ลิเกเล่ห์รัก (ลิเกเร่รัก)

ตอนที่ 4 : บทที่ ๓ [100%] (ยังไม่ตรวจทานคำผิด)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    17 พ.ค. 57

บทที่ ๓

            คำว่าเมียของอรดา สร้างความตกตะลึงให้กับผู้เป็นพ่อยิ่งนัก ครูหนามมองหญิงสาวอนาคตลูกสะใภ้สลับกับตรีนนท์ลูกชายผู้ไร้ประโยชน์ แน่นอนว่าชายชรายังไม่ยอมเชื่อจึงได้แต่ส่งสายตาดุไปให้กับทั้งสอง
            “หน้าไม่อาย กล้าพูดออกมาได้ว่าคนอื่นเค้าเป็นผัวหล่อน
            อรดาเม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรง ในใจนึกอยากโต้เถียงแต่เพราะเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสจึงไม่สามารถแสดงกิริยาก้าวร้าวออกไปได้ หางตาของหล่อนเหลือบมองคนข้างๆ ทั้งในใจก็เริ่มคิดหนัก อยากเอารองเท้าฟาดหน้าพ่อตัวดีคนนี้ให้หายหมั่นไส้ก็อยาก
            มัวแต่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ สุขใจบานฤทัยอยู่ได้!
            “มันเป็นความจริงนี่จ๊ะ เรานัดเจอกันหลังลิเกเลิกทุกครั้งเลยเนอะ พี่นนท์เนอะ
            อรดาเอี้ยวตัวและแสร้งยิ้มโหดจนชายหนุ่มถึงกับเหวอนิดหน่อย แต่ในเมื่อหล่อนกล้าถึงขนาดนี้มีหรือเขาจะยอมแพ้ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายก็อย่าให้อายสาวๆ
            “ครับพ่อทุกอย่างที่เธอพูดเป็นความจริง
            ครูหนามแทบล้มพับเมื่อได้ยินประโยคถ้อยแถลงจากปากลูกชาย ชายชราไม่เคยคิดมาก่อนว่าเลือดเนื้อเชื้อไขไร้ศักยภาพคนนี้จะทำเรื่องต้องห้าม ชิงสุกก่อนห่ามกับหญิงสาวไร้มารยาทลงได้
            “ฉันไม่ยอมให้หล่อนเข้ามาอยู่ในบ้านหรอก หวังจะมาเกาะผู้ชายกินล่ะซิ ครูหนามพูดจาน้ำเสียงกระแทกแดกดัน โสเภณีมันยังรู้จักทำมาหากิน แล้วนี่อะไรหวังให้ผู้ชายเลี้ยงท่าเดียว
            แม้ในใจจะเจ็บปวดรวดร้าวกับคำพูดของชายชราแต่อรดากลับตีสีหน้าไม่รู้สึกอะไร หล่อนทำเป็นนิ่งเฉย เก็บความรู้สึกทุกอย่างไว้ในใจเพราะรู้ตัวดีว่าหล่อนไม่ได้เป็นคนประเภทนั้น
            “พ่อจ๊ะ จะให้อบเชยทำอะไรตอบแทนก็ได้ แต่ขอที่นี่ให้อบเชยพักพิงเถอะนะจ๊ะ
            อรดาเลือกที่จะใช้น้ำเสียงออดอ้อนเกลี้ยกล่อมชายชรา ครูหนามมองหล่อนอย่างชั่งใจ ดูอย่างไรเด็กคนนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเด็กสาวใจแตกได้ หากกลับมีฝีปากกล้า พูดจนฉะฉานมากไปหน่อยเท่านั้น
