม่ที่น้ำตาคลอเบ้าถามผมเสียงแตกพร่า เหมือนท่านกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง ผมที่กำลังมึนๆงงๆก็ได้ขมวดคิ้วอ่ะครับ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมแม่ถึงร้องไห้...

 

                ไม่เป็นไรแม่ แค่มึนๆอ่ะ แม่เป็นอะไร ทำไม ร้องไห้ทำไม?ผมตอบปัดแม่ และถามกลับด้วยความเป็นห่วง ผมรู้สึกไม่ดีเลยนะ ถ้าเห็นแม่ร้องไห้เนี่ย

 

                คือ...คือแม่....แม่พยายามบอกอะไรซักอย่าง แต่แม่ก็ไม่พูดออกมาครับ ผมยิ่งใจเสียเข้าไปใหญ่ จริงสิ ก่อนที่ผมจะหมดสติ ผมจำได้ว่า ผมเห็น....เลือด!!!

 

 

                หรือว่า!!!???

 

 

                ลูกผม! ลูก....เค้า....ไอ้ริวตกใจทันใดครับ ก่อนที่ผมจะหมดสติไป ผมจำได้ว่าพ่อตบผมอย่างแรง จนตัวผมเซถลาไปโดนเข้ากับขอบโต๊ะที่ตั้งอยู่ข้างๆ จนผมล้มขม่ำ แต่ถ้าล้มเฉยๆก็คงไม่เป็นเรื่องหใญ่ แต่ท้องของผมกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะน่ะสิ ความทรงจำครั้งสุดท้าย คือ ผมเห็นเลือดที่ไหลโกรกออกจากหว่างขาผม มันไหลเยอะมาก เยอะจนผมกลัว ว่าจะเสียลูกไป

 

                ใจเย็นๆลูก ใจเย็นๆนะแม่เห็นผมที่เริ่มสติแตกก็รีบเข้ามากอดผมไว้แน่น แต่ผมกลับไม่รู้สึกอะไรเลยที่แม่กอดผม ผมรู้สึกกลัวมากกว่า กลัวกับคำตอบของแม่ กลัวแม่ตอบว่า ลูกของผมแท้งไปแล้ว

 

 

                ลูกของผมกับพี่ราฟ

 

                ลูกผมอ่ะ เขา....ฮึก...แม่ตอบผมมาสิ เขายังอยู่มั้ย?ผมถามแม่ด้วยเสียงแหบพร่า ผมจะร้องไห้แทนแม่แล้วครับ มือผมสั่นไปหมดครับ กลัวมากจริงๆนะ

 

                ไม่เป็นไรลูก หลานแม่ยังอยู่นะ เขายังแข็งแรง เขาปลอดภัยนะลูก...แม่ตอบผมทั้งรอยยิ้มครับ ผมนี่พอได้ยินว่าลูกของผมปลอดภัย ไอ้ริวก็เริ่มยิ้มได้แล้วครับ เขาปลอดภัย ดีใจเหลือเกินครับ

 

                จริงนะ แม่ เขาไม่เป็นไรจริงๆนะ.....ฮึก...ผมถามย้ำเพื่อความแน่ใจครับ และเมื่อแม่ผมพยักหน้ารัวๆเพื่อให้ผมแน่ใจว่าแกยังปลอดภัย ไอ้ริวก็ทำการปล่อยโฮเลยครับ เขาปลอดภัยแล้ว ลูกของผมกับพี่ราฟ เขาได้มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกแล้ว.....

 

            ช่วงเวลานั้น ผมบอกตามตรงนะครับ ว่าผมดีใจมากๆ ที่ลูกของผมยังมีชีวิตอยู่ ถ้าผมเสียเขาไป ผมอาจจะขาดใจตายไปเลยก็ได้ คนเป็นแม่คงรู้นะครับ ว่าการที่เราได้ทำหน้าที่กำเนิดเด็กมาซักคน มันเป็นอะไรที่ยิ่งเกินกว่าใครจเข้าใจได้

 

 

           

            หลังจากนั้นเป็นต้นมาครอบครัวผมก็เริ่มดูแลและประคบประหงมผมอย่างดีเลยครับ พ่อจากที่ตอนแรกแอนตี้ผมเอามากๆ กลายเป็นดูแลอย่างดี เวลาไปหาหมอ พ่อผมก็เป็นคนพาผมไปหาหมอ หรือเวลาที่ผมต้องเดินไปไหนมาไหน พ่อจะเป็นถามไถ่ตลอดเวลา ว่าไปไหนกลับกี่โมง อะไรทำนองนั้น และก็พ่อเขาก็ไม่เซ้าซี้ถามถึงเรื่องเด็กในท้อง ว่าเป็นพ่อของเด็กเป็นใครอีกด้วย ส่วนแม่นี่ ไม่ต้องพูดถึงครับ ดูแลทุกอย่าง ทั้งอาหารการกิน เสื้อผ้า การเป็นอยู่ของผม นี่เป็นหน้าที่แม่เลยครับ ส่วนเพื่อนน่ะเหรอ

 

                เหอะๆ

 

 

                วงแตกเลยครับ ตอนที่พี่ผมไปบอกทุกคนว่าผมท้อง เพื่อนผมนี่ต่างพากันงงครับ ไอ้ริวไปท้องตอนไหน อะไรแบบนั้น 555 มันน่าขำดีนะครับ โดยเฉพาะไอ้พวกที่ตามๆจีบผมอยู่อ่ะยิ่งแล้วใหญ่ พี่วินนี่จิตตกไปหลายวันครับ พี่แชมป์ไม่มองหน้าผมหลายวัน ไอ้ข้าวนี่แรงครับ เข้าวัดทำบุญ นุ่งขาวห่มขาว (ขนาดหนัก) ส่วนอิตรี อึ้งไปหลายวัน หายหน้าหายตาไปซะงั้น และคู่แฝดนรกอย่างไอ้หลงไอ้หยก ร้องไห้โฮต่อหน้าแม่มันเลยครับ เชื่อเค้าเลยให้ตายเด่ะ

 

            ส่วนเพื่อนๆคนอื่นๆนี่อยู่อารามแบบว่า มึงท้องตอนไหน? มึงไปป่ำปั้มกันตอนไหนทำนองนั้น (แหม ใครจะไปบอกล่ะครับ ว่าพวกเราไปมีอะไรกันตอนไหน จริงมั้ยล่ะ?) แต่ที่แน่ๆ เวลาพวกมันมาบ้าน ก็เข้ามาถามเรื่องสุขภาพของผมใหญ่ครับ ก็นะ หลานคนแรกของมัน โอ๋กันใหญ่เชียวล่ะ พอถามพวกมันว่า มากูทำไม มันตอบ กูไม่ได้โอ๋มึง กูโอ๋ลูกมึง เออดี ลูกกูยังไม่ทันเกิดไม่ทันรู้เพศ เฮ้อ

 

                พอเริ่มเข้าเดือนที่ 5 พ่อเริ่มให้อยู่บ้านอย่างเดียวครับ ไม่ให้ไปไหนเลย (ความจริงแกให้ผมเลิกเรียนตั้งกะวันที่เข้าโรงพยาบาลแล้วล่ะครับ) เวลาจะให้หมอตรวจ พ่อให้น้องชายพ่อ ที่เป็นหมอมาดูที่บ้านครับ (โชคดีที่อาหมอผมเป็นกุมารแพทย์บวกกับเมียแกเป็นสูตินารีแพทย์ก็เลยช่วยกันดูแลครับ แหม ธุรกิจในครอบครัว 555+) พ่อเขาเห่อหลานครับ ถึงพ่อเขาจะไม่รู้ว่าเด็กในท้องนี่ลูกใคร ผมไม่ได้บอกใครครับ ว่าเด็กในท้องผมเป็นลูกใคร ยกเว้นพวกเพื่อนๆพี่ๆในแก๊งค์ครับ ไอ้พวกนั้นรู้อยู่แล้วว่าใครเป็นพ่อของลูกผม แต่พวกมันไม่พูดกันครับ เดี๋ยวงานเข้า แต่ก็นะ ถือว่าเด็กคนนี้เป็นหลานของพ่อ พ่อเขาก็รักอ่ะครับ เลือดเนื้อเชื้อไขของลูกชายตัวเองนี่หว่า ไม่รักก็บ้าแล้ว

 

                 หลังจาก 5 เดือนไปแล้ว หน้าท้องของผมเริ่มตึงครับ คนภายนอกดูออกได้เลยว่าไอ้ริวกำลังท้อง ตอนแรกพวกเพื่อนๆบ้านเขานินทาครับ ว่าไอ้ริวท้องไม่มีพ่อ แต่ประทานโทษพอเสียงพวกนินทาไปให้เข้าหูพี่ผมเข้า พี่แกวีนแตกครับ ดีนะครับที่พี่พีชแกคว้าทัน ไม่งั้นคงงานเข้าขึ้นโรงขึ้นศาลกันไปข้างนึงกันแน่ๆ เพราะบ้านนั้นเขาสนิทกับตำรวจดีซะด้วยซี่ เกือบครับๆ

 

                พอหลังๆเสียงนินทาก็เงียบไป แต่พวกญาติๆผมนี่สิครับ บานตะไท แห่กันมาเหมือนไม่เคยเห็น (ทั้งๆที่น้า พี่ น้อง ญาติที่เป็นผู้ชายเคยตั้งท้องกันเกือบหมดอ่านะ) โหย บ้านผมแทบถล่ม แม่เจ้า ของฝงของฝากนี่เต็มบ้านครับ โดยเฉพาะนมกระป๋อง (นมผงนั่นแหละ) มีเป็นกระตั๊กครับ เห็นแม่ผมบอกว่า พวกลุงๆป้าๆกลัวผมมีนมให้ลูกไม่พอ ก็เลยซื้อเผื่อไว้ๆ โอย ขอบคุณครับ แต่ถ้าจะกรุณา ช่วยดูหน่อยสิครับ ปริมาณมันในตอนนี้กะจะให้ลูกผมกินถึงชาติหน้ารึง๊าย ซื้อมาจริง เต็มบ้านแล้วคร๊าบบบบ

 

                และแน่นอนว่า ถ้าหากพวกญาติๆมากันเต็มบ้านแบบนี้ ก็จะมีการนั่งคุยกันเป็นกลุ่ม เช่น คุยถึงสารทุกข์สุกๆดิบๆ (เฮ้ย! ไม่ใช่ลาบเฟ้ย) ดินฟ้าอากาศ หรือแม้กระทั่งหวยงวดนี้ออกอะไร (ข้อนี้ บ้านคนเขียนมีทุกวันค่า : คนเขียนของหน่อยเถอะ) มีหมดครับ

 

                แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นครับ คือ ในจำนวนหัวข้อการสนทนาของพวกญาติๆของผม ก็พูดถึง เพศ ของลูกผมกันมาก โดยเฉพาะพวกสาวๆ (คราวรุ่นป้า) จะพูดกันบ๊อบบ่อย เห็นหมอเขาบอกว่า ตอนนี้ผมสามารถอุลตร้าซาวด์ได้แล้วครับว่าลูกผมเป็นเพศอะไร แต่ผมขอรอลุ้นครับ อยากลุ้นครับ ว่าเด็กคนนี้เป็นเพศอะไร แต่ที่แน่ๆมีการเดาครับ

 

                คือว่า ถ้าหากท้องแม่ไม่ใหญ่ ไม่กลม ฟันธงได้เลยว่าลูกสาว หรือถ้าหากว่าท้องใหญ่ และกลมจะเป็นลูกผู้ชาย แม่ผมบอกมาแบบนั้นนะ แล้วท้องผมอ่ะ มันไม่กลมและไม่ใหญ่ครับ คาดว่าคงจะเป็นผู้หญิง แต่น้าผมเขาท้วงขึ้นมา ไอ้ริวนี่อยู่ในประเภทท้องสาวครับ (หมายถึงท้องแรก) พวกท้องสาวนี่จะท้องไม่ใหญ่ครับ ฟันธงได้ยากว่าเด็กในท้องจะเป็นผู้หญิงเสมอไป ดังนั้น ไอ้ริวได้ลุ้นครับ ว่าลูกเป็นหญิงหรือชาย

 

            แต่ไอ้เพื่อนเลวของผมน่ะสิครับ มันเอาไปพนันกัน เออ เจริญกันเข้าไป มันเห็นทุกอย่างพนันได้หมดเลยหรือไงวะ วันก่อนนู้น เห็นหมานั่งขี้ แหม๊ มันอุตส่าห์มานั่งพนันกันครับ ว่าหมาจะขี้ออกมากี่ก้อน โอย จะบ้าตายครับ มันไม่มีอะไรทำกันแล้ว

 

                ส่วนข่าวคราวของไอ้พี่ราฟ ก็เหมือนเดิมครับ ไร้วี่แวว ไม่มีแม้ข่าวสารติดต่อมา แม่มันเองก็กังวลครับ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหายเงียบไปเลย (ทางบ้านไอ้ราฟไม่รู้ครับ ว่าผมท้อง เพราะไม่ได้บอก) นี่ก็ห้าเดือนเข้าไปแล้ว ทางย่าไม่ยอมส่งข่าวให้ซักที ไอ้โมเองก็หวั่นใจครับ กลัวว่าพี่ซีสามีมันจะไปหาสาวอื่น เห็นมันติ๋มๆหงิ๋มๆแบบนี้ มันเองก็รักพี่ซีเอามากๆอยู่นะครับ หลายวันมานี่มันมาร้องไห้กับผมประจำ แล้วใช่ว่าผมจะไม่อยู่เฉยนะครับ ผมเองก็เป็นห่วง ผมรักของผมเหมือนกันนะ ถ้าหากมันกลับมาแล้วไม่รับเด็กคนนี้เป็นลูกผมก็ไม่ว่า ขอให้รู้ข่าวคราวก็พอ

 

                หลายครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้ครับ ตอนแรกผมคิดว่าผมจะบอกไอ้ราฟเมื่อมันกลับมา ว่าเด็กที่ผมอุ้มท้องอยู่เนี่ย เป็นลูกของมันกับผม แต่พอคิดๆไป ไอ้ราฟมันเป็นคนมีอนาคตนะครับ ปู่มันเป็นถึงเจ้าสัวใหญ่ มีไร่ทางภาคเหนือร้อยๆไร่ ย่ามันก็เป็นคุณหญิง ไหนจะพ่อไอ้ราฟที่เป็นเจ้าของบริษัทท่องเที่ยว และยังจะแม่มันที่เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนดังๆ แถมยังพ่วงด้วยเจ้าของร้านอาหารมากกว่าสิบสาขาในจังหวัดอีก คิดดูสิครับ ยิ่งบ้าน เศรษฐอนันต์มีลูกชายสองคน ที่ดูแล้ว เป็นอนาคตของตระกูล เห็นพี่โรมแกบ้าๆบ๊องๆแบบนี้ อย่าดูถูกเชียวครับ เห็นแบบนั้นเก่งคอมโคตรๆ เรื่องบริหารไม่ต้องพูดถึง โคตรสุดยอดอ่ะ

 

                แล้วดูไอ้ราฟมันสิครับ ทั้งหล่อ ทั้งรวย แถมเก่งไปเสียทุกอย่างแบบมัน มีหรือที่ปู่กับย่ามันจะปล่อย สมควรอยู่หรอกครับ ที่ย่ามันจะไม่ชอบผม

 

                ดูไอ้ริวสิครับ อะไรล่ะ เด็ก ม.4 ที่ไม่ทันเรียนจบก็ท้องโย้ แถมการเรียนก็ไม่ได้เรื่อง หน้าตาก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร (ไม่จริง : คนเขียนเถียงขาดใจ) สถานะทางบ้านก็ปานกลางไม่ได้รวยอะไรนักหนา จะไปเทียบอะไรกับไอ้ราฟ คนเริ่ดเลอแบบนั้น

 

                ยิ่งคิดก็ยิ่งน้ำตาไหลครับ มันเจ็บจริงๆนะ ถึงจะรักกัน แต่ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ กะว่าถ้าหากไอ้ราฟมันกลับมาหลังจากที่ผมคลอด ผมจะบอกเลิกมันครับ ถึงแม้ว่าใจอยากจะบอกไอ้ราฟใจจะขาด ว่าเด็กคนนี้คือลูกของเราสองคน แต่ผมก็ไม่อยากจะตัดอนาคตมันครับ คนอย่างมันมีอนาคตไกล ไม่คู่ควรกับคนอย่างผมอยู่แล้ว ลูกของผม ผมเลี้ยงเองได้ครับ ถึงแม้ว่าผมจะสงสารลูกผมที่ไม่มีพ่อ แต่ผมก็ไม่อยากที่จะทำร้ายคนที่รัก

 

                เพราะฉะนั้นผมจึงบอกทุกคนในแก๊งค์ หรือใครๆที่สนิทกับไอ้ราฟ ช่วยเก็บเรื่องที่ผมท้องไม่ให้เข้าหูพวกบ้านเศรษฐอนันต์ ไม่เว้นแม้กระทั่งพวกแม่บ้านบ้านหลังนั้นครับ ปิดเงียบหมดทุกอย่าง ไม่มีใครรู้จริงๆ

 

                บางทีเรื่องมันอาจจะง่าย

 

ถ้าหาก

 

ไอ้ราฟไม่รับเด็กคนนี้เป็นลูก….

 

 

            และนั่น ก็อาจจะทำให้ผมเจ็บไปจนวันตาย

 

 

 

                และแล้ว สามเดือนก็ผ่านไปด้วยบรรยากาศชื่นมื่น

 

                ตอนนี้ผมอุ้มท้องเขาได้เกือบๆจะ 9 เดือนแล้วล่ะครับ ท้องผมไม่ใหญ่อย่างที่พวกญาติๆเดาไว้จริงๆด้วยครับ ก็แหงล่ะ ท้องสาวก็เงี๊ยะ ผมตื่นเต้นมากๆเลยครับ ไม่กี่วันผมก็จะได้เห็นหน้าลูกของผมแล้ว สุขภาพแกก็แข็งแรงดี แต่สุขภาพแม่น่ะสิ ท่าจะแย่

 

                ฮ่ะๆ ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้นหรอกครับ ก็แค่ลิงเจี๊ยกอย่างไอ้ริวไม่สามารถกระโดดโลดเต้นได้เหมือนก่อน ก็นะ เก้าเดือนแล้วใครจะบ้ามากระโดดเหยงๆให้ลูกตกใจเล่นกันล่ะครับ ไอ้ริวล่ะเซ็ง ยิ่งเวลาเดินโคตรทรหด ไม่ค่อยไหวอ่ะครับ หนักท้อง สงสัยลูกผมคงตัวใหญ่ ผมเริ่มรักแม่เข้ามากๆก็ช่วงนี้แหละครับ เพิ่งรู้ว่าการตั้งท้องมันลำบากแบบนี้นี่เอง แม่คร๊าบ ผมรักแม่จัง

 

                ดีนะครับ ที่ตอนคลอดพวกผู้ชายที่ท้องส่วนมากเขาผ่าครับ แหม ถ้าเบ่งเอง ไอ้ริวได้ช็อคตายครับ ตอน ม.2 เคยเข้าค่ายพระพุทธรรม พระอาจารย์เอาคลิปคนคลอดลูกมาให้ดู อ๊อก จะเป็นลมครับ คนเป็นแม่นี่สุดยอดเลยให้ตายสิ เขาต้อง…. อ่า อย่าให้ไอ้ริวพูดเลยครับ จะเป็นลมเอาเสียให้ได้เชียว

 

                ยิ่งช่วงๆนี้มีการเจ็บหน่วงๆที่ท้องบ่อยๆเสียด้วยง่ะ แม่บอกว่า มันเป็นการเจ็บท้องเตือนครับ คงอีกไม่นานแล้ว ซึ่งวันนี้ก็เหมือนกันครับ ปวดตั้งแต่เช้าแน่ะ

 

                อ่อยมันเจ็บอีกแล้วอ่ะแม่ผมบอกแม่ในขณะที่ไอ้ริวนอนยาวบนโซฟาในบ้านครับ แม่ผมที่กำลังพับผ้าอ้อม (เตรียมรอเลยครับแม่ผม) หันมาสนใจ

 

                ทนเอาหน่อยสิลูก ยังไม่ถึงกำหนดเลยไม่เหรอ ตั้งอีกหลายวันนี่แม่บอกผม พลางเดินมาลูบๆคลำๆท้องผมดูครับ

 

                แต่มันเจ็บจริงๆนะแม่ เนี่ย ตั้งแต่เช้าแล้วด้วยผมบอกต่อ

 

                ตั้งแต่เช้าเชียวเหรอ?แม่ถามเพื่อความแน่ใจ โธ่แม่ ผมจะโกหกได้อะไรเล่า

 

                อือผมตอบแล้วก็ต้องนิ่วหน้าอีกครั้งครับ ตอนนี้ก็เป็นเวลาหกโมงเย็นของวันๆหนึ่งครับ ผม แม่ และพ่ออยู่บ้าน ส่วนพี่ริกกับไอ้ริน วันนี้ไปเข้าค่ายครับ ผมก็ไม่รู้ว่าเข้าค่ายอะไร แต่เห็นว่าพวกเด็ก ม.3-.6 ไปกันหมด พวกเพื่อนๆผมก็เลยไม่ได้มาเยี่ยม แถมไปวันนี้ แล้วยังไปกันเป็นอาทิตย์ (เข้าค่ายเหี้ยไรฟะ!) บ้านก็เลยเหงาอย่างนี้ล่ะครับ (ส่วนไอ้หลงกับไอ้หยก วันนี้มันต้องไปเรียนพิเศษ เห็นพี่กิมลั้งบอกว่าพวกมันสองตัวตกวิชาภาษาไทยทั้งคู่ครับ)

 

                ทนๆเอานะลูก เราจะเป็นแม่คนอยู่แล้วนะ แค่นี้ก็น่าจะทนไหวนี่นา เอาล่ะ เดี๋ยวแม่ไปเอาน้ำมาให้ละกันนะว่าแล้วแม่ผมก็เดินเข้าไปในครัว ปล่อยให้ไอ้ริวต้องนิ่วหน้าปวดท้องเป็นพักๆ

 

                แต่ไม่ทันที่แม่จะเอาน้ำมาให้ จู่ๆท้องผมมันก็ปวดอย่างรุนแรงขึ้นมาครับ

 

                เจ็บ

 

 

                อะโอ้ย!!!”และแล้วไอ้ริวก็ต้องร้องลั่นครับ เมื่อท้องของผมมันเจ็บจี๊ดอย่างรุนแรง เจ็บกว่าครั้งไหนๆเลยอ่ะครับ มันเจ็บแบบหน่วงๆอ่ะ แต่หน่วงเชี่ยไรไม่รู้ โคตรเจ็บเลยครับ เจ็บจนไอ้ริวน้ำตาเล็ดอ่ะครับ

 

                จากที่ตอนแรกไอ้ริวนั่งบนโซฟา ร่างกายของผมก็ทรุดมานั่งพื้นจนได้ครับ แรงที่จะพยุงตัวเองขึ้นมาก็ไม่มี เสียงก็แทบหายไปกับความเจ็บปวดที่ผมกำลังเป็นอยู่ มือข้างนึงของผมจับเบาะโซฟาไว้ ส่วนอีกข้างกำลังกุมท้องไว้อย่างดี กลัวครับ ว่าถ้าหากเจ็บแบบนี้ ลูกผมอาจจะเป็นอะไรไป

 

                แต่ตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียว

 

                ใครก็ได้ ช่วยที….

 

 

                ริว น้ำเย….ว้าย!!! ริวแม่ผมที่เดินมาพร้อมกับแก้วน้ำ แต่พอแม่เห็นผมในสภาพที่ไอ้ริวทรุดนั่งลงกับพื้น แม่เขาก็โยนแก้วปลิวไปร้อยเมตร และรีบกุลีกุจอมาคว้าผมไว้ ก่อนที่ไอ้ริวจะหน้าขม่ำไถไปกับพื้นเนื่องจากเจ็บจนขยับตัวไม่ไหว

 

                ริวเป็นอะไรไปลูก เจ็บท้องเหรอ?แม่ผมเอ่ยถาม ส่วนไอ้ริว พูดไม่ออกครับ เจ็บไปหมดทั้งท้อง ได้แต่พยักหน้าน้อยๆให้แม่ผม ทีนี้ล่ะครับ บ้านแตก

 

 

                เมื่อได้คำตอบจากผมปุ๊บ แม่แกก็โวยวายลั่นบ้านถามหาพ่อผมใหญ่ พ่อผมที่คาดว่าคงจะทำอะไรอยู่หลังบ้าน ก็รีบวิ่งร้อยเมตรมาเลยครับ พอพ่อเขาเห็นผมก็เข้ามาช่วยพยุงผมด้วย แต่แม่ผมไล่ให้พ่อผมไปเอารถกระบะออก เพราะแม่จะพาผมไปโรงพยาบาล

 

                พอไปถึงโรงพยาบาล ก็ต้องรอครับ แต่รออยู่ในห้องผู้ป่วย ซึ่งตอนนั้นไอ้ริวเจ็บท้องจนร้องไห้โฮเลยครับ โอย ไม่สนแล้วว่าอายใคร ตอนนี้รู้แต่ว่าเจ็บอย่างเดียว ดิ้นไปดิ้นมาบนเตียง จนรู้สึกถึงน้ำอะไรเลอะเต็มเตียง ผมเงยหน้าไปดูทั้งๆที่เจ็บปวดแทบตาย ปรากฏกว่ามันเป็นน้ำใสๆ ผมไม่รู้ว่าน้ำอะไร แต่แม่ผมแกรีบเข้าไปบอกกับพยาบาลว่าน้ำคล้ำ (เขียนแบบนี้ป่าวหว่า : คนเขียน) แตกแล้วอ่ะ ซึ่งพอพยาบาลรีบเดินออกไปปุ๊บ พี่กิมลั้งกับแฝดนรกหลงหยกก็วิ่งเข้ามาในห้องผมปั๊บ คาดว่าพี่กิมลั้งกำลังไปรับไอ้สองคนนี้จากที่เรียนพิเศษ พอได้ข่าวจากข้างบ้าน ก็รีบแวะมาก่อนเลย

 

                และแน่นอนว่าไอ้ริวกำลังร้องไห้โฮเพราะเจ็บท้องเอามากๆ พี่กิมลั้งแกรีบเข้าลูบหัวผมใหญ่ บอกว่า ใจเย็นๆ ผมกำลังจะได้เห็นหน้าลูกแล้ว ใจเย็นไม่ไหวแล้วครับ ตอนนี้เจ็บอย่างเดียวเว้ยยยย ส่วนไอ้หลงไอ้หยกนี่ตัวสั่นทั้งคู่ครับ คาดว่าคงทำอะไรไม่ถูก พ่อผมเลยเตะโด่งไอ้สองคนนั้นออกนอกห้อง เนื่องจากเกะกะขวางทาง

 

                ซักพัก พยาบาลก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับคุณหมอ (อาผมนั่นแหละ) อาหมอเข้ามาแล้วเอาที่ตรวจ (เขาเรียกว่าอะไรอ่ะ ที่เป็นสายยาวๆแล้วสวมที่หูหมอ อีกอันเอามาตรวจฟัง) มาทาบบนท้องผมแล้วฟัง ฟังได้ซักพักอาหมอก็ให้พยาบาลเข็นเตียงออกไป

 

                ซึ่งเป้าหมายมันก็คือ ห้องผ่าตัด

 

                ยอมรับนะ ว่าผมกลัวมากๆกับห้องคลอด บอกแล้วไง ว่าไอ้ริวไม่ถูกโรคกับโรงพยาบาล กลัวจับใจโดยเฉพาะกับเข็มฉีดยา ผมนี่ทั้งสั่นทั้งเจ็บครับ หวาดๆกับห้องคลอดซักพัก แต่พอแม่ผมสังเกตเห็นสีหน้าผม แม่ผมก็เข้ามาพูด

 

                ใจเย็นๆนะลูก ไม่ต้องกลัวนะ อีกไม่กี่ชั่วโมง ริวจะได้เห็นหน้าลูกแล้ว ริวอยากรู้ไม่ใช่เหรอ? ว่าเขาเป็นผู้หญิงหรือชาย

 

                ผมพยักหน้าหงึกๆทั้งน้ำตา แม่ก็ยิ้มครับ

 

                เพราะฉะนั้น ลูกต้องอดทนนะ เพื่อให้เขาได้กำเนิดมาอย่างปลอดภัย ไม่ต้องกลัวนะลูก

 

                หลังจากนั้น หมอเขาก็ทำการฉีดบล็อกหลัง (คือการฉีดยาเข้าสู่เส้นประสาทข้างหลัง) เพื่อให้ร่างกายของผมชา ทีนี้แหละครับ ท้องผมก็ไม่เจ็บแล้ว คือเอาง่ายๆนะครับ ตั้งแต่คอลงไป ร่างกายผมชาไปเสียหมด ก็อันเนื่องมาจากการฉีดบล็อกหลังนั่นแหละครับ

 

                ซักพักใหญ่ๆอาหมอ ผู้ช่วยและพยาบาลก็ทยอยกันเข้ามาในห้องคลอดครับ ก่อนที่เขาจะฉีดบล็อกหลัง เขาให้นอนบนเตียงผ่าตัดอยู่ก่อนแล้วครับ นึกออกมั้ย เตียงที่มีที่วางแขน ซึ่งท่านอนของผมก็คือกางแขนออกสองข้าง (นึกถึงพระเยซูโดนตรึงกางเขนนั่นแหละฮะ) โดยที่หน้าผมมีผ้าปิดหน้า ผมได้เห็นเพียงแค่แสงไฟจากไฟห้องผ่าตัดเท่านั้นแหละครับ

 

                แล้วก็มีพยาบาลคนนึงเข้ามานั่งคุยกับผม แบบว่า เขาชวนคุยอ่าครับ เพราะท่าทางหมอกำลังจะลงมีดเผื่อผ่าเด็กออกมา พยาบาลเขาคุยโคตรมีสาระเลยครับ ถามสารทุกข์ดิบผมทุกอย่าง ก็นะ เขาชวนคุยไม่ให้ผมสนใจกับการผ่าตัด ที่หมอกำลังทำ ถึงแม้จะมีคนคุยด้วย ผมก็รู้สึกกลัวๆด้วยอ่าครับ เพราะตอนแรกๆที่เริ่มเข้าห้องผ่าตัด ผมเจ็บท้องมากๆ แต่ตอนนี้กลับไม่รู้สึกอะไรเลย จึงทำให้ผมค่อนข้างที่จะกลัวอยู่

 

                ผมไม่แน่ใจว่าผ่านไปกี่นาทีกี่ชั่วโมง คือจู่ๆงานพยาบาลก็เลิกคุยกับผมแป๊บนึง ก่อนที่จะเดินเข้ามาหาผม (ผมได้ยินเสียงเดินอ่าครับ) และสิ่งที่ให้ผมน้ำตาไหลก็บังเกิดขึ้นครับ

 

 

                ตอนนี้เด็กออกมาแล้วนะคะ ครบ 32 ด้วยนะคะ ยินดีด้วยเท่านั้นแหละครับ ไอ้ริวสะอื้นทันใด

 

 

                เขาเกิดแล้วครับ ลูกของผม เขาออกมาแล้ว และยังปลอดภัยด้วย

 

 

                อุแว้!~!!!”