            “งั้นหล่อนก็ทำให้ฉันเห็นสิว่าหล่อน เหมาะ จะอยู่ที่นี่ เจ้าของบ้านกล่าวเสียงเย็นเยียบ และมีค่าพอที่จะให้ฉันรับมาเป็นลูกสะใภ้
            เมื่อได้ฟังจนจบ อรดาก็รู้ดีว่าตัวเองควรทำอย่างไร เพียงแต่หล่อนไม่อยากไม่อยากนึกถึงอดีต ไม่อยากรื้อฟื้นความหลัง หากเพราะสายตาเยาะเย้ยของศิรานันท์ทำให้หญิงสาวนึกตัดสินใจว่า
          ‘ฉันจะเอาชนะหมอนั่น จะทำให้ตะลึงจนหงายหลังไปเลย
            มือทั้งสองของอรดาวางลงบนพื้นไม้ขัดเงาก่อนจะผลักร่างกายที่กำลังอ่อนล้าให้ลุกขึ้น แม้ร่างกายจะโอนเอนและเท้าทั้งสองก็เริ่มจะเจ็บปวด แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้ความตั้งใจที่มีมลายหายไปได้ สองมือยกขึ้นตั้งวงคล้ายการรำนาฏศิลป์ไทย หากท่าทางที่แสดงออกก็ไม่ได้มีแบบแผนสักเท่าไหร่นัก

สองมือก้มกราบแด่พ่อ      ลูกขอพะนอ คลอเคล้า
ชีวิตที่มี แสนเศร้า              ต้องทนอับเฉา ไร้ที่
บ้านช่องห้องหอ ไม่มีกลับ               พ่อแม่ท่านลับ สรวงสวรรค์
โศกาอาดูร หลายวัน         พลันนึกได้นั้น มีพี่นนท์
สุดท้ายที่พึ่ง คือพ่อ                       ผู้สืบสานต่อ ลิเกไทย
ให้ลูกร้องรำ ลูกทำได้         ขออนุรักษ์เอาไว้ ด้วยชีวัน…”

            เสียงขับขานบทร้องลิเกหวานซึ้งจนหัวใจของชายหนุ่มอย่างตรีนนท์ระทดระทวย ยามหญิงสาวร่ายรำก็ช่างงดงามราวกับเป็นนางฟ้าลงมาหลอกล่อให้ชายหนุ่มอย่างเขาโบยบินตามหล่อนไป
            ไม่ต่างกัน หลังจากได้เห็นการร่ายรำและขับร้องของหญิงสาวที่น้องชายพามาด้วย แววตาของศิรานันท์ก็เปลี่ยนไป จากที่เคยเย้ยหยันค่อนแคะก็กลายเป็นแววตาลุ่มหลงเริงร่าในท่วงท่าร่ายรำอันอ่อนช้อยงดงาม
          ‘ไอ้นนท์ มึงไปได้ของดีอย่างนังนี่มาจากไหนกัน
            ความในใจของศิรานันท์ไม่ได้เอ่ยให้ใครได้ยิน ถึงจะลุ่มหลงปานใดแต่ชายหนุ่มอย่างเขาก็ไม่มีวันยอมเผยไต๋ให้ใครรู้เห็นหรอก
            “นี่คือคำตอบของหล่อนใช่ไหม?
            น้ำเสียงของคนทดสอบยังไม่เปลี่ยนแปลง จนได้เห็นหญิงสาวพยักหน้าตอบรับชายชราจึงยิ้มกริ่มตรงมุมปาก อคติที่มีถูกทดแทนด้วยความชื่นชอบจนกระทั่งทนไม่ไหวจึงต้องส่งเสียงหัวเราะดังลั่น ทำเอาคนข้างๆ อย่างตรีลดา ตรองฤทัยและศุภณัฐผู้เป็นลูกถึงกับสะดุ้งโหยง
            “ฮะๆๆๆ! นี่หล่อนไปหัดลิเกมาจากไหนรึ?
            “เอ้อไม่ได้หัดหรอกจ๊ะ…” อรดาชักสีหน้าคล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง อบเชยแค่ชอบดูลิเก เลยใช้วิธีครูพักลักจำมาจากวิกตอนยังเป็นเด็ก แล้วสมัยนี้เป็นยุคของโซเชี่ยล การจะดูลิเกไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้ว อบเชยเลยเข้ายูทูบ(youtube) ดูลิเกบ่อยๆ
            ‘ไม่อยากจะเชื่อเสียงในใจของชายชราสะท้อนบอก คนอย่างเขามีประสบการณ์มามากพอมากจนรู้ว่าใคร เคยฝึก หรือ ไม่เคยฝึก การเป็นครูของโรงเรียนนาฏศิลป์จนกระทั่งถูกปลดเกษียรแค่มองปร้าดเดียวก็รู้ซึ้งแล้ว
            แต่ครูหนามกลับไม่คิดจะคาดคั้นอะไรหญิงสาวต่อเพราะเข้าใจว่าหล่อนคงมีเหตุผลบางอย่าง แต่ที่แน่ๆ คือหล่อนจะต้องเคยฝึกลิเกมาบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นการร่ายรำและการขับร้องคงไม่คล้ายกับมืออาชีพขนาดนี้
            “เอาล่ะ ในเมื่อหล่อนตอบโจทย์ของฉันได้ถูกต้อง งั้นก็เชิญหล่อนพักผ่อนอยู่ที่นี่ได้ตามสบาย
            “จะจริงเหรอจ๊ะพ่อ ขะ ขอบคุณมากๆ เลยจ้ะ
            อรดากรีดร้องในใจพลางโค้งตัวลงไหว้แนบพื้น ทางด้านตรีนนท์เองก็ดีใจไม่แพ้กัน เพราะนั่นหมายความว่าเขาจะได้อยู่กับหญิงสาวที่เขารู้สึกชื่นชมในตัวหล่อนเหลือเกิน
            ชื่นชมในพรสวรรค์ของอรดาที่มีค่าเท่ากับพรสวรรค์ของผู้พี่ศิรานันท์


            ใกล้รุ่งสางอรดาเพิ่งได้ล้มหัวลงนอน หญิงสาวมุดเข้าใต้ผ้าห่มผืนหนาของตรีนนท์ กลิ่นของชายหนุ่มติดอยู่จางๆ บนผืนผ้า ดวงตาของหล่อนกล้อมแกล้มใกล้หลับจนกระทั่งเปลือกตาปิดลงสนิท ความฝันซึ่งเป็นดั่งม้วนฟิล์มก็เริ่มฉายขึ้น….
            ประตูบ้านไม้ทรงไทยประยุกต์ถูกลงกลอนกุญแจแน่นหนา เด็กสาวตัวจ้อยซึ่งกำลังจูงมือบิดามองมันด้วยสายตาละห้อย เธอกำลังจะไปจากที่นี่ไปสู่เมืองฟ้ามหาสวรรค์ที่ใครหลายคนใฝ่ปอง
         แต่เด็กสาวกลับไม่คิดอย่างนั้น
        ‘คุณพ่อ เราไม่ไปกรุงเทพฯ ไม่ได้เหรอคะ เราอยู่สุพรรณบุรีก็ดีแล้วนี่คะ
        เด็กสาวรำพึงรำพันกับบิดา เธอไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ที่อื่น ในเมื่ออยู่บ้านหลังนี้ก็มีความสุขดี ไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อนอะไร
        ‘เราต้องไปทำมาหากินนะอบเชย เราอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ถ้าเรายังอยู่เราจะอดตายนะลูก
         ผู้เป็นบิดาพูดให้เด็กสาวฟังแต่เธอก็ยังไม่เข้าใจ ตามประสาเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่มีความคิดกลั่นกรองเรื่องราวของผู้ใหญ่ เพราะเวลานี้เธอคิดแค่ว่า ทำไมจึงต้องทิ้งบ้านที่รักมากหลังนี้ไปด้วย
        บ้านที่เคยมีพ่อ มีแม่ มีเจ้าบุญหลงน้องหมาพันทาง และมีลุงป้า น้า อา ชาวคณะลิเก ลูกพระปิ่น ศิลป์ไทย
        ‘อบไม่อยากไป อบอยากเล่นลิเกกับพ่อที่นี่เสียงของเด็กสาวสั่นเครือ ดวงตาเริ่มมีน้ำใสๆ ไหลปริ่ม
        ‘อบเอ๋ยพ่อก็ไม่อยากจากที่นี่ไปเหมือนกัน แต่เราต้องสู้เพื่อความอยู่รอดนะลูกนะ