 

                เสียงแรกหลังจากที่นางพยาบาลบอกผม คือเสียงเด็กทารกร้องครับ นั่นเสียงของลูกผมใช่มั้ย? ใช่เขาใช่มั้ยครับ ผมไม่สนใจเสียงของคนอื่นเลยครับตอนนี้ ผมสนใจแต่ฟังเสียงลูกของผมร้องเท่านั้น เขาร้องดังมากครับ ร้องดังคลอไปกับน้ำตาของผมที่เต็มหน่วยตา ดีใจเหลือเกินครับ เขาปลอดภัย แถมยังเสียงใส สงสัยลูกผมอนาคตต้องเป็นนักร้องแน่ๆ

 

                และจู่ๆนางพยาบาลก็เอาผ้าที่ปิดตาผมออก ผมรู้สึกแสบตาอยู่นิดหน่อยครับ ก็นะ ถึงแม้ว่าจะมีแสงนิดหน่อย แต่มันก็ยังมืดอยู่ดี กว่าจะปรับสายตาได้ใช้เวลานานซักพักครับ แต่แล้ว สิ่งทีทำให้ผมตาสว่าง รีบปรับเลนส์ทันใด นั่นก็คือ

 

            นางพยาบาลอุ้มเด็กทารกคนนึงมาให้ผมดูครับ ไอ้ริวที่ยังงงๆมองเด็กคนนั้นอย่างแปลกใจ ผมมองหน้านางพยาบาลเป็นเชิงถาม นางพยาบาลคนนั้นกลับไม่ตอบ แต่ยิ้มให้แทนครับ ไอ้ริวยิ่งน้ำตาไหลพรากครับ

 

                ครั้งแรกในชีวิต ที่ผมได้เห็นหน้าเขา เด็กทารกน่ารักคนนี้คือลูกของผมใช่มั้ยครับ?

 

                ยินดีด้วยนะคะ คุณแม่มือใหม่ ลูกของคุณแม่เป็นเด็กผู้หญิงนะคะนางพยาบาลคนนั้นพูดขึ้นพลางยิ้มให้ผม คาดว่าเขาคงอ่านสายตาผมออกล่ะมั้งครับ ก็เลยบอก

 

                ลูกสาว

 

                ลูกของผมกับไอ้ราฟ

 

                ถึงแม้ว่าผมไม่แน่ใจว่าพ่อของเด็กคนนี้จะยอมรับเป็นลูกหรือเปล่า? แต่ตอนนี้ผมกลับดีใจที่แกเกิดมา เป็นพยานรักของเราทั้งสองคน เด็กคนนี้เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผม แค่นี้ผมก็ภูมิใจแล้วล่ะครับ ภูมิใจที่แกเกิดมาในเวลานี้ ตอนนี้ผมไม่นึกเสียใจอีกแล้วล่ะครับ แค่ขอให้เลี้ยงเด็กคนนี้ให้ดีที่สุด

 

 

 

…………………………………………………………

 

 

 

 

 

                แง้!~!!!”

 

            โอ๋ๆ หลานยาย หิวแล้วเหรอลูก หืม?

 

            หลังจากที่ผมคลอดได้เกือบอาทิตย์ อาหมอก็อนุญาตให้ผมกลับบ้านได้เป็นกรณีพิเศษครับ เพราะอาหมอบ้านอยู่ใกล้ๆบ้านผม ไอ้ริวก็ได้กลับบ้านก่อนเวลาปกติ อาหมอบอกให้ผมอยู่บ้านอ่ะดีแล้ว ถ้าหากอยู่โรงพยาบาลอีกล่ะก็ มีหวังไอ้ริวประสาทกินครับ ถึงแม้ว่ามีคนนอนเฝ้า แต่ยังไงผมก็ไม่ถูกกับโรงพยาบาลอยู่ดีน่ะแหละครับ อีกอย่าง อาหมอกลัวผมพังของครับ แหงล่ะ คนไม่ถูกกับโรงพยาบาลก็เงี๊ยะ

 

                และแน่นอนว่า สมาชิกตัวน้อยที่เพิ่งเกิดออกมาก็ออกมาพร้อมผมด้วยเหมือนกันครับ ลูกคนแรกของผม และหลานคนแรกของพ่อแม่ เด็กหญิง อารยา แสงทอง หรือ น้อง โอรีฟ นี่คือชื่อของลูกสาวผมครับ

 

                ทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง เป็นฝีมือการตั้งของผมเองครับ ทุกคนไม่รู้หรอกครับ ว่าทำไมผมถึงตั้งชื่อลูกแบบนี้ ที่แน่ๆ มีผมคนเดียวเท่านั้นที่รู้สาเหตุ

 

                อารยา ขึ้นต้นด้วยตัว อ ซึ่งมาจากชื่อ อัศวะ ของไอ้พี่ราฟ และสาเหตุที่ผมไม่เขียนชื่อเล่นของลูกผมด้วยอักษร ล ทั้งๆที่มันน่าจะเขียนเป็น โอลีฟ และผมกลับตั้งชื่อเขาเป็นอักษร ร กลาย เป็นโอรีฟ ก็เพราะ ร เป็นตัวขึ้นต้นของคำว่า ราฟ ยังไงล่ะครับ

 

                ขอแค่เล็กน้อยเท่านั้น ที่เป็นสิ่งบ่งบอกว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของคนๆนั้น

 

                แค่นี้ก็พอใจแล้วครับ

 

                โอรีฟมีสิ่งที่เหมือนพี่ราฟด้วยนะครับ นั่นก็คือโครงหน้าและจมูกได้มาจากไอ้ราฟเต็มๆ คือที่บอกมาเนี่ยเหมือนไอ้ราฟมากเลยครับ ผมเห็นแว่บแรกแทบจะร้องไห้เพราะนึกถึงคนๆนั้น ดีนะครับ ที่พวกพ่อแม่และญาติๆดูไม่ออก เพราะส่วนมากโอรีฟจะเหมือนผมซะมากกว่า ทั้งตา ปาก แก้ม และผิว ได้ผมมาเต็มๆเชียว ไม่งั้นเรื่องใหญ่แน่ๆครับ ยิ่งผมไม่อยากให้ฝ่ายนู้นรู้เรื่องด้วย

 

            ตอนนี้แม่ผมกำลังอุ้มลูกผมอยู่ครับ เนื่องด้วยไอ้ริวยังไม่สามารถอุ้มพาไปไหนมาไหนได้ ยกเว้นเวลาผมนั่งเท่านั้นที่จะยกไหว เพราะผมคลอดลูกด้วยวิธีผ่าหน้าท้อง ดังนั้นเวลาผมก้มลงอุ้มลูก ผมจะเจ็บแผลมาก แม่กับพ่อก็เลยไม่ให้ผมอุ้มพาไปไหนมาไหน พวกท่านกลัวผมทำลูกหล่นครับ แต่ผมเองก็กลัวๆอยู่เหมือนกันนะ

 

                เพราะฉะนั้นพวกท่านทั้งสองก็ได้พลัดเปลี่ยนอุ้มหลานกันเป็นว่าเล่น โดยเฉพาะพ่อนี่ หนักกว่าแม่อีกนะครับ อุ้มเช้าอุ้มเย็น ญาติคนไหนที่มาเยี่ยมเข้ามาอุ้มก็ไม่ให้อุ้ม พ่อเขากลัวคนอื่นทำหลานแกหล่นครับ ขำมากๆเลยอ่ะ พ่อนี่โคตรห่วงหลานเลยครับ

 

                แต่วันนี้พ่อไม่สามารถอุ้มโอรีฟได้ครับ เพราะพ่อเขากำลังจัดข้าวของในห้องของผม คือห้องผมมันมีเตียงสูงอ่าครับ พ่อเขากลัวว่าเวลาโอรีฟโตขึ้นมาหน่อย จะซนคลานตกเตียงเอง ดังนั้นตั้งแต่เช้าพ่อก็เลยง่วงอยู่กับการจัดห้องให้ผม จากที่ตอนแรกห้องผมอึนๆมืดๆ (เพราะของโคตรเยอะ) ก็เลยสว่างแดดส่องถึง จากเตียงสูงก็เหลือแต่ฟูกหนาที่เอาลงมาจากเตียงผม ผ้าปูก็เปลี่ยนใหม่ ข้าวของที่ระเกะระกะ พ่อจัดการกระจายไปไว้ห้องพี่ชายผมและไอ้รินเรียบร้อย (คาดว่าสองคนนี้กลับจากเข้าค่ายคงโวยบ้านแตก) เปลี่ยนผ้าม่าน เปลี่ยนฟอนิเจอร์ทุกอย่าง และขนย้ายของสะสมของผมออย่างเช่น พวกแผ่นเกมส์ เอาไปไว้นอกห้อง ส่วนที่เข้าไปแทนก็คือ ตุ๊กตาจากพวกบรรดาญาติๆซื้อมาให้โอรีฟ และตุ๊กตาตัวเก่าๆที่ผมเก็บไว้

 

                คือพูดง่ายๆ จากห้องเด็กผู้ชาย กลายเป็นห้องเด็กผู้หญิงไปโดยปริยายครับ

 

                ตอนแรกผมก็กะว่าจะเข้าไปช่วยพ่อด้วยนะครับ แต่พอพ่อกับแม่เห็นผมทำท่าจะลุกขึ้นออกจากโซฟา (ซึ่งตอนนี้กลายเป็นบัลลังก์ของผม) พ่อกับแม่ก็เอ็ดตะโรใหญ่ครับ ไม่ยอมให้ผมลุกขึ้น ไอ้ริวก็เลยนั่งหน้าหงิกอยู่แบบนี้ยังไงล่ะครับ

 

                แง้ๆๆๆๆๆเสียงลูกของผมร้องไม่หยุดครับ ผมหันไปมองอย่างสนใจ เพราะแม่ก็พยายามพาอุ้ม พาเดิน และเดินโอ๋ตลอดทาง แต่โอรีฟไม่ยอมหยุดร้องซักที ให้กินก็กินแล้วนี่นา ทำไมยังไม่หยุดร้องนะ

 

                แม่ โอรีฟเป็นอะไรไปน่ะผมเอ่ยถามเป็นห่วงพลางชะเง้อดูโอรีฟ ที่ตอนนี้กำลังร้องโยเยในห่อผ้าที่ม่อุ้มอยู่ แม่ผมจนปัญญาที่จะปลอบก็เลยพาโอรีฟมาหาผมครับ

 

                แม่ก็ไม่แน่ใจนะ ให้กินก็ไม่กิน จะว่าถ่ายก็ไม่ใช่ สงสัยปวดท้องล่ะมั้งเนี่ยแม่ผมพูดอย่างกังวล ก่อนที่ท่านจะส่งโอรีฟให้ผมอุ้ม ผมรีบเอื้อมแขนไปรับทันทีครับ กังวลมากเลยง่ะ เวลาลูกร้องไม่หยุดเนี่ย

 

                แต่แล้ว พอโอรีฟเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของผมปุ๊บ เด็กน้อยน่ารักก็หยุดร้องปั๊บครับ แถมอ้าปากหาววอดๆสองสามทีก่อนที่จะปิดตา และหลับปุ๋ยไปในทันที

 

            อ่าว? ซะงั้นอ่ะ

 

                โธ่ อยากจะให้แม่อุ้มก็บอกสิคะลูก

 

                (เด็กอายุไม่ถึงอาทิตย์จะพูดได้ไงฟะ : คนเขียน)

 

                แน๊ พออยู่กับยายนี่งอแง พออยู่กับแม่ล่ะเงียบเชียวน๊า กลัวแม่เขาเหนื่อยหรือไงเนี่ยแม่ผมพูดอย่างงอนๆ ก่อนที่จะเดินเข้าไปในครัว พร้อมกับขวดนมขวดเล็กสองขวด คาดว่าแม่ผมคงจะไปชงเผื่อไว้มั้งครับ เห็นโอรีฟเพิ่งกินหมดไปเมื่อกี้นี้เอง

 

                หลังจากที่ผมคุยกับแม่เสร็จ ผมก็นั่งมองลูกสาวตัวน้อยของผมที่อยู่ในอ้อมกอดครับ น่ารักจริงๆนะครับ ลูกสาวของผม ปากนิดจมูกหน่อย น่ารักน่าชังเสียจริงนะ ถ้าหากไอ้ราฟมาเห็นคงจะแปลกใจไม่ใช่เล่น ที่ลูกสาวของเรา น่ารักขนาดนี้

 

                ถ้ามันยอมรับอ่านะ

 

 

                กลับมาแล้วค่าาาาจู่ๆก็มีเสียงแปร๊ดๆ ดังมาจากหน้าบ้านครับ ผมที่ไม่สามารถลุกขึ้นไปดูได้ ก็เลยได้แต่ชะเง้อดู มันคงเห็นล่ะครับ ประตูบ้านผมหักมุมซะขนาดนั้นนิ

 

                โอ้ยยย ร้อนเว้ยโอ๊ะ! รู้สึกไม่ได้มาแค่คนเดียวนะครับ ยังมีเสียงผู้ชายคุ้นๆดังขึ้นมาอีกด้วย

 

                เฮ้ย เหนื่อยจริงๆเลยวะ

 

            ชักเกลียดอาจารย์ขึ้นมาตะหงิดๆ เข้าค่ายเชี่ยไรตั้งอาทิตย์นึง

 

            อยากกลับบ้านไปกอดเมียเฟ้ย

 

            และอีกหลายๆเสียง ที่บ่งบอกถึงการโอดครวญในเรื่องไปเข้าค่าย ดังนั้นไอ้ริวก็ไม่จำเป็นที่จะต้องชะเง้อไปมองว่าใครมา ฟันธงได้ชัดเจนว่าพวกแก๊งค์ Demon กลับมาจากเข้าค่ายกันยกแก๊งค์ครับ

 

                อ่าว? ไอ้วัช พวกมึงก็มากะเค้าด้วยเหรอวะ?อันนี้เสียงพี่ชายผมถามบุคคลที่เข้ามาในบ้านหลังจากที่มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์เข้ามาให้บริเวณรั้วบ้าน แต่รู้สึกไม่มาคันเดียวนะครับ มาอีกตั้งสองสามคันแน่ะ คาดว่าคงเป็นพวกเด็กนักเรียนโรงเรียนเจตน์อนันต์ล่ะมั้งครับ เสร็จจากการทำรางานแล้วงั้นเหรอ? (ช่วงที่พวกพี่ๆไปเข้าค่าย พวกเด็กโรงเรียนเจตน์อนันต์ขอลากิจไปทำรายงานครับ เห็นว่าเร่งอาจารย์เร่งมา)

 

                ก็ใช่อ่ะดิเฮีย เนี่ย ไม่ได้มาหาไอ้ริวมันเลย ไม่รู้มันคลอดยัง?อันนี้เสียงไอ้เจนพูดขึ้น เหมือนกับอารมณ์เสียยังไงยังงั้นแหละ เหอๆ พวกมึงพลาดไปแล้วล่ะ เมื่ออาทิตย์กูคลอดแล้วเฟ้ย และลูกกูก็นอนนิ่งหลับปุ๋ยในอ้อมแขนกูเนี่ย อิอิ

 

                ไม่ได้ข่าวเลยเหรอ พวกกูเองก็พอกัน แม่งอาจารย์โหด ห้ามเอาโทรศัพท์ไปเข้าค่าย แสดดดดดดดอันนี้เสียงพี่ลีตระโกนด่าอาจารย์ครับ อ๊ะๆ เด็กดีไม่ควรเลียนแบบนะครับ เดี๋ยวจะโดนตัวเองไม่รู้ด้วยนะ

 

                ไอ้ริวที่กำลังนั่งอุ้มโอรีฟแอบขำครับ ทุกคนยังไม่รู้ว่าผมคลอดแล้ว ถ้าหากทุกคนเห็นจะทำหน้ายังไงนะ อย่างรู้จัง

 

                ดังนั้นไอ้ริวเลยพยายามเค้นกำลังตัวเอง ลุกขึ้นยืนโดยที่มีโอรีฟอยู่ในอ้อมแขน แม้จะปวดเล็กน้อย แต่เมื่อไอ้ริวอยากจะเซอร์ไพส์ทุกคน ก็ต้องออกแรงหน่อยแหละ พอสามารถลุกขึ้นได้โดยที่ไม่มีอาการเจ็บแผลมากมาย ไอ้ริวก็เลยเดินไปที่หน้าประตูบ้าน ก่อนที่จะโผล่พรวดออกไป ขอแอบดูหน่อยละกันนะ

 

                โอ้โห้ อย่างที่คาดไว้จริงๆครับ สมาชิกแก๊งค์ Demon อยู่กันครบทุกคน (ยกเว้นฝาแฝดหลงหยก ที่เวลาแบบนี้ไปเรียนพิเศษภาษาไทย) เหอๆ ตัวบอกก็ไม่อยู่ด้วยครับ สบายบรื๋อ ไม่มีใครมองมาที่หน้าประตูบ้านเลยซักคนครับ ทุกคนหันหน้าไปทางหน้าบ้านกันหมด ดังนั้นไอ้ริวเลยเดินค่อยๆยืนโชว์หล่ออยู่ประตูบ้านโดยที่ไม่มีใครเห็นได้อย่างสบายครับ

 

                อ้าว? กลับมาแล้วเหรอ?ผมเอ่ยเสียงอย่างอารมณ์ดีครับ อิอิ อยากเห็นทุกคนทำหน้าตกใจจัง

 

                ค่าพี่ริว กลับมา……เฮ้ย!!!! พี่ริว ทำไมท้องพี่ยุบอ่ะ????ถ้าซื้อหวยคงจะถูกครับ ไอ้รินเป็นคนแรกที่หันมาทักทายผม แต่ไม่ทันจะพูดว่ากลับมาแล้ว ดันตกใจที่ผมท้องยุบลงไป แหงล่ะ คนที่ทำให้ผมท้องโย้กำลังนอนหลับปุ๋ยในอ้อมแขนผมอยู่นี่นา

 

                และเมื่อไอ้รินอุทานเสียงดังปุ๊บ ทุกคนในแก๊งค์ก็หันมาสนใจเหมือนกันครับ พอทุกคนเห็นผมก็พากันอ้าปากค้าง คาดว่าคงจะสงสัยเหมือนไอ้รินครับ

 

                พี่ริว นี่อย่าบอกว่า…..”

 

            จะไม่รับขวัญหลานหน่อยเหรอริน?ผมพูดด้วยรอยยิ้มขำๆ พลางยกโอรีฟให้ทุกคนดูครับ เด็กน้อยในอ้อมแขนผมขยับตัวเล็กน้อย ก่อนที่จะหลับปุ๋ยต่อ

 

 

                กรี๊ดดดดดดด!!! พี่ริวคลอดแล้ววววว!!!!”

 

            เฮ้ยๆๆๆ ไหนๆ ขอดูหน้าหลานหน่อยเว้ย!”

 

            สัดริว คลอดแล้วไม่บอกนะมึง

 

            ผู้หญิงผู้ชายวะเนี่ย

 

            โหย โคตรน่ารักเลยเว้ยยย

 

 

            และแล้วทุกคนก็พากันมะรุมมะตุ้มผมกับโอรีฟครับ โดยเฉพาะพี่ชายตัวดีของผม มาก่อนคนแรกเลย ส่วนทุกคนที่ดูไม่เห็นเนื่องจากมีคนมารุม ก็ยังลงทุนกระโดดเหยงๆเพื่อให้ได้เห็นหน้าหลานของพวกมันครับ

 

                คลอดเมื่อไหร่เนี่ยไอ้ริว ทำไมมึงออกจากโรงพยาบาลเร็วจัง?พี่ผมเอ่ยถาม พลางค่อยๆรับโอรีฟอย่างเงอะงะๆครับ ผมสอนให้พี่ผมอุ้ม แต่ดูเหมือนว่าพี่ผมจะมือสั่นเอามากๆ ผมเลยจับไว้กันลูกหล่นครับ

 

                ก็วันที่พวกพี่ไปเข้าค่ายวันแรกน่ะแหละ พอดีคลอดตอนดึกๆน่ะผมตอบ พลางขยับผ้าที่ห่อโอรีฟไว้ครับ กลัวลูกผมโดนแดด

 

                ตกลงผู้หญิงผู้ชายว่ะไอ้ริวอันนี้เสียงไอ้ปอนด์ที่ชะโงกหน้าดูหลานในอ้อมแขนของพี่ชายผมครับ

 

                ผู้หญิงน่ะ

 

            อ๋า น่ารักชะมัดเลย

 

            นี่ๆ ชื่ออะไรหรอ?ทีนี้ก็เป็นเสียงสาวๆบรรดาภรรยาเมียพวกพี่ๆน้องๆบ้างครับ

 

                โอรีฟ น่ะผมหันไปยิ้มให้พวกสาวๆครับ

 

                โอลีฟ ที่เขียนด้วยตัว ล ลิง น่ะเหรอ?ไอ้ดรีมถามครับ

 

                ป่าว ตัว ร เรือ น่ะ

 

            อ๋อ….”ไอ้ดรีมมันร้องอ๋อ ดูท่าทางว่าอยากถามอะไรผมต่อ แต่ก็เงียบไป ก่อนที่จะหันมาสนใจลูกสาวผม ไอ้ริวก็ไม่ได้สนใจอะไร จึงหันมามองดูใบหน้าโอรีฟอีกครั้งครับ ทารกน้อยกำลังขมวดคิ้ว สงสัยได้ยินเสียงทุกคนโวยวายแน่ๆ

 

                โอ้ยๆๆๆ พี่ริว น่ารักเป็นบ้าเลยอ่ะ เนี่ย ดูดิ เหมือนพี่ริวเปี๊ยบเลยไอ้รินสติแตกดังโพล๊ะไปแล้วครับ เนื่องด้วยน้องสาวผมเป็นประเภทแพ้ของน่ารักๆ พอเจอความน่ารักของลูกสาวของผมหน่อยมีอันต้องตัวสั่นเป็นคนทรงไปเลยครับ มันทำท่าจะแย่งพี่ริกอุ้มหลาน แต่พี่ชายผมไม่ให้ แย่งกันไปแย่งกันมา จน…..

 

 

            แง้!!!!!!!”

 

                น่าน

 

                เพิ่งปลอบให้สงบเมื่อกี้ ร้องอีกแล้วไงครับ

 

 

                เหวอๆๆๆ ไอ้ริว ลูกมึงเป็นอะไรไปน่ะพี่ผมตะโกนถามอย่างร้อนรนครับ ทุกคนนี่พากันวงแตกร้องเหวอกันทั้งแก๊งค์ ผมนี่ได้แต่ขำ ก่อนที่ไปรับลูกสาวตัวน้อยที่ร้องโยเยเพราะอาจจะตกใจเสียงคนมาไว้ในอ้อมแขนครับ พอไอ้ริวรับโอรีฟมาปุ๊บ ผมก็ทำการกล่อมโดยการโยกตัวน้อยๆให้พอเคลิ้มครับ

 

                โอ๋ๆ ไม่ร้องนะเด็กดี เห็นมั้ยลุงๆป้าๆตกใจกันหมดแล้วผมพูดกับลูกสาวพลางโยกตัวขึ้นลงเบาๆครับ ก่อนที่ผมจะทรุดนั่งลงกับขอบประตู โดยที่ทุกคนย่อตัวลงตาม และดูลูกสาวตาแป๋วครับ พอผมทำอย่างนั้นซักพัก เด็กน้อยในอ้อมแขนผมก็เริ่มหรี่ตา และหลับปุ๋ยอีกครั้งไปในที่สุดครับ

 

                ทุกคนที่รอลุ้นนี่พากันโล่งใจครับ แต่ละคนนี่เหงื่อแตกซก แหงล่ะ พวกเพื่อนๆพี่ๆไม่เคยเลี้ยงเด็กทารกกันนี่หว่า พูดง่ายๆ พวกมันไม่เคยใกล้ชิดกับเด็กขนาดนี้เลย เพราะมีไม่กี่คนในแก๊งค์ ที่มีน้องตัวเล็กๆครับ รู้สึกว่า อายุน้อยที่สุดก็น้องพี่คีย์อ่ะครับ ได้ข่าวว่าเพิ่งขึ้น ป.1 เองนี่

 

                พี่ริว ตกลงโอรีฟร้องไห้ทำไมน่ะไอ้รินเอ่ยถามเสียงเบาๆครับ ผมละสายตาจากลูกมามองน้องสาวผม ดูท่าไอ้รินมันอยากจะทำแบบที่ผมเมื่อกี้แน่ๆครับ

 

                ตกใจน่ะสิ ไม่เคยเห็นคนเยอะขนาดนี้นี่นาผมตอบแล้วหันมามองลูกน้อยของตัวเองต่อ

 

                อ่าว? ทุกคนกลับมาแล้วเหรอ? แล้วมุงอะไรอยู่ริว! ทำไมลุกขึ้นมาล่ะลูก!!!”เสียงแม่ผมดังมาจากด้านหลังผมครับ ตอนแรกแม่เขาสนใจที่ทุกคนมุงดูอะไรซักอย่าง (ก็ผมนี่แหละครับ) และพอเห็นผมเท่านั้นแหละ แม่ก็แว๊ดขึ้นทันที

 

                ก็ผมเห็นว่าทุกคนมา ก็เลยอุ้มโอรีฟมาให้ทุกคนดูอ่ะผมทำเสียงอ่อยๆครับ แม่นี่คิ้วขมวด ก่อนที่จะแทรกกลางวงเข้ามา และอุ้มโอรีฟออกจากอ้อมแขนผม

 

                ได้ไงล่ะลูก ไปๆ เข้าบ้านซะริว แผลยังไม่หายไม่ใช่เหรอ? เอ้า ริน ช่วยพยุงพี่เขาหน่อย นั่งแบบนั้นคงลุกด้วยตัวเองไม่ค่อยไหวแน่ๆแม่ผมอุ้มโอรีฟไปปุ๊บ ก็ทำการสั่งๆทันทีครับ ไอ้ริวได้แต่ยิ้มแหย แม่รู้ทันอีก ว่าผมลุกขึ้นไม่ไหว

 

                ค่า แม่ไอ้รินรับปากแม่ปุ๊บ ก็ทรุดตัวลง ช่วยฉุดผมลุกขึ้น

 

                พี่ริว ไหวป่าว?มันถามอย่างเป็นห่วงครับ ไอ้ริวก็แหยสิครับ ลืมไปว่าเจ็บแผลอยู่งิ T^T

 

                แต่ไม่ทันที่ผมจะพูดอะไรต่อ พี่ชายผมที่สงสารไอ้ริวก็เหลือเกิน เลยจัดการอุ้มผมเข้าบ้านครับ พอเพี่เขาพาผมเข้าไปในบ้าน พี่ก็วางตัวผมลงบนโซฟานุ่มๆ โดยที่แม่ผมเองก็อุ้มโอรีฟอยู่ด้วย ส่วนทุกคนที่อยากเห็นหลานแต่ไม่ชัด ก็พากันมานั่งสลอนหน้าโซฟา เพื่อได้ดูหลานให้ชัดๆอีกครั้ง

 

                ยิ่งพวกสาวๆด้วยแล้วเนี่ย พากันไปนั่งหน้าแม่ผม แล้วบางคนก็พากันจิ้มๆแก้มลูกสาวผมเล่น แหม ผิวเด็กมันนุ่มขนาดนั้นนี่นา อา ดูสิครับ ผิวอมชมพู นุ่มนิ่มเหมือนฝ้าย ใครมั่งล่ะที่ไม่อยากเอ็นดูลูกคนผมบ้าง

 

                แต่นั่นแหละ พอโอรีฟอยู่ในอ้อมแขนแม่ผมซักพัก

 

 

                แง้!!!!!”

 

                นั่นไง ไม่ทันขาดคำ….

 

 

                และไม่ทันที่ทุกคนในบ้านผมได้เห็นหน้าหลานเกิน 2 อาทิตย์ ทุกคนก็พากันชินไปกับการมีสมาชิกคนใหม่อยู่บ้านครับ ผมที่แผลเริ่มหายก็สามารถอุ้มลูกไปไหนต่อไหนได้สะดวก พาอาบน้ำได้ พาอุ้มเดินเที่ยวภายในบ้าน หรือช่วยงานบ้านเล็กๆน้อยๆได้ แม้ว่าไม่ถึงกับงานหนักๆเหมือนเด็กผู้ชายทั่วๆไปทำ ผมก็ทำได้นะ แต่ส่วนมากพ่อกับแม่มักไล่ให้ผมไปนอนพักผ่อนมากกว่า = =”

 

                ส่วนลูกสาวผมน่ะเหรอครับ? เหอๆ ไม่ค่อยยอมให้ใครอุ้มเท่าไหรหรอกครับ คือพออยู่อ้อมแขนใครที่ไม่ใช่ผม แกก็จะร้องลั่นบ้าน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะอะไรง่ะ ถ้าไม่ใช่ผมอุ้มเองก็จะไม่หยุดร้องไห้ เมื่อตอนคลอดใหม่ๆนี่พอทุกคนจะอุ้มก็ไม่ร้องนะครับ แต่นานๆไปนี่ดิ ห่างจากผมไม่ได้เชียวครับ

 

                ดังนั้น หน้าที่ในตอนนี้ของผมก็คือการเลี้ยงลูกอย่างเดียวครับ อ่า ดูสิครับ พอผมเดินเข้าไปหา แกก็ยิ้มน่ารักให้ผม พลางส่งเสียงอ้อแอ้เหมือนกับร้องเรียกให้ผมเข้าไปหา ไอ้ริวยิ้มสิครับ ลูกสาวกำลังยิ้มให้ ผมเลยเดินเข้าไปอุ้มแก และโยกตัวเล่นเล็กน้อยพอให้แกเพลินๆครับ

 

                แต่รู้มั้ยครับ ว่าพอผมคลอดโอรีฟออกมา ก็มีเรื่องประหลาดหลายเรื่องขึ้นกับผมครับ อย่างแรก คือ ไอ้รินอ่ะ มันบอกผมว่า ช่วงนี้ผมดูสวยขึ้นมาก สวยกว่าแต่ก่อนอีกอ่ะครับ ไอ้ริวนี่เอ๋อแดก ตูว่าตอนที่ท้อง ผมอ่ะโคตรโทรมมากเลยนะ ไม่ดันขัดขวีฉวีวรรณเหมือนตอนที่เป็นวัยรุ่นกำดัด แต่ไหงมันบอกว่าผมสวยขึ้น เวรแล้วไง อนาคตอยากหล่อ แต่ดั๊นกลับสวยยิ่งกว่าเดิม แล้วตูจะลดความสวยลงได้มั้ยนิ แล้วเป็นพอดีที่แม่ผมก็อยู่ด้วยครับ แม่ผมบอกว่า คนที่ตั้งท้องน่ะ ผิวจะดูเปร่งปรั่งขึ้น ดูมีน้ำมีนวล และพอคลอด มันก็ไม่หายไปง่ายๆ พอแม่พูดปุ๊บก็แซวใหญ่ นี่แม่มีลูกสาวอีกคนเรอะนี่ เหอะๆ ขอบคุณครับคุณแม่ ที่ย้ำว่าผมเป็นลูกสาว T^T

 

                อย่างที่สองคือแบบ คนที่อยู่ในหมู่บ้านผมเนี่ยเขารู้กันหมดครับ ว่าผมอ่ะคลอดลูกแล้ว (ส่วนบ้านไอ้ราฟมันอยู่คนละหมู่บ้านกัน เลยไม่ค่อยรู้เรื่อง) แต่ไอ้พวกผู้ชายในหมู่บ้านเนี่ย กลับมองผมแปลกๆครับ คือ มันไม่ใช่สายตาเกลียดหรือขยะแขยงอะไรหรอกนะครับ จะบอกว่ายังไงดีอ่ะ มันแปลกง่ะ มองๆเหมือนพวกผู้ชายในโรงเรียนผมอ่ะครับ มองแบบ อ่า ทำไมมึงน่ารักแบบนี้….ทำนองนั้นอ่าครับ

 

                และอย่างสุดท้ายและท้ายสุด มันคือ ฮือ….T^T ข้อนี้อยากจะร้องไห้ครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า พ่อผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านผมเขามาเยี่ยมผมอ่ะครับ เขาค่อนข้างจะสนิทกับพ่อผมเนื่องจากเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน เขาก็ถามว่าผมเป็นยังไงบ้าง สบายดีมั้ย ลูกผมเป็นผู้หญิงผู้ชายอะไรทำนองนั้น ผมก็ตอบอย่างที่เคยตอบนั่นแหละครับ

 

                แต่นั่นมิใช่ประเด็นหลักครับ คือ พ่อผู้ใหญ่เนี่ยเค้าเข้าไปพูดกับพ่อผม ว่า

 

            ลูกมึงเนี่ย ถึงเป็นผู้ชายก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ยพ่อผู้ใหญ่พูดแบบนั้นครับ ผมนี่ที่ได้ยินก็ขนลุกซู่ครับ พอดีอุ้มลูกเดินเข้ามาใกล้ๆอ่ะครับ

 

                เออสิวะ เนี่ย พอคลอดโอรีฟปุ๊บ มันก็สวยเอ้าสวยเอา ไปๆมาๆ มันจะสวยกว่าน้องสาวมันแล้วเนี่ยดูพ่อผมตอบครับ พ่อคร๊าบ แบบนี้ฆ่าผมดีกว่ามั้ย? โฮๆ T[]T

 

                แล้วเอ็งไม่คิดจะหาพ่อให้หลานเอ็งหน่อยเหรอวะ?