         ผู้เป็นพ่อนั่งลงยองแล้วดึงนางฟ้าตัวน้อยมาสวมกอด เสียงสะอื้นไห้ทำให้ใจของบิดารู้สึกเจ็บปวด ตัวเขาเองก็ใช่จะอยากทิ้งบ้านหลังนี้ไปเสียเมื่อไหร่ แต่เพราะเขาจำเป็นจำเป็นจริงๆ
            ยามหลับแม้อรดาจะไม่รู้สึกตัว แต่ภาพความฝันนั้นก็ทำให้น้ำตาของหล่อนพรั่งพรูออกมาได้เหมือนกัน


            ศิรานันท์พาร่างสูงหล่อออกมาเตรดเตร่ในตลาดตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้าดี โดยมี ยอดชาย ตัวร้ายประจำวิกลิเกติดสอยหอยตามมาด้วย ในมือพระเอกหนุ่มถือเงินพันเป็นฟ่อน ทั้งยังมีข้าวของติดไม้ติดมือลูกน้องตัวร้ายพะรุงพะรัง ใช้เงินกันเป็นว่าเล่นโดยไม่แคร์สายตาใครๆ ก็ในเมื่อการแสดงของเมื่อคืนมีผู้คนมาชมคณะลิเกของเขากันล้นหลาม ทั้งที่เป็นวันสุดท้ายของงานวัดแต่ผู้คนกลับมากล้นอย่างไม่น่าเชื่อ 
            “พี่นันท์ ซื้อขนมฝักบัวให้ยอดชายหน่อยสิ เนี่ยเมื่อคืนนอกจากจะไม่ได้เงินแล้ว ยอดยังได้ทุเรียนจากแม่ค้าเป็นของแถมมาด้วยนะจ๊ะ อู้ย…”
            ยอดชายชี้นิ้วที่ใบหน้าอันเต็มไปด้วยรอยแดงจากเปลือกทุเรียน ลูกพี่หนุ่มแฉลบตามอง พลันเห็นลูกน้องทำตาปริบๆ ชวนพะอืดพะอมใส่จึงรีบยื่นแบงค์สีม่วงราคาห้าร้อยบาทให้ราวกับเห็นเป็นเพียงเศษเงิน
            “เอาไปแค่นี้พอ เพราะที่เหลือข้าจะเอาไปต่อทุน
            “อู้ว้าว~ ขอบคุณครับพี่นันท์!” ลิเกโจรรีบหยิบแบงค์ม่วงมาไว้ในมืออย่างรวดเร็วเพราะเกรงว่ามันจะปลิวกลับเข้ากระเป๋าของลูกพี่เสียก่อน
            “เดี๋ยวเอ็งเอาของไปเก็บที่บ้านข้าก็แล้วกัน ส่วนข้าขอไปใช้เงินที่บ่อนใกล้ๆ นี่ก่อนศิรานันท์บอก เพราะงั้นเอ็งห้ามให้ใครรู้เด็ดขาดว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน
            “โอเคพี่ ว่าแต่พี่นันท์ไม่กลัวตำรวจมาจับพี่เข้าตะรางเหรอ ยอดชายเอ่ยถามด้วยความซื่อบื้ออย่างแท้จริง
            “ไอ้เวรตะไล! ข้ากำลังจะไปเสี่ยงดวง เอ็งจะพูดถึงพ่อเอ็งหาพระแสงอะไรวะ
            ครั้นถูกลูกพี่ต่อว่ายอดชายจึงยกมือขึ้นไหว้หยอยๆ เพราะกลัวจะโดนบาทาประทับทรวงอก พระเอกหนุ่มนิ่วหน้าด้วยความไม่พอใจ พลันนึกถึงโชคลาภที่กำลังจะตามมาเขาก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มในบัดดล
            “รีบไสหัวไปไกลๆ ตีนข้าเลยไป ก่อนข้าจะอารมณ์เสียมากกว่านี้ เขาว่า อ่อพอตอนเที่ยงก็กลับมารับข้าที่นี่ อย่าลืมล่ะ ถ้าเอ็งลืมหรือมาช้า เอ็งตายแน่
            ศิรานันท์ปัดป่ายมือไม้กลางอากาศเป็นเชิงไล่ ลูกน้องตัวดีจึงไม่อ่อยอิงที่จะตอบตกลง ก่อนจะหิ้วของพะรุงพะรังขึ้นรถกระบะสีดำคันหรูของศิรานันท์แล้วขับกลับบ้านเรือนไทยหลังใหญ่ทันที
            ครั้นเห็นยอดชายขึ้นรถลิบลับกลับบ้านไปแล้ว ศิรานันท์ก็เคลื่อนย้ายร่างกายสูงชะลูดเดินดิ่งเข้าซอยเล็กๆ หากยังไม่ทันไปไหนได้ไกล แม่ยกสาวนางหนึ่งก็วิ่งเข้ามาหาเขาพร้อมกับกล้องถ่ายรูปขนาดพอดีมือ เสียงวี้ดว้ายกระตู้วู้ของแม่ยกนางนี้ทำเอาพระเอกหนุ่มต้องรีบปั้นหน้าใสซื่อ มือใหญ่ยกขึ้นไหว้อย่างอ่อนน้อม ริมฝีปากชวนฝันฉีกยิ้มกว้างจนเห็นซี่ฟันสีขาวมุก
            “สวัสดีครับแม่พระเอกหนุ่มยิ้มร่าทักทาย
            “แหม พ่อศิรานันท์ วันนี้มาทำอะไรแต่เช้ามืดจ๊ะ?