 

                เฮ้ย? มันชักจะยังไงๆแล้วล่ะครับ? ไหงพ่อผู้ใหญ่พูดแบบนั้นง่ะ

 

                ห๊ะ! นี่มึงพูดเพื่ออะไรเนี่ย ทำไมกูต้องหาพ่อให้หลานกูด้วยวะ?พ่อคงตกใจครับ อยู่ๆพ่อผู้ใหญ่พูดแบบนั้น

 

                เอ่อมึงรู้จักไอ้แจ๊คลูกไอ้จอมที่อยู่ท้ายหมู่บ้านมั้ยวะ?จู่ๆพ่อผู้ใหญ่ถามถึงบุคคลที่ผมรู้จักนิดหน่อยครับ ไอ้แจ๊ค เด็กท้ายหมู่บ้านที่หน้าตาดีมากๆครับ บ้านมันรับก่อสร้างทั่วไป รู้สึกว่ามันไม่ได้เรียนต่อ ม.ปลายนะ ได้ข่าวว่าพ่อมันไม่ให้เรียนเนื่องจากต้องส่งน้องมันอีก 2 คน ไอ้แจ๊คก็เลยช่วยพ่อมันทำงาน ส่วนเรื่องนิสัย มันค่อนข้างเรียบร้อยครับ เรียบร้อยจนพี่ผมไม่กล้าพามันเลว = =”

 

                พูดถึงลุงจอม วันก่อนแกยังมาเยี่ยมเลยครับ

 

                รู้จักสิวะ ไอ้แจ๊คลูกไอ้จอมน่ะ ว่าแต่มึงพูดถึงมันทำไมวะพ่อผมเริ่มขมวดคิ้วยิกๆครับ ผมที่ตอนแรกกำลังอุ้มลูก รีบวางโอรีฟลงบนที่นอนทันทีครับ เผื่อตกใจจะได้ไม่เผลอทำหล่น

 

                ก็ ไอ้แจ๊คน่ะ มันชอบไอ้ริวมานานแล้ว ตั้งกะก่อนที่มันจะมีลูกซะอีก กูว่าจะขออนุญาตให้ไอ้แจ๊คมาหาสู่ลูกมึงจะได้มั้ย? เผื่อเด็กมันจะชอบพอกันน่ะ

 

                ว่าแล้วครับ ถ้าหากผมอุ้มโอรีฟล่ะก็ มีหวังร่วงเพราะตกใจแน่ๆครับ

 

                สรุป พ่อผู้ใหญ่ มาทำหน้าที่ พ่อสื่อ ครับ

 

                ไอ้ริวอยากจะเป็นลมง่า T[]T

 

            แต่พ่อผมก็ไม่ได้ตกลงอะไรหรอกนะครับ พ่อผมเองก็คงตกใจอ่านะ อยู่ๆพ่อผู้ใหญ่มาพูดซะแบบนั้น แหม เป็นใครจะไม่ตกใจล่ะครับ อยู่ๆยัดเยียดใครก็ไม่รู้มาเป็นสามีผมซะงั้น (ก็รู้จักอยู่หรอกนะ แต่ไม่สนิทด้วย) ถึงจะยังงั้นก็เหอะนะ แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะมีใคร เพราะว่า

 

            ผมยังลืม พ่อแท้ๆ ของลูกสาวผมไม่ได้ครับ

 

                พอพ่อผมมาพูดในตอนที่พวกนั่งรวมกันกินข้าวพร้อมกันทั้ง 5 คน (ส่วนคนที่ 6 หลับปุ๋ยในเปลข้างๆผมครับ) ทุกคนนอกจากผมกับพ่อพากันอ้าปากค้างครับ ฮ่ะๆ อาการเดียวกับผมเลยครับ ตกใจจนช้อนที่กินข้าวอยู่นี่ร่วงลงในจาน พ่อเขาก็ถามๆดูอ่ะครับ ว่าผมรู้จักไอ้แจ๊คมั้ย ผมก็บอกว่ารู้จักอ่านะ แต่ไม่ถึงกับสนิท แล้วพ่อเขาก็ถามว่าสนใจมันบ้างหรือเปล่า งานเข้าสิครับ จะบอกว่าไม่สนใจก็ไงอยู่ เพราะพ่อเขาอาจจะซักถามถึงสาเหตุก็ได้ ผมก็ยังไม่พร้อม ที่จะบอกว่า พ่อของโอรีฟเป็นใคร

 

                แต่ว่าทุกอย่างก็ต้องหยุดลง เนื่องจากพี่กับไอ้รินวีนแตกครับ ทั้งสองคนรู้ดีว่าผมยังลืมไอ้พี่ราฟไม่ได้ก็เลยทำอย่างนั้น พี่ผมพูดเกือบจะด่าพ่อผู้ใหญ่เลยครับ หลานยังอายุไม่ถึงเดือน ก็จะหาพ่อให้หลานแล้ว และอีกมากมายก่ายกองที่พี่กับไอ้รินสรรหามาพูด พ่อกับแม่ก็เลยเงียบครับ ส่วนผมเองก็หันไปอุ้มลูกทันที เพราะโอรีฟร้องไห้จ้า เลยไม่ได้ฟังต่อจากนั้น

 

                ถึงยังงั้นก็เถอะ พ่อผู้ใหญ่ก็ยังไม่เลิกที่จะหน้าที่พ่อสื่อครับ ยังสรรหาคนมาให้ผมเลือกไม่หยุดไม่หย่อน โอยไอ้ริวจะบ้าตายครับ ทำไมขยันจังเน้อ ทนอยู่สองสามวัน ก็ทนไม่ไหว เลยไปปรึกษาพวกเพื่อนๆพี่ๆในแก๊งค์ ให้ช่วยทีว่าจะทำยังไงดีเลย พี่ผมเลยใช้ให้ใครที่ว่างๆมาช่วยกันพลัดมาเยี่ยมผมครับ ซึ่งช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ปิดเทอมกันพอดี เลยมีเพื่อนๆพี่ๆมาเยี่ยมกันไม่หยุดครับ

 

                ส่วนไอ้คนที่ขอให้พ่อผู้ใหญ่เป็นธุระพ่อสื่อให้ ก็โดนพี่ผมไปแง่งๆถึงหน้าบ้านครับ พอพ่อผู้ใหญ่เข้าไปถามพี่ผมว่าทำไมต้องทำแบบนั้น พี่ก็บอกว่า หวงน้อง จบ! เรื่องก็เลยเงียบไป

 

                นี่แหละครับ เรื่องที่แปลกสำหรับผมหลังคลอดครับ

 

                หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรแตกต่างอีกแล้วล่ะ

 

                นอกจาก การเจริญเติบโตที่รวดเร็วของโอรีฟ ลูกสาวตัวน้อยของผม

 

 

 

…………………………………………………………

 

 

 

 

            ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยผมก็อายุครบ 2 เดือนครับ อ่าดูสิ ตัวใหญ่กว่าตะก่อนมากเลยล่ะ ขาที่เริ่มใหญ่ ก็สามารถเตะแม่ได้อย่างสะดวก = =” แล้วก็เริ่มเอาแต่ใจครับ แหม นิสัยคุ้นๆนะ เอาเถอะครับ เอาเป็นว่า เวลาเขาตื่นเนี่ย ห้ามให้นอนอยู่เฉยๆครับ ไม่งั้นร้องไห้โยเยขอให้ผมพาเดินครับ แล้วก็นิสัยเดิมครับ ใครที่ไม่ใช่ผมอุ้ม ร้องไห้เหมือนเดิม

 

                และคุณรู้มั้ยครับ สิ่งผมรอมาตลอดมาตลอดเกือบปี ก็เกิดขึ้นครับ

 

            (โว้ย ตอนที่เขียนคนเขียนใจสั่นค่า >x< : คนเขียนที่อยู่ในสภาวะมือสั่น)

 

 

 

                วันนั้นเป็นวันที่อากาศดีมากๆครับ อากาศดีจนผมรู้สึกใจสั่นๆยังไงไม่รู้ วันนี้พ่อแม่ไม่อยู่บ้านครับ เพราะว่าเจ้านายของพ่อ ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานรับตัดไม้ยางเขาจัดงานเลี้ยงที่บ้านครับ เห็นว่าลูกสาวเขาแต่งงาน พ่อกับแม่ก็เลยไปแสดงความยินพร้อมกินเลี้ยง เห็นว่าจะกลับดึกๆ ดังนั้นพวกเรา 3 คนเลยเฝ้าบ้าน ไม่สิ 4 คนต่างหาก เพราะคนที่ 4 กำลังตาแป๋วส่งเสียงอ้อแอ้เล่นกับผมครับ

 

                ผมที่นั่งอยู่กลางบ้านโดยที่อ้อมแขนมีลูกสาวตัวน้อยวัยกำลังโตนอนอยู่ครับ ไอ้รินก็นั่งข้างๆผมเนี่ยแหละ กำลังเล่นกับโอรีฟด้วย ส่วนพี่ผม ก็นอนเล่นอยู่ใกล้ๆ โดยที่นอนโทรศัพท์กับหวานใจอย่างอารมณ์ดี

 

                แต่จู่ๆ ก็มีเสียงมอเตอร์ไซด์ดังมาจากหน้าบ้าน ก่อนที่มีเสียงโครมใหญ่ และเสียงคนวิ่งตึงตังเข้ามาในบ้าน พวกผม 3 คนตกใจ รีบหันไปดู ปรากฏกว่าไอ้โมกำลังยืนหอบแฮ่ก แถมทำหน้าตาตื่น เหมือนใครเป็นอะไรไปยังไงยังงั้นเลยอ่ะครับ

 

                เป็นอะไรไปวะไอ้โม ทำเสียงดังซะตกอกตกใจ แล้วนี่รีบไปไหนมาไหนเรอะถึงหอบฮักแบบนั้นอ่ะพี่ผมละจากโทรศัพท์ เอ่ยถามไอ้โมอย่างอารมณ์เอื่อยๆครับ แต่ไอ้โมกลับทำหน้าตื่นเข้าไปใหญ่ครับ

 

                เรื่องนั้นช่างเหอะพี่ ไอ้ริว กูมีเรื่องจะบอกมึงไอ้โมมันพูดปัดพี่ผมไป ก่อนที่จะถลามานั่งต่อหน้าผม ไอ้ริวแปลกใจสิครับ มันมีเรื่องอะไรจะบอกผม ถึงทำหน้าตื่นมาแบบนี้ ไอ้โมไม่พูดพร่ำทำเพลง ก่อนที่จะแย่งลูกสาวผมในอ้อมแขนส่งให้ไอ้ริน ก่อนที่จะเร่งให้ไอ้รินพาโอรีฟไปที่อื่น ไอ้ริวงงครับ นี่มันทำอะไรของมันเนี่ย

 

                อะไรของมึงวะไอ้โม ทำไมต้องให้โอรีฟไปที่อื่นด้วยเนี่ยผมโวยสิครับ อยู่ๆเอาโอรีฟให้ไอ้รินแล้วพาไปที่อื่นซะงั้น

 

                ไอ้ริว มึงฟังดีๆนะมันพูดก่อนที่จะสูดลมหายใจเข้าไปอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

 

 

                พี่ราฟ กลับมาแล้ว

 

                พี่ราฟ….

 

            กลับมาแล้ว….

 

 

            พอสิ้นเสียงไอ้โม ผมถึงกับร่างกายกระตุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมพูดไม่ออกจริงๆครับ คือ มันเหมือนกับมีอะไรติดอยู่ในลำคอก็ไม่รู้ ผมมือสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ พยายามจะพูด แต่ก็ไม่พูดออก ดังนั้นพี่ชายผมจึงพูดตัดหน้าก่อนผม

 

                ไอ้ราฟมันกลับมาเมื่อไหร่?พี่ผมถาม พลางขยับมานั่งชิดกับผมก่อนที่จะลูบแขนเบาๆเพื่อให้ผมใจเย็น

 

                กลับมาวันนี้พี่ ไอ้ริวมึงฟังกูนะ กูก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าพี่เขากลับมาวันนี้ ตอนเช้าพี่ซีโทรมาหากู บอกว่าเพิ่งมาถึง เลยจะมาหากู แต่กูบอกไว้ว่าเดี๋ยวกูไปหาเอง กูเลยไปหาพี่เขาแล้วทีนี้กูก็เจอกับพี่เขา แต่มันแย่กว่านั้น ก็คือ….”ไอ้โมมันพูดรัวก่อนที่จะเว้นจังหวะเพื่อกลืนน้ำลาย สร้างความไม่พอใจให้พี่ผมมาก

 

                คืออะไรวะ มึงอย่าช้าได้มั้ยไอ้โม!!!”

 

                มีคนจากหมู่บ้านเรา กูก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่คาดว่าคงจะรู้จักกับพ่อมึง เขาไปหาลุงเทพ ตอนแรกกูก็ไม่ได้เอะใจ จนเมื่อตอนเย็นเนี๊ยะ ก่อนที่กูจะกลับ เขาพูดถึงลุงโตแล้วเขาพูดถึงมึง ที่มึงคลอดโอรีฟ…”

 

            ไม่นะ!!!

 

            แล้วมันแย่มากที่สุด ตรงที่ตอนนั้น พี่ราฟก็อยู่ด้วย…”

 

            พี่ราฟไม่นะ ผมยังไม่พร้อมที่จะบอกเขา ทำไม

 

            และพอพี่เขารู้ พี่เขาก็ดูอึ้งๆ ก่อนที่จะพลุนพลันออกจากบ้าน พอดีว่าพี่ซีเขาคว้าพี่ราฟไว้ก่อนที่จะเผลอทำอะไร แต่ดูว่าพี่ราฟเขาไม่ยอม เอาแต่จะบุกมาบ้านมึงลูกเดียว พี่ซีเลยใช้ให้กูมาบอกมึงก่อน ก่อนที่พี่ราฟจะ….”

 

            พอไอ้โม กูพอเข้าใจแล้ว มึงช่วยอยู่กับไอ้ริวที ไอ้ริวมึงไปอยู่กับลูกไป เดี๋ยวกูจัดการเองพี่ผมพูดตัดฉาก ก่อนที่จะลุกขึ้น แล้วสั่งให้ไอ้โมพาผมไปหาโอรีฟ ที่ตอนนี้อยู่กับไอ้รินหลังบ้าน แต่ผมกลับนั่งสั่นอยู่กับพื้นครับ มันลุกไม่ไหว ขาผมสั่นไปหมด

 

                พี่ผมจิปากเมื่อเห็นอาการของผม จึงคว้าโทรศัพท์ กดเบอร์ และตะโกนใส่เมื่อมีคนรับสาย

 

                ไอ้ลี มึงรีบพาพวกไอ้กรไปดักที่บ้านไอ้ราฟก่อนเลย เออ! มันกลับมาแล้ว แล้วมันกำลังจะบุกมาบ้านกู เอาเหอะน่า! ห้ามมันไว้ก่อน ตอนนี้ไอ้ริวไม่พร้อมที่จะเจอหน้ามัน เพราะฉะนั้น…..”

 

 

            โครม!!!

 

 

                เสียงโครมใหญ่จากหน้าบ้านผมครับ ผมนี่สะดุ้งสุดตัว พอๆกับอีก 2 คนที่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงโครม และหลังจากเสียงโครมก็มีเสียงคนสองคนกำลังโวยวายยกใหญ่ แต่หนึ่งเสียงในจำนวนนั้นกลับทำให้ผมหน้าซีด ซีดจนพูดไม่ออก

 

            บุคคลที่ผมไม่ได้เห็นมาเกือบปี

 

                บุคคลที่ทำให้ผมมีความทุกข์และสุขในเวลาเดียวกัน

 

                บุคคลที่ได้ชื่อว่า พ่อของลูกผม

 

                และบุคคลที่ผมรักหมดใจ จนชาตินี้ผมไม่รู้ว่าจะลืมคนๆนี้ได้หรือเปล่า?

 

 

                พี่ราฟกำลังยืนต่อหน้าพวกเราครับ ด้วยสภาพที่ผมแทบจะจำไม่ได้ คือ ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปหรอกครับ นอกจากใบหน้าที่ตอนนี้กำลังแสดงอารมณ์ที่ผมบอกไม่ถูก จะโกรธก็ไม่ใช่ จะดีใจก็ไม่ใช่ หรือจะตกใจก็ไม่เชิง แต่ที่แน่ๆ มันดูอึ้งๆเอามากๆครับ พร้อมกับลมหายใจที่สูดเข้าออกอย่างรวดเร็ว

 

                ที่นี้แหละ ไอ้ริวยิ่งตัวสั่นเข้าไปใหญ่ ปากสั่นและน้ำตาไหลนองหน้า ไม่รู้สิครับ ผมไม่รู้ว่า ผมในตอนนั้นคิดอะไรบ้าง แต่ในใจผมกลับกลัว กลัวที่จะเจอคนๆนี้ กลัวทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ไอ้โมที่อยู่กับผมตอนนี้ รีบคว้าผมให้ไปหลบอยู่ข้างหลังมันครับ มันคงกลัว ว่าพี่ราฟจะทำอะไรผม

 

                ไอ้ราฟ มึง…”พี่ผมเองก็พูดไม่ออกพอกันครับ ใครจะไปนึกล่ะ ว่าคนที่พี่ผมกำลังสั่งให้พวกรุ่นพี่ไปห้าม กำลังยืนต่อหน้าเราแบบนี้

 

                โทษทีว่ะ ไอ้ริก กูดึงมันไม่ทันพี่ซีวิ่งกระหืดกระหอบ พลางแตะไหล่พี่ราฟ แต่พี่ราฟกลับปัดมันออกซะอย่างแรง พี่ซีนี่เหวอไปเลยครับ

 

                ริว…”ไอ้พี่ราฟมันเรียกผมด้วยเสียงที่นิ่งมาก ไอ้ริวยิ่งสั่นเข้าไปใหญ่ พอมันเสียงนิ่งแบบนี้ ผมกลัวมากเลยครับ

 

                ไอ้ราฟ มึงใจเย็นๆนะเว้ย…”พี่ผมเข้ามาขวางไอ้โมอีกทีครับ เพราะไอ้ราฟมันกำลังเดินตะคุ้มมาหาพวกเรา ยิ่งมันเดินมา พวกผมก็ยิ่งถอยเข้ามา

 

                ริว…”มันเรียกผมอีกครั้ง ผมยิ่งสั่น มือเผลอกำเสื้อไอ้โมแน่น

 

                ไอ้ราฟ….”พี่ผมเรียกเพื่อเตือนสติไอ้ราฟอีกครั้ง แต่ดูว่า ไอ้ราฟมันสนใจเอาเสียเลย

 

                ไม่พูดอะไรไปมากกว่านั้นแล้วครับ ไอ้ราฟมันพลุนพลันวิ่งเข้ามา ก่อนที่จะผลักพี่ชายผมซะปลิว ดึงแขนไอ้โมและพลักออกไปการขวางทาง เอาแล้วไงครับ ตอนนี้ผมไม่มีใครคอยปกป้องอีกแล้ว

 

                ผมจะพูดอะไรล่ะครับ เมื่อปากสั่นมือสั่นเอาแบบนี้ ผมไม่กล้าแม้สบตาพี่ราฟด้วย เพราะผมบอกไม่ถูก ว่ามันจะมองผมยังไง ผมได้แต่กลัว กลัวว่ามันจะเกลียด จนเผลอลงมือทำอะไรเข้า

 

                บอกพี่มาสิครับ ริวมันพูดเสียงนิ่ง แล้วเดินเข้ามาใกล้ผมเข้าไปอีก

 

                มันหมายความว่ายังไง?มันพูดอีก ผมก็ไม่ตอบอีกนั่นแหละ

 

                เด็กคนนั้น…”

 

 

                แง้!!!!!!!”

 

                พี่ริว โอรีฟร้องพี่ราฟ?

 

                เสียงของคนสองคนเข้ามาในบ้านครับ เสียงแรกก็คือเสียงลูกสาวของผมที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก ส่วนอีกเสียงก็คือเสียงของไอ้รินที่หน้าเสียอุ้มโอรีฟเข้ามา ไอ้รินมันไม่ทันพูดจบก็ตกใจทันทีที่เห็นไอ้ราฟ ผมที่เห็นลูกร้อง ก็วิ่งไปหาลูกน้อยที่กำลังร้องไห้ แถมร้องไห้เหมือนว่าเขากำลังขาดใจ และผมก็เกือบจะหมดลมเหมือนกัน ที่เห็นลูกน้องขนาดนี้ ผมรีบรับเค้ามาในอ้อมกอดอย่างหวงแหน

 

                โอ๋ๆฮึก!...ไม่ร้องนะลูก ฮึกไม่ร้องนะคะลูกฮึก ฮือออ….”ผมกล่อมเค้าทั้งน้ำตาครับ น้ำตาที่ไหลจากอารมณ์ที่มากมายจนผมรับไม่ไหว ก่อนที่ผมจะทรุดนั่งอยู่ตรงนั้น ต่อหน้าไอ้ราฟ และทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์

 

                ไอ้ราฟก็อยู่ตรงนี้ โอรีฟก็อยู่ตรงนี้ แต่ผมพูดไม่ออกเลย พูดสิวะไอ้ริว พูดว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของมึงกับพี่ราฟ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ามึง คนที่มึงอยากจะบอกขาดใจ ว่านี่ คือ พยานรัก ของพวกเราสองคน

 

                ริว….”ไอ้ราฟทรุดนั่งต่อหน้าผมเช่นกัน แต่ผมไม่ได้มองมันหรอกนะครับ เพราะผมกำลังร้องไห้ที่ผมพูดไม่ออก ไม่กล้าที่จะพูดว่าโอรีฟคือลูกของเราสองคน จากหลายๆอย่างที่ค้ำคอ ผมคงจะไม่กล้าพูดอะไรไปมากกว่านี้ ทั้งที่ใจหนึ่งอยากให้ไอ้ราฟรู้ ว่าเด็กคนนี้คือลูกของมันกับผม แต่อีกใจก็ห่วงอนาคตของไอ้ราฟ ซึ่งถ้าหากผมบอกปฏิเสธไป อนาคตที่สดใส และที่ดีกำลังรออยู่ข้างหน้า ไม่อยากให้มันมาจมปรักกับคนอย่างผม ที่เรียนไม่ทันจบก็มีลูกแล้ว

 

                ดังนั้นไอ้ริวก็ได้แต่นั่งร้องไห้กอดลูกน้อยที่กำลังร้องเหมือนจะขาดใจ ผมไม่รู้จะทำยังไงดี ผมจะพูดยังไงดี

 

 

                อะไรน่ะ ทำไมเสียงโอรีฟร้องดังแบบนั้นล่ะ

 

แล้วก็มีอีกบุคคลที่เดินเข้ามาในบ้าน ใช่แล้วครับ คนๆนั้นก็คือพ่อของผม ที่เข้าบ้านมาด้วยใบหน้างงๆครับ และแม่เอง ที่กำลังตกใจเหมือนกัน ว่าใครมาทำอะไรในบ้านตอนเวลาแบบนี้

 

                พ่อ…”พี่ชายผมเรียกพ่อเสียงอ่อยๆ พวกเราหันไปสนใจบุคคลที่เข้ามาในบ้านครับ

 

                อ่าว? นี่ไอ้ราฟลูกไอ้เทพหรือเปล่าเนี่ย?พ่อผมเอ่ยถามไอ้ราฟที่ยกมือสวัสดีพ่อครับ

 

                ครับมันตอบ

 

                เอ้อกลับมาจากเกาหลีแล้วเหรอ? ว่าแต่ไอ้ริว เป็นอะไรไปร้องไห้ทำไมน่ะ?พ่อที่เห็นสภาพผมก็เอ่ยถามทันทีครับ ผมได้แต่สั่นหัวครับ มันพูดไม่ออกนี่นา

 

            แต่ก่อนที่พ่อจะพูดอะไรอีก ไอ้ราฟมันก็เอ่ยถามผม แต่คำถามของมัน เล่นเอาทุกคนเงียบ โดยเฉพาะพ่อของผมครับ

 

                ริวครับเด็กที่น้องอุ้มอยู่ คือ ลูก ของพี่ใช่มั้ย?

 

            เฮือก!

 

                จะตอบยังไงดีล่ะครับ? ผมไม่สามารถพูดอะไรได้แล้ว นอกจากไอ้ริวที่ได้แต่ร้องไห้โฮเข้าไปใหญ่ พ่อผมที่หันไปมองไอ้ราฟทีมองผมที ก็ได้แต่ทำหน้าเครียดครับ ก่อนที่พ่อเขาจะแย่งโอรีฟจากผมไป และส่งให้ไอ้ริน  ไอ้รินเองก็แทบจะลนเมื่ออยู่ๆพ่อก็ส่งโอรีฟให้โดยที่ไม่ทันตั้งตัว

 

                หมายความว่าไงไอ้ริว มึงบอกกูมา ว่าไอ้เด็กคนนี้คือพ่อของโอรีฟหรือเปล่าพ่อผมถามเสียงเข้มอีกแล้วครับ เสียงเหมือนตอนที่ผมเกือบจะเสียลูกไป น้ำเสียงที่ผมไม่อยากได้ยินเอาเสียเลย

 

                ไม่ใช่

 

                บอกไปสิว่าไม่ใช่

 

                อนาคตของไอ้ราฟอยู่ที่มึงแล้วนะ

 

                อนาคตของไอ้ราฟ

 

                แต่

 

                อนาคตของลูกผมล่ะ

 

            ทั้งที่ใจบอกว่าไม่ แต่คำตอบที่ผมบอกพ่อคือ……..

 

การพยักหน้า

 

 

                ผมขอโทษ….โฮ!!!!!”แล้วไอ้ริวก็ร้องไห้ลั่นบ้านเหมือนจะขาดใจ ผมพูดว่า ไม่ไม่ได้ครับ ถ้าพูดไป ผมอาจจะเจ็บคนเดียว แต่ ลูกผมล่ะ เขาจะคิดยังไง เมื่อเขาเป็นลูกไม่มีพ่อ ตอนนี้อาจจะไม่เป็นไร แต่อนาคตของเขาล่ะ ผมห่วงเขา ผมผิดด้วยเหรอ ที่เอาแต่ใจตัวเอง ที่บอกว่า พี่ราฟ เป็นพ่อลูกของผม

 

                ผมไม่ได้เอาแต่ใจใช่มั้ย….

 

                ริวว่าแล้วไอ้ราฟมันก็คว้าผมเข้าไปกอดเต็มอ้อมแขนครับ มันลูบหัวผมเบาๆอย่างปลอบประโลม เหมือนกับมันที่เคยปลอบผมเมื่อเราสมัยที่เรายังอยู่ด้วยกัน ที่นี้ล่ะครับ ผมยิ่งปล่อยโฮเข้าไปใหญ่เลย ไม่รู้สิครับ มันเหมือนกับโล่งใจยังไงก็ไม่รู้

 

                พี่ขอโทษนะ พี่ปล่อยให้น้องลำบากคนเดียว ปล่อยให้น้องต้องอุ้มท้องลูกคนเดียว ขอโทษ พี่ขอโทษ พี่ขอโทษนะ คนดี ต่อไปนี้พี่จะอยู่กับน้อง จะอยู่ด้วยกันพ่อแม่ลูก อยู่ด้วยกันตลอดไป ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาที่พี่ไม่ได้อยู่ด้วย พี่ขอโทษนะไอ้ราฟมันพร่ำบอกขอโทษผมไม่ขาดปาก ผมก็ได้แต่กอดไอ้ราฟกลับและร้องไห้ซบอกมัน

 

                ไอ้ราฟมันยอมรับลูกของเราแล้ว

 

                ผมไม่ได้หูฝาดใช่มั้ยครับ

 

                ลูกผมมี พ่อแล้ว

 

                ไหนครับริว ขอพี่ดูหน้าลูกหน่อยได้มั้ย พี่อยากเห็นเค้า…”เราผละออกจากกัน ไอ้ราฟก็เรียกหาลูกด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตาครับ ผมเองก็อดยิ้มด้วยไม่ได้ ผมรีบรับโอรีฟที่ไอ้รินส่งให้ และรีบหันมาให้ไอ้ราฟอุ้มครับ

 

                แต่

 

 

            จู่ๆร่างกายของผมก็ถูกใครก็ไม่รู้ดึงไว้ ผมไม่ทันดูว่าใคร ไอ้ราฟก็โดนคนๆนั้นถีบเข้าให้เต็มตีน ผมทำท่าจะหันกลับไปด่า แต่พอเห็นหน้าคนที่ทำ ไอ้ริวก็ต้องหุบปากฉับ เมื่อคนที่ถีบไอ้ราฟ ก็คือ พ่อ ของผมเองครับ

 

                เฮ้ย! พ่อพี่ผมอุทานอย่างตกใจ ก่อนที่เข้ามาช่วยพยุงไอ้ราฟที่เลือดกลบปากให้ลุกขึ้น ไอ้ราฟลุกขึ้นนั่งด้วยใบหน้างงๆ ที่จู่ๆมันโดนพ่อผมถีบเข้าให้

 

                ไอ้ริก มึงรีบพาเพื่อนมึงกลับไปเดี๋ยวนี้พ่อผมพูดเสียงเหี้ยม ก่อนที่จะสั่งให้พี่ชายผมพาไอ้ราฟออกไปครับ พวกเราต่างพากันงง ไหงเรื่องมันเป็นแบบนี้ไปได้ ทั้งๆที่พ่อเองก็น่าดีใจ ที่พ่อตัวจริงของลูกผมยอมรับเขา แต่ทำไมพ่อผมถึง

 

                พ่อ ทำไม…”ผมเอ่ยถามพ่อเสียงอ่อนครับ

 

                หลานกู กูเลี้ยงได้ หลานกูไม่จำเป็นต้องพี่พ่อไม่ได้เรื่องอย่างมันพ่อผมพูดเสียงแข็ง ก่อนที่จะลากผมที่อุ้มลูกเข้าไปในบ้าน ผลักผมเข้าห้องนอนของตัวเอง แถมปิดประตูใส่หน้าซะด้วย

 

                นี่มันอะไรกันเนี่ย???

 

 

                หลังจากวันนั้นผ่านไป วันต่อมาไอ้ราฟก็พาพ่อแม่ของมันมาครับ โดยที่มีพี่โรมและแบล็กกราวด์อย่างพวกแก๊งค์ Demon ทั้งรุ่นที่ 1 รุ่นที่ 2 Demon Girls ไอ้ข้าว ไอ้พี่พีช ณ Power ไอ้หลง ไอ้หยก พี่ก้อง พี่ทราย ไอ้ตรี และบุคคลที่สนิทกับผมมาร่วมด้วยครับ บอกได้คำเดียวว่าคนเต็มบ้านครับ ทุกคงอยากรู้ผลเรื่องของผม ไอ้ราฟ และลูก พอผมจะออกไปดู พ่อก็ผลักผมให้เข้าไปในห้อง โดยที่มีไอ้รินเข้ามากับผมด้วย

 

                ผมไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะห้องผมค่อนข้างเก็บเสียง เลยไม่ได้ยินเสียงใคร จนเวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง ก็มีคนมาเปิดประตูให้ คนที่เปิดก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็คือ แม่ผมเองครับ ผมรีบอุ้มลูกแล้วเดินออกไปหน้าบ้าน ก็พบว่าแต่ละคนทำหน้าซีดกันทั้งแถว

 

                เกิดอะไรขึ้นอ่ะพี่ เป็นไงบ้าง พ่อเขาว่าไงไอ้รินเป็นคนเอ่ยถามครับ ผมได้แต่นิ่งฟัง

 

                คือ ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะยากว่ะพี่ผมตอบอย่างไม่แน่ใจครับ จริงสิ ตอนที่ผมออกมาไม่ให้เห็นพวก เศรษฐอนันต์อยู่ในบ้านอีกแล้วนี่นา

 

                ทำไมอ่ะ?

 

            พ่อ ไม่ยอมยกมึง ให้ไอ้ราฟน่ะสิพี่ผมพูด พลางทำหน้าเครียดครับ ส่วนผมนี่แทบจะร้องเหวอครับ ทำไมเรื่องถึงแบบนั้นไปได้ล่ะ ทั้งๆที่เรื่องจะจบเพราะไอ้ราฟยอมรับลูกของเราทั้งสองคน แต่ไหงพ่อถึงไม่ยอมยกผมให้ไอ้ราฟมันล่ะ

 

                ไม่ใช่ว่าผมอยากจะให้พ่อยกผมให้ไอ้ราฟซะขนาดนั้นหรอกนะครับ แต่ผมไม่เข้าใจความคิดของพ่อเขาเอาซะเลย ว่าเขาคิดอะไรยิ่งฟังเรื่องทั้งหมดจากพี่ชายผม

 

                พี่ริกเล่าว่า ไอ้ราฟพาพ่อแม่ของมันมาคุยเรื่องผมกับลูก เห็นพ่อแม่มันเองก็ตกใจที่อยู่ๆไอ้ราฟรีบกลับไปบอกว่า มันทำผมท้องแล้วคลอดเด็กออกมา ได้ข่าวว่าแม่มันเป็นลมทันทีที่มันบอกเสร็จ แต่ไอ้ราฟมันไม่สนใจ มันกลับรีบเร่งให้พ่อกับแม่มันมาพูดกับพ่อผม เพื่อจะได้ทำการสู่ขอผมอย่างถูกต้อง

 

                แต่ดูท่าทางว่า เรื่องมันคงไม่ง่ายแบบนั้น เพราะเหมือนกับพ่อผมจะไม่ยอมยกผมให้พี่ราฟเอาง่าย พี่ผมบอกว่า ลุงเทพกับป้ารันพยายามพูดให้พ่อผมได้เข้าใจ แต่ยิ่งพูดพ่อผมก็ยิ่งหัวดื้อ ไม่ยอมท่าเดียว เข้าใจมั้ยอ่ะครับ คนยิ่งแก่ยิ่งหัวดื้อ ขนาดแม่ผมช่วยพูดก็ไม่ยอม ได้แต่บอกว่า หลานกู กูเลี้ยงได้ ไม่จำเป็นที่หลานกูต้องมีพ่อที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้

 

                พี่ผมบอกอีกว่า ไอ้ราฟมันหน้าเสียมากครับ มันเถียงพ่อผมขาดใจเหมือนกัน จากที่คนที่สงบเสงี่ยมต่อหน้าผู้ใหญ่ กลับหลุดลุคเอาง่ายๆ ดูมันอยากจะดูแลผมและลูกเสียเหลือเกิน แต่มีมารตัวใหญ่และใหญ่ยิ่งอย่างพ่อผมเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ดูเหมือนไอ้ราฟจะข้ามไปยากซะเหลือเกิน

 

                แล้วไม่ใช่เฉพาะพ่อแม่ไอ้ราฟช่วยกันพูดนะครับ พวกเพื่อนๆพี่ๆคนสนิทของผมช่วยกันพูดด้วย แต่พ่อผมก็ไม่สนใจ แถมยังหาว่าพวกเราน่ะเด็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องนี้ พวกพี่ๆก็เลยช่วยอะไรไม่ค่อยได้

 

                พอผมจะเข้าไปพูดเอง แต่แค่อ้าปาก พ่อผมก็เห็นลิ้นไก่ ด่าผมไม่ให้พูดเรื่องนี้อีก

 

                หลังจากนั้น พ่อผมเขาก็ตั้งกฎครับ ว่าไม่ให้พวกบ้านเศรษฐอนันต์เข้าบ้านอีก ดีนะครับ ที่พ่อไอ้ราฟเขาเป็นพวกใจเย็น ไม่โกรธหรือเกลียดอะไรพ่อผม แต่ไอ้ราฟนี่กลับนิสัยต่างจากพ่อมันครับ ดันหัวดื้อเหมือนพ่อผมซะงั้น พ่อผมยิ่งห้าม มันยิ่งมาหา มันมาทุกวัน พ่อไล่ทุกวัน ยิ่งนานวัน ยิ่งหนักเข้า จนพ่อชักจนไม่ไหวเลยลงทุนหยุดงานมาเฝ้าผมเลยล่ะครับ

 

                ไอ้ราฟก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้นนะครับ ถ้าหากพ่อผมเฝ้าตอนกลางวัน มันจะแอบมาเคาะหน้าต่างห้องผมตอนกลางคืน ผมเองก็อยากให้ไอ้ราฟได้อุ้มลูกซะที ก็ยอมให้มันเข้ามาทางหน้าต่างครับ ถ้าหากวันไหนผมไม่ได้อยู่ในห้อง มันก็จะมานั่งรอนอกหน้าต่าง มันโคตรลงทุนเลยครับ ไม่ว่าจะแดดออก หรือฝนตก มันก็มาหาไม่หยุดเลย

 

                ช่วงนั้นไอ้ราฟได้อุ้มลูกเป็นครั้งแรกในชีวิตครับ แล้วก็แปลกด้วยนะ ประจำเวลาโอรีฟตื่น ถ้าหากไม่ใช่ผมอุ้มเอง ก็จะร้องไห้จ้า แต่พอไอ้ราฟอุ้ม ลูกสาวตัวน้อยกลับยิ้มร่าอย่างอารมณ์ดี ไอ้รินที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก็แซวครับ ว่าสงสัยโอรีฟคงจะรู้ว่าไอ้พี่ราฟคือพ่อ ก็เลยให้ยอมอุ้มโดยที่ไม่งอแงแม้แต่นิดเดียวครับ

 

                ไอ้ราฟนี่ตัวลอยครับ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่หยุด ผมเองก็มีความสุข ที่เห็นมันเล่นกับลูก พ่อเล่นกับลูก มันเป็นอะไรที่ดีเอามากๆ ผมไม่คิดเลย ว่าลูกผมจะมีโอกาสที่จะได้เล่นกับพ่อผู้ให้เลือดเนื้อเชื้อไขกับตัวเขา ดูสิครับ เวลาไอ้ราฟมันเล่นมันลูก โคตรน่ารักเลยครับ แบบว่า ไอ้ราฟมันเป็นคนที่ดูว่าเป็นลูกคุณหนูเอามากๆ แต่ทุกคนลองจินตนาการดูสิครับ ว่าคนแบบมันเนี่ย มาเล่นกับเด็กตัวเล็กๆ มันจะน่าตลกมั้ย ผมว่า เข้ากับมันดีนะ

 

                แง้!!!”เอ้า สงสัยพ่อลูกเล่นแรงกันไปหน่อย ลูกงอนร้องไห้แงซะงั้น ผมยิ้มนิดๆ ก่อนที่จะเดินไปโอบอุ้มลูกขึ้นมากล่อม ไอ้ราฟที่ยิ้มแหยๆมองผมตาม ผมหันไปยิ้มให้ไอ้ราฟ ก่อนที่จะกล่อมลูกต่อ

 

                ไงคะลูก พ่อเขาแกล้งอะไรหนูฮึ? โอ๋ๆไม่ร้องนะคะ ดูสิ พ่อเขาตกใจหมดแล้ว คิคิผมกล่อมลูกพร้อมกับขำคิกคักไปด้วย ไอ้ราฟมันทำหน้าค้อนใส่ผมนิดๆ ก่อนที่จะหันมาเล่นกับลูกต่อ แต่ก็นั่นแหละ ความเจ้าเล่ห์ของไอ้ราฟมันเยอะจัด ผมนี่กล่อมลูกเพลินๆ มันก็แอบลักหอมแก้มผมไปฟอดใหญ่

 

                พี่ราฟอ่ะผมโวยครับ

 

                แก้มลูกกับแก้มแม่เหมือนกันเด่ะ แต่ขอโทษนะคะโอรีฟ พ่อชอบแก้มนิ่มๆของแม่หนูมากกว่าฟอดพอพูดจบ ไอ้ราฟมันก็หอมแก้มผมอีกครั้ง ไอ้ริวร้องเหวอ รีบโวยอีกครั้งครับ จะมาหวานอะไรต่อหน้าลูกเล่า ผมเขินนะเนี่ย >////<

 

            ทำไมล่ะ? พ่อจะหอมแก้มแม่ของลูกไม่ได้เหรอ?ไอ้ราฟมันถามแบบแซวๆครับ ส่วนผมเนี่ย หน้าแดงจนไม่รู้จะแดงยังไงแล้ววววว

 

                บ้าเหรอพี่ราฟ นี่ผมกำลังอุ้มลูกอยู่นะไอ้ริวเอาลูกมาอ้างครับ ไม่ใช่ว่ารังเกียจ แต่มันทั้งเขิน ทั้งอายนี่หว่า ใครจะไปกล้าล่ะ เพราะพวกผมสองคนห่างเรื่องแบบนั้นมานานนับปี ก็ต้องมีเขินๆกันบ้างล่ะ แต่ไอ้ราฟนี่ ดูท่าทางว่าคงจะ อด มานานแน่ๆ

 

                โหย ริวอ่า ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พี่ไม่เคยยุ่งกับใครเลยนะ ขอจุ๊บนิดจุ๊บหน่อยไม่ได้เหรอ?ยังไม่เลิกครับ = =”

 

                ไม่เอ๊า!”ผมห้ามหัวชนฝาครับ

 

                น่านะว่าแล้วไอ้ราฟมันก็แย่งลูกจากผม แล้วเอาโอรีฟวางบนฟูกเล็กๆสำหรับเด็กทารก ก่อนที่จะหันมายิ้มแป้นกับผมด้วยใบหน้าหื่นๆ เฮ้ย! เล่นงี้เลยเหรอ!!!

 

            พี่ราฟไอ้ริวครางเรียกชื่อมันครับ มันกลับยิ้มหวานและเข้ามาประกบปากผมทันทีครับ

 

                อืมคิดถึงจังครับ ริมฝีปากอุ่นๆของไอ้ราฟ พวกเราไม่ได้จูบกันเลยตั้งแต่ตอนที่ไอ้ราฟไป จนเมื่อผมเริ่มตั้งท้องโอรีฟ ก็เลยลืมๆเรื่องอย่างว่าไปบ้าง แต่พอมาเจอเข้าแบบนี้ ผมก็อดมีความรู้สึกดีๆกับสัมผัสกับไอ้ราฟไม่ได้ครับ แต่รู้สึกผมลืมอะไรไปบางอย่าง

 

                ผมเพิ่งคลอดโอรีฟไม่ถึง 2 เดือน

 

                ไหงผมถึงมานอนอยู่ใต้ร่างไอ้ราฟแล้ว

 

            ไอ้พี่ราฟหื่น!!! แผลตูยังไม่ทันหายนะเฟ้ย!!!!

 

 

                พี่ราฟ เดี๋ยว! แผลผม!...อื้อ!”ผมรีบห้ามไอ้ราฟก่อนที่เลยเถิดครับ

 

                นิดเดียวนะครับ ขอให้พี่ชื่นใจหน่อยนะไม่พูดเปล่า มีการล้วงมือเข้าเสื้อผมด้วยครับ ง่ะ ทำไมแค่ล้วงเสื้อ ตูถึงรู้สึกไวแบบนี้ฟะ!

 

                อย่างที่ว่า ไอ้ราฟมันก็แค่จูบ ไซร้ และเม้มร่างกายผมนิดหน่อยเท่านั้น จะว่ามีอะไรกันก็ไม่เชิง คือ มันกะว่าจะฟัดผมด้วยจูบก็เท่านั้น พวกเราสองคนจูบกันอีกสองสามครั้ง ก่อนที่ไอ้ราฟจะอุ้มผมทั้งตัวมานั่งบนตักมันครับ ผมที่โดนไอ้ราฟมองอย่างโหยหา ก็ได้แต่หลบตามัอ่ะครับ มันเขินมากๆเลย เวลาที่โดนมันมองแบบนี้ ความรู้สึกมันเหมือนเด็กอินโนเซนต์ยังไงไม่รู้ครับ ทั้งๆที่ผมมีลูกแล้วนะเนี่ย!

 

                ริวครับ พี่คิดถึงริวใจจะขาดแล้วรู้มั้ย ตอนที่อยู่ที่เกาหลี ย่าพี่ไม่ยอมให้พี่ติดต่อกับใครที่ไทยเลย ขนาดพ่อแม่พี่ยังไม่รู้ข่าวคราวพี่ พี่แทบจะขาดใจตาย จะแอบโทรหาหรือส่งเมลล์ก็ไม่ได้ ไม่งั้นย่าไม่ยอมให้พี่กลับมาไทยแน่ๆไอ้ราฟมันพูดพลางซบหน้าลงกับไหล่ผมครับ ผมแอบได้ยินเสียงมันสะอื้นด้วยนะครับ แต่มันไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาให้ผมเห็น

 

                ตลอดเวลาที่อยู่เกาหลี พี่กลัวว่าริวจะลืมพี่ ริวรู้มั้ย พี่คิดถึงริวมาก คิดถึงแต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ พี่นี่เป็นคนที่ไม่เรื่องตามที่พ่อโตพูดจริงๆ

 

            ผมรู้ครับ ว่าพี่คิดถึงผมมาก ผมเองก็คิดถึงพี่เหมือนกัน ยิ่งตอนที่ผมรู้ว่าท้อง ผมยิ่งคิดถึงและรักพี่มากขึ้น พี่รู้มั้ย ว่าตอนที่ผมอยู่ที่นี่เกิดอะไรบ้าง?และแล้วผมก็เล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนที่ผมท้องให้ฟัง อย่างที่คิดไว้เลยครับ ไอ้ราฟมันตกใจตอนที่เกิดอุบัติเหตุที่ผมเกือบเสียโอรีฟไป มันรีบกอดผมแน่นเหมือนกับตกใจ แต่ไอ้ริวก็พูดปลอบๆครับ ว่าตอนนี้ไม่เป็นไร แล้วผมก็เล่าต่อ จนลืมไปว่า

 

 

            ไหนโอรีฟหลานตา ขอตา เฮ้ย!!! มึง! เข้ามาในบ้านกูได้ยังไงเนี่ย!!!”เวรแล้วครับ เจือกลืมว่าตอนห้าโมงเย็นของทุกวัน เป็นเวลาที่พ่อผมกลับมาจากทำงาน และก็จะเข้ามาหาหลานเป็นประจำ แจ๊คพอตแตกครับ พอพ่อเห็นว่าไอ้ราฟนั่งโด่คลอเคลียกับลูกสาว เอ้ย! ลูกชาย อยู่ในบ้าน ก็วีนแตกรีบวิ่งไปคว้าปืนลูกซองที่แขวนไว้หน้าห้องผม มาไล่ยิงไอ้ราฟทันที

 

                ไอ้ราฟร้องแว๊ก ก่อนที่จะรีบวางผมลง แล้วเผ่นแน่บไปยืนสั่นที่หน้าต่างห้องผมครับ เวรแล้วไง ศึกพ่อตากับลูกเขย เหมือนดูในหนังเลยครับ เฮ้ย! ไม่เวลามาคิดแบบนี้นะเฟ้ย ผัวมึงกำลังโดนพ่อมึงยิงทิ้งนะเฟ้ย!!!

 

                พอเกิดเสียงโวยขึ้นปุ๊บ คนในบ้านผมก็วิ่งมาดูเลยครับ แล้ววันนั้นเป็นจังหวะเดียวที่ไอ้หลงกับไอ้หยกมาเที่ยวบ้านด้วย พี่ผม ไอ้หลง และไอ้หยกก็เข้ามาดึงพ่อผมไว้ก่อนที่จะยิงไอ้ราฟทิ้ง ส่วนแม่กับไอ้รินร้องกรี๊ดโดยที่ไม่ทำอะไร = =” ส่วนผมพอได้สติ ก็เข้าไปขวางไอ้ราฟ (ไอ้ราฟรีบดึงผมมาบังซะงั้น อืมนี่เรอะ ที่มึงบอกรัก
กูเนี่ย) กับพ่อไว้ก่อนครับ ยังไงซะ พ่อคงไม่หลวมตัวยิงลูกชายตัวเองแน่ แม้ผมจะกลัวลูกตะกั่วก็เถอะนะ

 

                ไอ้ริว มึงหลีกไปพ่อผมบอกเสียงดัง โดยที่เล็งปืนไปที่ไอ้ราฟท่าเดียว ส่วนสามคนที่เกาะหนึบกับพ่อสู้แรงพ่อผมไม่ได้เลยซักคนครับ โคตรสุดยอดเลย นี่แหละน๊า คนที่แบกบ้อง (บ้อง = ปล้อง,ท่อน) ไม้ยางอยู่ทุกวัน แรงเยอะเป็นบ้าเลยอ่ะครับ

 

                พ่อ แต่พี่ราฟเขาเป็นพ่อของลูกผมนะไอ้ริวรีบหว่านล้อมใหญ่ครับ ผมกลัวพ่อจะเป็นฆาตกรโดยที่พ่อคิดจะฆ่าสามีลูกชายตัวเอง

 

                ไม่สนเว้ย บังอาจมาหยามน้ำหน้ากันขนาดนี้ ใครจะไปรับได้ ตายซะเถอะเอ็ง!”

 

                แว้กกกกกก พ่อๆๆๆๆ เย็นไว้โยม พ่อนับถือศีลไม่ใช่เหรอ? ฆ่าสัตว์มันผิดศีลนะไอ้พี่ริกรีบดึงพ่อไว้ ไอ้หลงไอ้หยกกับพ่อต่างกันร้องเหวอ คือ นึกภาพออกมั้ยครับ ดึงกันไปดึงกันมาอ่ะ เหมือนชักกะเย่อเลยครับ โดยที่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นเชือก คือตัวพ่อของผม และฝ่ายตรงข้ามของพี่ชายผมกับสองแฝดก็คือพ่อผมเองอีกนั่นแหละ

 

                โว้ยยย วันนี้ไม่นับเว้ย กูขอยิงคนก่อนพอพี่ชายผมดึงไป พ่อผมก็ดึงกลับ อ๊ากกกก ลูกตะกั่ว!!!

 

                เย้ยยยย!!! ตาโต ถ้าตาโตยิงน้าราฟ โอรีฟเขาจะไม่มีพ่อน๊า!!!!”ไอ้หลงกับไอ้หยกรีบช่วยกันพูดอีกแรงครับ ได้ผล พ่อผมเริ่มหยุดคิดทันที ก่อนที่พ่อจะหันไปมองโอรีฟ ที่นอนหลับโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว (ลูกผม ไหงเวลานี้ไม่ร้องฟะ) ก่อนที่จะหันมามองไอ้ราฟ ที่กำลังหลบอยู่หลังผม

 

                โว้ย พวกมึงนิ ทำให้กูใจอ่อนทุกที เออๆ กูยอมแพ้ก็ได้เว้ยว่าแล้วพ่อเขาก็ขวางปืนลง โหย ไอ้ริวใจหายกลัวปืนลั่นโป้งป้าง แต่ก็ดีใจที่พ่อเขายอมใจอ่อน ส่วนไอ้ราฟนี่ถอดหายใจดังเฮือกเลยครับ

 

                พ่อจะยกพี่ริวให้พี่ราฟแล้วใช่ป่ะ?ไอ้รินเพิ่งได้สติเอ่ยถามอย่างดีใจทันใดครับ

 

                ป่าว

 

                อ่าว?พร้อมกันทั้งบ้านครับ

 

                ถ้ามึงอยากได้ลูกกูเป็นเมียนัก มึงต้องทำตามที่กูบอกก่อน

 

            อะไรอีกล่ะเนี่ย???

 

 

 

……………………………………………

 

 

            คุณคนอ่านรู้มั้ยครับ ว่าพ่อเขาคิดจะทำอะไรอีก สิ่งที่พ่อผมบอกให้ไอ้ราฟทำ เรียกความปวดหัวให้แก่ทุกคนในบ้านผมอีกแล้ว รู้มั้ย พ่อเขาให้ทำอะไร

 

                เขาให้ไอ้ราฟมาอยู่ที่บ้านผมเป็นเวลา 2 ปี

 

                อ๊ะๆ ทุกคนอย่างเพิ่งเฮไปนะครับ มันมีอะไรมากกว่าการที่ให้ไอ้ราฟมาอยู่บ้านผม ตอนได้ยินคำพูดแรกของพ่อที่ให้ไอ้ราฟมาอยู่บ้านเป็นเวลา 2 ปี นี่เรียกเสียงเฮจากไอ้พี่ชายผมและไอ้รินได้เป็นอย่างดี แต่อิตรงที่เสริมเข้ามานี่สิครับ ไอ้สองคนที่เฮกันอยู่เมื่อกี้ แทบจะปิดปากตัวเองไม่ทัน

 

                นั่นก็คือ

 

                ให้ไอ้ราฟ มาอยู่ในฐานะ ทาส

 

            จะว่าเป็นทาสก็ไม่เชิงหรอกครับ แค่ไปทำงานกับพ่อผม (งานแบกไม้ยาง เป็นงานที่ทรหดที่สุดของลูกผู้ชายบ้านผม) นอนที่ข้างนอกห้อง ห้ามนอนข้างในห้องของแต่ละคน ช่วยทำงานบ้านทุกอย่างห้ามอิดออด ไม่ให้ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวตัวเอง ถ้าจะหาเงินหรือของใช้ต่างๆ ต้องหาเอาเองด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองห้ามเอาจากพ่อแม่ คนในครอบครัว หรือเพื่อนๆ ห้ามไปทำงานอื่นนอกจากทำงานกับพ่อ พ่อสั่งอะไรต้องทำ ห้ามแตะต้องของใช้ภายในบ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต และที่สำคัญ ห้ามเข้ามายุ่มย่ามอะไรที่เกี่ยวกับตัวผม โดยเฉพาะโอรีฟหลานคนสำคัญ อย่าคิดว่าจะได้อุ้มในตลอดเวลา 2 ปีต่อจากนี้ไป ถ้าทนได้ จะยกไอ้ริวให้ทันที

 

                (ไอ้ข้อห้าม กฎต่างๆที่ตั้งมา มันก็ทาสชัดๆนั่นแหละครับ)

 

                อยากจะบ้าตายวันละหลายสิบหน นี่พ่อคิดอะไรของเขาเนี่ย ไอ้ห้ามสองสามข้อนี่ไม่ว่าอะไรเลยนะครับ แต่นี่ข้อห้ามบานตะไท จำวันเดียวก็ไม่หมด ห้ามนู่นห้ามนี่ไม่เสียหมด โอ้ย ใครจะไปทำได้ล่ะครับ คิดดูนะ ห้ามทำงานอื่นนอกจากแบกไม้ยางกับพ่อ ประทานโทษ ถึงแม้ว่าวันนึงได้เกือบ สี่ถึงห้าร้อยบาทต่อวัน แต่มันหนักนะครับ ไอ้การแบกไม้ยางเนี่ย

 

                แบกไม้ยางเขาจะคิดตันละ 100 บาทครับ ซึ่งรถกระบะคันนึงบรรทุกได้เพียงแค่ 4 ตันเท่านั้น (แต่ถ้าเป็นรถสิบล้อจะบรรทุกได้ 15 ตันครับ) วันๆนึงประมาณอย่างมากก็สิบเที่ยวเห็นจะได้ แต่ว่า เที่ยวๆนึงเนี่ย มันทรหดมากเลยครับ ใครเคยลองยกไม้ยางซักท่อนดูมั้ยล่ะ ท่อนนึงน้ำหนักมากสุดที่พ่อเคยบอกประมาณร้อยโล อย่างน้อยก็สามถึงสี่สิบโล โหย โคตรหนักเลยครับ ไอ้ริวเคยๆลองไปช่วยพ่อแบกดู แต่ไม่รอดครับ แบกได้สองท่อนก็ม่อยกระรอก  แล้วกว่าจะได้ซักคันรถกระบะ คนแบกก็ต้องแบกคนละแปดถึงเก้าท่อนต่อคน แล้วรถกระบะคันนึงก็มีคนแบกแค่แปดถึงเก้าคน โอย จะตายเอา เงินเยอะแต่กินแรงเป็นบ้า (แต่ถ้าเป็นคนขับรนถ ก็จะได้เพิ่มอีก 50 บาท ส่วนพ่อผมที่ได้เงินเยอะ เพราะเป็นคนเช็คยอดครับ พูดง่ายๆเป็นมือขวาของเจ้านาย ก็เลยได้เงินมากกว่าใครสองสามเท่า)

 

                แล้วก็ใช่ว่าจะได้ทำทุกวันนะครับ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีเจ้าของสวนยางที่ไหนเขาต้องการตัดไม้หมดอายุหรอกนะครับ กว่าจะหาได้นี่ก็ลำบาก ดังนั้นเจ้านายพ่อก็เลยลดๆจำนวนเงินลง กว่าจะได้งานใหญ่ๆทั้งที บางทีก็นานถึงสองเดือนเลย คนงานเองก็นะ ต้องประหยัดๆกันหน่อยล่ะ

 

                และคิดดูสิครับ ลูกคุณหนูอย่างไอ้ราฟมันจะทำได้เหรอ? เดือนๆนึงมันใช้เงินเยอะใช่เล่นนะครับ บางเดือนก็ถึงห้าหมื่น แล้วมันต้องมาเจออะไรที่มันทรหดอดสู มันจะทนได้งั้นเชียวเหรอ? ทนตั้งสองปีเชียวนะ!!!

 

ไอ้ริวก็หมดหวังครับ ยิ่งตอนนี้ไอ้ราฟเพิ่งจบ ม.6 เสียด้วย ถ้าหากมันยอมเสียเวลาไป 2 ปีเพื่อมาทำอะไรไร้สาระแบบนี้กับพ่อ ผมยอมบอกเลิกไอ้ราฟ และหาเงินเลี้ยงลูกเองจะดีกว่า ดีกว่าที่มันจะมาเสียเวลากับคนอย่างผม

 

                ไอ้ราฟเองตอนที่ฟังก็อึ้งเหมือนกันครับ เพราะเจอข้อห้ามทุกอย่าง ดูหน้าเสียไปเยอะทีเดียว ส่วนพวกแม่ พี่  และไอ้รินก็พยายามจะพูดช่วยไอ้ราฟ แต่ก็นั่นแหละ เหมือนเดิม จะเอาอะไรกับคนหัวดื้ออย่างพ่อผมล่ะครับ พยายามไปก็เท่านั้น ไม่สำเร็จซักราย

 

                พอได้ข้อแม้จากพ่อ ไอ้ราฟก็ขอตัวกลับขอเวลาไปคิดก่อนครับ พ่อผมนี่ยิ้มอย่างสะใจ แต่ที่เหลือกลับหมดแรง โดยเฉพาะไอ้ริวครับ ผมรีบอุ้มโอรีฟและพาเข้าห้องทันที ไม่ใช่อะไรครับ พอเห็นไอ้ราฟแบบนั้นน้ำตามันไหลพรากเลยครับ ความฝันที่อยากดูด้วยกันสามพ่อแม่ลูก พังทลายไม่มีชิ้นดี

 

                รู้ทั้งรู้ว่าพ่อเขากลัวว่าผมจะลำบาก ถ้าหากไปอยู่กับไอ้ราฟ แต่ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ล่ะ ข้อห้ามอื่นอาจจะรับได้ แต่การที่พ่อของโอรีฟต้องมาอยู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่ได้คุยกันเนี่ย ผมว่ามันทรมานมากนะครับ ถ้าเป็นผม สู่แอบมาหาลูกยังจะดีกว่าอีก

 

                ผมร้องไห้นานมากครับ นานจนโอรีฟตื่นขึ้นมาและร้องไห้จ้า และดูเหมือนว่าโอรีฟเขาจะรู้ว่าพ่อกับแม่กำลังลำบาก ร้องไห้ไม่หยุดเลยครับ ผมปลอบยังไงก็ไม่หยุด โอรีฟร้องจนเหนื่อยและหลับไปเอง

 

                ไอ้ริวสงสารลูกมากครับ ดูสิ ร้องไห้จนหน้าแดง ตาบวมไปหมดแล้ว ผมก็ได้แต่หาผ้าซับน้ำหมาดๆมาเช็ดหน้าตาลูก โดยที่ไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้ความกังวลใจของลูกลดลงได้ ก็ได้แต่ภาวนาขอให้พ่อผมใจอ่อนก็เท่านั้น เพราะยังไงคนอย่างไอ้ราฟคงจะไม่ยอมมาลำบากอะไรกันผมแน่

 

                แน่

 

            แน่เหรอ???