            “อ้อพอดีพ่อของนันท์ใช้ให้มาซื้อของเล็กๆ น้อยๆ น่ะครับแม่ แต่นี่ก็กำลังจะกลับแล้วครับ
            “อย่าเพิ่งกลับลูกอย่าเพิ่ง ขอแม่ถ่ายรูปก่อน
            “ยินดีครับแม่
            ศิรานันท์ยืนปั้นยิ้มใสซื่อให้กล้องจับภาพใบหน้าอันหล่อเหลา แม้แสงแฟลตจะพุ่งเข้าลูกตาก็ไม่มีหวั่น เมื่อถ่ายรูปพระเอกหล่อจนพอใจแล้ว แม่ยกก็ขอประทับจูบลงบนแก้มซึ่งชายหนุ่มก็ยอมให้ทำแต่โดยดี
            ฟอดดด-!
            พระเอกลิเกหนุ่มยิ้มหวาน ใบหน้าคมคายหากดวงตากลับหวานหยดย้อยทำให้แม่ยกหลายต่อหลายคนสลบเหมือดอยู่หน้าเวทีมานักต่อนักแล้ว
            “โอ้ย รู้สึกกระชุ่มกระชวย อ่ะนี่ลูก ขนมเบื้องที่ร้านแม่เอง แม่แบ่งให้พ่อนันท์เอาไปกินที่บ้านนะ
            “ขอบพระคุณครับแม่ ผมรักแม่ที่สุดเลยครับ
            ศิรานันท์รับขนมด้วยรอยยิ้มแล้วโผเข้ากอดแม่ยกวัยชรา ครั้นอำลากันตามประสาคนไทยเสร็จสิ้นชายหนุ่มก็รีบปลีกตัวหนี ใบหน้าใสซื่อเมื่อครู่กระหยิ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ ถุงขนมในมือถูกแกว่งเล่นแทนการนำเข้าปากเพื่อรับประทาน
           “เอาแต่ขนมมาให้ กูก็อ้วนตายพอดีสิวะ เขาว่า พลันสายตาหยาดเยิ้มแฉลบเห็นเด็กขอทานนั่งยกมือไหว้ ลิเกหนุ่มจึงโยนขนมเบื้องที่ได้รับมาจากแม่ยกให้แก่เด็กสภาพโสมมคนนั้น ข้าให้ ดูท่าจะอดอยากปากแห้งมาหลายวัน
            “ขอบคุณครับพี่ เด็กขอทานก้มหัวไหว้เขาผงกๆ

            แม้จะปากร้ายและขี้แกล้ง หากศิรานันท์กลับรู้สึกเอ็นดูเด็กกำพร้าไปจนถึงเด็กยากไร้ทุกคน ตัวเขายามเกิดมาก็ต้องกำพร้ามารดาตั้งแต่เล็ก ไม่มีโอกาสได้จดจำใบหน้าของแม่เอาไว้ก่อนที่ท่านจะลาลับไป
            เขารู้เพียงแต่ว่าแม่เป็นนางเอกลิเกที่มีใบหน้างดงามราวกับเทพธิดา เป็นนางเอกที่ร้องลิเกเพราะกว่านางเอกคนอื่นๆ ในยุคนั้น โดยสิ่งที่เขาได้ยินมาทั้งหมดนี้ ล้วนมาจากปากของผู้เป็นบิดาทั้งสิ้น
            ครั้นแม่เสียไป พ่อของเขาก็มีภรรยาใหม่ตามประสาพระเอกลิเกจอมเจ้าชู้
            จนมีน้องๆ พากันเกิดออกมาจากแม่เลี้ยงเป็นพรวน  โดยเฉพาะช่วงที่ตรีนนท์เกิดมา เขาจำได้เลยว่าตัวเขาต้องกลายเป็นหมาหัวเน่าอยู่นานหลายปีจนกระทั่งน้องชายเริ่มหัดร้องหัดรำลิเกแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ตัวเขาถึงได้กลับมาเป็นลูกชายสุดที่รักของบิดาอีกครั้ง
            ด้วยน้องชายตัวดีนั้นไร้พรสวรรค์ทางด้านการร้องรำ ขนาดตัวเขาเองยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะลูกหลานลิเกทุกคนยามได้ฝึกฝนตั้งแต่เล็กก็จะเป็นกันไปเองเนื่องจากสิ่งนี้มันมีอยู่แล้วใน สายเลือด
            กับตรีนนท์อาจเรียกได้ว่าเป็นความโชคร้าย แต่สำหรับเขามันคือปาฏิหาริย์!