 

 

                และแล้วความคิดของผมที่คิดว่าไอ้ราฟคงจะไม่ยอมรับข้อเสนอของพ่อ มีอันต้องโยนทิ้งไปครับ เพราะเช้าวันต่อมา ไอ้ราฟมันมาหาพ่อผมที่บ้าน พร้อมกับให้คำตอบที่เล่นเอาทุกคนอึ้งอีกรอบ

 

                ไอ้ราฟมันตกลงรับข้อเสนอของพ่อผมครับ

 

                และมันยินดี ที่จะมาเป็นทาสเป็นเวลาสองปี เพื่อที่จะได้อยู่กับลูกและกับผมในภายภาคหน้า

 

                ไอ้ริวน้ำตาไหลอีกครั้ง ไม่ใช้เพราะความเสียใจ แต่มันคือความดีใจจนหยุดไม่ได้ต่างหากล่ะ ดีใจ ที่ไอ้ราฟยังไม่ทิ้งผมและลูกไป ส่วนพ่อน่ะเหรอครับ ยืนอึ้ง พูดไม่ออก จนแม่ผมต้องสะกิดพ่อผม พ่อผมจึงรู้สึกตัว แล้วก็บอกให้ไอ้ราฟเอาเข้าของที่ต้องใช้มาอยู่เลย

 

                และวันถัดมาก็ต้องอึ้งอีกครั้ง (รู้สึกว่าอาทิตย์มีเรื่องต่างๆมากมายจนเกือบทำให้หัวใจวายบ่อยเสียเหลือเกิน) คือผมเคยเล่าใช่มั้ยครับ ว่าสิ่งที่ไอ้ราฟมันเกลียดที่สุด นั่นก็คือการตัดผม ใครจะจ้างมันตัดซักล้านก็ไม่ตัด ผมเองก็เคยพูดปรอยๆลองดู ว่าให้ตัดเถอะ ตัดแล้วอาจจะดูหล่อก็ได้ แต่มันปฏิเสธครับ ผมลองตื้ออีกมันเสือกโกรธซะงั้น ไอ้ริวก็เลยต้องมานั่งง้ออีก และสิ่งที่ทุกคนอึ้งก็เรื่องนี้นั่นอ่ะครับ ไอ้ราฟมาหาพ่อตอนเช้าตรู่ ด้วยลุคที่เปลี่ยนไปจากเดิมเอามากๆ

 

                ไอ้ราฟมันตัดผมสั้นครับ สั้นซะจนเกือบเกรียน (นึกถึงทรงผมของโดม ปกรณ์ ลัมนะะค่ะ : คนเขียน) เลยอ่ะ ผมก็ย้อมสีดำสนิท คอนแทคเลนส์ก็เอาออก เสื้อผมก็แค่กางเกงยันส์เก่าๆกับเสื้อยืดโทรมๆตัวสามเก้า และกระเป๋าเสื้อผ้าที่มีแค่สามสี่ชุดเท่านั้น (พร้อมกับแว่นสายตาอันเก่าของมัน)

 

                แต่ลุคนี้ไอ้ราฟเซอร์จนดูหล่อมากเลยครับ เคยนึกนะ ว่าไอ้ราฟอยู่ในลุคนี้จะเป็นยังไง ก็นะ คนมันหล่อ จะแต่งยังไง จะตัดผมยังไงก็ยังหล่อนั่นแหละครับ ไอ้รินแอบกรี๊ดและมีถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยครับ จากไอ้ราฟมาดคุณหนู กลายเป็นไอ้ราฟมาดเซอร์ไปซะได้

 

                คืนแรกของการอาศัยอยู่ในบ้านผมของไอ้ราฟ พ่ออนุญาตให้ไอ้ราฟมานอนที่ห้องผมครับ พ่อบอก เป็นการสั่งลา เผื่อไอ้ราฟทนไม่ไหวหนีไปซะก่อน (พ่อผมโคตรเลย) คืนนั้นไอ้ราฟขออาบน้ำให้โอรีฟเอง ป้อนนม และกล่อมลูกให้นอนเอง ไอ้ราฟมันทำเองหมดเลยครับ ผมก็แปลกใจอยู่ ว่ามันไปหัดมาจากไหน เพราะไอ้ราฟอุ้มเด็กเป็นอย่างเดียว แต่การอาบน้ำ ชงนม ให้นม และกล่อมนอน มันไม่เคยทำมาก่อน ผมลองถามดู ไอ้ราฟมันตอบว่า ให้แม่สอนครับ เห็นว่าเตรียมตัวไว้เผื่อได้ทำ

 

                ส่วนผมกับไอ้ราฟก็ไม่นอนครับ เราคุยกันทั้งคืน มีบ้างที่จะจูบ จะหอม จะกอดกันเพื่อสั่งลา เพราะเราจะไม่มีสิทธิ์ได้ทำอีกในระยะเวลาสองปี ผมนี่ก็เกือบร้องไห้ทั้งคืนครับ ใช่ว่าไอ้ราฟเองทรมานคนเดียว ผมก็ทรมานครับ ที่ต้องอยู่ภายใต้ชายคาเดียวกันกับคนที่รักแต่พูดคุยกันไม่ได้ ไอ้ราฟก็ปลอบผมทั้งคืนเหมือนกัน บอกเพียงแต่ว่า ไม่ต้องห่วง มันจะไม่หนีแน่นอน

 

                พอรุ่งเช้ามาเยือน พ่อก็มาเคาะประตูห้องผม เรียกให้ไอ้ราฟไปกินข้าว เพราะเช้านี้พ่อจะพาไอ้ราฟไปฝากกับหัวหน้า ผมที่สะลึมสะลือเล็กน้อยเนื่องจากเมื่อคืนคุยกับไอ้ราฟทั้งคืน ก็ได้มองมันอ่ะครับ แต่ไอ้ราฟมันกลับยิ้ม มันเข้ามาจูบหน้าผากลูก ก่อนที่จะหันมาจูบผม และเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร

 

                พอพ่อกับไอ้ราฟกินข้าวเสร็จ พ่อพาไอ้ราฟไปฝากงาน แถมให้เริ่มเสียวันนี้ ไอ้ราฟมันก็เลยใส่เสื้อยืดเก่าๆ กางเกงสามส่วนลายทหาร และเอาผ้าขาวม้าไปด้วยครับ ผ้าขาวม้าไว้สำหรับวางบนไหล่ตอนแบกครับ จะได้ไม่เจ็บมาก

 

                ส่วนแม่ พี่ ไอ้ริน ผม และก็โอรีฟก็ต้องรออยู่บ้านเพื่อลุ้นดูว่าจะรอดมั้ยครับ โดยที่พี่ผมกับไอ้รินพากันโทรหาเพื่อนๆพี่ๆที่ไม่รู้ข่าวเรื่องพ่อตั้งข้อแม้ให้ไอ้ราฟครับ เพื่อนๆพี่ๆต่างพากันตกใจ เพราะกฎของพ่อโหดได้โล่เหลือเกิน ใครจะไปทำได้

 

                ตอนเย็นๆ พ่อกับไอ้ราฟก็กลับมาบ้านครับ ผมเดาไม่ผิดกับสภาพไอ้ราฟครับ เพราะมันดูเหนื่อยมากๆ แขนขาจากสีขาวชมพูน้อยๆ ก็กลายเป็นสีคล้ำแดด ใบหน้าอิดโรย และเดินขาลากเข้าบ้าน พอมันเข้าบ้านมาปุ๊บ ก็ลงไปนอนคว่ำกับพื้น ต้องร้อนมาถึงไอ้รินที่ต้องรีบหาน้ำเย็นให้มันทันทีครับ ความจริงผมจะทำเองด้วยซ้ำ แต่พ่อบอกห้ามไว้ก่อนครับ ไอ้ริวก็เลยได้แต่มองไอ้ราฟเฉยๆ โดยที่ทำอะไรไม่ได้

 

                แล้วพ่อผมก็ไม่หยุดโหดเพียงเท่านั้นครับ พ่อเขาใช้ให้ไอ้ราฟที่ตอนนี้แทบจะหมดสภาพ ไปช่วยน้าผมที่อยู่ข้างบ้านขนทรายครับ คือน้าผมเขากำลังจะยกพื้นหน้าบ้าน แต่คนขนทรายไม่พอ เลยขอแรงช่วยจากที่บ้านผม ไอ้ราฟที่เพิ่งกินน้ำไม่ทันชื่นใจก็เดินโซเซไปทำตามที่พ่อสั่ง ดีนะครับ ที่พี่ผมเขาอาสาไปช่วยด้วย งานเลยน้อยลงหน่อย

 

                ดังนั้น อาหารเย็นวันนี้ไอ้ริวขอแม่ทำเองครับ ผมกะจะทำอะไรบำรุงไอ้ราฟซะหน่อย ดีนะที่พ่อไม่มีข้อห้ามเรื่องการกินข้าว พวกเราก็เลยได้กินข้าวพร้อมกัน แม่เองก็เข้าข้างไอ้ราฟครับ เรียกให้ไอ้ราฟไปอาบน้ำอาบท่า และมากินข้าวทั้งๆที่งานยังไม่เสร็จ แถมยังคะยั้นคะยอให้ไอ้ราฟกินเยอะๆ พ่อผมมีโวยครับ แต่แม่เขาสวนเข้าให้ พ่อเขาก็เลยต้องจำใจกินข้าวเงียบๆไป ลองเถียงดูสิ ข้าวปลาก็ไม่ต้องกินกันล่ะ

 

                พอกินเสร็จ แม่ก็ให้ไอ้ราฟอยู่เฉยๆครับ นั่งนิ่งๆนั่นแหละ เดี๋ยวแม่เขาเก็บเอง พ่อนี่จ้องซะเขม็งอย่างไม่พอใจที่เห็นไอ้ราฟนั่งเฉยๆอ่ะครับ (ทั้งๆที่ตอนกินเสร็จ ไอ้ราฟมันอาสาจะเก็บเองนะครับ) แต่เวลานี้แม่คือหัวหน้าใหญ่สุด พ่อผมก็ได้แต่นั่งฮึดฮัดอยู่พักใหญ่ๆอย่างหมั่นไส้ ก่อนที่จะเดินเข้าห้องนอนไปด้วยความหงุดหงิด

 

                เมื่อถึงเวลานอนปุ๊บ แม่ก็หาผ้าห่ม ฟูก และหมอนให้ไอ้ราฟนอนครับ แต่ข้างนอกห้องนอนค่อนข้างยุงเยอะ ไอ้ริวก็เลยหามุ้งให้ครับ แถมกางให้เสร็จสรรพ ไอ้ราฟมันยิ้มให้ผม (ทั้งๆที่มันอยากพูดใจจะขาด) ก่อนที่จะนั่งรอให้ผมกลับเข้าห้อง และมันก็ล้มตัวลงนอนทันที

 

                วันเวลาผ่านไปซักสองสามวัน อาการปวดเนื้อปวดตัวของไอ้ราฟเริ่มปรากฏครับ เห็นคนแบกไม้ยางคนอื่นมาเล่าให้แม่ผมฟัง ว่าพ่อเขาใช้ไอ้ราฟเยอะมากครับ พวกพี่เขาแทบจะไม่ต้องทำอะไร แต่ไอ้ราฟนี่ต้องแบกเอาๆตลอด จนตอนนี้มันเริ่มปวดหลังบ้างแล้ว แม่ผมโมโหมากพอได้ฟังเรื่องราว เดินตึงตังไปหาพ่อผมที่กำลังยืนดูไอ้ราฟกวาดขยะหลังบ้านก่อนที่จะด่าพ่อผมซะบ้านแตก

 

                ซักพักใหญ่ๆแม่ก็เดินเข้ามา แล้วสั่งให้ผมไปเอายานวดมา พอผมเอามา แม่เขาก็ใช้ให้ผมไปทาให้ไอ้ราฟครับ พ่อเขาก็ทำท่าโวยอีก แต่คราวนี้แม่ไม่ยอมแพ้ ยกอีโต้หมายจะเฉาะหัวพ่อผม พ่อร้องเหวอ รีบเผ่นไปบ้านน้าทันทีครับ

 

                ดังนั้นไอ้ริวก็ได้คุยกับไอ้ราฟในรอบสามสี่วันที่ผ่านมาครับ ไอ้ราฟมันถอดเสื้อเพื่อให้ผมทายา ปรากฏว่าตรงไหล่และบ่าทั้งสองข้างของมันเป็นรอยช้ำสีม่วงเยอะมากเหมือนกับว่าแบกของหนักเป็นเวลานาน ขนาดตอนนี้ผิวไอ้ราฟคล้ำแดดไปกว่าครึ่งแล้วก็ยังเห็นชัดเจนเลย ไอ้ริวเห็นก็บ่อน้ำตาแตกอ่านะครับ สงสารมันเหลือเกิน แต่ไอ้ราฟมันบอกว่า มันพอใจที่จะทำ เพื่อให้ได้อยู่กับผมและลูก มันก็ยอมเจ็บตัว นานพอดูที่ไอ้ราฟจะปลอบผมสำเร็จ และผมก็ได้ฤกษ์ทายาให้มันซะที

 

                วันเวลาผ่านไปได้ซักเดือนกว่าๆ ซึ่งตอนนี้ลูกสาวตัวน้อยผมที่มีชื่อแสนน่ารักว่าโอรีฟก็สามารถพลิกตัวมานอนคว่ำได้เองแล้วล่ะครับ (แต่พลิกกลับไม่ได้ ตอนที่เขาคว่ำ ต้องรีบให้เขาหงายครับ ไม่งั้นหายใจไม่ออก) เวลาลูกผมเขาผงกหัวมาดูผม ตาเขาใสแป๋วน่ารักมากครับ ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงที่ลูกสาวตัวน้อยกำลังซนพอดูเลยล่ะ

 

                เพราะเวลาอาบน้ำ เขาจะเริ่มที่จะงอแงยกใหญ่ครับ (ก็งอแงมานานแล้วอ่ะนะ แต่ช่วงนี้หนักหน่อย) จะไม่ยอมอาบน้ำท่าเดียว มีบ้างที่จะส่งเสียงอ้อแอ้ตามประสาเด็กครับ และเริ่มที่จะจดจำได้บ้าง ว่าใครเป็นใคร แต่ที่แน่ๆ เขาจำผมได้ตั้งกะตอนยังไม่ครบเดือนด้วยซ้ำ ส่วนไอ้ราฟน่ะเหรอครับ อุ้มปุ๊บก็รู้ว่าคนๆนี้เป็นพ่อเลยอ่ะครับ ข้อนี้นี่แหละ ทำให้พ่อเขาค่อนข้างที่จะงอนไอ้ราฟครับ เพราะถึงบัดนี้ไม่มีซักครั้งเลยที่โอรีฟจะไม่ร้องเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของคนอื่นที่ไม่ใช่ผมหรือไอ้ราฟ

 

                และเป็นเวลาเดือนกว่าๆเหมือนกัน ที่ไอ้ราฟมาทำงานกับพ่อและอาศัยอยู่ในบ้านผม และแน่นอนว่าไอ้ราฟไม่เคยที่จะขัดคำสั่งหรือข้อห้ามที่พ่อผมตั้งเลยซักครั้งครับ ยังคนทำหน้าที่ทาสที่ดีของพ่อผมต่อไป

 

                จากไอ้ราฟผู้ซึ่งเป็นอนาคตไกล กลายเป็นไอ้ราฟเด็กบ้านนอกธรรมดาไปซะแล้ว จากแต่ก่อนที่ไอ้ราฟมันรวยที่สุดในบรรดาสมาชิกแก๊งค์ ก็กลายเป็นชาวบ้านตาดำๆที่หาเช้ากินค่ำมีน้อยใช้น้อย มีเยอะก็เก็บหอมรอบริบ

 

                คุณรู้มั้ยครับ ว่าเงินเดือนเดือนแรกของไอ้ราฟมันให้ใคร เงินกว่าสี่พันที่มันทำงานหาเงินด้วยน้ำพักน้ำแรงของมันเอง มันไม่ใช้เลยซักกะบาท กลับยื่นให้แม่ผมหมดแทน แม่ผมรีบปฏิเสธทันทีครับ บอกให้ไอ้ราฟเก็บหอมรอบริบไว้ เผื่อใช้อนาคต มันสั่นหัว บอกว่า เนี่ยแหละ ใช้แล้ว ก็งงสิครับมันหมายความว่ายังไง ไอ้ราฟก็ตอบแหละครับ นี่เป็นเงินที่มันกะจะให้ลูกกับผมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้มันไม่สามารถให้ได้ เลยฝากแม่ผมไว้ใช้ เผื่อเอาไว้ซื้อของใช้ให้ลูกหรือให้ผมใช้เวลาที่ต้องการอะไร เพราะตอนนี้มันไม่สามารถดูแลลูกผมตรงๆได้โดยในฐานะพ่อของโอรีฟและไม่สามารถดูแลผมได้ในฐานะสามี ก็เลยได้แต่ให้เงินไว้ใช้แทน

 

                ผมพอรู้เข้าก็เกือบเก็บน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกันครับ ถึงแม้ว่าจะลำบาก แต่มันก็ไม่เคยที่จะลืมผมกับลูกเลยซักครั้ง แม้ว่าจะพูดจากันไม่ได้ มันก็ยังคอยดูแลอยู่ห่างๆ ไม่ไปไหนตามที่มันสัญญาที่ให้ไว้กับผม ผมคิดถูกจริงๆ ที่มารักคนอย่างมัน ผมเลยตอบแทนโดยการเอาลูกมานอนที่หน้าทีวี (ไอ้ราฟมันนอนตรงนั้นครับ) และให้มันได้ดูการเจริญเติบโตของลูกว่าไปถึงไหนแล้ว

 

                ตอนที่โอรีฟพลิกตัวนอนคว่ำหน้า ไอ้ราฟมันยิ้มใหญ่เลยครับ เพราะปกติแล้ว ถ้าไม่ใช่เวลาอาบน้ำ หรือเวลาพาอุ้มเดินเล่น มันก็ไม่ค่อยได้เห็นลูกหรอกครับ พ่อผมไม่ยอมให้ผมเอาลูกออกมานอกห้องโดยไม่จำเป็น แต่วันนี้มันได้เห็นกับตา คงจะช่วยให้มันมีกำลังขึ้นได้บ้าง

 

                ส่วนผมเองก็ได้แต่ทำอาหาร ดูแลเรื่องที่นอน และเครื่องนุ่งห่มให้มันครับ จะทำตรงๆก็ไม่ได้ พ่อผมก็คอยแต่แง่งๆลูกเดียวเสียด้วย ผมกลัวว่าผมจะทำเสียเรื่องเอา เผื่อพ่อเขาโมโหไล่ไอ้ราฟออกจากบ้านเพราะผมไปทำอะไรเข้า ก็เลยได้แต่ดูแลมันห่างๆ

 

                ซึ่งแน่นอนว่า การที่มันไปทำงานกับพ่อผมทุกๆวัน ไอ้ราก็เริ่มชินของมันอ่ะครับ จากเมื่อเดือนก่อนนี่ แทบตายเวลากลับบ้าน ปัจจุบันไอ้ราฟมันแข็งแรงมากครับ ถึงแม้ว่ามันจะผิวคล้ำแดดไปหมดไม่เหลือเค้าขาวชมพูมาก่อน แต่ตอนนี้ไอ้ราฟมันบึ๊กมากครับ เห็นมันถอดเสื้อทีใจจะวาย กล้ามใหญ่กว่าเดิมเยอะเลยครับ หน้าท้องเห็นซิกแพ๊คได้ชัดกว่าเดิม ดูหนากว่าเดิมเยอะมาก สร้างความอิจฉาให้พี่ผม จนพี่เขาเริ่มที่จะมาช่วยงานพ่อบ้าง (เห็นพี่เขาบอกว่าอยากจะกดพี่พีชมั่งครับ)

 

                บางทีก็มีว่าพวกพี่ๆเพื่อนๆมาหาที่บ้านครับ ทุกคนร้องโว้เมื่อเห็นไอ้ราฟ คือ จะว่าหล่อก็หล่อ จะว่าบึ๊กก็บึ๊ก ไม่รู้อะไรปนเปไปหมด ยิ่งพวกสาวๆบรรดาเมียๆของพวกพี่ๆเพื่อนๆ ก็พากันกรี๊ดมันเห็นไอ้ราฟครับ มีบางพูดกับผมเองด้วยนะครับ

 

                ไอ้ริว กูขอพี่ราฟได้มะ?

 

            ดูพวกมันสิครับ น่าตีจริงๆ

 

                แล้วไม่ใช่เฉพาะคนในแก๊งค์นะครับที่มา นอกแก๊งค์ ก็มา โดยเฉพาะผู้คนที่จีบไอ้ราฟก็พากันมาดูมันอย่างกับมันเป็นแปลกกกว่าการที่หลินปิงพูดได้ แต่มันก็ไม่สนใจนะครับ เอาแต่ทำงานงกๆลูกเดียว ขนาดพวกพี่ๆเขาจะเลี้ยงมัน มันยังไม่ยอมให้ใครเลี้ยงเหล้ามันเลยครับ มันกลัวว่าพรุ่งนี้จะลุกขึ้นมาทำงานไม่ไหว

 

 

                เมื่อเวลาผ่านไปจนกระทั่งลูกผมอายุห้าเดือนก็มาถึงครับ วันนั้นเป็นวันที่ข้อห้ามของพ่อผมถูกลดลงไปข้อนึง ซึ่งมันเป็นข้อสำคัญที่สุดในบรรดาข้อห้ามที่พ่อผมตั้งไว้

 

                คือช่วงเวลาห้าเดือน โอรีฟเขาเริ่มคลานได้แล้วครับ พอได้คลานก็เอาล่ะครับ คลานมันทั้งวัน บางคลานไปนู้นนี่จนไอ้ริวตามไปจับไม่ทันก็มี ก็นะ เด็กอยากรู้อยากเห็นก็มีบ้างที่ผมปล่อยๆไป แต่รู้สึกว่า โอรีฟจะคลานจนจำได้หมดแล้ว ว่าในห้องผมมีอะไรบ้างเลยทำท่าจะออกไปข้างนอก ซึ่งตอนนั้นไอ้ริวกำลังวุ่นๆกับการชงนมให้ลูก (อุปกรณ์ชงนมอยู่ในห้องนอนผมอ่ะแหละครับ) เลยไม่ทันได้ดูว่าโอรีฟอ่ะ คลานออกไปนอกห้อง ซึ่งไอ้ริวก็ลืมปิดประตูด้วยแหละ พอหันมา เฮ้ย! ลูกหาย???

 

                ไอ้ริวก็รีบวิ่งออกไปนอกห้องเลยครับ ปรากฏว่าโอรีฟคลานไปที่หน้าประตูบ้านซะแล้ว เร็วเป็นบ้า แล้วดูท่าจะก้าวแขนออกไปนอกบ้านพอดี โดยที่ไอ้ริวเพิ่งนึกได้ว่า ตรงประตูบ้านมีขั้นบันได้สามขั้นอยู่ ผมก็รีบวิ่งไปหมายจะคว้าลูกไว้กลัวว่าจะตกบันได แต่ระยะทางมันไกลเกิน และมือโอรีฟกำลังจะก้าวออกไป

 

                เวรแล้ววววววว!!!!

 

            แต่โอรีฟกลับไม่ได้ตกบันได้ครับ เพราะว่าไอ้ราฟที่พาแม่ผมไปตลาดกลับมาบ้านพอดี มันจับลูกอุ้มขึ้นมาทันก่อนที่โอรีฟจะตกบันไดโหม่งพื้น ไอ้ริวถอนหายใจโล่งอกครับ ลูกปลอภัย ไม่เจ็บตัวอะไร

 

                พอไอ้ราฟอุ้มโอรีฟปุ๊บ โอรีฟก็เกาะคอไอ้ราฟไม่ยอมปล่อยเลยครับ ผมเดินไปแกะแขนลูก แต่พอเริ่มแตะแขน โอรีฟก็ร้องไห้ทันที พอไอ้ราฟจะวางก็ร้องอีก ทำไปทำมา ก็ต้องจำใจให้ไอ้ราฟอุ้มจนกว่าจะเหนื่อยไปเอง พ่อผมกลับมาบ้านเห็นไอ้ราฟอุ้มโอรีฟก็โวยใหญ่ หาว่าไอ้ราฟผิดคำสัญญา

 

                แต่แม่ผมผู้ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ก็เล่าให้พ่อฟังครับ ว่าไอ้ราฟ พอลงจากรถมอเตอร์ไซด์แล้วกำลังเดินเข้าบ้าน เห็นโอรีฟคลานออกมาจากประตูและกำลังจะลงบันได ไอ้ราฟมันก็ทิ้งของที่ช่วยแม่หิ้ว แล้ววิ่งมาอุ้มโอรีฟก่อนที่หลานจะโหม่งพื้น พ่อเขาทำท่าจะเถียง แต่แว้กใส่เข้าให้ ด่ากระเจิงเลยครับ ลูกเขยอุตส่าห์ไปช่วยหลานทันทีกลับกีดกันพ่อลูก แล้วไหนจะให้อยู่บ้านแต่ไม่ให้ยุ่งกับลูกกับเมียอีก จะเกินไปไหม

 

                ไปๆมาๆพ่อก็ยอมแพ้ ให้ไอ้ราฟขนข้าวขนของไปนอนในห้องผมและยอมให้ไอ้ราฟได้เข้ามายุ่มย่ามกับผมและลูกครับ ทั้งผมกับไอ้ราฟดีใจมาก มันเผลอวิ่งมากอดผมทั้งๆที่ลูกอยู่ในอ้อมแขน โอรีฟร้องไห้เมื่อโดนเบียด ไอ้ริวกับไอ้ราฟรีบทำการโอ๋ลูกเป็นการใหญ่ โทษทีนะลูก พอดีดีใจมากไปหน่อย

 

                เมื่อไอ้ราฟสามารถดูแลผมและลูกได้ มันก็เห่อใหญ่เลยครับ พาไปนู่นไปนี่ตลอด เวลาไปไหนก็จะไปกันสามคนพ่อแม่ลูก ผมบอกตรงๆนะครับ ว่าผมมีความสุขมาก ที่เห็นไอ้ราฟได้เล่นกับลูกโดยที่ไม่มีอะไรขวางกั้น แล้วผมก็เพิ่งได้เห็นรอยยิ้มเต็มใจจากลูกสาวครั้งแรกเสียด้วย น่ารักมากๆเลยล่ะครับ เวลาที่ไอ้ราฟกลับมาจากทำงาน ผมก็ได้เห็นลูกน้อยของตัวเองรีบคลานดุ๊กดิ๊กไปหาพ่อทันทีครับ ไอ้ราฟก็ชื่นใจที่มีลูกสาวมาต้อนรับเวลากลับบ้าน สร้างกำลังใจให้มันมากโขเลย

 

 

................................................................................................

 

 

 

                และเมื่อเข้าช่วงเดือนที่ 11 ลูกสาวผมก็เริ่มพูดอ้อแอ้ได้แล้วครับ สังเกตจากการที่เวลาไอ้ริวเปิดรายการเพลง ลูกผมเขาเริ่มร้องตาม ถึงแม้จะไม่ชัด แม่ผมก็บอกว่าเป็นสัญญาณของการที่ลูกสาวตัวน้อยของผมกับไอ้ราฟเริ่มพูดได้แล้ว

 

                ดังนั้นนอกจากการที่ต้องมาวิ่งไล่จับเจ้าตัวแสบที่สามารถนั่งและคลานได้รวดเร็วเหมือนแมลงสาป ก็คือการที่สอนลูกพูดครับ แต่หน้าที่ผมไม่ได้ทำหรอกครับ เพราะไอ้ราฟ พ่อของโอรีฟอาสาสอนลูกพูดเอง คือส่วนใหญ่ โอรีฟเขาจะรู้สึกซนช่วงเวลาตอนบ่ายๆ ไล่จับทีเหนื่อยครับ ซนเป็นบ้าเลยอ่ะ ผมก็เลยไม่ได้สอนดี แต่พอเวลาไอ้ราฟกลับ ก็มักจะมานั่งประตูบ้าน เหมือนลูกหมารอเจ้าของอ่ะ

 

                และพอไอ้ราฟเข้าบ้าน โอรีฟก็จะส่งเสียเจี้ยวจ้าวเหมือนให้คนในบ้านรู้ว่าไอ้ราฟกลับมาครับ ก็นะ พ่อมันเองก็ยิ้มแก้มแทบฉีกครับ ที่ลูกสาวออกมารอพ่อกลับบ้าน เป็นเด็กดีเชียวล่ะเวลาอยู่ต่อหน้าไอ้ราฟ แต่พอกับผม ซนเหมือนลิงครับ

 

                ไอ้ราฟจะใช้ช่วงเวลาที่ลูกสาวเป็นเด็กดีสอนลูกพูดครับ ถึงแม้จะเป็นเสียงอ้อแอ้ แต่ไอ้ราฟก็สรรหาหนังสือมาให้ดูครับ คอยบอกชี้นู้นชี้นี่ให้ลูกรู้ว่าอะไรคืออะไร หนังสือนี่ไอ้ราฟเป็นคนซื้อเองครับ ใช้เงินเดือนจากการที่แบกไม้ยางนี่แหละ โอ๊ะ! ไม่ต้องสงสัยนะครับ ว่าทำไมเงินแค่ 4 พันต่อเดือน ถึงสามารถดูแลผมและลูกได้ ทั้งๆที่มันเป็นเพียงเงินน้อยนิด

 

                ก็เพราะไอ้ราฟมันเริ่มได้เลื่อนขั้นน่ะสิครับ จากตอนแรกเป็นคนงานแบกไม้ ตอนนี้มันกลายเป็นเสมียนให้กับออฟฟิศของเจ้าของกิจการครับ เห็นพ่อบอกว่า เจ้านายพ่อเห็นราศีไอ้ราฟมันครับ ดูเป็นลูกคุณหนู ไม่น่าจะมาแบกไม้ยาง ก็เลยเปลี่ยนตำแหน่งให้มันทำเสมียนแทน และดูเหมือนไอ้ราฟจะทำได้ดีเอามากๆ ดังนั้น ทุกๆเดือนไอ้ราฟจะได้โบนัสอยู่ประจำครับ มันเลยเอาเงินโบนัสเนี่ยล่ะ ไปซื้อพวกหนังสือและของเล่นให้ลูก

 

                ส่วนมากไอ้ราฟก็จะซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ให้ลูกอะครับ ตัวละหลายบาทเหมือนกันนะ แหงล่ะ บาร์บี้ของแท้ด้วยอ่ะ ผมก็คอยๆบอกมันครับ ว่าอย่าซื้อให้เยอะ เดี๋ยวโอรีฟเขาจะเล่นพัง แต่ไอ้ราฟมันบอกไม่ต้องห่วงครับ มันอยากให้ลูกสาวได้เล่นของเล่นที่ดีกว่าลูกบ้านอื่น คือมันอยากให้ลูกได้ดีกว่าคนอื่นอ่าครับ ไม่ใช่ว่าไปดูถูกใครนะ แต่มันต้องการที่จะลบคำสบประหม่าที่ชาวบ้านเขาชอบนินทาในเรื่องที่ไอ้ริวท้องก่อนเรียนจบ

 

                เพราะช่วงแรกที่ไอ้ราฟเข้ามาอยู่ในบ้าน พวกชาวบ้านชอบพูดครับ ว่าเด็กอย่างพวกเราจะไปทำอะไรได้ แค่เดือน 2 เดือนก็เห่อลูกไปงั้นแหละ แต่พอนานไปก็จะเลี้ยงแบบให้อดๆอยากๆ ทิ้งๆขว้างๆ ทั้งๆที่ตอนนี้ผมให้ความสำคัญกับลูกมาก ไม่ปล่อยให้ลูกอดด้วย แต่ก็นะ ถึงไปบอกเขา พวกเขาก็ไม่เชื่อหรอกครับ คนเรามันก็เป็นแบบนี้แหละไม่ค่อยเชื่ออะไรที่เป็นจริงเท่าไหร่

 

                ดังนั้นไอ้ราฟมันก็เลยไม่ค่อยพอใจครับ คนอย่างมันอ่ะ นอกจากผมแล้ว มันไม่เคยยอมใครง่ายๆโดยไม่จำเป็นครับ มันเลยเอาเงินที่พอหาได้ซื้อข้าวของให้ลูกหมด มันยอมอด ดีกว่าให้ลูกอด มันว่างั้นอ่านะ และไปๆมาๆ ลูกสาวผมที่มีพ่อแม่เป็นเด็กไม่ทันจบ ก็มีราศีมากกว่าพวกที่แต่งงานอย่างเป็นทางการไปแล้วครับ คือพูดได้คำเดียว ยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอม จะพาออกไปไหนมาไหนก็ห่อลูกไว้อย่างดี กลัวเขาโดนแสงทำให้ผิวเสีย เสื้อผ้าตัวไหนที่เริ่มมีรอยสกปรก ก็ทิ้ง แล้วซื้อตัวใหม่ ของเล่นอันไหนที่เริ่มผุ ก็เก็บมันเข้ากรุ หรือทิ้งไปเลย คือพูดง่ายๆ ไอ้ราฟมันเปลืองกับข้าวของของลูกมากครับ

 

                เพราะฉะนั้น ลูกสาวผมที่ตอนแรกเลี้ยงแบบบ้านๆ ก็กลายมาเป็นเลี้ยงแบบเมืองหลวง ถึงแม้ผมกับไอ้ราฟจะไม่ตามใจลูก แต่ถ้าเรื่องเสื้อผ้าและของใช้ ประทานโทษ ท่านมาเห็นคงตกใจครับ ว่าตกลงนี่เด็กบ้านนอกจริงหรือเปล่า?

 

                ส่วนเรื่องที่ว่าให้ใครอุ้มนี่ รู้สึกว่าโอรีฟเขาจะเริ่มชินแล้วล่ะครับ ตากับยายได้อุ้มหลานสมใจ (หลัจากที่อดอุ้มเกือบ 1 ปีเต็ม 555+) ไม่ค่อยงอแงเหมือนแต่ก่อน แต่ก็ยังติดผมและไอ้ราฟอยู่ดีนั่นแหละครับ ถึงแม้ว่าอยู่ในอ้อมกอดคนอื่น แต่พอลูกสาวผมไม่เห็นผมหรือไอ้ราฟอยู่ใกล้ๆ ก็จะร้องไห้จ้าทันที พวกญาติๆก็แซวครับ ว่าโตขึ้นสงสัยลูกสาวผมจะไม่ได้แต่งงานแน่ เพราะติดพ่อ ติดแม่ = =”

 

                และเวลาก็ผ่านไปอีก 1 ปี ลูกสาวตัวน้อยที่ตอนแรกพูดอ้อๆแอ้ๆ ตอนนี้ก็กลายเป็นเด็กหญิงแสนน่ารักไปแล้วครับ คือ วิวัฒนาการในเด็กอายุเกือบ 2 ปี ก็จะมีความจำ ที่เริ่มจำอะไรได้ชัดขึ้น ฟันก็ขึ้นเกือบเต็มปาก การพูดจาจะฉะฉานมากขึ้น และวิ่งพล่านไปทั้งบ้านได้อย่างง่ายดาย

 

                แต่ก็นั่นแหละครับ คนที่เหนื่อยอ่ะ ก็คือผมอีกนั่นแหละ ที่ต้องมาวิ่งไล่จับลูกสาวตัวเล็กที่ซนจนพวกตายาย ลุงและน้า เริ่มที่จะเหนื่อยตามไปกับผม

 

                ตอนที่โอรีฟอายุเกือบ 2 ปี พี่ชายผมก็เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 ส่วนไอ้รินก็ ขึ้น ม.5 ครับ เป็นสาวเป็นนาง และดูท่าทาง พ่อผมก็หวงพอๆกับหวงหลานเลยอ่ะครับ ผมไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ผมก็เดาเอานะครับ ท่านคงไม่อยากให้ลูกสาวคนเดียวในบ้านเป็นแบบผม (พ่อยังไม่รู้ครับ ว่าความจริงบ้านเรามีลูกสาว 3 คน 5555+)

 

                เพราะฉะนั้น งานหนักก็ต้องตกไปที่ไอ้ปอนด์ครับ เวลาที่จะไปมาหาสู่กัน ก็ต้องอาศัยจากการที่พี่ผมเนียนทำเป็ชวนไอ้พวกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆมาก๊กเหล้าที่บ้านครับ ไอ้ปอนด์จะไม่สามารถพาไอ้รินไปเที่ยวไหนต่อไหนได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ไอ้รินกเองก็เริ่มห่างๆกับไอ้ปอนด์ แต่ทั้งคู่ก็ยังรักกันเหมือนเดิมครับ ไม่ต้องห่วง

 

                ส่วนพี่ชายผมกับไอ้พี่พีช หึหึ สนุกสนานครับ เพราะว่า ไอ้พี่พีชเห็นเงียบๆเชียบๆไม่อยากมีเรื่องกับใครแบบนี้ แต่จริงๆแล้ว พี่พีชเป็นพวกหึงเงียบครับ เวลาเห็นพี่ชายผมคั่วสาวสหรือหนุ่มคนไหน พี่พีชแกจะไม่แสดงออกมาหรอกครับ ได้แต่นิ่งตามประสาคนนิ่งๆอย่างแกไป แต่พออยู่กันสองต่อสองนี่สิครับ พี่ผมอ่ะงานเข้าเลยนะ

 

                มีครั้งนึง พี่ผมแอบไปเที่ยวกับเด็กในหมู่บ้านที่พี่พีชไม่รู้จัก และก็ดูเหมือนว่า ไอ้พี่ชายตัวแสบของผมไม่ได้บอกพี่พีชไว้ด้วยครับ ว่าจะไปเที่ยวกัน พี่พีชแกโกรธมากเลยครับ แล้วก็ไม่แสดงออกซะด้วย พวกผมก็ไม่รู้เลยว่าพี่พีชแกคิดอะไรบ้าง

 

                พอพี่ผมกลับมาเท่านั้นเองอ่ะครับ พี่พีชแกก็ฉุดกระชากลากพี่ผมไปที่รถยนต์ของพี่แก พี่ผมเองก็เป็นพวกประเภทไม่ยอมใคร ก็เลยดื้อ ไม่ยอมไปโดยดี จนพี่พีชโมโหมาก จับพี่ผมแบกขึ้นบ่า โยนพี่ริกเข้าไปในรถซะอย่างนั้น ต่อหน้าพวกเราด้วยนะครับ แบบที่ว่า รู้ถึงไหน อายถึงนั่น

 

                และอีก 1 อาทิตย์ต่อมา ผมก็เพิ่งได้เจอหน้าพี่นั่นแหละครับ

 

                คือพี่พีชแกเนี่ย เขาขังพี่มไว้ในบ้านแกอ่ะครับ ไม่ยอมให้ออกไปไหนเลย พอดีแหละครับ พี่ผมเป็นคนไฮเปอร์มากๆ อยู่เฉยๆไม่ได้ ก็อาละวาดบ้านแตกครับ ดื้อจะกลับบ้านให้ได้ แต่ก็นะ เหมือนกับนิยายทั่วๆไป เมียดื้อ ผัวต้องดัดนิสัย ซึ่งวิธีดัดนิสัยก็เหมือนๆที่ไอ้ราฟทำกับผมนั่นแหละครับ โยนลงเตียง จับปล้ำซะให้เข็ด แค่เนี๊ยะ พวกฝ่ายรุกมันคิดง่ายดีครับ แต่ฝ่ายรับนี่สิ งานหนักอย่างแรง ผมเคยโดนครั้งนึง วันนั้นลูกนอนหลับอยู่ แล้วก็มีคนท้ายหมู่บ้านมาที่บ้าน (ใครอีกล่ะครับ ก็ไอ้แจ๊คนั่นแหละ) ด้วยความที่ผมไม่รู้จะไล่มันไปยังไง คือ เกรงใจอ่ะ เคยคุยกับมันไม่กี่ครั้งเองนะ ใครจะไปกล้าเนอะ แต่ไอ้ราฟมันโกรธมากครับ โกรธที่ผมไม่ยอมไล่มันไป

 

                ความจริงไอ้ราฟก็ไม่ได้โกรธอะไร แต่นั่งนานๆไป แม่งมือเจือกอยู่ไม่สุ คว้ามือผมมาจับบ้างล่ะ ทำแอ๊บว่ามีอะไรติดหน้าผม เนียนแต๊ะอั๋งผม หนักสุก็อิตรงมันพูดว่า ลูกผมหน้าตาคล้ายมัน ไอ้ราฟมันก็จี๊ดสิครับ มาถึงมันก็เดินดุ่มๆ ถีบไอ้แจ๊คซะกระเด็นออกจากบ้านเลยง่ะ ส่วนผมน่ะเหรอครับ โดนมันลากเข้าห้อง โดยที่ก่อนเข้าห้อง มันฝากให้ไอ้รินดูแลลูก

 

                และก็นั่นแหละครับ พึ่งรู้ว่า นรกจากการโดนลากขึ้นเตียง มันเป็นยังไง = =” โอย เจ็บก้นไปหลายวัน จะว่ามันรุนแรงก็รุนแรง จะอ่อนโยนก็อ่อนโยนอ่านะ สารพัดที่จะโดนครับ ไอ้ริวเดี้ยง ถึงขั้นอุ้มลูกไม่ไหว จะไปเถียงไอ้ราฟมันก็ไม่ได้ เพราะผมเป็น เมีย มันทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย (เห็นแบบนี้ ไอ้ริวกับไอ้ราฟก็จดทะเบียนแล้วนะครับ ^^) ไอ้ริวก็ทำได้แต่รองรับอารมณ์ไอ้ราฟไปตามระเบียบครับ เข็ดไปหลายวันเลย....

 

                ก็เหมือนกับพี่ผมครับ เห็นอีกที พี่แกอิดโรยมากง่ะ ตามคอนี่แดงเถือกเลยครับ รอยจูบทั้งนั้น เดินก็แทบไม่รอด วันที่กลับมา พี่พีชต้องช่วยพยุงเข้ามาครับ ไม่งั้นเดินเข้าบ้านไม่ไหว

 

                แต่พี่แปลกใหม่สุด ไอ้ริวได้เห็นพี่ชายผมในสถานะสาวเต็มขั้น ก๊ากกกกกกกกๆๆๆๆๆ สะใจครับ เป็นทอร์คออฟเดอะทาวน์ของแก๊งค์พวกเราไปเลยล่ะ คือ เวลาพี่พีชมากินเหล้าที่บ้านเนี่ย พี่ผมก็จะไปนั่งข้าพี่พชแก ถ้าเป็นปกติแล้ว พี่ผมจะออกจากไอ้พีชครับ กลัวไม่ได้แดก แต่คราวนี้ยอมนั่งสงบๆ ยอมให้พี่พีชกอดจูบลูบคลำได้ตามสะดวก และไม่มีทีท่าว่าพี่พีชจะโดนชกหน้าแหกด้วย

 

                โอ้ว อิมพอสซิเบิ้ลสิครับ พี่ชายเวอร์ชั่นสาวยอมสามี น่ารักดีนะครับ พี่พีชแกก็แกล้งๆทำเป็นถามว่ารักพี่แกมั้ย พี่ผมก็อึกอักสิครับ เขิน อาย ม้วนบิดเป็นเลขแปดเชียวแหละ ซึ่งไอ้ราฟ ไอ้พี่เคียว และไอ้พี่ซี รีบขอไอ้พี่พีชเป็นลูกศิษย์ทันที คือ ทำยังไง ให้เมียรักเมียหลง เมียเปลี่ยนเป็นคนละคนจนน่าฟัดเช่นนี้

 

                ผม ไอ้ตาล และไอ้โมเสียวสันหลังเลยครับ ตอนที่พี่พีชบอกว่า ไม่ต้องทำอะไร แค่จับกดๆแหลก แม่ง...ไอ้พวกหื่นเอ๊ย!!!! เคยสงสารเมียพวกมึงกันบ้างมั้ย กูเกือบจะได้ลูกอีกคนเพราะความหื่นของมึงนะเฟร้ยย ไอ้พี่ราฟหื่นแตกกกกกกกกก

 

                แต่ความคิดมันก็ต้องหยุดลงอย่าปัจจุบันทันด่วนครับ ผมกับไอ้โมนี่ไม่ทันได้พูดอะไร ไอ้ตาลมันก็ขึ้นโมโหขึ้นมา เพราะดูท่าไอ้พี่เคียวมันอยากทำจัด ก็เลยไปกระเซาะกระแซะมัน แต่เอาเข้าจริง ไอ้ตาลมันด่าผัวมันแหลกเลยครับ มันบอกว่ายังไม่อยากมีเด็กตอนนี้ ยิ่งไอ้พี่เคียวเวลามีอะไรกับมัน ไม่ค่อยป้องกันเสียด้วย (อย่าว่าแต่มันเลยครับ บางครั้งผมกับไอ้ราฟยังไม่ป้องกัน ไงล่ะ ลูกสาวอายุจะ 2 ขวบแล้ว) มันเลยไม่ยอมเด็ดขาด และถ้าหากไอ้พี่เคียวยังจะตื้อเอามัน มันหาผัวใหม่

 

                ไอ้พวก 3 หน่อ สามีพวกผมกจำเป็นต้องพับเก็บความคิดหื่นแตกลงกระเป๋าอย่างช่วยไม่ได้ (ลองดูเด่ะ ตูจะหาผัวใหม่เหมือนกัน ชิ!) เนื่องจากกลัวเมียโกรธ....

 

                แต่ก็นั่นแหละครับ ไม่ทันที่ลูกผมจะอายุ 2 ขวบ ไอ้คนที่ป่องหลังจากผม ก็คือพี่อ้อมนั่นแหละครับ (คนนี้เป็นหญิงครับ) ดันท้องขึ้นมาซะก่อน พ่อเด็กก็ไม่ใช่ใคร ไอ้แทนครับ ดีที่พี่อ้อมเขาเรียนจบ ม.6 กำลังจะต่อมหาวิทยาลัย ก็เลยพอมีวุฒิอยู่บ้าง เห็นว่าเมื่อ 2-3 เดือนก่อน ไอ้แทนมันทะเลาะกับพี่อ้อม แล้วเผลอมีอะไรกับพี่เขาโดยไม่ป้องกัน พี่อ้อมก็เลยท้อง ไอ้แทนจำเป็นที่จะต้องออกจากโรงเรียนเพื่อมาแต่งงานครับ ซึ่งไอ้แทนเนี่ย มันกำลังจะจบ ม.6 พอดีเลย เห็นว่า ตอนที่มันไปบอกพ่อแม่ พ่อมันตบมันซะปากแตกเลยครับ

 

                แล้วช่วงที่พี่อ้อมกำลังท้อง ลูกสาวของผมก็อายุ 2 ขวบพอดี พ่อผมยอมแพ้ไอ้ราฟ ที่มันไม่ผิดสัญญากับพ่อมเลยซักนิด พ่อเขาเลยยอมยกผมให้ไอ้ราฟครับ ซึ่งตอนนั้น ทุกคนพากันเฮครับ เหมือนกับเด็กที่กำลังจะเกิดออกมาจากไอ้แทนกับพี่อ้อมเป็นตัวเสริมความโชคดีของเราครับ

 

                วันที่พ่อผมยกผมให้ไอ้ราฟ พ่อแม่ไอ้พี่ราฟก็มาทันทีครับ คือ พอแม่ไอ้พี่ราฟค่อนข้างจะเป็นห่วงลูกชายตัวเองมากๆ ลูกชายตัดสินใจอะไรก็ทำตามใจ แต่ใจก็ยังห่วง (แหงล่ะ คนเป็นพ่อเป็นแม่นี่หว่า = =”) ถึงแม้ว่าพ่อแม่ไอ้พี่ราฟจะไม่ได้เจอไอ้ราฟเลย แต่ก็ได้ข่าวคราวจากพี่ซี ก็พอจะรู้ว่าลูกชายคนเล็ก มีความสุขแค่ไหน ที่ได้อยู่กับลูกกับเมีย

 

                ดังนั้นพ่อแม่ไอ้พี่ราฟเองก็ดีใจเหมือนไอ้ราฟ ที่ไอ้ราฟได้ดูแลผมกับลูกได้เต็มร้อยแล้ว....(และพ่อเทพแม่รัน ก็ได้อุ้มหลานโอรีฟสมใจครับ ^^)

 

                พวกผม 3 คนพ่อแม่ลูก จึงตัดสินใจออกจากบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นภาระให้กับพ่อแม่ครับ ซึ่งอิตอนแรก พ่อเขาค้านหัวชนฝา ไม่อยากให้ผมกับลูกไปไหน แต่แม่เขาพูดครับ ลูกเขาโตแล้ว ปล่อยมันไปเถอะ ดังนั้น พวกเราก็เลยได้ออกจากบ้าน แล้วย้ายไปอยู่กรุงเทพกันครับ

 

                บ้านที่กรุงเทพ เป็นบ้านของย่ามันครับ (ไอ้ริวนี่ซีดครับ เมื่อมันบอกว่าจะไปอยู่บ้านย่า) เห็นมันบอกว่า ที่บ้านหลังนั้นอ่ะ ใหญ่เกินกว่าที่คนแก่สองคนจะอยู่ตามลำพัง ดังนั้นมันเลยพาผมกับลูกไปอยู่เพื่อให้พวกท่านสองคนได้คลายเหงาบ้าง

 

                ผมนี่คิดหนักครับ ผมจำได้ว่า ย่าของไอ้ราฟไม่ชอบผมเอามากๆ นี่ถ้าหากไปอยู่บ้านย่ามัน ไอ้ริวคงอึดอัดตายห่าเลยง่ะ T^T

 

                แต่แล้ว ความคิดผมก็ต้องเปลี่ยนไปอย่าง รวดเร็วครับ เพราะวันที่ผมกับลูกย้าเข้ามาอยู่ในบ้าน ปู่กับย่าของมันโอ๋ผมกับลูกมากครับ ผิดจากที่ไอ้ริวได้ยินจากไอ้ราฟเลยอ่ะ ผมเลยไปถามไอ้ราฟครับ ว่าทำไมย่าเขาถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้

 

                ไอ้ราฟมันบอกว่า ตอนแรกย่ามันโกรธมากครับ ที่มันมาทำผมท้อง แล้วผมเองก็เป็นแค่เด็กอายุ 15 ไม่ถึง 16 เท่านั้น ท่านก็เลยแนตี้ผมเอามากๆ ที่ผมเป็นตัวทำให้อนาคตของไอ้ราฟพังอย่างไม่มีชิ้นดี หลังจากนั้น ย่ามันก็ขึ้นเครื่องลงใต้ เพื่อบอกใหไอ้ราฟไม่ต้องรับผิดชอบผม (คือ ย่าไอราฟกะว่าจะเอาเงินฟาดหัวครับ) แต่พอไอ้ราฟมันยืนยันที่จะดูแลผมและลูก แถมวันนั้นไอ้ราฟมันเผลอพูดแรงด้วยครับ ย่าเขาเลยกลับกรุงเทพด้วยอารมณ์โกรธสุดๆ

 

                ที่นี้ก็เรื่องใหญ่เข้าไปใหญ่ครับ เนื่องจากไอ้ราฟมันไม่ยอมฟังย่ามันเลย เอาแต่ดื้อที่จะดูแลผมกับลูก ถึงขนาดวันที่พ่อผมบอกกับข้อตกลงที่จะยกผมให้ ไอ้ราฟมันไม่ปรึกษาใครเลยนะครับ ปรึกษาก็เฉพาะพ่อแม่มันเท่านั้น ญาติคนอื่นๆมันก็ไม่สนใจ (ไอ้ราฟเคยเล่าให้ฟังครับ ว่านอกจากลุงๆป้าๆน้าๆอาๆ ของมันที่เป็นพี่น้องท้องเดียวกับพ่อแม่มัน ต่างพากันเลวกันทุกคน) ญาติมันก็มารู้เอาตรงตอนที่ไอ้ราฟไปแบกไม้ยางอ่ะครับ เห็นว่าอาหมอของมันไปเห็นเข้า ก็เลยเอาไปฟ้องญาติคนอื่นๆของมัน

 

                ญาติของมันต่างที่ก็พากันเข้ามาในตรังครับ คือยังไงดีอ่ะ ในบรรดาหลานๆของย่า ไอ้ราฟนี่แหละครับ ที่ดูมีอนาคตที่สุด หล่อที่สุด (อันนี้รู้สึกไม่เกี่ยว) ฉลาดที่สุด และเก่งที่สุด คือพูดง่ายๆนะครับ ไอ้ราฟคนเดียวในตระกูล ที่ดีที่สุดเลยครับ (ผมไม่ได้ยอแฟนตัวเองนะ อันนี้เป็นความเห็นจากพี่ซี ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องมันครับ) พวกญาติๆของมันก็เลยอยากให้มันเป็นคนสืบทอดตระกูลครับ แต่ว่าดันมาเจอแบบนี้เข้า เป็นใครก็พากันไม่ยอมครับ

 

                พวกญาติๆและปู่กับย่าของมันก็เลยวานให้ไอ้พี่ซีมาช่วยพูดกับผมครับ พี่ซีเองก็ลำบากใจที่จะพูดกับผม แต่พอพ่อกับแม่พี่ซีขู่มา ถ้าไม่ยอมมาพูดกับผม พ่อแม่เขาจะให้พี่ซีเลิกกับไอ้โมทันที ซึ่งหัวใจของพี่ซีก็พันธุ์เดียวกับไอ้ราฟมันอ่ะครับ รักเดียวใจเดียว รักอย่างมั่นคงและซื่อสัตย์ พี่ซีแกก็เลยยอมมาพูดกับผม แต่พี่แกก็บอกนะครับ ว่าญาติของมันใช้มา

 

                ตอนที่พี่ซีเล่าให้ฟัง ผมนี่ร้องไห้เลยอ่ะ แบบ ไอ้ราฟมันเป็นคนมีอนาคตไกลซะขนาดนี้ ขนาดที่ว่าญาติๆของมันทั้งตระกูลให้มาพูดกับผมแบบนี้ ผมกลับทำให้มันต้องหมดอนาคตทั้งๆที่ตัวผมเองก็กำลังมีความสุขอยู่ยนความทุกข์ของคนอื่น คือ ไม่รู้สิครับ คนอื่นอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกของผมนะ แต่มันรู้สึกเจ็บมากเลยอ่ะ อายุไอ้ราฟก็แค่ 19-20 ปี มันยังมีอะไรให้ทำเยอะ แต่ดันทำผมท้อง มีลูก มีครอบครับ ทั้งๆที่ตัวเองก็แทบเอาไม่รอด วันนั้น ผมเลยลองๆคุยกับมันครับ

 

                ผมบอกมันว่า ถ้าหากมันอยากมีอนาคตมากกว่านี้ ก็ปล่อยผมกับลูกไปก็ได้ ผมไม่ได้โกรธไม่ได้เคืองมันหรอกครับ อนาคตมันไกลกว่าผมมากจริงๆนะ ผมอยากให้มันมีอนาคตมากกว่านี้ ดีกว่าที่จะต้องมาทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อมาดูแลผมและลูก

 

                ผมก็ยังบอกอีกว่า ลูกแค่คนเดียวผมเลี้ยงได้ ถึงมันจะเจ็บอยู่บ้าง ที่ลูกผมจะไม่มีพ่อ แต่ถ้าหากผมยอมให้ตัวเองกับลูกเจ็บ ดีกว่าคนหมู่มากเจ็บ ผมก็ยอมเป็นคนเสียสละ

 

                พูดไปแบบนั้น ไอ้ราฟมันโกรธเลยครับ รีบถามผมใหญ่ว่าผมไปฟังใครเขาเป่าหูมา ผมจะพูดยังไงล่ะครับ ฟังจากพี่ซีแล้วเกิดอาการเจ็บปวดที่ต้องทำให้มันหมดอนาคต ก็เลยมาพูดกับมันงั้นเหรอ มีหวังมันได้กลับบ้านไปถล่มญาติๆของมันก็กำลังรอฟังข่าวอยู่ที่บ้านมันอ่ะนะ ตายสิครับ

 

                ผมก็เลยพูดไปตามที่ผมรู้สึกนะ (แต่ไม่พูดเรื่องญาติของมัน) ไม่อยากให้มันมาจมปรักกับคนอย่างผม เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่า พอลูกสาวโตขึ้น จะทำมาหากินอะไร แค่นี้ก็เกาะเขากินจะตายอยู่แล้ว อย่ามาอยู่กับคนไม่มีอนาคตอย่างผมเลย

 

                ไอ้ราฟจี๊ดปี๊ดขึ้นมาใหญ่ มันด่าผมครับ ไม่ได้ด่าแรงถึงขนาดนั้นขึ้นมึงขึ้นกูนะ คือมันด่าเหมือนคนกำลังน้อยใจครับ มันบอกว่า มันรักผมมาก มากที่จะสนใจอนาคต ผมยังกล้าที่จะผลักไสมันอีกเหรอ? ไม่รักมันแล้วใช่มั้ย ไม่อยากให้มันดูแลลูกใช่มั้ย? อะไรทำนองเนี๊ยะอ่ะครับ

 

                ไอ้ริวเหวอสิครับ ใครบอกว่าไม่รักมัน เพราะรักน่ะสิครับ ถึงได้พูดแบบนั้นไป ผมก็พูดนะ แต่ไอ้ราฟมันไม่ยอมอ่ะครับ ดื้อที่จะอยู่กับผมให้ได้ ไม่ยอมท่าเดียว

 

                และพอไอ้ริวพูดกับไม่สำเร็จ ไม่กี่วันต่อมา พวกญาติของมันก็พากันมาบ้านผม (ตอนนั้นโอรีฟอายุขวบกว่าๆครับ พอที่จะพูดและยืนได้) วันนั้นพ่อแม่ไม่อยู่พอดี แต่พวกพี่ก็ไม่อยู่ด้วยสิ อยู่แค่ 2 คนไอ้ราฟอ่ะ พอญาติมันเห็นไอ้ราฟเท่านั้นแหละ พวกเขาลากไอ้ราฟไปเลยครับ แบบใช้กำลังเหมือนในหนังอ่ะ ผมตกใจมากครับ ทำไมต้องรุนแรงกับแบบนี้ ผมรีบวิ่งออกไปหน้าบ้าน เพื่อดึงไอ้ราฟเลยครับ

 

                ไอ้ราฟมันโวยวายเสียงดัง จนญาติผมที่อยู่ข้างๆบ้านมาเห็น ก็เลยช่วยกันดึงไอ้ราฟกลับครับ โดยเฉพาะพี่กิมลั้ง พี่แกวีนใหญ่เลยครับ ชี้หน้าด่ากันเลย ว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรที่จะมาดึงมาลากคนเขาแบบนี้ ญาติไอ้ราฟมันก็ขึ้นครับ บอกว่าจะพาไอ้ราฟกลับบ้าน แล้วยังหาว่าผมล่อลวงไอ้ราฟมันมาอีกครับ แต่มันไม่หมดแค่นั้นครับ เขายังหาว่าผมอ่ะ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน มาเที่ยวพาลูกเต้าเขามาในทางที่ผิดอีกด้วย

 

                ไอ้ริวจี๊ดครับ พูดแบบนี้หมายความว่าไง ด่าว่าล่อลวงไม่ว่า แต่นี่มาด่าถึงพ่อแม่ หาว่าพ่อกับแม่ไม่สั่งสอน ใครเขาจะยอมกันครับ เห็นแบบนี้ไอ้ริวก็โกรธเหมือนกันครับ ไอ้ริวก็เลยวีนแตกในรอบ 1 ปีมานี่

 

                ผมชี้หน้าบอกไอ้ราฟเลยครับ ว่าให้มันกลับไป (ชี้หน้าทั้งน้ำตาครับ) กลับไปไม่ต้องมาเหยียบที่นี่อีก ผมเองก็มีศักดิ์ศรีนะ ไม่ใช่ปล่อยให้เขามาด่าถึงบ้านแบบนี้ ถ้าพวกญาติมันเป็นพวกไฮโซแล้วไม่อยากมีหลานสะใภ้อย่างผมถึงขนาดด่าพ่อแม่แบบนี้ ผมเองก็ไม่อยากมีญาติแบบพวกเขาเหมือนกัน ลูกผม ผมเลี้ยงได้ ถึงแม้จะลำบาก แต่ผมก็ไม่ยอมให้ใครมาทำแบบนี้เลยเด็ดขาดล่ะ

 

                ไอ้ราฟมันไม่ยอมกลับครับ มันบอกอยากอยู่กับผมและลูก คิดดูล่ะ ลูกที่มันช่วยผมดูแลก็อายุตั้ง 1 ขวบแล้ว ความผูกผันมันมีอยู่มาก ยังไงก็ตัดไม่ขาดครับ แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะครับ ผมเองก็โกรธเป็นนะ มาทำแบบนี้ผมไม่ยอมอ่ะ บอกไอ้ราฟเลยครับ ว่าหย่ากันดีกว่า อย่ามาอยู่ด้วยกันเลย คือ รักก็รักนะครับ แต่ถ้าพวกเขาอยากอยู่กับเราคนละโลกก็ตามใจ ผมพร้อมที่จะปล่อยมันไปในทันที

 

                แต่เรื่องมาสงบก็อิตอนที่โอรีฟงอแงจากที่นอน คลานต๊อกแต๊ก ร้องไห้งอแงร้องหาผมกับไอ้ราฟครับ ด้วยความที่ลูกผมพอพูดได้แล้ว ก็เลยร้องเรียก พ่อกับแม่ลั่นบ้าน ผมตกใจรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน นึกว่าลูกเป็นอะไร โดยที่ไอ้ราฟเองก็สลัดจากญาติมันวิ่งตามผมมาเหมือนกัน

 

                ลูกสาวตัวน้อยของผมมีน้ำตานองหน้าครับ เนื่องจากนอนกลางวัน พอตื่นขึ้นมาไม่เห็นผมหรือใครก็ร้องไห้โยเยบ่งบอกว่าหนูตื่นแล้วนะ ทำไมพ่อแม่ไม่อยู่ อะไรทำนองนี้ พอผมได้อุ้มลูก ก็ทำการปลอบเป็นการใหญ่ครับ โอรีฟพอได้อยู่ในอ้อมกอดผมก็ซบหน้าลงกับไหล่เล็กๆของผมอย่างหาที่พึ่ง

 

                พอไอ้ราฟหมายจะเข้ามาอุ้มบ้าง ผมก็ไม่ให้อุ้มครับ คือบอกตัดความสัมพันธ์ไปแล้ว จะให้อุ้มเพื่อเป็นความผูกผันแน่นแฟ้นทำไม แต่ไอ้ราฟมันเข้ามาแย่งลูกซะเฉยๆเลยครับ แล้วพอได้อุ้มลูกมันก็พาลูกเดินออกจากบ้านเลยครับ

 

                ผมที่กำลังจิตตก ก็ยิ่งจิตตกเข้าไปใหญ่ครับ กลัวไอ้ราฟเอาลูกผมไป แต่ปรากฏว่ามันพาลูกไปให้พวกญาติๆของไอ้ราฟ ที่ตอนนี้พากันเครียดครับ ตอนแรกทุกคนเห็นลูกสาวผมก็พากันงงครับ ว่าไอ้ราฟเอาลูกใครมา พอไอ้ราฟแนะนำเท่านั้นแหละ ทุกคนพากันอึ้งครับ

 

                (มารู้คราวหลังว่า ทุกคนนึกว่าเด็กอายุไม่กี่เดือน)

 

                ทุกคนก็เลยพากันยอมแพ้ เป็นใครก็ต้องยอมล่ะ เด็กโตมาขนาดนี้แล้วนี่หว่า แถมยังน่ารักน่าชังเสียเหลือเกิน พวกเขาก็พอรู้ล่ะครับ ว่าหัวอกของคนเป็นพ่อแม่รู้สึกยังไง ขนาดเด็กอายุ 15-16 ปี ก็ยังรู้ว่าลูกในไส้ของตัวเองสำคัญแค่ไหน

 

                เรื่องมันก็เลยจบประการละ ฉ นี้และ

 

            แต่พอพ่อ แม่ และพวกแก๊งค์ Demon รู้ อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่งเหมือนกันนะ ผมไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวจะยาวครับ....