            ปาฏิหาริย์ที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ มีหน้ามีตา มีเงินมีทองใช้ไม่ขาดมือ มีคนรักคนหลง ในชีวิตนี้คงไม่มีอะไรอีกแล้วที่เขาอยากจะได้มันมาไว้ครอบครอง
            ศิรานันท์ยิ้มกลั้วเสียงหัวเราะ ครั้นมาถึงบ่อนใหญ่เปิดใหญ่ในซอกหลืบเล็กๆ ที่ลึกเกินกว่าสายตาของตำรวจจะมองเห็น พระเอกหนุ่มก็รีบเดินจ้ำเข้าไป ผู้คนในนั้นต่างจดจำใบหน้าค่าตาของเขาได้เป็นอย่างดีเนื่องจากศิรานันท์เป็น แขกคนสำคัญ ที่ไม่ว่าจะบ่อนนี้หรือบ่อนไหนต่างก็รู้ดีว่าลิเกหนุ่มผู้นี้มักจะมาพร้อมกับเงินเป็นฟ่อนเป็นฟัดอยู่เสมอ
            “ว่าไงพ่อเศรษฐีลิเก วันนี้พกมาเท่าไหร่ล่ะ?
            ขาไพ่ผู้เล่นไม่เลือกบ่อนอย่าง เสี่ยทศพร เศรษฐีที่ดินรายหนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในตัวเมืองกรุงเทพฯ ทักทายศิรานันท์ราวกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี พลันได้ยินเสียงเรียก ลิเกหนุ่มจึงเดินตรงรี่เข้าไปหา หยิบเงินออกมาตบแปะๆ ลงบนฝ่ามือใหญ่เป็นเชิงอวด
            “ก็พอตัวครับเสี่ย นี่ดีนะคอไม่หักเสียก่อน
            “แหมถ้าคอเธอหักขาไพ่ก็ไม่ครบน่ะสิ เสี่ยทศพรหัวเราะร่วน
            “ผมว่าคนอย่างเสี่ยหาขามาเพิ่มได้อยู่แล้วน่า
            “เออใช่ วันนี้เสี่ยพาคนต่างชาติมาด้วย พอดีเขามาติดต่อถามซื้ออสังหาฯ ของเสี่ยในกรุงเทพ เห็นว่าจะเอาไปทำโรงเรียนสอนเต้น สอนร้องเพลงอะไรนี่ล่ะ เสี่ยเลยพาเขามาแจมที่นี่ด้วยกันเสียเลย เศรษฐีที่ดินเล่าแกมยิ้ม เห็นว่าเป็นคนเกาหลีใต้นะ ทำงานอยู่กับสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ในโซล เจ้านายเขาอยากมาลงทุนที่นี่เลยส่งตัวลูกน้องมาติดต่อหาที่หาทางไว้ก่อน ไม่ลองเข้าไปถามดูล่ะพ่อนันท์ ไม่แน่เธออาจจะได้โกอินเตอร์เหมือนคนอื่นก็ได้นะ
            เสี่ยทศพรชี้นิ้วไปยังมุมสูบบุหรี่ เผยให้เห็นเจ้าของแว่นสีหม่นซึ่งกำลังดูดควันจากบุหรี่มวนสีขาวลงปอด ท่าทางของเขาดูดีเกินกว่าที่ลิเกหนุ่มจะกล้ากรีดกรายเข้าไปทัก
            “ไม่ดีกว่าครับเสี่ย ผมว่าผมเป็นพระเอกลิเกแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว แม่ยกแก่ๆ เขามีเงินมาประเคนให้ แต่พวกเด็กวัยรุ่นยังต้องแบมือขอเงินพ่อแม่มาใช้ เอาเป็นว่าผมไม่เสี่ยงดีกว่า เขาบอก อีกอย่างเกาหลีใต้นี่ผมไม่ค่อยประสีประสา ไม่เหมาะหรอกถ้าผมจะไปอยู่ที่นั่น