 

 

.................................................

 

 

 

                เมื่อพวกเราย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านย่าไอ้ราฟ ไอ้ราฟก็กลับไปเรียนต่อครับ เนื่องด้วยไอ้ราฟได้วุฒิ ม.6 ก่อนที่จะรู้ว่าผมมีเด็ก ก็เลยสบายไม่ต้องเสียเวลาไปเรียน กศน. ของ ม.6 ใหม่ ไอ้ราฟมันเลือกเรียนมหาลัยเอกชนเล็กๆครับ มันบอกว่าไม่อยากเรื่องมากเวลาจบ เพราะมหาลัยรัฐมักจะเรื่องมากในเรื่องงานชิ้นสุดท้ายก่อนจบ ไอ้ราฟมันเลือกเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ครับ ซึ่งก็เป็นวิชาที่เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม วิเคราะห์ระบบอะไรทำนองนี้อ่ะครับ ผมไม่รู้รายละเอียดมากกว่านั้น รู้แค่ว่า จบโคตรยากเลยครับ

 

                ซึ่งในระหว่างที่ไอ้ราฟเรียนหนังสือ ผมก็เลี้ยงลูกไปครับ ตอนแรกผมกะจะไปหางานทำ คือไม่อยากรบกวนครอบครัวไอ้ราฟมันมากนัก แต่ปู่กับย่ามันไม่ยอมให้ผมทำงานครับ เขาคงกลัวว่าโอรีฟจะเป็นเด็กใจแตก ถ้าหากผมไม่ดูแลให้ดีพอ ผมก็เลยต้องตามใจท่านครับ กลัวว่าท่านจะโกรธและพาลไล่ผมออกจากบ้าน

 

                แล้วช่วงเวลาไอ้ราฟขึ้นปี 3 ผมก็เริ่มตั้งท้องลูกอีกคนแล้วครับ (อายจัง ทั้งๆที่ปัญหาอยู่ แต่ผมก็กำลังตั้งท้องลูกอีกคนจนได้) ผมมารู้ตอนที่กำลังทำอาหารให้โอรีฟอ่ะครับ ก็เหมือนตอนท้องโอรีฟนั่นแหละ รู้สึกฉุนอาหารอย่างห้ามไม่ได้ พอไอ้ราฟมันรู้ว่าผมกำลังท้อง มันดีใจมากเลยครับ มันอยากจะหยุดเรียนเสียด้วยซ้ำ แต่ผมบอกไม่ต้องหยุด เดี๋ยวก็เสียเวลากันพอดี

 

                ดังนั้นไอ้ราฟมันก็ขอร้องให้ย่ามันช่วยดูแลผมแทนมันครับ ย่าท่านแกก็ช่วยดูแลผมเต็มที่นะ ดูแลเหมือนที่แม่ดูแลผมเลย ซึ่งผมคิดได้อย่างเดียวว่า ท่านเหมือนญาติคนเดียวที่ผมเหลืออยู่ในกรุงเทพครับ

 

                พอแน่ใจว่าท้องชัวร์ ผมก็โทรกลับไปที่บ้านครับ (ความจริงก็โทรบ่อยๆนะ แต่ไม่ได้พูดว่ากำลังท้องลูกอีกคนนึง) ที่บ้านเขาเฮกันใหญ่เลยครับ พ่อกับแม่ยืนยันว่าจะมาหาผมให้ได้ ผมก็ปฏิเสธไม่ได้อ่ะครับ แต่ก็บอกท่านให้มาตอนที่ผมท้องโต เพราะตอนนี้ผมสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อยู่ ไม่อยากให้เป็นภาระให้ครอบครัวของย่าไอ้ราฟมัน พ่อกับแม่ก็เข้าใจครับ เลยยอมมาหาผมเมื่อผมท้องโตมากกว่านี้

 

                และช่วงที่ผมท้องลูกคนที่สอง บอกตามตรงว่าลำบากมากครับ ไม่ใช่ว่าไม่มีใครช่วยผมหรอกนะครับ แต่ดูเหมือนว่า ท้องผมจะโตและกลมมากๆ ทำให้เวลาเคลื่อนไหวร่างกายจะไม่สะดวกเท่าตอนท้องโอรีฟ

 

                ย่าไอ้ราฟฟันธงว่าเป็นผู้ชายแน่นอนครับ ผมเองก็คิดว่าเป็นผู้ชายเหมือนกันก็เลยไม่ได้เถียงอะไรมากมายไปกว่านั้น

 

                และ 8 เดือนผ่านไป ผมก็คลอดลูกอีกคนนึงครับ ซึ่งเป็นผู้ชายอย่างไม่ต้องสงสัย ไอ้ราฟมันตั้งชื่อว่า เรฟครับ เห็นว่าจากคำว่า ราฟของมันนั่นแหละ โหย ตอนที่เกิดใหม่ๆนะ มันเห่อลูกมากเลยครับ โอรีฟเองก็เห่อน้องชายตัวเองเหมือนกัน (ตอนนี้โอรีฟอยู่ อนุบาล 1 แล้วครับ) ไม่สนใจแม่ที่เพิ่งคลอดอย่างผมเลยครับ แต่ก็นะ ผมดีใจที่ทุกคนเขาดีใจที่เรฟเกิดมา

 

                พอเรฟอายุได้ 2 เดือนเศษ ผมก็พาเรฟกลับไปเยี่ยมบ้านที่ตรังครับ พวกเพื่อนๆก็พารอกันครบทีมเลยครับ ไอ้แทนมันพาลูกชายมันมาด้วยครับ เห็นว่าชื่อน้อง โอ้ ครับ เป็นเด็กผู้ชาย ตอนที่ผมเห็นก็อายุไปตั้ง 3-4 ขวบแล้วครับ อายุน้อยกว่าโอรีฟ 1 ปีครึ่ง หน้าตาเหมือนพ่อมันมากเลยครับ แต่ก็จัดได้ว่าหล่อนะสำหรับเด็กอายุเท่านี้

 

                และก็เป็นครั้งแรก ที่โอรีฟได้เห็นตากับยายครับ ถึงจะเห็นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนั้นลูกสาวผมยังเป็นเด็กทารกอยู่ จำได้ก็แปลกล่ะ ตอนแรก โอรีฟนี่เกาะผมกับไอ้ราฟแน่นเลยครับ พอใครจะขอจับ ก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้จับ แต่ไม่ถึง 2 ชั่วโมงครับ ไปนั่งกระดิกขาด๊อกแด๊กบนตักพี่ผมเรียบร้อย แถมมีอ้อนให้พวกลุงๆป้าๆน้าๆอาๆซื้อขนมให้กินด้วย

 

                พวกแก๊งค์ Demon ทั้งหลายก็เป็นพวกแพ้ของน่ารักอ่ะครับ เพราะลูกสาวผมอ่ะ โคตรน่ารักมากๆครับ (ไม่ได้ยอนะเนี่ย อิอิ) ตาโตแบ๊วซะ ผิวขาวเหมือนผม หน้าตาก็แทบจะเหมือนผม แต่ที่เสริมให้ลูกสาวผมน่ารักไปอีก ก็คือโครงหน้าวงรีและจมูกเล็กๆที่สืบทอดมาจากไอ้ราฟนี่แหละครับ

 

                แล้วลูกสาวผมก็นิสัยคล้ายๆผมครับ คือ ซน เอาแต่ใจนิดๆ ชอบอ้อน และขี้แย ไอ้ราฟบอกว่าเหมือนผมเป๊ะ ไอ้ริวก็ต้องเงียบครับ เถียงไม่ออก เพราะเหมือนจริงๆอ่ะครับ

 

                ส่วนเรฟนั้น จะออกแนวไอ้ราฟทั้งหมดเลยครับ เหมือนไอ้ราฟทุกระเบียดนิ้วเลยล่ะ ไม่ว่าจะโครงหน้า ผิว ตา ปาก เหมือนหมดเลยอ่ะ แต่นิสัยนี่สิ โคตรฮาเลยครับ

 

                คือ

 

                เรฟ ไม่ถูกกับพ่อมันเอามากๆครับ

 

 

                ที่รู้ก็เนื่องจาก พอเริ่มอายุ 2 เดือน เรฟจะชอบให้ผมอุ้มมากๆครับ ใครจะอุ้มก็ไม่ให้อุ้ม ก็ตอนแรกผมก็นึกว่าเหมือนกับโอรีฟน่ะแหละครับ แต่มารู้อีกทีก็ตอนที่ไอ้ราฟอุ้มนี่แหละครับ

 

                ปกติแล้ว โอรีฟจะไม่ยอมให้ใครอุ้มนอกจากผมกับไอ้ราฟ แต่เรฟนี่ ไม่ยอมให้ไอ้ราฟอุ้มครับ พอไอ้ราฟอุ้ม ก็ร้องไห้งอแง ไอ้ราฟก็ต้องปล่อยให้ผมอุ้มไปครับ รู้สึกว่าตอนที่มันรู้ครั้งแรกนี่งอนไปเลยครับ 555+ อายุขนาดนี้ยังงอนอีก น่ารักจริงเชียว สามีผมเนี่ย อิอิ

 

                ทุกท่านรู้มั้ยครับ ในระหว่างที่เรฟกำลังโตเนี่ย ลูกชายของผมนี่ชอบอ้อนเอามากๆครับ ตอนอายุ 2-3 ปีนี่ไม่ค่อยเท่าไหร่ จะซนตามประสาเด็กๆที่อยากรู้อยากเห็น แต่พอโตขึ้นมาหน่อย ประมาณ 5-7 ปี ไอ้ราฟอย่างหวังว่าจะได้เข้าใกล้ผมเลยครับ เพราะเรฟห่วงผมอย่างกับอะไรดี

 

                เวลาเจ้าตัวกลับบ้าน อย่างแรกที่ทำคือวิ่งมาหาผม ซึ่งส่วนมากผมจะอยู่ในครัวเสียส่วนใหญ่ มาถึงก็ แม่คร๊าบ เรฟหิวจังเลย แม่คร๊าบ เรฟง่วง แม่คร๊าบ รักแม่จัง....ประมาณนี้อ่ะครับ สำหรับผมแล้ว ตอนนั้นลูกชายของผมน่ารักมากๆเลยครับ ขี้อ้อนซะ สงสัยมีอย่างเดียวมั้งครับ ที่เรฟเหมือนผม นั่นก็คือ ขี้อ้อน

 

                แต่พอไอ้ราฟกลับมาจากทำงาน สงครามย่อยๆก็มักจะเกิดขึ้นครับ ไอ้ราฟกับลูกเรฟจะนิสัยเหมือนกัน คือเวลากลับมาบ้าน 2 คนนี้จะมาหาผมก่อนเป็นอย่างแรก ไอ้ราฟก็เช่นกันครับ มาถึงก็ลวนลามผมก่อนล่ะ หอมแก้มบ้าง จูบบ้าง ก็นะ ผมก็ปล่อยๆไปครับ ถึงแม้เราจะทำการบ้านกันทุกคืนก็เถอะ (อ๊า...อายง่ะ) และเมื่อไอ้ราฟเริ่มลวนลาม เรฟก็มักจะมาหาเห็นพอดี

 

                อย่างแรกที่เรฟต้อนรับพ่อกลับบ้าน คือการกระโดดเตะพ่อครับ เหอะๆ ทุกท่านอ่านไม่ผิดหรอก กระโดดเตะจริงๆนะ สาเหตุก็เนื่องจากไอ้ราฟมันมายุ่งกับผม เรฟเขาไม่ชอบครับ เลยมักจะต้อนรับพ่อแบบนี้ และไอ้ราฟมันก็ไวอย่างลิงครับ มักจะหลบพ้นพอดี แต่ลูกชายผมไม่ยอมนี่สิ ก็เลยเตะต่อไปจนกว่าจะโดน ซึ่งไอ้ราฟมันก็ชอบแกล้งลูกครับ หยอกให้เตะ ล้อด้วย บางทีล้อไปล้อมา เรฟร้องไห้โฮไปเลย

 

                เห็นอย่างนี้ ทะเลาะกันอย่างนี้ ทั้งคู่ก็สนิทกันมากนะครับ หลายครั้งหลายคราที่ผมแอบเห็นว่าเรฟอ้อนให้พ่ออุ้ม ทั้งที่โตจนหมาจะเลียก้นไม่ถึงแล้ว แต่ไอ้ราฟมันก็เป็นคนตัวใหญ่นะครับ ต่อให้ลูกโตแค่ไหนมันก็อุ้มไหว หลักฐานก็จากการเมื่อสมัยสาวๆ (555+) ไอ้ราฟมันแบกผม ฉุดผมได้สบายครับ

 

                โอรีฟก็เช่นกัน เวลาพ่อกลับบ้าน อย่างแรกที่ชอบทำ ต่อให้อยู่ที่สูงแค่ไหน ก็มักจะกระโดดมากอดพ่อเสมอ (ลูกผมรู้สึกว่าเป็นยอดมนุษย์กันทั้งนั้นครับ = =”) บางทีอยู่บนบันไดขั้นบนสุด ไอ้ราฟอยู่ขั้นล่างสุด ลูกสาวผมก็สามารถกระโดดลงมาได้อย่างกับซุปเปอร์แมน ไอ้ริวนี่ใจหายใจคว่ำครับ กระโดดทีกลัวลูกคอหักตาย แม้ไอ้ราฟมันมักจะรับทันก็เถอะ ผมก็เลยมักดุโอรีฟในเรื่องนี้ครับ หลังๆรู้สึกไม่ค่อยมี แต่พอมีก็เสียวครับ กลัวจริงๆนะ

 

                ต่อไปผม จะขอข้ามขั้นอย่างรวบรัดเลยนะครับ

 

 

                หลังจากนั้น ไอ้ราฟก็สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ภายในเวลาแค่ 3 ปีครึ่งเท่านั้น (โอรีฟอายุ 4 ขวบ เรฟเพิ่งขวบเดียวครับ) มันก็ไปทำงานกับน้ามันครับ น้ามันเป็นเจ้าของบริษัทซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เพียงไม่กี่ปี ไอ้ราฟก็สามารถตั้งตัวได้สำเร็จครับ

 

                ช่วงนั้นลูกๆทั้ง 2 คนก็เริ่มโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวโอรีฟอายุ 12 ปี และเรฟ อายุ 8 ปี แล้ว โดยเฉพาะเรฟนี่ รู้สึกคุณครูเล่าให้ฟังว่าจะเนื้อหอมเอามากๆครับ สาวๆนี่ติดกันตรึบเชียวล่ะ (ไอ้ราฟมันหัวเราะร่าเลยครับ ตอนที่ผมบอก เห็นมันว่าสงสัย เชื้อพ่อมันแรง) และพวกเรา 4 คนพ่อแม่ลูก ย้ายออกมาจากบ้านย่าไอ้ราฟเมื่อตอนไอ้ราฟจบใหม่ๆครับ ถึงจะลำบากบ้าง แต่ก็ผ่านไปด้วยดี

 

                พอลูกๆโตขึ้น ผมก็เริ่มหาอะไรทำแล้วครับ อยู่สบายมานานชักเคยตัว ก็เลยหัดทำอาหารใหม่ๆบ้าง หัดทำขนมและเค้กบ้าง หรือพวกเครื่องดื่มผมก็ลองหัดทำนะ หัดไปหัดมาจนอีก 3 คนบอกว่าอาหารที่ผมทำอร่อยที่สุดในโลกเลยล่ะครับ (ปลื้มมากๆเลยล่ะ)

 

                และไม่กี่ปีถัดมา ไอ้ราฟก็ได้เป็นรองประธานอย่างรวดเร็วครับ เงินเดือนก็เพิ่มมากขึ้น จนมันสามารถซื้อบ้าน ซื้อรถได้ สามารถส่งลูกๆทั้ง 2 คนเรียนในสิ่งที่ชอบได้ครับ

 

                แล้วดูเหมือนว่าเลือดพ่อมันแรงครับ คือไอ้ราฟเป็นพวกชอบดนตรีอ่ะครับ ลูกๆทั้ง 2 คนก็เลือกเรียนดนตรีเช่นกัน โดยที่ โอรีฟเลือกเรียนเต้น กับร้องเพลง ส่วนเรฟนี่จะชอบพวกเครื่องดนตรีซะส่วนใหญ่ และมีเรียนคอมเพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

                แต่ดูเหมือนเลือดของอดีตเดือนโรงเรียน ก็แรงใช่ย่อยเหมือนกันครับ เผลอแป๊บเดียว ลูกสาวผมที่ตอนนี้อายุ 17 ปี ก็กลายเป็นดาวโรงเรียนไปซะโดยง่าย ผมไม่รู้หรอกนะ ว่าที่โรงเรียนลูกผมดังขนาดไหน จนวันที่ประชุมผู้ปกครองมาถึง ซึ่งตอนนั้นเรฟเองก็ขึ้น ม.1 อยู่โรงเรียนเดียวกับโอรีฟด้วย ผมกับไอ้ราฟก็ต้องแบ่งกันไปประชุมผู้ปกครองครับ

 

                วันนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย 3 โมงครับ ซึ่งเป็นการประชุมผู้ปกครองครั้งใหญ่ของโรงเรียน จึงมีผู้ปกครองจากนักเรียนทุกระดับชั้น มาประชุมกันครับ ผมจะเข้าไปประชุมให้เรฟ ส่วนไอ้ราฟก็ประชุมให้โอรีฟครับ (ลองให้ไอ้ราฟไปประชุมกับเรฟสิ มีหวังตีกันตายครับ ไม่รู้ว่า 2 คนพ่อลูกนี่ เป็นพ่อลูกหรือพี่น้องกันแน่)

 

                ก็ตามปกติอ่ะนะ ไปนั่งรวมกันในห้องประชุมใหญ่ก่อน ก่อนที่จะให้ผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละแยกย้ายไปตามห้องเรียนของลูกของตัวเอง ผมก็แยกกับไอ้ราฟตรงนั้นครับ

 

                ผมเดินไปที่ตึกของเด็ก ม.1 ครับ ถึงแม้ว่าโรงเรียนที่ผมเลือกให้ลูกเรียน เป็นโรงเรียนรัฐบาล แต่ประทานโทษ ไม่นึกว่าพวกพ่อแม่แอ๊บไฮโซก็เยอะเหมือนกันครับ ตลอดทางที่เดินนี่มีแต่พวกคุณนายทั้งนั้นเลยครับ ถึงครอบครัวผมจะมีเงินเยอะพอขนาดที่เปิดร้านอาหารส่วนตัวได้ (ลืมบอกครับ เมื่อไม่นานมานี่ ไอ้ราฟเปิดร้านอาหารให้ผมครับ เป็นร้านอาหารเล็กๆ แต่ดูสะอาดและสบายหูสบายตา ขายดีด้วยครับ ส่วนมากก็พวกเด็กวัยรุ่นนี่แหละ ที่เข้ามาอุดหนุนน่ะ) แต่ผมก็ไม่ถือตัวครับ ขนาดวันนี้ยังใส่แค่เสื้อสเว็ตเตอร์สีครีมธรรมดา กับกางเกงขาเดปสีขาวเลย เขาดูไม่ออกหรอกครับ ว่าเป็นคุณแม่ลูก 2 แล้ว คิคิ

 

                แต่นั่นก็อาจจะเป็นเพราะผมไว้ผมยาวรากไทรและมัดครึ่งหัวรวบไว้เล็กน้อยก็ได้มั้งครับ จึงทำให้ผมดูหน้าเด็ก

 

                ผมเข้าไปเช็คชื่อกับอาจารย์ประจำชั้นครับ อาจารย์เขาก็ไม่เชื่อนะ ว่าเนี่ยนะ แม่ของเรฟ ผมงงสิครับ ทำไมล่ะ ทำไมเขาถึงคิดว่าผมไม่ใช่แม่ของเรฟ จนผมก็ควักบัตรประชาชนมาให้ท่านดูครับ ท่านจึงเชื่อว่าผมเป็นแม่ของเรฟ พอผมเดินเข้าไปในห้อง ก็พบกับเด็กที่อยู่ในห้องนั้นกับผู้ปกครองของแต่ละคน ที่ดูเหมือนว่าทุกคนมากันเกือบหมดแล้ว ผมมาช้าไปเหรอเนี่ย?

 

                ความจริงตอนที่ผมมาอาคารเด็ก ม.1 ผมแอบหลงทางครับ 555+

 

                ผมค่อยๆย่างก้าวเข้าไปในห้องเรียนครับ สายตาก็สอดส่องหาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผม โดยที่ผมไม่เอะใจเลยว่า ทำไมพวกคุณนายคนอื่นเขาจ้องผมซะน่ากลัวเหลือเกิน จนมีแอบได้ยินเสียงนินทา ประมาณว่า เด็กคนไหนนะ ที่ผมมาเป็นผู้ปกครองอะไรทำนองเนี๊ยะ ไอ้ริวก็ไม่สนใจอ่ะครับ เดินเชิ่ดลูกเดียว ไม่สนใจใครทั้งนั้น

 

                จนผมเดินมาที่โต๊ะเกือบสุดท้ายครับ สิ่งแรกที่ผมเห็นคือลูกชายผมที่กำลังนั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะครับ แล้วดูเหมือนว่าเรฟจะไม่ได้สังเกตผมด้วยว่าผมมาแล้ว จนผมต้องสะกิดเบาๆครับ

 

                เรฟ.....ผมเรียกลูกชายด้วยเสียงอ่อนโยนครับ

 

                หืม......เสียงที่บ่งบอกว่า ลูกชายผมเริ่มรู้สึกตัวแล้วครับ พอเรฟเขาเห็นผมเต็มตา ก็ตื่นขึ้นมาทันใดครับ

 

                เป็นอะไร หืม? ทำไมถึงฟุบหลับแบบนี้.......โอ๊ะ!!!”ไม่ทันที่ผมจะถามจบ ลูกชายตัวโต (ตัวใหญ่จริงๆครับ อยู่ ม.1 นี่สูงประมาณคอผมแล้วอ่ะ) ก็กระโจนเข้ามากอดผมซะเต็มรัก ไอ้ริวจุกเล็กน้อย แต่ก็ยังสามารถพยุงตัวขึ้นมาได้

 

                เป็นอะไรไปเรฟ ใครทำเรฟครับ?เวลาผมถามลูก ผมจะแอ๊บแบ๊วใส่ประจำครับ ^^

 

                เรฟนึกว่าแม่จะไม่มาแล้ว.....เสียงอู้อี้ดังมาจากลูกชายผมที่ตอนนี้ซบหน้าลงกับหน้าอกผมครับ ไอ้ริวนี่ยิ้มแล้วลูบหัวลูกเบาๆเหมือนกับการปลอบครับ

 

                มาสิครับ ทำไมแม่จะไม่มา ไหนๆ ไม่เอา อย่าร้องไห้สิ ไม่อายเพื่อนเหรอลูกผมดึงหน้าลูกขึ้นมาสบตา ปรากฏว่า น้ำตาเอ่อล้นเลยครับ โถ่ๆ ลูกผม แค่แม่หลงทางนิดหน่อยก็ร้องไห้ซะแล้ว ไอ้ริวก็รีบปาดน้ำตา แล้วให้เรฟนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเดิมครับ

 

                แล้วตอนที่ผมพาลูกมานั่ง ผู้ปกครองและเด็กผู้หญิงสาวๆ พากันมองผมตาเขียวเลยครับ เฮ้ย! ไหงสายตามันเปลี่ยนกันเร็วจังวะ ไอ้ริวก็ตะหงิดๆอยากจะไปถามว่า พวกมึงมองอะไรกัน แต่ถ้าไอ้ริวมาเป็นนักเลงแถวนี้ก็น่าเกลียดตายสิครับ ดังนั้นผมเลยทำเป็นไม่สนใจ แล้วฟังอาจารย์ประจำชั้นของเรฟที่ดูเหมือนว่า กำลังจะเริ่มพูดอะไรซักอย่าง

 

            ก็เหมือนที่โรงเรียนอื่นทั่วๆไปนั่นแหละครับ เรื่องการเรียนบ้าง เรื่องบรรยากาศในโรงเรียน ห้องเรียนบ้าง เรื่องเพื่อนๆหรืออะไรหลายๆอย่าง ผมก็ฟังเรื่อยๆนะครับ ไม่ค่อยมีอะไรสนใจเท่าไหร่ จนเรื่องสุดท้ายมีการคอมเม้นท์จากอาจารย์ของนักเรียนแต่ละคน

 

            ซึ่งอาจารย์แกเองคาดว่าจะเก็บกดมานานมั้งครับ เล่นคอมเม้นท์ซะครอบครัวบางครอบครัวอายไปเลย เรื่องที่ทำให้อายก็ส่วนมากจะโดนพวกลูกคุณหนูอ่ะครับ พวกลูกคุณหนูนี่ ต่างนิสัยเสียครับ มักจะอ้างว่า มึงกล้าหรอ รู้มั้ย พ่อแม่กูเป็นใคร ประโยคเบสิคสุดๆสำหรับเด็กในวัยนี้ครับ ถ้าเป็นสมัยผมล่ะก็ จะตอกกลับไปว่า ขนาดมึงไม่รู้ว่าพ่อแม่มึงเป็นใคร แล้วกูจะรู้มั้ย ว่าพ่อแม่มึงเป็นใคร ซึ่งทุกครั้งที่ไอ้ริวตอกกลับไปแบบนี้ ก็มักจะจบเรื่องที่ห้องปกครองประจำครับ

 

                พอนิสัยไม่ดี ก็ชอบเอาแต่ขู่เพื่อนครับ บางคนนี่หนักสุด ก็ตรงที่เที่ยวแต๊ะอั๋งสาว มีเด็กคนนึง คาดว่าพ่อแม่เป็นคนมีหน้ามีตาล่ะมั้งครับ แต่อาจารย์เขาฟ้องว่า ต่อให้พ่อแม่ดีเลิศเรอ และรวยขนาดไหน เด็กมันก็ชั่วสุดๆได้เหมือนกัน อย่างที่เด็กชาย....(ขอสงวนชื่อนะครับ) วันๆไม่มีอะไรทำ เอาแต่เที่ยวทะลึ่งใส่เด็กผู้หญิง โหย น่าสงสารแม่เขานะครับ อายจนไม่รู้จะทำไง ได้แต่ยืนเงียบไปเลย ทั้งๆที่ตอนที่ผมเดินเข้ามา เจ๊เป็นคนที่คุยโวมากที่สุดเลยอ่ะ

 

                ฟังอาจารย์เขาคอมเม้นท์ก็เพลินๆดีครับ ส่วนมากเด็กผู้หญิงจะนิสัยดี และส่วนน้อยที่เด็กผู้ชายจะดื้อ ก็นะ เอาอะไรกับเด็ก ม.1 กันล่ะครับ เด็กมันยังไม่ทันแตกเสียงหนุ่มสาว ก็ต้องซนเป็นธรรมดา ฟังไปฟังมา ก็มาถึงลูกชายผมจนได้ (ชื่อลูกผมอยู่ท้ายๆครับ)

 

                ต่อไป คุณแสงสุรีย์ คุณแม่ของน้องอาชาใช่มั้ยคะ?อาจารย์เอ่ยถามผมครับ

 

                อ่อ...ใช่ครับผมตอบอย่างสุภาพครับ

 

            ลูกชายคุณแม่ ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกนะคะ เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน มีบางครั้งที่ซน แต่ไม่ค่อยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร.....อาจารย์แกก็พูดครับ ไอ้ริวนี่ยิ้มแป้น ลูกกูดีขนาดนี้เชียวเหรอวะ 555+

 

                แต่ว่า.....

 

 

            O_o หืม? มีอะไรอีกอ่ะ?

 

                ลูกชายของคุณแม่ค่อนข้างจะเป็นปัญหาให้กับเด็กผู้หญิงนะคะ

 

            เอ่อ...ทำไมเหรอครับ ลูกผมเขาชอบแกล้งเด็กผู้หญิงเหรอ?ผมเอ่ยถามทันทีครับ ทำไมถึงสร้างปัญหาให้เด็กผู้หญิงล่ะ อย่าบอกนะ ว่าลูกผมเป็นตุ๊ดอ่ะ? โอ้ว พระเจ้าจอร์จ

 

                ไม่ใช่ค่ะ คุณแม่ น้องอาชาไม่ได้แกล้งผู้หญิง

 

                อ่าว? ถ้าแบบนั้นทำไม.....

 

            คือลูกของคุณแม่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กนักเรียนหญิงทะเลาะวิวาทกันน่ะค่ะ คือจะว่ายังไงดี ดิฉันเองก็ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนอาจารย์ท่านพูดจบ ก็แอบชำเลืองมองผมครับ ไอ้ริวนี่ มองอาจารย์ที มองเรฟที เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมอาจารย์เขาถึงพูดแบบนั้นกัน?

 

                คือ ส่วนมาก เด็กผู้หญิงที่ทะเลาะวิวาทกัน ก็เนื่องมาจากแย่งลูกชายของคุณแม่ค่ะ

 

                ห๊ะ!!!”

 

            แล้วดูว่า ลูกชายของคุณแม่ไม่ได้เริ่มก่อน แต่เหมือนกับว่า เด็กนักเรียนผู้หญิงเขาทะเลาะกันเอง โดยที่ลูกชายคุณแม่ไม่ได้ทำอะไรเลย

 

                เอ่อ...หมายความว่ายังไงกันแน่ครับอาจารย์ ผมงงไปหมดแล้ว

 

            ก็หมายความว่า....

 

            ........ รอลุ้นครับ = =”

 

 

 

            ลูกชายคุณแม่ กลายเป็นสุดยอดนักเรียนชาย ที่เด็กมัธยมต้นโรงเรียนเราต้องการที่จะควงมากที่สุดยังไงล่ะคะ......

 

 

 

 

            ………………………………………………….

 

 

 

            หลังจากที่ผมคุยกับอาจารย์เสร็จ ผมกับเรฟก็เดินอออกมาจากอาคารเรียนเด็ก ม.1 ด้วยสภาพที่ วิญญาณหลุดออกจากร่างครับ

 

                คือ มันอึ้งอ่ะ ลูกชายทำให้เด็กนักเรียนหญิงทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลาย อยากควงมากที่สุด คือจะว่ายังไงดีล่ะครับ เด็กเขาตีกันเมื่อเวลาที่มีการสนทนาเรื่องลูกชายของผม ก็นะ นิสัยของเด็กผู้หญิงครับ คุยๆกันไป ก็มักจะมีการแอบอ้างว่า ลูกชายผมเนี่ย ส่งสายตาให้บ้างล่ะ ให้ท่าบ้างล่ะ พอต่างฝ่ายต่างไม่พอใจ ก็มักจะใช้กำลังในการตัดสินปัญหา

 

            ไม่นึกว่าเด็กขี้อ้อนที่ตอนกำลังหน้าบานเติมจับมือผมคนนี้จะมีสายเลือดพ่อแรงขนาดนี้ นึกถึงไอ้ราฟตอนอยู่โรงเรียนเลยครับ ทุกๆวันจะมีสาวมาตามจีบ มาเกาะแกะ ซึ่งบ่อยครั้งที่ไอ้ริวจะโดนเขม่น หรือถ้าให้ซวยจริงๆ ก็คงจะโดนรุมตบอ่ะครับ

 

                ก็นะ สามีผมหล่อลากไส้ซะขนาดนี้ ไหนจะเก่งไปซะทุกอย่าง และฐานะดีซะขนาดนั้น เป็นใครก็อยากได้ไว้ทำพันธุ์ แต่ประทานโทษ ตอนนี้ไอ้ราฟกลายเป็นของผมทั้งหมดแล้ว เหอๆ

 

                แต่จะว่าแบบนั้นก็ไม่ได้ ไอ้ริวยังไม่สามารถที่จะโล่งใจได้ครับ รู้มั้ย เวลาที่ไอ้ราฟมันอยู่ที่ทำงานน่ะ สาวๆออฟฟิศชอบมายุ่งกับมันเป็นประจำเลยอ่ะ ถ้าหากพวกคุณเธอมายุ่งกับไอ้ราฟเวลางาน ผมก็จะไม่ว่าหรอกครับ แต่หลังๆนี่รู้สึกหนักข้อขึ้น

 

                คิดดูเอาสิครับ เวลาไอ้ราฟอยู่บ้านนะ ถ้าหากไม่แกล้งหยอกลูกเล่น มันก็จะมานั่งอ้อนผม แต่เวลาอ้อนอ่ะ มักจะมีโทรศัพท์ของสาวออฟฟิศโทรเข้ามาประจำ โทรบ่อยจนไอ้ริวโมโห ถึงกับวีนใส่มันก็มี อะไรวะ คนเขาจะพักผ่อนบ้างไม่ได้หรือไง อีกอย่าง นี่ผัวกู พวกมึงจะทำเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมากไปป่าววะ ไอ้ราฟเองก็บอกว่ารำคาญนะครับ โทรมาอยู่ได้ มันจะปล้ำเมีย (อ้าว? ไอ้นี่) ผมก็บอกมัน ว่าอย่าไปยุ่งกับสาวๆพวกนั้น

 

                แต่ไอ้ราฟมันก็บอกนะครับ ว่ามันพยายามหลีกแล้ว แต่สาวๆพวกนั้นอ่ะ เหนียวอย่างกับอะไรดี พอไอ้ราฟเริ่มหนี พวกสาวๆก็ยิ่งตามครับ

 

                แล้วมันจะมีพวกที่คอยเป็นศัตรูกับผมด้วยนะครับ วันก่อน ผมนั่งอยู่ในร้านดีๆ ก็มีลูกค้าสาวออฟฟิศกลุ่มหนึ่งเข้ามา ผมก็ไม่ได้คิดอะไรนะ ให้เด็กในร้านไปรับออเดอร์ แต่ดูเหมือนว่า พวกคุณเธอไม่ยอมสั่งอาหาร ถ้าหากผมไม่ได้เป็นคนไปรับออเดอร์ เด็กในร้านไม่รู้จะทำยังไงครับ ก็เลยเดินมาบอกผม ผมก็คิดล่ะ เอาวะ ถ้ามาอีแนวนี้ อาจจะมีเรื่องอะไรก็ได้ แต่ไอ้ริวก็ยังหน้าด้านไปรับออเดอร์อ่ะครับ

 

                และผมก็คิดไว้ไม่ผิดครับ สาวๆพวกนั้นคือสาวออฟฟิศในบริษัทไอ้ราฟ ที่ลงทุนหยุดงานเพื่อมาหาเรื่องผม สิ่งแรกที่ผมเจอคือคำพูดที่ถากถางซะเหลือเกินครับ ประเภทที่ว่า เนี่ยเหรอ แฟนคุณราฟ (ลูกน้องไอ้ราฟเรียกมันแบบนั้นครับ) ผมก็เริ่มกระตุกคิ้วแล้วครับ มันจะมาไม้ไหนอีกวะ

 

                แล้วต่อจากนั้น ก็เป็นการเริ่มแกล้งครับ แกล้งทำแก้วแตก แกล้งทำเสียงโวยวาย แกล้งบอกว่าอาหารที่ผมทำไม่อร่อย จนเด็กคนนึงในร้านโมโห เลยไปชี้หน้าด่าเข้าให้

 

                งานงอกสิครับทีนี้ พวกสาวๆเองก็ไม่ยอม พากันลุกฮือหมายจะยกพวกตีอโยธยา ร้านผมเกือบจะเป็นสมรภูมิรบแล้วครับ แต่ไอ้ราฟมันเข้ามาหาผมที่ร้านพอดี แล้วเห็นพวกเรากำลังจะลงไม้ลงมือกันพอดีครับ ไอ้ราฟโมโหเลือดขึ้นหน้า มันเข้าไปกระชากมือสาวๆพวกนั้นออกจากตัวผม ก่อนที่จะลาดสาวๆพร้อมกัน 4-5 คน ออกจากร้านทันที

 

                แล้วมันพูดซะจนสาวๆหน้าเสียไปเลยครับ มันบอกว่า จะมาหาอะไรกินที่นี่อ่ะไม่ว่า แต่ถ้าจะมาหาเรื่องเมียมัน (มันพูดคำว่าเมียโคตรชัดเลยครับ) มันจะไม่ให้อภัยใครแน่ๆ พอได้ยินแบบนั้น พวกสาวๆพากันเผ่นแน่บครับ แหงล่ะ เวลาไอ้ราฟโกรธน่ากลัวตายชัก อยู่ครบ 32 ก็บุญแล้ว

 

                หลังจากนั้น ไอ้ราฟมันก็สั่งให้เรฟมาเฝ้าทุกๆวันครับ ถ้าวันไหนเรฟมีเรียนก็จะให้มาดูช่วงเลิกเรียน เอาสิครับ เรฟนี่หน้าบาน มาหาผมทุกวันตามที่พ่อสั่ง เพราะใจนึงของลูกชายผมก็อยากอยู่กับผมทั้งวันอยู่แล้ว เลยสบายไอ้ราฟมันครับ ไม่ต้องมาคอยพะวงว่าจะมีใครมาหาเรื่อง

 

                พอพวกผมสองคนแม่ลูกเดินไปได้ซักพัก ก็เห็นสายตาของคนรอบข้างที่มองพวกเราไม่วางตาครับ ไอ้ริวเริ่มรู้สึกแปลกๆครับ แต่ลูกชายผมนี่สิ กลับจับมือผมฮัมเพลงอย่างสบายใจ โดยที่ไม่สนใจสายตาของผู้คนที่กำลังมองลูกชายผมเลย

 

                เรฟ...แม่รู้สึกว่า ทำไมทุกคนมองแม่แปลกๆแบบนั้นล่ะผมกระซิบถามลูกชายครับ

 

                ไม่มีอะไรหรอกฮะแม่ อีกเดี๋ยวแม่ก็ชินเองแหละ ว่าแต่ เจ้กับพ่ออยู่ไหนล่ะฮะไม่ทันที่ไอ้ริวจะได้คำตอบที่ตรง 100 เปอร์เซ็น ลูกชายผมก็เปลี่ยนเรื่องซะงั้นครับ เออ จริงสิ เดินมาตั้งนาน ยังไม่เห็นไอ้ราฟกับโอรีฟเลย

 

            และแล้วผมก็พยายามสอดส่องสายตาหา 2 พ่อลูก ที่ตอนแรกบอกว่าจะอยู่บริเวณน้ำพุหน้าอาคารเด็ก ม.4 แต่ผมก็ไม่เห็นซะที ว่าทั้ง 2 คนอยู่ที่ไหน อาจจะหายากด้วยครับ เพราะคนโคตรเยอะเลยอ่ะ แถมมีพวกชอบสอดรู้เรื่องชาวบ้านเยอะอีกตะหาก เลยทำให้ดูยากครับ

 

 

                แม่ขา!!!!!!!!!!!”

 

 

            ในขณะที่ผมกำลังหาไอ้ราฟกับโอรีฟอยู่นั้น เสียงลูกสาวผมที่ไม่รู้ว่าดังมาจากไหน ดังขึ้นครับ ผมกับเรฟรีบหาใหญ่เลย แต่ไม่ทันจะหาเจอ ลูกสาวตัวแสบผมก็วิ่งมากอดผมจากด้านหลังซะเต็มแรง เล่นเอาจุกครับ ถึงแม้ว่าลูกสาวผมจะตัวไม่ใหญ่และไม่เล็ก แต่แรงโคตรเยอะครับ เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ นิสัยคล้ายๆไอ้รินเป๊ะเลย

 

                ช้าจัง โอรีฟหิวแล้ว กลับบ้านไปกินข้าวกันเถอะ คิคิน่าน พอเห็นหน้าผมก็เรื่องกินมาก่อนเพื่อนครับ ตัวเล็กๆทำไมกินจุจังน๊า~

 

                จ้าๆ ว่าแต่พ่อไปไหนล่ะลูก?ก็เห็นมาแต่ลูกนี่ครับ ไม่เห็นพ่อเลย

 

                อ๋อ...พ่อเดินมานู้นนนน แล้วคร่าโอรีฟตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนที่จะหันไปเล่นหัวเรฟอย่างสนุกสนาน (แต่เรฟเอาแต่โวยครับ)

 

                แล้วทุกคนคิดว่าไงครับ เวลาที่ไอ้ราฟมันเดินฝ่ามาในคนหมู่มากขนาดนี้ ทายถูกแล้วครับ 2 ข้างทางที่ไอ้ราฟเดินมานั้น มีแต่สายตาของผู้หญิงมองตามกันเป็นแถว โดยเฉพาะสาวๆรุ่นคุณแม่และรุ่นลูก พากันจ้องไอ้ราฟซะตัวแทบพรุนเชียวครับ

 

                จะถามว่าไอ้ริวหึงมั้ย วัยนี้ไม่ใช่เวลามาหึงกันแล้วครับ เพราะผมสองคนไอ้ราฟต่างเชื่อใจซึ่งกันและกัน แหงล่ะ อยู่ด้วยกันจนลูกโตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ถ้ามาทะเลาะกันตอนนี้ ก็เสียผู้ใหญ่กันพอดีสิครับ (แม้ว่าบางเวลาผมจะแอ๊บแบ๊วก็เถอะนะ 555+)

 

                เมื่อไอ้ราฟมายืนต่อหน้าผม ก็เอ่ยถามเสียงหวานครับ ก็ถามตามปกติครับ ว่าที่ประชุมมีเรื่องอะไรบ้าง เรฟเขาซนอะไรมั้ย ผมก็บอกตามความจริงทุกประการครับ ไอ้ราฟแอบขำตอนที่สาวๆตบกันเพราะแย่งลูกชายหัวแก้วหัวแหวน มีแซวด้วยว่าเชื้อพ่อมันแรงอะไรทำนองนี้

 

                ผมก็ถามกลับบ้างครับ ว่าโอรีฟเป็นไงบ้าง ไอ้ราฟก็บอกครับ เวลาโอรีฟอยู่โรงเรียน จะเป็นสูญกลางของเพื่อนๆผู้หญิงครับ ก็เหมือนกับไอ้รินนั่นแหละครับ เป็นหัวหน้าแก๊งค์ Demon Girl ตั้งแต่อายุ 14 เห็นน่ารัก ใสๆ แบบนี้ เวลาตบตีเป็นที่หนึ่งครับ

 

                โอรีฟก็เหมือนกันครับ เวลามีเรื่องกับใคร ก็จะสู้ไม่ถอย และส่วนมากเรื่องก็มีแต่คนอื่นมาหาเรื่อง ไม่เคยซักครั้งที่จะหาเรื่องใครก่อน แล้วส่วนมากก็เรื่องเดิมอ่ะครับ ลูกสาวผมเป็นคนน่ารัก ใสๆ ดูเหมือนจะไร้เดียงสา เลยทำให้เด็กนักเรียนชายหลายคนอยากจะมาเป็นเจ้าของลูกสาวผม ทุกๆวันก็เลยมีเรื่องทำนองที่ว่า เด็กผู้ชายที่มีแฟนแล้วมาจีบลูกสาวผม แล้วพวกแฟนๆก็มักมาหาเรื่องที่แย่งแฟนพวกเธอไป ทั้งๆที่ลูกสาวผมไม่ได้สนใจพวกเขาเลย

 

                ก็นะ โอรีฟเขาเป็นพวกสเป็คสูงครับ คนที่มาเป็นแฟนลูกสาวผมได้ ต้องหล่อเหมือนไอ้ราฟ ต้องเก่งเหมือนไอ้ราฟ ต้องรวยเหมือนไอ้ราฟ และรักเดียวใจเดียวเหมือนไอ้ราฟ

 

                สเป็คของพ่อตัวเองเป๊ะๆครับ

 

                หายากแล้วล่ะครับ ผู้ชายที่จะดีอย่างไอ้ราฟเนี่ย = =”

 

 

 

....................................................................................

 

 

 

                พูดถึงแก๊งค์ Demon วันนี้เป็นวันที่พวกเรา 4 พ่อแม่ลูกจะกลับไปเยี่ยมบ้านที่ จ.ตรังครับ พอดีว่า ลูกๆทั้ง 2 คนของผมเขาปิดเทอมพอดี แล้วดูเหมือนว่า เพื่อนๆทุกคนที่แยกไปก็กลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมกัน พี่ผมที่ตอนนี้กลายเป็นภรรยาสุดที่รักของพี่พีชก็เลยนัดสมาชิกแก๊งค์ Demon รุ่นที่ 1 และที่ 2 มากินเลี้ยงกันครับ

 

                และเนื่องด้วยที่ลูกสาวและลูกชายของผมไม่เคยได้ไปเยี่ยมตายาย กับ ปู่ย่าเลย หลังจากที่โอรีฟอายุ 8 ขวบ พวกเราก็เลยได้โอกาสพาลูกๆไปทวนความจำกันครับ

 

                แม้ว่าลูกทั้ง 2 คนจะได้พูดคุยกันบ้างทางโทรษัพท์ แต่ไม่ได้เห็นหน้ามันก็ไม่เหมือนกับว่าสนิทกันน่ะสิครับ อีกอย่าง พวกญาติๆของเราทั้ง 2 คนก็อยากเจอหลานเสียเหลือเกิน ผมกับไอ้ราฟ ก็เลยพาลูกไปครับ คราวนี้ก็กะว่า จะอยู่จนลูกเปิดเทอมไปเลยครับ (ส่วนไอ้ราฟสบายครับ เป็นรองประธานบริษัท รองลงมาจากลุงมัน มันเลยได้หยุดเท่าไหร่ก็ได้ครับ)

 

 

                พอลงจากเครื่องบินที่สนามบินขนาดเล็กของจังหวัดตรังปุ๊บ ก็มีพ่อบ้านจากบ้านไอ้ราฟมารับครับ พ่อบ้านช่วยไอ้ราฟขนของขึ้นรถ และก็เดินทางออกจากสนามบินครับ

 

                พอมาถึงบ้านไอ้ราฟ สิ่งแรกที่เราเห็นคือ พ่อกับแม่ไอ้ราฟที่มายืนรออยู่ที่หน้าบ้านครับ แล้วเมื่อลูกๆทั้งสองคนลงรถ พวกท่านก็โผเข้าหาหลานครับ ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 10 ปีนี่นา แม่ไอ้ราฟร้องไห้เลยครับ ผมเองก็น้ำตาซึมเหมือนกันนะ ไม่ได้เจอทุกคนตั้งเกือบ 10 ปี อ่ะเนอะ ไอ้ราฟเองก็ซึ้งครับ พอพ่อกับแม่มันกอดหลานทั้งสองพอหอมปากหอมคอ พวกท่านก็มาหาผมสองคนครับ ซึ่งไอ้ริวได้รับคำแซวจากแม่ไอ้ราฟ ว่าอายุ 30 แล้วยังสวยเหมือนเมื่อตอน 16 555+ ขอบคุณคร๊าบ คุณแม่ ^w^

 

                พวกเราทั้งหมดก็พากันยกโขยงเข้ามาในบ้านครับ พูดคุยกันซักพัก ก็แยกย้ายกันไปเก็บข้าวของ ก่อนที่จะพากันไปที่บ้านผมต่อครับ

 

                ไอ้ริวรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยครับ ไม่ได้เจอทุกคนมานานมากกกกกกก แล้วคราวนี้ก็ได้เจอกันทั้งหมดด้วยครับ พร้อมกันอีกต่างหาก ผมก็เลยปลื้มใจเอามากๆครับ

 

                โอ๊ะ ผมลืมบอกไปอีกอย่างหนึ่งครับ วันนี้เป็นที่ที่บ้านผมเขาจัดงานเลี้ยงครับ เนื่องในโอกาสไอ้ลูกชายไอ้หลงอายุ 1 ขวบ เขาก็เลยใช้ที่บ้านผม เป็นลานจัดงาน ซึ่งแขกก็พวกญาติๆและเพื่อนๆในแก๊งค์นั่นแหละครับ เงินหมุนเวียนในครอบครับ ไม่ต้องเสียอะไรมาก ยกเว้นค่าอาหาร 555+

 

                แต่อย่าผมตื่นเต้นคนเดียวเลย ไอ้ราฟ และลูกทั้ง 2 ก็ตื่นเต้นเหมือนกันครับ โดยเฉพาะไอ้ราฟ มันบอกว่า พาผมไปอยู่กรุงเทพซะนาน มันคงโดนพี่ผมตื๊บแน่ครับ (มันพูดขำๆอ่านะ)

 

                แล้วพวกเราก็เอารถยนต์ออกจากบ้านไอ้ราฟครับ โดยที่ไอ้ราฟขับ ผมนั่งข้างมัน และลูกทั้ง 2 ที่นั่งด้านหลัง บรรยากาศรอบทางก็เปลี่ยนไปมากเลยครับ สมัยที่ผมยังอยู่ที่นี่ ถนนจะเป็นถนนลูกรังครับ ขี่มอไซด์ทีผมไม่ต้องย้อมแดงเลยครับ ฝุ่นย้อมให้ทาง ส่วนพวกบ้านเรือน ก็มีเพิ่มขึ้นมากว่าแต่ก่อน เพราะเมื่อก่อนบ้านแต่ละหลังจะห่างกันมาก และมักจะคั่นด้วนป่าต้นยาง แต่ตอนนี้ ป่ายางจะอยู่ด้านหลังบ้าน ส่วนบ้าน จะออกมาตั้งอยู่ข้างถนนเสียส่วนใหญ่ครับ

 

                ซักพัก ไอ้ราฟก็ขับรถมาถึงหน้าบ้านผมครับ อื้อหือ...รถเยอะมากเลยครับ ทั้งมอไซด์ทั้งรถยนต์ จอดกันซะเต็มถนนเชียว ดังนั้นไอ้ราฟก็เลยจำเป็นต้องจอดไกลกว่าบ้านผมนิดนึง

 

                พวกเรา 4 คนลงรถและค่อยๆเดินไปที่บ้านผมครับ โดยที่ใจผมสั่นจนรู้สึกได้ชัดมาก ตื่นเต้นสุดๆเลย ได้กลับมาบ้านเนี่ย บ้านของผมที่เป็นจุดเริ่มต้นทุกอย่างที่ทำให้ผมกับไอ้ราฟมีวันนี้ครับ

 

                และแน่นอนว่า ถึงแม้ว่าไอ้ริวจะยืนอยู่หน้ารั้วบ้าน ก็ไม่ค่อยมีใครสังเกตครับ อาจจะเป็นเพราะคนเยอะและพากันวุ่นวายก็ได้ ต่างคนต่างก็เลยไม่สนใจว่าใครมาบ้าน

 

                แม้ว่าทุกคนจะเปลี่ยนไปตามอายุของตัวเอง แต่ความที่เป็นพวกบ้างานรื่นเริงก็ยังไม่หายครับ โดยเฉพาะพวกสมาชิกแก๊งค์ Demon ทั้งหลาย พากันส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายตามนิสัยของแต่ละคน บางคนก็มีลูกมีหลานก็พากันมาด้วยครับ บรรดาเมียๆก็พากันเม้าส์บ้านแตก ถึงแม้ว่าเสียงดังมาก แต่มันก็ทำให้ผมรู้ว่า...

 

 

                ผมได้กลับบ้านแล้ว.....

 

 

                และเป้าหมายแรกที่ผมเห็น ก็คือไอ้เพื่อนซี้ทั้งสองคนอย่างไอ้ปอนด์กับไอ้โจ๊ก ที่กำลังนั่งหันหลังได้ใกล้พวกเราที่สุดสุดครับ ไอ้ริวยิ้มร่า ก่อนที่จะออกแรงวิ่งสุดแรงครับ

 

 

                หมับ!!!!

 

 

                เฮ้ย!!!!!!”

 

                โอ๊ะ!!!!!!”

 

 

            เสียงอุทานทั้งสองคนร้องพร้อมกัน เล่นเอาทุกคนต่างพากันหันมามอง แต่ ไอ้สองคนที่โดนกอดก่อน ก็หันมาหมายจะด่าผมครับ

 

                เฮ้ย! อะไรว........เฮ้ย!!!!!!”

 

 

                และเมื่อทุกคนในบ้าน (ในงาน) ได้เห็นบุคคลที่ทำให้ไอ้ปอนด์กับไอ้โจ๊กตกใจกำลังกอดหลังพวกมันสองคน ที่คนก็ร้องเฮ้ยกันทั้งบ้านเลยครับ

 

 

                ไอ้ริว!!!!!!!!!!!!!!

 

 

            เออสิวะ กูไอ้ริวเอง แล้วพวกมึงเห็นกูเป็นอะไรเนี่ย?ไอ้ริวเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี ผิดกับบรรยากาศที่พากันอึ้ง เมื่อคนที่ไม่ได้เจอกันนานเกือบ 10 ปี มายืนยิ้มแป้นอย่างอารมณ์ดีต่อหน้าทุกคน

 

                ริว อย่าไปทำให้พวกคนแก่ตกใจเล่นสิ มันไม่ดีนะ หึหึคราวนี้เป็นไอ้ราฟที่เดินเข้ามาหาพวกเราครับ ไอ้ราฟเองก็ขำกับท่าทางทุกคนเหมือนกัน

 

 

                .............................................

 

 

                ...............................

 

 

                ..............

 

 

 

                ไอ้พวกเวร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

 

 

 

            และแล้วพวกเพื่อนๆทุกคนก็เข้ากันโผกอดพวกผม 2 คนเต็มรักครับ เสียงหัวเราะที่แซดแซ่ไปทั่วบริเวณ เพื่อนรักที่ไม่ได้เจอกันมานาน พี่น้องที่ไม่เจอกันมา และพ่อแม่ที่ไม่เจอลูกมานาน ต่างพากันดีใจที่ผมกลับมาบ้าน พี่ริกเข้ามากอดผมตั้งนาน จนพี่พีชที่อุ้มหลานชายผม (อายุ 2 ขวบครับ) ต้องเข้ามาดึงครับ คาดว่าพี่พีชคงจะกลัวว่าผมจะหายใจไม่ออกซะก่อน ไอ้รินที่ตอนนี้กลายเป็นคุณแม่ลูก 1 ก็ร้องไห้โฮวิ่งมากอดผมเหมือนเมื่อสมัยเด็กๆ เพื่อนๆที่สนิทกันต่างพากันมาแย่งกันกอดผมเหมือนผมเป็นตุ๊กตาตัว 299 พวกรุ่นพี่ก็พากันมากอดบ้าง ตบหัวบ้าง ตามประสาคนสนิทกัน พวกสาวๆทั้งหลายก็เวียนว่ายมาทักทายผม ซึ่งสาวๆทุกคนตอนนี้ก็พากันมีสามีมีลูกกันหมดแล้ว

 

                สุดท้ายสุด ก็คือพ่อและแม่ของผม ที่ไอ้ริววิ่งไปทรุดนั่งลงกอดเอวท่านทั้ง 2 พร้อมกัน

 

                และเมื่อผมทักทายทุกคนเสร็จ ผมก็พาลูกทั้ง 2 คน ที่ถอดแบบมาจากผมกับไอ้ราฟ มาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกันอีกครั้ง และทุกคนก็พากันร้องโอ้วครับ เพราะตอนนี้ลูกๆ 2 ทั้งสองคนผม หน้าตาเหมือนผมกับไอ้ราฟมาก ยิ่งเรฟ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผมนี่ถอดแบบมาจากไอ้ราฟเป๊ะๆ ไม่มีผิดหรือเพี้ยนเลย และลูกสาวของผม ที่ตอนนี้น่ารักพอๆกับดาราสาวๆในทีวีเลยทีเดียว

 

                วันนั้นพวกผมได้รู้สึกเหมือนกับกลับบ้าน หลังจากที่ไม่ได้กลับมาเสียนาน มันรู้สึกดีนะครับ ที่ได้มาอยู่กันพร้อมหน้าแบบนี้ ความรู้สึกเก่าๆกลับมาเหมือนครั้งยังวันวาน ผมยังรู้สึกเหมือนว่าผมยังอายุเพิ่ง 15 เลยล่ะครับ

 

                ผมมีความสุขมากๆครับ ความสุขจนล้นหลาม เหมือนกับว่า ความทุกทั้งหมดมันได้หายไป ได้กลับมาเจอทุกคน เฮฮากันเหมือนเดิม ปลดปล่อยความทุกในตัวออกมาให้หมด มันรู้สึกดีจริงๆครับ

 

                และที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับความสุขของผม ก็คือลูกๆทั้ง 2 คน ที่ตอนนี้พากันหลับปุ๋ยนอนกอดกันกลมในผ้าห่ามผืนหนา

 

 

                และ

 

 

                ผู้ชายที่ชื่อราฟ

 

 

                คนที่ผมรักที่สุดในโลกครับ

 

 

                ผมอยากจะบอกกับมันมาตลอดครับ

 

 

                ว่า......

 

 

                 ขอบคุณครับ พี่ราฟ ผมรักพี่ที่สุดเลย ^^















 

                    โว้ววววว ในที่สุดมันก็จบ หลังจากที่เหลวไหลตลอด 2 เดือน ทั้งฝึกงาน ทั้งเรื่องเครียด เจ๊มดก็สามารถกลั่นกรองตอนพิเศษนี้ครบจนได้ ตอนนี้เป็นเพียงไม่กี่ตอน ที่ทำให้เจ๊มดร้องไห้ตอนที่ปั่นได้ เฮ้อ...เป็นตอนที่จิ้นมานานมากๆเลยค่ะ 1 ปีได้มั้ง แต่กว่าจะรวบรวมมาเป็นคำพูดได้ มันบากนะเนี่ย 71 หน้า Word ทำไปได้.....


                    แต่แฟนนิยายหลายๆคนก็ยังสามารถทนกับนิสัยคนเอาแต่ใจ และอารมณ์ร้อนอย่างเจ๊มดได้ ต้องขอบคุณและขอโทษทุกๆคนนะคะ ใครออนเอ็ม ถ้าเจอกับเจ๊มดในอารมณ์ดี ก็จะดีหน่อย (แต่ถ้าใครมาแบบไม่มีสัมมาคารวะ และสั่งให้อัพนิยายอย่างไม่ไว้หน้า ก็อาจจะโดนเจ๊ด่าได้ทุกเมื่อ) แต่ถ้าเจอในอารมณ์ไม่ดี อาจจะมีการด่าแหลก ต้องเข้าใจด้วยนะคะ มันเครียดหนัก และไม่สามารถระบายอารมณ์ได้ ก็เลยอุดอู้


                    สุุดท้ายนี้ ขอบคุณและขอโทษนะคะ รักทุกคนเสมอค่า


                    เจ๊มด


ปล.ๆๆๆๆ สำหรับคนที่ไม่เคยทักเจ๊ ก็จงจำไว้ ว่าเจ๊อายุ 21 แล้ว กรุณาทักด้วยมารยาืทด้วยนะคะ ทักมาดี เจ๊ก็ดีไป ทักมาร้าย เจ๊ด่าถึงโคตรนะเอ้า!!!!!




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 73 ครั้ง

16,267 ความคิดเห็น

  1. #16161 patta1995 (@patta1995) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2556 / 17:38
    แต่งได้เจ๋งมากๆเลยคะ
    บทจะซึ่งก็ซึ้งซะน้ำท่วมจอ
    บทจะหวานก็หวานซะมดขึ้น

    สุดท้ายก็ขอบคุณมากๆเลยนะคะที่แต่งเรื่องนี้ขึ้นมา
    อ่านจนตาแชะกันเลยทีเดียว
    #16161
    0
  2. #16139 toy6342 (@toy6342) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 13 กันยายน 2556 / 21:23
    ขอบคุณมากๆๆค่ะ
    ^-^
    #16139
    0
  3. #16138 toy6342 (@toy6342) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2556 / 19:40
    ขอบคุณฮะ
    #16138
    0
  4. #16132 you'remine (@yuyulove) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2556 / 18:25
    ขอบคุณมากๆค่ะ
    #16132
    0
  5. #16070 tee (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 / 04:37
    ฉากคลอดลูกเนี่ย มันกินใจมากๆเลย

    แล้วก็แม่ม..มัน บรรยายไม่ถูกอะมันแบบว่ามีหลายอารมณ์มากๆเลย

    มีหลายช่วงน๊ะที่อ่านๆแล้วงง ว่าเอ๊ ริวเป็นผู้หญิงป่างไรงี้ (คิดเฉยๆน๊ะเจ๊มด)

    มีแอบขำหน่อยๆตอนท้องคนที่สอง แบบอารมณ์ตอนนั้นคือ พอรู้ว่าตั่งทองได้ละปั้มใหญ่เลย อะำไรประมาณนี้ คิคิ
    #16070
    0
  6. #15977 kaewza (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 23 มีนาคม 2556 / 23:11
    เอ่อ ตรงที่ริวพูดว่า พี่ริกเข้ามากอดผมตั้งนาน จนพี่พีชที่อุ้มหลานชายผม(อายุ 2 ขวบคับ)ต้องเข้ามาดึงคับ อยากรู้ว่าหลานชายที่พูดถึงไช่ลูกของริกกับพีช รึเปล่า? ถ้ามีใครรู้ก็ช่วยตอบด้วยนะ
    #15977
    0
  7. #15948 pinpinjung (@pinpinjung) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 / 00:16
    อ้ากกกกกกกกกกกกกกก
    เจ๊มดแต่งได้น่ารักมากเลยอ่ะ
    แหวกแนวดี ผู้ชายท้องได้ด้วย
    #15948
    0
  8. #15938 porukimi (@zentee) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 28 มกราคม 2556 / 22:17
    ชอบมากมากเลยละคะ
    ขอบคุณนะ
    พี่มดสู้ๆ
    #15938
    0
  9. #15862 Dorayaki ii (@maruko--b) (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 13 มกราคม 2556 / 14:37
    น้ำคร่ำพี่มดน้ำคร่ำ-0-
    #15862
    0
  10. #15808 love99 (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2555 / 04:08
    ชอบตอนนี้มากกกกกกกกกกกก

    อยากให้แต่งตอนแบบนี้อีกเยอะๆเลย

    สนุกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

    แบบอ่านแล้วใจเต้นตึกตักๆๆๆอ่ะ

    สุดๆ อ่ะตอนนี้โดนใจอย่างแรง

    อ่านมาหลายหรอบแล้วตอนนี้อ่ะ

    ครั้งนี้ก็กลับมาอ่านอีก หลังจากที่ไม่ได้อ่านซะนาน
    #15808
    0
  11. #15797 sakura (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2555 / 13:11
    ชอบมากกกกกกกกกกกก เรยยยยย ค่าาาาาาาาาาาาา!!!!!!!
    #15797
    0
  12. #15785 KiHae*129 (จากตอนที่ 81)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2555 / 19:48
    ได้ทุกอารมณ์มากอ่ะ

    อบอุ่นสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    สนุกมากกกกกกกกกกกกก

    ชอบโคตรรรรรรรรรรรรรรร