            สองเศรษฐีหัวเราะอย่างเข้าใจกัน เสี่ยทศพรเชิญศิรานันท์นั่งลงข้างๆ ด้วยการลากเก้าอี้ออกมาให้เขา ชายหนุ่มยกมือไหว้ขอบคุณก่อนจะหย่อนก้นลงนั่งเพื่อเสี่ยงโชคตามประสา
            โดยไม่ยั้งเคยคิดเลยว่าแม้วันนี้จะมีเหลือหากกลับไม่รู้จักมัธยัสถ์ ในวันหน้าทุกอย่างที่มีอาจจะ หมด ไปก็ได้



            รถกระบะสี่ประตูเลี้ยวเข้ามาในบ้านเรือนไทยของคณะลิเกพร้อมกับควันสีดำจากท่อไอเสียจนกระทั่งมาหยุดที่ลานจอดรถใกล้แปลงผัก ชายรูปร่างเตี้ยม้อต้ออย่างยอดชายจึงรีบกระโดดออกมาจากยวดยานพาหนะ ทำให้ตรีนนท์ที่กำลังรดน้ำพืชผักสวนครัวอยู่ต้องละสายตาออกจากแปลงดินเพื่อมองตามลูกน้องของพี่ชายชั่วคราว
            ในมือของลิเกดาวร้ายเต็มไปด้วยถุงข้าวของเครื่องใช้ ไหนจะอาหารกับเสื้อผ้าและของจิปาถะอีกนับไม่ถ้วนจนตรีนนท์อดนึกเสียดายเงินทองเอาไว้ไม่ได้ ชายหนุ่มมองยอดชายด้ายหางตา ในขณะที่คนถือของกำลังเดินผ่านหน้าเขาไป
            “เงินทองที่ได้มาน่ะเก็บเอาไว้บ้างก็ดี ไม่ใช่เอาไปถลุงกับของไร้สาระหมด
            ยอดชายหันไปมองเจ้าของเสียง พลันเห็นว่าเป็นตรีนนท์จึงอดไม่ได้ที่จะต่อปากต่อคำด้วย
            “แหมทำเป็นมาบอกให้เก็บหอมรอมริบ ทั้งที่ตัวเองไม่ใช่คนหาเงินเสียหน่อย
            “ข้าเตือนด้วยความหวังดีนะไอ้ยอด ช่วงนี้ลิเกกำลังกลับมารุ่ง แต่ถ้าวันไหนดรอปลงไปแล้วไม่มีเงินสำรองมันจะแย่ตรีนนท์ว่า ในฐานะที่พี่นันท์เป็นเจ้าของคณะ ข้าก็อยากให้เอ็งช่วยเตือนเขาหน่อยก็เท่านั้น ยิ่งเดี๋ยวนี้คณะอื่นเริ่มงัดการแสดงแปลกๆ ออกมาสู้กันด้วยแล้ว ข้าก็ยิ่งเป็นห่วง
            “ก่อนจะห่วงคนอื่น ห่วงตัวเองก่อนดีกว่าไหม ร้องลิเกก็ไม่ได้แถมยังรำห่วยแตกอีก
            คำพูดของยอดชายจงใจว่าให้กระทบกระเทือนจิตใจของชายหนุ่ม ตรีนนท์แทบอยากจะเขวี้ยงฝักบัวรดน้ำใส่หัวคนตัวเตี้ย แน่นอนว่าเขาคงจะทำเช่นนั้นไปแล้วหากไม่ได้ยินเสียงหวานๆ ของหล่อนเข้าซะก่อน
            “พี่นนท์ ฟ้าเอาพานดอกไม้มาให้แล้วจ้ะ
            ‘จรัสฟ้าเจ้าของใบหน้าหวานละมุนเดินนวยนาดถือพานสีเงินเข้ามาหาตรีนนท์ที่กำลังยืนประจันหน้าอยู่กับยอดชายอยู่ตรงแปลงผัก หล่อนมองพวกเขาทั้งสองด้วยความฉงนสนเท่ห์ พลันแย้มริมฝีปากอวบอิ่มเคล้าไปด้วยสีชมพูระเรื่อเอ่ยถาม
            “มีอะไรกันหรือเปล่าจ๊ะ?
            “มีสิ เนี่ย ไอ้นนท์มันมาหาเรื่องพี่ยอด ยออดชายรีบตอบคำถามจรัสฟ้า หากแต่คำตอบนั้นกลับเป็นการใส่ร้ายชายหนุ่มฝ่ายตรงข้ามมากกว่า
            “พี่แค่เตือนยอดด้วยความหวังดี ไม่ได้ต้องการจะมามีเรื่อง
            ยอดชายส่ายหน้า อากัปกิริยาแลต้องการกวนอารมณ์ผู้พบเห็นเป็นแน่แท้ ลิเกโจรทำหน้าเหยเกไม่สนใจสิ่งที่ตรีนนท์บอกกล่าวเพราะเขาถือว่าสิ่งที่ชายหนุ่มพูดล้วนมาจากความอิจฉาริษยาในตัวของผู้เป็นพี่ชายทั้งนั้น
            “เอาเป็นว่า ข้าไม่ขอรับความหวังดีนั้นไว้ก็แล้วกัน
            ตรีนนท์กัดฟันกรอดหลังยอดชายเดินจากไป มือใหญ่ปล่อยฝักบัวลงสู่แปลงผักขนาดเล็ก ทำให้ต้นไม้ในรัศมีนั้นถึงคราวต้องแบนแต๊ดแต๋เพราะความหงุดหงิดในใจของคนปลูก
            ด้านตรัสฟ้าที่ยืนมองเขาอยู่ก็ได้แต่สั่นหัวเบาๆ แม้จะอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมาตั้งแต่อยู่ในวัยกระเตาะ หากทุกวันนี้หล่อนก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าชายหนุ่มตรงหน้านั้นเป็นคนแบบไหน บางทีก็ขี้เล่นเป็นกันเอง บ้างก็โมโหร้าย บางคราวก็เอาแต่ปิดปากเงียบไม่พูดไม่จา จิตใจแปรปรวนตามของสภาพอารมณ์
            หล่อนจึงจงใจเปิดประเด็นใหม่เพื่อช่วยเหลือชายหนุ่มออกมาจากห้วงอารมณ์ดั่งพายุโหมกระหน่ำนั้น
            “ว่าแต่พานดอกไม้นี่ พี่นนท์ใช้ฟ้าหามาให้เพราะจะเอาไปทำอะไรหรือจ๊ะ?
            สมดังปรารถนา ตรีนนท์เลิกทำหน้าดั่งเชือกถูกขมวดเป็นปม หางตาเสมองมาที่หล่อนก่อนจะเดินรี่เข้าไปหา มือใหญ่ยื่นไปรับพานจากมือของจรัสฟ้าทั้งที่เจ้าตัวยังไม่ทันมอบให้ มือหยาบจึงสัมผัสลงบนมือนุ่มคู่นั้นอย่างถือวิสาสะ หากเจ้าของมือก็มิได้โวยวายอะไร ทั้งยังรู้สึกดีใจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ
            คราวใดที่ได้รับสัมผัสจากชายหนุ่มที่ตนเองหวังใฝ่ปอง ใบหน้าของหญิงสาวก็แดงระเรื่อขึ้นไปจนถึงใบหู
            หากแต่ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของตรีนนท์กลับไม่ต่างไปจากคมมีด คำพูดทุกคำเชือดเฉือนลงกลางอกไม่ต่างไปจากการถูกทำร้าย คำพูดทุกคำเชือดเฉือนลงกลางใจแม้คนตรงหน้าจะมิได้ตั้งใจทำร้าย หากสีหน้าของจรัสฟ้าก็เริ่มซีดเผือดดังคนเป็นโรคโลหิตจางเสียแล้ว
            “เอาไปขอขมาพ่อเรื่องที่พี่ชิงสุกก่อนห้าม มีเมียก่อนตบแต่งกันตามประเพณี”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

3 ความคิดเห็น

  1. #3 สาระวารี (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 23:19
    รออยู่ค่ะ

    #3
    0
  2. #2 แม่ยกลิเก (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 23:01
    รออ่านอยู่น้า
    #2
    0